211226-1-098 ทางเอกภาค1-ตอน098(หน้า304)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท051.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันอังคารที่ 26 ธันวาคมพุทธศักราช 2521 พ่อท่านพระโพธิรักษ์บรรยายทางเอกภาค 1 บทที่ 8 ครั้งที่ 98 ที่พุทธสถานสันติอโศกถ้าเรามาทำวัดกันต่อชั่วโมงกว่านี้เราก็ได้พยายามที่จะอธิบายส่วนของคำในธรรมหรือผู้ที่มีญาณปัญญาหยั่งรู้ถึงจิตในจิตอันลึกซึ้ง แล้วก็ถูกสภาพอย่างแท้จริงแต่ละสภาพเราก็จะต้องเข้าใจความหมายอย่างแท้จริงเรียกว่าเกิดญาณทัศนะหรือเกิดญาณปัญญาต้องเข้าใจทั้งความหมายที่เรียกว่าปริยัติหรือความหมายของที่เราเคยรู้เคยสนใจมาตามคำสอนตามพระธรรมและก็เราก็จะต้องไปอย่างรู้เองจริงๆถึงจิตแท้ๆเข้าใจกำหนดลงไปให้มันเป็นอันเดียวกันสัญญามั่นหมายลงไปเป็นอันนั้นอันนั้นด้วยกันแม้แต่อาการสภาพที่ดีกว่าวิตกวิจารณ์สภาพที่เรียก สภาพที่เรียกว่าสุขเรียกว่าแม่อุเบกขาหรืออากาสานัญจายตนะวิญญาณัญจายตนะอากิญจัญญายตนะหรือเนวสัญญานาสัญญายตนะที่สุดถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอันเป็นสภาพของอาการที่บรรยายของภูมิปัญญานิโรธอริยสัจต่างกับนิโรธความหมายเอาง่ายๆแต่ฉันมีโรคอสัญญีและไม่ใช่นิโรธคือสีดาบทแล้วก็เอาเข้าแท้แม้จะเอากินจรรยาจะชนะก็ไม่เหมือนกับสัญญา ขอสัญญาเวทยิตนิโรธจึงไม่ใช่อสัญญีสัญญาเวทยิตนิโรธจึงไม่ใช่อากิญจัญญายตนะทีนี้มาแยกให้ดีๆฟังให้ดีๆเข้าใจให้ดีๆอยากฤาษีก็อธิบายกันไปอธิบายกันมาอธิบายสภาพฌานอรูปฌานพอมาถึงก็กินเป็นยาเย็ดกันนะก็ไปเป็นลักษณะของสัญญาหรือเรียกว่าสัญญีอสัญญีสัตว์อาศัยมีพรมอะไรก็ได้หมายความว่าดับสัญญาไม่มีความรับรู้ไม่กำหนดหมายถ้าจะมี เศษเหลือก็เหลือแต่ว่ามีเวทนาก็อธิบายเวทนาให้ฟังแล้วว่าถ้าเวทนาไม่ไม่ส่งไม่สัญญาทำงานมันก็เหมือนกันแต่มันไม่รู้เรื่องอะไรแต่แท้จริงมันมีตัวรู้นิดนึงจะมีตัวรู้เริ่มรู้แต่ไม่กำหนดไม่จำพอแตะแล้วก็ปล่อยมันเป็นตัวแรกมันเป็นตัวแรกของงานจิตแต่จิตมันไม่ส่งต่อมันไม่มีสันติสัญญามัน
อ่านต่อ
ไม่ได้รับเจตสิกเนี่ย 70 สัญญามันไม่ได้รับเข้าไปกำหนดหมายรู้เทียบเคียงมันก็เหมือนไม่รู้มันไม่รู้เพราะฉะนั้นยามสูงก็ต้องให้สัญญาณนี่แหละเป็นตัวกลางสัญญารู้แล้วไม่ต้องส่งไปสังขารปรุงอะไรไม่ต้องรอรับอะไรมาผสมกับสีอีกเท่าที่รู้ตามกำหนดตามกำหนดหมายถ้าจะจำได้ถ้าจะเป็นอย่างเดิมอย่างเก่ามันก็ สักแต่ว่าสัญญาทำงานแล้วก็ให้มันจบไปอย่างที่เคยอธิบายในลักษณะสัญญาและรูปเวทนาสัญญาจึงต้องหาว่าเป็นพวกมีขันธ์ 3 ไม่ต้องมีสังขารไม่ต้องมีวิญญาณแล้วเขาจะหาก็หาแต่ว่าเรารู้เครื่องหมายกำหนดหมายเพื่อที่จะทำจิตเพื่อที่จะระบบจิตให้มันให้มันได้ก็อ่านรู้จิตของเราแยกรูปแยกนามอะไรของเราให้ชัดเจนและเราก็ปฏิบัติถูกมันก็ได้ของเราเองเพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่าเราไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงตั้งแต่ความหมายของปริยัติหรือบัญญัติว่าฉันดีไม่ได้เป็นอดีตเป็นยาเย็ดกันนะเอากินจรรยาจะได้ไม่ใช่สัญญาเวทยิตนิโรธ 3 ภาษานี้ไม่ใช่อันเดียวกัน ลักษณะต่างกันแต่ยังฤาษีฤาษีที่เขาอธิบายกันมาแล้วเท่าที่ฟังในตำราไหนมาทั้งนั้นแหละเหมือนกันหมดแต่ชั้นดีก็เหมือนว่ากินจรรยาจะชนะอ่ะกินจรรยาจะชนะก็เป็นเหมือนสัญญาเวทยิตนิโรธเหมือนกันหมดมีความหมายไม่ผิดกันถ้ามีความหมายไม่ผิดกันแล้วล่ะก็มีพิษได้ง่ายๆแล้วว่ามันโมเมมันจับมาปนๆกันทั้งนั้นคือภาษามันก็คนละความคนละภาษาตัวพยัญชนะกับคนเราพยายามจะชนะความหมายคนละอย่างแน่หรือพยัญชนะจะมีความหมายอย่างเดียวกันมันก็พึงมีได้เหมือนกันแต่มันก็ไม่น่าจะเป็นอย่างนั้นทำให้เรารู้รอบจิตแล้วรู้รอบถึงอาการกิริยาอะไรต่างๆจริง อันนี้ก็ยืนยันได้ว่าศาสนาโมเมหรือว่าศาสนาที่เข้าไม่ถึงทำไม่ได้ทำได้แค่นั้นเขาก็ยืนยันว่านี่ก็สุดจะรีบไปเอาอนุปลุกพระวิหารไปถึงยอดตัวที่ 9 เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธนี่แหละสูตรตัวนี้ล่าสุดเขาก็โมเมไปเอาภาษามาแตะชื่อเข้าให้แท้จริงแล้วเนื้อมันไม่ใช่สภาวะธรรมสภาวะจิตตัวจริงมันไม่ใช่มันจะเป็นโมเมไปอันนี้อันนึงที่เราสั่งอำนาจเค้าเรียกว่านิโรธสมาบัติหรือว่ามีเอกสารนิโรธอันนี้ไม่นิยมกันและก็ไม่เคยเรียกแต่ว่า มีในพระไตรปิฎกผมอ่านเจอเองจากที่พระอานนท์ได้ทูลถามพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทูลถามว่าถ้าจะดับดับจิตดับไปเป็นใจตัวสมถะให้สนิทไปทำยังไงพระพุทธเจ้าท่านก็บอกว่าควรจะยากอะไรถ้าจิตของเรารับรู้อยู่มันมีรูปมีรูปพอจิตของเราว่างลงว่างลงหรือจิตแล้วก็ดับลงไปนิดหน่อยนึงก็ไม่มีเป็นผักกินจันทร์อ่ะกินจันทร์แล้วก็ดับไปให้ยิ่งขึ้นไปอีกมันก็ไม่มีเองว่างั้นเราดับกลิ่นเหม็นที่สุดเลยแล้วก็ดับตัวจิตลงไปเลยไม่ต้องให้เหลืออะไรไม่ต้องไปรู้อะไรไม่ต้องกำหนดสัญญามั่นหมายอะไรอีกที เรียกว่าอภิษฎานิโรธดับสัญญาอย่างยิ่งมันมีความหมายอันเดียวกันหรือคล้ายกันกับอสัญญีอภิปัญญานิโรธดับไปเลยก็ย่อมได้พระพุทธเจ้าตรัสกับพระองค์อย่างนั้นแต่ถ้าตัดอย่างนี้ความหมายก็หมายความว่าอย่างนี้หมายความว่าดับให้เป็นอัสนีนั่นแหละอานนท์ความหมายอย่างนี้ท่านเอาความหมายถ้าจะดับคือภาษาบาลีมาแทนกันมาถามใช้เทคโนโลยีมาถามว่าจะดับให้มันยิ่งลงไปเลยไปทำยังไงทีนี้คำว่าดับของพระอานนท์นั่นน่ะพระพุทธเจ้าท่านอยากรู้ว่าหมายถึงอะไรคือดับไม่มีกำหนดหมายอะไรเลยท่านก็บอกว่าก็ทำอย่างนี้จะมีอาจารย์เกจิอาจารย์มาแก้ไม่ต้องเกจิอาจารย์ เมืองอื่นกับเมืองไทยเขียนหมายเหตุ footnote ลงไปในหนังสือเล่มที่ฉันเองแปลคำแปลพระไตรปิฎกบทนี้อาจารย์ไขท่านก็บอกว่าอันนี้พระพุทธเจ้าคงจะอธิบายหลักเพราะไม่ผ่านในระยะสัญญานาสัญญาจะนะและดังนั้นเขาก็หมายออกนิโรธกลับเป็นอสัญญีในภาษาและเขาก็เข้าใจว่าสำลีคือสัญญาเวทยิตนิโรธเขาก็เลยเหมาว่าถ้าจะอัดเสียงดีหรือสัญญาเวทยิตนิโรธก็ต้องผ่านในวัดสัญญาณมาสัญญาณพระพุทธเจ้าก็ท่านก็เอ่อละไว้ในฐานที่สุดใจเหมือนเลยยกตัวอย่างเหมือนอย่างกับเราเดินยกตัวอย่างประกอบด้วยนะเหมือนกับเรายังเดินจะไปสู่บ้านโน้นแต่ถ้าเราเคยเดินแล้วแม้ข้างทาง มีอะไรข้างทางเราก็ไม่ได้แลเราตั้งใจจะไปบ้านโน้นแล้วก็เลยมุ่งเดินผ่านเข้าไปถึงที่สุดเลยข้างๆนี่เหมือนมีในวัดสัญญาเราก็ไม่เอาแล้วก็ผ่านไปเลยนี่ยกอนุชาขออย่างนี้ซะด้วยนะบรรยายไว้ใน Foot Note นี่แหละเกจิอาจารย์ไขความโมเมเอาตามชอบของตัวเป็นอย่างเงี้ยมียกตัวอย่างที่จับได้คาหนังคาเขาเลยคนไทยไม่ใช่คนอื่นพระเจ้าคุณอะไรไม่รู้แปลในหนังสือพระไตรปิฎกจอซึ่งเขาสมัครสมาชิกไม่ได้อนุญาตสูบนี้ ซึ่งมันไม่ได้จริงอย่างนั้นทำไมพระพุทธเจ้าท่านจะไปหวาดหวั่นอะไรทำไมยิ่งไม่หวาดใหญ่เลยจะยิ่งไปพูดถึงชายไม่พูดถึงสภาพจิตฉันนึกแล้วท่านจะไปหวัดใหญ่เลยแล้วตัวเองไปตีความเอาเองเพราะความเข้าใจโมเมนึกว่าอสัญญีนี้เป็นสัญญาเวทีจะนิโรธจึงไปบอกว่าอย่างนั้นแท้จริงไม่ใช่ตอนนี้ที่พูดถึงยกตัวอย่างให้ฟังว่าเกจิอาจารย์ก็ทำตามภูมิก็เจตนาดีไขความจนอยู่ตามตัวรู้ก็กลัวคนอื่นจะไม่เข้าใจเราเข้าใจอย่างนี้ก็อยากให้คนอื่นเข้าใจด้วยก็แสดงภูมิลงไว้อย่างนี้แหละศาสนามันเพี้ยนมันเบี่ยงมาอย่างนี้เสมอจนสุดท้ายเข้ามาอธิบายสัญญาเวทยิตนิโรธเพราะตัวไม่ถึงก็ดาว ดาวน์ก็ลดลงมาเรื่อยตามที่ดาวเนี่ยดึงลงมาเป็นอสัญญีด้วยซ้ำไปแต่ที่จริงอย่างนี้โลกก็ไม่ได้หมายถึงนิโรธอริยสัจหมายถึงใจโตสมถะหมายถึงดับจิตเพราะฉะนั้นอภิษฎานิโรธจึงไม่ได้เป็นคำกล่าวลงไปว่าดับจิตจนสนิทหรืออะไรก็ไม่ได้ว่าหมายถึงว่าใครสามารถอย่างไรทำได้ยิ่งแต่นิโรธกับสัญญาของตัวเองเนี่ยดับได้ยังไงก็ดับไปให้ที่สุดดับไปที่สุดเลยก็แล้วกันแล้วก็เรียกว่าดับเพราะว่าคำว่าสัญญานิโรธจึงเป็นความเป็นธรรมหมายและเป็นความที่ให้ความหมายอันนึงประการหมายถึงการเรียนระดับจิตลงไปด้วย แค่นี้ก็ย้อนมาคำว่านิโรธสมาบัติคำว่านิโรธสมาบัตินี่โดยความจริงก็หมายความว่าเราฝึกนิโรธนิโรธสมาบัติฝึกนิโรธทีนี้เมื่อเข้าใจนิโรธผิดเมื่อใครไปกำหนดหมายสัญญาคำว่านิโรธเป็นอสัญญีผู้นั้นก็จะฝึกนิโรธเป็นอสัญญีพอมีโรคสมาบัติของผู้ที่กำหนดหมายคำว่านิโรธเป็นอสัญญีผู้ฝึกผู้นั้นก็แน่นอนเมื่อเป้าหมายว่าดับจิตก็ต้องไปฝึกดับจิตเป็นสำนึกสมาบัติส่วนผู้ใดเข้าใจนิโรธของพระพุทธเจ้านิโรธอย่างอริยสัจคือดับแต่กิเลสไม่จำเป็นดับจิตจับกิเลสนี่แหละมันสั้นแฝงอยู่ในจิตหรือว่าเป็นอาคันตุกะแท้ๆพระพุทธเจ้าต้องตรวจสอบพันธุกรรมมัน เจ็บมันไม่อยู่เนี่ยมันเป็นอาคันตุกะเข้ามาอาศัยจิตมันเหมือนเป็นจิตที่มันครองเรือนจิตเลยมันเป็นเจ้าเรือนเนี่ยมันมาเป็นเจ้าเรือนจิตรเราเองกลับไม่รู้เลยว่านี่เรามีมีสมบัติและไอ้โจรเนี่ยให้จะเอาไอ้แขกเนี่ยมาเป็นเจ้าของเชียวนะเราจะต้องจับจะจับแขกเจ้าจะจบปลอมนี่ให้ได้ระดับพันนี้นิโรธก็ไม่รู้จักอันนี้โหลดอันนี้มีรถอริยสัจไม่ได้ไปดับไอ้ตัวจิตจิตเป็นตัวธาตุธรรมดามันมีอยู่ทรงอยู่เป็นธรรมชาติธรรมดาเราจะไปดับมันต้องเลือกเป็นอย่างนั้นที่เราได้หมายถ้าผู้ใดเข้าใจนิโรธอริยสัจ วิโรจน์ดังที่หมายนี้ผู้นั้นก็ฝึกตามที่หมายนี้ตอนนี้รอดสมาบัติของพระอริยะก็เป็นผู้ฝึกเพื่อนรักดักกิเลสตัณหาอุปทานหรือดับดับเพราะกินพวกโลภะโทสะโมหะที่ทุจริตอะไรต่างๆพวกนี้จริงๆไม่ใช่ว่าไปดับจิตโมเมดับไปเฉยๆแต่วาระที่จะดับจิตนั้นน่ะเราฝึกได้ไหมฝึกได้ก็ดังที่เคยบอกแล้วว่าเราจะฝึกดับจิตจะพึงกระทำอย่างนั้นบ้างขัดอย่างนั้นด้วยบ้างได้ขัดใจโตสมถะเอาก็ได้ไม่ใช่ว่าไม่ได้ผู้ใดไม่สุดก็ไม่ได้กูได้ฝึกก็ได้ต้องแยกแยะให้เห็นถึงต้องเข้าใจให้แม่นนิโรธสมาบัติจึงหมาย ได้ทั้งสองหน้าผู้เข้าใจว่าไปดับจิตเป็นนิโรธสมาบัติเพื่อฝึกดับจิตเขาก็หมายเอาอย่างนั้นผู้ใดเข้าใจแท้ว่าไม่ต้องไปดับจิตดับแต่กิเลสเป็นนิโรธสมาบัติก็นิโรธสมาบัติก็หมายความว่าทำความดับสิ้นให้แก่กิเลสตัณหาอุปทานไม่ใช่ไปดับเอาตัวจิตอย่างที่กล่าวแล้วนี่ก็ต้องแยกแยะให้สำคัญส่วนความหมายนิโรธสมาบัตินั้นคนเข้าใจความหมายไปในทางที่ไม่แบ่งแยกอย่างสุขุมอย่างนี้แต่เข้าใจว่าดับจิตเสียมากคำว่านิโรธสมาบัติจึงทำให้คนกลายเป็นรู้ว่าหรือเข้าใจเอาว่าไม่รู้ว่าสมาบัติก็เป็นการดับจิตอีกแหละแต่เหมือนกับสัญญาเวทยิตนิโรธแล้วกลับไปเป็นตัวเดียวกันก็อาศัยดีเจตนาเป้าหมายไปถึงจุดนั้น เพราะเข้าใจกันอย่างนี้แล้วก็ผู้ไม่รู้รู้แค่นี้ก็อธิบายสืบต่อกันมานานไกลจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ใช้แทนกันผมก็เคยใช้แทนแล้วก็ใช้แทนเสมอนะแต่ก่อนนี้ยังไม่ได้อธิบายลึกซึ้งอย่างนี้สำหรับอนุสัญญาก็เอาแทนนี้ไปก่อนว่าไปก่อนเป็นคันๆไปจนกระทั่งมาแยกออกแยกออกค่อยๆโน้มเอ็นโน้มเองเข้ามาเป็นขั้นตอนขั้นตอนเป็นรูปเป็นจิตจนมาถึงสภาพที่มันรู้กันได้ไม่ค่อยว่ากันอันแสนดีแค่ทำจิตทำใจให้มันดีมันยิ่งมันสูงถ้าเป็นศาสนาพุทธเป็นพุทธธรรมแล้วเอาชั้นดีก็ไม่ใช่น้อยอาศัยอยู่ก็ไม่ใช่สภาพตื้นตื้นๆแต่สภาพที่จะหมด สภาพของจิตที่จะยึดเกาะแล้วมาจนกระทั่งจะเข้าหาอาการสาแล้วที่จริงแต่คนไม่รู้ว่าเขาจิตบริสุทธิ์จะเข้าหาสุทธาวาสแล้วเขาหาจิตบริสุทธิ์แต่คนไม่เข้าใจก็ไปดับจิตเล่นเอาเราเราก็เข้าใจตามความหมายไม่ต้องไปตั้งใหม่ก็ได้เราก็จะตามความหมายเขาก็ใช้แล้วก็กำหนดให้แม่นและทำให้จริงข้อสำคัญความมุ่งหมายที่ชัดเจนและภาษามันจะไม่ค่อยตรงนักก็ไม่ต้องไปสำคัญอะไรนักกับภาษาข้อสำคัญความหมายที่แท้เป็นสัญญาที่ชัดเราจะต้องรู้สัญญาที่ชัดเพราะฉะนั้นเมื่อเรากำหนดหมายได้ถูกต้องแล้วก็ทำให้มันลงตัวจริง ฉันอยากโดยไม่ใช่ภาษาแต่เป็นจิตเป็นสัญญานั้นเป็นเรียงความรู้ไปสัญญารู้ประสานงานจิตที่มันทำอย่างนั้นจริงๆเกิดสภาวะรูปอย่างนั้นรูปร่างอย่างนั้นตัวเนื้ออย่างนั้นจนเราสามารถใช้ยารู้อารมณ์จิตเราได้ว่าเราถ้าเราเป็นอย่างนี้จิตของเราเป็นอย่างนี้นะตอนนี้ลูกอารมณ์ของจิตของเราเป็นอย่างนี้อารมณ์ของจิตของเรากำลังมีสภาพอุเบกขาจะมีเป็นตนเราจะรู้อุเบกขาได้เพราะเรามีอารมณ์ของจิตของเราเป็นอุเบกขาจริงเกิดดับเกิดดับหรือเกิดสืบต่อกันอยู่แล้วเราก็พยายามที่จะเอาจิตส่วนหนึ่งของเราเป็นปัญญา ปัญญาที่หยั่งรู้นั่นแหละเราเรียกว่าต้องกำหนดให้จิตมันกำหนดหมายแล้วไปให้แม่นนะไม่มีอะไรขั้นสมมุติว่าจิตเกิดจิตดับจิตเกิดจิตดับจิตตัวนี้เกิดเป็นอุเบกขาจิตของเราอีกเกิดอีกสักดวงหนึ่งเราก็ต้องตามติดไม่มีอะไรขั้นเพื่อที่จะรู้เบรคขาตัวนี้ไม่มีอะไรปลอมตามไล่ตัวท่านไม่มีอะไรแซงไม่มีอะไรแซมจิตตัวนี้ก็รู้สัญญากำหนดหมายถึงชัดเป็นอุเบกขาติดตัวอุเบกขาก็ยังต่อเนื่องอยู่อีกเกิดต่อต้องเหมือนกับตัวปัญญาแซมอยู่กับตัวจิตที่มันเป็นอันนั้นจริงอุเบกขาจริงแล้วก็มีตัวปัญญาจริงรู้เจโตปัญญาเจโตปัญญาเจโตปัญญาเจโตเป็นอุเบกขา ตัวจริงๆอ่ะเป็นอุเบกขาตัวปัญญารู้อุเบกขานั้นอุเบกขาก็ยังเกิดอย่างเดิมอยู่ตัวรู้ก็รู้ให้ชัดอยู่รู้ยังชัดเจนว่าตอนนี้อารมณ์ของเราสืบเนื่องติดต่ออยู่แต่อุเบกขาน้อการเป็นอย่างนั้นจึงเรียกว่าสัญญาบอกแล้วว่าถ้ารูปรูปนี้ถูกรู้เจโตของเราตัวนี้เป็นรูปแล้วตอนนี้เป็นจิตที่เป็นรูปนี้เป็นเรื่องนี้เป็นร่างนี้เป็นสภาวะนี้เป็นสิ่งที่ถูกรู้นามคือตัวรู้เมื่อมันไปรู้อาการกิริยารู้สภาพรู้สภาวะรู้รสรู้อารมณ์ของจิตเป็นอย่างนี้เราก็ตัวเป็นตัวเองจิตของเราเองเราเรียกตัวรู้นะว่าปัญญาคนได้หรือเรียกว่าสัญญาก็นี่แหละ กำหนดหมายถูกกำหนดลงไปที่ 7 ตัวเราเองตามจุดสำคัญแล้วตอนนี้กำหนดความสำคัญว่าเป็นอุเบกขาแล้วเราก็รู้ความหมายของอุเบกขารู้สภาวะอาการกิริยาอะไรของมันเป็นอย่างนี้แล้วเราก็มันหมายถูกสำคัญตามที่กำหนดตามที่บอกขนาดบอกกันรีบตักของมันว่าเป็นสมาธิสั้นขนาดนี้นะที่อุเบกขานี่เป็นอารมณ์ขณะนี้อย่างนี้ตามความหมายที่เรารู้ว่ามันหมายอย่างนี้นะตรงไหมคุณตรงคุณก็ยืนยันได้ว่าอันนี้เป็นครูเป็นสัญญาตามที่คุณทำได้ทีนี้อันนี้แหละที่ว่าครูประสานงานถ้าเราเลื่อนจากสมมุติว่าลูกอย่างสูงเลยนะถ้าลูกอยากปิติรูปอย่างที่หลวงวิจารณ์ แล้วแต่รูปตามที่เรากำหนดด้วยภาษาลูกขนาดไหนอาการยังไงคุณก็ต้องรู้สมาธิสักการะของคุณทุกตัวทีนี้เราจะพ้นอุเบกขาออกไปใครยิ่งกว่านั้นอีกวางเบากว่านั้นมีอาการต่างกันไปอีกแน่นอนมีน้ำหนักที่ต่างกันเราต้องกำหนดหมายถึงกำหนดอารมณ์รู้ว่ามีสภาพสภาวะไม่ใช่รู้แต่ภาษาเดาแต่ว่ามีอารมณ์อาการของจิตของเราเองสัมผัสเองสัญญากำหนดหมายเองรู้ว่ากว่านั้นอีกผู้ที่ล่วงดูเปิดสัญญาณนางสมมุติสมมุติล่วงปฏิกะประเทศไม่มีเสื่อมสลายไปแล้วงานนั้นตัดสัญญานาง ธนาณัติสัญญานางอมรรัตน์สีการันต์และตัดสัญญาณน่ะผู้ที่เข้าใจแม้แต่นานาตะสัญญากำหนดสัญญาทุกตัวประเภทที่จะมนสิการไม่ใส่ใจไม่ผูกใจเราไม่เอาต้องผูกใจลงไปรู้กำหนดหมายเราไม่ไม่ยอมรับหรือว่าไม่ไม่กระทำในลักษณะไม่ไม่เอาใจใส่หรือว่าไม่สนใจหรือว่ามันผูกจิตไม่กระทำให้อย่างรู้ถึงในสัญญาต่างๆในอัตราต่างๆ ไม่เอาให้เราผ่านล่วงพ้นสภาพพรุ่งนี้เข้าถึงสภาพอากาศถ้าผู้ใดที่รู้อย่างนี้ทำอย่างนี้ได้ผู้นั้นก็เข้าสู่ภาคอากาสานัญจายตนะว่างว่างจากปฏิฆะว่างจากสัญญาใดๆที่เรามีภูมิขนาดนั้นน่ะตอนนั้นเรามีภูมิอากาศศาลนะเพราะฉะนั้นภูมิที่เป็นรูปที่ถูกรู้แม้กระทั่งท่านอุเบกขานี่ถือว่าสูงสุดรูปและสัญญาขนาดอุเบกขาและถือว่าสูงสุดแล้วเราก็ล่วงพ้นมาได้หมดทุกรูปถึงอุเบกขาฐานเรื่องขึ้นมาอีกบางเบากว่าโล่งโปร่งว่างจึงเป็นอาการสาหัสเป็นอาจารย์ผู้ที่จะรู้ว่า ต้องขึ้นไปอีกกำหนดหมายลงไปได้อีกก็สัญญาขึ้นไปอีกจ้องอย่างถึงอากาสานัญจายตนะสัญญาต้องกำหนดหมายให้มันมั่นสัญญานี่ต้องเป็นตัวอาสาอย่างแม่นยำยืนหยัดเป็นรูปเป็นรูปที่ถูกรู้อยู่ในจิตของเราเพราะเมื่อเลื่อนขึ้นไปเป็นสภาพที่มอบขั้นสูงขึ้นไปอีกจะล่วงพ้นอากาสานัญจายตนะก็เพราะว่าเราจะต้องผ่านหรือว่าล่วงวิญญาณัญจายตนะก็ไม่ใช่แล้วจะล่วงพ้นอาสาไปเป็นวิญญาณบรรยายจะชนะแล้วก็จะต้องร่วมอากาสานัญจายตนะสัมประสิทธิ์ธรรมะทีนี้อาการสายัณห์สัญญา อนันตราโซติยังไม่ได้วิโมกข์ขั้นต่อมาอนันตังอากาศโซติเพราะว่าเราเห็นในอากาศนี่แน่แท้มาหามาหาสัญญาให้มาหาอาสาอากาศส่วนจะไปวิญญาณตังค์กินข้าวเราได้สัญญากำหนดหมายถ้าเผื่อว่าไปอีกอันนึงมันสับสนอย่างนี้มันเลือกเพราะอันนึงมันอธิบายญาณอันหนึ่งก็ไม่ได้อธิบายสัญญาอย่างที่ว่า ไม่ได้อธิบายอย่างนี้นะอีกสูตรหนึ่งอธิบายสัญญาเนี่ยเพราะผู้นั้นล่วงพ้นต่ออากาสานัญจายตนะสัญญาจึงเข้าสู่วิญญาณัญจายตนะแล้วต่อจากนั้นเอาอันนี้ดีกว่าไม่งั้นมันสับสนผู้ที่ล่วงพ้นวิญญาณัญจายตนะสัญญาจะเป็นเลยสัญญากำหนดหมายเป็นวิญญาณชนะคำว่าสัญญาในกำหนดหมายไปเลยจิตเป็นเองจิตเป็นวิญญาณัญจายตนะสัญญาจึงรวมพลอากาศสามัญญาชัยชนะทีนี้พอมาเป็นอากาสานัญจายตนะสัญญาฟังดีๆนั้นกลับไปกลับมาจึงมาเป็นวิ อายตนะต้องกำหนดหมายตัวนั้นให้รู้จริงหมดแล้วแล้วก็มากลายเป็นเลื่อนขึ้นเลื่อนขึ้นเลื่อนขึ้นตามลำดับที่เรารู้ลำดับอยู่แล้วว่าอาสาวิญญาณแล้วก็เอาผิดสัญญาเลื่อนไปงั้นแหละเพราะคำว่าสัญญานี่คือต้องจิตต้องมาเป็นจริงและสุดท้ายต้องหยุดๆปล่อยสัญญาณเพราะมันจะมาเป็นวิญญาณบรรยายจะชนะได้ก็เพราะว่าปล่อยสัญญาที่เป็นอาสาในใจจะชนะต้องผ่านพ้นวิญญาณอากาสานัญจายตนะสัญญาจึงมาเป็นวิญญาณชนะมาเป็นสภาพภูมินี้เป็นวิญญาณในใจและธนภูมิพระวิญญาณจริยธรรมจะต้องสัญญากำหนดหมายให้สัญญามันเข้าเคลียร์เป็นสัญญาที่จริงสัญญาเวที 23 ทั้งหมดนั่นแหละ แต่เขาไม่พูดยาวเขาบอกว่าต้องสัญญาต้องทำงานเขาเคลียร์อารมณ์เดียวที่จะมันแปลหมายความว่าต้องสั่งถึงอารมณ์ต้องรู้สึกรู้ในอารมณ์นั้นให้ชัดแจ้งหมดจึงเรียกว่าสัญญาเพราะฉะนั้นเมื่อมนุษย์รู้แจ้งบอกเขาเรียกว่าสัญญาเวที 23 ไม่รู้แจ้งวิญญาณอย่างชัดเจนหมดเขาคืออารมณ์นั้นชัดหมดก็ดับวิญญาณในการจะชนะสัญญาคือจิตก็ไปเป็นสัญญาเองแล้วไปเป็นตัววิญญาณนั่นแหละวิญญาณในใจจะชนะนั่นแหละมันเป็นอาการนั้นมันเป็นสภาพนั้นเป็นเนื้อเดียวกันจิตของเราเป็นอย่างนั้นจึงเรียกว่าวิญญาณจะชนะสัญญาเข้าใจนะนี่สัญญาณ 1 นานนับประสาสัญญาใดสัญญาใดๆนี่เป็นสัญญาณอากาสานัญจายตนะสัญญานี้จะเป็นสัญญาณอุเบกขาสัญญา อธิบายผ่านมาแล้วหรือคุณจะอธิบายเมตตาสัญญาอนิจจสัญญาอนัตตสัญญาอะไรที่พูดกันมาอื่นๆสัญญาคำว่าสัญญาเป็นต่อหางตัวไหนตัวนั้นเป็นสัญญาทุกตัวเป็นศิษย์ทุกตัวเป็นสภาพอารมณ์จิตอย่างนั้นทุกตัวฟังดีๆนะนี่กำลังจะอธิบายเพื่อที่จะสรุปให้ฟังว่าคนมาอธิบายว่าดับสัญญานะเป็นหมายเอาดับจิตแต่ไม่ใช่ดับนานนักตะสัญญาต่างๆไม่ใช่ไปดับจิตตัวจิตจริงๆของรูปนามขันธ์ 5 ไม่ใช่นะไม่ใช่อย่างนั้นนะเพราะฉะนั้นคำว่าดับสนิทซึ่งสัญญาน่ะคือแม้แต่สุดท้ายเป็นเนยและสัญญานะสัญญาญาติกันนะสัญญาผ่านการกินไปเขาผ่านไปเลย เหมือนกันเราจะเป็นวิญญาณัญจายตนะสัญญาแล้วเราก็ต้องผ่านหรือล่วงเลยหรือดับร่วมผลต่อสมิติกับมันต้องร่วมผลต่อวิญญาณัญจายตนะสัญญาเราจึงเข้าถึงอากิญจัญญายตนะแล้วจึงเข้าถึงอดีตกันยายนเป็นอากิญจัญญายตนะสัญญา ถึงแม้อากิญจัญญายตนะสัญญาก็ต้องปล่อยทิ้งหรือดับหรือล่วงพ้นบอกแล้วว่าหลวงพ่อหรือดับหรือกิตติเรื่องนี้อะไรพวกนี้เราหมายความว่าดับหมายคำว่าตายภาษาไทยคำว่าเรียกตายซะเลยจุติก็ตายนิโรธก็ตายอะไรอย่างนี้ต่างๆนานาก็แล้วแต่ผ่านอันนี้อีกเลยเลยสภาพนี้อีกเข้าสู่เนวสัญญานาสัญญายตนะยังไม่ตอนแรกฟังดีๆนะไม่ได้เอาคำว่าสัญญาเขาใส่ก่อนเพราะเรามีสัญญาอันนั้นชัดเจนจริงๆเราต้องล่วงพ้นเราต้องทำให้เขาเคลียร์อารมณ์ต้องกำหนดหมายต้องเป็นสภาวะนั้นจริงๆไม่ใช่มีแต่ปริยัติแต่จิต ต้องเป็นตัวนั้นต้องรู้นะว่านี่อาจกินกันยาเย็ดกันนะอากิญจัญญายตนะสัตว์หมายถึงอย่างนี้แล้วเราเป็นสัตว์นั้นด้วยเราได้ทำความเป็นสัตว์นั้นให้แก่เราแล้วทีนี้ถ้าความหมายของตอนนี้ก็ขอย้ำอธิบายซ้อนแซมลงไปว่าถ้าใครกำหนดหมายสัญญาผิดเพี้ยนมาเป็นมิจฉาเป็นมิจฉาทิฐิโดยเข้าใจผิดกำหนดมาผิดว่าถ้ากินเป็นยาจะชนะคือดับจิตคนนั้นก็เป็นตำรวจแต่กระทำผิดของตัวเองเป็นดับจิตเป็นอสัญญีแล้วก็นึกว่าตัวเองได้ทำสภาพนั้นสัญญากับกฎหมายแล้วก็ตามสภาพนั้นได้แล้วจิตของเราต้องเป็นอย่างนี้แต่ถ้าผู้ใดกำหนดหมายถูกว่ากินเป็นยายะนะนั้นหมายถึงความดับกิเลสเมื่อเรารู้ว่าวันนี้เรารับกิเลสแน่แม้แต่มันมีเศษอนุสัยอาสวะอะไรเราก็รู้ แล้วก็ดับมันลงไปดับพวกไปจนแน่ใจมั่นใจนิดนึงน้อยหนึ่งก็ไม่มีธุลีใดก็ไม่มีเราก็รู้ว่านี่อาจกินจรรยาจะชนะแล้วไม่มีเลยแต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีจิตก็จิตมันไปตรวจรู้ไม่ให้มีจิตได้ยังไงจิตต้องหาเราเป็นตัวรู้ไม่ใช่ดับจิตจิตมันรั่วนิดนึงน้อยนึงไม่มีคุณจะรู้ว่านิดนึงไม่น้อยนึงไม่มีถ้าดับเอาสันดีเลยคุณเอาอะไรไม่รู้คุณออกคนละตัวคุณดับมันไม่รับรู้แล้วก็ออกมาแล้วมันรู้ลูกรู้ลูกอาจจะดีเพราะอสัญญีมันเป็นรูปอุปสรรคหรือรูปปกครองมันไม่ใช่น้ำนะทีนี้ตัวนี้มันตัวโรคจิตเองเลย เรารู้แล้วว่าในจิตของเรานี่เป็นจิตสะอาดขาวผ่องจิตไม่มีกิเลสไม่มีนิดหน่อยหนึ่งก็ไม่มีอาสวะอนุสัยไม่มีเกลี้ยงเป็นจิตพ้นมลทินเป็นสจิตฺตปริโยทปปะนาเระพร้อมรอบทวนเพราะอ่านดูเราก็เข้าใจของเราตามภูมิทุกคนก็นึกว่าตัวเองสะอาดแล้วทุกคนให้เด็กมันล้างจานเด็กก็บอกว่าสะอาดแล้วแม่ผู้ใหญ่มาดูเด็กคนนี้มันล้างระบบนี้อีกทีให้เด็กๆก็ไปล้างอีกพาเราเป็นผู้ใหญ่เราก็จะรู้ความสะอาดที่ต่างกันใช่ไหมเหมือนกันแหละเราเด็กเราตามภูมิเราก็ว่าเราเต็มแล้วแล้วก็ว่าเราสะอาดแล้วทุกคนน่ะเสี่ยงของทุกคน ตามภูมิทั้งนั้นแหละเนี่ยคันอากินจรรยาจะชนะมันหมายเอาอันนี้ให้ไม้ของตัวเองให้ชัดไม่มีจริงๆเลยนิดหน่อยนึงไม่มีเนี่ยเราก็ทำของเราจริงจนกระทั่งเป็นอากิญจัญญายตนะสัญญาคุณก็ต้องหยุดพ้นสัญญาณนี้ให้ได้อีกตรงที่เรียกว่าแม้คุณว่าคุณจบแล้วคุณก็อย่าหลงคุณสะอาดสนิทหมดแล้วคุณว่าคุณไม่มีแล้วนะก็อย่าหยุดทนอีกในวัดสัญญาณนาสัญญายตนะนี่คือตัวทวนสัญญาณบางคนประมาทนะ การประมาทแล้วกันประมาทอีกพระพุทธเจ้าไม่ให้มีสมาธิอุปกิเลสไม่มีต่อมาทางอุปกิเลสละเอียดจริงๆพอจะบอกว่าคุณรู้คุณดูแล้วล่ะไม่ใช่ไม่รู้คุณรู้มากแล้วล่ะแต่อาจจะหล่นๆนะอาจจะมีตัวไม่รู้ไม่เห็นไม่ชัดไม่จริงอยู่สักตัวนึงนะกำหนดใหม่ซิมีอำนาจสัญญาใดอีกก็จงทำสัญญานั้นลงไปอีกกำหนดอ่านกำหนดหมายทำจิตลงไปอีกเรื่องจริงหรือเปล่าหรือตรวจดูซิเหมือนจะยกตัวอย่างลูกล้างจานมาให้แม่แล้วจะต้องไม่ก่อนก่อนจะล้างก็บอกว่าร้านสะอาดสะอาดนะหนูหนูก็ล้างมาเสร็จพอมาให้แม่แม่ก็บอกว่าอันนู้นดูดีๆดูดีๆนะหนูสะอาดหรือเปล่า นี่เราสัญญานะสัญญามีความหมายจะบอกว่าไอ้หนูก็ตอบมาเชียวสะอาดแล้วแม่เออดูอีกทีดูอีกทีดูแน่ๆดูเกลี้ยงๆดูให้ดีๆสะอาดหรือเปล่าไหนว่าสัญญาจะว่าไม่รู้นะรู้แล้วตัวจิตตัวเองไอ้หนูมันเกิดแก่ตัวของเราเราก็ยืนยันมั่นใจว่ามันเกลี้ยงนะแต่แม่ยังบอกอีกทีว่าให้ดูอีกแล้วกลับมาดูการกลับมานี่แหละคือย้อนคืนยากำหนดหมายมั่นหมายในสัญญานั้นฟังดีๆเราเป็นอาจิณจรรยาเย็ดกันนะสัญญาแล้วแต่เราจะหลงยึดสัญญานั้นถอนคืนได้ว่าเราจะต้องทำใหม่อีกสัญญาใหม่อีกไม่ว่าสัญญาหน้าสัญญาจะชนะต้องสัญญาใหม่ มาอีกดูอีกไหมดูอีกตัวอีก 2-3 ลงไปอีกให้เป็นสัญญาเวทยิตนิโรธเพราะฉะนั้นแม้แต่การกำหนดหมายอีกครั้งเรียกว่าเนวะสัญญานาสัญญายตนะสัญญาเราก็ได้ทำแล้วได้มีสัญญานั้นแล้ว จุดสูงสุดเป็นรูปประธรรมอรูปฌาน 4 ครบบริบูรณ์แม้สุดท้ายถึงเนวะสัญญานาสัญญายตนะสัญญาเราก็จะดับหมดถ้าแปลนิโรธตัวนี้หลุดนิติภาวะดับเราก็จะดับสัญญานี้สิ้นเปลืองหมดมีความหมายของสัญญาจะเวทนาจะนิรุทธคำแปลนิทานว่าดับคือดับอย่างนี้สุขุมและประณีตไม่ได้ดับเห็นตรงดื้อๆง่ายๆว่าดับสัญญาดับเวทนาเมื่อวานนี้อธิบายเวทนาแล้วว่าเวทนาหรือมโนประวิตรมันมีแค่ 3 ลักษณะใหญ่จะแบ่งเป็น 5 ลักษณะใหญ่ก็ได้เวทนาในเวทนา มีทุกขเวทนาโทมนัสเวทนาสุขเวทนาโสมนัสเวทนาอัตถะหรืออุเบกขาเวทนามี 5 ใหญ่ๆอาการต่างกันโสมนัสกับสุขเป็นอย่างไรทุกข์ก็โทรมานัดต่างกันอย่างไรเราต้องรู้ทำไมเอาลึกซึ้งก็ไปหากินในจิตอ่อนลงไปละเอียดอีกทำทุกแปลว่าหนักสุขแปลว่าจับโสมนัสก็แปลว่ายังอารมณ์บางอยู่ในใจโทมนัสก็ยังมีอารมณ์เบาอยู่ในใจกว่าทุกข์แต่มันก็ยังน้อยใจยังมีการโทรมานัดบางทีเราก็แปลว่าน้อยใจมันเสียใจมันมันพร่องใจใจมันไม่เต็มใจมันทุกข์มันแหว่งอย่างที่ใช้สำนวนที่รักแล้วก็มันแบ่งใจเว้าใจอยู่ โทมนัสอโศส่วนโสมน่ะมันฟูใจมันมากไปใจมันเต็มแล้วมันเต็มเกินมันเกินเกินเต็มอยู่มันล้นอยู่อย่างนั้นเพราะเราต้องรู้อารมณ์เวทนานี้ในเวทนานี้จริงถึงแม้เวทนาอย่างนี้ทั้งหมดบอกแล้วถึงขั้นอุเบกขาเวทนาอันเป็นฐานนิพพานอธิบายแล้วเมื่อวานนี้ว่าอุเบกขาเวทนาเราก็ไม่ยึดเราก็ต้องให้ร่วงให้พ้นสติกับมะหรือแล้วแต่ว่าดับก็ตามจะแปลว่าผ่านก็ตามเรื่องผลหรือผ่านพ้นก็ตามไม่ไปยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้นจึงเรียกว่าดับเวทนาและสัญญาก็อธิบายให้ฟังแล้ววันนี้ว่าสัญญาต่างๆนี่มันก็ซ้อนลึกและเข้าใจได้อย่างสุดคุ้มกว่านี้ สายสัญญาเห็นตรงอันไปหมายเอาไปดับด้วยจิตใจเป็นสิบๆดับไม่มีธาตุรู้เปล่านิพพานของพระพุทธเจ้ามีสระอุป่าที่อาศัยเนื้อต้นเขาไว้นะอย่าไปถอนต้นกระทิงรูปนามขันธ์ 5 นี่เป็นต้นของมนุษย์ก็ทิ้งมันไม่เข้าท่าอย่างที่อธิบายให้ฟังแล้วจึงยากแก่การจะรู้ไม่ใช่เรื่องตื้นๆเขินๆไม่ใช่เรื่องสภาพจะเดาได้เมื่อไม่รู้ละเอียดละอออย่างนี้ก็อธิบายกันก็ดับเรื่อยไปมันเรื่องของจิตใจเป็นส
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive