581107_เทศน์ในพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มหาปวารณา ครั้งที่ ๓๓ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
581107_เทศน์ในพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มหาปวารณา ครั้งที่ ๓๓ ปฐมอโศก
ณ บัดนี้ อาตมาก็จะได้ ทำพิธี ประจุพระบรมสารีริกธาตุในพระพุทธรูป สมเด็จปู่วิชิตอวิชชา ที่ประดิษฐานอยู่ ณ ที่นี้ ก็ลงหลักปักแหล่งมาก่อน แต่วันนี้จะทำพิธีบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ลงไปในพระองค์ด้วย ก็เป็นพระพุทธรูปที่ยังไม่เรียบร้อยดีไม่เสร็จ แต่ก็เป็นรูปเป็นร่างแล้ว ที่จริงงามกว่าที่เขาสลัก อยู่ตามภูเขาเยอะ เพราะนี่สลักเป็นหินเต็มตัว ไม่ใช่สลักในภูเขา แต่นี่เรายกมา แล้วมาสลักรอบเต็มองค์ ไม่ใช่แค่ครึ่งเดียว ยังครึ่งเดียวนั้นง่ายกว่ากันเยอะไม่เคลื่อนที่ก็เบากว่า
ก็จะเริ่ม ณ บัดนี้ 9 โมง 15 นาที สาธุ 3 ครั้ง
ยัญพิธีต่างๆ มนุษย์มีความฉลาด ที่จะใช้นำมาประกอบ ทั้งวัตถุ ประดับตกแต่ง องค์ประกอบ ให้เกิดเป็นรูปธรรม จัดองค์ประกอบของสิ่งที่ควรจะทำ ตั้งแต่เล็กเล็กน้อยน้อย เช่น เรากราบเราไหว้พระ ก็เป็นพิธีการอย่างหนึ่งพิธีกรรมอย่างหนึ่ง เรียกว่ายัญพิธี จนมากกว่านั้นก็มีสวดมนต์ มีแสดงพฤติกรรมต่างๆ แต่เดี๋ยวนี้มันมากเกินไป พิธีกรรมพิธีการประกอบด้วยแสงสีเสียง มีพลุ มีอะไรต่างๆนานาเยอะมาก สมัยโบราณมีการใช้น้ำใช้ไฟ ใช้ดินน้ำไฟลม ต้นไม้ โดยใช้สัตว์ เอาสัตว์มาทำพิธีเชือดทำพิธีเผาทำพิธีต้มเขาก็ทำไปตามแนวคิดความคิดของคนก็ยังพิธี ผู้ที่เข้าใจดี ก็ไม่ไปเลือกทำในวิธีที่โหดร้าย เหี้ยมโหดเลอะเทอะ ที่ก่อเกิดโทสะราคะโมหะก็ไม่ทำ องค์ประกอบของศิลปะประกอบของสิ่งที่เป็นพิธีการขึ้นมาเท่าที่พอเป็นไป มันมากไปเราก็ลดลง มันพอเป็นไปเราก็ทำ ให้เบาง่ายว่างไม่ค่อยมาก
มีผู้ออกความเห็นเรื่องพิธีเผาศพ ของพวกเราเผาศพก็ง่ายสะดวก แต่ก่อนไม่มีเมรุก็ก่อกองฟอน เอาฟืนมาเรียงแล้วก็เผา โดยมีวิธีเรียงฟืน ไม่ต้องขุดดินขุดเสาลงไป อาตมาพาทำ ก็มีคนรับรู้
อ่านต่อ
ถ่ายทอดเข้าใจวิธีทำ ไม่มีล้ม ไม่มีหก เข้าไปแล้วศพจะลงไปเลยกองอยู่ เรียบร้อย เราก็ทำมา คุณจำลองเห็นแล้วก็ชอบว่าผมต้องเผาอย่างนี้นะบอกไว้ ตอนนั้นยังไม่มีเมรุ ก็ว่ายินดีกับเผาให้ แต่ตอนนี้มีเมรุก็เรียบร้อยดี เป็นไปตามเวลาวาระ อนาคต ก็ไม่รู้ว่าจะมีอะไรดีกว่านี้อีก มีการใช้น้ำมันใช้ไฟฟ้าอะไรหลายอย่าง
ยัญพิธีอะไรก็แล้วแต่ มีคนตั้งข้อสังเกตว่าเราใช้เวลาเริ่มงานศพ ถึง 3 วันหรือ 7 วันจะนานไปไหม พระพุทธเจ้าตรัสกับพระสารีบุตรจะทำอย่างไร พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า 1 ให้เผา ไม่ใช่ฝัง ศพบนเขา 2 เขาให้เร็วที่สุด ไม่ให้รอแม้แต่หญ้า ที่เดินทางไกลยังมาไม่ถึง กรณีเดินทางไกล ยานพาหนะไม่เจริญ แล้วมีเขตมีเกณฑ์เรื่องของพระพุทธเจ้าเขารอพระกัสสปะกัน รอจนทุกคนก็ไม่ได้ต้องรอพระกัสสปะแต่ท่านก็ติด กว่าจะมาถึงก็ 7 วัน ก็ได้เผาพระพุทธเจ้า 7 วันถึงได้เผานานที่สุดแล้ว ก็เลยมายึดถือว่าอย่างมากก็ 7 วัน นี่ก็ขยายเป็น 10 กว่า 100 วัน ดีไม่ดีก็หาเงินอีก
พวกเราถึงแม้ว่า ศพก็ไม่อะไรหรอก ใช้งาน เพื่อให้คนมารวมกัน มีมิตรสหาย มาเพื่อแสดงธรรมให้ฟังไม่รู้เรื่องให้เกิดประโยชน์ บรรลุธรรมในขณะฟังธรรมเลยก็ยิ่งวิเศษ ก็อาศัยการแสดงธรรมทั้งนั้นแหละในโลก ให้ภาษาสาธยาย 5 วัน 7 วันก็ได้เทศน์ทั้ง 7 วัน แต่ถ้ามันเสียเวลา ต้องไปงานอื่น เกาะ 3 วัน 5 วันก็ได้ จะสั้นลงอีกได้ไหม ก็ว่าอย่างสูงไม่เกิน 7 วันตามพระพุทธเจ้าอย่าไปเกิน 7 วัน
อย่างอิสลามเขา ภายใน 24 ชั่วโมงต้องรีบจัดการ ก็ดี อาตมาว่าวันเดียวก็เร่งรัดเกินไป คิดว่าในระหว่างสามวันก็ยังสวยอยู่ เป็นหนึ่งวันเราก็ทำกันบ่อย ญาติก็ไม่มีเยอะเรื่องไม่วุ่นวายก็ 1 วัน ให้เช้าเผาบ่าย ตายเช้าเผาเย็น ก็ว่ากันไป ก็เรียบร้อยดี ทุกคนก็จะต้องตายเมื่อได้ก็ต้องทำพิธี พิธีตายมีแน่ ผิดที่เกิด ก็ไม่น่าจะมีอะไรมาก ส่วนการตายก็ควรจะทำ
พิธีกรรมอย่างที่เราจะทำนี้ก็เป็นยันต์พิธีอันหนึ่ง พระพุทธเจ้าสอนสัมมาทิฏฐิ 10 1 ทาน 2 ยัญพิธี แม้แต่การไหว้พระ ก็เป็นพิธีกรรมทั้งนั้น จนกระทั่งเป็นพิธีใหญ่ๆมากมายเยอะแยะ จนถึงขั้นใหญ่มากเราเรียกว่ารัฐพิธี ก็เป็นไปใครจะทำแค่ไหนก็ว่ากันไปให้เหมาะสม สิ่งเหล่านี้ต้องรู้จุดหมายว่าให้รวมกันทำไม ให้คนมารวมกันเพื่อให้จิตเป็นหนึ่ง จิตเป็นหนึ่งแล้วจะมุ่งไปทำอะไร มุ่งไปว่างานนี้เรามีจุดสำคัญอะไร เช่นงานรัฐพิธี ก็ให้รู้จักความเป็นรัฐ คำว่ารัฐนี่หมายถึงวัตถุ ท่าทางศาสนาเรียกศาสนพิธี ถ้าพฤติการณ์ของระดับพระเจ้าแผ่นดินท่าน เรียกว่าพระราชพิธี ทำเครื่องหมายให้จิตรวมเป็นหนึ่ง ให้รู้จักคุณธรรมหรือสิ่งดีงามของพระเจ้าแผ่นดิน ให้ระลึกถึงคุณงามความดีสิ่งประเสริฐของพระเจ้าแผ่นดิน รัฐพิธีก็ระลึกถึงคุณค่าของความเป็นรัฐที่เราได้อยู่อาศัย เราจะต้องตอบแทนบุญคุณของ สิ่งที่ดีงาม ที่เราได้อาศัย จะมีพิธีอะไรเยอะแยะ พิธีเคารพพ่อเคารพแม่หรืออะไรต่างๆนานา ก็มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ระลึก เราต้องเคารพนับถือสิ่งที่สำคัญ สิ่งที่เป็นคุณธรรมคุณค่า เป็นจุดสนใจสำคัญที่สุด interest point เราก็ต้องระลึกถึงสิ่งที่ถูกต้องเอาดีให้ได้ ไม่ใช่แล้วนึกถึงสิ่งที่เสียหายหมด ยกตัวอย่างสิ่งที่เลวร้ายเสียหาย มากทุกวันนี้ พิธีกรรมเผาศพก็ตาม ใครเป็นพิธีหาเงินอวดอ้างศักดาความรวยความใหญ่ นั่นคือความเลวร้ายที่แฝงเข้ามา ในสิ่งเหล่านี้ เดี๋ยวนี้เป็นหนักอาการหนักข่มเบ่งกันยกยอปอปั้นเชิดชูกัน
หรือแม้แต่พิธีการ ในเรื่องราชพิธีถ้ามันฟุ่มเฟือยหนักหนาสาหัสมากเกินไปก็ควรลดลง ใจนี้ไม่มีที่สุดแต่รอตรงนี้มีที่สุดได้ การลดละนั้นจุด 0 เป็นจุดสุดท้าย แต่การมากไม่มีที่สุดอัปปมัญญา เหมือนปากกรวยออกไปไม่มีที่จบเหมือนมหาจักรวาล ผู้ใดประมาณได้จุดพอดีเล็กที่สุดได้เท่าใด มีคุณภาพประโยชน์สูงประหยัดสุดก็เอาตรงนั้นอยู่ตรงนั้น อยากไปหาทางบอกบานออก
อโศกเราเริ่มต้นพยายามที่จะมียัญพิธีเหมือนกัน แล้วก็ค่อยค่อยประกอบกันอันไหนมากไปเราก็หยุด อะไรก็เป็นไปเราก็ทำ อย่างที่เราทำทุกวันนี้ก็ค่อยเป็นไปตามมาดูแลอยู่ สิ้นอาตมาแล้วก็จะได้เข้าใจและจะได้ช่วยกันดูแลรักษากันไป สิ่งต่างๆเหล่านี้ปลูกฝังไว้ในพวกเรา จุดสำคัญในการจะทำอะไรก็ตาม เรื่องของคุณธรรมมีสองหลักใหญ่ 1 การเสียสละการให้การทาน 2 คือยัญพิธีเรื่องพิธีการ วิธีปฏิบัติคำว่าวิธีจัดพิธีเป็นคำเดียวกัน เมื่อประกอบพิธีที่จะเกิดผลอะไร เกิดผลขัดเกลากิเลส ทานก็ขัดเกลากิเลส พิธีการก็ขัดเกลากิเลส ถ้าไม่เป็นไปเพื่อการขัดเกลากิเลสก็มิจฉาทิฏฐิ ทุกวันนี้ทำทานก็ทำให้ผิดทานแล้วไม่มีผลนัตถิทินนัง ทาน คือการให้การสละออกลดความโลภแต่กลับไปตั้งจิตจะลดลงหรือจะมากขึ้น ก็คืออาการของจิต ต้องทำจิตทำใจมนสิกโรติให้มีอาการลดลง ให้ทำจิตทำใจให้ลดลงหรือไม่มีสูญทานอย่างจิตสูญ ทานอย่างจิตว่าง ไม่มีความต้องการอะไรมาให้แก่ตนเลย นั่นคือถูก ถูกต้อง ผู้ใดทำทานแล้วทำจิตให้ไม่ต้องการอะไรตอบแทนทานด้วยจิตว่างเบาสบาย ผู้นั้นทำทานมีผล อัตถิทินนัง แต่ทุกวันนี้เพี้ยนไปแล้วทำทาน ก็กล่าวภาษาบาลี อิมินาสักกาเรนะ ทำทานแล้วขอให้ได้ร่ำรวยเลอะเทอะ นี่คือมิจฉาทิฏฐิผิดเพี้ยนไปจากจารีตเดิมหรือนอกรีบไปแล้วไม่รู้กัน เลยทำทานแล้วรอบจัดมากขึ้น
ขออภัยขอยกตัวอย่างอย่างที่ทำกันมากที่สุดตอนนี้คือธรรมกาย ตั้งจิตสุดๆพูดออกไปได้อย่างไรว่าต้องทุ่มสุดตัวมีเท่าไรทำให้หมด หลอกล่อกันขนาดนี้คนก็หลงบ้าตามฆ่าตัวตายไปก็มี ไม่ให้เหลือไว้ให้เขาเลี้ยงชีวิตเลยทุ่มสุดตัวทำให้หมดตัว คือมันร้ายแรงมากเลย ฟังแล้วเขาไม่รู้ได้อย่างไรว่าภาษาที่เขาพูดมันดุเดือดมาก ปอกลอกคนถึงขนาดจริงๆ ขอยกตัวอย่าง ไม่ได้โกรธเกลียดเขาเลยเขาทำเป็นบาปของเขา แต่พูดให้ฟังว่าอย่าไปทำเช่นนั้นถ้าทำแล้วจะเป็นภัยเป็นบาปเป็นโทษ ทานต้องให้ลดโลภโกรธหลง ต้องเอาออกไม่ใช่เอาให้แก่ตัวเอง ทำใจในใจให้เอาออก แต่ถ้าตั้งใจเอาเข้าก็ผิด ตั้งใจออกคือถูก
ส่วนยิฏฐัง พิธีการจะปฏิบัติศีลให้เกิดอธิจิต ทำจิตให้ลดโลภโกรธหลง ไม่มีโลภโกรธหลงเป็นจิตหนึ่งเดียวว่างสะอาดบริสุทธิ์ เป็นฐานที่ตั้งของนิพพาน จิตเป็นศูนย์ว่างไม่มีอาการอยากได้ไม่มีบวกไม่ลบ ไม่มีดูดไม่มีผลัก ที่ตรงนี้เป็นจุดลงตัวสมบูรณ์ที่สุดพยายามทำจิตอย่างนี้ให้ได้และเราก็มีเจตนา คือมโนสัญเจตนา
มโนสัญเจตนามี ๓ คือ 1 กามตัญหา 2 เพราะว่าตัณหา 3 วิภวตัณหา กามตัญหา เป็นความโลภมาให้แก่ตน ราคะเอามาให้แก่ตนเสพสัมผัสรส อันนี้อ่านจิตตนและล้างกามให้ได้ ถ้าหมดแล้วก็มาเหลือบำบัดจิตโดยตรงเรียกว่าภวตัณหา ล้างจิตที่ติดข้างนอกแล้ว เราก็ไม่เกิดจิตอยากได้อะไรมาบำเรอทางภายนอกแล้วเหลือแต่ในจิต มีหิริโอตตัปปะมากละอาย ไม่ทำแล้วภายนอก ละอาย มีโอตตัปปะสูงเพียงพอ โอตตัปปะนี้สูงกว่าหิริ โอตตัปปะนี้กลัว แต่หิริคือละอาย ที่จะกระทำพฤติกรรมนี้ จิตคนจะสูงขึ้นตามสถานที่อาตมาอธิบายคร่าวๆ นี้
สรุปแล้วในทิฏฐิ ๓ คือนัตถิทินนัง นัตถิยิฏฐัง นัตถหุตัง สามประการนี้ หุตังคือสิ่งที่มีที่เป็นที่ได้ เมื่อจิตเราทำได้ก็เกิดผล ได้ผลขี้โลภ มากขึ้นหรือลดโลภลง หุตังคุณทำทานก็ต้องมาประเมินผลด้วยวิธีนี้แล้วจิตของคุณ ลดหรือเพิ่ม ถ้าเพิ่มกิเลสก็ตก เป็นนัตถิ ได้ลดกิเลสเป็นอัตถิหุตัง นอกนั้นทิฏฐิ ข้อ ๔-๙ ก็ศึกษาไป อาตมาก็ไม่ได้เจตนาจะกล่าวถึงเรื่องนี้ในวันนี้
เจตนาที่จะอธิบายวันนี้ ก็จะต่อจากเมื่อเช้านี้คือเรื่อง 45 ปีที่ทำงานมา มี 15 ต้น 15 กลาง และ 15 ปลาย ถ้าผลมันดี ตอนนี้ไป อีก 5 ปี จะเห็นได้เลยว่ารอบถ้วนของสามเส้า 15 15 15 และ 5 ปีต่อไปอัตราก้าวหน้าจะเจริญอย่างไร ถ้าถึง 50 ก็ครึ่งศตวรรษ ถ้าตรวจได้ดีดูอีก ถ้ามีพลังงานกุศลอันนี้ต่อไปเป็น 6 เป็น 7 เป็น 51 เป็น 52 ก็เพิ่มจาก 45 นี้เป็น 5 6 7 8 ได้ด้วย ดูได้ว่าจะเป็นสิ่งที่พัฒนา จะใช้สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องวัด ขออภัยทุกคนอย่าเพิ่งใช้เรื่องตัวเลขแบบอาตมา เพราะพวกคุณไม่ถึงรอบที่จะมาใช้ เครื่องเลขเหล่านี้ แต่เรียนรู้ได้ อย่าเพิ่งหลงตน อย่างของพระพุทธเจ้านี้ลงตัวทุกจุด ของบประมาณนี้จะมีทศนิยมเยอะ ก็เป็นไปตามบารมีของอาตมา
ที่ได้ทำงานมา 45 ปี พูดไปบ้างแล้วว่าทำให้คนมีศีลได้ เมื่อคนมีศีลได้ มีคุณสมบัติของอธิศีล อธิศีลคือศีลเจริญขึ้น คุณไม่ฆ่าสัตว์แต่จิตคุณจะมีเมตตา เกิดเมตตาธรรมขึ้นจริงๆคือความเจริญก้าวหน้า จนมีปัญญา รู้ว่าใจเรามีเมตตานี้ถูกแล้วปัญญาคุณจะแจ้งเอง รู้ว่าจริยาพฤติกรรมนี้การดำเนินแบบนี้เกี่ยวข้องสัมผัสสัมพันธ์กับสัตว์ทั้งหลาย จิตใครเกิดเป็นจริงอย่างนี้ก็คือคนนั้นปฏิบัติศีลข้อที่ 1 จิตเกิดเมตตา และเป็นจิตที่เกิดจริงเป็นจริงไม่ใช่ดัดจริตไม่ใช่บังคับ แต่ขณะที่คุณยังไม่ถึงรอบถ้วนก็ต้องพากเพียรเพื่อให้เกิดเช่นนี้ จะนำพามันไปก่อน เมื่อมันเป็นเองแล้วเป็นตถตา จิตมีเมตตาเองไม่ต้องไปทำอะไรมันจะเป็นอย่างนั้นเลย
อาตมาพาพวกเราปฏิบัติศีลข้อ 1 ยกฐานะไม่กินเนื้อสัตว์ ทุกคนเลยสังเกตได้ในสมัยที่ตนเองไม่ถือศีลระดับนี้เลยยังกินเนื้อสัตว์อยู่ ผู้ใดยังกินเนื้อสัตว์จึงจะไม่เกิดอาการจิตเช่นนี้ แต่ผู้ที่หยุดกินเนื้อสัตว์จะมีอาการจิตเมตตาเกิดขึ้น จะรู้สึกตัวเองได้เลยว่า จิตเราก็เห็นสัตว์สัมผัสกับสัตว์ จิตเราจะไม่เหมือนเดิม 1 มันจะมีบันยะบันยังว่าสัตว์มีชิวิตอย่าไปทำร้ายมัน ยิ่งสัตว์เล็กสัตว์น้อย คุณฆ่ามันก็ตาย มันกินเลือดเรานิดหน่อย คุณฆ่ามันก็ตาย ก็อย่าฆ่ามันเลย จะเห็นจิตเป็นอย่างนั้นจริง แม้แต่ตนเองรังเกียจส้วม แต่พอเวลาเมตตามันเกิดกลัวมันจะตายก่อนก็ใช้มือจ้วง อย่างนี้ก็เป็นใครประสบกับตนเองก็จะรู้ว่าจิตมีพัฒนาการมาเช่นนั้น
ตกลงศีลข้อหนึ่งเพื่อให้เกิดจิตเมตตาจิตเกิดเห็นชีวิตสัตว์ช่วยชีวิตสัตว์ อย่าไปอำมหิตโหดร้ายทุกสิ่งมีชีวิตเกิดมา เริ่มต้นตั้งแต่มีอัตภาพเป็นชีวะขึ้นมาแล้วตั้งแต่เป็นจิตนิยามก็จะมีวิบาก ชีวะที่ไม่เป็นจิตนิยามเป็นพืชก็ยังไม่มีวิบาก ไม่มีเวทนาไม่มีผลักมีดูดไม่มีตัวกูของกูถึงขั้น selfish เป็นขั้น self มาเป็นตัวตน เพื่อจะมีความเป็นตัวตนเลี้ยงตัวตนรักษาตัวตนไม่ไปทำร้ายใครไม่มากเกินขอบเขต จิตวิญญาณที่มากเกินขอบเขตของเซลล์จะเป็น salfish มากเกินจะเห็นแก่ตัวจะเอามาให้แก่ตัวแรงมากก็ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา ไปเป็นเจ็งกิสข่าน นักรบโบราณบุกฆ่าแหลกเพื่อจะแย่งชิงพื้นที่แผ่นดินแย่งชิงอำนาจอาณาจักร แม้ที่สุดอย่างอังกฤษล่าอาณานิคม ทิ้งลูกระเบิดสูงสุดสุดท้ายไม่ยักกะเป็นอังกฤษกลายเป็นอเมริกาไปโยนลูกระเบิดใส่ญี่ปุ่น นี่ก็เป็นกุศลของอังกฤษไป อเมริการับวิบากรับบาปแทน ตัวเองอวดศักดาไปต่างๆนานาเรียกว่าฉันเจริญที่สุด สร้างระเบิดนิวเคลียร์ได้ก่อนแล้วก็ไปตูมตามเข้า สิ่งเหล่านี้ลึกซึ้ง ก็หยิบสิ่งที่พอฟังได้มีในประวัติศาสตร์มาพูดให้ฟัง
สรุปแล้วสังคมมีแต่การทำร้ายกัน ขาดแคลนการช่วยกัน ไม่ง่ายคนเราทำร้ายกันมันไม่ดีแน่นอน แต่ช่วยกันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ชีวิตนี้ได้แต่ช่วย แต่ก็ต้องดูตัวเองช่วยเขาจะพูดเกินตัวตนก็เกินไป บ้าเลือดเลย เราก็ต้องประมาณทุกอย่างสัปปุริสธรรม 7 ประการในการประมาณ ถึงต้องเรียนรู้หมดเลยว่า 1 แต่ละบุคคล บริษัทแต่ละตัว ปุคคปโรปรรัญญูตา แต่ละบุคคลจะช่วยจะเกิดคุณแค่ไหนฐานะไม่เท่าเทียมกันจะช่วยก็ไม่เท่าเทียมกันบางคนไม่ใช่ฐานะของเราที่จะไปช่วย บางคนอาจจะมาไม่มีสิทธิ์ไม่เหมาะที่จะไปช่วยต้องคนอื่น บางอย่างพูดไม่ได้ด้วยผิดกฎหมายด้วยก็ขอผ่าน
ในชีวิตของคนมาเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าทั้งหมดแล้วจะรู้โลกรู้อัตราพระพุทธเจ้าสอนที่สุดแห่งที่สุด 2 อย่างคือโรคกับอัตราแล้วใช้พลังงานร่วมกับความเป็นโลกกับอัตตา เรียกว่ารู้จักอธิปไตยอธิปไตยคือพลังงาน จะเรียกอะไรก็แล้วแต่มีหลายคำ กำลังแผลงมาจากพลังงาน ภาษาไทยมีน้อยคำแปลภาษาอังกฤษมีต่างๆนานา ตั้งแต่ force ตั้ง energy ตั้งแต่ authority มีอะไรเยอะแยะ พลังงานเป็นระดับมี authority เป็นพลังงานชั้นสูง แต่พลังงาน force แรงกดดันกันเกินไป ส่วน energy ก็เป็นพลังงานกลางกลาง ก็มีอีก sovereignty ก็ยิ่งดีขึ้น
ใครเข้าใจรู้จักพลังงานลักษณะของพลังงานและใช้ให้ถูกต้องพอเหมาะ ผู้นั้นจะควบคุมโลกให้พอเหมาะได้ อธิปไตยแปลว่าแรงพลังอำนาจถ้ารู้จักใช้อธิปไตย กับโลกกับองค์รวมอัตตาคือตัวกูของกูเป็นองค์รวม ผู้ใดรู้จักใช้อธิปไตยกับโลกพอเหมาะ รู้จักใช้แรงกับอัตตาอย่างพอเหมาะ รู้จักโลกาธิปไตยกับอัตตาธิปไตยที่ได้สัดส่วนมากสมบูรณ์ ผู้นั้นมีความรู้ในธรรมาธิปไตย รู้จักใช้แรงงานกับคนอื่นกับสิ่งแวดล้อมกับผู้อื่น โดยประมาณตนรู้ตนว่าตัวเราก็เท่านี้ตัวเราทำได้ขนาดนี้ทำเกินตัวไม่ดีทำน้อยไปก็เสียผลต้องทำให้เต็มที่ให้ได้สัดส่วนที่ดีอย่างนี้เป็นต้น อัตตัญญุตาคือประมาณตัวตน ปริสัญญุตาคือกลุ่มหมู่ หมู่น้อย หมู่ใหญ่ จนทั้งโลกทั้งจักรวาล รู้จักกาลัญญุตา รู้เนื้อแท้เป้าหมายคืออัตถัญญุตา รู้ทุกอย่างที่ทรงอยู่ประดามีเรียกว่าธัมมัญญุตา รู้ตัวเราเท่าไหร่ ตัวเราเท่านี้ มัตตัญญุตาจัดสัดส่วน ปริสัญญุตาคือบริษัทและปรปปโรปรัญญุตา อรหันต์ขึ้นไปต้องรู้จักสัปปุริสธรรม ๗
อาตมาก็ทำมาตั้งแต่เริ่มต้นจนทุกวันนี้ 45 ปีแล้วได้ทำอะไรมาบ้าง ก็ทำให้คนมีศีล ทำให้คนมีสมาธิ ให้คนมีจิต ให้คนมีปัญญา ให้คนมีนิโรธและมีวิมุตติญาณทัสสนะ นี่เป็นหลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้า ผู้ใดที่ได้มาศึกษาได้มาปฏิบัติธรรมจนสามารถมีศีลเป็นศีลที่แท้ไม่ใช่สีลลัพพตุปาทาน มีศีลมีสมาธิที่เป็นอธิจิต เป็นจิตเจริญขึ้นจริงๆ มีคุณค่า ผู้ปฏิบัติสามารถรู้จักจิตใจของตนเองแล้วก็อ่านจิตของตนเอง เห็นอาการจิตของตนเอง อาตมาพยายามถามพวกเราว่าเวลาโกรธเราอ่านอาการจิตของตัวเองเป็นไหม หลายคนก็บอกว่าอ่านอาการจิตเป็น มันไม่มีสีสันตัวตนรูปร่าง แต่มีอาการไหวอาการร้อนเป็นเช่นนี้มันเป็นพลังงานร้อนแรง มันดันมันอะไรก็แล้วแต่ มันทุกข์มันอึดอัด ใช้ภาษาเรียกได้หลายลีลา มันเป็นอาการของจิตทั้งนั้น อาการโรคก็ตาม อาการราคะก็ตาม มันต่างกันเรียกว่าลิงคะ เป็นเพศ มีการเรียนรู้อาการโกรธไหมอย่างนี้อาการราคะมาอย่างนี้ มันต่างกันเรียกว่ามีเพศ หรือมีลิงคะมีความแตกต่างกัน
เราเลือกเอาอาการที่ควร อาการไม่ควรไม่เอา เรามีปัญญาก็รู้มากขึ้น จนหลุดพ้นจากสิ่งที่ไม่เข้าใจ ขจัดสิ่งเหล่านั้นออกได้ ไม่เข้ามาในใจเราได้เรียกว่าหลุดพ้นวิมุติ ดับเลิกสิ่งเหล่านั้น จากจิตใจเรา เรารู้อยู่แต่สิ่งเหฃ่านั้นทำอะไรเราไม่ได้ อาการจิตเหล่านี้พระพุทธเจ้าสอนไว้ครบ อาตมาทำมา ๔๕ ปีสอนให้พวกเรารู้ได้ จนเกิดพลเมืองประชาชนมีกิจการกิจกรรม มีหน้าที่ทำงานกับสังคมได้กว้างขึ้น อาตมาก็พาทำได้กว้างขึ้น จนออกไปทำงานการเมือง ไปต้านเขา ผู้ที่เสียผลประโยชน์อำนาจก็จะเล่นงานเราส่วนมากเป็นรัฐที่เสียผลประโยชน์ เขาก็เลยบอกว่า อย่าเอาธรรมะมายุ่งกับการเมือง นักการเมืองที่บอกเช่นนี้คือนักการเมืองที่ไม่รู้ว่าธรรมะต้องอยู่กับการเมือง ถ้าการเมืองไม่มีธรรมะก็ไปนรกอย่างเดียว การเมืองก็คือธรรมะ ธรรมะคือการเมือง ใครแยกธรรมะออกจากการเมืองก็คือนรก ทุกวันนี้เขาครอบงำความคิด ตัดธรรมะออกจากการเมืองเลยซวย
จริงคนไม่มีธรรมะ หากไปวุ่นกับอะไรก็ซวยแน่ แต่คนไหนมีคุณธรรมให้เขามา ให้มาร่วมมือกัน ให้มาช่วยพลเมือง แล้วจอมโจรก็จะกันธรรมะออกจากการเมือง การเมืองคืองานเสียสละช่วยเหลือพลเมือง งานที่ทำเพื่อตัวเองคือความซวยความผิด ถ้าทำอะไรเพื่อผู้อื่นเพื่อพลเมืองนั้นแหละดีเจริญ ก็พาพวกเราทำมาเรื่อยๆ พวกเราจะรู้เอง จะค่อยเข้าใจ แล้วทำมาได้ขนาดนี้ ๔๕ ปีอาตมาว่าประสพผลสำเร็จในการทำ
ทำเรื่องพาณิชย์ก็ตาม การสื่อสารก็ตาม กสิกรรมก็ตาม ตอนนี้ไม่เก่งด้านอุตสาหกรรม วิศวกรรม เพราะราคามันแพง วิศวะหรือแพทย์ยังไม่เข้ามาใกล้อาตมาหรอก ๔๕ ปีมีนายพลมาร่วมกับอาตมาหนึ่งเดียวคือ พล.ต.จำลอง แล้วก็มีพล.อ.ปรีชา แล้วก็มีผู้ว่าฯก็มา สิ่งเหล่านี้อาตมาดูแล้วก็เป็นข้อมูลว่ามีอัตราก้าวหน้าอย่างไร ไม่ได้บังคับนะ คุณต้องมีปัญญาของคุณ ทุกคนมีความโง่เท่าที่คุณเองฉลาด คุณฉลาดเท่าที่คุณโง่
ทำมาทุกวันนี้บุญนิยม ๑๒ ด้าน ไปได้ไม่เท่าไหร่แต่ก็ต้องมาช่วยกันทำ อาตมาทำสื่อสารถึงขนาดมีโทรทัศน์ของเราได้ เราไม่ขอทาน เราหยิ่งศักดิ์ศรี เราจะมีอะไรรายละเอียดเยอะ แม้สิ่งเล็กน้อย อธิบายไม่ไหว บางอย่างก็ยังรู้ไม่ทันก็มี
สังคมมนุษยชาติก็มีแต่มาสร้างสิ่งประกอบรวมให้เกิดคุณค่า แม้ถึงระดับเสื่อมไม่ลงตัวขัดแย้งทะเลาะกันเราไม่รู้ทันมันก็จะทำลายเราเสมอ ศาสนาทุกศาสนาต้องการความเรียบร้อยราบลื่นง่ายงาม นี่คือความหมายของสันติ เรียบร้อยราบลื่น ง่ายงาม
แต่ความสงบไม่ใช่หมายถึงอยู่นิ่งๆไม่กระดุกกระดิกอย่างนั้นมันลงนรกแล้ว ความสงบคือความสมดุลลงตัวและเย็น สิ่งที่เร็วที่สุดได้สมดุลที่สุดจะเย็น อาตมาสะดุดตอนเป็นฆราวาส ไปซื้อรถโฟล์คมาใช้ วิ่งมาร้อนๆแต่น้ำเห็นหยดเลยที่คาบิวเรเตอร์ เย็นจับเป็นน้ำแข็งเลย
เย็นคืออุณหธาตุที่จับตัวกันเย็นมากคือร้อนน้อยลงเป็นภาวะสองด้าน เราจะใช้เย็นขนาดไหนร้อนขนาดไหน ความสงบไม่ใช่แค่เย็น แต่เย็นอย่างอบอุ่น มีพลังงานเต็มที่ ความสงบนี่ มันมีความคล่องตัว คล่องแล้วเร็วที่สุดเลย คุณเคยเห็นสิ่งที่มันหมุนเร็วที่สุดไหม อย่างลูกข่างนี่หมุนเร็วเรียกว่า นอนวัน หรือกินน้ำจั้น คือสมดุลที่สุดไม่มีอะไรต้านทานขัดแย้ง
กายปาคุญญตา กายกัมมัญญตา คือ ความแคล่งคล่องของกาย กายคือจิตคือมโนคือวิญญาณ เน้นมาหาจิตนะ แต่ไม่ทิ้งข้างนอกนะ กายมีแต่ร่างไม่ได้ต้องมีจิตด้วย กายที่เหลือแต่ภายในเป็นมโนกายได้เป็นองค์ประชุมของรูปนาม
คนเข้าใจศึกษาธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้วเข้าใจกายเป็นตัวต้นของการปฏิบัติ ศาสนาจะเสื่อมหรือไม่ก็สังเกตกายได้ กายต้องมีองค์ประชุมรูปนาม ขาดส่ิงใดสิ่งหนึ่งไม่ใช่กาย พระพุทธเจ้าตรัสว่าผู้อวิชชา ตายไปแล้วยังมีกาย ไม่ว่าจะพาลหรือบัณฑิต(พาลปัณฑิตสูตร ล.๑๖ ข.๕๗-๕๙)
แม้แต่คำว่าบุญก็เอามาแปลเพี้ยนหลอกล่อคน อย่างธรรมกายนี่ไม่ใช่ธรรมะอะไรมีแต่นรกอเวจีหลอกคน เอาคำว่าธรรมกายมาใช้โดยไม่รู้ แต่พระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าคือธรรมกายคือพรหมกาย แต่ธัมมชโยเขาบอกว่าเขาใหญ่กว่าพระพุทธเจ้า แต่เขาบอกกับคนว่าเขาเป็นคนนำข้าวไปถวายพระพุทธเจ้า แต่เขาไม่ได้ทำหรอก เขาบอกว่าเขาคือพระพุทธเจ้าเลย ถ้าคสช.ไม่จัดการธัมมชโยประเทศไทยยากฉันเดียวกับไม่จัดการทักษิณก็ยาก สองคนนี้คือสองอย่างทางหนึ่งแอคชั่นทางธรรมอีกทางหนึ่งแอคชั่นทางโลก ทั้งสองคนเป็นตัวแสบทั้งคู่
ถ้าเขาไม่เข้าใจองค์รวม แล้วไม่เข้าใจตัวเองว่า ตัวเราก็เท่าไหร่ ตลอดเวลาอาตมายอมให้เขาจัดการอาตมามาตลอด อาตมายอมเป็นผู้แพ้ ใครให้ชนะอาตมาไม่หลงตัวถือดีหรอก อาตมาก็ไม่ทำเวลามายกย่องอาตมาอาตมาจะไปเชิดชู อาตมาไม่มีเวลา คุณจะให้ก็แล้วแต่คุณไม่ให้ก็เรื่องของคุณ อาตมาก็จะพยายามให้เขาหยุดให้เขางด
อาตมาจะพยายามทำงานในชาตินี้ เปิดเผยหมดแล้วเป็นดารานู๊ดที่เปิดเผยหมดไม่มีอะไรเหลือแล้ว บอกตนเป็นโพธิสัตว์ระดับ ๗ ตอนแรกพูดเป็นนัยว่าโพธิสัตว์ต้องเป็นอรหันต์ก่อน แต่ตอนหลังก็ประกาศอรหันต์เลยอย่างไม่เหนียมไม่มังกุเลย ไม่อุทธัจจะไม่สะเทิ้นเก้อยากหรือละอายใดๆ
ประกาศไปแล้วว่าเมืองไทยจะเป็นชมพูทวีป เป็นโมเดลการปกครองการค้าการขาย ตอนนี้ทุกคนส่วนใหญ่ในโลกก็พยายามรวมตัวกัน แต่เขารวมกันโดยไม่มีฐานทางจิตไม่ได้หรอก รวมแล้วจะทะเลาะกันฆ่ากันได้ เราเอาไก่ที่มันไม่ยอมกันใส่ที่เดียวกันมันก็จิกกันตาย ต้องให้มันยอมก่อน ผู้ใดจับศัตรูมาอยู่ในเข่งเดียวกันได้อย่างยอมนี่คือสุดยอดปรองดอง รวมมันต้องเป็นความจริง หนึ่งใจยอมและสองได้สัดส่วนที่พอเหมาะ หากไม่ได้สัดส่วนก็จะไม่ได้ ในชุมชนสังคมใด สังฆะใดก็ตามมันย่อมไม่เท่ากันไม่มีอะไรเท่ากัน พระพุทธเจ้าเรียกว่าสมานนัตตตา ทุกคนต้องปรับอัตตาเพื่อสมานกัน แต่ละคนลดตัวลดตน แม้จะกดข่มก็ตามก็จะมีรังสีออกมาแขวะคนอื่น ถ้าระมัดระวังมากหน่อยจะไม่ออกมาทะเลาะกัน ปรมาณูสองหน่วยขึ้นไปจะไม่เหมือนกัน ยิ่งหลากหลายยิ่งทะเลาะ แต่ใครทำความหลากหลายให้อยู่กันอย่างเรียบร้อยราบลื่นว่ายงามคือผู้สุดยอด เป็นศิลปินใหญ่คือจอมจักพรรดิ์ใหญ่ เขาจะนับถือ โดยไม่ต้องเอาอำนาจบาทใหญ่ไม่ต้องลงมือลงไม้แต่ใช้คุณงามความดีสิ่งประเสริฐของตน
สังคมโลกทั้งโลกต้องดูในหลวงเรา มีพระจริยวัตรมาแต่ต้นทรงงานมาจนทุกวันนี้สวยงามที่สุด แม้แต่ท่านจะใช้อำนาจพิเศษกับการบริหารประเทศก็ตาม อาตมาสะดุดหลายครั้งว่าท่านลงประปรมาภิไธยให้คนนี้ได้อย่างไร แต่อาตมารู้ว่าท่านจำนน ท่านมาบำเพ็ญโพธิสัตวภูมิสองอย่างคือเตมีย์ใบ้ พูดแล้วจบ กับพระมหาชนกต้องพยายามอดทนสุดที่ ยังไม่เห็นทิศทางที่จะไปได้เลยก็ต้องพยายามที่สุดสองปางนี้สุดยอด อาตมาน้ำตาไหล เมื่อมีคนส่งข่าวว่า ท่านมองไปทางแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วรำพึงว่า เราไปทำอะไรให้เขาหนอเขาถึงมาทำกับเราอย่างนี้ อาตมาสะท้อนใจมาก ท่านอดทนท่านไม่ไปทำอะไรให้ใคร อาตมาสะดุดตั้งแต่ให้ผู้พิพากษาทำ แต่ผู้พิพากษาก็ไม่ทำ
แต่ก็ผ่านมาจนวันนี้คุณประยุทธ์ปฏิวัติสวยงามที่สุด ประยุทธ์แปลว่านักรบนะ รบได้อย่างนี้สวยงามที่สุดแล้ว รบได้อย่างไม่ต้องใช้อาวุธอะไรเลยเงียบสงบ นี่คือสุดแห่งจอมยุทธ์แล้ว ข้าศึกตายแล้ว ส่อแสดงว่าเมืองไทย (อาตมาไม่ใช่นักพยากรณ์)แต่ขอกล่าวว่าเมืองไทยจะเป็นมหาอำนาจต่อไป แต่ไม่ใช่อำนาจบาทใหญ่ไปล่าเมืองขึ้นนะ ไม่ใช่อย่างอเล็กซานเดอร์มหาราช เจ็งกิสข่าน แต่มหาอำนาจด้วยบุญญาธิการไม่ใช่เดชาธิการ เป็นเริื่องความดีงาม อย่างในหลวงเราเรียกจอมจักพรรดิ์ได้ คนที่ควรเอาอัฐิใส่เจดีย์ไว้บูชาได้มี ๔ อย่างคือ พระพุทธเจ้า ,พระปัจเจกพุทธเจ้า,อรหันต์,จอมจักพรรดิ์(โดยธรรม โดยบุญญาธิการ) อย่างในหลวงเราเป็นจอมจักพรรดิ์จริงๆ
ท่านทรงงานเป็นแบบอย่างของยุคสมัยที่ต้องเอาอย่างท่านแล้วบอกนะ ไม่จู้จี้ตลอดพระชนม์ชีพ อาตมาเอามาพูดวันนี้วันสำคัญก็พูดให้รายละเอียด อาตมามาในปางนี้เป็นคนด้อยคนแพ้ของสังคม อาตมาเข้าใจตนเอง ใครจะเห็นว่าด้อยก็ไม่เป็นไร ทำงานมาถึงวันนี้ก็ดีขึ้นมาบ้างคนเข้าใจขึ้นมาบ้าง
๔๕ ปีแล้วอาตมาพาคนมามีศีล ที่ไม่ใช่ศีลพตุปาทาน และไม่ใช่ศีลพตปรามาสด้วย ศีลที่เป็นอาริยะคือทำให้จิตลดกิเลสได้ ศีลพตุปาทานคือยึดศีล ทำทาน แต่ใจมีแต่กิเลสโลภมากขึ้น เป็นวิมานในใจ กิเลสอ้วนขึ้นตลอดกาล ทำทานได้นรก ทำทานถือศีลก็ไม่รู้วิธีทำใจในใจ จิตยิ่งโลภ พยาบาทนั่นคือซวย
ก็ขอให้แก่พล.อ.ปรีชาอีกนิดหนึ่ง อย่าไปสะดุดเสียใจตกใจอะไรนักว่าเราไปรบไปทำร้ายทำลายคนมามากก็อย่ากินใจ ขอยกตัวอย่างพระเจ้าอโศกมหาราช ฉันเดียวกับเจ็งกิสข่าน ก็ล่าอาณาจักรทำร้ายคนมามาก แต่พระเจ้าอโศกมหาราชเป็นโพธิสัตว์ ท่านทำตามวิบากทำจบก็ได้สำนึก แม้แต่องคุลีมาลต้องฆ่าคน ๙๙๙ คนแล้วค่อยสะดุดเปลี่ยนแปลง อย่างคุณปรีชาก็ฟังไว้ คุณหันมาทางนี้เข้าใจลักษณะนี้ก็ทำเลย เพราะคุณควรตายในสนามรบแต่ก็ไม่ตายก็มีบารมี แม้แต่คุณจำ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive