571226-พุทธชีวศิลป์(๒๔) วนบ.เรื่อง ตถาคตว่ากายคือจิตบ้างมโนบ้าง.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571226-พุทธชีวศิลป์( 24 ) วนบ. เรื่อง ตถาคตว่ากายคือ จิตบ้าง มโนบ้าง พ่อครูว่า… วันนี้วันศุกร์ที่ 26 ธ.ค. 57 ที่ บวร ราชธานีอโศก ใกล้สิ้นปีแล้ว แต่ละปีก็ผ่านไปแต่ละรอบ รอบของวันของเราก็ผ่านไปเรื่อย รอบของการเกิดของอาตมาก็ผ่านไปย่างเข้าปีที่ 81 เกินหกเดือนแล้วนะ อาตมาไม่ได้รู้สึกว่าแก่ เหมือนที่เขาเป็นๆกัน อาตมาไม่รู้สึกนะ ไม่ได้แก ่แ ล้วนะ แล้วจะเป็นคนแก่ได้อย่างไร แต่หนังก็ย่นเหมือนกันนะ แต่เอาเถอะ ไม่เป็นไร ใจเราจะทำความมหัศจรรย์ให้เกิด ตั้งใจ ใช้ อิทธิบาท พิสูจน์ความยาวยืนของชีวิต โดยมีอิทธิบาทเป็นตัวนำ ตามหลัก 8 อ. มีอารมณ์ที่ไม่ได้ทอนอายุ อาตมา ไม่ได้มีอารมณ์ที่สปาร์คทางจิตวิญญาณ มันเหมือนไฟฟ้านี่แหละ แล้วมันก็สูญเสีย บั่นทอนชีวิต เพราะผู้ใดศึกษาธรรมะทำใจในใจ ให้มีอารมณ์ที่ดี สูญเสียพลังงานจะอายุยาวยืน ไม่ค่อยอ่อนแอ ไม่ค่อยเจ็บป่วย จะช่วยชีวิตได้มากเลย เป็นสิ่งวิเศษ พวกสายสมถะ ฤาษี ก็พยายามทำใจ ไม่ให้เกิดอารมณ์ เขาจะอายุยาวด้วย เพราะไม่ได้ปรุงเหมือนวิธีชาวโลก หรือของพระพุทธเจ้าก็ปรุงมากกว่าฤาษี ของเขาทำให้จิตเย็นสงบ ไม่สูญเสียพลังงานทางจิต ฤาษีจะอายุยาว แต่ของพุทธนี่นัยสามัญจะอายุไม่ยาวเท่าเขา แต่อีกอันหนึ่งของพุทธนี่ถ้าล้างกิเลสได้สูญ ได้จริง เกินสามัญ อนาคามีขึ้นไป จะให้อายุยาวยืนได้ ถ้าใช้อิทธิบาทเอา อายุจะยาวยืน ยิ่งกว่าฤาษี ตอนนี้อาตมาขยายความเป็นกายมาก ธรรมะของพระพุทธเจ้า คำว่ากายนี่เขารู้กันผิดไปจากสัมมาทิฏฐิ เรียกว่ามิจฉาทิฏฐิต่อคำว่ากาย เขาก็สัญญา กำหนดผิด ทิฏฐิผิด สัญญาก็ผิด กำหนดกายก็ผิด ในการปฏิบัติจะล้าง สัตตาวาส 9 ก็มีคำว่า กาย กับคำว่า สัญญา เป็นหลัก หากไม่รู้ความเป็นสัตว์ทางจิตวิญญาณก็ไปหาเหตุแห่งทุกข์ไม่ได้ เหตุแท้ๆ ถึงอนุสัยของเหตุ จะไม่รู
อ่านต่อ
้ไม่เข้าใจเลยว่าสัตว์ทางจิตวิญญาณเป็นอย่างไร เช่นสัตว์นรก เปรต เพราะไม่รู้คำว่ากาย แม้เขาจะบอกว่าเขาไปนั่งสมาธิแล้วมีญาณวิเศษ เห็นกายผี หรือสัตว์นรก เขาก็จะเห็นเป็นรูปร่างสรีระ เส้นแสงเงาสี จะไม่รู้จักกายที่เป็นสภาพนามธรรม เพราะเข้าใจกว่ากายคือ รูปธรรมเต็มๆ ไม่มีนามเลย คำว่ากายคืออัตตาของจิตวิญญาณ อัตตาของกิเลส ในจิต กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เขาก็รู้แค่กายเป็นร่างภายนอก มหาภูตรูป รูปร่างเส้นแสงเงาสี เป็นวัตถุ รูปรูปเท่านั้น ไม่มีสันตติมาหานามธรรมเลย เขาจะเข้าใจกายต่างกัน กายเหมือนกันไม่ได้ ตามสัตตาวาส 9 เขาไม่เข้าใจเลย 1 . สัตว์บางพวก กายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่น พวกมนุษย์ เทพบางเหล่า พวกวินิปาติกะบางเหล่า หรือคำว่า กายกลิ ก็คือ อกุศล คือ กิเลส เขาก็เข้าใจกายกลิว่า คือตัวตนรูปร่าง มือไม้ แขนขา เป็นโทษ เช่น ไปตีเขา ด่าเขา ไม่ได้เข้าใจถึงกิเลสในจิตที่เป็นนามธรรมเลย กายวิญญัติ ก็เข้าใจว่าแค่อาการภายนอก แต่ที่จริง มีทั้งนอกและใน แม้ วจีวิญญัติ ก็มีทั้งนอกและใน วจีสังขารก็คือ อาการใจ เราจะเห็นอาการเคลื่อนไหว เป็นอาการกาม หรือพยาบาท หรือกายสังขารข้างใน ก็เข้าใจไม่ได้ นี่คือ ความละเอียดลึกซึ้ง ถ้าเข้าใจเรื่องรูปนามที่ผิด ก็ไม่เข้าเป้า พิจารณาให้ตาย ก็ไม่มีทางบรรลุธรรมอย่างถูกต้องแท้จริง ต่อให้มีกายสักขี ต่อให้อาสวะบางอย่างสิ้นไปได้ด้วย แต่ว่าก็ไม่รับรองว่าเป็นอรหันต์ จะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะก็สิ้นไปหมดด้วย
กาย เวทนา จิต ธรรม ไม่ได้แยกกันนะ เมื่อวานนี้ ได้ยกอิทธิวิธญาณมาอธิบายที่ว่า เอโกปิ หุตวา พหุทาโหติ หนึ่งเดียวเป็นหลายก็ได้ หลายเป็นหนึ่งเดียวก็ได้นี่คือกาย จะแจกแจงอันเดียวเป็นหลายอันก็ได้หรือหลายอันเป็นหนึ่งเดียวก็ได้ ในพระไตร ปิฎก เล่ม 16 มหาวรรคที่ 7 1 . อัสสุตวตาสูตรที่ 1 [ 230 ] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้างคลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับจึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้างวิญญาณ บ้าง ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ตลอดกาลช้านานฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย ฯ [ 231 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเข้าไปยึดถือเอาร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต 4 นี้ โดยความเป็นตน ยังชอบกว่า แต่จะเข้าไปยึดถือเอาจิตโดยความเป็นตนหาชอบไม่ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ เมื่อดำรงอยู่ ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้าง สามปีบ้าง สี่ปีบ้าง ห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง ร้อยปีบ้าง ยิ่งกว่าร้อยปีบ้างย่อมปรากฏ แต่ว่าตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้างวิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้นดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน ฯ
[ 232 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย วานรเมื่อเที่ยวไปในป่าใหญ่จับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้น ยึดเอากิ่งอื่น ปล่อยกิ่งที่ยึดเดิม เหนี่ยวกิ่งใหม่ต่อไป แม้ฉันใด ร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ที่ตถาคตเรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้น ดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน ก็ฉันนั้นแล ฯ
[ 233 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับ ย่อมใส่ใจโดยแยบคายด้วยดีถึงปฏิจจสมุปบาทธรรม ในร่างกายและจิตที่ตถาคตกล่าวมานั้นว่า เพราะเหตุดังนี้ เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับ สิ่งนี้จึงดับ คือ เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารเพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูปเพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะเพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้อนึ่ง เพราะอวิชชาดับด้วยสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะสังขารดั บ วิญญาณจึงดับ ฯลฯ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ ฯ
[ 234 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้ได้สดับ มาพิจารณาอยู่อย่างนี้ ย่อมหน่ายแม้ในรูป ย่อมหน่ายแม้ในเวทนา ย่อมหน่ายแม้ในสัญญา ย่อมหน่ายแม้ในสังขารทั้งหลายย่อมหน่ายแม้ในวิญญาณ เมื่อหน่าย ย่อมคลายกำหนัดเพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้นเมื่อหลุดพ้นแล้ว ก็เกิดญาณหยั่งรู้ว่าหลุดพ้นแล้วย่อมทราบชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้วกิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ดังนี้แล ฯ จบสูตรที่ 1
พ่อครูว่า… อาหาร 4 นั้น ต้องรู้จักกาม จะรู้จัก ต้องมีผัสสะ แล้วจะเกิด วิญญาณ ปสาทรูป โคจรรูป ทำงาน ในภาวรูปนี่คือ วิญญาณที่รวมกันเป็นอาการปรากฏเรียกว่า ภาวรูป เป็น วิญญาณ เป็น อัตถัตตะ เป็น ปุริสสัตตะ บ้าง เป็นอัตตาแบบอิตถีบ้าง อัตตาแบบปุริสสะบ้าง นั่นแหละคือ ภาวะปรากฏ เป็นองค์ประชุมที่เกิดปสาทรูป โคจรรูป ตากับรูป หูกระทบเสียงก็เกิดวิญญาณ เราหมายเอาว่าคือ จิต มโน วิญญาณ นี่พระพุทธเจ้าว่า ต่อจากนั้นจะอ่านเป็นอิตถัตตะ หรือปุริสสัตตะ ถ้าอาการดิ้น ไม่สงบ ไม่เป็นเอกคตาหรือไม่เป็นเอกบุรุษ มีกิเลสรวนดิ้นอยู่ ก็เป็น อิตถินทรีย์ มีตัวดิ้นอยู่ เป็น ชีวิตินทรีย์ ของสัตว์นรก ในอบายภูมิ อย่างผู้หญิงหลงรูปร่างกาย ให้เขาผ่าเจ็บและเสียเงิน เสี่ยงด้วย นี่คือยึด จิตมันดิ้น เป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ ที่ออกไป มีข้างในเป็นมโนวิญญัติ
มาดูสูตรหลังจากปุตตมังสสูตรอีกมีว่า 4 . อัตถิราคสูตร [ 245 ] พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาหาร 4 อย่างเพื่อความดำรงอยู่ของสัตวโลกที่เกิดมาแล้ว เพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด อาหาร 4 อย่างนั้น คือ 1 กวฬีการาหาร หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง 2 ผัสสาหาร 3 มโนสัญเจตนาหาร 4 วิญญาณาหาร อาหาร 4 อย่างนี้แล เพื่อความดำรงอยู่ของสัตวโลกที่เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์แก่เหล่าสัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด ฯ
[ 246 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทยานอยาก มีอยู่ในกวฬีการาหารไซร้ วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในกวฬีการาหารนั้น ในที่ใด วิญญาณตั้งอยู่งอกงาม ในที่นั้น ย่อมมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใดมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้น ย่อมมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใด มีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่นั้น ย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใด มีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่นั้น ย่อมมีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใดมีชาติชรามรณะต่อไป เราเรียกที่นั้นว่ามีความโศก มีธุลี (คือราคะ) มีความคับแค้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทยานอยากมีอยู่ในผัสสาหารไซร้ ... ถ้าความยินดี ความเพลิดเพลิน ความทยานอยาก มีอยู่ในมโนสัญเจตนาหารไซร้ ... ถ้าความยินดีความเพลิดเพลิน ความทยานอยากมีอยู่ในวิญญาณาหารไซร้ วิญญาณก็ตั้งอยู่งอกงามในวิญญาณาหารนั้น ในที่ใดวิญญาณตั้งอยู่งอกงาม ในที่นั้น ย่อมมีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่ใด มีการหยั่งลงแห่งนามรูป ในที่นั้น ย่อมมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่ใดมีความเจริญแห่งสังขารทั้งหลาย ในที่นั้น ย่อมมีการเกิดในภพใหม่ต่อไป ในที่ใดมีการเกิดในภพใหม่ต่อไปในที่นั้น ย่อมมีชาติชรามรณะต่อไป ในที่ใด มีชาติชรามรณะต่อไป เราเรียกที่นั้นว่ามีความโศกมีธุลี มีความคับแค้น ฯ
พ่อครูว่า...แล้ววิญญาณนั้น เป็น เทวดาอัลลิกะ คือเทวดาเท็จ แต่เป็นผีอาริยสัจ เป็นสมุทัยแห่งผี ตัวร้าย เป็นสุขทุกข์ตัวเดียวกันเป็นของเท็จแต่เป็นตัวจริงของผี อารมณ์อร่อยนี่แวบแล้วหาย แวบๆๆ แต่อารมณ์ติดยึดนั้นมีอยู่นานเป็นเหตุแห่งทุกข์ ก็ให้พิจารณาให้อาหารนี่แหละ ให้สำรวมอินทรีย์ แตะทางลิ้นได้กลิ่นทางจมูก ตาเห็นหรือได้ยินเขาว่าน่ากินจัง ก็ชี้ชวนมาแล้วเพื่อนผีทั้งหลายมาเป็นกองเชียร์ พอได้มาก็กินเข้าไปก็นัวก็แซบเหลือเกิน นี่คือคนเรามันยากนะ อาตมาว่า ธรรมะพระพุทธเจ้าต้องมาล้างไม่ให้อร่อยแล้วจะลดได้จริงไหม? แล้วที่ว่านี่ลดได้ไหมของตนเอง ก็ลดได้ แล้วที่ลดหมดเลยมีไหม บางคนมีได้นะ ไม่หมดก็ต้องพิจารณาต่อ ความเพียรคือเพียรส่งตนไปอยู่ นี่คือเพียรพิจารณาเมื่อผัสสะ ในกวฬีการาหาร หรือ โภชเนมัตตัญญุตา นี่แหละ เรากินข้าวทุกวันไม่ต้องไปหาที่อยู่ไหนๆเลย อยู่ในชีวิตประจำวันนี่แหละ จะได้เป็นอรหันต์ ถ้าไปเข้าป่าก็ลงเหวหมด ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิ ฟังแล้วน่ากลัว แบบนี้อย่าไปปฏิบัติเลย ว่ากินไม่อร่อย ไม่ชื่นใจ ก็เหี่ยวหมด เหงาหมดฟังดูน่ากลัว แต่อาตมาก็เคยอร่อยเคยติดนะ แต่อาตมาก็หมดได้ อย่ารู้สึกท้อแท้ ใครทำได้บ้างแล้ว ก็คือความจริง แม้จะทำได้ไม่มากนัก แต่ถ้าใครเห็นได้มากหรือว่าหมดจริงได้เลยในเรื่องใด การหมดที่ว่านี้ เป็นการหมดในการเรียนรู้อย่างมีสภาวะ มีสติสัมปชัญญะ เป็นญาณปัญญา ชัดว่ามันเป็นตัวไม่จริงไม่แท้ ไม่อยู่อย่างนั้น มันเป็นเหตุให้เราติดยึด เป็นภาระ การจะได้มาก็ต้องแสวงหา แย่งชิง ฆ่าแกงกันทำร้ายกัน แย่งลาภยศสรรเสริญ แย่งกามกัน ก็มีข่าวฆ่ากันเรื่องเพศนี้ทุกวัน หรือกิเลสในอาหาร เรื่องจริงมีว่า มีคนซื้อขนมหม้อแกงเหลือชิ้นเดียวชิ้นละ 25 สตางค์ ซื้อไว้แล้วฝากไว้ ไปธุระ ก็ไม่มาตั้งนาน แต่ก็มีลูกค้าอีกคนมาถามว่าจะซื้อขนม แม่ค้าก็ลังเล แล้วก็เลยขายให้คนนี้ไป แต่คนที่จองไว้คนแรกมาเจอพอดี ก็เลยว่าของกู แต่อีกคนก็ว่าจ่ายเงินแล้ว ก็ทะเลาะกัน ก็แทงกันตาย...เป็นข่าวในนสพ.ด้วย แค่ของกินแค่นั้น ถ้าแย่งของมากกว่านั้นก็ฆ่ากันตาย ไม่ประหลาด มันบ้าได้ขนาด เมื่อมาลดละล้างแล้ว จะเห็นจิตตนสบาย อย่างอาตมาอาหารเขาก็ทำมาให้กินทุกวัน ก็กินไปตามนั้น นานมาแล้วกว่า 60 ปี ก็กินมาตามที่เขาทำมาให้กิน เขาก็ลดรสจัดลง จนมาเป็นทุกวันนี้ ใครจะลองดูก็เอาอาหารอาตมามีเหลือมากินต่อได้ ก็ไม่ได้ห่อเหี่ยวอะไร ที่พูดนี่ยืนย ั นว่า อาตมาไม่มีอาการติดยึดโหยหาอาลัย อยากได้ หรือว่าแม้กินก็ชื่นใจ เราละได้แล้ว เราไม่เคยโหยหาอาวรณ์ เราละได้แล้ว แต่ว่ามันยังจำได้อยู่ว่าอร่อยชื่นใจมีอยู่ เราก็จำได้ แต่แท้จริงเราขาดแล้ว มันไม่มี เราก็ไม่เคยเรียกร้องหา แต่ไปพบสัมผัสเขากิน เขามี แต่เขาไม่ได้เอามาให้เรา เราก็ไม่ได้อยากตามเขา จิตใจเช่นนี้ ก็ไม่มีอาการเช่นนี้ เราก็จะรู้ความจริงว่าจิตเราขาดคืออย่างไร ว่าเราโหยหาได้มาก็ดี หรือว่าสัมผัสแล้วก็จำได้อยู่ แต่ไม่มีอาการก็เรียนรู้ไป ไม่ได้นึกอาลัย อยากได้อะไร ก็อ่าน หยาบ กลาง ละเอียดว่ามีหรือไม่ สิ้นไปแล้วหรือไม่ นี่อยู่กับความจริงไม่ใช่ปฏิบัติในความจำ เรามีเศษอาการ ราคะ นันทิ ตัณหาใดๆในจิต เราไม่มีแล้ว มีแต่อภิสังขารในจิต ว่างจากกิเลส นี่คือ ฐานนิพพาน ว่าง วางเฉย กลาง ไม่มีชีวิตินทรีย์ของสัตว์ มีแต่ความว่าง เป็นอากาสธาตุ เพราะได้ปฏิบัติในเรื่องนี้ จำเพาะว่าเป็นปริเฉทรูป กรอบนี้ตั้งแต่มันโต จนมันเล็กเหลือเป็นความว่าง อาหารรูปที่เป็นกวฬีการาหาร คืออาหารที่ปราศจากกิเลส คุณกินเพื่อยังชีพ แต่ไม่ได้กินเพื่อบำรุงกิเลส เพราะคุณ อ่านสภาพจิตที่หทยรูป อาการของอิตถีภาวะ เป็นอิตถัตตะ ไม่มีแม้อุปกิเลส หรือ มีเป็นผรณาปีติ แผ่บางเบาเป็นหลุตา จะบอกว่าไม่มีก็มี แต่บางเบา แต่เปลี่ยนได้เร็ว รู้ว่านี่คือ ความจำได้นะ จิตเราก็มีมุทุตาแววไวรู้ได้ว่า กำลังจะให้ผีเข้านะ แต่เราทำได้เป็น นิสรณปหาน ทำได้เร็วกว่าบุรุษคู้แขนเหยียดแขนเลย เราก็ทำได้เกิด มุทุตา กายกัมมัญญตา ลหุตาได้ เราก็ไม่ได้ยึดหวงว่ามาเป็นของเรา เราก็แบ่งแจกให้คนอื่นได้ เราก็ใช้แค่อาศัยอยู่เท่านั้น คนที่จะให้เราจะอนุเคราะห์เรามีอยู่ เราเชื่อมันว่าสังคมเลี้ยงดูเราได้ แม้อาหารก็ให้คนอื่นเลี้ยงไว้ เป็นชีวิตที่เนื่องด้วยคนอื่น ปรปฏิภัททา เม ชีวิกา และพระพุทธเจ้าว่าอย่าประมาท อย่ายินดีในความเนิ่นช้า แม้จิตที่เล็กละเอียด จนเหลือน้อยนิด กับหมดจริงๆนี่มันง่ายหรือยาก ที่จะตัดสิน มันเหลือน้อย หรือหมดแล้ว ตัดสินยาก แต่ถ้าคุณมีอาการนั้น ก็ไม่ต้องกังวลหรอก จะเหลือน้อยหรือนิด แต่ถ้าไม่ประมาท ก็ทำไป เป็นมุทุตา จะเกิดเร็ว พิจารณาไปมาได้ จนมันไม่เกิด ปฏิบัติเองจะรู้ ชีวิตก็อยู่กับโลกด้วยกัมมัญญตา มีเหตุปัจจัยอยู่กับโลกธรรม กามคุณที่โลกมี เราก็ไม่แย่งชิงมาบำเรอตนก็เอาตามเหมาะควรได้อาศัย เราเป็นคนดีเสียสละ รับใช้สังคม มีประโยชน์ ไม่ต้องกลัวหรอกจะเหลือเฟือ คนอื่นจะเอามาให้ อย่าทำตนให้น่าเบื่อ น่ารังเกียจก็แล้วกัน ให้พากเพียรก็แล้วกันอย่ากลัวเป็นอรหันต์นะ เราฟังนี่ก็ได้ อานิสงส์แห่งการฟังธรรม 5 ประการ 1 .มีสิ่งใหม่ได้เกิดเสริมมากขึ้น 2 . เข้าใจสิ่งเก่ามากขึ้น 3 .บรรเทาความสงสัย 4 .ทิฏฐิก็ตรงขึ้น 5 .เลื่อมใสมากขึ้น จิตสบายมากขึ้น
คุณฟังก็ได้อานิสงส์จะเกิดปัญญามากขึ้นมีกำลัง จะเกิดอิทธิบาทมากขึ้นๆ
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น
เพชรพลัง ถามว่า ....วันนี้กินข้าวที่บ้านราชฯมันเหนียวๆดี กินใช้ตะเกียบ ก็เลยนึกถึงเมื่อก่อน กินกับปลาทู พอสัญญามันขึ้นมาก็น้ำลายสอเลย...อันนี้คืออะไร? พ่อครูว่า… มันยังมีอาการกิเลส ที่เป็นพิษ มีปฏิกิริยาอยู่ เราก็พอรู้ว่า ไม่ได้จัดจ้านอะไร เป็นผีหลอน นอกจากคุณมีบารมีเก่า พอรู้ปั๊บ มันก็ไม่เหลือเยื่อใย แต่คนไม่มีบารมีเก่า ก็ต้องล้างไป ยิ่งเหลือน้อยยิ่งช้า อย่ารำคาญต้องเรียนรู้ทำทุกบทที่สัมผัสแล้วเกิดอาการ คุณต้องสำทับมันทุกที จะมีมุทุภูตธาตุมากขึ้น จะทำให้จิตเราเจริญเร็วขึ้น เหลือน้อยกับหมดนี่มันอ่านยาก
ใจฟ้าถามว่า...ปกติฟังพ่อครูแล้วหลับตลอด ไม่รู้บาลีแต่วันนี้พอเข้าใจ มันไปได้เรื่อยๆ ไปสะดุดที่ว่าพ่อครูว่ามันน่ากลัว อนุมานว่าเหมือนคนติดบุหรี่ เห็นคนเขากระสับกระส่ายอยากได้ แต่ตอนนี้เราติดอาหารก็จะอาการเดียวกัน แต่ก่อนไม่ปฏิบัติธรรมเขาว่าอร่อยที่ไหนก็ไป เหนื่อยหรือว่าเสียเงินแค่ไหนก็ต้องไป แต่ว่าถ้าเราเลิกได้นี่มันวิเศษยิ่งกว่าเลิกบุหรี่ได้อีกมากเลย ยิ่งใหญ่กว่าไปเลิกสิ่งเสพติดพื้นๆ พ่อครูว่า ...การเลิกติดอาหารนี่ ค่าสูงกว่าเลิกติดยาเสพติด
ถามว่า… เป็นแม่ครัว คิดว่าเรามีหน้าที่ทำอาหารให้อร่อยคนกินได้เท่านั้น หน้าที่พิจารณาเป็นของคนกิน...คิดอย่างนี้ถูกไหม? พ่อครูว่า ... เราต้องเข้าใจว่า ทำเพื่อตนเอง หรืออนุโลมเพื่อผู้อื่น การจะให้คนอื่นมาเป็นแบบเรา เพราะเราคิดว่าแบบเราดี ก็เป็นสิ่งดี แต่เราต้องรู้ว่าคนอื่นเขาก็มีความติดยึดของเขา เราก็ต้องอยู่อย่างอนุโลม แม่ครัวนี่ทำอาหารให้คนอื่นกินนะ เราไม่ติดก็เถอะ แต่คนอื่นเขาติดรสอาหาร แล้วเราก็ทำได้ด้วย เราก็ทำให้เขากินได้แล้ว ก็ค่อยให้เขาได้ลดละ แต่เรามีเกณฑ์ว่าไม่อร่อยจนมอมเมาให้อร่อยยิ่งขึ้นๆ ที่เขาติดอยู่ก็เหลือแหล่แล้ว เราก็ต้องทำให้เฉลี่ยให้ดี ถ้าเรามีศิลปะว่าถ้าปฏิบัติธรรมต้องลดละ ให้พิจารณา ขนาดพวกเราปฏิบัติธรรมในนี้ก็ยังกว่าจะเข้าใจ ก็ต้องพูดกันมาก แต่คนข้างนอกเลย เขาไม่ได้มารู้กับเรา ร้านอาหารมังฯเราไม่ใช่สักแต่ว่าไม่ให้กินเนื้อสัตว์อย่างเดียว แต่ว่าเรื่องกามคุณ เราก็ประมาณด้วย ไม่ถึงกับว่ากินไม่ไหวจริงๆ มันไม่บำเรอทีเดียว แต่ก็ไม่ปรุงแต่งเต็มที่ ผู้ที่ปรุงรสเต็มที่ เอาใจคนกิน แต่เป็นมังสวิรัติได้เท่านั้น ก็มี เขาเอาแค่ไม่กินเนื้อ แต่ของเราก็รู้ว่าคนมากินนี้ ก็มีหลายระดับ เราจะให้คนมาอุดหนุนมากก็ต้องใช้การปรุงแต่งหลายกระบวนท่า แต่ต้องรู้ ว่าเราเองเอาประเด็นสำคัญว่า เราไร้สารพิษ มีคุณค่าทางอาหารนะ มีสารอาหารดีนะ แม้จะเป็นรสชาติโลกีย์ เราก็อธิบายว่าเป็นพิษพอสมควร อย่างนี้ดีกว่า ก็ให้ความรู้กันได้ เราอยู่กับสังคม โดยเฉพาะเราออกร้านกับคนทั่วไป เราทำขายกับทำที่วัดก็ไม่เหมือนกัน ที่วัดต้องให้ลดค่าโลกีย์ลงไป อย่าบำเรอ นี่คือประเด็นสำคัญ แล้วเขาก็เข้าใจเต็มใจมาลดก็สำเร็จ ต้องรู้จักเขตแห่งความพอเพียง ใน สัปปุริสธรรม 7 ต้องอนุโลมปฏิโลมให้เป็น ก็คนละส่วน ที่เราจะประมาณให้พอเหมาะ นี่คือความพอเหมาะพอควร เรียกว่า กัมมัญญตา หรือในขณะทำงานเรียกกัมมนิยะ คือยังไม่เจริญได้ผล แต่พอเจริญเป็นอุเบกขาแล้ว จะใข้คำว่ากัมมัญญตา แต่ในภาษาไทยว่า การงานอันเหมาะควรทั้งคู่ ทั้งกัมมนิยะกับ กัมมัญญาตา
อาการปีติ ที่บีบคั้นจิตใจ เป็น อุพเพงคาปีติ อาจมีถึงกระโดดโลดเต้น ขนลุกชูชัน หรือน้ำตาไหล แต่ถ้าพ ระพุทธเจ้า ว่าจะให้อาศัยปีติก็ให้อาศัย แต่ ผรณาปีติ ให้บางเบา ถ้าเราได้อาการปีติ แต่นี้ก็อาศัยได้ เป็นคนรู้พอสันโดษ ไม่ให้แรงมาก ให้เบาบางไว้ อาตมากลัวพวกกีฬา ที่ดีใจมากแสดงออกมากเลย ซักวันจะช็อกตายได้คาสนาม เขาพยายามเอาตัวอย่างกัน เดี๋ยวนี้เขา built อารมณ์กันจัดมากเลย ในสังคม อย่างบอลชนะกัน ก็เห่อกันมากเลย อย่าเตลิดเปิดเปิง เพราะจะเป็นภัยมาก คุณไม่รู้ว่าติดอันนี้ ก็พาไปติดอันอื่นอีกมาก โลกียสุข โลกธรรม จนมันจะเลอะ มีคนเขียนบทความว่าถ้าซิโก้สมัครเป็นนายกฯ ซิโก้จะได้ทันที ลองคิดดูว่าจะเหมาะสมไหมที่เอาคนที่ไม่ชำนาญการบริหารประเทศมา อย่างฟิลิปปินส์เอาดาราหนังมาเป็นป ระธานาธิบดี ก็ไม่กี่ปีก็ต้องลง อย่างทุกวันนี้เอาดารามาเป็นตัวแทนวัฒนธรรม พวกนี้มันแฝง คนละเรื่อง เขาก็เลยเอาอย่าง ชื่นใจอันนี้ ก็เลยมาเอาดารา แต่ได้อบายมุขของดาราด้วย สิ่งที่เขาติดนี่มันไม่ใช่เรื่องวัฒนธรรมแต่เขาติดอบายมุข ที่ดารามีหนักกว่านะ
คุณปิ๋มถามว่า … จากสวีเดน เขียนมา....ถามว่าโยนิโสมนสิการ กับ โยนิโสมนสิกโรติ ต่างกันตรงไหน? พ่อครูว่า ... ก็ต่างกันนิดเดียว มนสิการ แปลว่า การทำใจในใจเป็น คำนาม ส่วน มนสิกโรติ เป็น คำกิริยา เป็นการทำใจในใจ แต่เนื้อหาไม่ได้ต่างกันแต่อย่างใด ใช้คนละบริบทแค่นั้น
ส.ฟ้าไทว่า … ผู้สมัคร ว.บบบ.ปีนี้มีน้อยกว่าปีก่อน พวกที่ได้เข็มแล้ว ก็ไม่มากันมากนัก เพราะอะไร? พ่อครูว่า ...ศรัทธาก็ยังน้อย ปัญญาก็ยังน้อย เห็นว่าทำไมน้อยลง มีเหตุปัจจัยเยอะทั้งพวกเราและข้างนอก ข้างนอกเขาก็ไม่ได้แสดงออกว่าชื่นชมอโศก แต่อาตมาก็วัดศรัทธาและปัญญาของโศกที่ทำงานเผยแพร่ทุกบรรยากาศคือการรายงานความจริง หรือแม้แต่ออกไปทำงานกับสังคม เราสงเคราะห์ได้ยาก เพราะเราตั้งหลักตั้งตัวยังไม่ได้ดี เพราะแบบเรานี่ทั้งจนทั้งตั้งหลักช้าทั้งการต่อต้าน ทั้งเรื่องสถานะ เป็นเรื่องใหญ่ สถานะของมหาเถรสมาคมกับของโพธิรักษ์ มันเท่ากับฟ้ากับก้นเหว จะให้กระเตื้องสัมพันธ์กันขึ้นมาพากันใกล้ขึ้นมานั้น ยากมาก ที่วัดคืออาตมาเทศน์กระทบเขามากนะ แต่เขาเงียบ เพราะเขามีปัญญา อาตมาถึงอุ่นใจว่าในยุคนี้ ยังมีผู้มีธุลีในดวงตาน้อย ในมหาเถรสมาคม อโศกไม่ได้ตกต่ำ แม้จะเจริญช้า แต่ในส่วนตัว ชาวอโศก เขาก็ ยังไม่ถึงขีด ในศรัทธาและปัญญา เมื่อไม่ถึงขีด ก็ ต้องยังไม่เปลี่ยนแปลง ที่ช้า เพราะทางสังคมไม่เห็นดี เห็นด้วย เพิ่มเท่าไหร่ ในพวกเราเอง ก็มาทางนี้ไม่ได้มาเพื่อที่จะอาศัยได้ทันที เพราะเราก่อร่างสร้างตัวช้า เขาเห็นว่าเราก่อร่างสร้างตัวช้า แต่ถ้าเขามานี่มันจะน้อยกว่าเขามีฐานเขาจึงมาไม่ได้ ต้องรอจนกว่าเราจะมีอนุโลมมากกว่านี้ หรือว่าไม่ใช่เราอนุโลม แต่ของเราสะดวกสบาย มีเหตุปัจจัย คือสรุปว่ามาแล้วต้องเหนื่อยน้อยลง ก็จะมาแต่มาตอนนี้จะหนักเหนื่อย ต้องรอชุบมือเปิด คนที่จะมาก็ต้องมีอินทรีย์พละพอ เขารู้แล้วว่าเราทำอันนี้ เพื่อให้เขาสนใจ แต่เขาดูทีวีก็ได้ แต่ถ้ามาเข้านี้ก็เหนื่อย ต้องทำอะไรต่างๆนานา แม้ที่สุดทำแล้วอาตมาให้มีเข็มทองคำเป็นอามิส แต่เขาอย่างหยาบเขาได้แล้ว ยังเอามาคืนเลย แล้วเขาจะอยากมาได้อะไร ก็เลยไม่มา …จบ