581117_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ รอยต่อจากอุตุเป็นพีชะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
581117_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ รอยต่อจากอุตุเป็นพีชะ
พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน 2558 คนเราเกิดมามีชีวิตเพื่อศึกษา แล้วทำให้ตนเจริญ เมื่อยังไม่จบกิจเป็นอรหันต์ก็เป็นนักศึกษา เป็นอเสขบุคคล เข้ากระแสได้ แต่ถ้ายังไม่เข้ากระแสแม้โสดาปัตติมรรค ก็ไม่รู้ทางก็ยังไม่ใช่เสขบุคคล ไม่ใช่นักศึกษายังเป็นผีตองเหลือง ตุหรัดตุเหร่ไปตามประสากิเลสพาไป ตามโลกธรรม หลงว่าตนเจริญ ด้วยโลกธรรม สมบัติผลัดกันชม นับชาติไม่ถ้วน แค่พูดนี้ก็เหนื่อยหน่าย แต่คนที่มันเขี้ยวก็สนุกอยู่ไม่ยอมเลิก สมัยก่อนอาตมาทำงานอยู่ไทยโทรทัศน์มีเจ้านายคนหนึ่งชื่อคุณจำนงค์ตอนนั้นอาตมาปฏิบัติเอาจริงมุ่งหมายเดินทางสู่นิพพานเขาก็เข้าใจ คนจำนงค์ก็เข้าใจ เขาก็บอกว่าคุณไปเถิดแต่ผมยังสนุกเกี่ยวกับโลกไม่อยากไปนิพพาน คุณไปเถอะ เขาก็ว่าอย่างนั้นก็เห็นใจเขาจริงๆคนเราที่ยังไม่เห็นทางบ้านนี้เป็นทางเจริญของมนุษย์ว่าคนควรเข้าสู่กระแสนี้มันไม่ง่ายจริงๆที่จะเกิดยินดีปรีดา ส่วนคนที่พยายามตั้งใจแสวงหาอุตสาหวิริยะพากเพียรบากบั่นทั้งชาติเลย ดีไม่ดีก็บำเพ็ญทุกรกิริยาต่างๆนานาสารพัดเป็นลัทธิฤาษีดาบสก็ไม่เจอทางไม่เห็นทางไม่เข้ากระแสโลกุตระไม่มีโสตาปันนะ จุดนี้ที่อาตมาได้ออกมาเปิดเผยว่าจุดที่ควรจะเดินทางไปสู่นิพพานเป็นจุดเริ่มต้น จะต้องเป็นคนที่อ่านจิตเจตสิกเป็น จะต้องมีความรู้เรื่องรูปนามเรียกว่านามปริจเฉทญาณนะ แยกรูปแยกนามออกได้ เป็นสภาวะ 2 หรือเป็นธรรมะ 2 เทฺวธัมมา ส่วนรูปนามนี้แหละจะปรุงแต่งกันเป็นสองเป็นสามเป็น 8 เป็น16 เป็นอะไรไปสารพัดสารเพ หาที่สิ้นสุดไม่ได้ถ้าไม่ชัดเจนในทิศทางที่เข้ากระแสโสตาปันนะ ผู้จะมีนามรูปปริเฉทญาณ และมีนามรูปปริคหญาณ เป็นญาณที่ ๒ ของโสฬสญาณ จะรู้เหตุปัจจัยของนามรูป รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ ภาวะ
อ่านต่อ
ที่ถูกรู้ สิ่งที่ตาเรากระทบคือรูป เสียงมากระทบกับหูเสียงนั้นก็คือรูปที่ถูกรู้ถูกเรารู้ ส่วนเราคือนาม คือ เป็นธาตุรู้ที่จะไปรู้รูป นี่คือธรรมะ 2 ต่อต้องวิจัยสิ่งที่ถูกรู้ เป็นสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันเมื่อเราไปกระทบเกี่ยวเนื่องกันก็เกิดภาวะที่ 3 เรียกว่าวิญญาณมีตากระทบรูปมีหูกระทบเสียงก็เกิดภาวะที่ 3 คือวิญญาณจมูกได้กลิ่นลิ้นกระทบรสก็เกิดวิญญาณแล้วเราก็อ่านวิญญาณอันนี้แหละคือสังขารเป็นองค์รวมที่ปรุงแต่งกันขึ้นมา ซึ่งเขาไม่รู้จริงๆเป็นคนอวิชชาว่าสิ่งที่ปรุงแต่งจากสองสิ่งกลายเป็น 3 แล้วขยายเป็น 4 เป็น 8 เป็น 10 ขยายไปเรื่อยแต่พระพุทธเจ้าให้เรียนทีละสองอย่างแล้วเอามาวิจัยความเป็น 3 นี้ ในปฏิจจสมุปบาทอวิชชาแปลว่าไม่รู้แต่เมื่อเริ่มรู้ก็จะรู้ที่สังขาร คือมีวิชชา มีญาณปัญญาขึ้นมาก็จะเริ่มรู้ธาตุรู้ก็จะวิจัยวิเคราะห์ออกในสิ่งที่ปรุงแต่ง เป็นสิ่งที่ 3 คือวิญญาณ วิญญาณ คือสิ่งที่ถูกปรุงแต่งหรือเรียกว่าสังขารสังขารก็คือวิญญาณตามปฏิจจสมุปบาทเราจึงต้องเรียนรู้แยกแยะให้ออกว่ามันมีอะไรปรุงแต่งเป็นวิญญาณอยู่ สังขารเป็นปัจจัยของวิญญาณและวิญญาณเป็นปัจจัยของสังขาร ภาพวิญญาณตอนนี้เป็นวิญญาณสัตว์ก็มีองค์ประชุมเป็น 2 รับตรงเป็นอีกอันนึงแล้ว อันหนึ่งที่ว่านี้คนก็หลงว่าเป็นสวรรค์คือเป็นนรก อันที่ว่านี้คือเวทนา ตกลงก็คือสังขารก็ดีวิญญาณก็ดีเวทนาก็ดีเป็นอันเดียวกัน แล้วตัววิญญาณนี้เป็นวิญญาณผีเป็นวิญญาณเทวดาถ้ามีรสสุขก็เป็นเทวดาถ้ามีรสทุกข์ก็เป็นสัตว์นรก เวลาจะเรียนรู้พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้อาการที่มันเกิดจากสภาพเป็นธรรมะ 2 แล้ว 2 สภาพนั้นคือมีนามกับรูป ที่เชื่อมต่อกันเรียกว่าอายตนะ ซึ่งนามรูป อายตนะ ผัสสะก็เป็นอีก 3 หน่วย ในนาม 5 ประการที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ว่ามี1 เวทนา 2 สัญญา 3 เจตนา 4 ผัสสะ 5 มนสิการ มนสิการคำว่า มนสิการคำว่ามนสิการ จะจัดการต้องมีผัสสะ ถ้าเว้นผัสสะเป็นปัจจัยแล้วไม่มีเวทนา จะมีเวทนาให้ศึกษาได้ต้องมีผัสสะ ตัวนำรูปมี 2 อย่างอย่างน้อยมีตัวเราเป็นทาสรู้จะต้องทำงานเสมอตัวที่ทำงานอย่างสำคัญคือสัญญาเป็นตัวกำหนดรู้ในนาม 5 อย่างมีมนสิการเป็นตัวจัดการทําส่วนผัสสะเป็นตัวจุดเริ่มทำ ไม่มีผัสสะก็ไม่มีจุดเริ่มให้ทำ แล้วให้ค้นหาเจตนาของมันหน้าที่ของสัญญาคือต้องเจาะเพื่อเข้าหาเวทนาในเวทนา เพื่อหาเจตนาของมันที่เป็นเจตนาของอวิชชาที่เป็นมโนสัญเจตนา 1 กามตัณหา 2 ภวตัณหา 3 วิภวตัณหา นี่คือมโนสัญเจตนา 3 อย่าง วิภวตัณหาคือเป็นเจตนาที่ไม่มีภพไม่มีกาม ถ้าเรายังอวิชชาก็ต้องอ่านอาการของตัณหา กามตัณหา ภวตัณหา(รูปภพอรูปภพ) เป็นเบื้องต้นท่ามกลางบ้านปลาย ไปตามลำดับ อ่านอาการที่มีรูปนามกระทบแล้วมีอุบายวิธีอ่านได้ว่ากามเกิด แล้วกำจัดให้ถูกตัว ถ้าจัดการอย่างกดข่มก็เป็นมารยาทสังคม สำนึกธรรมดาก็กดข่มกิเลสที่ต่อหน้าสังคมไม่ให้ออกมาได้ คนก็ทำได้อยู่แล้วแต่ไม่ใช่วิธีดับกิเลส แต่ถ้ายังมีความปรารถนาก็จะหามาบำเรอ เมื่อบำเรอได้ก็จะสุข ซึ่งเป็นสุขเท็จถูกหลอกเป็นลมๆแล้งๆให้ปั้นให้ยึดถือ ถ้าหมดอาการเหล่านี้ไปก็จะเป็นปรมังสุขังคือยิ่งกว่าสุข แต่ไม่ใช่สุขอย่างยิ่งที่จะต้องให้ได้หนากว่าเก่า ให้รุนแรงกว่าเก่าอีกแต่ถ้าเป็นโลกุตระจะไม่ใช่สุขอย่างยิ่งแต่มันยิ่งกว่าสุขคือให้มันทนกระแสให้มันดับหายไปเลยเป็นอารมณ์ว่างจากสุขจากทุกข์ มันยิ่งกว่าสุขมันยิ่งกว่าทุกข์แน่นอน พูดได้ชัดเจนได้ปฏิบัติจะรู้ธรรมรสแล้วมีปัญญาซับซาบว่ามันเหนือชั้นกว่ากันจริงๆมันเบาว่างๆมันปลอดโปร่ง อารมณ์เหล่านั้นมันไม่มีจริงๆมันหายไปได้จริงๆซึ่งแต่ก่อนเราลงว่ามันมีแล้วล้างมันออกก็ไม่ง่ายจนมันหมดได้จริงๆหมดได้ยาวนานจนมั่นใจ ว่ามันไม่มีจริงก็รู้เองเป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ คุณจะต้องมีตาทิพย์อ่านอาการที่มันไม่มีตัวตนรูปร่างสีเสียงอะไร แต่อ่านได้ด้วยอาการที่มันเคลื่อนไหว ตอนอาการที่มันไม่เคลื่อนไหวเลยก็คืออาการเบาอาการหยุดอาการว่าง ไม่มีธรระ 2 เป็นนปุงสกลิงค์ แต่ถ้าเป็นหนึ่งมันก็อาศัยอยู่ได้ เป็นตามที่มันมีสมมุติสัจจะ ถ้าจิตเรามีธาตุรู้กับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส โลกธรรม เราเคยเกิดอารมณ์นี้แต่ตอนนี้ไม่มีอารมณ์นี้แล้ว เราก็รู้ว่าคนอื่นยังมีอยู่ แต่เราก็อาศัยอุเบกขาคือ อทุกขมสุขอยู่ เราก็รู้ว่าเราไม่มีเหมือนแต่ก่อนที่มันเคยมี คนอื่นเขายังมีอยู่เพราะออกไม่ได้ เรารู้แจ้งเห็นจริงอย่างนั้นจริงๆ ซึ่งคนก็เดาอารมณ์นั้นว่ามันคงจะจืดชืด ไม่มีอะไรเลยแต่พระพุทธเจ้าบอกว่าเราไม่ได้ อตักกาวจรา ผู้ตั้งใจประพฤติจริงๆจังสัมมาทิฏฐิจะรู้ได้ ถ้ายังมีขันธ์ 5 อยู่ก็รู้ว่าเรามีเจตนา เราจะใช้เจตนาเป็นวิภวตัณหาไม่มีพบแล้ว ก็ทำงานเพื่อโลกไป จะผัสสะอะไรอยู่ก็ชัดเจนในชีวิตเรา ว่าเป็นตัวงานที่รับใช้มวลชนประกาศสิ่งประเสริฐนี้ว่าคนเราสิ่งที่ควรได้ควรมีคนเป็นคือนี้เป็นสุดยอด ส่วนลาภยศสรรเสริญที่ไปหลงกันมันไม่มีอะไรหรอกแต่ว่าอรหัตผลวิมุติอันนี้คือสุดยอดแล้ว ได้แล้วยิ่งให้ยิ่งมีมากมันแปลกจริงๆไม่เหมือนอย่างโลกีย์ เราต้องมาพึ่งตัวเองให้ได้ ภูมิประเทศของเราก็ช่วย เราต้องมาสร้างสรรอาหารไม่ว่าชาติไหนก็ต้องกินอาหาร เราต้องมีอาหารกินเป็นหลักยังชีพของตนไม่ต้องกลัวตายนอกนั้นเป็นเรื่องรองไป อันนี้เป็นปัจจัยตัวแรกเลยเป็นอาหารการกิน ส่วนเครื่องนุ่งห่มก็ไม่ต้องกลัวขาดอะไรมากมาย ถ้าหาไม่ได้ก็จับใยแมงมุมมาถักทอแต่อย่าเอาเส้นผมมาทอคือผ้ากัมพล เป็นผ้าที่แย่ที่สุดในบรรดาผ้าทั้งหมดรักษาก็ยากเจ็บก็อยากทำก็อยากทำอะไรก็ยากไปหมด เราเก็บผ้าบังสุกุลมาทำดีก็เหลือแหล่ ส่วนที่อยู่เราก็สบายนอนรุกขมูลโคนไม้ กันฝนกันแดดนิดหน่อยก็สบายสุดๆมาขนาดนี้ส่วนยารักษาโรคเราก็เก่ง กว่าจะเป็นหมอชีวกแล้วอะไรที่ไม่เป็นยาไม่มี เรื่องปัจจัย 4 เราสามารถใช้ความสามารถเราอาศัยได้ ถ้าเมืองไทยเรานั้นเข้าหาแกนที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้และประพฤติปฏิบัติให้พึ่งตนเองก็รอดก่อนอื่นทำให้ได้ตามหลักเกณฑ์ 4 1 ไม่เป็นหนี้ 2 พึ่งตนเองรอด 3 ทำเกินกินเกินใช้ 4 ที่เหลือก็แบ่งแจกเจือจานคนอื่น ถ้าเราทำดี แล้วคนจะไม่ช่วยเหลือไว้ก็อยากจะพิสูจน์จริงๆว่าเราอยู่ด้วยคุณงามความดีได้ไหมไม่ต้องไปแย่งชิงใครเลี้ยงตนเองรอด ช่วยเหลือคนอื่นไปชีวิตมันจะอยู่ไม่รอดได้อย่างไร ข้าวมีกินดินมีเดินพี่น้องมีเสร็จ ป่วยเจ็บเจ็บมีคนรักษาขี้หมามีคนช่วยกวาด ถ้าขาดมีคนช่วยชุน บุญต่างคนต่างเร่งทำเอา ไม่อยากจะเป็นนักคาดคะเนว่าจะได้อย่างนั้นอย่างนี้ตามสมัยใหม่เขา ที่เป็นสูตร เพ้อฝัน เขียนโครงการไว้ ทำไม่สำเร็จก็หาวิธีโกงทำให้สำเร็จ ถ้าเราพึ่งตัวเองรอด แล้วช่วยคนอื่นได้เราไม่เป็นภาระของคนอื่นเรามีเหลือแล้วก็แจกจ่ายคนอื่นได้ ถ้าเราทำสำเร็จเป็นวงจรนี้ก็จะเป็นเวลาที่เราเป่าปี่เป็นหลังบนหลังควาย ถึงวาระที่คนมีคุณบุญมีคำกิจกรรมมีผลเจริญ เราไม่มีปืนไม่มีมีดไม่มีหอกดาบที่จะไปฆ่าแกงใครไม่มีอาวุธยุทธภัณฑ์เข่นฆ่าใครแต่ชีวิตสังคมที่เป็นอยู่เช่นนี้ก็อยากจะให้สร้างสังคมอย่างนี้อย่างน้อยอยู่ในประเทศไทยแล้วดูว่าประเทศรอบประเทศไทยห้อมล้อมชุมชนเหล่านี้จะมีชุมชนเช่นนี้แทรกอยู่ทั่วประเทศไทยซึ่งเป็นสาธารณโภคี คำว่าสาธารณโภคีนี้ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้เพ้อเจ้อ ยิ่งใหญ่เพราะว่าเป็นคุณสมบัติที่อันประเสริฐสุดที่ประเสริฐสุด คือคนทุกคนอยู่ร่วมกันมีสมบัติส่วนกลาง ร่วมกินร่วมใช้กันอยู่อย่างนี้ ในประวัติศาสตร์ในตำนานยังไม่มีให้สืบสาวได้แต่ในภูมิรู้ของอาตมา รู้ว่ามันเคยมีมาแล้ว ที่มาพูดนี้หลายคนก็จะหาว่าเพ้อเจ้อ ซึ่งสาธารณโภคีนี้ยิ่งใหญ่อยู่ตรงนี้แหละ อันนี้เหนือชั้นกว่ายูโทเปียซึ่งยูโทเปียคนเหนือชั้นกว่าสังคมนิยมเนื้อฉันกว่าคอมมิวนิสต์แล้วมีจิตที่เป็นพุทธะพด 7 ที่แท้จริง เป็นชีวิตที่ระลึกถึงกันใครอยู่อย่างไรมีความต้องการมีความช่วยเหลืออย่างไรมีความรักอย่างโอบอ้อมอารีย์ ชุมชนอโศกตั้งมา ๓๑ ปีแล้ว ปฐมอโศกเป็นชุมชนแรก การทำร้ายกันรุนแรงไม่มีในอโศก มีบกพร่องเล็กน้อยมีบ้าง ทำมา 31 ปีก็พิสูจน์ได้ โดยที่มันซ้อนที่เราอยู่ได้โดยเราไม่ไปบำเรอ เหมือนกับไก่ที่เราเอาอาหารให้มันกินตลอดมันก็กินแต่อาหารไม่จิกตีกันแต่ถ้ามันขาดแคลนอาหารก็จะจิกตีกัน แต่ของพวกเราไม่ได้อยู่อย่างไก่อยู่อย่างไม่จิกตีกันมีแต่เริ่มฝึกกันแบ่งจักกันไม่ถึงกับกระเบียดกระเสียรมีอยู่กินอย่างเฟอร์ไปด้วยซ้ำ จิตของเราติดน้อยลง ความเฟ้อความเกินก็จะมีมากขึ้นด้วยซ้ำเราอาศัยน้อยก็ยิ่งเหลือเผื่อมีส่วนเกินไปแบ่งแจกต่อ เป็นเศรษฐศาสตร์ที่สุดยอดคือเศรษฐศาสตร์บุญนิยมของพระพุทธเจ้าเมืองไทยเป็นเมืองที่มีนิมิตหมายชัดเจนว่าพระเจ้าอยู่หัวเราทรงภูมิในเรื่องเศรษฐศาสตร์แบบนี้ อาตมาก็สนองพระราชดำรัสตลอดเวลาก็เลยมั่นใจว่า ให้เป็นเศรษฐศาสตร์บทที่ในหลวงรับสั่งออกมาให้มันถูกต้องจะเรียกว่าเศรษฐกิจพอเพียงจะเรียกว่าแบบคนจนจะเรียกว่าขาดทุนของเราคือกำไรของเราตามที่ในหลวงตรัสมันก็เป็นจริงทั้งนั้นและเป็นไปได้ พูดมาถึงตรงนี้ก็ขอประกาศสำหรับชาวอโศก คำว่าตลาดอาริยะต้องขายต่ำกว่าทุน ซึ่งตอนนี้กำลังจะแปรรูปไปว่าตลาดอาริยะคือขายถูกแต่คุณยังเอากำไรซึ่งไม่ถูก ต้องขาดทุนของเราคือกำไรของเรา จึงเรียกว่าตลาดอาริยะ ไม่เช่นนั้นอย่าเอาชื่อว่าตลาดอาริยะไปเรียกชื่อตลาดที่คุณลดราคา แต่คุณยังได้กำไรเกิน หลอกเขาเพื่ออ้างแต่โดยรวมเล่นเล่ห์ว่าจะได้มากขึ้น ต้องมีเจตนาที่จริงใจ เพราะอาตมาทำขึ้นมาเพื่อมวลชนเพื่อมนุษยชาติจริงๆไม่ได้ทำมาเพื่อหลอกล่อเพื่อแฝงเอาอะไรจากผู้อื่นเอากำไร ซึ่งต่อไปจะมีคนปลอมตลาอาริยะไปทำเพื่อไปล้วงตับกินไส้มันก็จะมี เพราะพวกเราทำแล้วจะมีคนศรัทธาเลื่อมใสเห็นจริงแล้วเราก็ตั้งใจทำจริงๆถ้าเรามีส่วนเหลือจะทำเช่นนั้นได้เราก็ทำ ตลาดอาริยะเป็นบุญญาวุธหมายเลข 2 สวนมังสวิรัติเป็นบุญญาวุธหมายเลข 1 ดำเนินไปได้ดีแล้ว แต่ตลาดอาริยะนั้นยังลูกผีลูกคนต้องช่วยกันทำ อย่างตลาดอาริยะเราขายอาหารจานละบาททุกที่ สังคมพวกเราอาศัยทฤษฎีพระพุทธเจ้าแล้วขัดเกลากิเลสจากจิตอย่างเป็นจริง มันจึงจะเป็นจริงได้ นี่คือความจริงที่จะมีการหลอกลวงเสแสร้างเข้ามาก็ไม่ได้มันจะเป็นเรื่องสัจจะจริงๆ ชาวอโศกแล้วยังมีน้อยแล้วยังต้องสร้างบ้านแปลงเมืองหลวงอีกถ้าเราผ่านไปอีกร้อยปีจะลงหลักปักฐานแข็งแรงพอสมควร พฤติกรรมสังคมเราจะเด่นชัดและจะทำได้พอสมควรตอนนี้ก็ทำได้เท่าที่พอมีได้ บางครั้งบางคราวเราต้องรวมตัวไปช่วยเหลือประเทศชาติอย่างการชุมนุม 3 เดือน 8 เดือนเราก็ไปพืชผักเราก็แห้งเหี่ยว งานการต่างๆก็ต้องหมดไปหลายอย่างแต่ที่พูดไปไม่ได้หมายถึงว่าต้องร่ำร้องขอความเห็นใจก็ไม่ใช่ อาตมาทำงานจากศูนย์สร้างเนื้อสร้างตัวด้วยแบบทุนนิยม ซึ่งไม่ใช่แบบที่มีผู้อุปถัมภ์ค้ำชูมาจัดสร้างไปเองตามลำดับ ลงหลักปักฐานแต่ทุกวันนี้ก็เป็นได้ ฝังรกรากลงไปได้หยั่งลงอย่างแข็งแรง แต่พวกเราอย่าขี้เกียจขี้คร้านเหลิงหลงสุขกัน วิธีการที่จะยังชีพให้มีพฤติกรรมสังคม จะเรียกว่าการเป็นอยู่การดำเนินชีวิตเป็นวัฒนธรรมที่สุดเรียกกันว่าลัทธิเป็นระบอบเลยเรียกว่าระบอบบุญนิยมเป็นอย่างนี้ ให้อยู่ยาวยืนคงกระพันยั่งยืน ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่มีในตัวของผู้ปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าได้บรรลุมีสภาวะมีคุณภาพเช่นนี้ได้เป็นของจริงมันมีหลักที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) คนไหนบรรลุอรหันต์แล้วก็คงมั่นจนกว่าจะตายตายไปแล้วก็จะกลับมาได้เช่นเดิมอีกยั่งยืนเหมือนเดิมอีก นอกจากถูกลิงลมอมข้าวพอง ถ้าอาตมายังไม่บรรลุเป็นพระพุทธเจ้าก็จะเกิดมาสร้างอันนี้อีก
Sms 16 November 2015
0893867xxx ตอนนี้ผู้น้อยก็ปลื้มปิติยิ่งกว่า5อาก.!ได้รับหนังสือครบ รอบ45พษ.แล้ว!ขอขอบคุณสนพ.กลั่นแก่นนญตธ.สัน ติอโศกพนง.ปณ.ทุกท่าน 0893867xxx เป็นบุญจริงๆได้ฟังธรรมพ่อครูสณ.โพธิรักษ์ผู้เจริญตา มรอยพระสมณโคดมยังมิพอ!ได้เห็นญตธ.ชาวอโศกผู้ปฏิบัติธรรมฟื้นฟูพุทธศาสนาตามรอยพระเจ้าอโศกมหาราชสมดังพระนามท่านสาธุ! 0889896xxx กราบนมัสการพ่อครูฟังพ่อครูเทศแล้วถือปากกามาจดบางอย่างก็เขียนไม่ทันค่ะ 0893867xxx อ่าน45ปีแห่งการเข็นกงล้อพระธรรมจักรคร่าวๆที่พ่อครูเขียนถึงปฏิจสมุปบาท!การเอาชนะอวิชชาต้องเข้าใจต้นตอของความทุกข์ทั้งปวงที่เป็นปัจจัยต่อเนื่องหมุนเวียนก็จะหลุดจากวงล้อแห่งภพได้ถูกไหมหนอ? พ่อครูว่าถูกต้อง 0893867xxx ขอโทษบุญนิยมที่ส่งมิทันจบรก.มัวอ่านหนังสือยอดนิยายเพิ่งรับเมื่อบ่ายวันนี้!จรธ. _เหตุรุนแรงในฝรั่งเศส5ศาสนาในไทยแถลงการณ์แสดงความเสียใจเหตุรุนแรงในฝรั่งเศส
คำว่าปรทัตตูปชีวีคือ ชีวะที่อาศัยผู้อื่นอยู่ ถ้าเข้าใจจะรู้จุดเชื่อมต่อระหว่างชีวีหรือชีวะได้ ถ้าไม่ต้องอาศัยผู้อื่น มีอณู มีเชื้อต่อ ถ้าไม่อาศัยอันนี้ต่อ อันนี้จะไม่เกิด ผู้จะมีอะไรต่อนี่ คือต้องรู้ความเชื่อมต่อระหว่างอุตุต่อมาเป็นพีชะ จะรู้ความต่อระหว่างพีชะไปเป็นจิตนิยาม ถ้ารู้จุดนี้ก็อ่านพลังงานรูปนามของตน จะทำจิตของตนที่เป็นอกุศลให้หมดไป พลังงานที่ทำการฆ่าอกุศลออก จริงๆแล้ว ของพระพุทธเจ้าไม่ได้ทำลาย แต่เปลี่ยนจากพลังงานอกุศลมาเป็นกุศล จึงเป็นปฏิภาคทวี จะมีคุณสมบัติจากจิตนิยามแบบโลกโลกมาเป็นแบบโลกุตระมามีพลังงานแบบที่ชั้นใดมีพลังงานทับทวีมากกว่าพืชแล้วมีความฉลาดไม่ใช่มีแค่สัญญาแต่มีปัญญาด้วยพลังงานจิตนิยามอันเป็นพระอริยเป็นพระอรหันต์จะมีความกำหนดแล้วรู้มีรอบรู้เป็นพลังงานที่ยิ่งใหญ่มากแต่สิ่งที่จะไปทำร้ายทำลายใครจบไม่มี มีแต่คนไม่มีโทษ จะเป็นพลังงานจิตนิยามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พระพุทธเจ้าให้พวกเราแต่ละคนสร้างได้ใครรู้จุดต่อระหว่างพลังงานแล้วทำให้สิ่งที่เป็นอกุศลดับให้เลิกพฤติกรรมนั้นกลายเป็นพฤติกรรมใหม่เป็นโลกุตรจิต นี่คือจิตที่สุดพิเศษแล้ว จะบอกว่าเป็นความรู้ทางฟิสิกส์ก็เป็นฟิสิกส์ทางจิตวิญญาณ หรือเป็นชีววิทยาก็ตาม พระไตรปิฎก เล่ม 25 ข้อ 313 และก็จากพระไตรปิฎกและอรรถกถาจารย์ แปลว่า ผู้ที่มีชีวิตที่อาศัยผู้อื่นอยู่ แต่ ….
ถ้าใช้คำว่า ปรทัตตูปชีวี หมายถึงชีวิตที่พึ่งผู้อื่น หรือไม่ใช่พึ่งผู้อื่น แต่เป็นชีวิตที่จะต้องมีของผู้อื่นมาเชื่อมต่อ คำว่า ปร คืออื่น ส่วน ทัตตะคืออันเขาให้ ผู้อื่นให้ ผู้อื่นมาเชื่อมต่อ คำว่า ปรทัตตูปชีวี คือชีวิตที่เกี่ยวกับผู้อื่น ในพระไตรฯที่พระพุทธเจ้าตรัสในเล่ม ๑๐ ลองฟังเป็นตัวอย่างก่อน
เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งผัสสะ ก็คือนามรูปนั่นเอง ฯ ก็คำนี้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป เรากล่าวอธิบายดังต่อไปนี้ ดูกรอานนท์ เธอพึงทราบความข้อนี้โดยปริยายแม้นี้ เหมือนที่เราได้กล่าว ไว้ว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงเกิดนามรูป ดูกรอานนท์ ก็วิญญาณจักไม่หยั่งลงในท้องแห่งมารดา นามรูปจักขาด(สมุจฉิจชิตสถาติ)ในท้องแห่งมารดาได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณหยั่งลงในท้องแห่งมารดาแล้วจักล่วงเลยไป นามรูปจักบังเกิด(สมุจฉิจชิตสถาติ)เพื่อความเป็นอย่างนี้ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ ดูกรอานนท์ ก็ถ้าวิญญาณ ของกุมารก็ดี ของกุมาริกาก็ดี ผู้ยังเยาว์วัยอยู่ จักขาดความสืบต่อ นามรูปจักถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ ได้บ้างไหม ฯ ไม่ได้เลย พระเจ้าข้า ฯ เพราะเหตุนั้นแหละ อานนท์ เหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัยแห่งนามรูป ก็คือวิญญาณนั่นเอง ฯ พ่อครูว่าสรุปคือไม่มีนามว่ารูปหยั่งลงของวิญญาณก็ไม่มีการขาดก็ไม่มี นี่คือปรทัตตูปชีวะ เป็นแค่ธรรมะสอง ไม่มีธรรมะที่สาม ก็ไม่ต่อ ไม่มีชีวะ วิญญาณก็ไม่ตั้งหลักขึ้นอีก พลังงานที่จะก่อเหตุนิทานสมุทัยปัจจัยจะไม่ต่ออีก นี่คือวิธีการตัดของนักปฏิบัติธรรม ไม่ให้ต่อ แต่ถ้าจะต่อก็ต้องสามารถให้ต่อได้ ผู้จะพัฒนาจากอุตุนิยามให้เป็นพีชนิยามก็ต้องต่อขึ้นมาจึงจะก้าวหน้าไปได้ แต่ทีนี้พวกคุณไม่ใช่ต้องมาต่อ พวกคุณต้องมาตัด มาถึงวันนี้แล้วพวกคุณมีอวิชชา พากเกิด เป็นปรทัตตูปชีวี บานไปหมดแล้วต้องมาตัด อย่าให้พลังงานอกุศลเกิด ไม่ให้มีลีลาพฤติกรรมเช่นนั้น ให้มาเป็นพฤติกรรมที่ดี จริงๆแล้วพลังงานต่างๆไม่มีชีวิตด้วยตัวของมันเองจะมีตัวตนก็เป็นเซลล์ เป็น self จากเชื้อเซลล์ จนเป็นตัวมันเองเป็น self ยังไม่เกิด ish เป็น selfish ยังไม่กระทบคนอื่นแล้วเป็นตัวกูของกูเบียดเบียนคนอื่น พีชะก่อตัวไม่เป็นพิษภัยกับใคร นี่คือความรู้ของพระพุทธเจ้าที่สร้างให้พลังงานจิตมีคุณสมบัติเหมือนพืชแต่พิเศษกว่าคือแปลงให้เป็นพลังงานที่ดีสร้างสรรค์เพื่อประโยชน์ผู้อื่นจะมีปัญญายิ่งกว่าพืชรู้จักการช่วยผู้อื่นให้เป็นประโยชน์คุณค่ามีคุณงามความดีไม่มีโทษตั้งแต่คุณงามความดีต่อไปสัพพปาปสอกรณัง กุสลสูปสัมปทาเพราะสจิตตปริโยทปนัง เป็นหลักประกันในชีวิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คำว่าปรทัตตูปชีวี หากเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องของตัวตนถ้าเอาคำว่าเปรตมาต่อเข้าไปคำว่าเปรตคือพลังงานร้ายพลังงานที่เป็นพิษต่อผู้อื่นเป็นพลังงานเป็นภาระต่อผู้อื่น ทำร้ายต่อผู้อื่นเป็นการเอาเปรียบผู้อื่น เป็นปรทัตตูชีวกเปรต ถ้าเรามีพลังงานจิตเราเป็นเช่นนั้นเราก็ต้องเปลี่ยนถ้าเราเป็นจริงเราก็ต้องยอมรับความจริงแล้วเปลี่ยนให้เป็น ปรทัตตูปชีวีที่เป็นโลกุตระ ถ้ายังมีเปรตอยู่ก็ต้องทำร้ายผู้อื่นแย่งชิงเขาเป็นพลังงานเลวร้าย สรุปคือถ้าตนเองไม่ต่อกับใครก็เป็นปรทัตตูปชีวี ของตัวเองแต่ถ้าคบคุมได้ก็มีปรทัตตูปชีวีแต่มีแต่ทำเพื่อผู้อื่นแต่ก่อนนี้อาศัยเขาเขาต้องเลี้ยงเราไว้นี่คือความหมายของปรทัตตูปชีวี สายคล้ายกับความหมายของคำว่า ปรปฏิพัทธาเมชีวิก คือชีวิตนี้เนื่องด้วยผู้อื่น ความลึกซึ้งของพลังงานจิตของผู้ที่ยิ่งใหญ่อย่างของพระพุทธเจ้า แต่คนเอาคำว่าเปรตไปใส่ของท่าน ในอรรถกถาจารย์ขยายความไป ก็เลยต้องพยายามหาหลักฐานมายืนยันเราต้องเลือกสิ่งที่ดีๆมาเป็น สัจจะในโลกนี้มันไม่มีหรอกไม่มีคนยึดที่ว่าของข้าถูกของข้าถูกต่างคนก็ต่างยึดหนักเข้าก็แย่งชิงกันว่าของข้าถูกมันต่างกันไปฆ่าแกงกันได้พระพุทธเจ้าบอกว่านั่นแหละเพราะเขายึด สัญญายนิจจานิ หยุดสัญญาของเขาว่าเที่ยงซึ่งต่างกันไปแต่พระพุทธเจ้าก็ตรัสว่า 1 ถูกหรือผิดไม่มีจริง 2 สัจจะมีหนึ่งเดียวในโลก 3 สัญญายนิจจานิ สำหรับอมตะบุคคลจะหยุดก็ได้ไม่ยึดก็ได้ แต่ไม่ใช่เป็นคนไม่จริงใจแต่เป็นคนไม่มีตัวตน ถ้าเห็นว่าอะไรควรที่สุดตามหาประเทศหรือสัปปุริสธรรม 7 หรือประมาณว่าได้สัดส่วนดีที่สุดค่ะวันนี้เป็นสัปดาหนึ่งเดียวแต่ไม่มีตัวเองไม่มีตัวตนเข้าไปเหตุปัจจัยร่วมเลย เอาเหตุปัจจัยอื่นเท่าที่มี ผู้ที่ไม่มีตัวตนแล้วก็ใช้เหตุปัจจัยตามหาประเทศ 4 พฤษภาริสตธรรม 7 ตามกรอบนี้ ความสามัคคีนี้ยิ่งใหญ่กว่าความถูกความผิดเพราะทุกวันนี้เราเดือดร้อนเพราะเรายึดตามสัญญาของเราว่าเที่ยงฉันไม่ผิดไม่ผิด พี่ไม่ยอมนี้เพราะคิดว่าเราไม่ผิดมันก็มีอัตตาอยู่นั่นเองก็บอกแล้วว่าผิดถูกมันเป็นเรื่องสมมติสัจจะการอยู่กับหมอต้องเอามวลหมู่ อย่างอาตมาถ้าหมู่สมณะเอาอย่างนี้ทั้งทั้งที่อาตมาเห็นอยู่รู้อยู่ว่าที่อาตมาเห็นมันถูกกว่าดีกว่าแน่แต่โมไม่เอามือจะเอาอย่างนี้อาตมาก็ถอดของอาตมาทิ้งไปก็เอาเบอร์นี้เป็นสัจจะหนึ่งเดียวก็จบตัวกูไม่มีแต่พ่อของกูยังมีอยู่นี่แหละพวกกูยังมีอยู่นี่แหละจึงเป็นปัญหาอโศกนี้เรื่องตามก็ไม่ค่อยมีเรื่องโลกธรรมก็น้อยแต่เรื่องอัตรานี้แหละมีอยู่มากเห็นแล้วเบื่อไม่ลง มันก็จริงที่เขาไม่ผิดมันก็จริง หนักเข้าก็ต้องหลุดจากหมู่ไปเพราะไม่ยอมออกเพราะตัวกูของกูมันยังอยู่ก็กลายเป็นแตกแยก ก็น่าเสียดาย ก็ไหนว่าหมู่นี้ดีทำไมคุณใหญ่ข้อมูลตลอดกาลหมู่เขาหลายหัวกว่าอาตมายกตัวอย่างตัวเองหมู่สมณะจะอาอาตมาก็ต้องเอา อย่าว่าแต่หมู่สมณะเลยสังคมโลกเขาว่าเขาถูก ว่าเราผิดเราก็ต้องยอม ก็ไม่เห็นจะเป็นปัญหาอะไร 1 คือเราต้องเคารพความฉลาดของเขาคนทั้งหมู่นะ แม่ของคุณจะถูกก็ต้องเอาอย่างพระพุทธเจ้าว่าสัจจะมีหนึ่งเดียวไม่เช่นนั้นก็ต้องเป็น สัญญายนิจจานิ เอาตามความยึดของคุณที่คุณยึดไว้เป็นสัญญาก็ต้องบอกว่าความสามัคคีนั้นมาก่อนอัตตาพาบรรลัยจักรนะ อยู่กับหมู่ให้สามัคคีดีกว่า
(๔๕) พลังงานจะพัฒนาจากอุตุนิยามเป็นพีชนิยามก่อน เริ่มต้นที่ธาตุนั้นโดยเอาที่พลังงานเป็นสำคัญว่า พลังงานของธาตุนั้นได้พัฒนามีคุณสมบัติในนิช(Niche)มีความเจริญเข้า ขั้นเซลล์(Cell)หรือยัง? ถ้าเข้าขั้นเซลล์ได้จริงก็เริ่มนับเป็นชีวะ นิช(Niche) หมายถึง ช่องว่างหรืออากาศ(space) ซึ่งเป็นสถานที่ก็ดี ที่เริ่มต้นให้ชีวะเกิดเรียกว่าคัพภะ(กุจฺฉิ)หรือ Protoplasm ที่กำลังจะมีชีวะเล็กละเอียดยิ่งของธาตุเริ่มเป็นตัวของชีวะเรียกว่ากลละก็ดี หรือ primary cell(เซลล์ปฐมภูมิ) อันเป็นเชื้อหรือหน่วยชีวิตแรกที่พลังงานพัฒนาตัวเองได้สัดส่วนเหมาะสมแล้ว จนถึงขั้นความเป็นชีวะจะเริ่มขึ้น ถ้าเชื้อแรกนี้ไม่ติดอยู่ในครรภ์ หรือไม่ดำเนินต่อไป ไม่มีพลังงานของ primary cellสืบต่อ(สันตติ) ก็เป็นอันชีวะ ก็หมดสิ้นไป ไม่มีเชื้อชีวิตินทรีย์ก่อตัวขึ้น(สมุจฺฉติ,สมุจฺฉิสฺสถ)ต่อไปได้อีก หรือเชื้อชีวิตินทรีย์ก็จะขาด(สมุจฺฉติ,สมุจฺฉิสฺสถ)ภาวะของชีวะลงไปตรงนั้น ณ บัดนั้น ไม่ว่าจะเป็นชีวะระดับพีชนิยามหรือจิตนิยามก็จะมี ภาวะของธาตุชีวะที่จะสืบต่อ(สันตติ) สืบทอดการเกิด(สันตติ)นัยะเยี่ยงเดียวกัน เป็นแต่ว่า ชีวะขององค์รวมของมันละเอียดซับซ้อนมีคุณสมบัติแตกต่างกันไปอีกหลากหลายสภาพ ดังนั้น เมื่อเชื้อหรือหน่วยชีวิตหน่วยที่ ๑ ตั้งอยู่ก่อนแล้วนี้ขาดลง(สมุจฺฉิสฺสถ) จึงไม่มีเชื้อหน่วยที่ ๒ (seccondary cell) สืบทอดต่อเชื้อออกไปอีก การก่อตัวขึ้น(สมุจฺฉิสฺสถ)ของเชื้อชีวะจึงไม่มี ด้วยประการฉะนี้ ๑.space ๒.ชีวะอันนี้ ของไอสไตน์ space and time ทั้งมหาจักรวาลคือ space และมีพลังงาน ทางฟิสิกส์เขาเอา timeหรือเวลาเป็นตัวเคลื่อนไหว ถ้าเชื้อนี้ไม่ติดในครรภ์ มันจะอาศัยเกาะอยู่ที่ใดที่หนึ่ง เชื้อแรกนี้ไม่ติดในครรภ์หรือไม่ดำเนินต่อไป หลุดจากที่มันติดในช่องโพรง ไม่ดำเนินต่อไปไม่มีพลังงาน primary cell ต่อไม่มีชีวิตตินทรีย์ ไม่มีสมุจฉิทชิตสถาติ ก็จะชรตาหรือเสื่อมไป ดับไป ถ้าพัฒนาก็จะก่อชีวิตต่อไป ในลักษณะ ๔ ของอุปจยะ สันตติ ชรตา อนิจจตา ไม่แน่นอน ถ้าไม่มีนามรูปก่อตัวขึ้น วิญญาณจะหยังลงหรือก่อตัวได้ไหมก็ไม่ได้ เหมือนกับที่ว่าไม่มีปฏิฆสัมผัสโสหรืออธิวจนสัมผัสโส เพราะไม่มี การรู้ อาการ ลิงค นิมิต อุเทส จะไปขานชื่อรูปกายนามกาย(อธิวจนสัมผัสโส) ไม่ได้ อย่างตอนนี้ตาคุณสัมผัสส้มโอแต่ตาคุณไม่ทำงาน ไม่มีวิญญาณ ก็ไม่ก่อสภาวะรับรู้อะไรเลย จะเรียกชื่อส้มโอไม่ได้ อธิวจนสัมผัสโสก็ไม่มีได้ เช่นเดียวกันถ้าไม่มีการสัมผัสปฏิกิริยาระหว่างรูปนามก็จะไม่มีปรทัตตูปชีวี ก็จะตัดขาด ณ บัดนั้นไม่มีอะไรก่อตัวขึ้นอีก ไม่ว่าจะเป็นพีชนิยามหรือจิตนิยามก็ตาม
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive