600619_พุทธศาสนาตามภูมิ(หน้าศพพ่อคุณสาธิต) ปฐมอโศก ความจริงของชีวิตคืออะไร_.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2560
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์30 KB
วันที่แก้ไข12 กรกฎาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

600619_พุทธศาสนาตามภูมิ(หน้าศพพ่อคุณสาธิต) ปฐมอโศก ความจริงของชีวิตคืออะไร

สมณะเดินดินว่า…วันนี้วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน 2560 แรม 10 ค่ำเดือน 7 ปีระกา วันนี้พ่อครูก็ได้มาออกรายการ พุทธศาสนาตามภูมิที่ปฐมอโศก วันนี้ถือว่าเป็นวันพิเศษเพราะมีงานศพด้วย ศพเพิ่งมาตั้งเมื่อกี้นี้เอง เป็นศพของคนตระกูลใหญ่ เพราะพ่อมีลูกถึง 15 คน ทั้ง 15 คนมีความพร้อมเพียงกันมาเผาศพที่นี่ โดยเรียกว่า เสียวันนี้เผาพรุ่งนี้เลย ถ้าท่านจันทร์รู้ก็คงรีบมาเลย เพราะถือเป็นเรื่องที่ทำตามพระพุทธเจ้าประสงค์ อาตมาก็เห็นจริงว่า สิ่งใดก็ตามที่เราทำตามพระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ จะทำให้พ้นทุกข์โศกทุกข์ยากต่างๆ อันเราจะเห็นได้เลย อันนี้เนื่องจาก ศพของคุณแม่เคยมาเผาที่ปฐมอโศก ญาติพี่น้องก็เลยพอทำใจได้ พอมาศพคุณพ่อก็เลยทำความเข้าใจ ได้เข้าถึงความจริงได้ง่ายขึ้น เราเพิ่งเสร็จจากงานศิษย์เก่าปฐมอโศกคืนสู่เหย้า พ่อครูได้ให้ข้อคิดไว้ว่าคนเราหนีไม่พ้นที่จะต้องมาศึกษาความจริง สัจจะให้ได้ ในสมัยพุทธกาลพระเจ้าสุทโธทนะ พยายามมอมเมา เจ้าชายสิทธัตถะ ให้เข้าใจว่า โลกนี้มีแต่ความสุขสนุกสนาน พยายามให้ติดในโลกียสุขให้ได้ แต่ด้วยสัพพัญญุตญาณ บารมีที่สั่งสมมามาก เจอคนแก่ คนเจ็บ คนตาย พระพุทธเจ้าตอนออกมาแสวงหาความจริง แต่ทุกวันนี้ คนที่ใกล้จะตายก็ยังไม่รู้เลยว่าความจริงคืออะไร ยังอยากได้สมบัติ กระเสือกกระสนดิ้นรนไม่ยอมตายง่ายๆ เพราะไม่รู้ว่าความจริงของชีวิตคืออะไร ทั้งหมดนี้ก็เพราะว่าเขาไม่ได้ฟังคําสอนพระพุทธเจ้า คืองานหลักของพ่อครู ที่จะได้นำความจริงของพระพุทธเจ้ามาเปิดเผยให้พวกเรารับรู้ คนที่มีความสุขที่สุด คือผู้ที่อยู่กับความจริงเท่านั้น ถึงจะมีความสุขได้ ณ บัดนี้ เป็นโอกาสที่เราจะได้ฟังสัจจะความจริงจากพ่อครู

สื่อธรรมะพ่อครู

อ่านต่อ

(สมาธิพุทธ) ตอน ความจริงของชีวิตนั้นคืออะไร พ่อครูว่า...วันนี้วันจันทร์ที่ 19 มิถุนายน 2560 แรม 10 ค่ำเดือน 7 ปีระกา อาตมาจะพยายามบอกก่อนที่จะเทศน์บรรยายธรรมะ จะบอกวันที่เทศน์ แรมหรือขึ้นกี่ค่ำ เดือนอะไรปีอะไรบอกเอาไว้เป็นหลักฐาน เพราะว่าคนเรานี่ มันไม่เที่ยง เทศน์แต่ก่อนนี้อาตมาเทศน์ เมื่อ 10 ปีที่แล้ว 20 ปีที่แล้ว กับเทศน์ตอนนี้ บางทีหัวข้อธรรมะเดียวกันก็เทศน์ไม่เหมือนกัน บางที ขยายความ มันเหมือนกับจะต่างกันกับที่เคยเทศน์ไว้ก่อน เกือบจะต่างกันคนละขั้วไปได้ แต่อาตมาก็ไม่เทศน์ถึงขนาดนั้นหรอก ไม่ได้มีความเห็นเปลี่ยนแปลงถึงขนาดนั้น แต่จริงๆแล้ว ถ้าจะให้อาตมาเทศน์ กลับข้างเลย จากดำเป็นขาวเลยก็ได้ โดยที่ค่อยๆทำให้คนเข้าใจ เช่นว่า เทศน์ให้รู้ว่า คนนี่ คือคนที่เลวที่สุด แต่จริงๆแล้ว คนนี่เป็นคนดีที่สุด เทศน์ขึ้นต้นว่า คนคือสัตว์ที่เลวที่สุด แต่จริงๆแล้วคนคือสัตว์ที่ดีที่สุด ก็เทศน์ได้ ก็ขยายความตั้งแต่ชั่ว แล้วพัฒนาตนจนบรรลุสูงสุด ก็คนๆเดียวกันนี่แหละ เป็นต้น ตกลงคนๆเดียวกันเลวที่สุดกับสูงที่สุดดีที่สุดก็ได้ ก็มีระยะทางการเปลี่ยนแปลงจากคนๆเดียวกัน คนๆเดียวกันดีที่สุด เลวที่สุด เมื่อไหร่ก็เมื่อได้ทำสัจจะทำความจริงของชีวิต ถึงความจริงของชีวิตสูงสุด เมื่อท่านเดินดินเกริ่นมาแต่ต้น คล้ายๆจะให้อาตมาอธิบายความจริงของชีวิตคืออะไร ก็ตอบได้ว่า ความจริงของชีวิตนั้น คือชั่วที่สุด กับดีที่สุด แม้ทุกวันนี้ ก็ยังมีชีวิตที่มีความจริงอันนี้อยู่ คือ ชั่วที่สุด กับดีที่สุด คนที่เห็นว่า ชั่วที่สุดควรเป็น เขาก็ตั้งหน้าตั้งตาจะเป็นคนชั่วอย่างไม่มีที่สิ้นสุดกว่ากัน ชั่วอย่างไม่มีขีดจำกัด แต่ดีนี่ดีได้อย่างมีขีดจำกัด ชั่วไม่มีขีดจำกัด ดีมีขีดจำกัด หนึ่ง คนทำดีไม่ได้มากกว่านี้หรอก พากเพียรอย่างไรก็ได้เท่านี้ เพราะดีนั้นทำได้ยาก สอง คนที่จะทำความดีสูงสุด จบเรียกว่าอรหันต์ ก็จบได้อีกเหมือนกัน สาม คนที่ไม่รู้เรื่องไม่รู้ความจริง คนที่ทำดีทำชั่วอยู่ในโลกียะ คนที่ทำชั่วพยายามทำดี ดีสูงสุดแล้วจะวนสู่ชั่วอีก เพราะโลกียะ คือความวนไม่มีที่จบ โลกุตระเท่านั้นถึงมีที่จบ มีที่สุด ส่วนโลกียะไม่มีที่สุด จะดีชั่ว ชั่วแล้วดี วนอยู่อย่างนั้น จะดีสุดของโลกียะ ประเดี๋ยวก็เลื่อนลงต่ำ ไม่เที่ยง ความดีของโลกียะไม่สามารถรักษาไว้ให้เที่ยงแท้ได้ ส่วนความดีของโลกุตระถอนเหตุ ดับเหตุแห่งชั่วสามารถทำให้เที่ยงแท้ถาวรได้ จึงดีได้ถาวร

วันนี้เป็นงานศพของคุณพ่อ ปรีดา ไทยทัตกุล ลูกหลานก็สะดวกชีวิตของพ่อมาให้สั้นๆ ก็ขออ่านสู่ฟังบ้าง พ่อปรีดา ไทยทัตกุล เป็นพ่อของคุณสาธิต ปู่ของหยก พุทธลักษณ์(ศิษย์เก่าปฐมอโศก)ตาของนะโมและอีกหลายๆคน เพราะเป็นปู่ อายุ 93 ปี เกิด ปี2468 มรณะวันนี้ จันทร์ 19 มิ.ย. 2560 เวลา 12:57น. มีลูกชาย 10คน บุตรบุญธรรม 1คน ลูกสาว 4 คน พ่อไม่ได้เรียนจบอะไรเลย เรียนจากประสบการณ์ชีวิตตั้งแต่เล็กๆช่วยพ่อแม่ทำงานตั้งแต่อายุยังน้อย ทำงานหลายอย่างมาก เช่น ขับแท็กซี่ เทขยะ เทข้าวหมู น้ำแข็งไส เปิดร้านโชว์ห่วย เป็นลูกจ้างที่ทำงานโดยพ่อกับแม่รับเงินเดือนแทน ตนเองไม่ได้เงิน แต่ชอบฟังข่าวสารบ้านเมืองทางวิทยุเป็นปกตินิสัย เคยไปร่วมชุมนุม. รุ่นมือตบ ปี 51 และปี 56-57 รุ่นลุงกำนัน พ่อเป็นคนขยันอ่อนน้อมถ่อมตนและหนักแน่น ยอมทำงานทุกอย่างที่สุจริตเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว ชอบปลูกต้นไม้และมีฝีมือปลูกกล้วยไม้ ต้นไม้เกือบทุกอย่างปลูกขึ้น และริเริ่มนำเศษก้อนขี้เลื่อยมาทำปุ๋ยเอง เป็นคนรักต้นไม้ไม่จำเป็นไม่ตัดต้นแค่เล็มออก มีความสร้างสรรเอาขยะมาประดิษฐ์ของเล่นให้ลูก ประหยัดมัธยัสถ์ อดออม ขายน้ำแข็งไสและน้ำหวานเก็บเงินสดอดออม จนสามารถซื้อตึกสามชั้นได้ และซื้อรถแท็กซี่จากหนึ่งคันค่อยๆเพิ่มเป็น 10 คัน จนมากกว่า 16 คัน และสามารถซ่อมเครื่องยนต์ได้เองโดยไม่ได้เรียนช่างยนต์เลย พ่อปรีดาเป็นคนใจดี บางคนขึ้นแท็กซี่ถึงปลายทางไม่มีเงินก็ไม่เก็บเงิน ถ้าแต่งชุดนักบวชก็ไม่เก็บเงินเมื่อขึ้นแท็กซี่เช่นกัน ชอบช่วยงานคนข้างบ้าน และแล้วแต่คนข้างบ้านจะให้เงิน ซึ่งคนข้างบ้านที่เป็นขุนหลวงก็จะคอยช่วยเวลาทำสัญญาหรือเอกสารไม่ให้ถูกโกง พ่อกับแม่อยากให้ลูกๆมีอนาคตที่ดี แม้ว่าฐานะทางบ้านจะลำบากและพ่อกับแม่แต่งงานมาไม่มีสมบัติอะไรติดมา แต่ช่วยกันเลี้ยงครอบครัวทั้งสองฝ่าย สำหรับพ่อแม้ขับรถอยู่สายตาจะดีมาก เห็นเต่าหรือสัตว์เลื้อยคลานพ่อก็จะไม่ทับ แต่จะลงไปช่วย แม้แต่หมาบาดเจ็บพ่อก็เอากลับบ้านมาดูแลรักษาที่บ้าน (พ่อครูว่า นึกถึงตนเอง ในยุคที่เป็นฆราวาสอยู่ ความคิดของอาตมา มีความคิดหนึ่ง จนกระทั่งสร้าง plot นิยายขึ้น ก็คือ แข่งรถ มีการแข่งรถบด แข่งๆๆ แล้วก็คนขับรถบดเก่ง เสร็จแล้วแพ้ นี่คือ climax นำหน้าเขาลิ่วๆๆ แต่แพ้ เหตุเพราะเจอคางคกเดินข้าม ก่อนถึงเส้นชัยก็หยุดเบรกเก็บคางคกออก แล้วก็เลยแพ้ ตนเองนึกไม่ออกหรอกว่าจิตของตนคืออะไร อาตมาอ่านแล้วนี่ ชีวิตคนที่มีจิตอย่างนี้ จะมีคนกี่คนขับรถ เจอสัตว์ข้ามถนนแล้วจะลงไปช่วยเอาออก จะมีกี่คน ซึ่งเป็นเรื่องของจิต ที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่จิตสามัญ) พ่อชอบทำทาน กินเจตามเทศกาลกินเจ มากกว่า20ปี ยอมเลิกปศุสัตว์เลี้ยงหมู เป็ด ไก่ หันมาทำกสิกรรมเพาะเห็ดตามที่ลูกชายขอร้อง พ่อไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน ไม่เที่ยวผู้หญิง ไม่เล่นหวย พ่อครูว่าเป็นคนที่สะสมจิตวิญญาณมาดี ไม่มีอบายมุขมาตั้งแต่เกิด พ่อสอนว่าถ้าเล่นหวยจะไม่มีกระบวยล้างหน้า ใช้เสื้อผ้าขาดปะเป็นปกติ ปกติคนจีนจะฝังไม่ให้เผาแต่พ่อปรีดายอมให้เผาศพลูกชาย(พุทธพจน์)ที่ปฐมอโศกเมื่อปี 2537 วาระสุดท้าย พ่อปรีดาเสียชีวิตด้วยโรคชรา เป็นหวัดแล้วก็สิ้น

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ความจริงของชีวิตคืออะไร พ่อครูว่า...อ้าวทีนี้ก็เทศน์ ความจริงของชีวิตคืออะไร? ท่านองค์นี้ตั้งชื่อมาก็ดี ความจริงของชีวิต ภาษาบาลี ความจริงก็คือคำว่าสัจจะ ความจริงของชีวิต สิ่งนี้แหละที่พระพุทธเจ้าท่านศึกษา โดยเฉพาะคำว่าชีวิตนี้ไม่ได้หมายความถึงชีวิตพืช พระพุทธเจ้าไม่ได้เอาความจริงของชีวิตพืชมาศึกษาให้รู้ แม้แต่อาตมา เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็เอามาพูดให้รู้ มีบัญญัติคำสอนภาษาบาลี ของพระพุทธเจ้าคือ อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ชีวิต ความจริง ก็เอาความจริงของชีวิต ระดับจิตนิยาม ชีวิตระดับพีชนิยาม ก็มีความจริงของเขาไปเท่านั้นเอง ส่วนอุตุนิยามไม่ถือว่าเป็นชีวิต จะเรียกว่า ความจริง เขาก็ไม่รู้เรื่องด้วยแล้ว เพราะพลังงานอุตุ ดินน้ำไฟลม ไม่มีตัวประธานของตัวเอง หมายความว่า พลังงานที่จะเป็นเจ้าของ อย่างพีชนิยามอย่างพืช มันมีพลังงานเป็นเจ้าของตัวเองเป็นอัตโนมัติ เช่นกล้วย ก็มีพลังงานของมันเป็นเจ้าของตัวเอง ก็จะรับเอาธาตุที่จะใช้ เอามาสังเคราะห์เป็นตัวกล้วย เนื้อกล้วย ถ้าไม่ใช่ธาตุที่มันต้องการใช้มันไม่เอา มันมีสัญญากับสังขาร มีการกำหนดรู้ มีอัตโนมัติของมัน เป็นพลังงานในตัวมันเอง สับปะรด ก็เอาแต่ธาตุที่จะสังเคราะห์มาเป็นเนื้อมัน ใบมัน จะเอามาผสมเป็นตัวมัน พืชทุกอย่างก็ทั้งนั้น แต่จิตนิยาม ตั้งแต่เป็นสัตว์เดรัจฉาน เซลล์เดียว จะมี เวทนา มีวิญญาณ นอกจากมีสัญญา สังขารแล้วก็มีเวทนา เริ่มเป็นจิตนิยาม จะเกิดความทุกข์ความสุข มีรัก ชัง พยาบาท ยึดติด ผูกพัน จองเวร จองกรรม ผูกพัน ข้ามชาติ จองเวรจองกรรมกันข้ามชาติ อย่างนี้เป็นต้น นี่คือ พลังงานที่เป็นความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นความจริงที่ลึกซึ้ง เกินกว่า ทางฟิสิกส์ วิทยาศาสตร์ทางโลก ที่เขาเรียนรู้ ชีวะของพืช สัตว์ มนุษย์เขาก็เรียน แต่ไม่ได้เรียนรู้อย่างละเอียด จนกระทั่งแยกนามธรรม ออกเป็น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อย่างที่พระพุทธเจ้าแยกแยะไว้ และมันละเอียดกว่านี้ และสามารถเรียนรู้ที่ตั้ง ที่เกิด และที่จบของความจริงสัจจะ จบจนกระทั่งสามารถแยกธาตุของสัจจะนี้สลายไปเลย เช่นอัตภาพของชีวะ ที่เป็นเดรัจฉาน จนกระทั่งมาเป็นคน เป็นความจริงที่สุดยอด จนสามารถจบแล้ว ผู้รู้จบจะแยกธาตุของอัตภาพตนเองได้ คนได้จิตนิยาม เป็นสัตว์แล้ว ถ้าไม่ได้เรียนรู้ความรู้ของพระพุทธเจ้า จะไม่สามารถสลาย พลังงานที่จับตัวเป็นอัตภาพ สลายตัวเองไม่ได้ จะสลายให้สูญไปเลยไม่เกิดเลยไม่ได้ แยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลม แยกธาตุเป็นชีวะตนเองไม่ได้ พีชะตายแล้วก็แยกธาตุตัวเองจบหมด แต่จิตนิยามเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่มีสิทธิ์สลายตัวเองได้เลย ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว จนเป็นเทวนิยม หรือแม้เป็นศาสดาของเทวนิยมก็ไม่สามารถสลายตัวเองได้ พระเจ้าเป็นจิตวิญญาณนิรันดร ไม่สูญ จิตวิญญาณสูงสุด ศาสนาเทวนิยม จะต้องปฏิบัติตัวเองให้จิตใจดีจนไปอยู่กับพระเจ้า เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้า ถ้าไม่เช่นนั้น พระเจ้าจะพิพากษาให้ลงนรกขุมนั้นขุมนี้ทั้งนั้น ต้องเป็นจิตหนึ่งเดียวกับพระเจ้า เป็นพระเจ้า เหมือนกับเป็นพระเจ้า แต่ไม่มีสิทธิ์ไปแย่งความเป็นพระเจ้า พระเจ้าใหญ่ที่สุด ต้องทำตัวเป็นหนึ่งเดียวกับพระเจ้าไปอยู่ในสวรรค์สุดท้าย นอกนั้น ถ้าไม่เป็นอย่างนั้น ก็ต้องไปนรก พระเจ้าจะพิพากษาให้ได้รับนรก นอกจากผู้ที่ถึงพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวของพระเจ้า ก็จะเป็นอย่างนั้นไป นั่นคือศาสนาเทวนิยม ศาสนาของพระเจ้า ส่วนศาสนาของพระพุทธเจ้ารู้จักจิตนิยามนี้อย่างดี เพราะสูงสุดเป็นจิตนิยามอย่างไร ยืนยันพิสูจน์ได้กับคนอื่นๆที่ศึกษาด้วยกัน แม้ที่สุด ตนเองจะศึกษาสูงสุดในความเป็นพระเจ้า จนเป็นพระพุทธเจ้า เป็นพลังงานที่สูงสุด จะสามารถเป็นผู้สร้าง เป็นผู้ปราบผู้ทำลายได้จริง แต่ศาสนาพุทธ ไม่ไปทำร้ายอะไร ทำลายแต่สิ่งเลวร้ายชั่วร้ายเท่านั้น จะไม่ไปทำลายสิ่งดีงามเลย ถ้ามีอัตภาพแล้วเป็นจิตนิยามแล้ว มีเวทนา มีสุขทุกข์ มีรักมีชัง มีโลภโกรธ หลง มีความเห็นแก่ตัว ก็ต้องมาศึกษาความไม่เห็นแก่ตัว ศาสนาเทวนิยม ก็พยายามเข้าใจความไม่เห็นแก่ตัว ก็พยายามล้างความเห็นแก่ตัวออกไป เหมือนกัน แต่เขาทำได้ไม่ถาวร เขาทำได้ไม่สูงสุด ไม่ถาวรนิรันดร ไม่เป็น“นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” เพราะเขาไม่รู้จักเหตุ ตัวที่เป็นจิตนิยาม ไม่ได้เรียนรู้จิตเจตสิกต่างๆ วิเคราะห์วิจัยจิตเจตสิกไม่ได้ เหมือนกับศาสนาพุทธทุกวันนี้ อาตมาพูดว่าเหมือนศาสนาพุทธทุกวันนี้ ไม่ได้หมายถึงว่าศาสนาพุทธวิเคราะห์วิจัยจิตเจตสิกไม่ได้นะ แต่ศาสนาพุทธนี่ยอดเยี่ยมที่จะแยกแยะจิตเจตสิกได้สูงสุด ตั้งแต่จิตที่เลวที่สุด จนถึงจิตที่ดีที่สุด จนถึงโลกุตรจิต แล้วทำให้จิตไม่มีเลยได้ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ธาตุจิตนั้นก็ไม่เหลือ อย่างเช่นธาตุน้ำ H กับ O จับกันเป็น H2O แต่เมื่อแยก H กับ O ออกจากกัน ธาตุน้ำก็สลายหายไป คือผู้ปรินิพพานได้ สลายจิตนิยาม เหลือแต่ดินน้ำไฟลมที่สลายไปกลายเป็นอันใหม่แล้ว กรรมวิบากใดๆของผู้นี้ก็สูญไปเลย ถ้าแยกธาตุออกไม่ได้ กรรมวิบากก็จะไม่สลายหายไปจะมีอยู่ ศาสนาเทวนิยมจึงไม่หมดกรรมวิบาก จะวนเวียนเล่นงาน กุศลอกุศล ทุกข์สุข ขึ้นสูงตกต่ำ แม้เป็นศาสดาเทวนิยมก็วนเวียนตกต่ำอีกได้ อาจจะลงนรกในวาระใดก็ได้ ไม่เที่ยงเลย นั่นคือศาสนาเทวนิยม จะมีสวรรค์และนรกอยู่ตลอดกาล ไม่มีการปรินิพพานเป็นปริโยสาน เทวนิยมล้างไม่ได้ อย่างเก่งที่สุดก็ไปอยู่กับพระเจ้า อย่างเก่งก็จะเป็นศาสดาองค์ใดองค์หนึ่งของเทวนิยม ไม่เป็นสัตว์โลกจะไปอยู่กับนามธรรมไหนๆ อย่างฮินดูนี้ละเอียดเหมือนกัน ฮินดูกับพุทธก็สลับกันไปมา คืออันเดียวกัน ศาสนาพุทธทุกวันนี้กลับไปเป็นเทวนิยมแล้ว อาตมากล้าพูดว่าเป็นเทวนิยมหมด เพราะไม่สามารถเรียนรู้อย่างสัมมาทิฏฐิ

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_บุญ) ตอน หน้าที่เดียวของบุญ ผู้ที่มีความรู้สูงสุดของศาสนาพุทธ ยังแปลคำว่าอภิสังขาร ไม่ตรง คำว่าปุญญาภิสังขาร จริงๆแล้ว ปุญญะ ไม่ใช่ความดี ไม่ใช่ความเลว ปุญญะเป็นโลกุตรธรรม ไม่มีความดีความเลว ปุญญะเป็นพลังงานทางจิต ปรุงแต่งให้จิตลดกิเลสได้ เรียกว่าปุญญะ แล้วก็สลายตัว เหมือนการสร้างระเบิดปรมาณู มีหน้าที่ทำลาย เอาระเบิดไปทิ้ง มันก็ระเบิดเสร็จ ตัวระเบิดปรมาณูมันก็ไม่มีเหลือ เอาเก็บมาทำต่อไม่ได้ ฉันเดียวกับปุญญะที่ฆ่ากิเลสเสร็จก็หายไป เหมือนระเบิดเสร็จก็จบ ตัวระเบิดก็หายไป ปุญญะมีสภาพอย่างนั้น แต่ศาสนาพุทธทุกวันนี้ไม่เข้าใจคำว่าบุญ บุญกลายเป็นสิ่งที่สะสมได้เป็นสมบัติ ไม่ใช่ ที่จริงบุญคือวิบัติ ทำลายสิ่งที่น่าเกลียดที่สุดคือกิเลส มีหน้าที่ทำลายกิเลสอย่างเดียวไม่ฆ่าอย่างอื่น มีหน้าที่เดียวฆ่าเสร็จแล้วจบ พระอรหันต์คือคนหมดบุญหมดบาป ปุญญปาปปริกขีโณ ความรู้ในศาสนาพุทธไม่มีแล้ว ผู้รู้สูงสุด ทั้งในและนอกประเทศไม่มีแล้ว เขาเข้าใจไม่ได้ เขาเข้าใจเครื่องมือทำลายกิเลสกลายเป็นสั่งสมกิเลส คุณสั่งสมสวรรค์ก็คือกิเลสทั้งนั้น คนหลงไม่มีทางปรินิพพาน กุศลไม่มีทางไปนิพพานเป็นสมบัติ นอกจากคนbกิเลสได้หมดแล้ว รู้กุศลอกุศล หมดบุญหมดบาปแล้ว อยู่กับโลกเป็นพระอรหันต์แล้ว รู้จักกุศลอกุศลของคน ของตน กุศลคือสมบัติ พระอรหันต์ก็มีกุศลตลอดไป ไม่มีบาปไม่มีอกุศลตลอดไป สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส)

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล_โสดาบัน) ตอน เป็นพระโสดาบันได้อย่างไร พระโสดาบันคือต้องทำลายกิเลส ตัวหยาบที่ต่ำที่สุดเรียกว่าอบาย คุณจะทำให้กิเลสอบาย ที่เป็นตัวต่ำสุดหายไปได้ ต้องรู้หน้าตาของกิเลส เรียกว่าต้องมีปัญญา ปัญญาเป็นภาษาโลกุตระ เดี๋ยวนี้เข้าใจปัญญาเพี้ยนไป ปัญญาเป็นโลกุตระ ไม่ใช่ความเฉลียวฉลาดแบบปุถุชน ที่มีแต่เฉกตา หรือเฉกา เป็นความเฉลียวฉลาดแบบโลกียะ เฉลียวฉลาดเอาเปรียบเอามาให้แก่ตน เฉลียวฉลาดในการสะสม แม้จะสะสมความดีความสุจริต ก็เป็นโลกียะ ไม่ได้ทำลายกิเลสเลย คนที่จะได้ฉลาดอย่างไรก็ตาม ถ้าไม่มีความรู้อย่างโลกุตระคืออ่านอาการของจิตที่เป็นตัวกิเลส แยกแยะอาการกิเลส เป็นจิตเจตสิก อาการของจิตที่เป็นอาการกิเลสตัณหาเป็นสมุทัย อ่านไม่ถูกอ่านไม่รู้ เหมือนคุณเป็นตำรวจ แต่ไม่ได้รู้จักหน้าตาของโจรเลย แล้วจะไปจับโจรหรือผู้ต้องหานี้ได้อย่างไร คุณก็ทำงานไม่ได้ ไม่รู้ตั้งแต่คำสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นลำดับ ตั้งแต่สักกายทิฏฐิ เป็นตัวตนแรกตั้งแต่สังโยชน์ข้อที่ 1 เขาก็แปลว่า สักกายะคือตัวตน แล้วตัวตนคืออะไร ตัวตนของกิเลสที่จะต้องชำระ อันที่สองต้องจับให้มั่น ไม่ใช่จับแพะจับแกะ ให้พ้นวิจิกิจฉา พ้นลังเลสงสัยว่านี่คือกิเลสนะ มันเป็นนามธรรม พระพุทธเจ้าถึงให้จับให้ดีมันเป็นนามธรรม จึงต้องมีวิธีปฏิบัติกำจัดกิเลสเรียกว่า ศีลพรต คือต้องพ้น สีลพตปรามาส ต้องรู้จักทฤษฎีกำจัดกิเลสของพระพุทธเจ้า ก็คือทฤษฎีวิปัสสนาวิธี ไม่ใช่สมถวิธีที่เป็นอุปการะมาก แต่ไม่ใช่วิธีที่จะกำจัดกิเลสให้สูญสิ้นไปได้ อย่างไม่เกิดอีก อสังกุปปัง ไม่เกิดกิเลสอีก อย่างเที่ยงแท้ถาวรมั่นคงตลอดกาล เพราะฉะนั้นจึงจะต้องรู้จักกิเลส และต้องรู้จักวิธีฆ่า จาก หยาบ กลาง ละเอียด อย่างไม่เหลือหลอ แล้วฆ่าแล้วฆ่าอีก ซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้มันตายแน่ๆ อย่าง นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) ไม่มีอะไรจะกลับตัวขึ้นมาได้อีกเลย หลักเกณฑ์ของพระพุทธเจ้าแน่ชัดที่สุดว่ามีวิธีการ มีตัวรู้ รู้ความจริงของความเป็นจริงของนามธรรมที่ละเอียดมาก ละเอียดกว่าวัตถุละเอียดกว่าทางฟิสิกส์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ_สัมมาทิฏฐิ) ตอน โรงงานพระพุทธศาสนา อาตมาบรรยายนี้ พวกอภิธรรมหาว่าอาตมาพูดเลอะเทอะ เอาพลังงานทางโลกมาเทียบกับนามธรรมไม่ได้ แต่อาตมาว่าเป็นโครงสร้างเดียวกัน นามธรรมเอาโครงสร้างของพลังงานวิทยาศาสตร์มาใช้ได้ เมื่อทำได้กิเลสภายนอกหมด เหลือแต่นามธรรม คือรูปภพอรูปภพก็ฆ่าได้ต่อไป คนทุกวันนี้ไม่มีเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลายจึง ทำลายกิเลสไม่ได้จึงไม่มีอรหันต์ อาตมาขอประกาศ อาตมาได้กลับฟื้นคืนศาสนาพุทธให้มีพระอรหันต์กลับคืนมาได้ แต่ความที่ผิดเพี้ยน เข้าใจอรหันต์เก๊ว่าเป็นอรหันต์ จนไม่รู้ว่าอรหันต์จริงคืออะไร เมื่อจะมาบอกว่าอรหันต์จริงคืออะไร ที่เขาว่ากันนั้น เป็นอรหันต์เก๊หมด ก็ตีลังกาเลย เขาเชื่อมั่นว่าอย่างนั้นคืออะไร อย่างที่อาตมาพูดไม่ใช่อรหันต์ เป็นต้นว่าอรหันต์ของพระพุทธเจ้านั้น กายกรรมวจีกรรมมโนกรรม แคล่วคล่องว่องไว อยู่กับสังคมช่วยเหลือสังคม ให้จัดการกิเลสต่อไป ไม่หยุดหย่อน แต่พระอรหันต์ของทางสายโน้น ไม่เกี่ยวกับใคร ยิ่งไปหลับตาไม่เกี่ยวกับใคร อย่างเช่นหลวงพ่อเกษม ใครไปหาท่านก็นั่งหลับตาเฉยเลย เขาบอกว่าอย่างนี้คืออะไร แต่ศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าตรัสว่า พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก)คือยอดของผลของพุทธรรมทางศาสนา แต่ของเขาไม่มีผลต่อมวลมหาชน อรหันต์ของศาสนาพุทธจิตแคล่วคล่องว่องไว ช่วยคนได้ เป็นคุณสมบัติอันสงบ สงบคือยิ่งคล่องแคล่ว แต่ศาสนาพุทธทุกวันนี้สงบก็คือ ช้าๆ เฉื่อยๆ ย่างหนอ ก้าวหนอ พูดเบาๆ พูดช้าๆ ศาสนาพุทธสอนให้คนมีจิตแคล่วคล่องว่องไวเร็วทันกาล คนละเรื่องกันเลยกับความเข้าใจเขา อาตมาเข้าใจธรรมะของพระพุทธเจ้าอย่างที่อาตมาพูดและพาให้ทำกันเป็นเช่นนี้ ขณะที่อาตมาพาทำเป็นเช่นนี้ในชาวอโศก มีพระอรหันต์ พระอนาคามี พระสกิทาคามี พระโสดาบัน จะเร็วไวไม่เชื่องช้า กิเลสโลกทำให้ช้าไม่ได้ทำให้ถอยไม่ได้ มีแต่เร็วไว ขนาดนั้นยังไม่ทันกาลกับโลกที่เก่งในการปรุงแต่ง อัตราก้าวหน้าอย่างอาตมาพาทำนั้นมีแล้วอาริยธรรมโลกุตรธรรมมีแล้ว คือชุมชนชาวอโศก เป็นชุมชนของพระอาริยะ พระศรีอาริยเมตไตรย พยายามสร้างพลังงานนี้รับใช้โลก พหุชนหิตายะ(เพื่อหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก)พหุชนสุขายะ(เพื่อความสุขของหมู่มวลมหาชนเป็นอันมาก) โลกานุกัมปายะ(รับใช้โลก ช่วยโลก) แต่เป็นวิบากอาภัพ ถูกศาสนาด้วยกันนี้เป็นกระแสหลักต้าน เดี๋ยวนี้ค่อยยังชั่วไม่ต้านไม่แย้ง เพราะอาตมาทำงานมาพอสมควร เอาพระไตรปิฎกมายันก็เลยไม่กล้าแย้ง การปรุงแต่ง ปุญญาภิสังขารเขาแปลว่าปรุงแต่งเป็นบุญ หรือปรุงแต่งเป็นความดีงาม อาตมาว่าผิด บุญคือปรุงแต่งลดกิเลส ถ้ากิเลสหมดแล้วไม่มีอะไรเหลือ แต่ผลของบุญคือโลกุตระ ได้ส่วนแห่งบุญคือทำลายกิเลสเป็นส่วนๆไป เช่น กิเลสก็นี้ของคุณมี 100 หน่วย คุณทำอะไรกิเลส จางคลายลงไป 30 หน่วยเรียกว่าส่วนบุญหายไป 30 หน่วย เหลือกิเลสอีก 70 ไม่ใช่คุณได้นะ เสียนั่นแหละคือเราได้ ซึ่งในหลวงของเราคืออาริยบุคคล เป็นพระโพธิสัตว์ ท่านได้ตรัส ภาษาของโลกุตระ แต่ข้าราชบริพาร ข้าราชการรับลูกไม่เป็น เอามาทำต่อไม่ได้เพราะไม่มีความรู้โลกุตระ ท่านตรัส บริหารแบบคนจน ประเทศชาติเราไม่ต้องรวย เราไม่รวย เราไม่อยากรวย เราก็รวยพอสมควรแต่เราไม่อยากรวย คำตรัสของท่าน เอามาเปิดนี่ ฟังกันบ้างไหม เราไม่เอาก้าวหน้าแบบนั้น เพราะ ก้าวหน้าแบบนั้น เป็นการถอยหลัง และถอยหลังอย่างน่ากลัว ภาษาอย่างนี้คือภาษาของโลกุตระ นี่คือพระเจ้าแผ่นดินเมืองไทย ที่มีเชื้อของโลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้า เอามาประกาศในโลก แต่คนในโลกสมัยนี้ รับไม่ได้ มีคนกลุ่มเดียวที่รับได้และดำเนินการอยู่คือชาวอโศก ทำอย่างโดดเดี่ยวในสังคม ที่พูดไม่ได้ท้อ แต่พูดความจริง เขาไม่เอาเรื่องเอาราว ไม่เห็นคุณค่า สื่อสารมวลชนใดๆไม่เคยแยแสชาวอโศก ยิ่งเถรสมาคมจะเอาตาย แต่เอาตายไม่ได้ ตอนนี้เขาหมดฤทธิ์จะทำให้อโศกหยุดยั้ง ตอนนี้ปลูกฝังมีผู้สืบทอดแล้ว ลงหลักปักแหล่งแล้ว โรงงานพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย อาตมาจะตาย ท่านเดินดินจะตายก็มีคนต่อไป มีคนอื่นอีกเยอะแยะ ฆราวาส ก็จะต่อกันไปไม่หยุดหรอก เพราะมันได้หยั่งรากลง เหมือนปลูกต้นไม้ ต้นไม้มันช่วยตัวเองได้แล้ว ไม่มีทางตาย มันช่วยตัวเองแข็งแรงได้แล้ว ถือว่าแข็งแรงแล้ว แต่มันจะขยายสู้กับโลกีย์ ที่มีอัตราการก้าวหน้า Geometric Progression Ratio มันมีการยกกำลังระดับไหนนึกไม่ออก อย่างโลกีย์มีใครคิดว่าเขาจะต้องรวยแค่นั้นแล้วจะหยุดไหม แค่นี้ก็พอแล้วไม่มีหรอก ไม่มี มีแต่ปากกรวย บานไป ไม่มีที่สิ้นสุด แต่ทางโลกุตระเป็นก้นกรวยที่มีที่สิ้นสุด โลกียะจะบานออกไปไม่สิ้นสุดเป็นปากกรวย เขาจะสร้างอะไรในโลกนี้ยังไม่สิ้นสุด เขาจะไปข้างนอกโลกอีก ไปสร้างแผ่นดินในทะเล เรื่องเล็ก แต่จะไปสร้างแผ่นดินในนอกโลกลูกนี้ อย่างนั้นจริงๆ เขาจะไปสร้างสถานีอวกาศ จะเอาดินเอาหินและปลูกผักพืชในโน่น แผ่นดินโน้น แล้วมีการจองสถานที่ด้วยนะ เขามีความคิดก้าวหน้าขนาดนั้น ล้างตัวตนได้แล้ว จะมีแต่หิตประโยชน์ ประโยชน์เพื่อมนุษยชาติ พหุชนหิตายะ จะทำให้มวลชนสงบสุขร่มเย็น อนุเคราะห์โลก โลกานุกัมปายะ อาตมามาทำงานแค่ 40 กว่าปี ตั้งแต่ทำงานไม่ช้าไม่นาน ก็มีหมู่กลุ่มของพุทธศาสนิกชนรวมกลุ่มเป็นชาวอโศก มีคุณสมบัติไม่ยึดติดตัวตน ไม่ยึดติดโลกธรรม อยู่เป็นหมู่กลุ่ม ลาภที่ได้โดยธรรม ไม่พากันไปสร้างการงานที่เป็นพิษภัย แต่ทำอย่างสุจริต ได้ลาภโดยธรรม ลาภธัมมิกา เป็นสังคมที่ทำมาหาได้แล้วเอาเข้าส่วนกลางหมด เรียกว่าเสียภาษีร้อยเปอร์เซ็น มีคณะกรรมการกลางจัดสรรผลผลิตผลได้ ของส่วนกลาง แจกจ่ายโดยไม่ยึดติดเป็นของเรา ที่เหมาะสมก็แจกจ่ายกันไป กินใช้ร่วมกัน ชาวอโศกทำสำเร็จ เป็นชุมชนโลกุตระ หรือเป็นชุมชนที่มีคุณสมบัติ ตามที่สังคมโลกต้องการทั้งโลก ทำสำเร็จ สังคมมนุษย์ มวลนี้ มีชีวิตความเป็นอยู่ ทำสิ่งเป็นประโยชน์ ไม่เป็นโทษภัยต่อโลก ถือศีลกันอย่างนี้ ไม่ใช่ถือแล้วไม่มีผลอะไรเลยกับโลก ชาวอโศกได้ทำสำเร็จแล้ว แต่เพราะว่าความอคติ เพราะอวิชชา คนที่มองไม่ออกว่าชาวอโศกคือพุทธะแท้ ผู้บรรลุธรรม อย่างสังคมชาวอโศก มีผู้ที่มีปัญญาเท่านั้นจะยอมรับ และอาตมาได้ยินว่า ผู้ใหญ่ที่เป็นผู้รู้ของเถรสมาคม บอกว่าทุกวันนี้ศาสนาพุทธมีอยู่แต่ในสังคมชาวอโศกเท่านั้นแหละ เป็นผู้ที่มีมรรคผลตามศาสนาพุทธนั้นมีแต่ในชุมชนชาวอโศกเท่านั้น ผู้รู้ในเถรสมาคมพูด แต่ท่านแสดงตัวไม่ได้ บอกต่อสาธารณชนไม่ได้ เพราะท่านต้องอาศัยสถานะทางสังคม ที่พูดไม่ได้น้อยใจหรือท้อแท้ พูดเพื่อให้รู้สถานะทางสังคม เพราะฉะนั้นต้องอาศัยเวลา ที่เราจะพากเพียร ทำให้สิ่งที่เป็นมรรคผลเป็นธรรมะของพระพุทธเจ้า ออกมาเป็นพฤติกรรมของมนุษย์ ทางกายวาจาใจ กายกรรมวจีกรรมมโนกรรม ให้เกิดแบบโลกุตระ ที่เป็นคุณลักษณะของสิ่งที่ยืนยัน เป็นมาตรวัดว่า พฤติกรรมของชาวพุทธจะมีลักษณะพฤติกรรมอย่างไร มีหลักเกณฑ์หลายข้อมาตรวจสอบ เช่น วรรณะ 9 เอามาตรวจสอบได้ว่าลักษณะเช่นนี้เป็นคุณสมบัติ คุณลักษณะของความเป็นพุทธ เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย เลี้ยงง่ายไม่เรื่องมาก คนที่เรื่องมากคือไปก็ยาก มาก็ยาก กินยากอยู่ยาก เป็นต้น ทุกวันนี้คนแย่งชิง ลาภยศ แม

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน