581118_ ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ พรหมชาลสูตร๑.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์22 KB
วันที่แก้ไข18 พฤศจิกายน 2558

เนื้อหาในไฟล์

581118_ ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ พรหมชาลสูตร๑

พ่อครูว่า...วันนี้วันพุธที่ 18 พฤศจิกายน 2558 ขึ้น 8 ค่ำเดือน 12 ปีมะแม เราก็มาฟังบรรยายธรรมะ ชีวิตเราต้องศึกษาชีวิตมนุษย์โลกีย์ทั่วไป เขาก็ไปศึกษาให้เก่งให้ได้เปรียบคนอื่นอยู่ตลอดกาล ซึ่งการศึกษาของพระพุทธเจ้าชีวิตของมนุษย์ต้องมีการศึกษา แล้วศึกษาอะไรก็ศึกษาธรรมะโดยเฉพาะธรรมะของพระพุทธเจ้า เพราะธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ชัดเจนมาก บอกชัดต้นมีโลกียะกับโลกุตระนั้นสวนทางกัน ปฏิโสตัง ทวนกระแสกัน การศึกษาของพระพุทธเจ้าจึงต้องชัดเจน ว่าเรามาทางนี้ ชีวิตของมนุษย์ถ้านับถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นยอดแล้ว ก็ต้องศึกษาแต่บางคนนับถือแต่ก็ไม่ศึกษาใส่ใจเอาให้ได้สัมมาทิฏฐิจนสามารถนำตนสู่ทิศทางโลกุตระที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ไม่ได้ คนคนนั้นก็ยังไม่ฉลาด จะให้ฉลาดเรียนเก่งความรู้ทางโลกขนาดไหน ได้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตเฉลียวฉลาดขนาดไหนในเรื่องโลกสารพัดรู้ ดีไม่ดีรู้ธรรมะด้วยแต่ก็ไม่ได้เข้ามาปฏิบัติโลกุตระก็ยังอวิชชาเรื่องโง่อยู่ไม่มีปัญญา ผู้ที่มีปัญญาก็มาปฏิบัติจริงจนมีปัญญาเข้ากระแสสามารถทำจิตของตนเองให้บรรลุเข้ากระแสโลกุตระได้อย่างแท้จริงซึ่งก็ได้ขยายความ ตามหลักฐานของพระพุทธเจ้าตามสำนวนภาษาให้ง่ายให้เข้าใจ อย่างอาตมานี้อยู่ทางโลกก็เป็นคนในโลกีย์ แล้วออกมาทำงานศาสนาอยู่คนเดียวเลยซึ่งไม่เห็นคนใหญ่คนโตในทางศาสนามาเข้าข้างอาตมาเลย ถึงวันนี้แล้ว 45 ปีไม่มีใครประกาศ มาเข้าข้างอาตมา ซึ่งเป็นคนที่อยู่ในฐานใหญ่โตแล้วมาทำความเข้าใจธรรมะแบบอาตมาก็ยังหาไม่ได้เลย แต่ก็ไม่ท้อยังทำได้ผลกับคนที่ไม่ใหญ่โต คนเล็กคนน้อยซึ่งก็ได้ผลจริงแล้วก็เป็นคนเหมือนกันมีจิตใจที่เปลี่ยนแปลงได้สามารถเข้าใจสามารถลดละก็เป็นคนจริงๆที่ทำได้ก็เป็นตัวยืนยัน ว่าแต่ละคนเขาทำได้คนที่เข้ากระแส

อ่านต่อ

แล้วก็จะอยู่ไป มีอวินิปาตธรรม สัมโพธิปรายนะ เข้ากระแสไม่ถอยอีกแล้ว จนเที่ยงแท้แน่นอน มุ่งทางนี้ก็ไปให้ถึงที่สุดให้ได้ สัมโพธิปรายนะ ต้องมีหมู่มีพวกที่เห็นดีจริงๆ ใครจะมาก็มีปัญญาวินิจฉัยเอง ซึ่งอาตมาก็เห็นว่า มีกระแสพฤติกรรมสังคม ที่อาตมาดค้านแย้งอย่างแรงโต้แรง แต่มาถึงวันนี้ 45 ปีก็เบาลงเบาลงเป็นกระแสสังคม เอาพระไตรปิฎกมายืนยัน แต่คนก็ยังเข้าใจได้แบบเดิมที่ตนยึดอยู่ ก็ต้องพยายามขยายความอ้างอิงยืนยันไม่ได้แต่เขาก็ยังไม่เปลี่ยนแปลงความยึดติดนั้น เช่นบอกว่าสมาธิไม่ใช่นั่งหลับตา การนั่งหลับตาไม่ใช่สัมมาอริยมรรคไม่ใช่สัมมาผลของพระพุทธเจ้าเลย แต่เขาก็ยังไม่กระดิกยังทำอยู่อย่างนั้น ทำหูทวนลม โดยเฉพาะผู้ที่มีชื่อมีเสียงเป็นที่รับรองในสังคมเป็นคนเอาจริงเอาจังในสายปฏิบัติด้วยไม่ใช่แค่สายปริยัติก็ไม่เอา ดีไม่ดีเขาไม่ฟังด้วยในสายปฏิบัติ ส่วนสายปริยัติเป็นนักศึกษา ก็จะฟัง แต่ขนาดฟังก็ยังเข้าใจกันไม่ค่อยได้ไม่ต้องพูดถึงพวกไม่ฟังเลยก็ไปนั่งสมาธิหลับตาเป็นสมถะอย่างนั้น อาตมาจะเขียนหนังสือเล่มใหม่ชื่อว่าเพชรพุทธ ๑๓ กะรัต จะเอาจากพระไตรปิฎกพระสูตรเล่มแรกคือเล่ม 9 มีทั้งหมด 13 สูตรมาขยายความ ไม่ได้จริงๆดูซิว่าจะอ่านกันไหมจะพอสนใจมาฟังกันไหมจะมีปรโตโฆษะบ้างไหม จะได้โยนิโสมนสิการเป็นให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ให้ทำใจในใจของตนเป็นให้สัมมาทิฏฐิให้เกิดมรรคผลแต่เขาไม่เอาใจใส่ไม่ตั้งใจฟัง ไม่สุสูสัง ไม่ใส่ใจฟังฟังยังอาบน้ำกลัวเปียกแต่ขนาดใส่ใจฟังก็ยังไม่ง่าย ยิ่งไม่ใส่ใจฟังก็เมินเสียเถิดอย่าคิดถึง อาตมามีความตั้งใจมุ่งมั่น ทำมาตั้งหลายชาติแล้ว จะลองอธิบายตามพระไตรปิฎกไปก่อนจะได้เขียนหนังสือ พระไตรปิฎกเล่ม 10 มหานิทานสูตร จนได้หนังสือยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ แต่เล่มต่อไปจะเอาทั้ง 13 สูตร มาดู sms 0822712xxx ตลาดอริยะบ้านราชควรงด ไปจัดที่อื่นแทน เพราะคนซื้อหน้าเดิมๆ ของซื้อไปแล้วใช้ 10ปียังไม่พังเลย แล้วซื้อไปทุกปีๆ เอาไปทำอะไร นอกจากขายต่อ ตอบว่า...แต่ก่อนเราจัดที่สันติอโศกย้ายมาปฐมอโศกสถานที่ก็ยังคับแคบ แต่พอย้ายมาอยู่ที่ราชธานีอโศกแม้จะสถานที่ไกลแต่คนก็ยังมากันได้แม้ปีแรกเริ่มต้น ก็ยังเป็นที่นิยมกันแต่ไม่ใช่คนที่นี้ เป็นคนต่างจังหวัดก็มากันเช่ารถสิบล้อเช่ารถหกล้อกันมา มากันตั้งแต่เช้ามืดเลย จะบอกว่ามีแต่คนหน้าเดิมเดิมก็อาจจะมีแต่คนใหม่ๆก็มีเพิ่ม จะบอกว่าของซื้อไปแล้ว 10 ปีไม่พังเลยก็อาจจะมีของบางอย่าง แต่ที่ซื้อไปแล้วปีเดียวพังก็มีเยอะเขาต้องมาซื้อใหม่ แต่ของพี่พังไปก่อน 10 ปีมีเยอะกว่า อันนี้จึงเป็นเรื่องของเศรษฐกิจที่ช่วยสังคมไว้ในยามอดอยากยากจน การจะบอกว่าไปจัดที่ไหนก็ได้นั้น คนไม่ได้จัดจะไม่รู้ว่ามันเมื่อยนะ เราทำแบบไม่ใช่ตลาดนัดแต่เราทำกันเป็นขนาดใจไม่ใช่งานเบางานง่ายก็ขอบคุณที่มองในแง่เห็นว่าควรจะเป็นเช่นนั้นก็ลองไตร่ตรองดู ก็มีแง่เชิงที่ดีก็ขอบคุณ พิจารณาอย่างรอบคอบแล้วว่าเราต้องทำที่นี่เป็นหลักอยู่แล้วก็ขยายไปสู่ที่อื่น ไม่กี่วันก็ทำที่วังน้ำเขียวมา ไม่ได้หมายความว่า เราทำที่นี่แล้วที่อื่นไม่ได้ทำ ก็เขาบอกอีกว่าตลาดอาริยะต้องขายขาดทุนต้องขายต่ำกว่าทุนนะ เพราะขาดทุนของเราคือกำไรของเรา สอดคล้องกับพระราชดำรัสของในหลวงเรา ถ้าใครจะจัดแต่ขายต่ำกว่าทุนไม่ได้ขายได้แค่ต่ำกว่าราคาตลาดก็ไม่ใช่ตลาดอาริยะ เป็นการขายตามระบบบุญนิยมขั้นที่ 1 อาจจะมีบางอย่างขายต่ำกว่าทุนแต่ส่วนใหญ่ทั้งหมด ขายไม่ต่ำกว่าทุนก็ไม่ใช่ แต่อย่างน้อย ครึ่งหนึ่งของสินค้าขายต่ำกว่าราคาทุนก็ยังได้ ถ้าจะยังไม่ถึงก็อย่าเพิ่งทำเลยควรฝึกใจให้ดีก่อนก็เคยทำง ที่เราทำตลาดอาริยะขายขาดทุนไม่ใช่เรามาโฆษณาหาเสียงเล่นเลขคนแต่เราต้องการทำให้ขาดทุนได้ยิ่งขึ้น เราเต็มใจขาดทุนให้แก่ประชาชนไม่ได้ทำเอาก็โก้เก๋หรือหาเสียง แล้วเรามั่นใจว่าเศรษฐกิจแบบขาดทุนของเราคือกำไรของเราคือเศรษฐศาสตร์บทใหม่เพราะมันเป็นไปได้มันเป็นจริงแล้วเป็นเศรษฐศาสตร์บทสำคัญจริง ถ้าศึกษากันจริงๆ ก็จะไปสู่ทิศทางนี้ที่ดีกว่าทุนนิยมจริงๆเพราะทนนิยมเป็นบาป แต่บุญนิยมก็เป็นบุญเป็นกุศลจริงๆได้ เป็นศัพท์เศรษฐศาสตร์จริง เป็นมโนเสฏฐาแท้จริง ไม่ใช่เศรษฐศาสตร์ทุนนิยมซึ่งเอาเปรียบเรารัด ให้แก่คนที่ฉลาดกว่าได้เปรียบเหนือคนที่ไม่ฉลาดกว่าแต่นี่บุญนิยมเราเต็มใจเสียเปรียบ แต่บุญนิยมนี้เขาต้องการเอาเปรียบแต่ไปหลอกคนว่าเราเอาเปรียบน้อยหรือเราเสียสละ เป็นความเลวซับซ้อนในระบบทุนนิยม จุดมุ่งหมายจะเอาเปรียบให้ได้ไม่ยอมขาดทุน คนเขาเข้าใจยากกว่าขาดทุนจะอยู่ได้อย่างไร ถ้าเราตีราคาแรงงานความสามารถเราได้ 100 แต่ก่อนบางคนใช้กินเกิน 100 จึงล่มจมแล้วจนแล้วเป็นหนี้แต่คนนี้ไม่กินเกินที่ตนมีความรู้ความสามารถมีราคาของตน 100 อย่างที่ว่า แล้วเขาก็กินน้อยกว่า ความรู้ความสามารถวันละ 100 แล้วก็ไม่ได้ไปทรมานตนเองได้อย่างไรไม่ได้ทำลายสุขภาพได้อย่างไรเรากินน้อยใช้น้อยก็พอ เมื่อเขากินน้อยใช้น้อยกว่าสิ่งที่เขาสร้างสรรค์ผลิตได้ สิ่งที่เขาผลิตได้เกินกว่าที่เขากินเขาใช้ ก็ได้ส่วนเกินเอามาขาดดุลให้แก่สังคม เอาส่วนเกินนั้น มาลดราคาให้ต่ำกว่าราคาส่วนกลาง ก็เรียกว่า การขาดทุน ยิ่งลดได้มากเพราะเราปฏิบัติธรรมแล้วก็จะประโยชน์สูงประหยัดสุดมาก ประโยชน์สูงคือมีเวลาเหลือเฟือ แต่ก่อนรอเวลาเอาแรงงานไปเสพเอาทุนไปเสพติด เมื่อคนแบบนี้มารวมกันการสร้างสรรค์ก็จะเพิ่มขึ้นยิ่งเป็นสาธารณโภคีก็เป็นบริษัทจำกัดที่มีหุ้นลงทุนกัน ก็ยิ่งลดต้นทุนกันไปอีกให้ต่ำลงไปอีก มันเป็นธรรมดาของมันไม่เห็นต้องใช้สายป่านอะไร สายป่านนี้ไม่มีสิ้นสุดเลยซึ่งนักเศรษฐศาสตร์เขาก็ไม่ค่อยเข้าใจ แม่ที่ไปให้เขาแล้วเขาก็ว่าเป็นไปไม่ได้อาตมาก็เลยพาพวกเราพิสูจน์เศรษฐศาสตร์กฎหมายนี้ให้โลกรู้ ว่าเป็นทางออกของสังคมแก้ปัญหาทุนนิยมทุกวันนี้ขอยืนยันว่าเป็นทางของพระพุทธเจ้าเช่นนี้แล้วอาตมาทำได้ถึงระดับสาธารณโภคี เป็นแต่เพียงสายสัมพันธ์ระหว่างสาธารณโภคีกับส่วนตัวที่ทำที่ร่วมกันเป็นระดับระดับแม่เขาเป็นส่วนตัวก็จะมาร่วมบริจาคก็คือมาเสียภาษีให้ส่วนกลางสาธารณโภคีคือส่วนกลางของกลุ่มนี้ เขาก็เอามาบริจาคด้วยให้แก่ส่วนรวม ไม่ได้บังคับให้เสียภาษีแต่เขาเต็มใจมาเสียสละ ให้แก่สังคม พวกเรามีต้นทุนที่แต่ละคนส่วนตัวไม่สะสมแล้ว จนตายเลยก็พึ่งแก่พึ่งเจ็บพึ่งตายกันได้จริงๆ ก็จะขอเอาทฤษฎีพระพุทธเจ้ามาเปิดเผยต่อไปจนกว่าจะมีคนสืบสานอาตมาว่าประเทศไทยได้เริ่มแล้วมีประชาชนที่เข้าใจแล้วก็มาสืบสานท่ามกลางเศรษฐศาสตร์ทุนนิยมที่จัดจ้านเลวร้ายวิธีการซับซ้อนโหดร้ายมาก ซึ่งเขาซับซ้อนมีอำนาจมาก รวมหัวกันระดับโลกระดับประเทศในทิศทางเดียวกันส่งเสริมกันจึงมีพลังรวมของทุนนิยม เขาเรียกว่าทุนนิยมสามานย์ เขาก็รู้กัน อาตมาก็พยายามพากเพียรนำเสนอสิ่งเหล่านี้ให้แก่สังคมต่อไปอาจจะช้าบ้างก็ไม่เป็นไรก็จะพากเพียรต่อไปนำพากันไปอีก จนกว่าอายุ 151 ปี

0889896xxx กราบนมัสการพ่อครูค่ะตั้งแต่รู้จักอโศกมาตั้งแต่พศ2552มาถึง58แล้วเวลาว่างก็จะฟังพ่อครูเทศมาตลอดค่ะจากกินเนื้อสัตว์ก็เลิกได้ติดอบายมุขก็เลิกได้ขายสัตว์เล็กก็เลิกได้ตอนนี้กำลังหาทางเดินตามอโศกไปขอกราบขอบพระคุณพ่อครูค่ะ 0893867xxx เคยทานก๋วยเตี๋ยวเรือบ้านราชชามละ1฿ในตลาดอาริ ยะ2มื้อๆละ2ชามอร่อยแบบพอดี!ทั้งที่ใจอยากกินมื้อละ5ชามแต่ยับยั้งชั่งใจห่วงของไม่พอขายคนมาที หลัง! 0893867xxx อาก.อ่านว่าอาการจ๊ะ 0893592xxx ต้องสะสางทุกศาสนาอันดับ1เป็นรัฐธรรมนูญ ตอบ...ก็เห็นด้วยนะแต่ผู้ที่จะสะสางศาสนานั้นจะมีความเข้าใจในระดับไหนถ้าไม่เข้าใจก็จะทำลายได้น่ากลัว 0893867xxx พ่อครูเคยกล่าวปรทัตตูปชีวกเปตคือมนุสสเปตฤาเปรตในร่างมนุษย์ฤาโอปปาติกโยนิที่ยังต้องอาศัยผู้อื่นที่มีภูมิธรรมสูงช่วยตนทำให้ชีวิตเกิดชีวิตเป็นไป!ถ้า ผู้น้อยจำผิดขออภัย! 0893867xxx เมื่อคนปฏิบัติจนรู้จักความเป็นโอปปาติกโยนิมีผู้มีภูมิธรรมสูงพาให้เจริญในศีลจนพ้นสีลัพพตุปาทานฤาสีลัพพตปรามาสจนได้สัมมาญาณจึงเรียกปรทัตตูปชีวี!ผู้น้อย เข้าใจถูกไหม? ตอบ….ถูกต้องเคยอธิบายไว้ แต่คราวนี้อธิบายปรทัตตูปชีวีในระดับพลังงานที่ต้องอาศัยพลังงานอื่นต่อ ถ้าไม่มีก็ไม่มีวิญญาณหยั่งลงในครรภ์มารดา ถ้าต่อไปทางเลวชั่วก็เป็นเปรต แต่ถ้าต่อไปในทางดีก็เป็นเทวดา เมื่อไม่เข้าใจจิตวิญญาณก็จะไปเข้าใจปรทัตตูชีวกเปรต เป็นตัวเป็นตนที่จะไปรับส่วนกุศลที่คนทำให้ไปเช่นอยากกินแกงเขียวหวาน คุณก็ทำส่งไปให้จะกินได้ต้องมีคนส่งไปให้ ก็เผลอเจอกันไปเช่นนั้นเป็นตัวเป็นตนเป็นเรื่องเป็นราวเป็นนิยายลวงโลก มาหลอกคนเช่นให้นำอาหารมาให้พระก็จะกรวดน้ำส่งไปให้ผู้ตายให้พ่อให้แม่ จัดแล้วพักก็กินลงท้องพระเท่านั้นเป็นนิยายลวงโลก อาต มาพูดเช่นนี้ก็เหมือนไปทุกหม้อข้าวหม้อแกงเขา เขาก็เลยโกรธ

0893592xxx อัลลอฮ์คือผู้ เป็นเจ้าแห่งจักรวาล ตอบว่า ของพุทธนั้นไม่ได้ขัดแย้งเลยแต่ของพุทธนั้นเราเป็นพระเจ้าเองได้ ถ้าคนในโลกนี้ 3 พันล้าน มีพลังของพระเจ้า ส่วนอีก 3500 ล้านไม่ได้หรอก เหมือนโฟมกับปรอทปรอทนั้นแม้เล็กน้อยก็หนักกล่องโฟมได้อย่างมากมาย และมีประสิทธิภาพเหนือกว่ากันเยอะ 0893867xxx เป็นภาษาธรรมะตรงกับที่พ่อครูเขียนปรทัตตูปชีวีในภาษาฟิสิกส์คือพลังงานกำลังจะก่อตัวตนไหม? ตอบว่าใช่ ต้องอาศัยพลังงานอื่นต่อ เป็นพลังงานทางจิต ถ้ามันไม่ต่อมันก็สูญไปไม่ใช่ชีวี เมื่อเรียนรู้แล้วก็จะต่อชีวิตหรือตัดชีวิตของกิเลส ชีวิตินทรีย์ของกิเลสได้ แต่จะต่อตรงไหนก็ได้ 0893867xxx กราบขอบคุณพ่อครูฯบุญนิยมที่นำพาธรรมตอบให้เข้าใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆสาธุ 0874437xxx ถึงสันติอโศกแล้วรอไปพัทลุงพรุ่งนิ้เลยได้ฟังพ่อครูที่สันติฯค่ะ 0889896xxxขออธิฐานเกิดมาชาตินี้จะไม่ขอเป็นโมฆะจะขอเดินตามพ่อครูและตามอโศกให้ได้ค่ะ 0893867xxx ผู้น้อยว่าธรรมะเล่มเก่าๆของพ่อครูเข้าใจง่ายกว่าเล่มใหม่!ถ้าฟังเล่มใหม่ไม่เข้าใจ ต้องเอาเล่มเก่ามาช่วยเสริม!มิงั้นจะงงงุนงันจรธ.

มาดูพระไตรฯล.๙ สูตรแรกเลย ซึ่งเป็นพระไตรปิฎกที่อรหันต์ 500 รูปสังคายนามาเรียบเรียงได้ดี จากผู้ที่เป็นเอตทัคคะทั้งนั้นรวม 500 รูป ก็ต้องเคารพความเห็นของท่านที่สุดยอดแล้ว เรื่องไหนควรขึ้นก่อนเรื่องไหนเป็นลำดับต่อไป เป็นลำดับได้ดีมาก พระพุทธเจ้าถึงยกเครื่องความอัศจรรย์ 8 อย่าง อย่างเป็นลำดับ ในปหาราทสูตร ว่ามหาสมุทรราบลุ่มลึกลงไปโดยลำดับไม่โกรกชันเหมือนเหวฉันใดในธรรมวินัยนี้ฉันนั้นเหมือนกัน มีการศึกษาไปตามลำดับมีการกระทำไปตามลำดับมีการปฏิบัติไปตามลำดับไม่ใช่จะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 ท่านไขความเรื่องความเป็นพุทธไว้ชัดเจน ต่อต้านทวนกระแสที่เขาเป็นกันอย่างไร แล้วเป็นเรื่องจิต ลำดับต้นต้องปฏิบัติดังนี้ ก็คืออยากไปปฏิบัติที่ท่านบอกว่าไม่ใช่ ซึ่งมีเรื่องของอดีตปัจจุบันและอนาคต(พวกตักกีวิมังสี) ถ้าไม่สัมผัสในปัจจุบันเปิดตาหูจมูกลิ้นกายให้สัมผัสรับวิถีก็ตัดทิ้งไปเลยว่าไม่ใช่พุทธเพราะฉะนั้นการไปนั่งหลับตาอยู่ภายในนั้นเป็นมิจฉาทิฐิทั้งยวงเลย การนั่งหลับตานั้นไม่มีอดีตกับอนาคตไม่มีปัจจุบัน ต้องอยู่กับปัจจุบันกับสมมุติของโลก ซึ่งปรมัตถสัจจะของพระพุทธเจ้าก็อยู่ซ้อนในสมมุติสัจจะนี่แหละ ไม่ใช่ไปนั่งหลับตามีแต่สัญญาไม่มีปัญญาเลย การนั่งหลับตาไม่มีสมุดสัจจะคนอื่นรับรู้ไม่ได้ ก็ยืนยันไม่ได้

๑. พรหมชาลสูตร เรื่องสุปปิยปริพาชกกับพรหมทัตตมานพ [๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาค เสด็จดำเนินทางไกลระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาฬันทาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป แม้สุปปิยปริพาชกก็ได้เดินทางไกลระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาฬันทา พร้อมด้วยพรหมทัตตมาณพผู้อันเตวาสิก. ได้ยินว่าในระหว่างทางนั้น. สุปปิยปริพาชก กล่าวติพระพุทธเจ้า ติพระธรรม ติพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย ส่วนพรหมทัตตมาณพอันเตวาสิกของสุปปิยปริพาชก กล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย อาจารย์และอันเตวาสิกทั้งสองนั้น มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรง ฉะนี้ เดินตามพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไปข้างหลังๆ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเสด็จเข้าไปประทับแรมราตรีหนึ่ง ณ พระตำหนักหลวง ในพระราชอุทยาน อัมพลัฏฐิกาพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ แม้สุปปิยปริพาชก ก็ได้เข้าพักแรมราตรีหนึ่ง ใกล้พระตำหนักหลวงในพระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา กับพรหมทัตตมาณพผู้อันเตวาสิก ได้ยินว่าแม้ ณ ที่นั้น สุปปิยปริพาชก ก็กล่าวติพระพุทธเจ้า ติพระธรรม ติพระสงฆ์โดยอเนกปริยาย ส่วนพรหมทัตตมาณพ อันเตวาสิกของสุปปิยปริพาชก กล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย อาจารย์และอันเตวาสิกทั้งสองคนนั้น มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรงฉะนี้ (เดินตามพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไปข้างหลังๆ) ครั้งนั้น ภิกษุหลายรูปลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่ง นั่งประชุมกันอยู่ ณ ศาลานั่งเล่น เกิดสนทนากันว่า ท่านทั้งหลาย เท่าที่พระผู้มีพระภาคผู้รู้เห็นเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงทราบความที่หมู่สัตว์มีอัธยาศัยต่างๆ กันได้เป็นอย่างดีนี้ น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมา ความจริงสุปปิยปริพาชกผู้นี้ กล่าวติพระพุทธเจ้าติพระธรรม ติพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย ส่วนพรหมทัตตนาณพอันเตวาสิกของสุปปิยปริพาชกกล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย อาจารย์และอันเตวาสิกทั้งสองนี้ มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรงฉะนี้ เดินตามพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไปข้างหลังๆ ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาค ทรงทราบคำสนทนาของภิกษุเหล่านั้นแล้วเสด็จไปยังศาลานั่งเล่น ประทับ ณ อาสนะที่เขาจัดถวาย แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า ดูกรภิกษุทั้งหลายบัดนี้เธอทั้งหลายนั่งประชุมสนทนาอะไรกัน และเรื่องอะไรที่พวกเธอพูดค้างไว้ เมื่อตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคดังนี้ว่า พระพุทธเจ้าข้า ณ ที่นี้ เมื่อพวกข้าพระพุทธเจ้าลุกขึ้น ณ เวลาใกล้รุ่ง นั่งประชุมกันอยู่ที่ศาลานั่งเล่น เกิดสนทนากันขึ้นว่า ท่านทั้งหลาย เท่าที่พระผู้มีพระภาคผู้รู้เห็นเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงทราบความที่หมู่สัตว์มีอัธยาศัยต่างๆ กันได้เป็นอย่างดีนี้ น่าอัศจรรย์นัก ไม่เคยมีมา ความจริงสุปปิยปริพาชกนี้ กล่าวติพระพุทธเจ้า ติพระธรรม ติพระสงฆ์ โดยอเนกปริยาย ส่วนพรหมทัตตมาณพอันเตวาสิกของสุปปิยปริพาชก กล่าวชมพระพุทธเจ้า ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์โดยอเนกปริยายอาจารย์และอันเตวาสิกทั้งสองนี้ มีถ้อยคำเป็นข้าศึกแก่กันโดยตรง ฉะนี้เดินตามพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ไปข้างหลังๆ พระพุทธเจ้าข้า เรื่องนี้แลที่พวกข้าพระพุทธเจ้าพูดค้างไว้ พอดีพระองค์เสด็จมาถึง. พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรมติพระสงฆ์ ก็ตาม เธอทั้งหลายไม่ควรอาฆาต ไม่ควรโทมนัสน้อยใจ ไม่ควรแค้นใจในคนเหล่านั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคืองหรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรม ติพระสงฆ์ ถ้าเธอทั้งหลายจักขุ่นเคืองหรือจักโทมนัสน้อยใจในคนเหล่านั้น เธอทั้งหลายจะพึงรู้คำที่เขาพูดถูก หรือคำที่เขาพูดผิดได้ละหรือ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้ทีเดียว พระพุทธเจ้าข้า.พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวติเรา ติพระธรรมติพระสงฆ์ ในคำที่เขากล่าวตินั้น คำที่ไม่จริง เธอทั้งหลายควรแก้ให้เห็นโดยความไม่เป็นจริงว่านั่นไม่จริง แม้เพราะเหตุนี้ นั่นไม่แท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้นั่นก็ไม่มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาไม่ได้ในเราทั้งหลาย ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรมชมพระสงฆ์ เธอทั้งหลายไม่ควรเบิกบานใจ ไม่ควรดีใจ ไม่ควรกระเหิมใจในคำชมนั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม ชมพระสงฆ์ ดูกรภิกษุทั้งหลายถ้าเธอทั้งหลายจักเบิกบานใจ จักดีใจ จักกระเหิมใจในคำชมนั้น อันตรายจะพึงมีแก่เธอทั้งหลายเพราะเหตุนั้นเป็นแน่ ดูกรภิกษุทั้งหลาย คนพวกอื่นจะพึงกล่าวชมเรา ชมพระธรรม หรือชมพระสงฆ์ ในคำชมนั้น คำที่จริง เธอทั้งหลายควรปฏิญาณให้เห็นโดยความเป็นจริงว่า นั่นจริงแม้เพราะเหตุนี้ นั่นแท้ แม้เพราะเหตุนี้ แม้คำนั้นก็มีในเราทั้งหลาย และคำนั้นจะหาได้ในเราทั้งหลาย.

พ่อครูว่า...ศาสนาพุทธยุคนั้นยังไม่มี ก็มีแต่ ศาสนาพราหมณ์และศาสนาอื่นที่แตกกระจายไป เมื่อพระพุทธเจ้าประกาศศาสนา ซึ่งต่างจากศาสนา ที่มีอยู่ที่มันเพี้ยน ไปจากของเดิมมากมายแล้ว เช่นเดียวกับสมัยนี้ที่อาตมานำธรรมะของพระพุทธเจ้าให้ฟื้นคืนกลับมามันก็ขัดแย้งกับที่เขาทำกันเช่นเดียวกับที่พระพุทธเจ้าธรรมในยุคนั้นมันก็จะขัดแย้งกับสังคม ก็เช่นเดียวกับสุปริยปริพาชก พระพุทธเจ้าบอกว่าจะชมเราก็ชมด้วยศีล พวกเราเองปฏิบัติศีลได้ทั้งกายวาจาจนถึงใจ แม่มีอบายมุขอยู่รอบด้านพวกเราก็เฉย ไม่ได้ยินดียินร้ายไปกับเขามันเป็นเรื่องจริงที่ชัดชัด ก็เริ่มต้นด้วยศีล โดยหลักจุลศีลมัชฌิมศีลมหาศีลนี่แหละเป็นศีลธรรมนูญนี่คือการประกาศศาสนาพุทธของพระพุทธเจ้า

จุลศีล [๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต จะพึงกล่าวด้วยประการใดนั่นมีประมาณน้อยนักแล ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ปุถุชนกล่าวชมตถาคตจะพึงกล่าวด้วยประการใด ซึ่งมีประมาณน้อย ยังต่ำนัก เป็นเพียงศีลนั้น เป็นไฉน? [๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า ๑. พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางศาสตรามีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่. ๒. พระสมณโคดม ละการลักทรัพย์ เว้นขาดจากการลักทรัพย์ รับแต่ของที่เขาให้ต้องการแต่ของที่เขาให้ ไม่ประพฤติตนเป็นขโมย เป็นผู้สะอาดอยู่. ๓. พระสมณโคดม ละกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ประพฤติพรหมจรรย์ ประพฤติห่างไกล เว้นขาดจากเมถุนอันเป็นกิจของชาวบ้าน. [๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง เมื่อปุถุชนกล่าวชมตถาคต พึงกล่าวเช่นนี้ว่า ๔. พระสมณโคดม ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูดแต่คำจริง ดำรงคำสัตย์มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อได้ ไม่พูดลวงโลก.(โลกคือ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ผู้ใดพูดเพื่อโลกธรรมก็เป็นคำลวงโลก อย่างธรรมกายนี้เป็นหนัก เพราะคนยุคนี้อยากรวยมาก อยากได้โลกธรรมมากเขาจึงมีบริวารที่ถูกหลอกได้มาก มีคนบอกอาตมาว่าอย่าไปพูดว่าธรรมกายเพราะเขาก็มีดีอยู่นะเขาเป็นคนศรัทธาธรรมกายซึ่งเขาไม่รู้ว่ามีผลเสียขนาดไหนยิ่งไม่ว่าเขาจะยิ่งเหลิง มันก็จำเป็นต้องพูด ๕. พระสมณโคดม ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังจากข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้น เพื่อให้คนหมู่นี้แตกร้าวกัน หรือฟังจากข้างโน้น แล้วไม่มาบอกข้างนี้ เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกร้าวกัน สมานคนที่แตกร้าวกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้างชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนผู้พร้อมเพรียงกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน.( พวกนักข่าวยากๆ ที่จะพ้นข้อนี้ที่จะไม่ให้คนทะเลาะกันต้องใช้ศิลปะสูงมากที่จะสื่อไปอย่างไร ไม่เกิดการตอบโต้ทะเลาะกัน แต่นักข่าวทั่วไปยากมากที่จะเสนอข่าวไม่ให้ส่อเสียดทะเลาะกัน ๑.ต้องเป็นข่าวจริง ๒.ผู้สื่อต้องรู้ว่าตนจะพูดตรงได้มากหรือผสมผสานเจือจางตามฐานะของคุณ หากคุณมีฐานะทางสังคมที่มากพอก็ซื้อได้ตรงเปรี้ยง แต่ถ้าไม่อยู่ในฐานะนั้นก็จะซื้อให้ตรงได้ยาก) ๖. พระสมณโคดม ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษเพราะหู ชวนให้รัก จับใจ เป็นของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่พอใจ.(อันนี้ตีความได้ยาก ผู้ที่กล่าวความจริงจะไม่เป็นภาษาที่ว่าหวานชวนให้รักคนส่วนมากรักใคร่พอใจยากมาก ถ้าตนเองประมาณแล้วว่าตัวเราไม่ได้อยู่ในฐานะที่คนเขายอมรับเราฟังเรา พูดไปอย่างไรก็ไม่เข้าหู เพราะเป็นคำที่ไปตำหนิไปกระทบความผิดของเขาแม่คุณจะพูดถูกต้องเป็นความจริงแค่ไหนแต่มันกระทบเขาแรงมันไม่เข้าหู มันไม่จับใจแต่ไปกระแทกใจ อย่างอาตมาพูดกับคนเมืองก็ต้องพูดอย่างตรงได้มากกว่า แต่ถ้าพูดกับชาวชนบท เขาเลื่อมใสศีลพรตเลื่อมใสจารีตประเพณีก็พูดตรงตรงกับคนเมืองไม่ได้หรอกเพราะคนชนบทถือสาเอาตายเลย ถึงพูดกับคนในเมืองได้ไปเร็วแต่คนต่างจังหวัดชนบทนี้ช้าคนเมืองมีปัญญาชัดเจนมากกว่า) ๗. พระสมณโคดม ละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาล พูดแต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ พูดอิงธรรม พูดอิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐานมีที่อ้าง มีที่กำหนดประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันควร.( แม้จะพูดมีสาระแต่คนฟังไม่อยู่ในฐานะที่จะรับฟังได้ก็เพ้อเจ้อเหมือนกัน ในคนที่ไม่รู้จักการประมาณก็จะพูดสิ่งสูงส่ง สิ่งลึกซึ้งๆ แต่คุณประมาณคนฟังไม่ถูกต้อง คนฟังไม่รู้เรื่องรับไม่ได้ ก็ไม่คุ้มกัน นี่คือพูดเพ้อเจ้อต่อให้พูดชัดชัดถูกต้องอย่างไรก็ตาม อาตมาค่อยค่อยพูดเป็นลำดับไปจนตอนนี้ลึกซึ้งมากจะมาพูดว่าจะมาเพ้อเจอไม่ได้ พระพุทธมาเป็นลำดับแล้วจะไปพูดสิ่งส่งทีเดียวเลยมันไม่ได้หรอก ยิ่งพูดยิ่งทานแย้งเขาตายเลยด้วยซ้ำ [๕] ๘. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการพรากพืชคาม และภูตคาม(คือชีวะที่ไม่อยู่ในลักษณะของพืช จะเป็นพลังงานระดับสัตว์แม้เล็กแม้น้อย คำว่าภูตะแปลว่าจิตวิญญาณ มีคนขยายความว่าดินนี้มีดินเป็นกับดินตายดินเป็นคือดินที่มีฮิวมัสมีสัตว์อาศัยอยู่ถึงว่าเป็นดินเป็น ถ้าไปขุดดินนั้นก็จะไปทำลาย บ้านเรือนของสัตว์ แต่ถ้าดินใต้ดินที่เขาขุดขึ้นมานานแล้วไม่มีโครงสร้างของสัตว์อะไร ดินนี้ก็ขุดได้เช่นดินทรายที่เข้ามากองกองนี้ก็เป็นดินตาย ขุดได้) [๖] ๙. พระสมณโคดม ฉันหนเดียว เว้นการฉันในราตรี งดจากการฉันในเวลาวิกาล.( ก็ไม่เคยเจอว่าพระฉันสองหนได้) ๑๐. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี และดูการเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล.( ถ้าคนถือศีล 5 ยังไม่แข็งแรงก็จะไปดูเลยการเล่นพวกนี้ดูแล้วก็ถูกมอมเมาดูแล้วไปอินกับมัน กิเลสจะอ้วนขึ้น ก็อยากไปสัมผัส การละเล่นฟ้อนรำบันเทิงเริงรมย์พวกนี้จนกว่าคุณจะมีอินทรีย์พละ สามารถที่จะสัมผัสได้ ถ้าไม่จัดจ้านหนักประมาณนี้ดูได้แล้วคุณสู้ได้แล้วตั้งใจปฏิบัติเป็นเหตุปัจจัย อย่างที่ พาดูหนังดูละครแล้วมีหลักเกณฑ์ให้ปฏิบัติเกิดอริยะญาณ ทำการปฏิบัติ อัดพลังกุศลฝึกฝนโลกะวิทูเพิ่มพูนพหูสูต พระพุทธเจ้าตรัสว่าถ้ากิเลสคนมีมากเหมือนไม้ที่ชุ่มด้วยยาง ก็ต้องเอาออกจากน้ำก่อน ต้องพรากไม้ที่ชมด้วยอย่างออกจากน้ำก่อน คือการเว้นขาด การถือศีล 5 ต้องเว้นขาด แต่ถ้าอดไม่ได้ก็ต้องอยู่ในขอบเขต ปริตตัง ซึ่งศีล 5 อาจจะยังมีเอาเปรียบสังคมอยู่ แต่ไม่ใช่เอาของ ที่ไม่ใช่ของเราในฐานะที่เป็นขโมย ๑๑. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการทัดทรงปร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน