350514 สิบหลักธรรมสร้างอริยะ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
350514 สิบหลักธรรมสร้างอริยะ ตอนที่ 1 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
10 หลักธรรมสร้างอริยะ ตอนที่ 1 วันที่ 14 พฤษภาคม 2535 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก
อาตมาได้เทศน์ในนาถกรณธรรม หรือว่านาถสูตรมาหลายวัน ก็คิดว่าพอ เมื่อเช้านี้ ก็เทศน์ไปจนกระทั่ง สรุปรายละเอียดแล้ว คิดว่าพอสมควรนะ ทีนี้มาขึ้นสูตรใหม่ ตั้งใจฟังสูตรใหม่ อริยวสสูตร อริยะ ก็คือ อริยะ คือความประเสริฐ ความดีงาม ความประเสริฐนะ ส่วนวสะ ก็แปลว่าอำนาจ สูตรนี้มีอำนาจนะ มีอำนาจให้เป็นอริยะ อริยวสสูตร มี 2 สูตรเหมือนกันนะ สูตรที่ 1 นี่ บอกหัวข้อสั้นๆ นี่ เราฟังหัวข้อไปก่อนนะ ในพระไตรปิฎก เล่ม 24 ข้อ 19 ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ธรรมะเป็นที่อยู่แห่งพระอริยะ ที่พระอริยะอยู่แล้วก็ดี กำลังอยู่ก็ดี จัดอยู่ก็ดี 10 ประการนี้ 10 ประการเป็นไฉน วสะนี่เขาแปลว่าอยู่ วสะนี่แปลว่า อำนาจก็ได้ แปลว่าอยู่ก็ได้ วาสะ วาสะ นี่แปลว่าที่อยู่ อาวาสะ หรืออาวาสนี่ หรืออาวาส แปลว่าอยู่ อันนี้แปลว่าอยู่ เพราะฉะนั้น ธรรม 10 ประการนี้ ที่จะมีอยู่ หรือว่าเป็นกำลัง เป็นอำนาจในตัวคน มันอยู่กะเรา มันก็เป็นกำลังของเรา เป็นอำนาจในตัวของเรานะ มีศรัทธาเป็นอำนาจ มีศรัทธาเป็นกำลัง ก็เหมือนกันแหละนะ อันนี้มีอริยะ พระอริยะอยู่แล้วก็ดี กำลังอยู่ก็ดี จักอยู่ก็ดี 10 ประการนี้ 10 ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละองค์ 5 ได้แล้วหนึ่ง ประกอบด้วยองค์ 6 หนึ่ง รักษาแต่อย่างเดียวหนึ่ง มีธรรมะเป็นที่พักพิง 4 ประ- การหนึ่ง มีปัจเจกสัจจบรรเทาได้แล้วหนึ่ง มีการแสวงหาอันสละเสียแล้วด้วยดีหนึ่ง มีความดำริไม่ขุ่นมัวหนึ่ง มีกายสังขารอันสงบระงับแล้วหนึ่ง มีจิตหลุดพ้นแล้วด้วยดีหนึ่ง มีปัญญาอันหลุดพ้นแล้วด้วยดีหนึ่ง 10 หนึ
อ่านต่อ
่ง หนึ่งๆนี่เป็น 10 ข้อ แม้จะบอกว่า มีละองค์ 5 ได้แล้วหนึ่ง นี่ก็ละองค์ 5 มีอะไรบาง เดี๋ยวก็ค่อยว่ากัน ประกอบด้วยองค์ 6 หนึ่ง ประกอบด้วยองค์ 6 นี่ ประเดี๋ยวก็ค่อยว่ากัน รักษาแต่อย่างเดียวหนึ่ง ละองค์ 5 ประกอบ องค์ 6 รักษาอย่างเดียว รักษาหนึ่ง รักษาอย่างเดียวนะ มีธรรมะพักพิง 4 มีธรรมะพักพิงอีก 4 ประการหนึ่ง นอกนั้น ก็มีปัจเจกสัจจบรรเทาไปแล้ว มีการแสวงหา สละแล้วด้วยดี มีความดำริไม่ขุ่นมัว มีกายสังขารอันสงบรำงับแล้ว มีจิตหลุดพ้นแล้วดี มีปัญญาอันหลุดพ้นด้วยดี ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ธรรมะเป็นที่อยู่แห่งพระอริยะ ที่พระอริยะอยู่แล้วก็ดี กำลังอยู่ก็ดี จักอยู่ก็ดี 10 ประการนี้แล ภาษาที่แปลโดยทับศัพท์ด้วยคำแปลนี่แล้ว ฟังแล้วงงๆ ธรรมะเป็นที่อยู่ของพระอริยะ ที่จริงอาตมาบอกแล้วแปลว่าอำนาจ มันจะง่ายกว่านี่ แต่ว่าเอาเถอะ แปลว่าที่อยู่ หรืออยู่นี่ ก็ต้องพยายามฟังนะ ธรรมะเป็นที่อยู่ของพระอริยะ หรือเป็นที่อยู่ของพระอริยะ หมายความว่า อันนี้แหละๆ พระอริยะ จะต้องเข้าไปเป็น หรือเข้าไปอยู่เป็นอาศัย หรือไปมี ไปเป็นหนึ่งเดียวกัน จะต้องไปเป็นหนึ่งเดียวกัน ธรรมะเป็นที่อยู่แห่งพระอริยะ มันเป็นอะไรละ เดี๋ยวค่อยว่ากัน 10 หลักนั้นแหละ 10 ประการ 10 ข้อนั่นแหละ ที่พระอริยะอยู่แล้วก็ดี ถ้าฟังโดยภาษาไทยแล้วยุ่ง ฟังที่เขาแปล ฟังตามภาษาไทย ต้องมาขยายความ ที่พระอริยะอยู่แล้วก็ดี ก็หมายความว่า ธรรมะ 10 ประการ นี้แหละ ที่พระอริยะได้เป็นอำนาจได้อาศัยหรือว่าอยู่ด้วยกันแล้ว พระอริยะจะมีอันนี้อยู่แล้ว หรือเป็นอันนี้ได้แล้ว กำลังอยู่ หรือกำลังหัด กำลังฝึก กำลังเป็น กำลังอยู่ก็ดี กำลังที่ในปัจจุบันก็ได้ด้วย กำลังอยู่ กำลังเป็น กำลังมีในปัจจุบัน หรือกำลังฝึก กำลังหัด กำลังทำให้เกิด กำลังทำให้เป็นให้ได้ ให้เป็นอำนาจได้อยู่ก็ดี จักอยู่ก็ดี หมายความว่า ในอนาคต อันแรกนั่นอยู่แล้ว ที่พระอริยะอยู่แล้วก็ดี กำลังอยู่ก็ดี จักอยู่ก็ดี อยู่แล้วก็เป็นอดีต กำลังอยู่เป็นปัจจุบัน จักอยู่ก็ดี เป็นอนาคต 10 ประการนี้ เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น พระอริยะทั้งหลายแหล่ จะต้องให้มีธรรมะอันนี้แหละ เป็นที่อยู่ของพระอริยะ หรือแห่งพระอริยะ เพราะฉะนั้น พระอริยะ จะต้องมีสมบัติก็มีสมบัติเหล่านี้นะ เอาทีนี้ ขยายความไปในสูตรที่ 2 ในอริยวสสูตรที่ 2 ในสมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ที่นิคมของชาวกุรุ ชื่อ กัมมาสธัมมะ ในแคว้นกุรุ ณ ที่นั้นแล พระผู้มีมีพระภาค ตรัสเรียกพระภิกษุทั้งหลายว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับพระผู้มีพระภาคแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ธรรมะเป็นที่อยู่แห่งพระอริยะ ที่พระอริยะอยู่แล้วก็ดี กำลังอยู่ก็ดี จักอยู่ก็ดี 10 ประการนี้ 10 ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ละองค์ 5 ได้แล้วหนึ่ง ประกอบด้วยองค์ 6 หนึ่ง รักษาแต่อย่างเดียวหนึ่ง มีธรรมพักพิง 4 ประการ หนึ่ง มีปัจเจกสัจจบรรเทาได้แล้วหนึ่ง มีการแสวงหาอันสละแล้วด้วยดีหนึ่ง ความดำริไม่ขุ่นมัวหนึ่ง มีกายสังขารอันสงบรำงับแล้วหนึ่ง มีจิตหลุดพ้นแล้วด้วยดีหนึ่ง มีปัญญาอันหลุดพ้นแล้วด้วยดีหนึ่ง ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้ละองค์ 5 ได้แล้วอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นผู้ละกามฉันทะได้แล้วหนึ่ง เป็นผู้ละพยาบาทได้แล้วหนึ่ง เป็นผู้ละถีนมิทธะได้แล้วหนึ่ง เป็นผู้ละอุทธัจจกุกกุจจะได้แล้วหนึ่ง เป็นผู้ละวิจิกิจฉาได้แล้วหนึ่ง ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ละองค์ 5 ได้แล้วอย่างนี้แล ก็เป็นอันกระจ่าง องค์ 5 นั้นคือ นิวรณ์ 5 นั่นเอง อาตมาได้บรรยายซ้ำซ้อนให้พวกเราฟัง มันซ้ำซ้อนซับซ้อน ว่านิวรณ์ 5 นี่แหละเป็นอาหารของอวิชชาแล้วก็นิวรณ์ 5 ทั้งหลายทั้งหมด ก็ขึ้นกับนิวรณ์ 5 นี้แหละ กิเลสทุกอย่าง ในเหตุปัจจัยอะไรก็ตาม กิเลสที่มันไปติดไปยึด มันก็นิวรณ์ 5 นี่แหละ แม้ที่สุด ในกิเลสที่เป็นอัตตามานะ ก็นิวรณ์ซ้อนอยู่ในกิเลสอัตตามานะนั้น กามหมายความว่าใคร่ยึดแปลให้ลึกๆ ก็แปลว่าชอบหรือรัก พยาบาท หรือโทสะ แปลให้ลึกๆๆ ก็คือ ชัง ผลัก กาม ลึกๆๆก็แปลว่ารัก หรือดูด ส่วนพยาบาท หรือโทสะก็คือ ผลักหรือชังนะ ทีนี้ส่วนถีนมิทธะกับ อุทธัจจะนั้น อาตมาก็ขยายความแล้วว่า ไอ้ถีนมิทธะนั่นก็คือ ตกผลึก มันเกาะ มันแน่น มันตีไม่แตก อะไรตีไม่แตก ทุกอย่างเลย กิเลสหรืออัตตาตัวตน แม้คุณจะทำดีได้ดีมันแข็งแน่นนะ ทำดีให้มั่นคงนี่ เท่ากับสะสมความแข็งแน่น มันซ้อนนะ ฟังตรงนี้ให้ดีๆ จะขยายนิวรณ์ 5 ให้ลึกซึ้งพิสดารให้ฟัง ถีนมิทธะ นี่ คือมันตกผลึก เกาะแน่นผลึก ตีไม่แตก แม้คุณจะทำความดีก็ต้องทำให้มันแน่น ทำให้มันแข็งแรง มั่นคง อย่าเปลี่ยนแปลงง่าย ความดีนี่นะ ให้มันคงทนตั้งมั่นถาวร แต่นั่นแหละ ซ้อนลึกลงไปในจิตวิญญาณเราก็ยึดว่า ความดีนี้จะแน่นเป็นตัวตน แน่นเป็นแท่ง เป็นก้อน เป็นเรา เป็นของเราไม่ได้ นี่มันซ้อนลึกยังนี้ แต่จะต้องทำอย่างไร มีวิธีการที่จะทำความดี การกระทำดีของเรานี่ มันมีอำนาจ มันมีกำลัง มันมีความแข็งแรง มันมีความตั้งมั่น มันมีความยืนหยัดยืนยัน จนกระทั่งถึงขั้นเที่ยงแท้ ความดีนี่ ให้มันเที่ยงแท้ ที่จริง มันไม่มีอะไรเที่ยงแท้ ไม่มีอะไรแข็งแรงถาวร ไม่มีอะไรอยู่นิรันดร์ ไม่มี เปลี่ยนแปลง เกิดขึ้น ตั้งอยู่ เสื่อมไป เป็นทุกอย่างๆ แต่อำนาจที่เราจะสั่งสม ที่เราจะซักซ้อม ที่เราจะทำๆบ่อยๆ ทำซ้ำๆนี่แหละ มันจะอยู่ได้นานๆ กระนั้นก็ตาม เราก็จะต้องสำคัญให้มันดี ทำความเข้าใจให้มันดีว่า แม้ความดีนี้ จะแข็งแรงตามพฤติกรรมที่เราอบรมฝึกฝนทำให้มันซ้อน ให้มันซ้ำ ให้มันแข็งได้จริงๆ ก็อย่าให้มันตกผลึก หรือกระทั่งกลายเป็นว่าเราจะวาง จะปล่อย เราจะสลายไม่ได้ ถ้าขืนสลายไม่เป็น เป็นถีนมิทธะ วางปล่อยจากตัวตน ไม่สำคัญมั่นหมายว่าเป็นเรา ว่าเป็นของเรา ถ้าไม่เข้าใจ และทำไม่เป็นนะ ทำไม่เป็น การปล่อยวางจากดีๆ นี่จริงๆ เราเป็นอยู่เรายังมีกรรม เรายังมีวิบากอยู่ มันก็เป็นวิบากของเรา มันก็เป็นทรัพย์ของเรา มันเป็นโดยธรรมนะ เป็นโดยสัจจะ ซึ่งเราไม่ต้องห่วงหาอาวรณ์อะไรหรอก มันเป็นไปตามวิบาก เป็นไปตามธรรม ไปโกงไปโกหกอกุศล กุศลพวกนี้ไม่ได้ ถ้าเรายังไม่ปรินิพพาน กุศล อกุศลก็ยังจะเป็นมรดกของเรา ยังจะมาเป็นกรรมพันธุ์ ยังจะพาเราเกิด เป็นกรรมโยนิ ยังจะเป็นกรรมพันธุ์ของเราอยู่ กัมมพันธุ์นี่ มันติดตามตัวไปนะ มันถ่ายทอดมาเป็นมรดกนะ อย่างพวกเรานี่ กัมมพันธุ์อย่างโลกๆ ที่มีตัวตนนี่ พ่อเป็นกัมมพันธุ์ แม่เป็นกรรมพันธุ์ ลูกติดเชื้อกัมมพันธุ์จากพ่อจากแม่ ไอ้นี่วัตถุทางรูปธรรม นามธรรม ก็คือของเรา เราเป็นเจ้าของ เราเป็นกัมมัสสโกมหิ เจ้าของๆกรรม มรดกของกรรม ถ่ายทอดติดตามเป็นพันธุ์เป็นเผ่า เป็นเชื้อของเราเอง ไม่มีของคนอื่น เราทำดีก็ดี เราทำชั่วก็ชั่ว เราทำครึ่งดีครึ่งไม่ดีก็ของเราทั้งนั้น ขนาดไหนก็ของเรา เป็นพันธุ์กรรม ซึ่งจะเกิดเป็นกัมมพันธุ์ของเราเอง ติดตามติดต่อไป ถ้าตราบใดเราไม่ปรินิพพาน กรรมหรือวิบากเหล่านี้ เป็นทรัพย์เป็นกรรมพันธุ์ เป็นพันธุ- กรรมของเรา ที่จะทำให้เราเกิด จะเกิดดี ได้ดีตกยาหรือผิวพรรณดี หรือผิวพรรณทราม จะเกิดยังโน้นอย่างนี้ ก็แล้วแต่ เราจะต้องมีอันนี้เป็นอำนาจ เป็นฤทธิ์ เป็นทรัพย์ เป็นของจริง เป็นเชื้อ เป็นเผ่า เป็นพันธุ์ของเราทั้งนั้นนะ แต่นั่นแหละ จะเป็นกรรมพันธุ์ที่ดี เป็นกุศลกรรมอันยิ่งใหญ่ที่เราได้สะสมมามากมย จนกระทั่ง อย่างพระพุทธเจ้านี่ สะสมมาอย่างยิ่งใหญ่ จนกระทั่ง ท่านได้อาศัยมัน มันตามเราๆ ไม่ต้องไปตามมันหรอก ไม่ต้องไปจำ ไม่ต้องไปสำคัญมั่นหมายเป็นเราเป็นของเรา ขอให้เราทำดีก็แล้วกัน ให้ทำดีที่ถูกต้อง ทำดีที่เป็นกุศลที่ดีก็แล้วกัน เสร็จแล้วใจที่เราหัดฝึกอยู่ว่าอย่าไปสำคัญมั่นหมายว่าเป็นเรา เป็นของเรา อันนี้แหละ ซ้อนลึกมาก หัดวางจริงๆ นะ อย่าไปจดจำบุญคุณ ที่เราทำแก่เขา แต่เราจะต้องพยายามจำที่เขาทำบุญทำคุณแก่เรา และต้องเป็นคนกตัญญูกตเวทีอย่าไปจำบุญคุณที่เราทำกับใครๆ มันไม่ค่อยทั้งๆที่บอกว่าอย่าไปจำนี้ ขี้จำนัก เช่น เราทำกะเขานี่ ชอบจำที่เราทำดีกะเขา ทำบุญคุณกะใคร ชอบจำนัก แต่ใครกระทำบุญคุณให้แก่เรา ไม่ค่อยชอบจำนะ มันเลวเสียอย่างนี้ นะคนน่ะคนเลวมันเป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ต้องเป็นคนดี ต้องเป็นคนที่จะต้องพยายาม ใครทำดีกะเรา มีบุญคุณต่อเรา คนอย่างนี้ต้องจำ ส่วนเราทำดีกะใคร อย่าไปจำเลยนะ และอีก ลึกๆ ที่เป็นถีนมิทธะนี่ ต้องสลาย โดยใจของเรา ทำใจในใจของเรา มนสิการอย่าผูก มนสิการสิ่งที่แปลว่าผูก ใจอย่าไปทำการผูก อย่าไปผูกๆเหล่านั้นไว้ อาการไม่ผูกใจ ไม่ผูก ไม่ผูก ไม่พัน ไม่ผูกไว้เป็นเรา ไม่ผูกไว้ว่าเป็นของเรานี่ มันเป็นยังไงคุณฝึกจริงๆ แล้วเป็นกรรมของเรา เป็นสมบัติของเรา เป็นทรัพย์ของเรา ไม่ต้องไปห่วงว่า จะเป็นเรา แต่เราต้องฝึกจริงๆ จิตเราอย่าไปยึด อย่าไปสำคัญมั่นหมาย หมายว่าเป็นเราเป็นของเรา เป็นของเรา เป็นของเขา จะดีเท่าไหร่ก็ตาม กุศลก็ ตาม อย่างนั้นน่า แต่มันก็จะเป็นบุญ เป็นทรัพย์ ส่วนกรรมชั่วนั่น เราทำแล้ว มันก็ล้างไม่ได้ มันก็ติดเป็นของเรานั่นแหละ แม้เราจำสำคัญมั่นหมาย ว่าไม่เป็นเรา ส่วนมากคนเราไม่ค่อยจำหรอก เพราะความชั่ว ไม่ค่อยยึดว่าเป็นของเราหรอก ตดผู้อื่นแสนเหม็นไม่เป็นไร โทษของเขาแลเห็นเป็นภูเขา โทษของเราแลเห็นท่าเส้นขน ตดคนอื่นเหม็นเบื่อเราเหลือทน ตดของตนแสนเหม็นไม่เป็นไร ไอ้ของไม่ดีนั้นนะ แหม มันช่างไม่เป็นของเราหรอก เราจะทำดีทำชั่วของไม่ดีขนาดไหน จะผลักไม่ยอมรับเป็นของเรา ไม่จำไม่จด คุณจะจำหรือไม่จำนี่นะ มันก็เป็นวิบาก เพราะฉะนั้น คุณทำชั่ว และคุณจะแกล้งคิดด้วยว่า ไอ้นี่ไม่ใช่ของเราๆ หัดวางใจปล่อยวางๆๆ ไม่ใช่ของเรา มันก็เป็นวิบาก เป็นกรรม เป็นมรดกของเราอยู่นั่นแหละ เหมือนกันเราทำดีไม่ต้องจำว่าเป็นของเรา ไม่ต้องจำว่าทำดีเป็นของ เรา มันก็เป็นวิบาก เป็นกรรมวิบาก เป็นทรัพย์ของเราอยู่เหมือนกัน ไม่ว่ากรรมดีกรรมชั่ว มันก็เป็นของเราน่ะ แต่เราเลิกทำชั่ว เราทำแต่ดี ชั่วก็น้อยลงๆๆ ไม่เติมอย่าเติมบาปทำแต่ดีๆๆ ดีก็เป็นกรรม เป็นวิบากเป็นทรัพย์ของเราไปเราก็ได้อาศัยสิ่งดีนี่ เราก็ได้อาศัยกัมมปฏิสรโณ ได้อาศัยอันนี้ และอันนี้จะเป็นฤทธิ์ กรรมดีกุศลกรรม จะเป็นฤทธิ์ มีฤทธิ์ทำให้เราเกิดเป็นพันธุกรรม เป็นกรรมพันธุ์ที่ดี ชั่วนิดน้อย ชั่วถ้าเราไม่เติมมัน ไม่สร้างมัน มันก็ฤทธิ์น้อย ส่วนเราจะยึดเป็นของเราๆ จะไม่ยึดกรรมชั่วเป็นของเราๆจะไม่ยึดเป็นของเรา กรรมดีเป็นของเรานั้นนะ มันก็เป็นการหัดวางเป็นของเรา แม้คุณจะไม่ยึดกรรมชั่วเป็นคุณด้วยสำนึก มนสิการ ด้วยการทำใจในใจ ไม่ติดไม่ยึด มันก็เหมือนเราไม่ติดยึดความดีของเรา เป็นของเรา แต่ไม่ได้หมายความว่ามันหายไป เราไม่จดจำกรรมชั่วแล้วนี่ ก็คือกรรมชั่วหายไป จดจำแต่กรรมดี ก็เลยกรรมดีเป็นของเรา กรรมชั่วไม่เป็นของเรา ไม่ง่ายอย่างนั้นนะ ฟังดีๆๆนะ มันไม่ได้อยู่ที่สัญญา ไม่ได้อยู่ที่การจำว่าเราจะจำความดีๆ เป็นของเรา และเราก็ไม่จำความชั่ว ความชั่วก็เลยไม่เป็นของเรา ไม่ใช่นะ มันเป็นของเราทั้งสองอย่าง ขอให้คุณทำจริงเถิด ถ้าคุณทำชั่ว มันก็เป็นของเรา คุณทำดีมันก็เป็นของเรา เป็นของเราทั้งสองอย่าง เป็นแต่ว่าเรามนสิการให้ดี ตัวนี้แหละ จะเป็นถีนมิทธะ หรือจะเป็นอุทธัจจกุกกุจจะ ถีนมิทธะ ก็บอกแล้วว่า จิตที่มันผูก จิตที่มันติดมันยึด จิตที่มันยังพัน มันยังเที่ยวนา ที่มันไม่ปล่อยใจในใจ หรือวางใจในใจ มนสิการไม่เป็น เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเราเข้าใจดีแล้ว ถีนมิทธะ เราไม่ให้มันเป็น มันเกี่ยวมันเกาะมัน เราจะต้องวางต้องปล่อย ต้องไม่ให้มันเป็นก้อน ไม่ตีไม่แตก ไม่เอา ต้องทำลายมัน ไม่ให้มันเกี่ยวมันเกาะ มันติดมันยึด มันเป็นก้อนมันเป็นแข็ง ต้องสลาย หรือต้องตัด ละลายจุดต่อ ละลายความเชื่อม ละลายความเกี่ยว ดุจที่กล่าวนี้ ด้วยใจเราทำละลาย อาการนี้ต้องรู้ของตนเอง ฝึกหัดเอาเองให้ได้ นี่เรียกว่า ถีนมิทธะแนวลึกๆ มันก็คล้ายกับกามๆ มันผูก มันยึด มันเกาะ มันเกี่ยว มันเหนี่ยว มันแน่น ถีนมิทธะ จะว่าเข้าไปลึกๆ เป็นก้อนแข็งๆ บอกแล้วตกผลึก เพราะฉะนั้น บอกแล้วว่า ไอ้กาม การรัด การดูด การดึงนี่แหละ ถ้ามันการรัด การกาม การใคร่ การอยากนี่ มันหนัก มันแน่น มันเหนียว มันก็กลายเป็นถีนมิทธะ ตัวพยาบาทคือสายผลัก โทสะสายผลักๆก็มากๆๆกระเซ็นเลย เป็นอุทธัจจะ จับอะไรก็ไม่ติด กระเด็นกระดอน โอ อะไรก็จับไม่รู้เรื่องก็จับไม่ติดเลย ก็นั่นแหละ อาการลึกซึ้งอันเดียวกัน ถ้าว่าแล้วสายก็ต่อเนื่องกัน เป็นสายผลัก พยาบาทนี่สายผลัก สายชัง สายไม่เอา ไม่เอาจนอะไรก็ไม่เอากะเขานั่น มันมากเกินไปนั้นอุทธัจจะ ฟุ้งซ่าน กระเด็นกระเซ็น กระดอนไม่มีอะไรเกาะติดเลย คนเราก็ต้องมีฐานอาศัย จะไม่มีอะไรเลยไม่ได้ ในเมื่อเราต้องมี คนเราต้องมี ตั้งแต่เรามีรูปนามขันธ์ 5 เรามีกรรมกิริยา เราก็จะต้องมีกรรมกิริยาที่ดี มีรูปนามขันธ์ 5 ที่แข็งแรง มีรูปนามขันธ์ 5 โดยเฉพาะ นามขันธ์ สัญญา สังขาร วิญญาณ ซึ่งเป็นนามขันธ์ 4 นี่นะ จะต้องเป็นเครื่องอาศัยที่ดี สะอาดบริสุทธิ์ วิเศษ ประเสริฐ แม้จะเป็นสังขารก็เป็นสังขารที่เป็นปุญญาภิสังขาร อิทธาภิสังขาร เป็นสังขารที่อาศัยประเสริฐ และต้องมีการงานอยู่ การงานของเวทนา มันก็ยังมี มันยังไม่ดับ มันยังไม่ตาย เป็นคนที่มีสติ สัมปชัญญะ เวทนา ก็ต้องเป็นกุศลเวทนา สัญญาก็ต้องเป็นกุศลสัญญา สังขารก็ เป็นกุศล สังขาร วิญญาณก็ต้องเป็นกุศลวิญญาณ เป็นเครื่องอาศัย เป็นกัมม-ปฏิสรโณ ต้องสร้างอย่างนี้ ต้องเป็นกรรมการงานอย่างนี้จริงๆนะ เพราะฉะนั้น เราจะโบ้ยพูดส่งๆ ว่าไม่เอาอะไรกระเซ็นกระดอน มาดีดทิ้ง ดีดทิ้งไป ปล่อยวางๆ ตะพึด พวกนี้ยิ่งกว่าอุทธัจจะ ไม่ใช่ฟุ้งซ่าน กระเด็นกระดอนหมด ฟังลักษณะกระเด็นกระดอนให้ได้นะ ซ่านๆ ไม่เป็นหมวด ไม่เป็นหมู่ ไม่เป็นเนื้อ ไม่เป็นพาย ไม่เป็นสาระพอที่จะได้สัดส่วนที่จะอาศัยตามภูมิปัญญา ตามภูมิสัจจะความจริงต้องมีภูมิปัญญารู้ และที่สัจจะความจริงที่อาศัย คุณเป็นคน คุณต้องอาศัยเกาะกุมรวบของแท่งก้อน ร่างกาย มันก็รวมของมันอยู่ตามควร และคุณต้องอาศัยพฤติกรรม ต้องอาศัยเวทนาที่เป็นกุศล อาศัยสัญญาที่เป็นกุศล อาศัยสังขารที่เป็นกุศล อาศัยวิญญาณที่เป็นกุศล คุณก็จะได้อาศัยรูปที่เป็นกุศลนั้นๆ เพราะฉะนั้น ก็ต้องให้มันเกาะกุม ไม่ใช่ให้มันกระเด็น กระดอน ไม่ใช่อะไรก็เหวี่ยงทิ้งๆ ผลักๆๆๆจนไม่เหลือเชื้ออะไร ไม่ได้ ต้องรู้สมมุติสัจจะ และต้องหยั่งถึงปรมัตถสัจจะ คือ จิต เจตสิกด้วย และก็จัดแจงให้มีฐานอาศัยที่ดี มีรูปธรรมที่ดี มีเวทนาที่ดี ฐานเวทนาที่ดีคืออุเบกขาอย่างไร แต่กระนั้นก็ตาม เราก็ไม่ได้เป็นคนวิปลาส ที่เป็นคนเข้าใจว่าแม้เวทนาที่ดี เราก็ได้ฝึกหัดวาง เวทนาก็ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราก็ฝึกซ้อน แต่เวทนาที่ดี ที่เป็นฐานอุเบกขานั้น มันเป็นอาการอย่างไร ทำได้หรือไม่ ทำได้แล้ว เราได้อาศัยที่เป็นฐานนิพพานอาตมาเรียกว่าฐานนิพพาน อุเบกขาสัมมาทิฏฐินั่นไม่ใช่อุเบกขาเด๋อ ไม่ใช่อุเบกขามิจฉาทิฏฐิไม่เอา เป็นอุเบกขา เป็นอทุกขมสุข ที่สมบูรณ์ สัญญาก็เป็นสัญญาที่เป็นมโนสัญเจตนา เป็นสัญญาที่กำหนดหมายอย่างดี เป็นสัญญาที่มีปัญญาประกอบว่าเราควรจะกำหนดอะไร กำหนดให้เราดำเนินไป ให้เป็นสุคโต เป็นสัมมัคคโต ให้ดำเนินไปชอบ ดำเนินไปดี เพราะคนเรายังไม่ตาย ต้องมีการดำเนินไป ดำเนินไปด้วยกรรมกิริยา กาย วาจา ใจ เป็นกรรมกิริยา ที่ต้องดำเนินกรรมกิริยาที่เป็นกุศลไปเรื่อยๆ กุศลเกิด กุศลตั้งอยู่ กุศลดับไป สร้างแต่กุศลให้กุศลเกิด ให้กุศลตั้งอยู่ ให้กุศลดับไป ต้องอาศัย เพราะเรายังไม่ปรินิพพาน เรายังไม่ตาย ยังไม่เลิกเกิดทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าเรายังเกิดอยู่ตราบใด ต้องมีทรัพย์ที่เป็นกุศลได้อาศัย เพราะฉะนั้น มันจะกระเด็นกระดอน กระเส็นกระสาย โดยไม่พัฒนา ให้มันเจริญไม่ได้ ต้องพัฒนากรรมให้เจริญ เพราะกรรมติดตามเราไป กรรมเป็นมรดกของเรา กรรมพาเราเกิด กรรมเป็นเชื้อ เป็นเผ่า เป็นพันธุ์ เป็นพันธุกรรม หรือกัมมพันธุ์ ต่อไป กรรมเป็นเครื่องอาศัยไปตลอดนานับกัปกาล ตราบที่ยังไม่ปรินิพพาน ยังไม่ปรินิพพานตราบใด ต้องมีกรรมเป็นเครื่องอาศัยจริงๆ เพราะฉะนั้น ถีนมิทธะ เป็นความหมายที่ลึกดังกล่าวแล้ว มันก็คือตัวที่จะไปเกาะไปติด ไปแน่น ไปเหนียว ไปตีไม่แตกอยู่นั้นแหละ ส่วนไอ้ตีแตกเกินไป จนกระทั่งกระเด็นกระดอน เป็นอุทธัจจะ กระเส็นกระสาย จับอะไรก็ไม่ติด รวมอะไรก็ไม่ได้ เรียนอะไรก็ไม่รู้ สายฤๅษีนี่ หนักด้วย อุทธัจจะ และหนักด้วยถีนมิทธะ อุทธัจจะอย่างไร ซัดหนีหมดเลย ตีทิ้งหมดเลย อะไรก็ไม่เอาอะไรก็ไม่เอาๆ อะไรก็ไม่ใช่ตัวเราของเราอะไรก็ไม่ใช่ตัวกูของกู ทิ้งตีทิ้งหมดเลย แล้วอยู่กับอะไร อยู่กับถีนมิทธะ อยู่กับก้อนที่ตัวเองชอบ เป็นอัตตามานะชอบ สะสมแน่น ตีแข็งเลยนะ ตีไม่แตกหรอก พวกถีนมิทธะ ฤๅษีนี่ โอ๋ย พูดอย่างไรก็ไม่มีปัญญารู้ นอกจากไม่มีปัญญารู้แม้รู้แล้วก็ดีไม่ออก ทำให้หลวมไม่ได้ง่ายๆ เกาะแน่น โอ้โอ พวกนี้ช้าๆ ยิ่งอุทธัจ-จะมากๆก็ช้า ถีนมิทธะมากๆ หนักๆแน่นๆ ก็ช้า ช้ามันทั้งคู่นั่นแหละ ถ้ามันไม่ถูกทางนะ ขนาดเราใช้ปัญญา อย่าไปเที่ยวได้ฟุ้งซ่านเกินการ คิดนึกให้พอประมาณ พิจารณาวินิจฉัยให้พอประมาณ เสร็จแล้วก็สะสมสิ่งที่จะต้องสะสม พออาศัย ต้องสะสมให้แข็งแรงเหนียวแน่น เป็นกุศล กุศลก็ไม่ใช่เรา เป็นสมมุติสัจจะ อกุศลนะไม่ทำเลยแหละ แต่ต้องอาศัยกุศล แล้วต้องสำคัญให้ดี มั่นหมายให้ดี กุศลก็ไม่ใช่เรา กุศลก็ไม่ใช่ของเรา แต่ก็ต้องวางซ้อนต่อ แต่มันก็เป็นกรรมของเรา กุศลกรรมก็เป็นของเรา ถ้าเราได้ทำจริง ไม่ต้องห่วง ไม่ต้องกังวล สร้างแล้วก็วางๆ แล้วไม่ติดไม่ยึด นี่แหละพ้นกาม พ้นพยาบาท พ้นถีนมิทธะ พ้นอุทธัจจกุกกุจจะได้อย่างนี้จนไม่สงสัย จนไม่ลังเล ไม่ข้อง ไม่ติด ไม่ขัด แจ้งแทงทะลุปรุโปร่ง มีญาณปัญญารู้รอบ รู้จริง รู้จัง รู้ชัด รู้เจน นี่แหละนิวรณ์ 5 มันพ้น ด้วยประการอย่างนี้ นี่ก็อธิบายลึกๆให้ฟัง เพราะฉะนั้น เราจะต้องเป็นผู้ที่ละนิวรณ์ ละองค์ 5 อย่างนี้ เพราะฉะนั้น เขาจะแปลหยาบๆ แต่แค่ว่ากามก็คือ ลักษณะแค่หยาบๆ ที่เราเห็นกัน นี่ก็คือ ลดลงมาตามลำดับ เรียนรู้แล้ว ก็รู้ตัวจริง รู้สภาวะลึกๆมันไปด้วย พยาบาทเป็นอย่างไร เรียนรู้ให้จริง แล้วก็ละให้ลึก ได้ซ้อนลงไป ถีนมิทธ อุทธัจจกุกกุจจะ ก็เนื่องอยู่ต่อกับกาม กับพยาบาทนั่นแหละ ให้ชัดนะ ไม่มีวิจิกิจฉา ไม่สงสัย ไม่ลังเล ไม่ข้องขัด ทะลุปรุโปร่ง แจ้งชัด จับมั่นคั้นตาย ทำได้ลงตัว ทำให้ถูกต้องให้ได้ ละองค์ 5 ด้วยประการอย่างนี้ อันที่ 2 ภิกษุเป็นผู้ประกอบ ด้วยองค์ 6 เป็นอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา นี่ อธิบายเวทนา ให้มีอุเบกขา ไม่เสียใจก็คือไม่ทุกข์ ไม่ดีใจ ก็คือไม่หลงสุข ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา ก็เป็นฐานอาศัย มีสติ มีสัมปชัญญะอยู่ นี่เรียกว่าจักษุ 2.ก็เสียง 3.ก็กลิ่น 4.ก็รส 5.ก็โผฏฐัพพะ สัมผัสทางกาย 6. ธัมมารมณ์ สัมผัสทางใจนะ เหมือนกัน ไอ้ข้อย่อยที่บอกว่า เป็นผู้ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะอยู่ ดูกร ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ 6 อย่างนี้แล สรุปแล้ว ก็หมายความประกอบด้วยองค์ 6 ก็คือเป็นผู้รู้จักทวาร อายตนะ ทวารทั้ง 6 อายตนะ 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ และอายตนะ คือสิ่งที่อาศัยรองรบอยู่ข้างในตนนะ ที่เป็นรูป สัมผัสด้วยตาก็เป็นรูป สัมผัสด้วยหู ก็เป็นเสียง สัมผัสด้วยจมูก ก็เป็นกลิ่น สัมผัสด้วยลิ้นก็เป็นรส สัมผัสด้วยกาย ก็เป็นรู้อาการสัมผัสนั้น ใจก็เป็นอารมณ์อยู่ทางใจ สัมผัสอารมณ์อยู่ทางใจ ทวารทั้ง 6 นี่แหละ เป็นผู้ที่รู้รูป รู้กลิ่น รู้เสียง รู้รส รู้สัมผัสอะไรต่ออะไรแล้ว ก็ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ มีอุเบกขาให้ได้ อาตมาอธิบายมามากแล้ว อุเบกขา ไม่ขยายความมากแล้วตรงนี่ ตอนนี้ ก็จะขอผ่าน ผู้ปฏิบัติธรรมต้องเรียนรู้ไปจริงๆ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เรียนรู้ไปแล้ว ก็รู้กาย รู้องค์ประชุม องค์ประชุมของรูป องค์ประชุมของเสียง องค์ประชุมของกลิ่น องค์ประชุมของรส องค์ประชุมของสัมผัส แตะต้อง แล้วมัน มีสภาพรู้ เป็นโผฏฐัพพะ ทางใจก็สัมผัสทางใจ รู้ว่าเป็นธรรมารมณ์อย่างไร สิ่งเหล่านั้น ก็จะไปเป็นกาโย ก็จะไปเป็นเวทนามันไวนะ จากองค์ประชุมนี้สัมผัสแล้วเสร็จ มันก็ไปต่อเป็นเวทนา เป็นความรู้สึกเร็วปรู๊ด เป็นสุข เป็นทุกข์เลย ตามที่เราเคยชิน เคยตัวนะ โลกียสุขด้วย ทุกข์ก็ทุกข์อย่างโลกีย์ด้วย เพราะฉะนั้น เราจะต้องมาเรียนรู้ว่า ทุกข์อย่างโลกีย์ สุขอย่างโลกีย์ มันต่างกับทุกขอริยสัจ เราจะเรียกสุขอริยสัจก็พระพุทธเจ้าก็ไม่พาเรียกเสียด้วย เพราะว่ามันจะเกินคำเกินไป วูปสโมสุข ท่านเรียกแค่นั้น เป็นสุขที่พิเศษ เป็นสุขวิเศษ สุขระงับจากโลกียสุข มันยิ่งกว่าสุข อาตมาเคยแปล มันยิ่งกว่าสุขอย่างโลกๆ มันว่างโปร่ง เบา สบาย ไม่ต้องมีอัสสาทะ ไม่ต้องมีรสของโลก ไม่ต้องมีรสอร่อยๆ แบบโลกๆนะ เราต้องฝึกจริงๆ เรียนรู้จริงๆเลย เพราะฉะนั้น ประกอบด้วยองค์ 6 คือ ประกอบไปด้วยการพิจารณา ฝึกฝน อบรม ให้รู้กาย รู้เวทนา รู้จิต จิต เจโตปริยญาณ 16 นั่น จนกระทั่งเป็นความบรรลุเจโตปริยญาณ บรรลุอนุตตรจิต สมาหิตจิต และวิมุติจิต ซึ่งเป็นองค์ 3 ของจิต ที่ฝึกดีแล้วๆ เป็นจิตวิมุติ เป็นจิตสงบ และเป็นจิตที่มีอิทธิพล สมาหิตตะ ที่มีความตั้งมั่น ที่เป็นประโยชน์ เป็นอนุตตรจิต เป็นจิตที่อยู่เหนือโลก เหนือจิตใดๆ อนุตตรจิต เป็นจิตที่สร้างสรร เป็นจิตที่ขยันเพียร เป็นจิตที่ไม่พ่ายแพ้ ไม่เป็นทาสกิเลสอีก ไม่เป็นทาสเหตุแห่งกิเลสในโลกๆ จะเป็นอะไรก็แล้วแต่เถอะ อยู่เหนือมันทุกอย่าง ไม่เป็นทาสมันเลยได้จริงๆนะ ผู้ได้สั่งสมประกอบองค์ 6 อย่างนี้แหละ จะเป็นผู้ที่แม้ว่า ได้เป็นผู้มีแล้วกำลังมีอยู่ หรือในอนาคตจักมีอยู่อย่างนี้ ก็เรียนรู้เอาให้มีให้ได้ จนกระทั่ง ให้มันมีอย่างแข็งแรง มีจนกระทั่งไม่ต้องทำอีก เป็นอเสขบุคคล เป็นบุคคลไม่ต้องศึกษา ไม่ต้องอบรม ไม่ต้องปฏิบัติ ไม่ต้องประพฤติ จบ ได้แล้วได้เลย ให้ได้อย่างนั้นนะ ละองค์ 5 ประกอบด้วยองค์ 6 รักษาแต่อย่างเดียว และยังมีแต่รักษาแต่อย่างเดียวอีก ละองค์ 5 ประกอบด้วยองค์ 6 รักษาแต่อย่างเดียว และยังมีข้อที่ 4 เป็น ผู้มีธรรมะพักพิง 4 ละองค์ 5 ประกอบด้วยองค์ 6 รักษาแต่อย่างเดียว และยัง เป็นผู้มีธรรมะพักพิงๆ4 นะ 1,2,3,4 ข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ข้อ 4 อริยวสสูตร 4 นะ รักษาแต่อย่างเดียว รักษาแต่อย่างเดียวอย่างไร ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยใจอันรักษาด้วยสติ เพราะฉะนั้น คนที่ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า ถึงเอาประโยคนี้แหละ มาใช้ว่ารักษาแต่อย่างเดียว มีสติอยู่อย่างเดียวเท่านั้นแหละ พระพุทธเจ้าสอนเรานี่ แหว่งนะ อาตมาจะบอกให้นะ เดี๋ยวจะอธิบายให้ฟังเขาไปเอาตัวจบ มาอธิบายเป็นตัวต้น เสร็จแล้วก็บอกว่ามีแต่สติอย่างเดียว พระพุทธเจ้าสอนไว้นี่ รักษาแต่อย่างเดียว ประกอบด้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive