330405 สมาธิและสัมมาสมาธิ ตอนที่ 4 สัลลัตถสูตร สมุคคสูตร โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก
เนื้อหาในไฟล์
330405 สมาธิและสัมมาสมาธิ ตอนที่ 4 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก
หมายเหตุท้ายบทความ | สารบัญ | ภาคผนวก
สมาธิและสัมมาสมาธิ
ตอนที่ 4
โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์
เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 2533
เนื่องในงานพุทธาภิเษก สุดยอดปาฏิหาริย์ของพุทธ ครั้งที่ 14
ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก จังหวัดนครสวรรค์
พ่อครูว่า… เรามาทบทวน “การเป็นคนว่าง่าย” อีกเที่ยวหนึ่ง
(ลักษณะคนว่าง่าย 11 ประการ ดูในภาคผนวก )
ลักษณะการเป็นคนว่าง่าย 11 ประการ
การเป็นคนว่าง่าย เมื่อถูกว่า ถูกกล่าว อะไรก็แล้วแต่ (3 ประการแรก)
1. ไม่กลบเกลื่อน
2. ไม่อยู่นิ่งเฉย
3. ไม่มีจิตเพ่งโทษผู้ว่ากล่าวสั่งสอน
อันนี้ต้องพยายามระลึกจริงๆ นะ ไม่เช่นนั้นแล้ว เราก็ไม่ค่อยจะรู้ตัว มันถือตัวถือดี มันเป็นกิเลส มันเป็นจริงๆ นะ ยิ่งอายุมากกว่าบ้าง มาก่อนบ้าง หรือถือตัวว่าเรามีความสามารถมากกว่าบ้าง เราดีกว่าอะไรก็แล้วแต่เถอะ มันถือไปทั้งนั้นละ
มันลำบากนะถ้าเผื่อว่าเราเองเราไม่พยายามที่จะศึกษา แล้วมันก็ช้า แล้วก็เห็นมันเป็นจริงๆ มันเป็นลักษณะบกพร่อง เป็นลักษณะยังไม่เจริญ เป็นลักษณะที่ยังไม่เป็นกุศล เพราะฉะนั้น เราต้องพยายามจริงๆ
1. ไม่กลบเกลื่อน :
ไอ้เรื่องกลบเกลื่อน ต้องระลึกดีๆ มันหาเรื่องกลบเกลื่อนจริงๆ ใครไม่เคยหาเรื่องกลบเกลื่อนให้แก่ตัวเองบ้าง ซื่อ ใครว่ายังไงก็รับฟังอย่างดี ใจตรงเลย ใครไม่เคยกลบเกลื่อนเลย ไม่เคยเลยตั้งแต่เกิด มีไหม?
เสียงผู้ฟังว่า… มีแต่กลบเก่ง ฯ
พ่อครูว่า… มีแต่กลบเก่ง มีแต่เกลื่อนเก่ง ชำนาญ มันเรื่องอย่างนั้นแหละ กิเลสมันเป็นอย่างนั้นนะ แทนที่จะใจวางๆ แล้วก็ฟัง ไม่ต้องกลบเกลื่อน ไม่ต้องอะไรนะ
ตั้งใจฟังคำกล่าวสั่งสอนและรับเอามาตรวจสอบความจริง
ฟังจริงๆ แล้วก็ค่อยมาพิจารณาเปรียบเทียบตรวจวัด จะ
อ่านต่อ
ตรวจทันใดทันทีก็ได้ แต่ว่าไม่มีอารมณ์ ไม่มีตัวจิตที่จะไม่รับ มีตัวจิตรับ ไม่กลบ ไม่เกลื่อน ไม่อะไร ฟังดีๆ ฟังอย่างเขาพูดอย่างตรงๆ ตอนแรก ใจเรานี่รับ รับ ไม่ใช่กลบเกลื่อน รับ รับแล้วก็มาตรวจความจริง ให้มันจริงๆ แล้วในขณะที่ตรวจความจริงๆ ๆ นี่ ก็จะต้องไม่ลำเอียงเข้าข้างตนเองด้วย
ไม่ลำเอียงเข้าข้างตนเอง :
คำว่า “ไม่ลำเอียงเข้าข้างตนเอง” นี่พูดได้นะ แต่จริงๆ แล้ว แหม! มัน เอี๊ยง เอียงนะ จริงๆ แล้วมันเอียงจัง มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะคนเรา มันต้องเผื่อพอเอาไว้เยอะๆ เผื่อเอาไว้ ไม่เอียงเข้าข้างเรานะ ขนาดที่ว่าไม่เอียงแล้วนะ นี่ แหม มันไม่ใช่ย่อยๆ นะ
2. ไม่นิ่งเฉยเมื่อรู้เห็นข้อบกพร่องจริงในตน :
เมื่อถูกเตือนแล้ว นอกจากเราจะไม่กลบเกลื่อนแล้ว เมื่อเห็นจริงแล้ว ก็ไม่นิ่งเฉย อะไรที่มันควรแก้ แก้ อะไรที่มันควรปรับ ปรับ อะไรที่มันยังไม่ดีขึ้น มันจะต้องทำให้ดีขึ้นจริง ต้องรีบทำ ไม่อยู่นิ่งเฉย
3. อย่าเพ่งโทษผู้กล่าวตักแตือน :
แล้วก็อย่าไปเพ่งโทษผู้ใดเขาจะเตือนจะติงเรา
ได้เรียนรู้จริตและพฤติกรรมต่างๆ นานาของคน :
เอาละ คนไหนอาจจะมี “นิสัยจริตเตือน” ก็เตือนซะ แหม! เตือนแต่ละที เอาจะเป็นลม เตือนแต่ละครั้ง หนัก แรง อะไรก็ตามแต่เถอะ ก็อย่าไปเพ่งโทษ เออ คนนี้นี่คงจะมีมาแต่ปางบรรพ์ หมัดหนักมาแต่ปางบรรพ์ คงได้ซักซ้อมมาหลายร้อยชาติ ที่พูดนี่ก็ไม่ใช่ว่าไปประชดอีกนะ
เรานึกด้วยความกลางๆ ใจกลางๆ ต้องหัดเรื่องการฝึกจิตฝึกใจ นี้มันต้องหัดจริงๆ ต้องรู้จริงๆ เลยว่า เราเองนี้มันมีไหม แม้นิดๆ หน่อยๆ แม้ไม่มากไม่มายอะไร เราจะเห็นได้ว่า มันละเอียดสุขุมประณีตจริงๆ
เราก็นึกจริงๆ ว่า เออ! คงจะเป็นนิสัย ว่าชัดๆ ก็เป็นสันดาน เป็นสันดานของเขาหรือว่ามันวาสนาของเขาที่มันติดตัวมาก็เป็นได้นะ เราก็เข้าใจให้มันจริงอย่างนี้ วางใจไม่ต้องไปเพ่งโทษ ไม่ต้องไปอะไร
เขาจะเตือนเราอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ต้องไปบอกว่า ทำไมต้องอย่างนี้ๆ ละ ไม่ต้องอย่างนั้นหรอก เราไม่ต้องไปพูดอย่างนั้น ก็เขาเป็นอย่างนั้น ก็ค่อยๆ พูดบอกกันทีหลัง มีโอกาสบอก มีเวลาดีๆ บอก
ถ้าเราสังเกตแล้วเห็นว่า เขาพูดอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ เป็นอยู่ประจำ หรือว่านานๆ เป็นที เราก็ต้องรู้แล้วว่านี้เป็นกิเสสของเขา หรือไม่ใช่เป็นอย่างนั้นเสมอไป เรียกว่าไม่ใช่นิสัย ไม่ใช่วาสนา นานๆ เป็นที
บางทีมันเป็นแต่กับเราเท่านั้นนะ ทีกับคนอื่นนี้ แหม ! หวาน ทีคนอื่นนี้เพราะ ทีกับเรา เอ๊ ทำไมเป็นอย่างนี้? ก็ไม่ต้อง เอ๊? หรอกนะ มันจะเป็นกับเราอย่างนี้เท่านั้นแหละ เราก็รู้ว่า เออ! เขาอย่างนี้แต่กับเรา เราจะรู้ความจริงทั้งนั้นเลย
เพราะฉะนั้น ในเรื่องความจริงต่างๆ เหล่านี้ เราศึกษาความจริง แล้วก็รู้จักทีรับเป็นวรยุทธ์ เป็นความฉลาด เป็นความเข้าใจ ทุกอย่างก็จะมีแต่ดีถ้าเราเข้าใจแล้ว เรารู้จักทีรับ-ทีรุก ทีรุกก็รุก แต่ไม่ใช่รุกอย่างนักมวยหรือว่านักอะไรจนเกินการหรอกนะ
เราไม่มีจิตเพ่งโทษ มีอะไรๆ เราก็รับรู้ รับศึกษา เราจะเข้าใจความจริง หลากหลาย ความจริงนานาในมนุษย์ จริต นิสัย พฤติกรรม ไอ้โน่น ไอ้นี่ อะไรต่ออะไรต่างๆ กาย วาจา ใจของคน เหล่านี้เราจะได้รู้ แล้วเราก็จะเป็นผู้ฉลาดที่ว่า เรารู้คนนี้อย่างนี้ คนนี้อย่างนี้ๆ แล้วเราจะรับมือกับผู้นี้ เราจะมีการสนองตอบอย่างนั้น อย่างนี้ อย่างไร ที่จะเป็นประโยชน์ดีเกื้อกูลกัน
บางทีเราจะพาซื่อว่า เราไม่มีอะไรสนองตอบเลยซักอย่างเลย มะลื่อทื่อหมดเลย มันก็ไม่ได้ มันก็อาจจะต้องตอบบ้าง ในสภาพที่ตอบอย่างดีนี่ เช่น เขาว่าเรามาแรง เราว่า เอ๊! น่าจะบอกให้เขารู้มั่ง หรือว่าก็น่าจะตอบเขาให้เขาได้รับผลกระทบอย่างหนึ่งบ้าง ก็ดีเหมือนกัน ถ้าเราสามารถที่จะมีการสนองตอบนั้น อย่างมีการประมาณได้ในกายกรรม วจีกรรม ซึ่งมาจากมโนนั่นแหละ จะออกไปอย่างดี อย่างพอเหมาะ ก็เกิดประโยชน์แก่กันและกัน มีปรารถนาดี แล้วก็พยายามเรียนรู้ แล้วก็ประมาณ ประมาณกาย วาจา ใจ ตอบกันไปให้ได้ประโยชน์ทั้งสองส่วนสองด้าน อย่างนี้มันก็เกิดความเจริญเร็ว
ไม่ใช่เรื่องง่ายนะ ที่อาตมาพูดนี่ รู้สึกว่ามันเป็นคำพูดง่ายๆ นะ แต่ว่าเวลาฝึกจริงไม่ใช่ง่ายๆ ไม่เพ่งโทษจริงๆ และเอื้อเฟื้อต่อคำสอนและต่อผู้สอน
4. เอื้อเฟื้อต่อคำสอนและต่อผู้สอน :
ผู้ที่เขาสอน ผู้ที่เขาติง ผู้ที่เขาเตือน ผู้ที่เขาว่ากล่าว อะไรก็แล้วแต่ เราต้องเอื้อเฟื้อ ต้องช่วยเหลือให้คำสอน ช่วยเหลือให้สิ่งที่เขาได้ติงได้เตือนนั้น ”ที่จริง ที่ถูกต้อง” นั้นให้เป็นจริงขึ้นมา เรียกว่า “เอื้อเฟื้อต่อคำสอน” นะ
แต่ถ้าเผื่อว่า “ไม่เป็นจริง” ก็แล้วไป เราก็ย่อมไม่ทำละนะ ทั้งๆ ที่เห็นอยู่ว่ามันดี แต่เขาว่าเสีย แล้วเราจะไปแก้ไขให้มันเป็นไปตามเขาว่า มันก็ไม่ได้ อย่างนั้นมันก็แน่นอนละ แต่ถ้าเผื่อว่า มันจริงตามที่เขาว่า เราก็ต้องแก้ไข อย่างนี้เราต้องเอื้อเฟื้อให้มันเป็นจริงให้ได้ ต้องเห็นใจเขาด้วย ต้องเข้าใจว่า เขาปรารถนาดี มันไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร เป็นเรื่องเจริญด้วยกัน
5. เคารพต่อคำสอนและต่อผู้สอนเป็นอย่างดียิ่ง
เคารพต่อคำสอน ต่อผู้สอน ขอบคุณ เคารพ คารวะ ว่า เออ ดีนะ เขามีสิ่งดีๆ มาแจ้งแก่เรา บอกแก่เรา เตือนเรา สอนเรา แนะนำเราอะไรต่างๆ นานา
6. มีความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นอย่างดียิ่ง
นอกจากเคารพแล้ว ก็มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่นะ เรื่องความอ่อนน้อมถ่อมตน นี้เป็นเรื่องใหญ่ในมนุษย์
ความอ่อนน้อมถ่อมตนนี้ไม่ใช่ท่าทีอะไรนะ? ที่มันไม่ใช่อ่อนน้อมหรอก แต่มันป้อแป้ หรือว่ามันอะไร จะเรียกว่าอะไร ประเภทกระน้องกระแน้ง ประเภทไม่ใช่อ่อนน้อมหรอก ดูมันเกินไปนะ มันอ่อน มันอย่างไร? จะเรียกภาษาว่าอะไร? (เสียงผู้ฟังหลายคนพยายามช่วยกันเสนอคำ) ไม่ใช่อ่อนช้อย ไม่ใช่อ่อนแอ ไม่ใช่คลอเคลีย มันอ่อนเกินไป แล้วมันดูง้องๆ แง้งๆ มันไม่ใช่ออดอ้อน อ้อนแอ้น ไม่ใช่ดัดจริต พอนึกออกไหมที่หมายนี้ว่าอะไร? นึกออกนะ แต่ไม่รู้ภาษาเรียก มันไม่มี นี่กำลังหา ใครฉลาดกว่าอาตมา ภาษาจะเรียกว่าอะไร มันอ่อน มันดูเกิน มันดูอ่อนเกินไปอย่างนี้ เอ๊ มันไม่ใช่ปวกเปียกทีเดียวนะ อ่อนปวกเปียก นั้นแสดงว่า มันเมื่อย มันเพลียมาก มันอะไรนี่ อ่อนปวกเปียก ป้อแป้ พอกันนะ หา? ไม่ใช่อ่อนหวาน ไม่ใช่อ้อยสร้อยหรอก เอ๊? ยังนึกไม่ออก คำอะไรมันจะเหมาะ ก็คงจะพอเข้าใจนะว่าเป็นยังไง คือคนมันอ่อน ดูมันอ่อนเกินไปน่ะ มันอ่อนอย่างที่เรียกว่า มันไม่พอดี คงพอจะเข้าใจนะ อย่างนั้นก็ไม่ดี
บางคนอ่อน เอาอ่อนไม่พอดีเอามากๆ ดูแล้วเหมือนดัดจริต เหมือน แหม คนนี้มันยังไงไม่รู้นะ (ผู้ฟังท่านหนึ่งว่า มันเอียน) เอียน อ่อนเอียนเหรอ อ่อนเอียน (ผู้ฟังอีกท่านหนึ่งว่า ตุ้งติ้ง) ตุ้งติ้ง ไม่ใช่ ตุ้งติ้งลักษณะอย่างนั้นมันก็มากไป มันเหมือนกับเกิน ไม่ใช่อ่อนน้อมนะ ถ้าอ่อนน้อมถ่อมตน นี่ ลักษณะบางทีดูแข็งแรงนะ แต่อ่อนน้อมถ่อมตน
เพราะฉะนั้น กิริยาอะไรพวกนี้ ภาษาเรียก บางทีเราเรียกมันไม่ตรง จะบอกลักษณะมัน ก็ดูซินี่ช่วยกันคิดตั้งไม่รู้กี่คนก็คิดไม่ออกเลยว่าต้องมีภาษาเรียกอะไร (ผู้ฟังเสนอเพิ่มอีกหลายคำ) มันซะเงาะซะแงะ เมาซะเงาะซะแงะ คนเมา ไม่ใช่ นุ่มนิ่มอ่อนซ้อม แหม! นุ่มนิ่ม เอาละ ก็คงจะพอเข้าใจแล้ว ก็คงพอแล้ว คือมันไม่ใช่อ่อนน้อมถ่อมตน คือมันอ่อนเกินไป ก็ต้องเข้าใจให้พอดีพอเหมาะ
ส่วนลักษณะมัน มันย้อนแย้งกันอยู่นะ ที่จริงแข็งแรงนะ แต่มีความอ่อนน้อมในตัว มีกิริยาที่พอเหมาะในกาลเทศะต่อพฤติกรรมที่ตอบรับอะไรต่างๆ นานานั้นดูดี บางคนก็อ่อนจนเกินไป โอ๊ย! อะไรก็ไม่รู้ อยู่ตลอดเวลา มันยังไงก็ไม่รู้นะ อาตมาก็ทำเหมือนหรือเปล่าไม่รู้นะ
ต่อ ต้องมีความยินดีนะ ในข้อต่อไป ข้อ 4 เอื้อเฟื้อ ฯ ข้อ 5 เคารพต่อคำสอนและต่อผู้สอน ฯ ข้อ 6 มีความอ่อนน้อมถ่อมตน
7. มีความยินดีปรีดาต่อคำสอน
จิตใจเราก็จะต้องจริงใจนะ ต้องรู้สึกว่า เออ! ก็ยินดีนะ แม้เขาจะด้วยโกรธ อย่างที่เคยยกตัวอย่างแล้วว่า พ่อแม่อย่างนี้เป็นต้น ดุ ว่าติเตียน อะไรต่ออะไรต่างๆ นานา เวลาติเตียนอะไรต่างๆ บางทีก็โกรธ ประกอบเข้าไปด้วย อะไรก็เถอะ เราก็ต้องรู้สึกมีใจตัวหนึ่งว่า เออ ! เขายังรักเรานะ เขาปรารถนาดีต่อเรานะ มีความยินดีในสิ่งที่เขาจะติเตียน หรืออะไรต่ออะไรแก่เรา จะดุเราว่าเราอะไรก็แล้วแต่ จะต้องพยายามเข้าใจความปรารถนาดีเหล่านั้น แม้ว่ามันจะมีอารมณ์โกรธ มีความดุดัน มีเรื่องราวอะไรที่รู้สึกว่า เป็นลักษณะที่เป็นจริงนะ ไม่ใช่ลักษณะเท่านั้น เป็นจริงด้วยซ้ำไป ที่เห็นว่า ยังมีความโกรธผสมอยู่ด้วยก็ตาม เราก็จะต้องเข้าใจความปรารถนาดีลึกๆ ซ้อนๆ อยู่ เราก็มีความยินดีปรีดาต่อคำสอน
โดยเฉพาะยิ่งเป็นคำสอนที่ถูกแล้ว เราจะต้องยินดีปรีดาต่อคำสอน สอนถูกต้อง แม้จะแรง แม้จะดุ แม้จะประกอบความโกรธออกมา และจะหยาบๆ คายๆ อะไรด้วยบ้างก็ตาม เราจะต้องดู ซ้อน เข้าใจสิ่งที่มันลึกๆ ผสมมาในวิญญาณ มีวิญญาณผสมออกมาลึกๆ ว่า นี่เป็นความปรารถนาดี และเป็นความเฉลียวฉลาดด้วย เรารู้ว่าความผิดนี้เป็นจริง และลึกๆ ซับๆ ซ้อนๆ หรือว่าที่เราเองไม่รู้ตัว และเขาก็เตือนให้ มีประโยชน์ให้อะไรพวกนี้ ก็ต้องพยายาม
หรือแม้มันจะไม่ถูกต้องนัก ไม่ถูกต้องนัก โอ๊ะ ติเตียนมา มันก็ไม่ถูก แต่ว่า ก็ยังมีความปรารถนาดี มีความฉลาดไม่เท่าไหร่ ฉลาดน้อย ก็เลยไม่ค่อยถูกเท่าไหร่ ก็ตาม ก็ต้องเข้าใจจิตวิญญาณของผู้คน มีความยินดีปรีดาต่อคำสอนให้ดี ก็ไม่ดื้อรั้นนะ
8. ไม่ดื้อรั้น
มีความยินดีปรีดาต่อคำสอนให้ดี ก็ไม่ดื้อรั้น
9. ไม่ยินดีในการขัดคอ
ไม่ชอบใจที่จะขัดคอ หรือไม่ยินดีในการขัดคอ ข้อ 9 นี้ เป็นลักษณะที่เราจะต้องรู้ว่า ผู้อ่อนน้อมถ่อมตนแล้วนี่ จะไม่ชอบจะขัดคอนัก อะไรอย่างนี้นะ
ไม่ยินดี ไม่ชอบใจหรือว่าไม่ยินดี ไม่ชอบจะขัดคอ ไม่ชอบที่จะขัดไว้ก่อน ต้องเป็นคนที่ ผู้ว่านอนสอนง่าย เขาจะเป็นอย่างนั้น แต่ผู้ว่ายากสอนยาก ก็มักจะมีเหลืออยู่อย่างนี้ละ ชอบจะขัดคอ ไม่ขัดคอออกมาข้างนอก ก็ขัดอยู่ในใจละนะ ชักจะขัดคอ ขัดอย่างนี้มั้งอย่างนั้นมั้ง ไม่ค่อยยอมรับฟังโดยดุษณีย์ ไม่ยอมรับฟังด้วยดี ข้อ 9 นี่ บอกว่า ผู้ว่านอนสอนง่ายนี่ ไม่ยินดีในการขัดคอ หรือไม่ชอบใจในการที่จะขัดคออยู่เรื่อย
10. มีปกติรับโอวาทเอาไว้ดีเยี่ยม
มีปกติ ให้ทำให้เป็นปกติ ฝึกให้เป็นปกติ โดยเฉพาะผู้ที่ชื่อว่า โสวจัสสตา ผู้ว่านอนสอนง่าย แล้วจะต้องเป็นผู้ที่มีความปกติเลย เป็นผู้ที่รับโอวาทเอาไว้ดีเยี่ยม
11. เป็นผู้อดทน
เป็นผู้อดทน ข้อสุดท้าย เป็นผู้อดทน
นี่ทบทวน ไม่ใช่บอกภาษาเท่านั้นนะ ผู้ไม่จด ก็ต้องจำให้ดี คนเก่งๆ ไม่จดเลย 11 ข้อ ได้ก็เก่ง อาตมาไม่เก่ง ต้องจดเอามาอ่าน ทบทวนด้วย เพราะว่านัยบางทีเราคิดไม่ออกหรอก เราจะฉลาดเฉลียว จะรู้ทุกแง่ทุกมุม ให้มันพร้อมกันไปเลย ไม่ได้
หลายๆ อย่าง หลายๆ แง่ หลายๆ มุม ที่อะไรต่ออะไรที่จะช่วยกันนำออกมาใช้ นำออกมาฝึกหัดอบรม เป็นหลักเป็นเกณฑ์อะไรๆ เพื่อที่จะให้เกิดประโยชน์คุณค่าในการพัฒนา มันดี มันหลายๆ อย่าง หลายอัน ละเอียดลออ
มันก็จะต้องพยายาม จดบ้าง พยายามเอามาทบทวนบ้าง เอาไปดู เอาไปทำความเข้าใจ ว่าเมื่อเวลาเกิดเหตุจริงๆ มันไม่ได้อยู่พร้อมกันหรอก ถ้าเผื่อว่า เราจำได้ดีๆ จำได้มากๆ หรือว่ามีหลักฐานอะไรปั๊บ มันเอามาทบมาทวน เอามาใช้งาน ก็จะได้ประโยชน์ไว แก้ไขได้ดี
(ศึกษาเพิ่มเติม : ธรรมที่ทำให้เป็นคนว่าง่าย พตปฎ. เล่ม 12 ข้อ 223)
อีกเดี๋ยว วันนี้ก็พยายามที่จะมีเวลาที่จะนั่ง(ปฏิบัติอานาปานสติ) ตอนแรก ก็ว่าจะพานั่ง แต่ตอนนี้ก็เห็นว่า มันวันนี้ก็วันที่ 5 เข้าไปแล้ว พรุ่งนี้อีกวัน แต่วันที่ 7 เราก็ยังได้ทำวัตรเช้าอีกเหมือนกัน แต่วันที่ 7 ก็จะต้องสรุปรวบรวมอะไรๆ เพราะฉะนั้น ก็มีวันนี้กับพรุ่งนี้ที่จะได้ มันมีมาอีกตั้ง 2 ปึ๊ง ที่มันมีอยู่ แต่ที่จริง ก็อีกสูตรสองสูตร มันก็คล้ายๆ กันละนะ แต่ว่ามันก็อยากจะให้มันเสร็จไปก่อน ทีนี้ถ้ามีเวลาเหลือ ไม่มีอะไร ก็ไปนั่งเอาวันที่ 6 ก็ยังได้ ไม่มีปัญหา ก็เลยอยากจะต่อให้มันละเอียดลออนะ
เวทนาที่เปรียบด้วยลูกศร
ว่าด้วยเวทนาที่เปรียบด้วยลูกศร เวทนาที่เปรียบด้วยลูกศร เวทนา ได้อธิบาย ได้พยายามที่จะเอาสูตรที่เปรียบถึงขั้นสภาพของความรู้สึกหรืออารมณ์ที่ซับซ้อน แล้วมันใช้ภาษาเข้าไปไม่ถึง ที่เรียกว่า “รโหคตสูตร” ( รโหคตสูตร พ่อครูเทศน์วันก่อน 330404 สมาธิและสัมมาสมาธิ ตอนที่ 3)
“รโหคตสูตร” สูตรที่หมายถึงสภาพที่มันลับมันลึก ไม่ใช่ลึกลับ แต่มันลึกซึ้ง ถ้าคนที่ไม่รู้ มันก็ลับ แต่ถ้าคนรู้แล้ว มันก็ไม่ใช่ลึกลับ แต่มันลึกซึ้ง มันซับซ้อนที่บางทีเราใช้ภาษาไม่ถึง เป็นนามธรรม ก็ได้อธิบายไปแล้วนะ ถึงสภาพสุขเวทนา ทุกขเวทนา อทุกขมสุข อะไรต่ออะไรต่างๆ นานา จนกระทั่งเข้าไปสู่สภาพเสวยอารมณ์ อย่างใดเป็นทุกข์ อย่างใดเป็นสุข
แล้วเราก็จะต้องรู้ว่า เวลาเราทำได้ในระดับที่เรียกว่า เข้าเป็นระดับฌาน คือเพ่งเผา เพ่งเผา หรือสภาพรู้ แล้วก็ทำลายหรือลดในสิ่งที่มันไม่ดี “เพ่งเผา”
“ฌาน” คือสภาพที่ “เพ่งเผา”
คำว่า “ฌาน” นี้ คือสภาพที่ “เพ่งเผา” สภาพที่รู้คือ “เพ่ง” เป็นลักษณะที่เพื่อให้รู้ “เผา”คือลักษณะที่เราจะต้องทำให้สิ่งที่มันไม่ถูกต้อง ไม่ดี ไม่งามนั้นๆ ออกไป หมายเอาสูงสุดก็คือ “สังขาร” สิ่งที่มันไม่เป็นกิเลสตัณหาอุปาทาน หรือโลภ โกรธ หลง อย่างลึกซึ้ง จนกระทั่งเป็นโลกในอัตตา ในสภาพที่ยังแม้แต่ที่สุดถึงอุเบกขาหรืออทุกขมสุข ถ้าเราไปติดยึดว่านั่นเป็นเรา มันก็เป็นอัตตา เราจะต้องรู้ถึงขนาดนั้นเชียว แล้วก็ทำให้ได้ละเอียดลออถึงขนาดนั้น อย่างที่บอกไปแล้ว อธิบายไปแล้วนะ
ขั้นปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน ฌานที่เราจะต้องรู้จักอารมณ์ของปีติ วิตกวิจารอารมณ์ของปีติ อารมณ์ของสภาพสุข หรือแม้อุเบกขา
ในที่นี้ใช้ภาษาอะไรต่ออะไรว่า วาจาย่อมดับ วิตกวิจารย่อมดับ ปีติย่อมดับ ลมอัสสาสะปัสสาสะย่อมดับ หรือย่อมระงับ อะไรต่างๆ พวกนี้นี่ มันไม่ใช่ว่า ภาษาพาซื่อ แต่เป็นภาษาที่สื่อให้เข้าใจในสภาวะที่ละเอียดลึกซึ้ง จนกระทั่งถึงอากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ ซึ่งเป็นสัญญาเป็นการกำหนดรู้ ถึงสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นตัวจบ
(พ่อครูอ่าน)
“เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมดับ
ราคะ โทสะ โมหะของภิกษุผู้สิ้นอาสวะย่อมดับ ฯ “
หรือ
“เมื่อเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญาและเวทนาย่อมระงับ ราคะ โทสะ โมหะของภิกษุขีณาสพย่อมระงับ ฯ”
(รโหคตสูตร พตปฎ. เล่ม 18 ข้อ 391-394)
พ่อครูว่า… ถ้าจบสัญญาเวทยิตนิโรธแล้ว ราคะ โทสะ โมหะ ของภิกษุผู้สิ้นอาสวะย่อมดับ หรือราคะ โทสะ โมหะ ของภิกษุผู้ขีณาสพย่อมระงับ
ราคะ โทสะ โมหะ ย่อมระงับ ก็หมายความว่า หมด ถอนรากถอนโคน ราคมูล โทสมูล โมหมูล ของภิกษุผู้ขีณาสพ “ย่อมระงับ” ตอนหลังท่านมาใช้คำว่า “ระงับ” ซึ่งอาตมาตั้งข้อสังเกตให้ฟังอยู่แล้วว่า “ระงับ” ท่านไม่ได้ใช้คำว่า “ดับ” ในตอนหลัง ถึงภิกษุขีณาสพ ใช้ภาษาบาลีนี่ใช้คำว่า “ปัสสัทธิ” ด้วย ไม่ได้ใช้ “นิรุทธาหรือนิโรธ” ท่านใช้คำว่า ปัสสัทธิ ใน 6 ข้อ ( ปัสสัทธิ 6 อย่าง ในข้อ [394])
รวมแล้วก็คือ เราจะต้องล้างหรือระงับราคะ โทสะ โมหะ ทุกขนาด ทุกสภาพที่มันมีฤทธิ์ มีแรง มีเหลืออยู่ในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งจะต้องดูละเอียดตรวจตราจริงๆ แล้วก็ทำฝึกฝน เป็นการศึกษา
เปรียบสิ่งที่มีค่าของเรา เรารัก เราดูแลและทำความสะอาดอย่างดี
คุณพยายามที่จะทำอะไรกับวัตถุอะไรก็แล้วแต่ เราก็พยายามที่จะทำให้อย่างที่เราจะทำให้สะอาด ทำให้มันเรียบร้อย ทำให้มันหมดหมองหมดมัว หมดคราบหมดไคลอะไรต่างๆ เราก็มีความสะอาดที่จะรักสิ่งนั้น ถ้าเรารักสิ่งนั้นมาก เราต้องการให้มันเกลี้ยงเกลา ให้มันบริสุทธิ์ สะอาด ผุดผ่อง เราก็ทำกับสิ่งนั้น โดยที่เรามีความ ถ้าใครจิตใจที่มีความละเอียด สุขุม ประณีต ก็ทำเท่าที่เราจะมีญาณ มีปัญญา มีความรู้ว่า เราจะรู้ความสกปรก ความไม่สะอาดบริสุทธิ์ของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นเพชร เป็นพลอย เป็นเสื้อ เป็นผ้า เป็นของละเอียดสูงส่งขนาดไหน ก็ตามใจเถอะ ของที่เรารัก ของที่เราปรารถนาให้มันบริสุทธิ์สะอาด แล้วเราก็ทำกับสิ่งนั้นฉันใด คนไหนทำอย่างห็นว่า มีค่า อันนั้นสิ่งนั้นมีค่า เราก็เช็ดมันมาก เราก็ทำความสะอาดมาก
เหมือนตาเรานี้ เป็นต้น ลูกตาเรานี่ มันต้องให้สะอาด เราจะทำความสะอาดนัยน์ตา ตามันจะมีขี้ตา มันจะมีฝุ่นละออง มันจะมีโน่นมีนี่มานี่ มันจะเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น เราต้องทำให้มันสะอาด ต้องเช็ด ต้องทำสะอาด อะไรเราไม่ต้องการให้มันเสื่อมง่ายๆ ในลูกตาของเรา คนใดรักลูกตาอย่างไร ก็ต้องทำกับลูกตาเราให้สะอาดสะอ้านให้บริสุทธิ์ ไม่ให้อะไรที่เป็นฝ้าละอองธุลีอะไรเข้าไปขัด ไปเคือง เข้าไปทำให้มันเกิดสภาพที่จะเสื่อมจะเสีย เราก็ทำกับตาเราอย่างนั้น
จิตของเรามีค่าเหลือเกิน
ถ้าเราเห็นว่า กิเลสมันไปอยู่ในจิต จิตของเรามีค่าเหลือเกิน เราจะต้องทำจิตของเราให้สะอาด เหมือนกับเราจะทำความสะอาด ให้มันรู้ว่ามันเป็นทุกข์ ถ้าเทียบกับลูกตานี่มันชัดนะ มันเป็นทุกข์ เราก็ทำให้ลูกตาของเราให้มันไม่มีธุลีละอองหรือไม่มีอะไรที่จะเข้าไปขัดไปเคือง ให้มันสะอาด ฉันใด เราก็ทำสิ่งที่มันเป็นธุลีละอองของกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ให้มันออกไปจากจิตวิญญาณของเรา ให้บริสุทธิ์ผุดผ่องไปฉันเดียวกัน
ทุกขอริยสัจ :
ทุกข์ที่เกิดกับร่างกาย รู้ได้ง่าย แต่ทุกข์ที่จิตวิญญาณ รู้ได้ยาก
แต่ทีนี้ ความรู้สึกทุกข์ของสิ่งที่มันเป็นธุลีละออง ที่มาเป็นพิษ เป็นภัยต่อลูกตานี่ มันชัด มันทุกข์ชัด มันง่าย มันเป็นวัตถุรูป มันมีประสาทอะไรต่ออะไรเยอะแยะอยู่ในนั้น มันบอกเรา เป็นประสาทเลยนะ มันมีท่อ มีอะไรๆ ที่มันรับรู้สึกได้
แต่จิตวิญญาณนี่มันด้านชา มันก็เป็นทุกข์นะ เหมือนลูกตา แต่มันไม่มีท่อ มันไม่มีสาย มันเป็นนามธรรม มันไม่มีรูป มันไม่ใช่วัตถุรูป มันก็เป็นทุกข์ เราจะต้องรู้ทุกข์เหล่านั้นให้ได้ นัยเดียวกันกับเรารู้ทุกข์ที่ลูกตา ที่มันมีท่อ มีทางอะไรของมัน มันทุกข์ แล้วเราก็จะต้องเอาออก มันมีความสำคัญเหมือนกัน ยิ่งยวดยิ่งยอดเหมือนกันเลย กับที่เราทุกข์ที่ตาของเรา ที่มีธุลีละอองเข้ามาขัด มาขวาง มาเคืองเหมือนกัน มีความสำคัญเหมือนกัน
สภาวะจิตที่เกิดทุกข์ ที่ต้องกำหนดรู้ด้วยญาณละเอียด
เพราะฉะนั้น ใครจะมีญาณละเอียด ที่จะรู้ทุกข์นั้นได้นั้นแหละ เรียกว่าอริยสัจ รู้ทุกข์เหมือนที่ธุลีละอองนั้นมาขัดมาเคืองตา นั่นเป็นรูปธรรม แต่จิตวิญญาณนี่มันไม่ใช่รูปธรรม มันเป็นนามธรรม แล้วมันก็ชินชา หัดฝืนหัดทน หัดอะไรต่ออะไรมาได้ นอกจากหัดฝืนหัดทนแล้วยังไม่พอ หลงผิดด้วย นึกว่ามันเป็นสุข ที่จริงสุขไม่มี นึกว่ามันเป็นสุขด้วย ตีกลับเลยนะ (ดู อริยสัจ 4 ในภาคผนวก)
ถูกหลอกให้หลงเอาสุข แต่ที่จริงมันคือทุกข์
เหมือนกับผู้หญิง นี่เอาอะไรมาจิ้มลูกตา เอาอะไรมาเขียนตา ที่จริงมันเป็นพิษต่อตา เอาธาตุเคมีอะไรมาเขียน มาทา มาระบาย มาอะไรต่ออะไรเอาไว้นัยน์ตานี่นะ หลายอย่างมันเป็นธาตุเคมี เป็นอะไรต่ออะไรต่างๆ นานา มันไม่มีมากนัก มันก็มีน้อยนะ ใช่มั้ย คุณลองคิดดูซิ แล้วเอามาจิ้ม เอามาอบ เอามารม เอามาทำอะไรไว้นี่ไม่รู้ ถ้ามันแพล็บเข้าไปในตา ก็แสบก็เจ็บ แล้วก็พยายามอย่าให้มันเข้าไป เอามาแปะไว้นะ ที่คิ้วนี่บ้าง ที่ขอบนี่บ้าง โอ้! ทำไมถึงพยายามกันจริ๊ง ก็ไม่รู้นะ
นั้นแหละ ถูกหลอกว่านั้นสวย ว่านั้นวิเศษ ว่านั้นดี ทำจังเลย เอ๊! มันเป็นยังไง ก็รู้นะว่า ถ้ามันแพล็บเข้าไป บางทีไออะไรมันมาก มันเกินไปนิด มันก็แสบ มันก็ร้อน อะไรๆ ก็รู้นะ ไม่ต้องถึงขนาด บางทีมีธุลีละอองอันนั้นเข้าไปจิ้มลูกตาหรอกนะ แต่ก็เอาไปล่อไว้ตรงนั้นล่ะ แหม! นักเสี่ยง นักไต่ริมเหวรึไง เสี่ยงทำนั่นนะ
เพราะหลงว่ามันสวย หลงว่ามันวิเศษ หลงว่ามันอะไรต่ออะไรที่เขาหลอก ทั้งๆ ที่มันไม่เคยนิยมกันมาก่อน เพิ่งจะมานิยม หลอก อีกหน่อยก็ผ่านไป ไปอย่างอื่นอีกแหละ ก็ไม่รู้ว่าจะทำอะไรกันอย่างนี้ เป็นต้น ยกตัวอย่างให้ฟัง มันถูกหลอก ถูกหลง ถูกหลอกแล้วก็ไปเชื่อถือตาม
กว่าจะรู้อริยสัจว่า “มันเป็นทุกข์ ไม่ใช่มันเป็นสุข”
เพราะฉะนั้น ในอารมณ์ของจิตก็เหมือนกัน หลอกว่าเป็นรสอร่อย แล้วเราก็ไปหลงงมงายอย่างนั้น กว่าจะรู้นี่ โอ้โฮ! ต้องมีจิตใจที่ต้องมีญาณปัญญาที่ละเอียดลออ กว่าจะรู้อริยสัจว่า มันเป็นทุกข์ ไม่ใช่มันเป็นสุข
ทำความสะอาดอย่างนั้นให้ได้นะ
สัลลัตถสูตร พตปฎ. เล่ม 18 ข้อ 369-373
ทีนี้ มาฟังเสริม สัลลัตถสูตร ว่าด้วย เวทนาเปรียบด้วยลูกศร
(ดู สัลลัตถสูตร เนื้อความทั้งหมด ในภาคผนวก)
(พ่อครูอ่าน และอธิบายขยายความทีละตอน ดังต่อไปนี้)
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว”
พ่อครูว่า… ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว หมายความว่า คนไม่ได้ยินได้ฟังธรรมะ แม้ได้สดับแล้ว แต่ไม่เอาถ่านนี่ไม่ต้องพูดกัน ไอ้ที่ไม่ได้สดับนั้นก็อีก มันก็น่าเห็นใจเขา คนที่เขาไม่ได้สดับนั่นนะ ถ้าเขามาได้สดับหรือได้ฟัง เขาอาจจะดีกว่าพวกเราหลายคน ฟังแล้ว ได้ยินแล้ว แต่ไม่เอาถ่าน อย่างนี้ มันน่าเอากระบองที่เอามาไว้ตีระฆังนี่แหละ ตีเอา ดีมั้ย
ปีนี้ได้รับกระบอง 4 กระบอง เขาเอามาไว้สำหรับให้ตีระฆัง แหม ! หนักนะ ไม้แดง ไม้เปา ไม้อะไรล่ะ 4 อัน ให้ที่นี่ไว้อันหนึ่ง เอาไปผูกหรือเปล่าไม่ทราบละ ผูกตรงนั้นนะ ถ้าขืนยกตีอย่างนี้น่ะ (แสดงท่าทาง) โอ้! ก็ดีเหมือนกันนะ กล้ามก็คงขึ้นนะ ล่ำ แล้วมันมีลายที่แกะสลักด้วย มันคงจะบาดมือ เอาเชือก มันมีที่ร่องๆ ของมันที่เขาทำไว้ทั้ง 2 ข้าง เอาเชือกห้อยให้มันได้จังหวะดีๆ แล้วกระทุ้งๆ ตีระฆัง เอาแจกไป 4 อัน ก็ 4 ที่ 4 พุทธสถาน เดี๋ยวศีรษะฯ มาเลือกเอาไปอันหนึ่งนะ ไม่้องเลือกละ ศีรษะฯ ให้อันสีทอง (เสียงผู้ฟังหลายคนร้อง โอ้โฮ) เอาอันสีทองนะ ดูไว้เหมาะแล้วว่าอันไหนมันเหมาะกัน เพราะว่าระลึกนึกดูตามระฆังของแต่ละที่ ส่วนสันติอโศกนั้นระฆังเล็กกว่าเพื่อน เอาอันเล็ก ศีรษะฯ เอาอันทองไปเลย ส่วนปฐมอโศกนั้นใหญ่กว่าเพื่อน เอาอันที่หนักที่สุด (เสียงผู้ฟังหลายคนหัวเรา) เลือกไว้แล้ว อันที่หนักที่สุด
เอ้า!ต่อ แหม! มันแวะเรื่อย (พ่อครูอ่านต่อ)
“... ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับแล้ว ย่อมเสวยสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้าง อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว”
พ่อครูว่า… คนละคนเลยนะ อันหนึ่ง ปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ อีกอันหนึ่ง อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว
“... อริยสาวกผู้ได้สดับแล้ว ก็ย่อมเสวยสุขเวทนาบ้าง ทุกขเวทนาบ้าง อทุกขมสุขเวทนาบ้าง”
คือเสวยเหมือนกัน แต่คนละคนนะ ฟังดูดีๆ
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ในชน ๒ จำพวกนั้น อะไรเป็นความพิเศษ เป็นความแปลก เป็นเครื่องทำให้ต่างกัน ระหว่างอริยสาวกผู้ได้สดับกับปุถุชนผู้ไม่ได้สดับ
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมะทั้งหลายของพวกข้าพระองค์ที่มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นรากฐาน”
คล้ายๆ กับว่า “แล้วแต่ท่านจะโปรดเถอะ ไม่รู้หรอก” แปลง่ายๆ ไม่รู้หรอก ก็ท่านโปรดยังไง จะอธิบายยังไง ก็โปรด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive