230625-3-029 ทางเอกภาค3-ตอน029(หน้า251)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท057.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันพุธที่ 25 มิถุนายนพุทธศักราช 2523 พ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมทำวัดเย็นบรรยายทางเอกภาค 3 ที่พุทธสถานสันติอโศกณตอนนี้เราได้อธิบายการด้วยความเกิดความดับและจุดเกิดจุดดับที่เรากำลังชี้ชัดไปจนกระทั่งถึงอุปกิเลสที่เป็นสภาพของตัวผีร้ายตัวสำคัญและตัวจิตวิญญาณผีหรือว่าตัวที่แทรกซ้อนอยู่กับจิตวิญญาณอันบริสุทธิ์ แยกได้แยกออกจับได้แล้วจะกระทำให้มันดับได้ละได้วางได้ถึงแม้ที่สุดถึงขนาดขั้นลึกซ้อนละเอียดเข้าไปตามที่เราได้อธิบายกันมาจนป่านนี้ให้เห็นทั้งสภาพที่มันเป็นตัวจุดเริ่มเกิดตัวจุดเริ่มต่อแล้วเราก็ไล่ทุบต่ออะไรต่ออะไรยาวไกลไปขนาดไหนขนาดไหนเราก็สามารถที่จะรู้ได้รู้แท้จนกระทั่งถึงที่เรียกโดยภาษาบาลีว่าขั้นอนุโลมปัจจุบันคือเราสามารถที่จะควบคุมจิตของเราอยู่เหนือจิตของเราจิต เราจะรู้จักสมมุติรู้จักการปล่อยหรือว่าการให้เกิดรู้จักสภาพที่ให้เกิดโดยความอนุโลมรู้จักสภาพที่เราสามารถหยุดได้จริงจะไม่ให้หยุดจะให้เกิดเราก็เป็นเจ้าเป็นพระเจ้าเป็นผู้ที่มีเจโตว่า 10 ปัตโตที่แท้เป็นผู้มีอำนาจเหนือจิตของเราเองจริงๆรู้ว่าเราขณะที่เราให้เกิดนั้นก็ไม่ใช่หมายความว่าเราเองเรามีกิเลสเราให้เกิดก็ได้ให้ดับก็ได้ให้จิตทำงานก็ได้ให้จิตพักก็ได้ให้จิตทำงานโดยไม่มีกิเลสก็รู้จิตทำงานแล้ว จะเกิดผลซ้อนตามไปอีกจนกระทั่งเป็นคุณงามความดีและจิตจะเกิดซ้อนตามไปหลงติดในคุณงามความดีก็ต้องตามรู้อีกแล้วเราก็จะดับพวกนั้นได้อีกไม่ให้มีตัวตนจนถึงขนาดละเอียดละออปานฉะนั้นควบคุมได้ทั้งตัวจิตทั้งตัวที่จะเกิดตามเป็นสภาพสันติเป็นสภาพสืบโยงเป็นสภาพที่ทับปริญญาตราท่านละเอียดถึงอายตนะสุดท้ายรู้ว่าเราเองเป็นผู้เสียสละแท้เป็นผู้กระทำโดยอย่างปล่อยวางจริงๆซับซ้อนถึงอายตนะขั้นสุดท้ายไม่ติดไม่ยึดไม่เอาเปรียบ Kamikaze ไม่มายอมเอารู้ว่าการสละการให้ไม่มุ
อ่านต่อ
่งร้ายมีแต่มุ่งดีและไม่หลงตอบประโยชน์หรือไม่หลงต่อกำไรกำไรที่ว่านี่แหละเช็คว่าภาษากำไรเหมือนมันเอามาให้แก่ตนแท้จริงมันก็คือการสร้างประโยชน์ในการสร้างประโยชน์ให้เป็นคำกลางๆประโยชน์นี้เป็นประโยชน์ท่านก็ได้ประโยชน์เราก็ได้ถ้าเราเอามาเป็นประโยชน์เราก็ประโยชน์เราแล้วเราก็ชักเอาไว้ติดเอาไว้ยึดเอาไว้ก็เป็นประโยชน์เราแต่เราไม่ติดไม่ยึดเราเองเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นทราบประโยชน์และเป็นประโยชน์ท่านเสมอเราจะรู้ถึงจิตละเอียดละออทุกอย่างนี้อย่าว่าแต่ความรู้สึกหยาบๆคนอื่นใดๆเลยแต่เราก็รู้ไปจน ปล่อยได้ละได้ถ้าเราเกิดความนึกไม่ใช่เกิดความนึกเกิดความรู้สึกเกิดความรู้เกิดความรู้รู้ในจิตของตนถึงขั้นเราจะมีอกุศลเมสเสจน้อยอ่อนถึงขนาดปานนี้หลงตามหลงผิดที่เราจะทำให้แก่ตนอย่างด้วยชนิดใดๆเราก็ละอายละอายละอายตนนายตนุลัคน์ซื้อตั้งข้อสังเกตให้ฟังว่าภาษาไทยคำนี้มันมาจากภาษาพระมันมาจากภาษาไทยเนี่ยคำว่าละอายนี่เป็นอุทธัจจะอุทธัจจะสังโยชน์เนี่ยเป็นสังโยชน์ตัว นายพรรัตน์สังโยชน์แล้วเป็นวิชาอวิชชาสังโยชน์มันหมดเมื่อตัวอุทยานสังโยชน์เศษสุดท้ายมันหมดเราจะละอายเราจะรู้สึกรู้จักความละอายตนละอายในตัวเราเองเนี่ยไม่มีใครรู้หรอกขั้นนี้แล้วไม่มีใครมารู้กับเราคราวนี้เรารู้ของเราเองแล้วเราซื่อสัตย์ต่อตัวเราเองเราไม่เอาเปรียบเรารักเราไม่ติดไม่ยึดอะไรของเหล่านี้ได้แม้แต่อายตนะสุดท้ายแล้วเราก็รู้ตัวเราเองเนี่ยถ้าเผื่อว่าเรารู้ว่าอายตนะสุดท้ายที่มันเศษที่เรายึดติดในสิ่งที่รับรู้ว่าเรายังยึดเอานะแม้แต่ความยึดเอาอะไรเป็นของตัวของตนหรือสำนัก เด็กน้อยขนาดไหนกันนะในวันนี้ป้าน้อยฟังให้ดีภาษาไทยเป็นภาษาบาลีภาษาธรรมเป็นภาษาคนขณะนี้เพราะฉะนั้นเราละอายตนจริงๆเราละอายตนะอันนั้นจริงๆเออเขียนกระดานดูดีๆสองคำนี้เรารักจริงๆละตัวสุดท้ายอายตนะสุดท้ายอายตนะสุดท้ายคือตัวธาตุรู้สุดท้ายแล้วแยกพยัญชนะอธิบายให้ฟังแล้วว่ามันเป็นประโยชน์มันเป็นถ้าเรายึดอยู่ว่าเป็นกำไรและเรานี่แหละเป็นรู้สึกว่าตนจะนะเนี่ยมันไปจากภาษาพระทั้งนั้นน่ะภาษาไทยมาจากภาษานี่เป็นตัวตนเป็นตัวเรายึดเอาเป็น เมาแล้วมันอยู่เป็นเศษของเรามันเป็นความเกิดของตัวบุกผู้นั้นยังเหลือเชื่อไม่เป็นนิพพานก็เพราะเรายึดส่วนเป็นตะนะๆแปลว่านิดหน่อยนิดสุดท้ายแล้วชิ้นสุดท้ายของความที่ยึดเอาไว้เป็นเรานี่แหละตนตัวนี้มันเป็นภาษาไทยทุกวันนี้ตนตัวนี้เนี่ยมันสำคัญมากตะนะอายัดแปลว่าประโยชน์หรือแปลว่ากำไรแล้วเราก็ยึดมันเป็นกำไรที่จริงมันเป็นประโยชน์ในโลกมันเป็นประโยชน์ในโลกมันถ้าเราสร้างประโยชน์นั้นขึ้นแก่คนอื่นทราบประโยชน์ มันเป็นภาษาเหมือนดาวโดนแต่ไม่ใช่หรอกคราวนี้มันควบคู่มาและคำว่าละอายเนี่ยมันเป็นลักษณะของสังโยชน์ตัวมันเป็นลักษณะของสังโยชน์ตัวสุดท้ายวุฒากาศสังโยชน์มันแปลว่าความละอายอุทยาน ความเดานะมันเป็นความจริงมันเป็นหลักฐานที่เหลือเชื้อให้เราไปพิสูจน์ได้นี่เป็นอิทัปปัจจยตาสุดท้ายที่ผมค้นพบที่อาตมาค้นพบเป็นหลักฐานสุดท้ายภาษาไทยมาจากเนี่ยคำว่าละอายเนี่ยอุทธัจจะละอายเก้อเขินเราอายเราละอายต่อตัวเราละอายตัวเราเองละอายตนละอายตนหรือละอายตนะมันละจริงๆละอายตนะตัวสุดท้ายปลายตรงแต่ไม่สุดท้ายปลายตรงถ้าใครไม่มีความรู้ตัวตายตรงนี้และแม้แต่อายตนะก็ไม่เข้าใจเขาก็ไม่รู้แต่นี่ผมรู้อาตมารู้อาตมาถึงบอกได้แล้วก็เป็นสังโยชน์สุดท้ายที่เราจะ รู้ว่าเราละอายต่อบาปเราละอายต่อความที่เป็นกิเลสตัณหาอุปาทานสุดท้ายจริงๆมันจะเหลือเศษฤทธิ์เศษน้อยที่เรายึดเอาไว้ว่าเป็นกำไรของตนเป็นประโยชน์ของตนเรารักมันแต่ว่าจริงๆเพราะคำว่าละคำนี้จึงมันมาบอกถ้าว่าตัดแต่ว่าตนไปตัวนึงแล้วไปตัวนึงหมดทั้งนั้นน่ะคำ 3 คำ 4 คำแยกไว้ยังไงก็ได้งั้นสักพันกันไปหมดละอายก็รู้ตัวอายตนะหรืออายตนก็เป็นตัวภาษาตรงๆเราเป็นทวารรู้เป็นสภาพรู้เราเรียกทวารเนี่ยมันหยาบหยาบเอาไว้ไม่ควรจะเรียกแล้วทวารมันไม่ใช่ทวารบอกแล้วว่าทวารน่ะมันบานทั่วโลกไอ้นี่มันไม่ใช่ทวารมันไหนสุดแล้วมันอยู่ในตัวจิตภาพ เป็นช่องเป็นท่อมันไม่ใช่ท่อแล้วมันต่อมไร้ท่ออีกด้วยถ้าเป็นท่อแล้วมันต่อมไร้ท่อแต่มันก็มีทางมามันมาแล้วมันมาเกิดแล้วเกิดรู้มันรู้อยู่แล้วมันเกิดเป็นลักษณะนั้นเพราะลักษณะนั้นเป็นประโยชน์แห่งประโยชน์เองแล้วเราก็หัวเราะก็เสร็จก็จบเราก็ได้ละแล้วแต่ถ้าเราไม่ละเราอายแหมมันพูดไทยหรือพูดภาษาบาลีก็ยังไม่รู้เราถ้าเราไม่ละเราอายเราละอายที่มีความละอายมันก็เป็นความต่ออายนั่นเองละอายต้องละอายต้องละอายนะความละอายนี่คือความ สะเทือนสะท้านของเราเองได้รับรู้ของเราเองเราสะดุดจิตของเราเองว่าเรามีหิริมีโอตตัปปะไปสัมพันธ์ถึงหิริโอตัปปะคำว่าอุทยานก็เป็นตัวอายสะทกสะท้านสะเทือนนี่เคยๆพูดสู่ฟังว่านักประพันธ์ไทยคนนึงตายไปแล้วศรีรัตน์สถาปนาวัดชอบใช้คำนี้อุทธัจจะเค้าไม่ชอบใช้การขวยเขินหรอกเข้าใจผู้หญิงถูกจีบนี่เขาจะบอกว่าเธอก็ควยควยหน้าแดงซ่านด้วยอุทยานเขาว่างั้นสำนวนของศรีรัตน์สถาปัตยกรรมหมายถึงความขวยเขินความสะทกสะเทือนสะท้านละอายเขาก็เอาไปหยาบๆเหมือนของ ธรรมดาเหมือนจริตผู้หญิงสะท้านสะท้านอาอยู่อายอย่างหยาบๆที่จริงมันจะนี่มันตายอย่างลึกซึ้งมันสะเทือนสะท้านมันหวั่นไหวมันไว้เขินมันมันสะดุดสะดุดที่ตัวเองเราเราเองเรารู้สึกสะเทือนศรัทธาเรารู้สึกเหนียมของเราเองเรารู้สึกหิริของเราเองปวดตาหิริเพลงกลัวเราอายของเราเองมันผู้ใดมีความซื่อสัตย์ต่อตนเห็นความยึดติดถึงขั้นอย่างนี้ของเราก็เป็นผู้ที่มีความละอายแท้อยู่ในตนอยู่ในความคิดความน้อยนั้นแม้เราจะสร้างสิ่งนี้เป็นสิ่งสุดท้ายแล้วนิดน้อยอันนี้เราจะเรียกกันนะอันนี้ว่าเป็นสิ่งที่เป็นเรารู้อายตนะสุดท้ายเป็นความรู้ของเรา อรูปแล้วคันเล็กเพราะงั้นจะสร้างอยู่จะทำอยู่จะเป็นอะไรอยู่เราสร้างหยั่งรู้เราทำให้ความเกิดนี้เกิดสักแต่ว่าเกิดเราเป็นผู้ควบคุมเราเป็นผู้เข้าใจเพราะจะมีอาการที่เราไปหลงใหลอย่างไรเป็นโมหะไม่มีจะเป็นราคะโทสะไม่มีแต่แม้แต่สิ่งที่สร้างเป็นตะนะเป็นส่วนรู้อันนี้สุดท้ายนี้เราก็รู้เท่าทันและลูกเกิดรู้ดับทำเกิดทำดับยางไม่มีเศษเสี้ยวแห่งความเฉโกไม่มีเสแสร้งไม่มีอำพรางไม่มีการคดโกงต่อตัวเองละอายต่อตนเองละอายตนจริงๆเพราะฉะนั้นความถ้าว่าตนจะเอาเปรียบก็มีความละอายที่จริงเราเอาเปรียบไม่มีใครรู้หรอกเอาอันนี้ ตัวอย่างซึ้งๆมีความละอายแท้อยู่ในตนจริงๆวงเล็บเปิดละอายตนะหรือละอายตนเป็นที่สุดจริงแท้เราก็เข้าใจได้จริงไม่สงสัยไม่กังขาไม่ลังเลก็นั่นแหละคือพ้นวิกฤตอิจฉาเป็นที่สุดเกิดสัจจานนท์ญาณแล้วแท้ๆเกิดการรู้ความจริงจะอนุโลมไปอย่างไรจะสร้างสรรค์อย่างไรกับเราก็เป็นผู้ที่รู้ในสัจจะอันนั้นต่อจากนั้นจิตก็จะตัดโคตรความเป็นจิตวิญญาณที่เกี่ยวกับวกวนความเป็นโรคในความหมายทางธรรมความเป็นวัฏฏะความเป็นทุกข์ความเป็นกังวลเป็นอะไรก็ตามที่ยังเป็นส่วนเหลือของความเป็นมูลเขาแห่งทุกข์แห่งอกุศล หมดเป็นโคตรตลับหูยานเองนั่นแหละคือมักกะจิตรพลจิตมันก็จะเกิดต่อเองเป็นเองเกิดต่อเองเป็นเองโดยไม่ต้องมีใครสร้างแต่มันมีเหตุปัจจัยครบแล้วมันก็จึงเกิดไม่ใช่มีใครมาบรรดาลโดยไม่มีอะไรขั้นอะไรขวางไปเรียนใครเรียนอภิธรรมมาก็จะรู้มันก็เจ็บเพราะว่าจิตจะเกิดเลยพอเวลาคบคนตระกูลยานมาแค่ 7 คนจิตเกิดไม่มีอะไรท่านอะไรท่านก็ไม่ได้ไม่มีอะไรขั้นจริงๆซึ่งเป็นเรื่องของจิตเกิดเองเป็นเองโดยเหตุโดยปัจจัยคำว่าเกิดเองเป็นเองโดยเหตุโดยปัจจัยนะไม่ใช่เกิดเองเป็นเองโดยไม่มีเหตุไม่มีปัจจัยไม่ใช่มนุษย์เปิดซึ่งจะไม่ใช่เกิดเองโดย เปิดเองโดยไม่มีองค์ประกอบเป็นอันขาดแต่เมื่อเจ้าตัวเองยังรู้เหตุรู้ปัจจัยไม่ได้ก็เรียกว่าเกิดอย่างพระเจ้าบันดาลหรือเกิดอย่างเป็นเองโดยอัตโนมัติอาญาที่มีเกิดมีตัวเกิดแต่เราไม่มีปัญญาหยั่งรู้เราสามารถเกิดปัญญาอย่างนี้เป็นต้นเกิดไอ้โน่นไอ้นี่อะไรก็แล้วแต่ประโยชน์ตัวนี้อาจจะเป็นแค่มโนกรรมเป็นปัญญาสร้างมาเราสร้างได้แต่ผู้ที่ไม่อยากรู้ถึงจิตที่มีเหตุปัจจัยอย่างสูงสุดนี่ไม่รู้จริงๆเพราะงั้นสายที่ไม่ใช่ปัญญาแท้สายเจโตยังมีอัตราเช่นพระโมฮัมหมัดเป็นต้นปัญญาของพระโมฮัมหมัดเข้ามาสร้างมาเขียนความรู้เรียบเรียงอันนี้คันออกมาเอามา ประโยชน์ให้แก่ประชาชนถ้าไม่รู้ว่าเป็นปัญญาของท่านท่านก็บอกพระอัลเลาะห์เป็นผู้สร้างเป็นผู้บันดาลให้ท่านเขียนออกมาให้ท่านบอกออกมาก็ตกลงเราไม่มีปัญหาผมไม่มีปัญหาเพราะผมรู้จักรู้จักความจริงถ้าจะว่าไปแล้วก็เดี๋ยวมันเป็นการดูหมิ่นผู้ที่เขาเคารพนับถือจริงๆรู้จักกันรอมันเป็นความจริงนะเป็นความจริงเกิดจากพยานบริสุทธิ์พระญาณนั้นก็จะเรียกยกย่องว่าเป็นของพระเจ้าที่จะต้องเกิดจากยานบริสุทธิ์ของพระมูฮัมหมัดเองหรือใครก็ตามที่ถึงซึ่งจุดอย่างนี้มันก็จะเกิดญาณเกิดปัญญาเกิดรู้ตามภูมิตามขั้นผู้ที่มีภูมิมากนะถึงรู้ได้อย่างเพราะว่ามันมีภูมิมากมีปัญญามากไม่ใช่ปัญญา ผู้ที่จะมีพระโพธิสัตว์หรือว่าเป็นพระโพธิสัตว์เป็นผู้ที่ได้สั่งสมบุญบารมีมันก็เป็นได้เป็นของจริงอ่ะทีนี้แต่ส่วนจะรู้มรรคหรือรู้ละเอียดในมรรคมีวิธีหรือมรรควิถีต่างๆดีจนอาจสามารถเอามาพูดมาอธิบายมาสอนคนได้นั้นก็ต้องปฏิเวธขนาดญาณปัญจเวทขณะยานคือตัวรู้ตัวปัญญาก็ต้องพิจารณาปัจจัยเวทนาญาณเกิดจริงๆคือทบทวนไตร่ตรองเรียบเรียงให้ดีๆให้แตกฉานเป็นญาณ 16 เช่น JJ อาจารย์รุ่นเก่าก่อนได้แจกแจงกันมาเป็นต้นคือยา 16 นี้ไม่ใช่ของพระพุทธเจ้าญาณ 16 นี่เป็นงานของเกจิอาจารย์มาแต่ แย่ให้ละเอียดแล้วเอาขึ้นมาอีกชั้นนึงของพระพุทธเจ้าน่ะมีญาณมีวิปัสสนาญาณ 9 เสร็จแล้วเกจิอาจารย์ก็มาต่อหัวต่อหางเขาอีกจากก้าวมาต่อเขาอีก 7 ต่อหัวไว้ 3 ต่อหัวไว้ 3 ต่อหางไว้ 4 ก็เกิดเกิดได้เออติดต่อ Huawei 3 ถูกแล้วตั้งแต่นามว่ารูปภาพปฏิญญาปริศนา 3 พุทธพยากรณ์ พยานอาทีนวญาณนิพพิทาญาณบุญจิตรกรรมยมราชปฏิสังขาโยสัจจานนท์โรมยานสังขารุเปกขาญาณและการจัดการอนุโลมญาณแล้วค่อยโคนธนูยานและความพยายามอาจจะเวทนาญาณครบ 16 หน้า 3 เพิ่มเข้าไปหลัง 4 เพราะอันหลัง 4 ก็ไล่มันก็มีปัญจเวทมรรคผลระยะ 4 อันนี้ก็เอามาต่อใหม่ของเกจิอาจารย์มาไล่เรียงขึ้นมาพระพุทธเจ้าจบแค่สัปดาห์รวมยางสาขารูป ผ้ายันต์สัจจานนท์รวมยันต์ก็จบกันคือวางเฉยได้สะดวกสบายแล้วกับอนุโลมปฏิโลมต่อสัจจะทุกอย่างได้เรียบร้อยท่านก็ถือว่าจบแล้วจิตมันเกิดจะมาตัดโคตรขึ้นไปก็เป็นการอธิบายไม่ผิดนะเกจิอาจารย์อธิบายไว้ไม่ผิดนะพระพุทธเจ้าอธิบายไว้แค่สัจจานนท์ยานจบแล้วทีนี้ข้อสังเกตอีกอันหนึ่งที่จะให้สังเกตก็คือว่าพระพุทธเจ้าสอนสอนจัดการนี่ของท่านนะวิปัสสนาญาณของพระพุทธเจ้ามีหลักฐานยืนยันพระพุทธเจ้าสอนถึงยานสัจจานนท์ยานเป็นการรู้เป็นการมีญาณหยั่งรู้ตัวเองอย่างถึงที่สุดโดยสัจจานนท์ยานคือการอนุรักษ์ทวนกลับเห็น ยาสัจจะอย่างแท้เหมือนกันการที่สูงสุดของพระพุทธเจ้านั้นไม่ใช่จุดตายแต่หยุดทวนกลับไงอนุโลมหยุดทวนกลับได้นะอนุโลมตามโทษทีอนุโลมได้ตามปฏิญญาอนุโลมก็คืออนุโลมปฏิโลมทั้งหมดสัจจะมีความจริงที่รู้จักอนุโลมปฏิโลมเพราะฉะนั้นภาษาอนุโลมมาใช้ในภาษาไทยก็หมายความว่ายอมตามให้อนุโลมนั่นหมายความว่ายอมตามให้อนุโลมซึ่งท่านได้ทวนรู้ทวนเห็นหมดแล้วเพราะฉะนั้นให้แก่คนอื่นนะที่ทำให้ทำอนุโลมยอมให้แก่คนอื่นเพราะงั้นเราจะยอมเกิดเพื่อคนอื่น ไปทำตัวเองย่อมเกิดเพื่อคนอื่นได้จึงเรียกว่าผู้ที่สูงสุดในวิปัสสนาญาณด้วยความจริงๆเป็นจริงๆนะยอมให้คนอื่นเกิดไม่ใช่ตัวเองแกล้งมีความละอายตนจริงๆมีความละอายจริงๆละอายตนะได้จริงๆนั่นเองและอายตนะได้จริงๆเป็นสัปดาห์แล้วลมยางอันนี้ก็ย้ำให้ฟังชัดๆอีกขนาดของอาจารย์ต่างๆนี่ก็คือทบทวนจริงๆปัจจะเวกนี่ทบทวนสอบร้อยอ่านมันจึงจะเห็นพระโพธิสัตว์ก็จะมาทำเองเพราะบริษัทที่มาทำมาเรียน เปลี่ยนยอนทวนรูมาขยันรู้ผลพยานรูปปัจจะเวกคันนายานรู้แล้วว่าตัดโคตรแล้วล่ะเป็นพระอรหันต์แล้วตัดโคตรแล้วได้แต่ว่าทบทวนมันพยายามอ่านมักเข้าวิธีมัดต่างๆที่มันจะทำยังไงเป็นยังไงมักจะต่างๆมันคาต่างๆเดินตามทางอย่างไรทางโน้นทางนี้มันเคี้ยวมันโคตรมันหลงทางตรงไหนก็พยายามไม่ไม่เคี้ยวไม่คดไม่หลงละเอาตรงหัวใจบอกคนอื่นก็เอาอย่าเอาทางตรงทางเคี้ยวทางคดเลิกกันมันจึงจะได้ทบทวนมันจึงจะได้รู้ของดีมาสอนคนก็ทางตรงมาสอนคนทางคดไม่เอารู้มักจะจิตเป็นยังไงมักกะจิตเป็นยังไงรู้หมด รู้มรรคจิตที่รู้ผลมาขจิตปรสิตผลเป็นยังไงรู้ชัดเจนเอามาพูดได้ปัจจะเวกขณะเป็นตัวที่ต้องทำให้รู้เราต้องทบทวนสอดส่องอ่านจริงๆไม่ใช่อยู่ๆดีๆแล้วมันก็เกิดมารู้เองที่ไหนแม้แต่ปัจจุบันก็ต้องทำอาจจะเวกหมายความว่าเราเองเป็นผู้ที่ทบทวนธรรมทบทวนตรวจสอบปัจจัยตรวจเสมอทั่วเสมอพิจารณาสอนซ้ำพิจารณาไม่ได้บอกว่ามันเกิดเองเมื่อไหร่เพราะฉะนั้นพวกที่ไปเรียนนั่งหลับหูหลับตาแล้วก็บอกว่ามันจะเกิดเองนั่งไปอย่างนู้นอย่างนี้อยู่เวลาสอนสอน สอนให้นั่งหลับตาไปแล้วมันก็จะเกิดแต่เวลามันเกิดจริงๆทั้งๆที่บอกอธิบายอย่างของตัวเองก็บอกว่าจะต้องทบทวนพิจารณาแล้วเสร็จแล้วมันก็ไม่ได้ทำอย่างที่ตัวเองสอนไว้ไม่ได้สอนตามสูตรคือมันไม่รู้ละเอียดมันไม่รู้จริงมันไม่รู้ทั้งหมดมันเองมันก็เลยไม่จริงมาพูดที่ได้ยา 16 เช่นแกจะอาจารย์ผู้ที่แตกฉานเช่นนี้เกจิอาจารย์รุ่นเก่าก่อนได้แจกแจงกันมาเป็นต้นไม่ใช่ของได้ง่ายๆเลยและแม้จะรู้ชัดในผลต่างๆจนอาจสามารถเอามาพูดมาอธิบายมาสอนคนได้นั้นก็เช่นกันอีกเหมือนกันคือต้องปฏิเวธขณะยานเกิดจริงต้องทบทวนเกิดเกิดปัญญาอย่างรู้แจ้งชัดดังนั้นเราจะรู้ในมรรคจนพูดได้อธิบาย ได้มีเหตุมีผลกระจัดกระจ่างมีภาษามีนัยยะที่รู้ชัดพอแก่ผู้อื่นได้อันเรียกว่ามัคจะต้องปัจจะเวกขณะต้องทบทวนต้องเรียบเรียงไตร่ตรองพิจารณารู้กันอีกมากกว่าหนักสำหรับสุตตะพุทธะกับอนุพุทธะน่ะสุดท้ายก็คือพระพุทธเจ้าบรรลุธรรมเป็นพระอริยะหรือพระอรหันต์ซึ่งต้องฟังไม่ฟังจากผู้สอนมานำทางและก็ตัวเองที่จะไปรู้เห็นจริงถึงจะบรรลุธรรมได้ถ้าไม่ฟังมารู้เองไม่ได้หรอกพุทธะคนมีบารมีเท่านั้นเป็นสื่อปากพุทธะ ต้องเป็นผู้ที่ต้องฟังเขามาจริงๆฟังตามอาจารย์ท่านจริงๆอนุพุทธะก็เก่งขึ้นมาอีกเรียกว่าตามได้ตามได้อย่างเก่งจนกระทั่งตามไปจนใกล้ๆความเป็นความรู้เองได้ขึ้นมาหรือว่าเป็นผู้ที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้นไปอีกอนุแปลว่าเล็กไปละเอียดเพราะฉะนั้นคำความหมายสุดกำหนดกำกับเลยว่าต้องเป็นผู้ที่ต้องได้ฟังคำสอนจากอาจารย์แน่ๆอนุภาคก็ยังยืนยันอยู่ว่าต้องสอนจากท่านได้รับคำสอนจากอาจารย์ไม่ได้รู้เองอาจจะได้สอนนิดนึงแล้วเราแตกฉานเองบ้างแต่ก็ต้องมีเขาอนุพุทธะต้องมีข้าวจากการได้รับและยื่นมาจากคนนั้นคนนี้มาพอสมควรแล้วเราก็ แต่งรูปเองจากของเก่าจากของเดิมจากของใหม่อะไรแล้วแต่จำไม่ได้รู้ได้เป็นการบรรลุอย่างลักษณะอย่างนั้นมีอธิบายลักษณะของสุตาพุทธานุพุทธประวัติท่านยืนยันได้ว่าฉันรู้เองมาเจอกับพุทธไม่ต้องมีใครสอนไม่ต้องไปรู้ตามใครไม่ต้องมีใครสอนไม่ต้องรู้ตามใครก็ได้สมกับปัจจัยกับพุทธไปเลยก็รู้อย่างเยี่ยมยอดเลยอย่าว่าแต่รู้เองเฉยๆเลยรู้อย่างถูกต้อง 100% รู้อย่างงามพร้อมเป็นสมาชิก เจ้ามีคำว่าเจ้าเติมท้ายอีกสูงกว่าสัมมาสัมพุทธะธรรมดาสัมมาสัมพุทธะนะหมายความว่ายังสูงกับปัจเจกพุทธะปัจจัยกับพุทธรูเองแล้วยังสัมมาสัมพุทธัสสะเป็นปัจเจกพุทธะที่รู้เองและสัมมายิ่งยิ่งยิ่งยิ่งสั่งสมความสัมมาความเป็นไปอย่างควรสัมมานี่แปลว่าเหมาะแปลว่าคุณส่วนผู้ที่สูงส่งสุดอนุตรสัมมาสัมพุทธัสสะเนื้อใครหมดมีได้นานยุคเหลือเกินกว่าจะมีได้ก็องค์เดียวในวาระที่ใกล้ใกล้กันจะมีพระพุทธเจ้าหรือพระอนุตรสัมมาสัมพุทธในเวลาไล่เลี่ยกัน 2 องค์ ไม่เป็นไปได้เป็นสภาพอะไรไม่ใช่ฐานะจะเป็นไปได้สถานะยาว่าได้เกิดพร้อมกัน 2 องค์เลยในระยะเวลาใกล้ๆเคียงกันแล้วก็จะเกิดอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณผมเห็นจริงจังเลยชัดจังเลยเพราะว่ารู้ความหมายรู้สภาวะรู้ความจริงจังว่า เลิศมันยอดมันสูงมันสั่งสมจริงๆจนเหนือชั้นจนแน่ใจว่าไม่มีใครรู้เท่าติดตามทันได้กว่าจะผมรู้ความหมายอาตมาไม่รู้ความหมายว่าพระพุทธเจ้าจะปฏิญาณตนว่าพระพุทธเจ้านี่คืออะไรก็อย่างที่เคยพูดบอกไว้แล้วว่าพรุ่งนี้จะปฏิญาณตนว่าเป็นพระพุทธเจ้านั่นน่ะโอ้โหท่านมีภูมิสั่งสมและสั่งสมอีกจนกระทั่งท่านตรวจโรคดูหมดแล้วเนี่ยคนละโลกนี้แน่ใจไม่มีใครจะเหนือกว่าท่านแม้แต่จะวิ่งไล่ชาตินี้อีก 2 ชาติ 5 ชาติวิ่งไล่ยังไม่ทันท่านอย่าว่าแต่เรียนประเภทธรรมดาเลยให้วิ่งเรียนเลยวิ่งอย่างเร็วเรียนเร็วยังตามไม่เท่าทันยังไม่ทันเท่าทันถ้าต้องแน่ใจถึงขนาดนั้นจึงเรียกว่าเนื้อจริงๆ เนื้อจริงๆอนุตตรไม่มีเหนือยิ่งกว่านี้อีกมันสูงจนแน่ใจที่สุดแล้วถึงปฏิญาณตนว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรืออนุตรสัมมาสัมพุทธะมีคุณลักษณะอย่างนี้จริงๆไม่ใช่คุณลักษณะเล่นๆนี่เป็นญาณปัญญาญาณทัศนะวิเศษของอาตมาของผมเองเป็นผู้เป็นผู้รู้เองรู้เข้าใจความหมายนี้ชัดแจ้งเดี๋ยวมันรู้อย่างที่เรียกว่ามันแน่ๆรู้อย่างรู้ว่าเราเองต้องทำเพราะฉะนั้นเดี๋ยวนี้พระพรที่รักไม่ปฏิญาณตนว่าเป็นพระพุทธเจ้าชาตินี้ไม่ปฏิญาณแน่ๆแค่นี้ไม่เอาพระพุทธเจ้าแค่นี้เป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้แก่พระพุทธเจ้า เจ้าไม่ได้ไม่ได้จริงๆยังต่ำมากยังต้องทำให้สูงกว่านี้อีกเหลือหลายนี่เป็นความเห็นชัดแจ้งเลยรู้และเราจะต้องทำอย่างนั้นเพราะเหมือนกับเรารู้เลยเราจะเรียนจบปริญญานี้ยังมีวิชาอะไรที่ยูนิตเรารู้เลยอาตมารู้อีกกี่ยูนิตรู้และต้องทำให้จบเข้าใจเพราะฉะนั้นการที่จะถึงปฏิญาณตนว่าเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้านี่ไม่ใช่ของหมูๆพระพุทธเจ้าอย่างชัดแจ้งว่าฐานะเป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดพระพุทธเจ้า 2 องค์พร้อมกันหรือในเวลาไล่เลี่ยกันมันยิ่งสนับสนุนโดยเพราะอาตมามาเจอ พระไตรปิฎกพระพุทธเจ้าตรัสอย่างนี้ยิ่งเท่ากับไขความที่เรารู้ไอ้ที่พูดไปเมื่อกี้เนี่ยมันไม่มีในพระไตรปิฎกที่อธิบายให้ฟังเมื่อกี้รู้เองรู้ความหมายรู้ชัดแจ้งมาเจอพระพุทธเจ้าตรัสเป็นสถานะไม่มีการเกิดซ้อนได้ไม่มีการเกิดในเวลาไล่เลี่ยก็แน่ๆเดี๋ยวจะไล่มันจะไม่เท่าได้ยังไงมันไม่ใช่ของเล่นเด็กขนาดคนอย่างพระพรที่รักเกิดแต่ละคนนี่ก็ยังยากอยู่แล้วอันนี้ก็คุยโม้ที่จริงไม่อยากคุยโม้นะเดี๋ยวไปเอาภาษาคำว่าจากของคึกฤทธิ์มาซะอีกมัวแต่พูดเกินจริงนี่ไม่ได้พูดเกินจริงนี่พูดความจริงไม่ได้พูดเกินจริงไม่ใช่คุยโม้แต่พูดคำพูดเมื่อกี้นี้มันเลยไปนิดนึงอย่างเงี้ยมันจะพังพวกโปรดตัวอย่าว่าเค้าว่าคุยตัว ปู่ตัวให้ฟังอูๆตัวให้ฟังว่ามันเป็นอย่างนั้นจริงๆว่าคนอย่างพระโพธิรักษ์นี่ก็ไม่ใช่เกิดได้ง่ายๆไม่ใช่เกิดกันบ่อยๆแต่ยิ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหรืออนุตรสัมมาสัมพุทธเจ้าและละก็ไม่ต้องไปประมาณไม่ต้องไปพูดเล่นเลยเป็นจริงอย่างนั้นมันไม่ต้องไปพูดถึงท่านได้ง่ายๆแต่ว่าการที่จะรู้ด้วยยานการที่จะได้สะสมการจะต้องเป็นพระพุทธะในหลายๆพุทธะในลักษณะต่างๆนี้จึงจะต้องพยายามเข้าใจในที่อธิบายไว้หรือเปล่าเอ่ยอธิบายไม่หมดเห็นเล่นล่วงหน้าเลยเอ้าต่อไปซึ่งข้อสำคัญนั้นต้องมีของจริงสำหรับพุทธ ต้องไล่รถเรียกทบทวนหน่อยซึ่งข้อสำคัญนั้นต้องมีของจริงจริงๆถ้ามีของจริงที่ไม่จริงบริบูรณ์มันก็จะผ่าเพี้ยนพาออกนอกสัจจะไปเรื่อยๆออกนอกไปเรื่อยๆดังที่มีตัวอย่างเกจิอาจารย์รุ่นเก่าก่อนเป็นๆมานั่นเองนะคือได้ออกนอกทางกันไปผิดไปเรื่อยๆมีส่วนปัจจัยกับพุทธกับสัมมาสัมพุทธะอันนี้จับเขาอีกคู่หนึ่งชุดอนุพุทธประวัติที่จริงมันก็มีความเหมือนกันอยู่ด้วยมีความเหนือกันอยู่ด้วยแม้แต่สัปดาห์ให้ฟังแล้วแม้ปัจจัยกับพุทธกับสัมมาสัมพุทธะก็เป็นอีกคู่นึงแต่ก็มีความต่างกันอยู่ มีความเนื้อกันอยู่เหมือนกันก็ไม่ต้องร่ำเรียนเรียบเรียงอะไรนักถ้าเป็นปัจจัยการบูชาหรือเป็นสัมมาสัมพุทธะก็ไม่ต้องร่ำเรียนเรียบเรียงอะไรนักก็จะรู้ได้แต่ฉันเองหรือสิ่งที่เหนือภูมิก็จะต้องปัจจะเวกอีกหน่อยบ้างสิ่งที่มันเนื้อภูมิตนก็จะปฏิเสธบ้างเป็นปัจจัยแล้วไม่มีใครสอนแต่ต้องปัจจะเวกเอาเองต้องพิจารณาต้องพยายามทบทวนต้องพยายามสร้างภูมิเอาเองก็จะปฏิเวธเอาเองอีกหน่อยก็ทำได้ไปตามขั้นตอนของภูมิบารมีตามบารมีแห่งภูมิของแต่ละท่านและยิ่งเป็นองค์อนุตรสัมมาสัมพุทธแล้วก็ไม่ต้องปัจจะเวกไม่ต้องตระเตรียมเรียบเรียงใดๆจะยัง ได้เองณบัดนั้นๆทันทีทันใดทั้งหมดถ้าเป็นอนุตรสัมมาสัมพุทธอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณเลยมันพร้อมภาพอย่างปุ๊บก็ใสสว่างเลยเหมือนกับสตาร์ทเหมือนกับจุดต่อสายไฟพอปรับสว่างปุ๊บต้องการรู้เมื่อไหร่ก็ทันทีอาจจะรู้ในผลอันชัดแจ้งจะพูดได้อธิบายได้มีเหตุมีผลมีความกระจ่างมีภาษาชี้ออกมากระจัดแจ้งได้ก็เช่นเดียวกันคือต้องปัจจะเวกขณะจนเกิดญาณให้ได้จริงๆเพราะฉะนั้นก็นี่ก็กำชับกัญชาพรรคพวกเราว่าเราจะได้รู้ ฝนน่ะชัดแจ้งแล้วจะพูดจะอธิบายได้นั้นต้องให้จริงๆอย่าไปนั่งอวดอุตริที่ไม่เข้าท่าไม่รู้จริงมีจริงไม่เห็นจริงไม่เป็นจริงไม่แน่สว่างใสชัดแท้ไม่เอามันต้องเอาให้แน่ๆทำไปทบทวนไปมันก็จะเกิดยานได้หรือเกิดสิ่งที่เรียกว่าปัญญาเห็นแสงสว่างเห็นรูปอะไรก็ตามใจในขณะนี้เรามีภาษาเยอะรูปานังอตินิสัยจึงเป็นอุปกิเลสอุปกิเลสส่วนสุดที่จะไม่ยึดก็ไม่ได้ฟังอีกทีนี้ที่จะอธิบายมาแล้วผ่านมาแล้วซับซ้อนที่จะไม่ยึดก็ไม่ได้ต้องยึดต้องให้มีอยู่ เหลืออยู่ในโลกแต่ถ้าไม่รู้ความจริงว่ากับคนไหนจะพอยึดได้กับคนไหนยังยึดเอากับเขาไม่ได้หากเราอนุโลมปฏิโลมไม่เป็นยืดหยุ่นไม่ออกจึงยังเป็นความลำบากอยู่ยังยากยิ่งอยู่สำหรับผู้ยังไม่อาจรู้ผู้อื่นที่ควรอนุโลมไม่ควรอนุโลมเมื่อยึดจัดไปแรงไปจนไม่ยอมอนุโลมกันเลยไม่ว่าใครก็จึงทุกข์ได้ง่ายๆถ้ารู้ผ่อนสั้นผ่อนยาวอนุโลมบ้างแต่เราก็ฉลาดที่จะดึงๆเขาไว้บ้างในส่วนลึกซึ่งจึงเป็นความสามารถของของอริยบุคคลนั้นๆจะพึงทำเมื่อทำ ได้ก็เรียบร้อยก็ไม่มีวิรูปักษ์ไม่มีวิวาทะและไม่มีวิมานเลื่อนลอยหรือวิมานมอมเมาใดๆนอกจากวิมานอันขัดเกลาโดยที่ผู้ถูกขัดเกลาลงไปในจิตนั้นไม่รู้เลยว่าถูกขัดถูกเราแต่เขาก็ได้จริงๆก็เป็นประโยชน์ยิ่งแล้วแก่ปวงชนแก่โลกดังนี้ก็เป็นการช่วยรื้อขนช่วยรื้อสัตว์ขนสัตว์สืบศาสนาต่อไปอาชีวะไม่มีใช้คำถึง 3 คำ 4 คำอยู่ในนี้เรียงกันอยู่ว่าเมื่อผู้เป็นผู้โพธิสัตว์หรือผู้ที่เรียนรู้อย่างจริงจนกระทั่งรู้จักหรือว่าเป็นอร จบกิจแล้วก็มีปัจจะเวกรู้อะไรสูงส่งขึ้นมาเพื่อที่จะช่วยเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้โดยที่ตนเองน่ะจะต้องฝึกรู้ฝึกเท่าทันเมื่อฝึกรู้ฝึกเรียนเท่าทันแล้วก็ไม่ทุกข์ไม่ยากผ่อนสั้นผ่อนยาวได้จึงเรียกว่ารู้เกิดรู้ดับทำเกิดทำดับเองและเมื่อทำแล้วก็เรียบร้อยดีไม่เกิดฤดูปักถักคือไม่เกิดการพิกลพิการมีรูปมีรูปปะไม่เกิดเป็นรูปพิการไม่ว่าจะเป็นกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมดูแล้วสวยงามไม่เป็นวิทยุก็คือรูปพิกลพิการมีรูปปะ แปลว่าสภาพที่คนพิการกายกรรมก็เป็นกายกรรมพิกลพิการวจีกรรมก็เป็นวจีกรรมพิกลพิการมโนกรรมนั่นแหละเป็นต้นเหตุเพราะเรายังไม่เก่งที่คนพิการเป็นยังไงพิกลพิการก็คือว่ากิริยาที่ทำทางกายก็ดีมันดูแล้วมันแข็งกระด้างหรือมันอ่อนไปมันน้อยไปหรือมันมากไปมันไม่ใช่สภาพลงตัวมันไม่ใช่สภาพกัลยาณังมันยังไม่งามพร้อมเจตนาจะทำประโยชน์อันนี้กับคนอื่นพอทำแล้วกายกรรมนี้ไม่เขาไม่ศรัทธาน
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive