571221_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ส.ฟ้าไท พ่อครูฯ ผัสสาหารและมโนสัญเจตนาหาร.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571221_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ส.ฟ้าไท พ่อครูฯ “ ผัสสาหาร และ มโนสัญเจตนาหาร ”
ส.ฟ้าไท ว่า … วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก เกริ่นนำถึง งาน ว.บบบ. ที่ใกล้จะมาถึงในปลายปีนี้ และต้นปีหน้า เราจะมาสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายได้หรือไม่? ก็มากัน จะได้เข็มหรือไม่ ก็น่ามานะ วันนี้พ่อครูก็คงจะมาตอบปัญหาที่เขาถามมาทางอินเทอร์เน็ต
ก่อนอื่นจะได้ตอบประเด็นที่ว่า … กราบนมัสการ ครับ พระใหม่ พรรษาน้อย ที่เพิ่งมาพบคำแปลพระวินัย 227 ข้อ เป็นภาษาไทย จึงตั้งคำถาม เป็นคำถาม จาก ปาจิตตีย์ มีทั้งหมด 92 ข้อ ว่า เกล้ากระผม สงสัย ในปาจิตตีย์ ข้อ... 64 . ที่ว่า... ห้ามปกปิดอาบัติชั่วหยาบของภิกษุอื่น เกล้ากระผมเข้าใจว่า... การที่เราเป็นภิกษุปฏิบัติตนดี อยู่ในศีล ในธรรม ในวินัย ณ อารามแห่งหนึ่งเป็นปกติ ทว่า...ต่อมา มีภิกษุอารามเดียวกัน ทำผิด โดย...ที่เราไม่ได้ขวนขวายไปอยากรู้กรรมคนอื่น แต่ เขาทำผิดศีลของเขา แล้ว ไฉน เราผู้มารู้เรื่องราว จึงต้องมีความผิดด้วยปาจิตตีย์ไปด้วยล่ะครับ หากไม่บอก... ตามความหมาย อาบัติ ข้อ 64 เกล้ากระผมเข้าใจถูก หรือ ผิด ครับ อาบัติชั่วหยาบ ที่ว่านั้น จากระดับไหน ขอรับ ?แล้ว หากจะต้องบอก เกล้ากระผม จะบอกกับใครดี ? หรือสมมุตพระภิกษุ ในอารามที่เราจะเอ่ยปากบอก เพื่อเรานั้น จะได้ไม่บกพร่องในวินัยข้อนี้ เขาต่างก็มีผิดศีลเป็นปกติ เช่นเดียวกันกับผู้ผิด แล้วเราจะทำอย่างไร ? พ่อครูว่า...สังคมทุกสังคมควรต้องเข้าใจ สิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้ ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้ได้หมด ประเด็นคือว่าถ้าเราไปรู้อาบัติหยาบของภิกษุที่อยู่ร่วมกัน แล้วถ้าเราไม่บอก ปกปิดไว้ จะ ผิดปาจิตตีย์ ….เพราะถ้าขืนปกปิดอาบัติหยาบของเพื่อนไว้ ก็จะหมักหมม เน่าใน ผู้ปกปิดก็จะไม่คลายใจ อย่างเช
อ่านต่อ
่นสังฆาทิเสส เป็นอาบัติหนัก ถ้าผู้ใดผิดแล้วไม่เปิดเผย ไม่ปลงอาบัติ ทำให้เรียบร้อย จะค้างชาติไปเป็นชาติๆไป จะเป็นเวรภัยต่อเรา แม้ในชาตินี้ คุณบวชเป็นพระ แต่ทำสังฆาทิเสส แต่ไม่ปลงอาบัติ แต่แล้วสึกออกไป คุณก็คาอยู่เช่นนั้น ถ้ากลับมาบวชอีก คุณต้องอยู่กรรมที่ทำไว้ ในข้อที่ผิดตั้งแต่บวชเดิม เรียกว่าข้ามชาติเลย ที่ติดหนี้ไว้ ถ้าเปิดเผยแล้ว ตอนก่อนเปิดเผย จะยาก ทุกข์ แต่พอ เปิดเผยแล้วจะเบาสบาย การปกปิดความผิดของตนนั้น ทุกข์มหาศาล ถ้าเปิดเผยไปแล้วก็จบ จะบอกคนเดียวหรือบอกหมู่ ก็ได้ทั้งนั้น แล้วผู้ที่รู้อาบัติของเพื่อน แล้วไม่บอกต่อสังคม คนที่ปกปิดไว้ ก็ต้องอาบัติอีก ก็ ต้องเปิดเผยแจ้งแก่สงฆ์ ก็จะได้จัดการวินิจฉัย ทำตามหลักเกณฑ์ จะลงโทษหรือไม่ ก็แล้วแต่เหตุปัจจัย เสร็จจบก็สบาย ไม่มีอะไรค้างติดข้ามชาติไป นี่คือผู้รู้คุรุกรรม ตั้งแต่สังฆาทิเสสเป็นต้นไป ก็ต้องแจ้งต่อหมู่ แล้วมีรายละเอียดอีกว่า อาบัติหนักนี่ไป เปิดเผยนอกหมู่ ก็ไม่ได้ ปรับอาบัติคนเปิดเผยปาจิตตีย์อีก ไม่เปิดเผยในหมู่ ก็เสียหาย ไปเปิดเผยนอกหมู่ ก็เสียหาย ฟังไว้นะพวกเรา นี่สิ่งที่ไม่มีความผิด ต้องสังวรให้ดี เพราะอย่างน้อยทำให้คนอื่นลดศรัทธา เอากรรมไม่ดีไปบอกเขา เพราะคนอื่นเขาไม่เกี่ยว เขาอยู่วงนอก เขายังศรัทธาอยู่ เขาไม่ได้มารู้รายละเอียด ก็ยังไม่ควรให้รู้ ขยายไปถึงประเทศ ก็ต้องให้ผู้ที่สูงมีคุณวุฒิ มีความไม่ลำเอียง มีความรู้สูงก็ต้องให้ท่านได้รับรู้ จะได้จัดการชำระสังคมให้ดีขึ้นได้ เหมือนอย่างเรื่องเน่าเหม็นในประเทศ จะเอาไปบอกต่างประเทศได้ไหม? เรื่องในครอบครัวจะไปบอกนอกครอบครัว ก็ไม่ควร อย่างนี้เป็นสังคมศาสตร์ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ สรุป แล้วต้องบอกแก่หมู่สงฆ์ 1 . แจ้งกลางที่ประชุมสงฆ์ ในสภา 2 . บอกแก่บุคคลที่เรานับถือ ที่เราเห็นว่าเป็นผู้ใหญ่ จัดการได้ บางอย่างไม่ควรบอกสงฆ์ บอกเฉพาะผู้ใหญ่ที่ควรบอก ก็เท่านั้น ก็มีที่เราจะพิจารณา ถ้าไม่เช่นนั้น บอกแก่สงฆ์ก็จะไม่เหมาะ ก็บอกผู้ใหญ่ที่จะวินิจฉัยได้ และก็ถ้าบอกไปนอกหมู่ ก็จะเกิดความเสียหายได้อีก
ส.ฟ้าไทว่า...ก็ต้องบอกเพื่อให้ช่วยเพื่อนที่ทำผิดได้แก้ไขด้วย พ่อครูว่า...มีคำถามของ พล.ร.ต.มินทร์ ก็ถามมา ถ้าเกิดชาติหน้ากระผมอยากมีร่างกายเป็นเทวดาครึ่งหนึ่ง เปรตครึ่งหนึ่งจะต้องทำอย่างไร? ตอบ...เทวดาคืออะไร? เปรตคืออะไร? เทวดาคือดี เปรตคือเลว หมายถึงจิตวิญญาณ ไม่ต้องเอาชาติหน้า เอาปัจจุบันนี้เลย คุณอยากเอาร่างกายที่มีกายยาววา หนาคืบ กว้างศอก พร้อมสัญญาและใจนี่แหละ ส่วนร่างนี้จะเป็นเปรต เทวดาไม่ได้หรอก มันต้องเอาที่จิตวิญญาณ จะเป็นเทวดาหรือเปรตก็ทำเอา ทำไมจะต้องเอาอย่างละครึ่ง เป็นเทวดาหมดไม่ดีกว่าเปรตหรือ เป็นไปทำไมเปรต เราต้องศึกษาจิตที่เจริญ ให้ดีก็ต้องเจริญแบบโลกุตระ จิตหลุดพ้นหมดกิเลสได้ จะเจริญสูงสุดเป็นปรมัตถสัจจะ
พ่อครูว่า....มาเข้าสู่ ปุตตมังสสูตร เล่ม 16 ข ้อ 240 ใน กวฬีการาหาร นั้นหนักไปทางอาหารคือ คำข้าว ที่เขากินหลงติดอร่อย ติดหรู ในอาหาร ท่านก็เน้นไปที่การติดใน กามคุณ 5 เป็นสิ่งมัดรัดรึงชีวิตไว้ หนาแน่นมาก พระพุทธเจ้าสร้างนิทานที่ซับซ้อนมาก อาตมาอธิบายตามภูมิตน คำว่า บริโภคกามคุณ 5 หมายถึง เอามาเป็นของตน เชิงโลภ หรือเอามา เสพรสเป็นราคะ แม้เป็นอุปาทายรูป ก็ยึดได้ ไม่ต้องเป็นข้าวของเครื่องใช้ก็ตาม เช่น คุณได้สัมผัสแหวนเพชรก็ชื่นใจแล้ว สมราคะ ยิ่งได้มาเป็นของตนก็ยิ่งสมโลภ ก็คือมีความใคร่อยากแล้วได้ สมใจอยากก็เป็นสุข แล้วก็พักยก หรือยกมาจำได้อีก สัญญานำขึ้นมาคิดอีก แต่ไม่ได้ตลอดหรอก มันค่อยปล่อยวาง ลืมเลือน สุดท้ายก็ไม่สนใจ เป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรมา การบริโภค กามคุณ 5 ไม่ได้หมายถึงแค่ คำข้าว แต่มี อุปโภค ด้วย เช่น การโกงโครงการพันล้านแสนล้าน หรือทำธุกิจโกง มากมายนี่ก็คือ การบริโภคกามคุณ ผู้บริหารบ้านเมืองยุคนี้ ควรจัดการการทุจิริตคดโกงได้ ไม่ช่วยกันปกปิดไว้ มันจะค้างคาไว้ไปไม่รู้กี่ชาติ พ่อแม่มีลูกแล้วฆ่าลูกกิน เขาเดินทางไกลกันดาร ว่าจะไปเอานิพพาน แต่นิพพานเป็นเช่นไร เขายังไม่รู้เลย แต่ก็เดินไปทางไกลกันดาร หลงว่า ลาภ ยศสรรเสริญ โลกียสุข เป็นนิพพาน มันลำบากเพราะต้องแย่งชิง ฆ่ากันตาย แย่งชิงกันไปไม่รู้กี่ชาติ นี่คือ ทางทุรกันดาร แล้วก็ไปโง่อยู่ เขาว่ายอดสุดนะ แต่แท้จริงไม่ได้คลายจากการแย่ง ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข คุณไม่รู้ว่าต้องลดละจางคลายจนกว่าจะหมด ตามฐานะ คุณไม่ได้ทำเลย ยังตั้งหน้าตั้งตาเดินอยู่นั่นแหละ แล้วพยายามหาเสบียงไป แม้ที่สุดลูกแท้ๆ คุณยังฆ่าได้ ทำมหิตได้ เพื่อให้ได้ผลอันนี้แก่ตนเอง ฆ่าแล้วก็ลืมเลย กินไปแล้วว่าลูกเราไปไหน นี่สุดยอดอัลไซเมอร์เลย กินลูกก็ไม่รู้ อาหาร อุปโภค บริโภค ได้มาก็เพ ิ่ มกิเลสได้ ถ้าเป็นบริโภคก็เพราะราคะ แต่ถ้าเป็นอุปโภค เป็นดิน น้ำ ลมไฟ เราก็สัมผัสก็เป็นรส ถ้าได้เป็นของเรา ก็ได้สมโลภ ใครมัวเมาตกแต่ง สร้างรูปวิมาน หอบหวงไว้ อยู่ในมหาภูตรูปต่างๆ ก็หนักหนาสาหัส ยึดเป็นเราเป็นของเราอยู่เช่นนี้ ถ้าได้ สมใจก็เป็นราคะ โลภะ ไม่ได้สมใจก็เป็นโทสะ วนเวียนเช่นนี้ไปตลอด
[ 242 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ ผัสสาหารจะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่า แม่โคนมที่ไม่มีหนังหุ้ม ถ้ายืนพิงฝาอยู่ ก็จะถูกพวกตัวสัตว์อาศัยฝาเจาะกิน ถ้ายืนพิงต้นไม้อยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ชนิดอาศัยต้นไม้ไชกิน หากลงไปยืนแช่น้ำอยู่ ก็จะถูกพวกสัตว์ที่อาศัยน้ำตอดและกัดกิน ถ้ายืนอาศัยอยู่ในที่ว่าง ก็จะถูกมวลสัตว์ที ่ อาศัยอยู่ในอากาศเกาะกัดและจิกกิน เป็นอันว่า แม่โคนม ตัวนั้น ที่ไร้หนังหุ้ม จะไปอาศัยอยู่ในสถานที่ใดๆ ก็ถูกจำพวกสัตว์ที่อาศัยอยู่ในสถานที่นั้นๆ กัดกินอยู่ร่ำไป ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า พึงเห็นผัสสาหารฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ผัสสาหารได้แล้ว ก็เป็นอัน กำหนดรู้เวทนาทั้งสาม ได้ เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้เวทนาทั้งสามได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ
พ่อครูว่า...ต้อง สัมผัสจากตาหูจมูกลิ้นกาย ในปัจจุบัน นี่แหละคือ ความจริง นอกนั้นเป็นเพียงความจำเท่านั้น ความจำคือเหตุปัจจัย หากคุณจำ เรียกว่า สัญญา หากคุณทำความไม่เที่ยงในสัญญา คุณจะเลิกเมื่อไหร่ละลายมันเมื่อไหรก็ได้ มีมุทุภูตธาตุ จะให้ไม่มีตัวตนเมื่อไหร่ก็ได้นี่คือ สัจจะของอมตบุคคล ท ี่ พลังงานจิต ธาตุจิตได้ ในผัสสาหาร ถ้าคุณจะ ต้องมีชีวิตก็ต้องมีผัสสะ แต่ถ้าไม่มีอะไรป้องกันเลย การทนได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก ก็มีสัมผัสอยู่ เย็นร้อนอ่อนแข็ง กระทบแล้วคุณทนได้ โดยไม่ยาก ไม่ลำบาก ที่ ต้องทนเพราะเราต้องทำ กิจการงานมีคุณค่า ประโยชน์ สำหรับผู้ที่มี ถ้าโลกนี้มีแต่อาตมาคนเดียว มีแต่พืช อาตมาก็จะอยู่เป็นประโยชน์ต่อพืช จะอยู่กับอะไรก็มีประโยชน์ต่ออันนั้น ถ้า ไม่มีผัสสะก็ไม่มีรูป แม้มีจิตวิญญาณ ไม่มีผัสสะก็ไม่มีรูป แม้จะปั้นเอาเอง ฝันเองก็มีได้ ปะติดปะต่อเอง ก็ได้เนรมิตเองก็ได้ อันนั้นเป็น แค่สัญญา ถ้ามีแต่ผัสสะไม่มีความจริง มีแต่ความจำ จะสร้างเล่นๆอย่างไรก็ได้ คิดเอานึกเอา ได้หมด ถ้า ไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย พระพุทธเจ้าไม่ตัดสินให้เป็นอรหันต์ ได้ ความจริงจึงอยู่ที่ผัสสะ จากความจริง จึงมาเป็นความจำ ผู้เป็นอรหันต์แล้ว ท่านจะ เอาความจำมาเป็นความจริง ท่านก็เอาออกมาภายนอก แต่ถ้าท่านไม่เอามาใช้ท่านก็ไม่ยึด แต่ถ้าจะอนุโลมยึด ก็สักแต่ว่ายึด เป็นคนจริงในปัจจุบันธรรม แต่อยู่ในจิตไม่จริง เอาออกมาภายนอกจึงจริง
ส.ฟ้าไทว่า … ผมดูพ่อครูดูเหมือนจริงจังมากเลย แต่พอผ่านไปแล้วก็เหมือนไม่มีอะไรเลย ...เมื่อกี้พูดเรื่องหนึ่ง จริงจังมาก แต่ว่าพูดอีกเรื่องก็เหมือนไม่มีเมื่อกี้นี้เลย พ่อครูว่า...ถ้า ไม่มีผัสสะก็มีแต่ความจำ ไม่มีความจริง อย่างคุณตายแล้วมีแต่จิตกับวิบาก คนก็หลงความจริง แท้จริงอยู่กับวิบาก คนมิจฉาก็หลงความจำเป็นความจริง เขาก็หลงอยู่กับ สัญญา ย นิจจานิ ของเขา ถ้าคุณสามารถทำความจริงของปัจจุบันชัดเจนเลยว่าไม่จริง พอไปใน ความจำก็จะยิ่งง่ายในการรู้ว่าไม่จริง ต้องอาศัยเท่านั้นไม่ไปอาลัย อะไรเป็นสัจจะก็รู้ว่าอะไรควรไม่ควร ให้มีหรือไม่มีก็ได้ ผัสสะกับอะไรก็เอาเข้าหมด ชอบไม่ชอบ ก็เอาเข้ามาหมด เหมือนโคไม่มีหนังก็รับหมด เหมือนถังขยะที่มีแต่ของเสียของทิ้งมาลง แต่คนไปหลงว่าน่าได้น่าเป็น ถ้าไม่รู้ว่าเป็นความจริงหรือความจำ ก็จะ หลงความจำเป็นความจริง ตอนเป็นๆนี่คุณอยู่กับความจริงมาก หรือความจำมากกว่า ….ก็ความจำ ….เมื่อใดเรามองออกไปข้างนอก กำหนดสัมปชัญญะรู้นอก ก็ความจริงอยู่กับเรามาก แต่เมื่อใดเรา อยู่กับภายในมากก็อยู่กับความจำมาก แต่ถ้าคุณจริงกับมันมาก ก็ทุกข์ แต่ถ้าสักแต่ว่าอาศัยทั้งความจำและความจริง ก็ไม่ทุกข์มาก ก็ ต้องสักแต่ว่าอาศัย แต่ไม่อาลัยในความจำและความจริง
ส.ฟ้าไทว่า...คนที่อยู่แต่กับความจำมากกว่าความจริงก็ใกล้บ้า พ่อครูว่า... ต้องอยู่กับทั้งความจำและความจริง เอาไว้อาศัยไม่อาลัย แจกแจงความจำกับความจริงให้ชัด เสร็จแล้วทั้งความจำและความจริงก็ไม่มี เพราะสัจจะมีหนึ่งเดียวเท่านั้น
ส.ฟ้าไทว่า … ตอนเรามีกิเลสก็ดูเหมือนเป็นจริง แต่พอพ้นไปแล้วก็เหมือนไม่จริง พ่อครูว่า … ถ้า ไม่มีภูมิคุ้มกัน ผัสสะอะไรมาก็ทุกข์สุข แต่ว่าถ้ามีภูมิคุ้มกัน ก็ทนได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก ไม่ต้องทนอยู่กับผัสสะได้ ก็ต้องทำพลังงานของเรา ให้เป็นพลังงานทนได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก แม้แรงเราก็รับแรงนี้ได้เพื่อประโยชน์ผู้อื่น ไม่ใช่ว่ารับแรงได้เพื่อประโยชน์ตนนะ เพราะ ชีวิตนี้เพื่อผู้อื่น มีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น
มาถึง [ 243 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ มโนสัญเจตนาหาร จะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่ามี หลุมถ่านเพลิง อยู่แห่งหนึ่ง ลึกมากกว่าชั่วบุรุษ เต็มไปด้วยถ่านเพลิง ไม่มีเปลว ไม่มีควัน ครั้งนั้นมีบุรุษคนหนึ่งอยากมีชีวิตอยู่ ไม่อยากตายรักสุข เกลียดทุกข์ เดินมา บุรุษสองคนมีกำลังจับเขาที่แขนข้างละคน คร่าไปสู่หลุมถ่านเพลิง ทันใดนั้นเอง เขามีเจตนาปรารถนาตั้งใจ อยากจะให้ไกลจากหลุมถ่านเพลิง ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเขารู้ว่า ถ้าเขาจักตกหลุมถ่านเพลิง นี้ ก็จักต้องตายหรือถึงทุกข์แทบตาย ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า พึงเห็นมโนสัญเจตนาหาร ฉันนั้น เหมือนกัน เมื่ออริยสาวกกำหนดมโนสัญเจตนาหารได้แล้ว ก็เป็นอัน กำหนดรู้ตัณหาทั้งสาม ได้แล้ว เมื่ออริยสาวกกำหนดรู้ตัณหาทั้งสามได้แล้ว เรากล่าวว่าไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ (พ่อครูว่า...หมายความว่าต้องปฏิบัติเพ ิ่ มอีกในกุศล ไม่สันโดษในกุศล)
พ่อครูว่า....ถ้าผู้ใด รู้มโนสัญเจตนาหาร ก็ มีผัสสะ 3 จะเกิดเวทนา 3 จะเกิดตัณหา 3 ตามมา คือ กาม_ภว_วิภวตัณหา เมื่อเราไป ติดเวทนาสุข เราก็ ต้องมีตัณหา ไม่กามก็ภพ ไม่อยู่ข้างนอกเป็นกามตัณหาก็อยู่กับภพ ไม่อยู่กับความจริง ก็อยู่กับความจำ แต่เรา ต้องมีวิภวตัณหา ที่ ไม่เอาทั้งภพนอกภพใน จะทำอย่างไรล้างภพ ก็ต้องล้างไปตามลำดับ หมดสิ้นอรูปภพ ให้กำหนดรู้เคล้าเคลียอารมณ์ ทำเวทนา 108 จน เที่ยง สูญ ทั้ง 3 กาละ สุดยอด อะไรสุดยอดก็คือ ความไม่มี นี่ นโหติ จะเจตนาก็จงเจตนาวิภวตัณหา แล้วจะหมดภพหมดชาติได้ ต้องเข้าสู่ปฏิจจสมุปบาท จะล้างภพชาติได้ เพราะล้าง ตัณหา อุปาทาน ที่จะมีจริงได้ต้องมีผัสสะ หากไม่มีผัสสะก็เรียนไม่จริง คุณต้องมีผัสสะ วิโมกข์ 8 ด้วยกาย อนาคามี เหลือแต่ กิเลสในภพ แต่ก็อยู่กับชีวิตประจำวัน อยู่กับกามาวจร แต่ก็ต้อง ล้างกิเลสในรูปภพ อรูปภพ จนไม่มีภพเลย เป็น วิภวภพ สมบูรณ์ อย่างเที่ยงแท้แน่นอน กระทบอย่างไรก็ไม่เกิดกิเลส อุเบกขาตลอด อเนญชาไม่หวั่นไหว เจตนา 3 ก็ต้องรู้ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ทุกวันนี้เขาแยก ตัณหา 3 ไม่ได้ วิภวตัณหา เป็น ตัณหาล้างกามล้างภพ แต่ถ้าไม่มีตัณหาเลย อยู่เฉยๆ มีตัณหาไม่ได้แล้วจะไปนิพพานได้อย่างไร ? การยึดอย่างโง่ๆ ก็ยึดอย่างอุปาทาน แต่ถ้า ยึดอย่างสมาทาน ก็ เป็นการยึดของอาริยะ จนกว่าจะสลายความติดยึดได้ หมดสูญ เป็นพระพุทธเจ้าแล้วช่วยโลกได้ ไม่เป็นภัยต่อโลกแล้ว อย่างอรหันต์ก็เช่นกัน พระพุทธเจ้าช่วยโลกได้มากที่สุด แต่ ปรินิพพาน ได้ แยกธาตุจิตวิญญาณ ได้ จึง ไม่มีอะไรเหลือ เลยได้ ไม่เช่นนั้น คุณก็ไม่อยากตกหลุมถ่านเพลิง แต่ถ้ามีภูมิคุ้มกัน ไม่มีตัวตนแล้ว ใครจะมาจับแขนไม่ได้หรอก หรือหลุมถ่านเพลิงก็ทำอะไรไม่ได้ เป็นผู้มี แต่ไม่มี เป็นผู้ไม่มี แต่มี [ 43 ] พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกร กัจจานะ โลกนี้ โดยมาก อาศัยส่วน 2 อย่าง คือ ความมี 1 ความไม่มี 1 ก็เมื่อบุคคล เห็นความเกิดแห่งโลก ด้วยปัญญาอันชอบ ตามเป็นจริงแล้ว ความไม่มีในโลก ย่อมไม่มี เมื่อบุคคล เห็นความดับแห่งโลกด้วยปัญญาอันชอบตามเป็นจริงแล้ว ความมีในโลก ย่อมไม่มี [ 244 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ วิญญาณาหาร จะพึงเห็นได้อย่างไร เหมือนอย่างว่า พวกเจ้าหน้าที่จับโจรผู้กระทำผิดได้แล้วแสดงแก่พระราชาว่า ขอเดชะด้วยโจรผู้นี้กระทำผิด ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ลงโทษโจรผู้นี้ตามที่ทรงเห็นสมควรเถิด จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้านี้ เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ช่วยประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเช้า ต่อมาเป็นเวลาเที่ยงวันพระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้น เป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงช่วยกันประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน เจ้าหน้าที่เหล่านั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเที่ยงวัน ต่อมาเป็นเวลาเย็น พระราชาทรงซักถามเจ้าหน้าที่เหล่านั้นอีกอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เจ้านักโทษคนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง เขาพากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เขายังมีชีวิตอยู่ตามเดิม จึงมีพระกระแสรับสั่งอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ ไปเถอะพ่อ จงประหารมันเสียด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็น เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ประหารนักโทษคนนั้นด้วยหอกร้อยเล่มในเวลาเย็น ภิกษุทั้งหลายเธอทั้งหลายยังเข้าใจความข้อนั้นเป็นไฉน คือว่าเมื่อเขากำลังถูกประหารด้วยหอกร้อยเล่มตลอดวันอยู่นั้น จะพึงได้เสวยแต่ทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหาร นั้นเป็นเหตุเท่านั้นมิใช่หรือ ภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกแม้เล่มเดียว ก็พึงเสวยความทุกข์โทมนัสซึ่งมีการประหารนั้นเป็นเหตุ แต่จะกล่าวไปไยถึงเมื่อเขากำลังถูกประหารอยู่ด้วยหอกสามร้อยเล่มเล่า ข้อนี้ฉันใด เรากล่าวว่า จะพึงเห็นวิญญาณาหารฉันนั้นเหมือนกัน เมื่ออริยสาวก กำหนดรู้วิญญาณาหารได้แล้ว ก็เป็นอันกำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เมื่ออริยสาวกมากำหนดรู้นามรูปได้แล้ว เรากล่าวว่า ไม่มีสิ่งใดที่อริยสาวกจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อีกแล้ว ฯ (จบสูตรที่ 3)
พ่อครูว่า..ต้องอ่านวิญญาณ ออก ทั้งนอกและใน รู้รูปนาม อ่านออก แล้วรู้ว่ามีวิญญาณสัตว์ แล้วกำจัดสัตว์ฆ่าเหตุแห่งความเป็นสัตว์ได้ตายหมด เป็นมนุสโส สูงสุด
ส.ฟ้าไทว่า … การกำหนดหมายมักผิดว่า ความจำเป็นความจริง พระพุทธเจ้าว่าการล้างกิเลสในสัญญาก็ยาก วันนี้ได้รู้ว่าความจริงไม่ใช่ความจำ พ่อครูว่า...เราต้อง ล้างความเป็นสัตว์ในความจริงก่อน แล้วล้างความเป็นสัตว์ในความจำต่อ …จบ