211206-1-080 ทางเอกภาค1-ตอน080(หน้า271)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท051.txt

โฟลเดอร์2521 MP3 ทางเอก-ภาค1 107 ตอน ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์185 KB
วันที่แก้ไข23 มิถุนายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันพุธที่ 6 ธันวาคมพุทธศักราช 2521 พ่อท่านพระโพธิรักษ์บรรยายทางเอกภาค 1 บทที่ 7 ครั้งที่ 80 ที่พุทธสถานสันติอโศกถ้าเรามาทำวัดกันต่อเราสมบัติกันอยู่การใช้สื่อทาง 271 แต่กำลังขยายความกันอยู่ คำว่าความพอดีเขาเรื่องการพรรคและการเพียรเพื่อการพักผ่อนกับการทำงานที่เราจะต้องรู้สัจธรรมรู้ความเป็นจริงกับการทำงานก็เป็นสาระเป็นความดีงามในโลกการกระทำผ่อนก็เป็นสาระของสิ่งที่ไม่ควรตามฐานะที่มันควรจะได้พักผ่อนให้มันหมุนเวียนให้มันได้คนเดียวใช้ภาษาอังกฤษสะสมไว้มันไม่มีใครผิดออเดอร์มีการหมุนเวียนที่มีระเบียบมีสัดส่วนคือเราจะต้องรู้ตามความเป็นจริงในโลกโดยผู้จัดการทำไมมีเวลาตื่นมากกว่าเวลาหลับ ก็เคยวิเคราะห์หาเหตุผลให้ฟังเพราะบางคนมันมีการพักผ่อนอยู่ในตัวแล้วก็ได้กระจายความเสพแล้วจนกระทั่งแม้แต่อารมณ์ของจิตมันเข้าไปมีปฏิกิริยากับอะไรที่มันเกิดการปรุงแล้วก็มีการสลายตัวออกแล้วก็เริ่มต้นเสริมตาเราเห็นรูปแล้วก็เกิดอารมณ์ชอบใจชื่นใจด้วยลูกนั้นตาเราเห็นรูปกระทบมันจะเป็นสภาพธรรมดาธรรมชาติ มันแสดงถึงผลสลายตัวที่หมดไปออกมาด้วยแรงแรงของจิตวิญญาณแรงของความปรุงจ่ายมากจนลึกอธิบายยกตัวอย่างการบัญชีคนจ่ายมากจนกระทั่งตอนจนกระทั่งเป็นลมช็อคได้ดีใจมากเสียใจมากสลายปฏิกิริยาสลายตัวแข็งแรงที่อยู่ในตัวจนขาดตอนเป็นลมซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาเราเรียนรู้จักการจ่ายด้วยการไม่จ่ายอย่างนี้เป็นการไม่พักผ่อนเป็นการทำลายส่วนที่เรามีอยู่ในส่วนของเรา นี่หมดกามราคะขึ้นมีปฏิกิริยาในการสลายตัวน้อยมันก็ยิ่งมีการผ่อนหรือพักอยู่ในตัวมากเพราะว่าเป็นพระอริยะแล้วไม่วุ่นวายในเรื่องตามไปวุ่นวายในเรื่องโลกอยากจึงเป็นผู้ที่มีเวลาที่จะอยู่ในความตื่นอยู่ในความที่ทำงานได้หรือว่าทำอะไรต่ออะไรได้ไม่ต้องเป็นนอนหลับไม่ต้องไปนอนหลับได้มากยกตัวอย่างพระพุท

อ่านต่อ

ธเจ้าท่านนอนแค่ 4 ชั่วโมงใน 24 ชั่วโมงถ้านอน 4 ชั่วโมง แม้แต่ท่านนอน 4 ชั่วโมงท่านยังทำงานแล้วก็อธิบายรายละเอียดละออวิเคราะห์ลึกซึ้งพิสดารให้ฟังแล้วว่าทำงานของพระพุทธเจ้าที่มาสอนเทวดานั้นคืออะไรแล้วก็ทางไปยังเป็นการทำงานไม่ได้พักอย่างอสัญญีไม่ได้พักอย่างดับหลับนิ่งเงียบไม่คิดไม่อ่านไม่มีอะไรเลยไม่ใช่อย่างนั้นเพราะอาจารย์ยีมันไม่ใช่เรื่องจำเป็นอะไรสำหรับผู้ที่เพียงพอนอกจากผู้ไม่เพียงพอเพื่อจะต้องอาศัยการพักอย่างสนิทเท่านั้นจึงจะทำให้อาศัยการพักอย่างสนิทนี้เพื่อบรรเทาการจ่ายหรือว่าการสมดุลแห่งการ การพักให้มันได้ถ้าผู้ใดมีความจำเป็นจึงทำถ้าไม่มีความจำเป็นก็ไม่ต้องไปอัดสำลีไม่ต้องไปทำตรงนี้เป็นต้นว่าเราจะรู้รายละเอียดของชีวิตหรือชีวะของเรานี่ได้ละเอียดขึ้นเมื่อเรามาติดปฏิบัติธรรมเนี่ยเรารู้อะไรเราเข้าใจอะไรเราได้จัดสรรชีวิตเราได้จัดระบบของชีวิตก็ไปยังไงแล้วเราเข้าใจแม้สุดท้ายที่พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าเราไม่ทักเราไม่เพียรนั่นแหละเราถึงฝั่งนั่นแหละเราคาดหวังก็สงสารนั่นแหละเราถึงนิพพานก็แค่เราไม่พักเราไม่เปลี่ยนเป็นนิ่วในจะเข้าใจมากขึ้น คนจีนจะชัดเจนยิ่งขึ้นในคำศัพท์ต่างๆพวกนี้ที่เอามาประกอบให้ฟังผู้ใดเข้าใจจริงจะซาบซึ้งซะอีกถ้าเราไม่รู้นิพพานแล้วเราจะได้นิพพานอย่างไรถ้าเราไม่เข้าใจจุดแห่งนิพพานว่าเป็นอย่างไรและจะไปถึงที่ผ่านได้ยังไงยิ่งไม่เข้าใจความจริงเลยเลอะๆเลอะเทอะเป็นเดียรถีย์ผิดทางไปหลงการหลับการนอนล้มการควบคุมหลบหลีกเป็นเมียเศรษฐีฤาษีตาไฟหลบถ้ำหลบเขาอยู่มันก็จริงหรือแม้แต่เราอยู่ในที่นี้เราอยู่เราเข้าใจไปสัมมนาที่จิตอยู่แต่ว่าเราก็ยังมีเสพติดเราก็ต้องรู้ความจริงว่าเรามีเสพติดเพราะเราติดขี้เกียจติด สิบล้อสิบทัศน์มากเกินไปเราก็ต้องรู้ทั้งๆที่เราเองเราเข้าใจเหตุแล้วเราเข้าใจเรื่องราวแล้วล่ะเข้าใจทฤษฎีแล้วล่ะแต่เราไม่รู้กิเลสของเราเราก็ต้องงานเรารู้ว่าเราพักผ่อนกับเพียนสมดุลกันอย่างไรมันไม่ใช่เอามาชั่งตวงนับตัวเลขว่า 24 ชั่วโมงพัก 12 ชั่วโมงทำงาน 12 ชั่วโมงมันไม่ใช่ไม่ได้มีความหมายอย่างนั้นน่ะแล้วก็แต่ละคนก็ไม่เท่ากันอินทรีย์พละบอกตายตัวไม่ได้บางคนอาจจะพักแต่แถวนี้แล้วแต่ละคนเองอีกด้วยก็ไม่เท่ากันวันนึงอาจจะพักมากกว่าอีกวันนึงบางวันอาจจะนอนมากกว่าอีกวันนึงต้องการงานเพราะการสลายปฏิกิริยาสลายตัวหรือว่าทำอะไรแรงที่จ่ายคิด มันเป็นภาษาอังกฤษคิดภาษาทางจิตวิญญาณจ่ายทั้งแรงกายมันไม่ได้เท่ากันมันจะต้องสลายออกไปฝากกันมากกว่ากันเพราะฉะนั้นในการที่จะพักในการที่จะเพี้ยนในวันหนึ่งคืนหนึ่งมันจึงไม่แน่นอนเป็นอนิจจังไม่เที่ยงแท้แม้แต่ละบุคคลก็ยังไม่แน่นอนแต่ก็อยู่ในเกณฑ์ถ้าผู้ใดก็ทำได้แล้วไม่ติดไม่เสพไม่เสพการหลับหมดแล้วทั่วไปของการหลับแล้วรู้จักว่ามันไม่มีรู้จักอิ่มจัดเต็มมันไม่รู้จะกินต้นอันนี้ก็ทบทวนเท้าความแล้วก็สรุปไปในตัวให้ฟังให้เห็นชัดเป็นไม่เข้าใจได้ปัญญายิ่งเราจะได้ไม่หลงแล้วก็จะได้ไม่ ไปเข้าใจผิดเมื่อไม่เข้าใจผิดแล้วเรายังจะต้องมาจัดการกับการเคยชินการปิดการเป็นกิเลสในตัวของเราว่าเราจะปรับปรุงยังไงมันถึงจะอยู่ดีเมื่อเราปรับปรุงและสับสนของตัวแล้วก็มันมีจุดที่ได้ก็แล้วก็รู้แล้วก็ทำดีขึ้นยิ่งกว่านี้มีอีกเราก็ต้องทำจิตของเราให้ดียิ่งขึ้นไปอีกเรารู้เลยว่าอย่างนี้มันมันยังไม่ถึงจุดสุดยอดเราเอาพระพุทธเจ้าเป็นหลักเราเอาพระพุทธเจ้าเป็นใครเป็นหลักใช้เป็นแบบอย่างสูงสุดมีเมียยังไม่ถึงเท่าหรือว่าพระอริยะชั้นสูงสูงอื่นๆจนมีประสิทธิภาพอย่างนั้นมีลักษณะอย่างนั้นเราก็ดูตามเปรียบเทียบตามไปเรื่อยๆแต่เราควรจะมีอีกเพราะการที่ตรวจจิตตัวเองว่านี่มันก็ มันก็ดีขึ้นน่ะแปลว่ามันยังมีกว่านี้สิ่งที่ดีกว่านี้ยังมีอีกเป็นสัตว์อุตรดิตถ์จิตตังก็หมายความว่าจิตที่เราจะทำจิตของเรานี่ให้มันดียิ่งกว่านี้ได้มีอีกจะสิ้นเดือนกว่านี้ที่ดีกว่านี้ยังมีอีกเยอะจะได้เก็บตังค์เรารู้ของเราด้วยเหตุผลเป็นปัญญายิ่งอย่าโกหกตัวเองนั่นแหละเรารู้ให้ชัดแต่ตอนนี้เราทำควรจะทำได้ตอนนี้ผู้ที่มีฐานจิตฐานไหนที่มันได้อย่างมั่นคงแข็งแรงแล้วมันจะรู้ฐาน 9 มันจะรู้ฐานที่สูงยิ่งกว่านี้อีกได้มองเห็นเลยจะดีตามตัวอย่างตามแบบแผนพระอริยเจ้าชั้นที่ผ่านมาแล้วเราได้ศึกษามาเรารู้ประวัติและรู้ความเป็นปฏิปทาต่างๆ แล้วจะระลึกได้เลยว่าทำได้ดีกว่านี้มีอีกนะเรามั่นคงอย่างนี้แค่นี้มันมีกำลังและมันจะทำยิ่งกว่านี้ขึ้นไปอีกต้องทำได้เพราะว่าพระองค์อื่นท่านทำได้อ่าภันเตอื่นๆหรืออริยสาวกคนอื่นพระพุทธเจ้าท่านทำได้เราก็จะรู้เพราะงั้นเราก็จะต้องตายขึ้นไปจนกระทั่งถึงที่สุดรู้แล้วว่านี่จัดเตรียมดีแล้วจิตของเราพอเหมาะพอสมแล้วสูงกว่านี้ไม่มีอีกเป็นอนุรักษ์จิตตังแต่มนุษย์จะรักดีจิตที่ดียิ่งกว่านี้ไม่มีเราก็จะเข้าใจว่าจิตที่ดียิ่งกว่านี้ไม่มีอีกแล้วเป็นที่สุดแล้วแล้วก็ทำให้แข็งแรงทำให้มั่นคงเป็นสมาธิ รับสมัครเป็นประโยชน์เราจะรู้ว่ามันมีดีตรงข้อตรงที่ว่าเราเองเราก็เป็นผู้ที่มัธยัสถ์ที่สุดแล้วการที่จะอาศัยการกินอยู่หลับนอนการพักการเพียรอะไรเนี่ยมันมีวงหมุนเวียนที่มันพอดีแล้วมันดีแล้วสำหรับเราก็ดีที่สุดแล้วเราร่างกายเท่านี้เราอินทรีย์เท่านี้เราทำได้แค่นี้มันจะมันจะเข้าใจตัวเราเองเราทำเป็นผู้ที่ทำจิตได้อย่างนี้มั่นคงแข็งแรงดีแล้วก็เป็นประโยชน์อยู่ประโยชน์ประโยชน์สูงสุดคือเรามีความเป็นอยู่ขวาเป็นปัจจุบันนั้นเชียว เดี๋ยวนี้เราก็เป็นทุกข์เป็นผู้อยู่ผาสุขจิตใจว่างโล่งเบาสบายผ่องใสมีปัญญามีกำลังสร้างสรรค์ไม่วุ่นวายอะไรสบายใจมีงานมีการมีสิ่งที่เป็นประโยชน์จึงเรียกว่าเป็นสมาธิตัดสมาธิตัดแปลศัพท์หลวมๆแปลศัพท์ดื้อๆก็แปลว่าสมาธิเฉยๆก็แปลกันได้สมาธิแต่ที่เคยแยกให้ฟังและสมาคมแปลว่าสมาธิสมาชิกลงตัวนี่เขาก็แปลว่าเขาก็แปลทับศัพท์สมาชิกสมาคมแท้จริงมันมีนัยยะที่ต่างกันโดยพยัญชนะด้วยความหมายคือละเอียดที่จิตตกไปอีกพิสดารลงไปอีกมันมีนัยยะอธิบายให้ฟังแล้วพอถึงขั้นสมาธิตั้งจิต แล้วก็ต้องเข้าใจรายละเอียดลงไปอีกว่าไม่ใช่สมาธิธรรมดานอกจากเราทำให้แข็งแรงเป็นสมาธิแล้วซึ่งเราก็ได้รับเรียนมาแล้วว่าไอ้สิ่งนี้ดีและจิตที่ดีแล้วสิ่งที่เบิกบานแจ่มใสดีแล้วก็ทำให้แข็งแรงมั่นคงแต่ก็ยังต้องปล่อยอยู่ปล่อยอยู่แม้แต่ทิศทางของจิตถึงจะนั้นก็ตามมันก็ยังทำงานมันก็ยังเป็นประโยชน์ตนสบายเป็นกิจกรรมสะสมอาหารประโยชน์ท่านน่ะมีได้ถึงพร้อมด้วยร่วมด้วยหรือเปล่าร่วมด้วยถ้าจริงแล้วมันลงตัวมาร่วมด้วยเราทำประโยชน์ท่านก็มีอยู่ประโยชน์นี้เป็นประโยชน์เป็นงานกลายเป็นสิ่งที่สร้างซ้ำไปประโยชน์เราเราก็สบายทำงานก็มีที่จะทำสุขวิหารสร้างศาลมีผลผลิตก็มีเป็นประโยชน์ท่านไป Something มันเป็นอย่างนั้นไม่ใช่ว่าไปหลงงอก่องอขิงเป็นผู้ดับสนิทเป็นผู้หยุดหยุดแล้วก็เลยหยุดมันเลยตายก็ไม่มีกระดูกบางทีก็ไม่มีปฏิกิริยาจิตก็อยู่เสื้อรุ่นเป็นคนร้ายแรงงานเป็นคนที่ไม่กระปรี้กระเปร่าเป็นคนที่ไม่เชี่ยวชาญเป็นคนที่ไม่ชาญฉลาดไม่มีปฏิภาณกลายเป็นคนยิ่งเสี่ยงยิ่งแชร์ยิ่งตกตกตะกอนเป็นสีดำเป็นมิตรพันธ์ เป็นการเฉื่อยชาแข็งกระด้างเราไม่เข้าไปรูปนั้นเป็นตัวเกิดเป็นตัวไหวจนถึงเวลาพักพอสมควรซึ่งยกตัวอย่างไปแล้วว่าแม่พระพุทธเจ้าท่านยังไม่หยุดงานจิตก็ยังทำงานอย่างนี้เป็นต้นเราก็ต้องเข้าใจถึงที่อันนี้เป็นภาพพิสดารที่พูดให้ฟังละเอียดพอเข้าไปถึงความเป็นจริงที่มันเป็นอย่างนั้นลึกซึ้งแต่ในนี้หนังสือนี้ไม่ได้พูดถึงขนาดนั้นบอกว่าเป็นขั้นตอนแม้จะพูดถึงสังโยชน์ชั้นสูงถูกกว่าราคะอรูปราคะมานะทิฐิอะไรก็พูดทิ้งไว้เฉยๆไม่ได้ คนผู้รู้แจ้งแทงทะลุนั้นแม้จะทำในสิ่งที่ใครๆต้องเรียกว่าทำเพื่อประโยชน์ตนเช่นท่านกินอาหารให้แก่ร่างกายของท่านคนทั้งโลกก็จะเห็นว่าท่านทำเพื่อประโยชน์แต่แม้กระนั้นท่านผู้รู้แจ้งแทงทะลุจริงก็จะยังไม่หยุดไม่หยุดอยู่แค่เพียงเพื่อประโยชน์ตนอันเป็นการเห็นแก่ตัวไม่เมื่อกินอาหารให้แก่ร่างกายมันยังตั้งอยู่ได้ร่างกายนั้นก็จะอยู่เพื่อทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น ออกไปต่างหากไม่ใช่กินอาหารเพื่อตนจะอยู่เฉยๆว่างๆดับอยู่หยุดอยู่หรือเอาแต่นอนอยู่แต่อย่างใดไม่ท่านไม่ได้ทำเพื่อตนจริงๆแม้แต่การกินอาหารใส่กระเพาะตัวเองแท้ๆดังนี้แหละขอให้ลองไตร่ตรองดูดีๆให้ลึกซึ้งเริ่มต้นตั้งแต่การตั้งแต่กินท่านก็ไม่ได้เสพรูปเสกรถเสพกลิ่นเสพของที่กินได้อย่างไรบ้างท่านไม่ได้ทำเพื่อตนท่านกินสักแต่ว่านำมันให้รวมเข้าไปในกระเพาะและแม้ท่านกินแล้วท่านก็กินเพื่อให้ตายให้ใจมันทำงานทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่น ต่อๆไปอีกโดยแท้จริงเพราะท่านผู้นี้ไม่มีอะไรเป็นของของตนที่ยึดที่หวงที่หลงว่าเป็นของของตนจริงๆแม้แต่ต้นท่านก็ไม่ได้มีไม่ได้อยู่ไม่ได้เป็นจึงไม่ได้เอาอะไรมาให้ตนเลยดังนั้นก็ย่อมไม่มีของของตนโดยแท้แม้แต่ชีวิตร่างกายและจิตใจโดยสภาวะปรมัตถ์เป็นดังนี้เขาฟังดีๆคุณมีสภาวะคุณมีความจริงมีบรรยายอย่างถึงจะเห็นชัดแจ้งมันแจกแม้กระทั่งความเป็นตนที่ละเอียดให้เห็นว่าแม้แต่ท่านกินอาหารแท้ๆเห็นเป็นภาวะ สุริยานิตยากินอาหารมีสภาพเห็นอยู่ทนโท่กินเข้าปากตัวเองลงไปในกระเพาะตัวเองถ้าคนบอกแต่รูปก็ใช่เรากินอาหารให้ร่างกายมีรูปนามขันธ์ 5 นี้จริงแต่ท่านไม่ได้ทำเพื่อตนเพื่อตัวตนนี่เป็นภาวะปรมัตถ์เป็นสภาพปรมัตถ์คำว่าตัวตนเป็นของฉันของเราจึงเคลื่อนตัวเราถ้าไม่มีเพื่อนตัวเราถ้าได้แยกได้อธิบายสู่ความสำเร็จเหมือนกับคนเติมน้ำมันรถยนต์คนเอาน้ำมันไปเติมใส่ในรถยนต์ให้ใส่แทงค์ใส่ถังเข้าไปก็เจอมันไม่ได้อยากกินน้ำมันแต่ถ้าไม่เติมน้ำมันรถยนต์มันก็ไม่ติดเครื่องถ้าเติมน้ำมันเข้ามันก็ติดเครื่องมันติดเครื่องไปทำไมมันติดเครื่องไปทำประโยชน์ ทำการทำงานเพื่อให้น้ำมันกินมันก็กินน้ำมันกินแล้วมันก็ติดเครื่องติดเครื่องเป็นประโยชน์ไปมันไม่ได้ทำประโยชน์เพื่อตัวเองรถยนต์มันไม่ได้เสพแม้กระทั่งว่าน้ำมันนี้อยากซุปเปอร์น้ำมันนี้อย่างสีสวยน้ำมันนี้อย่างรสดีมันไม่เกี่ยวมันไม่ได้เสกเพื่อตนแล้วมันก็ไม่ได้ได้มาเพื่อตนมันตายกำลังงานออกไปมันก็ไม่ได้จ่ายเกือบชนชั้นเดียวกันเพื่อที่เป็นพระอรหันต์หรือพระอริยะชั้นสุดแล้วท่านไม่ได้กินพวกต้นถั่วและหน้าหมั่นไส้แต่ที่เคยยกตัวอย่างให้ฟังว่าผมเองไม่พูดต่อหน้าอะไรกับมันพูดถึงตายไม่ได้กินข้าวกับมันใส่กันตรุษจีน เขามองไม่ถูกเราไม่ได้กินตั้งแต่นี้ในนี้ก็บอกไว้แล้วตั้งแต่ถ้าจะเสพติดเสพเสียงเพื่อเสพมาเป็นสุขหรือท่านไม่ได้เสพสุขเพื่อตนแม้แต่ศพที่เป็นโลกียธรรมลากยศสรรเสริญสุขคือเป็นโลกียสุขต่างๆก็ไม่ได้เสพอร่อยสวยหอมชื่นใจอะไรต่างๆไม่ได้มีแม้แต่รถที่สุดอย่างนั้นถ้าไม่ได้เสพไม่ได้เอาเพื่อตนคือแสดงว่าไม่มีแม้แต่ตามอารมณ์คุณก็ไม่มีแล้วแต่กินอาหารไม่ได้มีกามารมณ์ที่ต้องหาไม่มีการขุดถ้ารู้ว่าจากกามคุณแล้วไม่ได้เสพกามไม่ได้มีปัญหาพฤติกรรมไม่มีการทำงาน ตามนั้นท่านก็ไม่ได้นึกว่ามันเสกออกไปแล้วก็ไปเสพภาวะหยุดกินในร่างกายมันตั้งอยู่แล้วก็ไปนั่งลอยๆอยู่เฉยๆว่างๆนิ่งๆดับๆอยู่เป็นแท่งเป็นก้อนเฉยๆกินเข้าไปให้ร่างกายมันทำงานเคลื่อนไหวได้เท่านั้นเองแล้วก็จะอยู่ดูโลกเฉยๆก็ไม่ใช่ไม่ได้ติดภาวะตัณหาไม่ไปติดอารมณ์หลับอารมณ์หยุดอารมณ์นิ่งอารมณ์ว่าอารมณ์อยู่ในมือเฉยๆเฉยๆลอยๆน้องๆเหมือนกับพวงมาลัยเปล่าๆก็ไม่ใช่ไม่ใช่ความผิดเป็นหลงผิดเลยไม่เป็นไม่สงสัยการวางการวางการหยุดเข้าใจสภาวะว่างสภาวะที่มันไม่มีอะไรโดย ใจกิเลสตัณหาชัดๆว่ามันไม่มีในจิตแต่ความที่มีอากัปกิริยาเป็นธรรมดาของมนุษย์รู้แม้แต่ที่สุดมีการงานเป็นสัมมากัมมันตะรู้การงานที่แท้เป็นที่สุดแล้วคนเราก็อยู่กับการงานไปที่สุดมีอาชีพมีอาชีพที่ดีมีประโยชน์สร้างสรรค์มีวาจาพูดได้ไม่ใช่มานั่งหุบปากที่ไม่ควรบูชาอย่างนี้เป็นต้นสุดท้ายแล้วก็เข้าใจทุกอย่างในสมัยพระองค์ 8 เป็นทุกที่เลยดับแล้วมีปฏิปทาเป็นผู้มีปฏิปทาแท้เข้าใจเด็ดขาดไม่มีปฏิปทาเข้าใจในปฏิปทาของชาวโลกแล้วก็เข้าใจในผลิตภัณฑ์ของสม ซื้อบุหรี่อย่างชัดเจนไปอย่างนี้แล้วก็ไปพูดที่รู้เป็นผู้ที่เข้าใจละออลงไปจนกระทั่งรู้ถึงความไม่ไม่เหลือตัวตนอย่างชัดเจนดังกล่าวนี้ฟังดีๆแล้วจะเห็นว่าการร่อนเอาคำว่าตัวตนออกไปจากเราอย่างไรจิตใจจะมีอาการที่เหลือจิตเราจะมีส่วนพิเศษที่ติดอย่างไรเราอ่านฟังไปเพื่อความเข้าใจฟังไปเพื่อความเห็นแล้วเราก็มาสภาพของเราเองไม่ออกเธอก็ทำให้มันออกจะรู้ด้วยปัญญาแล้วเราก็มาทำส่วนเหลือถ้าเราปฏิเสธส่วนที่มันมีอยู่จริงของเราเองหรือเราไม่มีตารู้ไม่มีปัญญาจะเกิดไม่มีตาทิพย์ รู้นี่ส่วนเหนือของเราได้ลิขิตในใจของเราอย่างนั้นอย่างนี้ถ้าเรารู้เราก็ทำมันให้ออกเรียนไม่ได้สู่ระบบศูนย์ถ้ามันไม่รู้มันก็ยังอยู่อย่างนั้นแหละยิ่งทำเผินๆทำทิ้งๆขว้างๆไม่ละเอียดละออที่จะอ่านผิดอ่านตัวกันไปอ่านตัวอัตราการโดยที่เรายังยึดอยู่เกาะของเราเสพติดอะไรอยู่เราก็จะไม่ละเอียดละออมันจะไม่หมดความเป็นตนที่แท้เพราะว่าแม้แต่ตามมันปัญหาที่เป็นภาวะอย่างอารมณ์มันอยากกว่าเพราะว่าปัญหาถ้าเราไม่รู้ในภาวะอาสวะของ ภาวะมันก็ยิ่งมันก็ไม่ลึกซึ้งบทอาสวะนี่ก็หมดกามาสไม่มีนะฟังดีๆถ้าเรียกอาสวะ 3 แล้วก็มีกามาสคือสิ่งที่มันยังเหลือเศษหมักดองในจิตที่เกี่ยวข้องกับการเราถือว่าการนี่คือทวารนอกหรือว่าโลกอย่างต่อมาจากทวาร 5 แล้วไม่เชื่อมโยงเข้าไปถึงอาสวะในเรารู้ทุกอาสวะไม่เหลือเชื้อหมักเชื้อดองไม่รู้เหลือเชื้อตกตะกอนที่อธิบายฟังแล้วเหมือนของหมักของดองแล้วก็มีการเหลือเชื่อมันทำปฏิกิริยาอยู่เบอร์ของเรามัน ก่อเกิดเป็นตัวเหมือนตัวเสริมตัวยืดตัวอะไรของมันเนี่ยมันก็แตกตัวขึ้นอยู่ของมันจิตกิเลสก็เหมือนกันไม่มีส่วนเหลือภายใต้ก้นบึ้งของจิตสงบจิตไม่ใช่ว่าเรามองเผินๆแล้วก็นึกว่าเราเองหมดแล้วไม่ได้ง่ายๆต้องทำแรกต้องแทงทะลุอย่างละเอียดรูปจึงต้องยึดละเอียดเข้าไปดูในครรภ์หรือแม้แต่กิเลสที่เป็นอาสวะชั้นชั้นนอนก้นเด็กอนุสาวรีย์อาสวะก็ตามเมื่อเราแน่ใจในการมาสวะซึ่งมันจะรู้ง่ายกว่าเพราะว่ามันออกมาเกี่ยวโยงกับทวารนอกถ้ามันอยู่ในใจโดยจริงโดยมันไม่เหลือมันไม่ต้องอาศัย บ้านนอกเลยก็ทิ้งคนเดียวเรียกว่ามันเป็นส่วนจิตในจิตเป็นรูปเป็นภพเหมือนเศษที่มันเหมือนกับสภาวะอย่างรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสแล้วก็เรียกครูกะลาพระอรูปราคะอยู่ข้างในไหนถ้าไม่เกี่ยวเลยเอาเองแท้สร้างชาติสร้างตัวสร้างตนสร้างนิมิตสร้างลูกสร้างวังสร้างวิมานอะไรแล้วแต่ของเราเองแม้ที่สุดไปติดภาวะหยุดภาวะหลับภาวะพักจนเกินเลยเป็นอัตรามันก็เป็นอัตลักษณ์ฉันเกลียดกลายเป็นฤาษีตาไฟกลายเป็นคนหลงยุคเป็นฤาษีหลงป่าเป็นพวกหลงเขาหลงถ้ำมันไม่มีเพียรมันไม่มีการงาน ไม่มีสัมมากัมมันตะพวกนี้มีแต่การอยู่เฉยๆทำคนให้เป็นเศรษฐกิจเศษดินทำคนให้ไร้สมรรถภาพไร้คุณค่าเพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจผิดของเราละเอียดเราไปถึงอาสวะชั้นผวาสวะคือหมายถึงจิตไม่เกี่ยวกับการมาพบไม่เกี่ยวกับตาหูจมูกลิ้นกายเราเป็นจิตในจิตเป็นตัวของจิตที่มันลงไปอย่างนั้นอย่างนี้ซึ่งมีรายละเอียดละออแม้แต่ตัวมานะชื่อมาณสังโยชน์มันยังมีกิเลสอีกนักหนาซึ่งเคยอธิบายแต่ละเอียดทุกคนกิเลสต่างๆที่โยงใยเกี่ยวเนื่องในจิตในจิตอาสาที่มีตั้งแต่กิเลส 16 กิเลส 16 แม้แต่วิปัสสนากฎกิเลสอีก 10 อะไร เป็นเรื่องลึกซึ้งเป็นเรื่องที่หลงยึดเกาะเรื่องที่เป็นไปอยู่ในตัวมันเองของจิตเราก็ต้องฟังภาษาแล้วก็ไปอ่านอาการกิริยาของจิตว่าเป็นอย่างนี้อย่างนี้จริงไหมถ้าอันนี้มันเรียกว่ามรรคอันนี้เรียกว่าปราสาทอันนี้เรียกว่าสารทำพระเอออันนี้เรียกว่ามานะอติมานะมันต่างกันยังไงอันนี้เรียกว่ามันเป็นยังไงอันนี้ก็ประมาณ 3 อันนี้เรียกว่าอัจฉริยภาพ อะไรมักขาดตลาดก่อนพวกนี้อีกจะมีพวกพยาบาลแต่เรื่องของจิตที่มันยังอยู่ในจิตที่มันทำให้เรามันเป็นโทษเป็นไทยมันไม่เกี่ยวกับทวารตาหูจมูกลิ้นกายไม่เจ็บหรอกผิดหลงหรือเราก็ต้องรู้เท่าทันอาการกิริยาที่มันเรียกว่ามันทำงานอยู่มันอาสวะมันเหมือนของหมักของดองมีปฏิกิริยาในจริงๆต้องชมแรกปัญญาเข้าไปรู้ในอาสวะและผวาสว่างสิ้น ทำลายเพราะวาสินมันก็หมดอวิชชาสวะจริงๆอวิชชาเราไม่ได้ไปทำอะไรมันหรอกเราล้างสิ่งที่มันโง่เง่าล้างสิ่งที่มันไม่รู้จะทำความละเอียดในเรื่องของทวาร 6 ต่างหูจมูกลิ้นกายใจรู้อย่างลึกลงไปจนถึงอาสวะทั้งหลายเข้าใจอาสวะทั้งหลายชั้นแล้วก็ทำลายอาสวะทั้งสิ้นเปลืองจริงหมดอาสวะแม่มันก็เป็นการศึกษาจึงไม่ได้ไปทำอะไรมันรักใหญ่ๆมันก็จะมีการปกครอง จะพบใน 2 ส่วนนี่แหละเป็น 2 หลักใหญ่ๆแล้วทำจนรู้จนจริงจนถึงจริงจนพรายหน่ายจนเป็นสภาพเจโตวิมุตติหมดปล้ำมีปัญญาไปหมดแล้วก็มีเจโตวิมุตติเป็นอุปสรรคเป็นมนุษย์ทั้ง 2 ส่วนละเอียดลออจริงๆมันจึงจะหมดเกลี้ยงอาสวะก็มีชื่อเรียกเป็นภาษาบัญญัติบอกให้ทบทวน 3 แต่เราจะใหญ่ๆก็คือตามมาสารภาพเป็นการรู้ซึ่งวิชาเป็นการทำลายอวิชชาก็คือการรู้จักอาสวะอาสวะทั้งสองนี่แหละเป็นเรื่องใหญ่ถ้ายังโมหะหลงผิดอยู่คนดีหรือยังรู้อยู่แต่ว่าเราทำลายยังไม่หมดก็ดีก็ยังไม่หมดอาสวะเท่านั้นเองทั้งหมดแล้วก็หมายความว่าถึงที่สุดคนอภิชาเสียว่า ทำได้ยังมีสัญญาเวทยิตนิโรธแน่นะเป็นจนเป็นสัญญาเวทยิตนิโรธไม่ถูกกำหนดถูกแม้แต่สิ่งละเอียดลึกซึ้งว่าจะรู้ต้องรู้กำหนดรู้ไม่ใช่รู้บ้างไม่รู้บ้างที่เหลือเศษสงสัยเหลือเศษที่ไม่รู้อยู่บ้างแสงๆไม่มีหมดในวัดสัญญาณมาสัญญาณเป็นสัญญาณมาสัญญาณ โจทย์สัญญากำหนดมั่นและสุดท้ายไม่ติดแม้แต่สัญญากลายเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนะฌานละลายได้เพ่งเท้าเรื่องไม่ยึดมั่นถือมั่นไม่ติดแม้แต่สัญญาในสัญญาแล้วกำหนดรู้กำหนดเห็นชัดเจนแม่นตัวถูกตัวว่านี่เป็นดีสุดแม้แต่จิตก็รู้สึกแล้วก็ไม่หลงจิตไม่ติดจิตไม่เห็นว่าจิตนี้เป็นของเราจิตนี้เป็นจิตบริสุทธิ์เป็นประทับแสดงจิตตังเป็นนิทานแล้วใสสะอาดแล้วก็ต้องรู้ว่านี่ก็ยังเป็นอนิจจังอนัตตาจิตนี้ก็เป็นอนิจจังอนัตตาไม่ใช่ของเราไม่ใช่ของเที่ยงถ้ารู้ก็ไม่รู้สม่ำเสมอเหมือนอย่างที่มันจะรู้อยู่อย่างเดิมไม่ใช่แล้วมันก็ไม่ใช่ คนขายอนัตตาจริงๆมันไม่มีตัวไม่มีตนจริงๆถึงขั้นนี้จึงจะเห็นชัดแจ้งทุกอย่างมันก็เป็นสภาพเกิดอยู่ในรูปนามขันธ์ 5 ธาตุรู้ก็คือวิญญาณธาตุอย่างนี้จิตก็เป็นอย่างนี้เท่านั้นอาการอารมณ์และความเป็นจริงของเราเองวางปล่อยแม้กระทั่งตัวตนหรือวิญญาณแห่งชาติสุดท้ายมันก็มีสิ่งแม้แต่นิภาดาได้สูงสุดก็ไม่ลงตัวไม่มีมานะซ้อนแต่ไม่รู้ว่าอะไรเราก็จะต้องอ่านเห็นจริงนี่ไม่เหลือตัวตนอันนี้พิสดารลึกลงไปอีกในจุดนี้และมีอธิบายเอาไว้แต่แค่ว่าผู้ที่ท่านกินอาหารถ้าไม่มีตัวมีตนก็เป็นแค่ประชาชนตามอารมณ์กามคุณ 5 ลดอาหารถูกอาหาร กินอาหารสำหรับอาหารอะไรงี้ถ้าพูดได้ไม่มีแม้กระทั่งพระว่าตามมานะได้แล้วก็ไม่ใช่ติดหยุดไม่ใช่ติดจิตไม่ใช่จิตสงบไม่ใช่ปิดเงียบติดดับอีกไม่ใช่ติดการพักอีกเราจะไม่มีการสร้างมันก็ไม่ติดมานะถือตัวถือตนถือความดีอีกซ้อนลงไปอีกเพราะว่าอัศวินแม้อุบัติเหตุจาก 13 แล้วมีมานะอติมานะมีมัตถุอย่างนั้นเพื่อแม่ที่สุดเป็นวิปัสสนากับกิเลสสิ่งที่เราได้แล้วเราเข้าใจแล้วเริ่มเข้าใจพี่มอบเข้าใจวิมุตเริ่มเข้าใจถึงปัจจัยอำนาจเข้าใจสิ่งที่เป็นสิ่งดีเป็นสิ่งสุขด้วยเข้าใจว่านี่เป็นยาน ปัญญายอดมันเป็นญาณทัศนะเป็นปัญญาวิมุตมากที่สุดมีฐานอุเบกขาฐานด้านปัญญาได้อุเบกขาฐานได้ฐานนิพพานจนกระทั่งเข้าใจว่านิพพานเป็นอย่างนี้แหละแล้วเราก็ประมาณเอาเข้าใจว่าเออนี่นิพพานเป็นอย่างนี้หมดสุดท้ายเป็นอย่างนี้จนแม้แต่อย่างที่เราได้อธิบายถึงยุโรป 8 กันแล้วอะไรเรียนถึงสภาพจริงมาจนกระทั่งท่านอรูปท่านอาจารย์สุดท้ายท่านสัญญาและเป็นนิโรธนิโรธอย่างไรในวันนี้โรคอริยสัจ 4 ปัจจุบันอีกเราจะต้องพูดอีกบางคนฟัง แปลภาษายังไม่ถึงสภาวะยังเข้าใจละเอียดลออยังไม่ได้ก็ค่อยว่ากันไปต่อไปจำภาษาได้ก็เอาแล้วก็ไล่เรียงให้มันลงตัวลงจนถึงสภาวะภาษาอย่างนี้พูดอย่างนี้หมายถึงอาการกิริยาของจิตอย่างนี้จนแม้จะเอารูปเราก็ไม่สงสัยมันก็มีสิ่งที่มันเป็นวิหารธรรมได้แม้กระทั่งเอารูปมึงก็แสนซ้อนอยู่ในสภาวะจิตเป็นสันเข่าวิหารเป็นเครื่องมือขั้นปลายสำหรับผู้ที่มีฌาน 4 เป็นเครื่องอยู่เป็นที่เป็นความสุขของผู้บริหารและก็มีความผิด 4 เรียกว่าเอารูปสุดท้ายซ้อนอยู่โดยธรรมเข้าใจอยากจะอธิบายให้ฟังแล้วว่าทำไมพระพุทธเจ้า สาธิตทำนิพพานทิฐิถ้าถึงไม่ตอบว่าอรูปฌานนี้เป็นความหลงผิดของทิฏฐิอันหนึ่งก็ทำตามคนหลงตามเป็นนิพพานก็มีได้หลวงตามงคล 5 ชนิดผ่านหลงทางหนึ่งเป็นรูปบัญชาหนึ่งเป็นนิพพานลงชื่อผู้บัญชา 2 ไปนิพพานรูปประทาน 3 เป็นนิทานรูปฌาน 4 ชนิดผ่านที่จะทำทิศทางที่จะทำให้ทานมันมีอยู่ 5 เท่านั้นแหละถ้าไม่ปรับปรุงเอารูปประชาชนทำใหม่ก็อธิบายโดยเน้นให้ฟังแล้วก็เพราะว่าเอารูปประชาชนผู้ที่เข้าใจรูปประธานจริงถูกต้องจากคุณมีอายุประทาน อยู่ในตัวเองจริงเข้าใจในภาวะภพเข้าใจในเรื่องของจิตในจิตจิตมันมีสภาพมีวิตกวิจารมีปิติมีสุขมีอุเบกขาเป็นธรรมดาผู้ใดเข้าใจเท่าทันปิติแล้วไม่เกิดปิติวิสัยไม่มีลูกจิตที่จะมานั่งเสพนั่งติดแม้แต่ความดีใจความชื่นใจครูเฟื่องการฟูลอยของจิตมันไม่มีก็ไม่มีแล้วมันก็ไม่มีอะไรเป็นธรรมดาเป็นแบบลูกโมทนาหรือเป็นแต่เพียงมุกที่ตาเจ็บรู้ว่าเขาได้ดีแล้วก็ดีรู้สิ่งดีเกิดแล้วคนดีและปิติเป็นพระปรมัตถ์ให้ฟังแล้วว่าถ้าแปลว่ายินดีมันยังมีภาษาภาษาไทยคำว่ายินดีมันยังมีอาการอารมณ์อยู่ไม่ใช่น้อยเห็นดีก็ลดลงมาอีกหน่อยนึงให้สักแต่ว่าเห็น ก็รู้สึกว่ามีจิตโน้มน้าวไปเห็นดีด้วยแต่ไม่มีรสชาติกับคำว่ายินดียินดีให้มันตีปี๊ดเลยนะถ้าคำว่าความหมายของภาษาไทยยินดีมันรู้สึกชื่นใจร่าเริงมันมีอร่อยรสชาติจะเห็นอาการของจิตมันยังเยอะยังใหญ่เพราะความหมายคำว่ายินดีเนี่ยมันจึงให้สื่อความหมายที่ยังหยาบอยู่แต่แท้จริงเราอาศัยภาษากันทวารหูทวารต่างชาติตะวันตายินดีใช้สว่านหูย่อลงไปจนกระทั่งอธิบายคำว่ารู้ดีก็คือถวายสิบนั่นแหละยินดีกับจิตเห็นดีก็จิตรู้ดีก็จิตแต่มีความหมายโดยใช้ภาษาสื่อยาวกว่ากันเป็นระดับๆผมก็เลยอธิบายไปลงหาตัวที่จริงถ้าเป็นปิติที่ถูกเป็นปิติที่สูงของปรมัตถ์พระอริยะชั้นสูงแล้ว ภาษาไทยย่อยลงไปเป็นคำว่ารู้ดีมันได้รู้สิ่งนี้ว่าดีสัมผัสสวัสดีแล้วมันก็อุเบกขามันไม่ตื่นเต้นกูลอยมันไม่ฟูเฟื่องอะไรมากมายใครเข้าใจอารมณ์อย่างนี้ของจิตแล้วก็เป็นจริงแล้วไม่ติดจานมันมีด้วยมันมีรู้ตัวพฤติกรรมของทุกๆอย่างที่ต้องศึกษาปิติมันก็รู้ว่าเออมันรู้ดีสุขเป็นยังไงก็ว่าว่างนั่นแหละมันก็ดีอยู่ที่ว่างว่างที่ดีแสดงว่าธรรมะนี้มันเป็นแนวระนาบไปเลยมันไม่ได้มีอะไรเฟื่องฟูไม่มีอะไรที่มันจะ น้อยไปมากไปอะไรมันเฉยๆหรือมันเรียบรากมันราดเลยเธอแปลสันป่าหรือสันติดวงสว่างมันราบรื่นคำนี้เป็นความหมายกลางและเมื่อวิตกวิจารณ์มันก็เสมอระนาบเท่ากับปิติปิติมันก็เท่ากับสุขก็เท่ากับอุเบกขารากนี่เป็นสภาพของอากาศคือสภาพโลกว่าไม่มีอะไรเป็นสภาพโค้งไม่มีสภาพสะดุดไม่มีสภาพอะไรต้านทานโรคเกลื้อนตรงไปไม่มีที่สิ้นสุดอาการสาหัสเป็นอันนั้นตัวอาการอะไรไม่มีที่สิ้นไม่มีที่สุดไม่มีขอบไม่ ไม่มีอะไรค่ำไม่มีอะไรกั้นไม่มีอะไรสะดุดมันโล่งมากเรียบรื

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน