581103_ธรรมาธรรมะสงคราม ปฐมอโศก มหัศจรรย์อรหันต์คือพีชะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
581103_ธรรมาธรรมะสงคราม ปฐมอโศก มหัศจรรย์อรหันต์คือพีชะ
พ่อครูว่า….วันนี้วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน 2558 วันนี้ ใกล้จะถึงงานมหาปวารณาซึ่งปีนี้ก็จะฉลอง ตามธรรมเนียมของมนุษย์จะฉลองครบ 45 ปี ที่อาตมาได้บวชมาทำงานศาสนามา มีภาวะ 2 รูปแบบนักบวชเลย 45 ปีครับในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2558 วันที่ทำงานมา 35 ปี
ปีจะมาเอาตัวเลขนี้เป็นตัวหาร พระพุทธเจ้าท่านทำงานมา 15 ปีก็จบเรื่องเลยแล้วก็ปรินิพพาน ไปแล้ว อาตมาทำงานมา45 ปี ก็เพิ่งเร่ิมต้น แต่ก็เร่ิมเห็นเป็นรูปธรรมได้มากขึ้น มีปรากฏการณ์ที่พอสัมผัสได้ มีผลถึงขั้นแสดงออกถึงวงกว้าง ทำให้เราได้รับรู้ก็มีผลต่ออัตราการก้าวหน้า ของพระพุทธเจ้าเป็นความก้าวหน้าของโลกุตระ
ธรรมะของพระพุทธเจ้าคือธรรมะที่ไม่ใช่โลกียธรรม ที่ทวนกระแสโลกียะธรรม โลกียะสะสมลาภยศสรรเสริญ สมใจในกาม สมในอัตตาก็เป็นสุข เรามาลดจริงๆ ลดได้มากหรอน้อยก็แล้วแต่ อาการลดละนี้มีภาวะสัจจะแท้ๆ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ครบ ทั้งสมมติและปรมัตถ์ ยืนยันว่ามีทั้งสภาพอาการของกิเลสจริงๆ สามารถสัมผัสรู้ไดจริง แล้วมีวิธีทำให้ลด รู้ว่ากิเลสมีอาการลิงคะนิมิต ลดได้จริง อย่างมีวิราคานุปัสสี ของใครของมันสามารถเห็นได้ เป็นการเรียนรู้อยากเห็นแจ้ง สามารถยืนยันกันได้ ใครถนัดบรรยายสำนวนไหน แบบละเอียดหรือแบบหยาบขนาดไหน ก็มีปรากฏการณ์ให้เห็นจริง
ศาสนาพุทธในเมืองไทยน่าสงสารที่สอนกันว่า ผู้บรรลุธรรมนั้นบอกใครไม่ได้หมดเลย ทั้งที่ท่านมีเงื่อนไขว่าอย่างใดควรบอก ท่านก็มีนัยยะที่ชัดเจนอยู่ แต่กลับเข้าใจว่า ผู้ใดบอกผู้นั้นไม่บรรลุ เป็นไปอย่างนั้นเสียอีก อย่างที่เขาเดากันว่า คนนี้บรรลุระดับไหนๆ ก็บอกกันไม่ได้เอาแต่เดา เพราะบอกกันไม่ได้มีแต่อาริยเดามันก็เลยคลุมเคลือ งมงาย ไม่มีอะไรยืนยันความจริงได้เลยถ้าจะมาก็เห็น
อ่านต่อ
ว่ามันไปกันใหญ่ ก็ค่อยๆนำมาเปิดเผย เป็นไปตามลำดับ ปีแล้วมาถึงวันนี้ ๔๕ ปีแล้ว อรหันต์ก็บอก อนาคามีก็บอก แต่โสดาบันก็พอรู้กันแล้วก็ค่อยๆเปิดเผย ไม่ใช่ว่าเปิดเผยกันไม่ได้ ในโลหิจจสูตร ก็บอกไว้ชัด
ธรรมะของผู้ป่วยได้ของพระพุทธเจ้านั้นเปิดเผยได้ การไม่เปิดเผยนั้นไม่ถูกต้อง โลหิจจพราหมณ์ มีทิฏฐิลามก ว่า “ผู้บรรลุแล้วไม่พึงบอกแก่ผู้อื่น เพราะคนอื่นจะทำอะไรแก่อีกคนหนึ่งได้ การบอกแก่คนอื่นจัดว่าเป็นความโลภที่เป็นบาป เปรียบเหมือนคนตัดเครื่องพันธนาการเก่าออกแล้ว กลับทำเครื่องพันธนาการใหม่... ฯลฯ ” . พระพุทธองค์ตรัสว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีคติ ๒ คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง (พตปฎ. เล่ม ๙ ข้อ ๓๕๘)
อาตมาก็เอาจากพระไตรปิฎกมายืนยันก็ฉบับสยามรัฐนั่นแหละ แต่ท่านผู้รู้บางท่านก็บอกว่ามีแต่บาลีฉบับสยามรัฐที่เป็นพุทธพจน์ แต่พระไตรปิฎกภาษาไทยไม่มีที่เป็นของเถรวาทะ มีแต่สยามกลาสภาษาบาลี บางคนก็บอกว่าพุทธวจนะต้องภาษาบาลี โชคดีที่พระไตรปิฎกยังมี เนื้อหายังใช้ได้ แต่ที่ท่านแปลกันไม่ค่อยเข้าท่าอาตมาก็ท้วงบ้าง ทุกวันนี้อาตมาประกาศตนเองหมดแล้ว ล่อนจ้อน บอกหมดเกลี้ยง มาถึงวาระ ๔๕ ปี เพื่อยืนยัน แล้วไม่ได้บอกอย่างอยากอวด บอกแล้วรู้สึกดีที่ไม่มีขึ้นโครงการต่อต้านหรือคืนที่จะ สูบเดียวกันก็ไม่มี ผู้ค้านแย้งก็เงียบๆ แสดงถึงว่าพอรับได้กก็เลยแสดงถึงอาการสงบ
วันนี้ก็เอา sms ที่ มาจากทางบ้าน มาตอบก่อน
0893867xxx หลังจากยุคพระโคตโมฤาพระสมณโคดมพ้นไป2,50 0ปีพระเมตตรัยโยจะลงมา ตรัสรู้ในยุคพระศรีอาริยเมตไตรย์เมื่อพศ.5001เมื่อพุทธศาสนามีศักราชครบ5พัน ปีไปแล้วถูกไหม? 0893867xxx ถ้าใช่ก็คงน่ากังวลใจว่ากว่าได้พบพระศรีอาริยะฯพวกเรายังต้องกลับมาตายแล้วเกิดหลายพันปีกว่าจะได้พบพระองค์!เหนื่อยหน่ายใจ ถ้ายังต้องวนเวียนในวัฎฏะหลายภพชาติซะจริง! 0893867xxx ทำยังไงตายแล้วไม่ต้องเกิดอีก?เบื่อวัฎฏะสงสารจรธ.
พ่อครูตอบว่า ไม่ถูก ประเด็นที่ถามคือกล่าวถึงพระพุทธเจ้า 5 พระองค์ เมื่อยุคพระสมณโคดมผ่านไป สองพันห้าร้อยปีแล้ว ก็มีผู้รับรองว่าศาสนาพุทธยุคพระสมณโคดมจะสิ้นสุดเมื่อผ่านไป 5 พันปี ตอนนี้เกินครึ่งแล้ว ศาสนาพุทธก็แค่ไม่เหลืออะไร มีแต่เชื่อโลกียธรรมนั้น ศึกษาเนื้อหาของศาสนาพระพุทธเจ้า บอกว่าตนเองเป็นโพธิสัตว์ ไม่มีอาจารย์ รับเอาของพระพุทธเจ้ามา ไม่ได้ มีมาได้ด้วยตัวเอง เขาก็ประชดประชันได้อ่านว่าอาตมาเป็นพระพุทธเจ้าซึ่งไม่ถูก มาถึงวันนี้ 45 ปี 15 ปีก็พูดให้ ว่าสมาคือขยะกินยา เป็นพุทธสาวกผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ มาประกาศโลกนี้โลกหน้า ให้ได้รู้กันชัดเจน ใครรู้ว่าจะมาเป็นเดือนจากสำนักไหนก็มายืนยันสิทธิ์ อาตมาโกหก ในชาตินี้เอามายืนยัน อาตมามาคนเดียว ไม่มีศิษย์พี่ศิษย์น้อง เป็นนักรบพ่อลูกอ่อน แม้เหนื่อยหน่อยแต่สนุกดี เหนื่อยก็พักหายเหนื่อยก็พิมพ์ใหม่
ที่พูดนี้ผิดถูกก็ตรวจสอบได้ มีงานมีผลงานมาถึงทุกวันนี้ก็พาทำมา ประมาณการใช้เวลาออกอากาศอีก 1 72 ปี 9 ตอนแรก ถ้าเอาตัวเลข ๓๖ ๓๖ ๓๖ ตอนนี้เปิดเผยไป ต้องให้ถึง ๗๒ ก็ไม่รู้จะมีเนื้อหาธรรมะแน่นไหม แล้วก็ไปต่ออีก ถึง ๑๐๘ จะได้เพิ่มไหม แล้วต่อไป ๑๔๔ ก็ต้องพอแล้ว อยู่ชมผลอีก ๗ ปีก็จบ
ที่บอกว่าพระศรีอาริยเมตตรัยจะมาเกิดอีก เมื่อ 5001 นั้นไม่ใช่ พอหมดยุคศาสนาพุทธนี้ จะมีไฟประลัยกับป์ล้างโลกอีก ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อไหร่ จากนั้นคนไข้มาเกิดเป็นรุ่นใหม่ คนก็จะเป็นคนดี ไม่เดือดร้อน ทรัพยากรณ์ก็เยอะ ไปอีกเป็นล้านปีกว่าจะเดือดร้อน เป็นช่วงพุทธันดร ไม่มีพุทธศาสนาอีกไกล ช่วงนี้เรียกว่าช่วงพุทธันดร บางคนไปเข้าใจผิดว่าพุทธันดรคือช่วงที่มีศาสนาพุทธเป็นการเข้าใจผิด แบบชุดชั้นตอนคือ ช่วงที่ไม่มีพุทธศาสนาไม่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติ จนกว่าจะมีความเดือดร้อนมากพระพุทธเจ้าถึงมาเกิด .. ไม่สามารถบอกถึงตัวเลขได้ แค่นั้นก็แล้วกัน
อีกอันหนึ่ง ที่คุณ ๓๘๖๗ บอกว่า พวกเราต้องมาเวียนวนในวัฏฏะหลายภพชาติ … ก็ต้องพยายามพากเพียรให้บรรลุอรหันต์ในชาตินี้ จึงไม่เกิดอีก หรืออย่างดีก็เป็นอนาคามี ไม่ต้องเกิดมามีร่างกายเป็นภาระ ไปบรรลุธรรมในภพก็ได้ ก็ขึ้นอยู่กับบารมีการเป็นอนาคามีนั้น
อนาคามี ๕ ๑. อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) ๒. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) ๓. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ) ๔. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่งอภิสังขารให้มากนัก) ๕. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว)
เพียงพยายามไปตามควร การอยากหรือไม่อยากนั้นกินพลังงาน ก็อย่าไปอยากหรือไม่อยาก ให้ทำไปตามเหตุปัจจัยในปัจจุบันตามลำดับ
_มีคุณเพชรดินฟ้า ถามมาว่า ๑. การเกิดเวทนาของการสัมผัสทวารเดียว เช่นตาเห็นรูป แต่หู จมูก ลิ้น กายไม่ได้สัมผัสก็พอเข้าใจ แต่ถ้าสัมผัสพร้อมกันหลายทวาร ทำงานอย่างไร เช่นตอนกินก๋วยเตี๋ยว
ตอบ … . ความรู้สึก อย่างเดียว ถ้าเป็นเวทนาทางตาก็เป็นรูป ถ้าจับเวทนาทางลิ้นก็เป็น แต่ละอย่างแต่ละอย่างก็มีการสัมผัสของมันจำเพาะ คุณจะรู้ก็รู้ได้อย่างละที มันเร็วมาก มันไม่รู้ทีเดียวหลายอัน แต่รู้ได้ทีละอัน รสทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ คนละอันกัน มันจะคนละเวลา คำว่าเวลานี้มันเร็วมาก คุณต้องมีญาณที่เร็วจึงสามารถอ่านรู้ได้ แต่ถ้าญาณคุณยังไม่เร็ว ไม่สามารถรู้ได้ตามที่คุณถามมา
คุณฟังอาตมาก็อาจเข้าใจ แต่สภาวะจริงก็จะทำไม่ทันให้ฝึกไปเถิด จนสามารถรู้ได้ ตามที่อาตมาว่า ของจิตนั้นมันเร็วมาก มีผู้อธิบายว่าถ้าจิตเร็วเท่าแสง จะหยุดเวลาได้ ซึ่งก็จริง จะเห็นอดีตย้อนไปได้ เมื่อจิตเร็วกว่าแสง
๒.การเปิดทีวีพร้อมกัน ๕ หรือ๖ ช่อง คือแต่ละเสี้ยววินาที ถ้าฉายภาพช้า สัมผัสแต่ละทวารสลับไป แล้วสังเคราะห์ประมวลผลเป็นธาตุใหม่ ตอบ ..มันไม่เป็นธาตุใหม่หรอก แต่เป็นภาพของแต่ละอัน ที่ละเอียดลงไปของแต่ละอัน คุณก็ต้องไปฝึกเอา ความจริงที่ได้ต้องเอาไปฝึกเอาตามสามารถ
SMS 2 November 2015 0839975xxx กราบนมัสการพ่อท่าน ด้วยความเคารพอย่างสูงครับ ผมชื่อ นัฐดนัย ครับ วันนี้ผมจะมาอวด แต่จริงๆไม่ได้อวดหรอกครับ แต่อยากให้พ่อท่านช่วยชี้แนะมากกว่าครับ พอดีกระผมได้ยินมาจากหลายต่อหลายคนว่าอานาปานสติ สอนให้นั่งสมาธิ ซึ่งผมเองเมื่อได้ฟัง ได้ศึกษากับพ่อท่านมาเกือบปีหนึ่งแล้ว พยายามอ่านเท่าไหร่ก็ไม่เกี่ยวกับนั่งสมาธิเลยแม้แต่น้อย เขาทั้งหลายบอกว่า พระศาสดาบอก ให้นั่งคู้บัลลังค์ตั้งกายตรงดำรงสติเฉพาะหน้า ตรงนี้แหละครับที่เขาว่ากันว่าพระพุทธเจ้าสอนให้นั่งสมาธิ แต่พอผมอ่านกลับตีความไปอีกอย่างเลยครับ เลยอยากให้พ่อท่านช่วยชี้แนะการตีความของผมหน่อยครับว่าถูกไหม ถ้าผิดพลาดอย่างไรผมจะได้แก้ไขให้ถูกต้องครับ คำว่านั่งคู้บัลลังค์ตั้งกายตรง แปลว่า นั่งขัดสมาธิ ตั้งตัวตรงๆ ดำรงสติคงมั่นเฉพาะหน้า แปลว่า ทำความมีสติให้มีขึ้นแก่ตน ในสิ่งที่อยู่เบื้องหน้า ณ ขณะนั้นสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเหล่าภิกษุ ก็คือพระศาสดา สรุป เป็นภาษาบ้านๆได้ว่า อ้าวพวกเรา ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ไหน นั่งตัวตรง มีสติต่อคำสอนที่กำลังจะเกิดขึ้นเบื้องหน้า ถ้าผมแปลความ ตีความประมาณนี้ ถูกหรือผิด เป็นมิจฉา หรือสัมมา พ่อท่านช่วยชี้แนะลูกคนนี้ด้วยนะครับ กราบขอบพระคุณพ่อท่านครับ
พ่อครูตอบว่า ... ตีความเก่งเป็นประโยชน์ต่อตนเองมาก คุณเลยมีพระศาสดากับตนตลอด แล้วมีสติตื่นตลอดเวลา สนใจต่อเบื้องหน้า จะมีคำสอนของพระพุทธเจ้าตลอดเวลา ก็อย่าไปคิดเอาคำสอนที่ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้ามาล่ะ ความเห็นนี้เป็นประโยชน์กับตนเอง
ส่วนอาตมาแปล อานาปานสติว่า ลมหายใจเข้าลมหายใจออก คืออานา กับอาปานะ ลมหายใจเข้าลมหายใจออก จะสลับก็ได้ไม่เป็นไร มีลมหายใจเข้าออกเมื่อใดแปลว่าคุณยังไม่ตาย ซึ่งแปลว่าทุกเวลาที่มีอยู่ที่ยังไม่ตาย คุณก็มีสติคือความรู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เสมออย่าให้มันหรี่ อย่าให้มันฟุ้งซ่าน สภาวะที่อยู่เฉพาะหน้า วิธีเรียนรู้ของพระพุทธเจ้า ให้มีสติเต็มสภาพ แต่ไม่ใช่เหมาเอามาปฏิบัติหมด ต้องทำตั้งแต่อย่างหยาบ ตั้งแต่ศีล ๕ เราเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับสัตว์ กับคนใจเราเกิดโทสะมูลไม่ชอบใจ ถึงขั้นเกลียดชัง อยากฆ่าก็ต้องทำใจ
หรือมันอยากได้ไม่ใช่ทำลาย อีกอย่างคือเอามาเสพรสสมใจคือราคะ โลภะคืออยากได้มาเป็นของตน ส่วนราคะคืออยากได้มาสัมผัสเสียดสีเกิดรส คุณจิตมีอาการอย่างนี้ อ่านออกก็รู้ แต่ถ้าไม่รู้ก็โมหะคือหลงผิดหลงสับสนไม่ชัดไม่เต็ม แต่ไม่รู้เลยก็อวิชชาเต็มๆ ก็ต้องรู้ให้ชัดให้ถูกต้องคมแม่น แล้ว แล้ววินิจฉัยวิจัยให้ออก จะต้องเป็นนามธรรมเท่านั้นไม่เกี่ยวกับร่างเครื่องนอก ไม่เกี่ยวกับดินน้ำไฟลม เป็นนามธรรมเป็นอาการจิต ที่เป็นกิเลสแท้ ไม่เช่นนั้นทำมั่วๆ ต้องมาแก้ไขอีกไม่รู้จบ เสียเวลา ต้องทำให้มันละเอียด ให้ชัดเจน แล้ว กำจัดก็คือการประหาร คือปหาน ๕
๑. วิกขัมภนปหาน (ละด้วยการข่มใจ-ใช้เจโตนำหน้า) ๒. ตทังคปหาน (ละได้เป็นครั้งคราว-ใช้ปัญญาอบรมจิต) ๓. สมุจเฉทปหาน (ละด้วยการตัดขาด สลัดออกได้เก่ง) ๔. ปฏิปัสสัทธิปหาน (ละด้วยการสงบระงับ ทวนไปมา) ๕. นิสสรณปหาน (สลัดออกได้เองทันที เก่งจนเป็นปกติ) (พตปฎ. เล่ม ๓๑ ข้อ ๖๕)
ปหานอันที่ ๑ เป็นปหานของพระพุทธเจ้าแท้คือตทังคปาน มีทั้งวิปัสสนาและสมถะในนั้น คือต้องรู้ทั้งส่วนกดข่ม คือวิกขัมภนปหาน กดข่มช่วยได้บ้าง การกดข่มมีมาแต่ปุถุชนเป็นธรรมชาติ คนไม่ได้ศึกษาทุกคนกดคอมไว้เรียกว่ามารยาท อย่าให้ไปทำไม่ดี จะเป็นราคะหรือโทสะก็ตาม คุณต้องพยายามระมัดระวัง ไม่ได้ก็ออกมาเป็นสภาพไม่ดี ของราคะ โทสะ ออกมาเป็นกายกรรมวจีกรรม แต่ถ้าทนไหวไม่อยู่ในเวลาแสดงออกได้ก็กดข่มไว้ แต่ถ้ามาเรียนรู้แล้วว่ากดข่มเป็นเช่นนี้ เด็กๆเคยไหม เวลาเราโกรธแล้วเราไม่แสดงออก เวลาเรามีราคะก็ระงับไม่ให้ออกไปก่อนทั้งนั้น แต่บางคนที่สนิทกันไม่ถือสากันก็แสดงออกแก่กันได้หรือถือสากันไม่ค่อยอายก็มี
การกดข่ม วิกขัมภนะก็ทำเป็นทุกคนก็เอามาใช้ กดข่มให้พอควร ไม่ใช่กดข่มจนไม่รู้เรื่อง คือถ้ามันเร็วแรงสู้ไม่ได้ก็กดข่มให้มันพอดูไหว วิจัยได้ เท่านี้เราทำได้ แรงเท่านี้เบาเท่านี้เหลือเท่านี้พออ่านออก อ่านอาการออกว่าราคะหรือโทสะ ให้คมแม่นชัด
แล้วคุณจะต้องใช่ต่อมาใช้วิปัสสนา คือการเห็น เห็นว่ามันไม่เที่ยง เห็นว่ามันเป็นทุกข์ ถ้าไม่มีเหตุแห่งทุกข์ทุกข์ก็ไม่มี ถ้าจับทุกข์ได้ก็ตามเหตุแห่งทุกข์ได้ ไม่สงสัยลังเล ไม่มีวิจิกิจฉา จะรักหรือโกรธ อาการทั้งสองไม่อยู่กับคนไปตลอดกาลหรอก มันอยู่กับคุณชั่วระยะหนึ่ง โกรธมันร้อน ที่จริงรักก็ร้อนแต่ได้สมใจก็เย็นลง เดี๋ยวมันก็หรี่ก็หายไป แสดงว่ามันไม่ใข่ตัวจริง คุณอ่านได้ชัดก็จะรู้ว่ามันเป็นตัวโกหก เราก็มีปัญญาซ็อนว่าจะไปคบทำไมตัวโกหก เมื่อปัญญาสูงขึ้นก็เป็นการปล่อยวาง มันคลายปล่อยหน่าย มันออกจากใจเราไป ทำซ้ำๆจนกระทั่งความจริงนี้ยั่งยืนในใจแล้วไม่เกิดมีอีก จะกระทบผัสสะก็ไม่เกิดโกรธเกิดรักอย่าง นิจจัง ทุวัง สัสสตัง ทำได้ก็ทำซ้ำ ก็ได้ก็จบ
1 มันไม่เที่ยง มันไม่เที่ยงแล้ว มันลดลงมันจางคลายได้ ก็มีวิราคานุปัสสี ทำให้ ไปได้เป็นนิโรธานุปัสสี จนเป็นปฏินิสสัคคานุปัสสี จะเห็นความจริงว่าตัวตนไม่มีแล้ว คืออนัตตา อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอน แต่คนที่ไปหลงผิดว่าอัตตาไม่มีเลย ก็ไม่มีทางปฏิบัติได้ผล ก็ไม่รู้จักกับอัตตา
คำว่าตทัง แปลว่าเป็นครั้งคราว คุณปฏิบัติได้จางคลายเป็นครั้งคราว จนปฏิบัติได้อย่างเด็ดขาด สมุจเฉทปหาน ได้เด็ดขาดเป็นครั้งๆ ทำได้อย่างสมุจเฉทเป็นนิโรธก็ทำอย่างนี้แหละ ปฏิปัสสัทธิปหาน ทำอย่างนี้ทวนไปทวนมา มันสงบ ระงับได้ ทำทวนแล้วทวนอีก จนจบ เป็นนิสสรณะหรือนิสสัคคะ ไม่ต้องทำอีกแล้วหมดจบ ไม่ต้องขึ้นสวรรค์แล้ว แต่ก่อนขึ้นสวรรค์โลกีย์
ไม่มีกิเลสก็เป็นที่พึ่งอันเกษม ไม่ต้องรบ ไม่ต้องทำสงครามกับกิเลสแล้วเป็นที่พึ่งก็สลาย สวรรค์ก็ไม่มี คือสรณะไม่ต้องรบ ไม่ต้องมีสวรรค์นิสสัคคะ แต่ขนาดมีกิเลสก็ต้องรบ คุณมีกิเลสต้องเป็นนักรบ ต้องมารบจนกิเลสหมด ได้เป็นที่พึ่งอันเกษม อนาคตไม่มีจากสนามรบ ชนะแล้วก็อยู่ในสนามรบ ข้าศึกทำอะไรเราไม่ได้อีกตลอดไป
กลับไปที่อานาปานสติ คำว่า อานาปานสติ หมายความว่า ตลอดที่มีลมหายใจเข้าลมหายใจออก คุณยังไม่ตาย ต้องให้มีสัมมาสติตามมรรคมีองค์ 8 ไปตามโครงสร้างของมัน ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ การพูดการคิดการทำ ต้องวิจัยกิเลสในทุกการกระทำ ทุกคำพูดทุกความคิด แต่ แต่ไม่ได้หมายความว่า ต้องทำทุกอย่างมันหมด แต่แบ่งทำไปตามลำดับ เอาอย่างที่หยาบของคุณก่อน เร่ิมจากอบายมุข ศีล ๕ ให้รู้กิเลส
การจะรู้กิเลสต้องมีธรรมะ 2 เสมอ ต้องพยายามใช้การกำหนดรู้ เป็นสัญญา ปัญญาของคุณ สัญญาคือการกำหนดรู้เมื่อรู้ครบก็เป็นปัญญา ต้องใช้ปัญญาเป็นตัวอ่านรู้ แล้วก็ต้องมีสิ่งที่ถูกรู้คือรูป ถ้ามีแต่ส่ิงที่ถูกรู้ก็ไม่มีตัวเรา ตัวเราคือธาตุรู้ ถ้าเอาแต่ไปนั่งหลับตา ก็ไปลงนรกเสียเถิด
สิ่งที่ถูกรู้ตั้งแต่เหตุข้างนอกตั้งแต่ตัวตนบุคคลเราเขา ตั้งแต่ดินน้ำไฟลม จนเป็นพืชพันธุ์ธัญญาหาร ก็ต้องอ่านอาการจิตทีเกิดว่า ชอบหรือชังหรือเฉยๆ ก็ต้องอ่านออก แต่ถ้ามันอยู่นิ่งอ่านไม่ออกหรอก ปุถุชนสามัญกิเลสพักยกก็อ่านไม่ออกหรอก
ต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัยและอ่านอาการ ผลักหรือดูด แล้วรู้ตัวการ ว่ามันไม่เที่ยงไม่ใช่ตัวตนเรา มันมีแต่เรื่องทุกข์ลำบากลำบน ต้องสนองอารมณ์ใส่จิตตนเอง ทำแล้วก็ไม่จบ ยิ่งจะหนาจะอยากแรงขึ้น แค่พูดยังเหนื่อยเลย แล้วแต่ละคนทำไมไม่รู้จักเลยสักที ต้องเห็นให้ได้ว่ามันเป็นเท็จ มันเป็นทุกวันไม่มีความจริงเลย เห็นให้ได้ว่าตนเองคือไอ้โง่ เราก็จะเข้าใจเห็นเลย ซาบซึ้งถึงขีดก็เลิก ก็มันเห็นชัดเจนว่าไม่ใช่ตัวดีที่จะเก็บไว้เลย ถ้าคุณรู้แล้ว มันไม่ใช่เรื่องยากลืมยากอะไรเลย ปัญญาจะเป็นตัวชัดเจนไม่ต้องกดข่มเลย มันเป็นภาระให้ตนเองต้องสนองบำเรอ
หันมาหาธรรมะสองใหม่ คุณต้องมีตัวถูกรู้ แล้วมีญาณปัญญาไปรู้กิเลสหยาบกลางละเอียด แบ่งเป็นสัตตาวาส ๙ ตั้งแต่สัตว์หยาบสัตว์รู้ง่าย ไม่ใช่ทำทุกตัวหมดของกิเลส แต่ทำไปแล้วจะรู้ว่าสลายสิ่งที่คล้ายกันได้ มันจะหมด ไม่ใช่ว่าต้องไปไล่ทุกตัวเลย แต่มันมีตระกูลที่มันคล้ายกัน ก็ทำให้เราลดลงไปได้
เมื่อมีลมหายใจเข้าออกปฏิบัติทุกลมหายใจเข้าออกอานาปานสติ ในปัจจุบันต้องมีองค์ประกอบข้างนอกด้วย กายต้องมีภายนอกและภายในด้วย แม่หมดอบายมุขแล้วเหลือกามคุณ ก็อยู่กับอบายมุขได้ผลแล้วมันทำอะไรเราไม่ได้แล้ว มันเป็นกำลังใจให้เราอีกด้วยว่าลดหมดแล้ว พอหมดกามคุณก็อยู่กับกามคุณอีก แต่เราไม่หลงกับมันแล้ว อานาปานสติไม่ได้มีการหลับตาเลย มีสัมผัสภายนอกอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นอบายภูมิ รูปภูมิ หรืออรูปภูมิ ไม่ต้องไปนั่งหลับตาเลย พอทำได้แล้วจะปิดหรือเปิดตาก็ได้ ไม่เห็นต้องน่างงเลย
ที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงทิฏฐิ ๖๒ มีนิพพานอยู่ที่ปัจจุบัน คือทิฏฐธรรมนิพพาน ที่นอกปัจจุบันไม่มีนิพพาน ในอดีตอนาคตไม่มีนิพพาน แล้วก็จบด้วยตนเองเป็นปัจจุบัน ที่ต้องพูดแรงเพราะผู้คนยังไม่รับรู้สึกดี เหมือนแม่ที่ดุลูก ต้องดุแรงๆจนหัวร่อไม่ออก มันถึงกลัวถึงฟัง เป็นเช่นนั้น เพราะเหตุปัจจัยในยุคนี้มันได้จริงๆ ก็เลยต้องใช้วิธีโดยสามัญ เป็นจิตวิทยาสามัญ อาตมาก็เลยชำนาญและติดแบบนี้ ก็เลยต้องเหนื่อยหน่อยแต่ก็ได้ผล
สรุปคืออานาปานสติสติปัฏฐาน ไม่ได้แยกกัน และหลับตาปฏิบัติก็ไม่ได้อีก การหลับตาปฏิบัติไม่ใช่ของจริงมีแต่สัญญา ไม่มีของจริงเลย จะปฏิบัติให้มีอินทรีย์พละต้องมีเหตุปัจจัยนอกในครบทุกทวาร
พูดถึงธรรมะ 2 คือ กายคือรูปกับนาม มีตัวรู้กับตัวถูกรู้ รูปเป็นตัวถูกรู้ ตั้งแต่ของหยาบคือดินน้ำไฟลม จนถึงนามธรรมที่เป็นตัวถูกรู้ เราอ่านนามธรรมนี้ออก นามธรรมนั้นก็เป็นรูป รูปนี้ออกมาถึงหยาบได้ ถ้าเราหมดหน้าที่จะเกี่ยวข้องกับรูปนอกแล้วก็ไปอ่านนามที่เป็นรูปภายในได้
นามรูป คือนามที่ถูกรู้คือรูป จะเป็นองค์ประชุมเฉพาะนามคือ นามกาย เสร็จจากรูปกายก็ไปเรียนนามกาย
อาตมาได้เอาสสารและพลังงาน ที่เอามาเทียบกับ กายและจิต
พลังงานที่เปลี่ยนจากอุตุมาเป็นชีวะ พลังงานที่เป็นแสงสีเสียงแม่เหล็กไฟฟ้าไม่ใช่ชีวะ แล้วอุตุก็สามารถเปลี่ยนสภาพมาเป็นชีวะเป็นพีชะได้ โดยมีการกำหนดรู้ในความเป็นตนเองทั้งอุตุคือพีชะ
ตัวกำหนดรู้สึกคือสัญญา ที่ปรุงแต่งขึ้นมาก็มีสังขาร มีธรรมะ 2 ถ้าอยู่เดี่ยวมันปรุงแต่งกันไม่ได้ มันอาจปรุงของมันเองแต่อ่านยาก พระพุทธเจ้าให้อ่านรู้ภาวะสอง ถ้าภาวะเดียวก็จะมั่วโมเมไปหมด อย่างบอกว่าอเมริกามีบิลลาดินก็เผาอเมริกาหมดก็ตายไปหมด พระพุทธเจ้าไม่เอาแบบนี้ แทนที่จะเผากิเลสก็ไป่ก่อวิบากแทนอีก
คุณเผากิเลสของคนหนึ่งตัว แต่ได้สร้างภาระวิบากคือไปเขาอย่างอื่นอีกมากมายได้บาป มาเป็นพวงเบ้อเร่อ จะไปก่อวิบากทำไม ดีไม่ดีฆ่ากิเลสหนึ่งแต่ได้ตัวกิเลสใหม่มาอีกสอง ก็โง่ตายเลย ต้องเอาทีละหนึ่งเดียว ถ้าไม่ชัดอย่าทำ
ในพระไตรฯล.๙ มีสำรวมอินทรีย์ แล้วมีสติตรวจสอบใช้สัญญากำหนดรู้ ปหานด้วยสัมมัปปธาน ๔ จับได้แล้วก็ทำซ้ำ สัมมัปปธานมีปหานปธาน แล้วมีภาวนาปธานเกิดผล แล้วอนุรักขณาปธานก็ทำซ้ำ แล้วทำให้ได้ผลอเนญชาภิสังขาร
ทำให้กิเลสมันตายก่อน จะรู้ว่าเกิดอะไร จะเห็นอาการกิเลส ต่อไปจากอาการที่มันเกิด ตอนแรกที่เรียนรู้ก็เรียนรู้ความเป็นชีวะจาก primary cell จาก nich คือที่ว่าง พอมีเร่ิมอะไรเกาะในผนังของช่องว่างก็เกิดเป็นชีวะ หากเกิดแล้วเป็น primary cell ไม่มีสองมาต่อก็จะหายไป แต่ถ้ามีสองมาต่อ ก็จะมีสามคือ มีหนึ่งมีสองและมีผนัง ก็ยังไม่ไปไหนก็ดิ้นไปดิ้นมาในตน เกิดเป็นตัวตน self พีชะ รู้แต่ในกรอบของตน จะไปรักหรือชังข้างนอกไม่รู้เรื่อง จะมีพลังงานในตัวที่เป็นนิวเคลียร์ฟิชชั่น สลายไป แต่ส่วนของคุณจะมีนิวเคลียร์ฟิวชั่นแต่ตัวเพิ่มพลังมากขึ้นคือนิวเคลียร์อันหนึ่งสลายอันหนึ่งจับตัวเพิ่ม หากมันออกมาเมื่อไหร่ก็นับเป็นพลังงานตัวที่ สี่ จับตัวก็กลายเป็น หก จะเพิ่มพลังมวลปริมาณคุณภาพทวีขึ้น ยิ่งเป็น เจ็ด แปด เก้าเป็นวงวนก็มีฤทธิ์แรงมากขึ้น
สังขยาเลขเหล่านี้เกี่ยวกับอาการของกิเลส ที่มันจะทำงาน พีชะเป็นเพียง silf ยังไม่มี ish คือไม่มี selfish อย่างเก่งก็เป็นเซลล์ของมันเอง ไม่รู้เรื่องไปวุ่นวายกับใคร ไม่รู้ไปทำร้ายใคร มันรู้สึกได้ในตัวของมันเอง มันมีกรอบมี สันโดษ ไม่ยุ่งเกี่ยวสิ่งอื่น ไม่รับผิดชอบอย่างอื่น ไม่รับอะไรกับใคร การตกแต่งของเซลล์สองเซลล์ขึ้นไป พอเป็นตัวตนของมัน ตัวของมันก็มีพลังงาน เรียกว่าพลังแม่เหล็กดึงดูดภาวะสังเคราะห์ตัวของมันเอง และธาตุที่มันจะสะสมให้ตน ที่มันกำหนดหมาย ตามสัญญา เพื่อเอามาปรุงแต่งสังขาร ได้ก็ได้ ไม่ได้ก็หรี่ลง ไม่มีเสียใจไม่มีดีใจ
สิ่งสังเคราะห์กันเรียกว่าอุณหธาตุ คำว่าอุ่นก็คืออุณห คือพลังงานที่ไม่ใช่เย็น พลังงานคุณจะมีความดึงดูดกัน ดูดแล้วสลายในตัว คือพลังงานไฟฟ้า ถ้าเป็นพลังงานแม่เหล็กจะดูดอย่างเดียว จะเรียกว่าผลักก็ไม่ผลักนอกตัวสำหรับแม่เหล็ก แต่ไฟ้ฟ้านี้มีสลายมีดูดด้วย
พีชะมีเพียงพลังงานแม่เหล็กไม่ถึงกับไฟฟ้า มีแต่สัญญากับสังขาร แต่ถ้ามันจะขึ้นไปถึงจิตนิยาม จาก cell มาเป็น self จนกว่าจะรับเป็นสามหรือสี่ พอเป็นสี่ก็จะเริ่มเป็นสองแล้ว อันนี้เร่ิมมี selfish คือเริ่มเห็นแก่ตัว คือจะออกไปสัมผัสสัมพันธ์กับภายนอกจะเกิดความระมัดระวังตัวก็เลยเห็นแก่ตัว เกิดการระวังรักษาป้องกันตัวเอง ในพระไตรฯว่าไว้
ภาวะสอง ถ้าพลังงานไม่เพิ่มเป็น 3 เป็น 4 ก็จะไม่มีอะไรต่อไปก็จะฝ่อ แต่ถ้ามีเพิ่มก็จะปรุงแต่งกันแรงหนักขึ้น เซลล์ตัวที่จะเร่ิมจากพีชะไปเป็นจิตนิยาม นัยคล้ายกับอุตุที่มีที่ว่าง แล้วมีเซลล์หรือชีวะ ถึงมีสอง ออกมาปรุงแต่งเป็นสามเป็นสี่เป็นห้าไป หากไม่ปรุงต่อก็มีแต่ตัวตนมันเอง
ทีนี้สภาวะของผู้รู้ จะรู้ว่าสภาวะที่จะขยายตัวเป็นจิตนิยาม ย้อนไปเรียนรู้ พลังงานเราจากสามเป็นสี่จะเป็นเช่นนี้ เมื่อเรียนรู้ก็จะไม่ให้มันเพิ่มได้ เป็นอนาคามีจะตีกรอบไม่ให้เพิ่มได้ อรหันต์ยิ่งไม่ให้มันงอกเงยได้เลย จนเหลืออยู่ สาม ก็จะรู้ภาวะพีชะเป็นเช่นนี้เอง
พีชะมีพลังงานที่มากได้ แต่พลังงานออกภายนอกไปอาละวาดคนอื่นไม่ทำในสัญชาติมันไม่ทำ มันมีแต่ตัวมันเอง มีแต่ฝ่อไปเองหรือสิ่งอื่นไปทำลายมัน มันไม่ทำลายใครคือคุณสมบัติอารยะระดับอรหันต์ หรืออนาคามีก็ไม่ทำร้ายใครภายนอก ก็เรียนรู้กำจัดตัวตนภายในให้ ๐
หรีออรหันต์จะทำให้เป็นหนึ่งเป็นปุงลิงค์เพื่อทำงานช่วยโลกก็ได้ แต่สภาพที่ปรุงแต่แต่เพียงสามไม่ไปทำร้ายใครคืออรหันต์ คือพระพุทธเจ้าที่ท่านใช้เป็นเอกบุรุษ มีสภาพหมุนรอบได้เต็มที่มีพลังงานมากแต่มีคุณภาพเท่าพีชะ หรือใช้พลังงานแค่ตัวเองระดับอนาคามี ไม่ทำลายใคร ถ้าอนาคามีก็ทำลายตนให้สูญ แต่ถ้าอนาคามีตายไปก็กลับมาเป็นภาวะมีดินน้ำไฟลมไม่ได้ แต่อรหันต์กลับมาได้มาใช้พลังงานพีชะทำงานได้แล้วทับทวีมีพลังงานสูง ล้วนมีคุณในตน ก็เอาไปทำคุณในตนได้ไม่ทำโทษต่อคนอื่น อรหันต์จึงมีแต่กุศลไม่มีโทษภัย เป็นพลังงานที่จะไม่ก่อตัวเป็นสี่ ห้า หก เจ็ด เลย มีแต่เอกบุรุษตลอดกาลนาน อรหันต์หาไม่แยกธาตุสลายก็จะมีแต่พลังงาน ๐ กับ ๑ พักอยู่กับ ๐ แล้วทำงานก็ใช้ ๑
นี่คือศาสนาพุทธ ศาสนาอื่นนั้นกดข่ม อย่างเทวนิยม ใช้พลังงานกดข่มมาก ต้องเป็นสองเท่าของที่ตนมีพลังงานเลย ถ้าเผื่อว่าพลังงานที่ตนมีไม่ได้ครึ่งหนึ่งของพลังงานกดข่มมันจะทำลายตนเอง ที่อาตมาเขียนและอธิบายเป็นสภาวะ ของอาริยธรรมขั้นสูง คุณไม่ต้องรู้ก็ได้ แต่ใครรู้ก็เอาไปปฏิบัติได้
พลังงานที่ปรุงแต่ง เป็นชีวะ แล้วก็เป็นพีชะ อรหันต์นั้นรู้เข้าใจหมดก็เอาพลังงานมาใช้ได้ เป็นเจ้าของพลังงานนิวเคลียร์เอามาใช้ประโยชน์ได้ พระอรหันต์จึงเป็นเจ้าของพลังงานอย่างยิ่ง อรหันต์ที่เก่งก็ประสิทธิภาพสูง อรหันต์ไม่เก่งก็ทำได้น้อยกว่า
พระพุทธเจ้าสอนให้คนรู้จักอรหันต์และพลังงาน ควบคุมพลังงานกัมมันตภาพรังสีได้ มีสัปปุริสธรรม ๗ ใช้ได้สัดส่วนพอเหมาะคือวิทยาศาสตร์ทางจิตวิญญาณของพระพุทธเจ้า มีใครฟังแล้วเข้าใจที่ดีบ้างยกมือสิ ที่อยู่บ้างเหมือนกันก็ค่อยยังชั่ว
ศึกษา คำความทางวิทยาศาสตร์มาก็จะเข้าใจได้ดียิ่งขึ้น อย่างอื่นอาตมาก็ผ่านมาแล้ว ชาตินี้อาตมาจะมาเรียนวิทยาศาสตร์ อย่างเคมีเรียนกับอาจารย์ สตางค์ก็ได้ 10 ส่วนร้อย แต่เอามาสอนได้ รถสภาพเหล่านี้เป็นสภาพทั่วไปของโลก ไม่ได้เข้าถึงจิตวิญญาณ แปลคำอธิบายเป็นช่างติดวิญญาณได้ ผู้มีฟิสิกส์ทางจิตวิญญาณจะไม่บัญญัตภาษาเหมือนทางวิทยาศาตร์หมด เพราะเป็นบัญญัติภาษาเป็นไปตามยุคกาล
ถ้าผู้ใดสามารถจับเอาได้ ดูธรรมะ 2 เป็นคู่ไป เป็นคู่ไปสู
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive