571224-สรรค่าสร้างคน(๒๓) วนบ.เรื่อง ติชมให้ถูกพุทธ(ตอบปัญหากนฺตสีโลภิกขุ).doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
571224- สรรค่าสร้างคน( 23 ) ติชมให้ถูกพุทธ(ตอบปัญหากนฺตสีโลภิกขุ)
พ่อครูว่า… วันนี้ วันพุธที่ 24 ธ ันวาคม 2557 ที่ บวร ราชธานีอโศก อีกไม่กี่วันก็หมดปีแล้ว ผ่านไปไวเหมือนโกหก เขาว่ากันอย่างนั้น วันนี้ เป็นคิวที่จะเรียนสรรค่าสร้างคน ก่อนจะได้บรรยายก็ขอ ย้ำเรื่อง ว.บบบ. ว่าพรุ่งนี้เป็นวัดสุดท้ายที่จะได้มีการรับสมัคร พวกเรามีการศึกษาการเรียนเป็นกิจจะลักษณะทุกวัน พรักพร้อม แม้จะมีห้องเรียนกันนี่ มีกันร้อยกว่าคน แต่มากันนี่ไม่ถึงร้อย มาเรียนกันวันละเกือบร้อย หรือร้อยคน เรามีวิชาที่เรียนที่สอนกัน อาตมาก็เต็มใจสอน พวกเราก็เข้าห้องเรียนกันได้พอสมควร ก็อบอุ่น ได้ประโยชน์ไม่น้อยก็มาก มี แต่ได้ ไม่สูญเปล่า ก็ให้เข้าพื้นที่กันตั้งแต่ 26 ธ.ค. เลยนะ ถ้ามาได้ งาน ว.บบบ.นี่ อาตมาสอนเป็นหลัก แต่ก็มีสมณะ สิกขมาตุที่ช่วยสอน ทั้งออกข้อสอบด้วย อาตมาก็ดูอยู่ด้วย ด้วยเหตุที่ว่า เจ้าสำนักตายทุกคนก็ทำต่อ ไม่เป็นสืบสานไม่ได้ ไม่เกิดมรรคผลเลย ไม่มี ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ เลย ก็แน่นอนว่าพอเจ้าสำนักตาย ก็สำนักสลายแน่ แต่ของพระพุทธเจ้านี่ ให้เกิดเนื้อแท้โลกุตรธรรมได้ จึงไม่เหมือนกับสำนักอื่น ว่าได้มี สัตตาโอปปาติกะ อย่างเข้าถึงปรมัตถ์อ่านจิตได้ ไม่ใช่เดาเอา อ่านจิตเจตสิก รูป นิพพานได้ แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็ไม่สืบเชื้อโลกุตระ แต่ถ้าศึกษาแล้ว มีสภาวะจริง อาตมามั่นใจว่าไม่ผิดพลาด พวกเรามีมรรคผล ผู้มีมรรคผลย่อมทนอยู่ได้ ไม่ใช่ทู่ซี้อยู่ด้วย ในการอยู่ได้ทนได้ โดยไม่มีภพชาติ ไม่มีอามิสอย่างแท้จริง จึงเป็นได้ ที่เราปฏิบัติจนถึงวันนี้ อาตมาก็พยายามหาหลักฐานจากพระไตร ปิฎก อาตมายึดพระไตร ปิฎก นี่แหละ ได้อ่าน ได้ตรวจสอบมา 40 กว่าปีแล้ว มาดูที่พระไตร ปิฎก เ ล่ม 16 มหาวรรคที่ 7 1 . อัสสุตวตาสูตรที่ 1
อ่านต่อ
[ 230 ] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ... ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้างคลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับจึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น แต่ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่า จิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฐิว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ตลอดกาลช้านานฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจจะเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิตเป็นต้นนั้นได้เลย ฯ
[ 231 ] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเข้าไปยึดถือเอาร่างกายอัน เป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต 4 นี้ โดยความเป็นตน ยังชอบกว่า แต่จะเข้าไปยึดถือเอาจิตโดยความเป็นตนหาชอบไม่ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้เมื่อดำรงอยู่ ปีหนึ่งบ้าง สองปีบ้าง สามปีบ้าง สี่ปีบ้าง ห้าปีบ้าง สิบปีบ้าง ยี่สิบปีบ้าง สามสิบปีบ้าง สี่สิบปีบ้าง ห้าสิบปีบ้าง ร้อยปีบ้าง ยิ่งกว่าร้อยปีบ้างย่อมปรากฏ แต่ว่าตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง 4 นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้างวิญญาณบ้าง จิตเป็นต้นนั้นดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงหนึ่งดับไป ในกลางคืนและกลางวัน ฯ
พ่อครูว่า...ที่ในพระบาลีนั้นใช้คำว่า กายํ หรือ กาโย แต่ในที่เขาแปลมานี้ ใช้คำว่า ร่างกาย แทนคำว่า กาโย หรือกายํ ซึ่งพระพุทธเจ้ายืนยันว่า คือจิตบ้าง มโนบ้าง … อาตมาจะเอาที่พระภิกษุ กนฺตสีโล ภิกขุ ได้ตอบมาหลังจากอาตมาตอบที่เขาว่ามา ก็ดีนะเป็นการได้ศึกษา ท่านว่ามาว่า 571223 sms รายการพ่อท่าน กนฺตสีโล ภิกขุ ...ผม ก็ว่าท่านบูชากษัตริย์ (ที่ไม่สามารถตรวจสอบ วิพากษ์ วิจารณ์ได้) มากเกินไป และอย่าลืมมองความเสียหายที่พวกท่านทำแก่ประเทศบ้าง ตั้งแต่หลัง 49 มา อย่ามองแต่ความผิดคนอื่น แต่ยังไงเสียพวกท่านก็กลายเป็น "อภิสิทธิ์ชน" ไปแล้ว ทำผิดกฎหมายยังไงก็ไม่ติดคุกหรอก ล้าน % แล้วท่านไม่สงสัยในการทำงานอย่าง 2 มาตรฐานของ ปปช. บ้างหรือครับ? หรือว่ามีอคติเห็นเป็นพวกเดียวกัน ก็ในเมื่อรู้ว่าตนไม่ใช่ผู้พิพากษาก็อย่าเพิ่งทำตนเป็นศาลเตี้ยสิ ตัดสินล่วง หน้า สิครับ ตามกฎหมายเขายังต้องสันนิษฐานจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน อย่าลืมว่า ยังมีข้าวที่ยังไม่ขายอยู่ในโกดัง ซึ่งรัฐบาลนี้ได้ตกลงขายให้จีนแลกกับการลงทุนสร้างรถไฟ ถ้าขายข้าวได้หมดจึงรู้ตัวเลขที่แท้จริง พ่อครูว่า... ที่บอกว่าไม่ได้เป็นผู้พิพากษาก็อย่าเพิ่งเป็นศาลเตี้ย ตัดสินไปก่อน ก็เอาเถอะ เรื่องที่ว่าอาตมาไม่ได้มีข้อมูลครบทีเดียว แต่อาตมาก็ว่าขายข้าวไม่พอคุ้มที่จะซื้อรถไฟหรอก แล้วที่เขาสำรวจว่าโครงการจำนำข้าวเสียหายไป 6.8 แสนล้าน ขายอย่างไรก็ไม่พอซื้อหรอก หรืออาจขายได้พอก็ได้ เราไม่ไปตัดสิน ก็ต่างคนต่างเข้าใจไป ที่ลงทุนไปนี่ไม่รู้กี่แสนล้าน คิดดอกเบี้ยแบบทุนนิยมสิว่า เสียหายไปเท่าไหร่นะจ๊ะ ที่พูดนี่เราไม่ได้เถียงเอาแพ้เอาขนะ แต่เป็นการศึกษ า วิเค ราะห์ วิจัย มีการวิจารณ์กันบ้างเพื่อหาผลที่ดีที่สุด จะวิจัยตำหนิ มีวิพากษ์วิภาษณ์ก็ไม่เป็นไร ใจเราไม่ได้ถือสากัน แล้วที่มีsms หยาบๆคายๆมาอย่างที่ คุณ 0844086xxx ว่ามาว่า … สอนคนอื่นสาระพัดฯ แค่หัวก็เอาหมวกมาใส่ ถ้าไม่ใส่ หัวมึงจะเป็น หิมะหนาวตายรึ? ไม่ เหมาะสมที่พระจะทำ แค่นี้ทนไม่ได้จะคุยโม้ โอ้อวดฯลฯ ไปทำไม โพธิ.......ๆๆ พ่อครูว่า... ก็เป็นการสะใจที่เขาได้หยาบ เราก็ไม่ได้ถือสา เป็นการยึดมั่นถือมั่นและหยาบคายด้วยคุณ 4086 นี่ก็มาหยาบเช่นนี้ แต่มาพูดถึงท่านกนฺตสีโลภิกขุต่อ ที่ว่าท่านบูชากษัตริย์มากเกินไป อันนี้เป็นความเห็นต่าง ท่านกนฺตสีโลจะบูชาน้อยอาตมาก็ไม่ได้รู้ล่วงใจของท่านไม่ได้ แต่อาตมาว่าบูชาแปลว่าการยกย่องเชิดชู ถ้าปฏิบัติบูชา ก็ยกย่องจนเกิดมรรคผล อันนี้พระพุทธเจ้าสรรเสริญสนับสนุน แต่ถ้าบูชาด้วยอามิสอันนี้พระพุทธเจ้าไม่สอนให้ทำ อาตมาว่าอาตมาปฏิบัติบูชาน้อยไปด้วย คุณประเมินผมผิดไปแล้ว เรายังไม่ได้บูชาอีกเยอะ ในหลวงพระองค์นี้ที่ท่านทำประโยชน์ไว้เยอะมาก ที่เราแสดงออกนี่น้อยไป เทียบกับพระจริยวัตรต่างๆที่ต้องบูชายกย่องเชิดชูกล่าวถึงมากมีอีกเยอะ แต่อาตมาทำน้อยเต็มที ก็ขอตอบท่านกนฺตสีโลว่า ท่านว่าอาตมาโดยผิวเผินนะ แต่ถ้าจะแย้งกัน ก็ต้องหยั่งเข้าหาเนื้อแท้สาระที่จริงเพียงพอ แต่ถ้าแย้งโดยผิวเผิน มันไม่ได้เนื้อแท้ ก็จะยิ่งเพี้ยนไป อันนี้ประเด็นแรก ทีนี้ประเด็นที่ว่า(ที่ไม่สามารถตรวจสอบ วิพากษ์ วิจารณ์ได้) มากเกินไป ท่านกนฺตสีโลว่า กษัตริย์ท่านนี้ไม่สามารถไปตัดสินหรือติชมได้ ว่างั้นนะ อาตมาก็พูดตามที่อาตมาเองมีภูมิปัญญาว่า การจะติหรือชมหรือตัดสินใคร แสดงออกหากเราจะแสดงออกถึงความเห็นของเราก็ทำได้ทุกคนมีสิทธิ์แต่ว่าในสังคมมนุษยชาติ การแสดงออก จะต้องมีการสำรวมสังวรระวังละเว้น การจะวิพากษ์หรือวิจารณ์ในคนสองลักษณะเราจะงดเว้นไว้ สำหรับผู้มีปัญญา (อาตมาไม่ได้เข้าข้างในหลวงนะ) ซึ่งไม่พูดถึงกฎหมายว่าเขาให้งดเว้น แต่พูดถึงสัจธรรมว่า ผู้มีปัญญา จะไม่วิพากษ์คนสองฐานะ จะไม่ตัดสินไม่ติคนสองฐานะ คือ 1 .คนไม่เดียงสา 2 .ถ้าเขารู้ว่าคนๆนี้ควรยกให้ อย่างเราไม่ตำหนิพระพุทธเจ้าแน่ ยกตัวอย่างนะ สองฐานะนี้เราไม่ทำ อาตมาไม่พูดถึงกฎหมายนะ อาตมาว่า ที่ท่านเขียนตอบมานี่ดูจะมั่วๆนะ (อาตมาไม่ลบหลู่คุณนะ แต่เห็นเช่นนี้ก็เลยพูดไปตรงๆ) อาตมาว่า ในหลวงท่านนี้ท่านอยู่ในฐานะที่ควรยกไว้ อย่างอาตมานี่คนไม่ได้นับถือนักก็ไม่อยู่ในฐานะนี้ แต่ในหลวงนี่มีความจริงมากพอที่เราจะยกให้ เหมือนพระพุทธเจ้าที่เรายกให้ ไม่ใช้ยกให้เพราะกฎหมายนะ ย้ำว่ามีคนสองฐานะนี้ที่ควรยกเว้นไว้ เราก็เห็นได้ว่า ท่านกนฺตสีโลมองในหลวงอย่างไร ต่างจากอาตมาแน่นอน ท่านเห็นว่าควรวิพากษ์วิจารณ์ได้ ไม่ควรยกไว้ ท่านก็คงทำไม่ได้เพราะผิดกฎหมาย แต่ถ้าไม่ผิดกฎหมายก็คงทำ แต่สำหรับอาตมาจะผิดกฎหมายหรือไม่ก็ไม่ทำ นี่เป็นความเห็นอาตมานะไม่ได้เอาแพ้เอาชนะนะ ก็คงจบนะประเด็นที่ว่า บูชากษัตริย์และการวิพากษ์วิจารณ์ มาประเด็นต่อไป
ท่านกนฺตสีโลว่า … และอย่าลืมมองความเสียหายที่พวกท่านทำแก่ประเทศบ้าง ตั้งแต่หลัง 49 มา อย่ามองแต่ความผิดคนอื่น แต่ยังไงเสียพวกท่านก็กลายเป็น "อภิสิทธิ์ชน" ไปแล้ว ทำผิดกฎหมายยังไงก็ไม่ติดคุกหรอก ล้าน % แล้วท่านไม่สงสัยในการทำงานอย่าง 2 มาตรฐานของ ปปช. บ้างหรือครับ ? หรือว่ามีอคติเห็นเป็นพวกเดียวกัน(ที่ไม่สามารถตรวจสอบ วิพากษ์ วิจารณ์ได้) มากเกินไป และอย่าลืมมองความเสียหายที่พวกท่านทำแก่ประเทศบ้าง พ่อครูว่า...การที่เราออกไปประท้วงนี่ อาตมาว่า เราได้ลงทุนไปเสียสละ แล้วก็เกิดผลดีมากกว่าที่เสียหายนะ แต่ท่านกนฺตสีโลเห็นว่าพวกเราไปทำเสียหาย แล้วที่คนที่ทำเสียหายคือใคร ที่เราออกไปเพราะเขาทำเสียหายมาก แต่แน่นอนเราออกไปอาจมีติดขัดบ้าง แต่ผลที่ได้ต่อสังคมมันเกินกว่าที่ลงทุนไปนะ มันเกินกว่าที่ได้มากเกิน ท่านกนฺตสีโลมาเตือนอาตมานี่ยิ่งทำให้อาตมาเห็นว่า เราไปประท้วงนี่มีแต่เราลงทุนจ่ายเสียสละ ทั้งแรงงานวัตถุทุนรอน อย่างดีก็ไปทำหญ้าบนถนนเขาตายไปบ้าง แค่นั้นเราไม่ได้ไปทำเสียหายอื่นเลย แต่ว่าวิจัยที่ว่าความเสียหายที่มีต่อประเทศนี้น้อยมาก แต่ผลที่ได้ต่อประเทศนี้มีมาก ขอบคุณที่เตือนให้เราได้คิด ทั้งที่เราไม่ได้คิดเลยว่าเราจะเอาบุญคุณ หรือเอาดีเด่นอะไร แต่เราดูว่าเราก้าวหน้าได้ทำประโยชน์เยอะ
เราเริ่มตั้งแต่ปี 49 ท่านกนฺตสีโลพูดถูก ตั้งแต่เราไปที่สนามหลวง มีหลักฐานอาตมาเดินนำไป จนล่าสุดมีคสช.มาทำงานก็เท่านี้ แล้วที่ว่าอย่ามองแต่ความผิดคนอื่น....อาตมาว่าเราก็มองทั้งส่วนดีส่วนเสีย แต่ที่ว่าเราจะเป็นอภิสิทธิ์ชน ก็คือใครหนอ ตัดสินพวกเราแล้ว ใครหนอกว่าไม่เป็นผู้พิพากษาก็ไม่ควรตัดสินคนอื่นนะ ซึ่งอภิสิทธ์ชน แปลว่าชนที่มีสิทธิ์ที่เขายกให้หรือได้เกินกว่าคนอื่น พิเศษ ผู้ที่ควรได้อภิสิทธิ์แท้จริงก็มีอยู่ กับผู้เบ่งเอาอภิสิทธิ์ก็มี แต่ว่าอาตมาถ้าจะมีอภิสิทธิ์ก็เพราะเราไม่เบ่งเอาข่มเอา แต่เราแสดงออกในสิทธิ์ กาย วาจา ในสิทธิมนุษยชน และเราไม่พึงไปแสดงอภิสิทธิ์ว่าเรามีสิทธิ์เกินกว่าใคร มีแต่เราจะอ่อนน้อมถ่อมตน ทำตามสิทธิ์ที่เรามี ขอยืนยันว่าเราไม่ได้ใช้อภิสิทธิ์ เจตนาเราเป็นเช่นนั้น พยายามเป็นคนเช่นนั้น เมื่อกล่าวตู่ตัดสินอาตมา ก็ตามที่ท่านว่า อย่าเป็นศาลเตี้ยตัดสินสิ อาตมาก็ว่าตัดสินผิด แล้วที่ว่าไม่ติดคุกล้านเปอร์เซ็นต์ เราไม่ทำหรอกที่ผิดกฎหมาย แต่ยิ่งเขายกให้อย่างนั้น อาตมาว่ายิ่งเราต้องระวังว่าอย่าทำ ถ้าเขาให้เกียรติ ประเด็นนี้ทำให้อาตมานึกถึงในหลวง ว่าท่านมีอภิสิทธิ์โดยธรรมนะ แต่ท่านไม่ใช้ ไม่พยายามเบ่งละเมิด แสดงอภิสิทธิ์อะไร ท่านเป็นในหลวงที่ใช้ฐานะนี้น้อยกว่าที่จะทำได้มาก แต่ใครจะเห็นว่าใช้มากเกินก็แล้วแต่ แล้วที่ว่าไม่สงสัยการทำงาน ปปช....อาตมาก็ศึกษาอยู่นะการทำงานปปช. แต่อาตมาก็ว่าอาตมาไม่บังอาจไปตัดสินปปช. แต่ท่านกนฺตสีโลบอกว่า ปปช.สองมาตรฐาน ท่านไปตัดสินเขาหรือเปล่า อาตมาว่าอาตมาไม่ได้ตัดสิน แค่ตั้งข้อหาเท่านั้น แล้วเราก็ว่าให้ผู้ตัดสินทำงาน เรามีสิทธิ์ตั้งข้อหา แต่ไปตัดสินอาตมาเสียแล้ว ท่านว่าอาตมาตัดสินเสียแล้ว เราแค่ตั้งข้อหา อาตมาก็เข้าข้างสัจธรรม วิจัยตามสิทธิที่ทำได้ เราก็ตำหนิคนที่ควรตำหนิ นิคันเห นิคหารหัง ปัคคันเห ปัคคหารหัง ไม่ใช่ปล่อยให้อมตุ่นไม่วิพากษ์ พระพุทธเจ้าสอนให้ติมากด้วย ติให้หนัก พระพุทธเจ้าว่าเรานี่แหละเป็นนักติ ถ้าติแล้วผู้รับคำติได้จะเจริญแต่ถ่ายเดียวด้วย อานนท์ ! เราไม่พยายามทำกะพวกเธออย่างทะนุถนอม เหมือนพวกช่างหม้อ ทำแก่หม้อที่ยังเปียก-ยังดิบอยู่ อานนท์ ! เราจักขนาบแล้วขนาบอีก ไม่มีหยุด อานนท์ ! เราจักชี้โทษแล้วชี้โทษอีก ไม่มีหยุด ผู้ใดมีมรรคผลเป็นแก่นสาร ผู้นั้นจักทนอยู่ได้ (พุทธพจน์จาก พตปฎ.เล่ม 14 ข้อ 356 ) นี่คือ ลักษณะของศาสนาพุทธ เลย คือเนื้อแท้ของศาสนาพุทธเลย แต่ถ้าใครเข้าใจว่า อย่าไปติหรือชมเลย มองแต่ดี อย่างที่เขาว่า มองแต่ดี แต่ที่จริง ศาสนาพุทธให้หันเข้า หาตัวเหตุแห่งทุกข์ ตัวเลว แล้วศึกษาให้ดี กำจัดตัวเหตุแห่งทุกข์ นี่เห็นหลัก เพราะ อาริยสัจ 4 นี่คือทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ การดับทุกข์ และวิธีแห่งการดับทุกข์ นี่คือถ้าเข้าใจไม่ถูกต้องจะผิวเผินไม่ตรงเป้าถึงที่หมายที่ควรเป็น แต่ต้องมีวิธีการตำหนิ ไม่มีวิธีการไม่ได้ ต้องเก่ ง สามารถ ท่านใช้คำว่า เปยยวัชชะ คือคำที่น่ารัก ปิยวาจา ในสังคหวัตถุ 4 คือ ท่าน ปิยวาจา ท่านเอาคำว่าเปยยวัชชะ อธิบายปิยวาจา คำว่า “ เปยยะ ” แปลว่า ของควรดื่ม ส่วน “ วัชชะ ” แปลว่า คำตำหนิ ใครตำหนิให้คนดื่มได้นี่คือปิยวาจา คำที่น่ารัก แต่ว่าใครชมคนให้คนดื่มได้ นี่ไม่ใช่ปิยวาจาหรอกใครก็ทำได้ การตำหนิ นี่ เป็นการช่วยคน ศาสนาพุทธทั่วไปเขาไม่อธิบายปิยวาจา ให้ถูกต้อง ที่จริงคือ เปยยวัชชะ เป็นคำยืนยัน ลักษณะสำคัญของศาสนาพุทธ ถ้าไม่ตำหนิ เอาแต่ยกย่องชมเชยจะเหลิง หลงไป เราจะต้องตำหนิ อย่างมีฝีมือด้วย ก็ตอบท่านกนฺตสีโล ภิกขุ แค่นี้หมดเวลาแล้ว ก็คงได้ข้อคิดกัน ขอสรุปก่อน ก็ขอบคุณท่าน ที่สนใจ มีการโต้ตอบความเห็นมา ก็เป็นประโยชน์ผลดี แต่ขออภัยที่อาตมาเป็นคนตรงๆผ่าๆเป็นขวานจักตอก พูดเอาจริงเอาจัง ก็เลยพูดแข็งๆก็ขออภัย แต่ก็ยินดีที่ท่านใส่ใจ วิพากษ์วิจารณ์มาต่างคนต่างศึกษาเป็นประโยชน์ต่อกันและกัน ขอสรุปสุดท้ายว่า ถ้าผู้ใดจะวิพากษ์วิจารณ์ ผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ได้ดีก็คืออรหันต์เป็นต้นไป แม้บางที่ เรื่องโลกๆพระอรหันต์ก็ตัดสินผิดได้ แต่ เรื่องปรมัตถ์อรหันต์ทุกองค์ไม่ผิดพลาด หรอก และการวิพากษ์วิจารณ์ก็ควรทำให้เหมาะควร ขอสรุปว่า ผู้จะวิพากษ์วิจารณ์ตัดสินได้อย่างไม่มีอคติต้องมีภูมิธรรม อาริยธรรม แม้อนาคามีก็มีอัตตาเหลือนิดหน่อย สกิทาคามีก็เหลือมากหน่อย โสดาบันก็มีอคติ แต่จะหวังว่าปุถุชนจะไม่มีอคตินี้ยาก เพราะว่าอนุสัยอาสวะมันทำงานอยู่อย่างไร้สำนึก unconscious แต่ผู้ล้างโลภ โกรธ หลงหมด โดยวิธีพระพุทธเจ้า แล้วจิตใต้สำนึกก็จะขึ้นมาให้ล้างเป็นจิตสำนึก ล้างจิตใต้สำนึกแล้วจิตไร้สำนึกก็จะขึ้นมาเป็นจิตใต้สำนึกแล้วก็จะขึ้นมาเป็นจิตสำนึกให้ล้างจนหมดที่สุด
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น ญาดา ถามว่า. ... ตนเองเคยทำงานที่อุทยานบุญนิยม ตอนนี้มีหมาไปอยู่ที่อุทยานเยอะเลย เพราะมีคนเลี้ยง คือคนที่มาช่วยล้างจานอยู่ เราก็จะวางแผนว่า จะล่อให้หมาเข้ากรงแล้วจะไปปล่อยศูนย์รับเลี้ยง แต่ก็ไม่สำเร็จ เราก็เลยปฏิบัติการโหดขึ้น ยิงหนังสติ๊ก ไล่ไป มีคนเสนอว่า เราควรจะเจรจาก่อน ถ้าไม่รู้เรื่องก็อาจใช้น้ำสาด พ่อครูว่า … เราก็ไม่ทำด้วยวิธีโหดร้าย ให้ตางคนต่างอยู่ พระพุทธเจ้าไม่ส่งเสริมให้เลี้ยงสัตว์ แม้ในชุมชนอโศก เราจะมีเมตตาเล็กๆน้อยๆไม่มีปัญหา เช่น เราโยนอาหารให้ปลาบ้างเล็กๆน้อยๆ ไม่ได้เลี้ยงอย่างตั้งใจเลย หรือเลี้ยงเอาไว้กินอย่างที่เขาทำ เป็นความอำมหิตอย่างยิ่ง เลี้ยงมาเพื่อข้าจะได้กินเอ็ง ลึกๆแล้วเป็นเรื่องเวรกรรม จิตวิญญาณเป็นปรมัตถ์ เป็นจริงเรื่องผู้พยาบาท แม้มันอยู่ผูกพัน หรืออาฆาต เรื่องอจินไตย กรรมวิบากมีมาก เราอย่าไปสร้างวิบากกับสัตว์ใดในโลก แม้คนก็เช่นกัน อย่าให้มีวิบากต่อกันเลย เราควรจะมาเลิกวิบากที่ยึดติดทั้งดูดและผลัก ทั้งชอบและชัง ถ้าจะเลี้ยงสัตว์นั้น คนที่ควรเลี้ยงมีเยอะกว่ามากไป สัตว์มันเกิดมาเพื่อรับวิบากนะ ใช้หนี้วิบาก แต่เราไปช้อนมันมา แทนที่มันจะได้ต่อสู้อุปสรรควิบากของมัน ต้องเลี้ยงตน เพื่อใช้วิบากของมัน แต่เราไปร่วมเปลี่ยน รับมาเลี้ยงให้มันมาเสริมกิเลสแก่มันอีก ก็ซับซ้อน มีวิบากหยาบๆ เช่น อาตมาว่าคุณเลี้ยงหมา ผูกพันกับหมา สักชาติคุณจะได้แต่งงานกับหมา จะสมสู่กับหมา อาตมาพูดกับคนที่ติดเลี้ยงหมาเลย ถ้าจะปฏิบัติธรรมมุ่งนิพพาน แต่ถ้าไม่ปฏิบัติธรรมก็แล้วไป ปล่อยมันไป แต่ถ้าช่วยเหลือชั่วคราวก็ได้ แต่ว่าอย่าให้ผูกพันติดยึด อย่างที่เราให้อาหารปลา หรือกระรอก ก็นิดหน่อย แต่ให้ใจไม่ติดยึดผูกพัน เราทำด้วยเมตตาธรรม แต่ถ้าทำประจำจนผูกพัน ก็ไปอีกไม่รู้กี่ชาติ เรามีวิบากไม่น้อยอยู่แล้วจะไปสร้างวิบากมาเสริมอีกทำไม ที่พูดนี่ไม่ใช่ใจดำหรือไร้เมตตาแต่อย่างใด ไม่ใช่นะ
-หินแสง.... อยากให้พ่อครูอธิบาย อนุสสติ 10 1 . ธัมมานุสสติ (ระลึกถึงพระธรรม) 2 . สังฆานุสสติ (ระลึกถึงพระสงฆ์) 3 . พุทธานุสสติ (ระลึกถึงพระพุทธเจ้า) 4 . สีลานุสสติ (ระลึกถึงศีล) 5 . จาคานุสสติ (ระลึกถึงจาคะ) 6 . เทวตานุสสติ (ระลึกถึงคุณธรรมที่ทำให้มีจิตใจสูง) 7 . อานาปานสติ (มีสติอยู่ตลอดลมหายใจเข้าออก) 8 . มรณสติ (ระลึกถึงความตาย เร่งขวนขวายอริยผล) 9 . กายคตาสติ (ระลึกถึงกายว่า.. เป็นของที่ไม่เที่ยง ควรละหน่าย) 10 . อุปสมานุสสติ (ระลึกถึงนิพพานอันเป็นที่ระงับกิเลสและความทุกข์) (พ ระไตรปิฎฏ เล่ม 20 ข้อ 180 ) พ่อครูว่า… คำว่า อนุสสติ มีแต่มรณสติ ไม่ได้ใช้คำว่า มรณานุสนติ คำว่าอนุสสติ แปลว่ามีสติตามระลึกถึงคุณ คุณของพุทธ ของธรรม ของสงฆ์ ของจาคะ ของเทวตา ทั้งหมดนี่ 6 ตัว แม้อุปสมา คือความสงบ คือนิพพาน จะต้องระลึกคุณค่าของสิ่งเหล่านี้ ส่วนกายคตา หรือมรณสติ ให้เห็นโทษภัยของความตาย หรืออานาปานสติ กายคตาสติ ก็เป็นการปฏิบัติ ซึ่ง กายคตาสติ อานาปานสติ หรือ มรณสติ ก็ตาม ไม่ได้แยกส่วนกัน ความตาย นั้นเป็นความตายของไตรลักษณ์ เพราะว่าเราจะตายด้วย มรณะ ส่วนการตายของสัจจะนั้นคือ อรณะ คือไม่มีสงครามแล้ว กิเลสตายแล้ว พระอรหันต์ก็จบ มีอรณะไม่ทำสงครามแล้ว แต่มรณะนี่ เป็นเครื่องระลึก ไม่ให้เราประมาท อย่าย่อหย่อนในการเพียร ส่วนกายคตาสติให้ปฏิบัติกาย แต่ว่าอานาปานสติ นั้นให้ทำทุกลมหายใจเข้าออก ให้ปฏิบัติธรรม เป็นสติในความเป็นสังวรในความเป็นทุกลมหายใจเข้าออก ส่วนมรณสติคือ ให้เตือนระลึกถึงความตาย และกายคตาสติ ทุกขณะให้ระลึกถึงกาย แต่ต้องเข้าใจกายให้ถูกต้องด้วยนะ พุทธคือสิ่งที่รวมไว้ทั้งหมด เป็นเจ้าของธรรมะคือสามี คือพระพุทธเจ้า ธรรมะคือคำสอน คือสะพานที่เอามาใช้กับเรา ส่วนพุทธคือ ยกไว้เลย แล้วทำให้เกิดผล มรรคคือ วิธีปฏิบัติ คือธรรม ส่วนสงฆ์คือ ผู้ได้ฟังคำสอนพระพุทธเจ้า หรือได้ศึกษาแล้วทำตามคำสอนพระพุทธเจ้า จนได้มรรคผลตามลำดับเป็นโสดาฯไปจน สูงสุดถึงอรหันต์เลยได้ ส่วน ภาคปฏิบัติ คือ ศีล คือ จาคะ คือ เทวตา ที่ว่าศีลก็คือปฏิบัติได้ถึงวิมุติเลย ศีลคือหลักเกณฑ์ปฏิบัติให้เหมาะสมกับตนตามฐานะ เช่น ศีล 5 มีอะไรบ้าง เราก็ทำตามกรอบนั้น แล้วจะเกิดอธิจิต อธิปัญญา อธิวิมุติ ทำตามกรอบขอบเขต แต่ละคนไม่ได้แยกส่วนกับสมาธิ และปัญญา เรารู้คุณของศีล ของจาคะ การจาคะคือเอาออกไป ไม่ว่าวัตถุหรือนามธรรม ได้เสียสละออกไป นี่คือคุณค่าของมนุษย์ ตั้งแต่ให้วัตถุ แรงกาย ความคิด หรือธรรมทาน เราก็รู้คุณค่าน้อมมาสู่ตนให้ได้ ความได้ผลคือ จิตเทวดา มี 3 ขั้น คือ สมมุติเทพ อุบัติเทพ วิสุทธิเทพ สมมุติเทพ คือ เทวดาโลกีย์ ได้เจริญลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ก็ได้เป็นเทวดา ส่วน อาริยชน เป็นเทวดาที่ต้องเรียนรู้ปรมัตถ์ เรียนรู้กาย ตั้งแต่สักกาย เรียนรู้กายในกาย รู้องค์ประกอบ ตั้งแต่ปสาทรูป โคจรรูป ....ใน รูป 24 อีก
สม.กล้าข้ามฝัน... ต่อไปถ้าใครเกลียดเราว่าเรารุนแรง เราก็อ่านใจในใจ ถ้าอ่านไม่ไหวก็นึกถึงพ่อท่านว่าทำดีขนาดนี้ยังโดนว่าเลย เราเองก็ไม่ได้ทำดีเท่าท่านจะถูกคนว่าไม่ได้หรือ ถ้าพ่อท่านไม่ได้ชี้แจงก็จะไม่เกิดประโยชน์ต่อโลก ก็ต้องชี้แจง
วิชงค์ ถามว่า… ผมยังไม่เคยไปฟังธรรมพ่อครูที่อโศกเลย จะไปช่วยงาน ว.บบบ ไ ด้ใหมครับ พ่อครูว่า ...ก็มาได้ ถ้ามาแล้วไม่ไหวก็ค่อยออกไป แต่ถ้าไหวอยู่ได้ ก็มาเลย
คุณแม่นแล้ว แก้วมาลา ถาม … กราบนมัสการครับ สมัคร ว.บบบ ทางไลน์ได้ไหมครับ จะถ่ายบัตร ปชช. ไว้ให้เป็นหลักฐานครับ พ่อครูว่า… ก็ได้ก็ทำกันอยู่
0816956xxx ถา มว่า… ธนาคาร ประกันชีวิต นักธุรกิจรวมพ่อค้า เงินกู้นอกและในระบบ พวกนี้ใช่ไหมครับ ที่กินลูกตัวเอง พ่อครูว่า ...ใช่ทั้งนั้นแหละ ที่ท่านว่ากินลูกตน เพราะว่าอำมหิตแล้ว ก็ไม่รู้ เช่นพวกทำนาบนหลังคน นักธุรกิจ นักการเมืองนี่ ไม่แค่ทำนาบนหลังคนนะ เรียกว่าทำนาบนหลังประชากรทั้งประเทศเลย นักธุรกิจเขายังมีกลุ่มเป้าหมาย แต่นักการเมืองนี่ทำนาบนหลังคนทั้งประเทศเลย แล้วก็ไม่รู้ด้วย สรุปว่าพวกทุนนิยมทั่วโลกคือคนที่กินเนื้อบุตร เขารู้แต่โลกีย์ที่เป็นไกลกันดาร อันเป็นทั้งโง่ ชั่ว และขี้ลืม
ถามว่า… สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายนี้ทางกายในหรือกายนอก? พ่อครูว่า ...ต้องมีครบทั้งกายนอกและกายในต่อเนื่องเข้าไป สรุปว่าต้องปฏิบัติธรรมลืมตาอยู่ในชีวิตประจำวัน แล้วล้างที่จิตไม่ใช่อยู่ที่ร่าง เท่านั้น กายนี่หมายถึงจิตเป็นหลัก แต่ไม่ขาดภายนอกด้วย ต้องปฏิบัติมีภายนอกอยู่ แล้วล้างกิเลสภายในจิตได้ ก็ยังอยู่กับภายนอกปกติ หมดกามภพเป็นอนาคามีแล้วก็อยู่กับภายนอกปกติ มีแต่จะเข้มแข็งอุเบกขาแข็งแรงขึ้นๆ
ส.เดินดินว่า ...เมื่อกี้นี้พ่อครูพูดถึง ว.บบบ. แล้วคนที่ไม่สบาย แล้วก็ต้องการมาสอบก็สอบได้ บางคนถามมา ว่าความรู้ของเราฟังอยู่ทุกวันนี่ มาลองดูได้ ก็เป็นการเช็คความรู้ แต่วันนี้ที่พ่อครูเอาพระไตร ปิฎก มาพูด ทำให้รู้สึกว่า แต่ก่อนพ่อครูพูด ก็เข้าใจอยู่ แต่ว่าตอนนี้มีตัวอย่างที่ว่า ประเทศไทยเสียหายมาก ที่ว่าประเทศไทยเข้าใจกายได้แค่ว่าคือร่าง แต่ว่าวันนี้ได้เข้าใจได้ลึกขึ้นเรื่องกาย อย่างในสำนักไหนๆในไทย เขาก็ให้เราพิจารณาว่าให้พิจารณาไตรลักษณ์ในเนื้อหนังร่างกาย หรือให้พิจารณาศพ ให้เกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในร่างกายนี้ เขาไม่ได้คำนึงถึงจิตเลย เพราะว่าไม่รู้วิธี ได้แต่ไตรลักษณ์โลกีย์ เพียงร่างนอก คำสอนของพ่อครู ที่จะแตกต่างจากภายนอก ที่ให้เราเข้าหาการอ่านกิเลสในจิต พระพุทธเจ้าตรัสว่า ญาณของพระโสดาบัน ย่อมมีทิฏฐิแตกต่างจากปุถุชน หรือลัทธิอื่น …จบ