360617 โลกุตระกับเยาวชน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ .docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2533
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์358 KB
วันที่แก้ไข16 มีนาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

360617 โลกุตระกับเยาวชน โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ปฐมอโศก

โลกุตระกับเยาวชน อบรมนักเรียนสัมมาสิกขา โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 17 มิ.ย.2536 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

เราเองเรามาเรียนที่นี่ หรือว่ามาเป็นเด็กที่ได้รับการฝึกหัดอบรมเพื่อสร้าง ที่นี่เราแน่ใจว่า เราสร้างน่ะ เราสร้าง เพื่อที่จะให้คน อย่าว่าแต่เด็กเลย ผู้ใหญ่ก็ สร้างมาก่อน อาตมาสร้างผู้ใหญ่มาก่อน ผู้ใหญ่มาเล่าเรียน แล้วก็ฝึกฝน อบรมกาย วาจา ใจ โดยเฉพาะจิตใจ คือกาย วาจานี่ ถ้าเผื่อว่าเราขัดกายของเรา จะให้กายของเราเป็นอย่างนี้ ให้วาจา หรือคำพูดของเราเป็นอย่างนี้ ถ้าเราจะให้กายมันเป็นอย่างนี้ได้ หรือจะพูดเป็นอย่างนี้ได้ เราต้องใช้ใจใช่มั้ย ใช่มั้ย (เสียงเด็กตอบว่าใช่) เราต้องใช้ใจเป็นตัวควบคุม ใช้ใจเป็นตัวที่จะคอยรู้ว่า เออ กายกรรมอย่างนี้ไม่ดีนะ ควรปรับเป็นอย่างนี้ ทำอย่างนี้มันดีกว่า ไอ้อย่างนั้น หรือจะพูด พูดอย่างนี้ไม่ดี เราควรจะปรับคำพูด สำนวน สำเนียง ให้มันพูดอย่างนี้ แล้วมันจะดีก็ใช้ใจของเรา ใจของเราเป็นตัวประธาน ใจของเราเป็นตัวที่กำหนด เพราะฉะนั้นการปฏิบัติธรรม หรือการที่จะทำให้ตนเองเจริญดีนี่ นอกจาก จะเรียนรู้ความรู้ เรียนวิชาการ ฝึกหัดทำงาน ทำอะไรแล้ว ซึ่งมันถ้ามันเป็นความดีของคน คนมีความรู้ที่เจริญ มีความรู้กว้างขวางในเรื่องนั้นเรื่องนี้ ที่เป็นเรื่องรังสรรค์ สร้างสรร อะไรก็แล้วแต่ เสร็จแล้วเราก็มีการฝึกหัดได้ทำไอ้โน่น ทำไอ้นี่ มีฝีมือ มีความสามารถ ในการทำขึ้นมาอะไรได้มาก ได้ดี มันก็เป็นความเจริญด้านหนึ่ง นอกจากจะอย่างนั้นแล้วเราก็ยังจะต้องรู้ รู้การเป็นคนนี่ว่า เราควรจะมีกายกรรมอย่างไร มีวาจาอย่างไร ที่มันดี เราเรียนมาแล้วว่า อย่างนี้ กายกรรมอย่างนี้มันเป็นมิจฉา หรือเป็นบาป กายกรรมก็ดี วจ

อ่านต่อ

ีกรรมอย่างนี้ๆ เป็นบาป เป็นมิจฉา อย่างนี้เป็นสัมมาคือดี คือเป็นกุศล จริงๆแล้วนี่ กายกรรม หรือวจีกรรมที่พูดจะเป็นกุศลจริงๆนั่น อยู่ที่ใจ ใจรู้ว่าอย่างนี้เป็นกุศล อย่างนี้ดี แล้วใจก็บังคับ ใจเรานี่แหละบังคับให้กายกรรมเป็นอย่างนี้ให้ได้ หลายคนก็คงเคยว่า รู้เหมือนกันนะว่ามันดี แต่กิเลสมันแรงกว่าใจ ใจจะพยายามทำดี มันก็สู้กิเลสไม่ได้ กิเลสมันพาทำไม่ดี รู้ทุกคนใช่มั้ย เคยทุกคน ใช่มั้ย เคยมั้ย? (เสียเด็กตอบว่าเคย) เคย อาตมาว่าเคยทำทุกคน ลองนึกๆดูเถอะ ในชีวิตน่ะ เรารู้เหมือนกันว่าอย่างนี้มันดี อย่างนี้ไม่ดี แต่กิเลสมันพาเราทำไอ้ไม่ดีนี่ นั่นแสดงว่าเราแพ้กิเลส ก็คนเราน่ะ อาตมาถามจริงๆเถอะว่า ดีกับไม่ดีน่ะ มันควรทำความดี หรือควรทำอย่างไม่ดี ใครตอบไม่ได้ ยกมือขึ้น ใครตอบไม่ได้ มีมั้ย? อาตมาว่าไม่มีนะ ตอบได้ทุกคนน่ะใช่มั้ย? มันก็รู้ว่า อย่างนี้ดี อย่างนี้ไม่ดี มันก็ควรจะทำดี แต่ทำไมเขาถึงทำไม่ดี จะว่ามันโง่ ก็ไม่ใช่ มันรู้เหมือนกันนะดี ควรทำอย่างดี แต่ทำมั้ย มันดันผ่าไปทำอย่างไม่ดี นั่นแหละกิเลส เราจะแยกวิเคราะห์กิเลสออกได้ กิเลสมันพาชั่ว กิเลสมันพาทำดันทุรังไปไม่ดีทั้งนั้นแหละ เพราะฉะนั้นในขณะใดที่เรารู้ว่าไอ้นี่มันมีดี กับไม่ดี เรารู้แล้ว วิจัยออกแล้ว อย่างนี้ไม่ดี อย่างนี้ดี จงพยายามเอาชนะให้ได้ อย่าให้กิเลสมันชนะเรา มันพาเราบอกว่า จะทำไม่ดี ไม่ดีๆ อย่าให้มันเอา อย่าให้มันชนะเราให้ได้ จงทำอย่างดีให้ได้ ให้มันตายชักดิ้นชักงอดูซิ ถ้าทำดีนั้นน่ะ อะไรจะตายรู้มั้ย? กิเลสน่ะมันจะตาย แล้วอยากให้กิเลสตายหรือเปล่า? (เสียงเด็กตอบว่าอยาก) จริงนะ? (เสียงหัวเราะของพ่อท่าน) จริงเหรอ? เห็นเอาใจกิเลสอยู่อย่างกะอะไรดี เหอ? ต้องสู้มัน เพราะว่ากิเลสมันมีจริง มันมีจริงอย่างนั้น เพราะฉะนั้นต้องสู้มัน อย่าให้มันชนะ ถ้าให้มันชนะ มันก็ได้คะแนนอยู่เรื่อย สิ่งเหล่านี้เป็นสัจจะนะ มันก็สะสม ให้คะแนนมัน มันก็สะสม มันก็แข็งแรง มันก็อ้วนพี พูดเป็นภาษาน่ะ มันอ้วนพี มันแข็งแรง มันก็ยิ่งหนาเข้าไป เขาเรียกว่ากิเลสหนานั่นแหละ กิเลสหนา กิเลสมันก็หนา มันก็โตขึ้นเรื่อยๆ อย่าให้มันชนะ นี่เป็นหลักสำคัญเลยในการปฏิบัติธรรม ใครไม่เข้าใจ ใครนั่งหลับ ใครฟังไม่รู้เรื่อง (เสียงเด็ก) อะไร? ทำไม? หา? (เสียงพ่อท่านหัวเราะ) ทีนี้รู้นะว่า หลักแห่งการปฏิบัติตนให้เจริญจริงนี่ มันอยู่ที่ตรงนี้ ตัวสำคัญ กิเลส กิเลสตัวร้ายตัวนี้ แล้วอ่านอาการ วิเคราะห์ กิเลสนี่มันลึกซึ้ง มันซับซ้อน มันอยู่ในจิตเรา มันทำตัวเป็นจิตใจเราเลยทีเดียว แล้วมันก็ทำเป็นเจ้ากี้เจ้าการ จัดแจงจะเอาเป็นอย่างที่กิเลสนี่ มันจะต้องดึงดันเอาชนะอยู่เรื่อย เพราะฉะนั้น เราจะต้องรู้ให้ชัดแล้วก็เอาดึงดันเหมือนกัน แต่ดึงดันให้มันชนะกิเลสนะ เอาให้ได้ ได้ทุกที ได้ทุกครั้ง เราก็จะได้คะแนน นั่นก็เป็นการปฏิบัติสะสมบุญ สะสมกุศล สะสมความเจริญของเรา มันเป็นความเจริญ ที่มันสั่งสมจริง ไม่มีใครมา ทำให้เราได้ ทำได้แล้ว โกหกว่าไม่ได้ ใครรู้ ใครไม่รู้ก็ตาม ถ้าลงทำได้แล้ว มันก็ได้เป็นของเรา ไม่ใช่ใครโกงได้ พระเจ้าก็โกงเราไม่ได้ เพราะเราทำได้ ไม่มีใครโกงได้ ไม่มีใครจะมานั่งโป้ปดมดเท็จ หลอกลวงอะไรได้ แบ่งกันก็ไม่ได้ เราทำได้ ก็ของเรา ใครทำได้ก็ของใครนั่น นี่เป็นตัวสำคัญ เป็นเรื่องสำคัญ ที่เราทำ ทีนี้ทางโลก ที่อาตมพูดเมื่อกี้ว่า ถ้าเผื่อว่าเราเรียนทางโลกแล้วก็ไปอยู่ทางโลกนี่ โลกก็จะพาไปยังงั้น มาอยู่ที่นี่ ให้อดให้ทน ลด ให้อดให้ทน ไม่บำเรอ ไม่ฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือย ไม่ประโลม ประคบประหงม เหมือนอย่างที่ข้างนอกๆ เอาแต่ตามใจกิเลส มันอยากจะได้อะไรต่ออะไร ยิ่งพ่อแม่ที่รักประเภทตามใจ เคยได้ยินมาบ้างไหมล่ะ พ่อแม่ที่ตามใจลูก จนกระทั่งลูกเสียน่ะ เคยได้ยินมั้ย? นั่นล่ะ ตามใจกันแล้วก็เอาใจ กิเลสมันก็ไม่รู้เรื่อง มันอยากได้อะไร สมใจหมด เคยตัวเลอะเทอะ เสียไปหมด ที่นี่ เราขัดเกลา เราให้อด ให้ทนนะ ค้านแย้ง ไม่ได้หมายความว่า จะทำให้เราเสีย ไม่ตามใจนั่นแหละ มันไม่เสีย แต่ไม่ใช่ว่าขัดใจ ประเภทขัดใจ ไม่ให้ทำอะไรที่เป็นสิ่งดี ไม่ใช่ ขัด ขัดที่ไม่ให้ทำสิ่งที่มันจะเกิน มันจะไม่เข้าท่า แต่ให้ทำสิ่งใดที่พาเจริญ ที่นี่ให้ทำแน่นอน สนับสนุนส่งเสริมแน่นอน ให้ทำ เพราะว่าเราเจตนาอยู่แล้วว่า เราจะพาให้เจริญจริงๆ แล้วมันจะไม่เหมือนกันขึ้นไปทุกทีๆเลย พวกเรานี่ดี ฝึกตั้งแต่เด็กๆนี่ โตไปแล้วก็มันจะได้รับความรู้ ได้รับความเจริญ พัฒนาขึ้นไป จะเป็นทรัพยากรของประเทศชาติ ของสังคมต่อๆไปนะ รู้จักโลกียะกับโลกุตระ มั้ย? ชัดเจนแค่ไหน? ต่างกันอย่างไร? เอ้า ใครตอบได้ โลกียะกับโลกุตระ ต่างกันอย่างไร? แหม ทำยกมือ เอา ตอบซิ ยกมือยิ้มแหงๆ ไง (เสียงเด็กตอบแต่ฟังไม่ได้ยิน) เอ้า ต่างนะซิ มันยังไงเล่า มันต่างยังไง ก็ถามว่า มันต่างกันยังไง มันต่างน่ะแน่นอน ต่างกัน ทางโลกๆ มันเป็นอย่างไร? ทางโลกๆ (เสียงเด็กตอบไม่ชัดเจน) ไม่ดีน่ะ แหม มันกว้างเหลือเกิน (เสียงเด็กตอบไม่ได้ยิน) เอ้อ เอ้า มันกว้างๆนะ มันไม่ชัด เอ้า อาตมาจะอธิบายให้ฟังนะ โลกุตระกับโลกียะ เอาตรงไหนเป็นตัวพิสูจน์ เคยได้ยินโลกธรรม 8 มั้ย? โลกียะนี่แหละ โลกธรรม โลกๆ ธรรมะของโลกๆ โลกียะ โลกๆ คำว่าโลกๆ อันเดียวกันกับโลกียะ โลกธรรม 8 เคยรู้มั้ย? มีอะไรบ้าง โลกธรรม 8 ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แล้วอะไรอีก? เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์ เอ้อ นั่นแหละ โลกธรรม 8 คนอยู่โลกๆนี่ เกิดมานี่ เป็นอย่างนั้นทั้งนั้นแหละ ต้องการลาภ ได้ลาภมาแล้วเป็นยังไง เป็นสุขมั้ย? เป็นสุข ในโลกเขาเป็นอย่างนั้นแหละ ได้ยศมาเป็นไง สุข ถ้าได้สรรเสริญมา สุข ได้เสพรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสสมใจ สุข นั่นแหละ ก็สมใจอยู่อย่างนั้นแหละ ก็หา แสวงหา อยากได้ อยากได้ลาภ อยากได้ยศ อยากได้สรรเสริญ อยากได้โลกียสุขมาเสพให้สมใจ ถ้าไม่ได้เป็นไงล่ะ ทุกข์ ไม่ได้ลาภตามที่อยากได้ ได้ไม่สมใจทุกข์ ไม่ได้ยศตามที่อยากได้ทุกข์ เขานินทาทุกข์ ไม่ได้เสพรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ตามที่เขาอยากจะได้มาเสพ เมื่อไม่ได้ก็ทุกข์ ทุกข์ๆสุขๆอยู่อย่างนั้นแหละ พอได้สมใจ พออยาก กำลังอยากแต่ยังไม่ได้ นี่ทุกข์หรือสุข ทุกข์ กำลังอยากแล้วยังไม่ได้สมใจน่ะทุกข์ พอได้สมใจแล้วเป็นไง พอได้สมใจตามอยาก สุข กิเลสลดลงหรือกิเลสหนาขึ้น (เสียงเด็กตอบว่าหนาขึ้น) (เสียงพ่อท่านหัวเราะ) รู้เหมือนกันนะ กิเลสหนาขึ้น อยากได้ไม่สมใจ ยังอยากได้อยู่ ทุกข์ พอได้เสพสมใจ กิเลสหนาขึ้น พอได้เสพสมใจแล้วหยุดมั้ย? (เสียงเด็กตอบว่าไม่หยุด) ทีหลังอยากอีกมั้ย? อยากอีก อยากหนักกว่าเก่า อยากจะได้แปลกๆ ใหม่ๆ อยากจะได้ปรุงอย่างโน้นอย่างนี้ พอนานๆเข้าก็เซ็งๆ เบื่อๆ แล้วอยากจะพลิกแพลงบ้าง อยากมีโน้นนี่อีก สารพัด แล้วจะหลอกจะหาเรื่องแปลกๆ เปลี่ยนแปลงอะไรต่ออะไรไปนับไม่ถ้วน แล้วทุกคนไม่มีจบ โลกียสุข ก็เสพอย่างนี้ตลอดปี กี่ปาง กี่ชาติ เกิดมาเป็นอย่าง นี้ทั้งนั้น ไม่รู้จบสิ้นน่ะ นี่โลกียะ ส่วนโลกุตระนั้นจะต้องมาเรียนรู้ ไม่เป็นทาสลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เสื่อมลาภก็ไม่ทุกข์ เสื่อมยศก็ไม่ทุกข์ เสื่อมสรรเสริญ แม้เขาจะนินทาก็ไม่ทุกข์ ไม่อยากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่ต้องอยากมาเสพ มันก็มีไปตามธรรมชาติ รูปก็รูปนี่ สีก็สี รูปอย่างนี้ สีแดงอย่างนี้ เป็นอย่างนี้ สมควรใช้ก็ใช้ตามสมควร มากไปก็ไม่เอา อะไรอย่างนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้นโลกุตระนั้น มันทวนกัน ทวนกระแสกัน ไม่ต้องอยากได้ลาภ ไม่ทุกข์เพราะลาภ ไม่ทุกข์เพราะยศ เสื่อมลาภก็ไม่ทุกข์ ได้ลาภก็ไม่สุข เสื่อมยศก็ไม่ทุกข์ ได้ยศก็ไม่สุข นินทาก็ไม่ทุกข์ เขาสรรเสริญก็ไม่สุข รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่สุขไม่ทุกข์นี่โลกุตระ ฟังดีๆนะ โลกุตระเป็นยังไง ไม่ใช่อย่างโลกธรรม มันไม่ใช่อย่างโลกียสุข มันไม่ใช่อย่างนั้น ทีนี้มันต่างกันอยู่ตรงไหน มันต่างกันที่เรากำลังเรียนกันอยู่ ต่างกะพวกที่เขาเรียนศาสนาเหมือนกัน เขาว่าเขาพุทธ เหมือนกันนะ แต่เขาก็มานั่งหลับตาสะกดจิต เสร็จแล้วเขาก็ไม่เห็นรูป รส กลิ่น เสียงอะไร ก็หลับตามันจะเห็นรูปตรงไหนล่ะ พอนั่งเข้าสมาธิแล้ว หูได้ยินเสียงมั้ย? พอเป็นสมาธิอะไรเข้าไม่ได้ยิน เสียงก็ไม่มี ตาก็หลับ จมูกก็ไม่ได้กลิ่น ปากก็หุบ ลิ้นนี้ก็ไม่ได้แตะอะไรหรอก บางทีเข้าฌานลึกๆแล้ว เขาเอามาหยิก หยิกแล้วก็ไม่ได้เจ็บด้วย ไม่รู้สึกสัมผัสเสียดสี ก็ไม่รู้ตัว แล้วเขาก็ถือว่าอย่างนี้แหละ ไม่สุขไม่ทุกข์ ไอ้แบบนี้เหมือนคนตาย ไม่สุขไม่ทุกข์แบบคนตาย แบบนี้มันเป็นแบบฤาษี ซึ่งของพุทธเราไม่ใช่ ของพุทธเรานี่ ตาก็ลืมเห็น ไอ้นี่ลาภ ไอ้นี่ของไอ้นี่ ทั้งของเงินทอง ลาภ ยศอะไรเห็น ดีไม่ดีเราเป็นเจ้าของหรือว่าเราเองเรามีสิทธิ์ด้วย เราก็สร้างอะไรขึ้นมานี่ โอ้โห มากมายเยอะแยะ เป็นลาภของเรา แน่นอนสร้างอะไรขึ้นมาอุดมสมบูรณ์ แต่เสร็จแล้วเราก็ไม่ได้หลงฟูใจ ไม่ได้หลงดีใจ สร้างขึ้นมาได้เราก็แบ่งแจกให้ เราเองก็กิน ก็ใช้ในสิ่งที่เราสร้างนี่ ไม่ต้องไปเอาของใคร พึ่งตนเองได้ สร้างได้มากๆ เราก็แจกจ่าย เอื้อเฟื้อเจือจานกัน ไม่ซื้อก็ไม่ว่า ขายราคาถูกก็ไม่มีปัญหา ถูกยิ่งดี นี่ฟังทฤษฎีกำไรขาดทุนมาแล้วทั้งนั้นใช่มั้ย? ขายราคายิ่งถูกยิ่งดี ให้ฟรีก็ยิ่งได้หรือเสีย? (เสียงเด็กตอบว่าได้) ยิ่งให้ฟรียิ่งได้ อย่างนั้น เป็นต้น เข้าใจทฤษฏีหลักเกณฑ์อยู่แล้ว ไม่ใช่พูดทฤษฎีเปล่าๆนะ ต้องเข้าใจนะว่าเราได้อะไร เราเสียไปแท้ๆ เราให้เขาไปแท้ๆ เราได้อะไร ได้บุญ บุญเป็นตัวยังไง สี่ขา (เสียงพ่อท่านหัวเราะ) บุญสี่ขา มีหู มีตาด้วยหรือเปล่า? เราได้สิ่งที่เราได้สละ เราได้สิ่งที่เราได้ เป็นผู้ที่มีคุณค่า อย่างนี้เป็นการมีคุณค่า เราไม่ฟูใจนี่แหละ ใจเราไม่ต้องสุข แล้วเราได้เสียสละไปนี่ มันก็เป็นการให้ ให้เขาไปมันก็ไม่รวยหรอก เราให้เขาไป มันก็หมดไป ไม่เก็บ ไม่สะสม แต่เราก็ต้องขยันขันแข็ง ขยันสร้าง ขยันทำ มันก็มีอยู่ได้ ถ้าเรายังขยันทำ ทำบ่อยๆๆ นี่ฝีมือเราจะตกมั้ย? มีแต่มันจะช่ำชอง เชี่ยวชาญ ถ้าคนที่ไม่ค่อยทำ ขี้เกียจหลบเลี่ยง ไม่ค่อยมาทำ เป็นไงฝีมือ? ฝีมือก็เรื้อ ฝีมือก็ตก เพราะฉะนั้นการทำขยันหมั่นเพียร ทำเราไม่ได้เลวลงเลย มีความเชี่ยวชาญ มีแต่ความชำนาญ มีแต่ความรู้ และสิ่งที่สร้างมันก็เป็นกรรมของเรา เป็นการกระทำของเรา เป็นผลงานของเราแท้ๆ ที่เราเมื่อทำขึ้น มันก็เกิดผลขึ้น ถ้าคนเราในโลกนี้นะ เป็นคนที่ขยันสร้างสรร อย่างที่อาตมากล่าวและก็แจกจ่ายเจือจาน แล้วก็เห็นจริงเลยว่า เต็มใจที่จะให้ ไม่หวงไม่แหน ไม่ขี้โลภ เห็นแก่ตัว ให้แจกจ่ายได้ แล้วเราก็สามารถที่จะยังชีวิตอยู่ได้ โดยการสร้างสรร มันก็พอกินพอใช้ เหลือเฟือ แจกจ่ายเจือจาน ตัวเองจะไม่รวยก็ช่าง ก็เราไม่ได้ไปขาย ไม่ได้ไปเอากำรี้กำไร ไม่ได้ไปแลกเปลี่ยนกลับมา แล้วก็ไม่ได้กักตุนสะสม มีแต่แจกจ่ายเจือจาน เราจะไปเหลือรวยๆ มากมายอะไร มันก็ไม่รวย แต่ความไม่รวยก็ตาม คนๆนี้เป็นคนดีหรือคนชั่วหา? เป็นคนดีหรือคนชั่ว? คนไม่รวยนะ หา? ดีไหม? ทำไมว่าคนจนไม่น่าเคารพนับถือ คนไม่ดีไม่น่าศรัทธา แต่ถ้าจนแบบประเภทขี้เกียจ ทำอะไรก็ทำไม่เป็น เรียนอะไรก็ไม่เรียน ฝึกหัดอะไรก็ไม่ฝึกหัด งอมืองอเท้า เขาจะทำอะไรก็เลี่ยง ขี้เกียจ ไม่ทำ คนนี้จะจนมั้ย? จนอย่างนี้น่านับถือมั้ย? ไม่น่านับถือ มันมีจนอยู่ 2 อย่าง เห็นไหม? คนจนที่ยิ่งใหญ่ คนจนผู้ยิ่งใหญ่ จนเพราะว่าเป็นผู้ที่เกื้อกูล สร้างสรร มีความสามารถ มีความรู้จริงๆ ขยันหมั่นเพียร ทำสร้างสรรอยู่แล้ว ไม่สะสม แจกจ่าย เจือจาน ดังที่กล่าวไปแล้ว เขาก็ต้องจน แต่คนนี้คือคนจนผู้ยิ่งใหญ่ เพราะฉะนั้นถ้าใครถามปัญหาว่า คนจนผู้ยิ่งใหญ่เป็นอย่างไร ตอบได้มั้ย? เป็นคนผู้สร้างสรร เสียสละ นี่ตอบเป็นภาษาหลัก คนจนผู้ยิ่งใหญ่ คือคนที่สร้างสรร เสียสละ ซื่อสัตย์ อดทน เสียสละ อะไรแล้วแต่ ซึ่งเป็นคนมีคุณธรรมต่างๆ ซื่อสัตย์ ก็คุณธรรม อดทนก็คุณธรรม สร้างสรรก็คุณธรรม เมตตาเกื้อกูล อะไรก็คุณธรรมทั้งนั้นแหละ เห็นมั้ย? เป็นคนที่มีคุณธรรม จนเหมือนกัน กับคนจนที่เสื่อมโทรม เสื่อมทราม จนที่ขี้เกียจ ไม่ศึกษา ไม่เล่าเรียน ไม่ฝึกฝน ไม่หัด ไม่อดทน ไม่มีกุศล มีแต่อกุศล มีแต่ความชั่ว คนอย่างนั้นก็จนแน่นอน ดีไม่ดีสำมะเลเทเมา ผลาญพร่า ติดอบายมุข ติดนั่นติดนี่อีกด้วย คนอย่างนี้นี่จนแน่ จนอย่างนี้อีกลักษณะหนึ่ง ไม่ใช่คนจนผู้ยิ่งใหญ่ ทีนี้คนรวย คนจะรวยนี่ เขาพยายามแบ่งนะ 1. รวยเพราะขยันหมั่นเพียร ก็ยังดีนะ เป็นคนขยัน เป็นคนเชี่ยวชาญ มีความรู้ความสามารถ แล้วก็สร้างสรร แล้วก็ขายแลกเปลี่ยนแล้วก็เอามา เอามาก็กักตุน กอบโกยเป็นของตัวเอง ไม่ได้ไปโกงเขาหรอก แต่ก็พยายามขยันหมั่นเพียรสร้างสรรนะ ตามสุจริตของโลก ที่เขาถือกันว่าสุจริตนะ แล้วก็พยายาม แต่ก็ได้ทุนรอนมามาก ก็ทำเพิ่มทำเติม จ้างเครือข่าย ทำอะไรต่ออะไรช่วยให้ตัวเองได้รวยขึ้นไปอีก อย่างนี้เขาก็สามารถรวย คือแบ่งตรงที่ว่า ไม่โกงตามมาตรฐาน โลก โลกเขาสมมุติกันอย่างนี้ว่า สุจริต ก็อย่างนี้ ไม่โกง เขาก็รวย กับอีกคนหนึ่งรวย อย่างมาเฟีย รวยอย่างขี้โกง รวยอย่างประเภทที่ทุจริตน่ะ เคยได้ยินมั้ยว่า มีคนรวยอย่างทุจริต เคยมั้ย? คนใหญ่คนโต ในบ้านในเมือง เคยรวยอย่างทุจริต เคยได้ยินมั้ย? (เด็กตอบ เคยครับ) เค้ารวยยังไง? (โกง) ขี้โกง คอร์รัปชั่น อะไรก็ได้ โกงบ้านโกงเมือง หรือโกงคนชาวบ้าน อะไรก็ได้ โกงอย่างคนที่หาทาง ไอ้อย่างนั้น ก็รวยแน่ เขาก็เลยแบ่งว่า มี 2 รวยเหมือนกัน รวยอย่างขี้โกง รวยอย่างคอร์รัปชั่น รวยอย่างกินบ้านกินเมืองหรือรวยอย่างที่ขี้โกงชาวบ้านชาวช่อง เขานั่นน่ะ แน่นอน อย่างนั้นก็ต้องเลวแน่ เลวแน่นอน ส่วนคนรวยชนิดที่เรียกว่า ไม่โกงนี่น่ะ กับคนที่ไม่รวย แข็งขัน สมมุติว่าคนนี้นี่รวย คนนี้นี่ไม่รวย ให้เก่งเหมือนกันด้วย ขยันหมั่นเพียรเหมือนกันด้วย อดทนเหมือนกันด้วย เชี่ยวชาญมีความรู้ความสามารถเหมือนกันด้วย เท่าๆกันก็ยังได้ คนนี้รวยเพราะกอบโกย สะสม ไม่เสียสละ ไม่แจกจ่าย ไม่เจือจาน ไม่เอื้อเฟื้อ แต่เขาก็สุจริต ว่าของเขาน่ะนะ เขาไม่ได้โกงใคร ก็ของเขาละ แต่คนนี้ให้ เสียสละ สร้างสรร ไม่รวยแน่นอน จน คนไหนมันดีกว่ากันละ ตอบตรงนี้? (เสียงเด็กตอบไม่ชัดฟังปนๆกัน) เอ๊ นี่หัวสมองหา ทำไมล่ะ? คนจนมันจะไปดีกว่า ไปถามชาวบ้านชาวเมืองเขาดูซิว่า คนไหนดีกว่ากัน เขาสุจริตนะ มันดีกว่ากันตรงไหน เอ้อ ชักเข้าท่าแฮะ ชักมองออกแล้วจริงๆ ไปถามซิทางโลกนี่ คนรวยกับคนจนนี่ ใครมีหน้ามีตากว่ากันหา? (เด็กตอบว่า คนรวย) ใครมีหน้าตากว่ากัน? เอ้า แล้วทำไมมาตอบอาตมาว่า คนจนดีกว่าล่ะ (เสียงหัวเราะพ่อท่าน) นี่เห็นมั้ย นี่ความลึกซึ้ง ต้องชัดเจนอันนี้ให้ได้ แล้วทีนี้มาอยู่ที่นี่ ฝึกหัดพวกคุณให้ไปรวยอย่างที่ซื่อสัตย์สุจริตอย่างนั้นหรือเปล่า แน่นอน ไม่สอน ให้ไปร่ำรวย แหม ขี้โกง ทุจริต น่ะ แน่นอนอยู่แล้ว และไม่สอนให้จนแบบขี้โลภ จนแบบขี้เกียจ จนแบบขี้เลี่ยงอย่างนั้นน่ะ ไม่สอนแน่นอนอยู่แล้ว สอนให้ขยันหมั่นเพียร อดทนฝึกหัดใช่มั้ย ให้อดทน สร้างสรรแน่นอน ให้มีความรู้ความสามารถแน่นอน สอนอย่างไหน ให้รวยหรือให้จน หา? ให้พวกคุณหัดรวย หรือหัดจน? (เสียงเด็กตอบหัดจน) เอ้อ นี่แหละ ต่างกันแล้ว ทางโลกเขาเคยสอนมั้ย? อย่างนี้? ที่ในโรงเรียนเขาเคยสอนมั้ย? มีแต่เขาจะสอน เออ ดี ขยันๆเรียนนะลูก นะลูกๆหลานๆ ขยันเรียนนะ จะได้เป็นใหญ่เป็นโต จะได้เป็นเจ้าเป็นนาย จะได้ร่ำๆรวยๆ เคยได้พรอย่างนี้มั้ย? ใครเคยได้พรอย่างนั้นมั้ย? ผู้ใหญ่ให้พรหรือใครๆเขาให้พร เคยมั้ย? เออน่ะ ใหญ่ๆโตๆ เก่งๆนะ โต จะได้ร่ำๆรวยๆ ได้เป็นเจ้าคนนายคน ได้เป็นใหญ่เป็นโต ใช่มั้ย? เอ่อ เขาก็สอนอย่างนั้นแหละ แต่ที่นี่ไม่สอนอย่างนั้น ต่างกันแล้วเห็นมั้ย? โลกุตระเป็นอย่างนี้ล่ะ โลกุตระเป็นอย่างนี้ มันน่าเศร้ามั้ย? โลกุตระนี่ หา? เป็นไง? ไม่น่าเศร้าเหรอ? เราเองนี่นะ เรามีเราร่ำรวย แต่เราก็ไม่แบ่ง ไม่เผื่อแผ่ ไม่แจก ไม่เจือจาน ไม่เกื้อกูลคนอื่นนี่ มันน่าภาคภูมิใจมั้ย? เรารวย เราได้แม้แต่สุจริตนี่แหละ สุจริตนี่ แหละ แต่เราก็ไม่แจก ไม่จ่าย ไม่เผื่อแผ่ ไม่เกื้อกูลอะไร เราก็ของเรานี่ สันโดษ ฉันมีพึงพอใจในสิ่งที่มีอยู่ เอ่อ เขาแปลสันโดษว่า พึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่เสียด้วยนะ เขาก็พอใจในของเขามีอยู่ ซึ่งอาตมาว่า แปลว่าพึงพอใจในสิ่งที่ตนมีอยู่ นี่มันไม่พอ ผิด อาตมาว่าผิดด้วยซ้ำ สันโดษ มันแแปลว่าใจพอ แม้น้อยๆก็พอ แล้วก็พยายามมักน้อยลง เพราะสันโดษจะคู่กับมักน้อย มักน้อยสันโดษ เพราะฉะนั้นเราจะมักน้อยลงไปเรื่อยๆ หัดน้อยลงๆ น้อยเท่านี้ก็พอ เช่น เรากินวันละ 3 มื้อนี่ เอ๊ มันมากไปนะ หัดกิน 2 มื้อ จนกระทั่งเรากิน 2 มื้อได้ พอ 2 มื้อ เราเริ่มพออย่างนี้เรียกว่า เราสันโดษ เอ้า เมื่อ 2 มื้อมันก็ยังรู้สึกมากไปนะ เอ้า หัดมื้อเดียว เอ้า มื้อเดียวให้พอ มื้อเดียวให้อยู่ได้ หัดไปหัดไป เราก็ได้ จนกระทั่งได้ เชื่อมั้ยว่าคนเรากินมื้อเดียว อยู่ได้ เชื่อมั้ย? (เสียงเด็กตอบ เชื่อครับ) ไม่เชื่อเดี๋ยวจะเอากำปั้นทุบให้ เพราะที่นี่มีตัวอย่างเยอะแยะ ถ้าไม่เชื่อ ทั้งนั้นแหละ ฆราวาสก็ยังพอมี กินมื้อเดียวอยู่ได้จริงๆ คนน่ะ แม้แต่เด็กกินมื้อเดียว อยู่ได้ก็ยังมีใช่มั้ย เด็กบางผู้บางคนที่เขามีพละอินทรีย์แก่กล้า แต่เราก็ไม่ได้ไปบังคับตนเกินการ เราจะต้องมา แหม กินมื้อเดียวพรวดพราด เราก็รู้อยู่ พวกเรามันไม่ได้หมายความว่าเราจะเคร่งเครียดเสียจนจะต้องบีบคั้นให้เสมอกันทั้งหมด มันไม่ใช่ คนเราภูมิไม่เท่ากัน ก็ค่อยๆ ทำค่อยๆ ปฏิบัติ ค่อยๆฝึกหัดกันไป แล้วก็จะเจริญ เมื่อกี้อาตมาได้พยายามอธิบายให้ฟังแล้ว แม้เราจะรวย แล้วเราก็ไม่น่าภาคภูมิ เพราะเราไม่ได้เสียสละ ไม่ได้เกื้อกูล ไม่ได้แจกจ่าย ไม่ได้เจือจานใครไป เพราะฉะนั้นแม้เราจะหาได้ ทำมาหาได้ โดยสุจริตแข็งขัน ขยัน มีความสามารถความรู้นี่แหละ และเราก็แจกจ่ายเจือจาน จนแน่ ก็เราให้เขาไป ไม่สะสม ไม่กักตุน มันก็จนแน่ มันต้องมีน้อยแน่ แต่มันมีน้อยก็ไม่ใช่คนน่าเกลียด คนที่รู้จริง คนที่เข้าใจโดยสัจธรรม ถึงขนาดนี้แล้วโกรธ น่าชัง น่าไม่เคารพนับถือที่ไหน อาตมาว่ายิ่งน่าเคารพนับถือกว่าด้วยซ้ำ ใช่มั้ย? ทีนี้ลักษณะของศาสนาพุทธที่เขาสอนกัน นี่อาตมาว่า มันไม่ค่อยถูก คือสอนไม่ให้หัดขยันหมั่นเพียรจริงๆ แล้วไม่เรียนรู้กิเลสที่แท้จริง แล้วไม่ค่อยทำงาน เอาแต่นั่งหลับตา เพราะไม่ใช้ทฤษฎีมรรคองค์ 8 ทฤษฎีมรรคองค์ 8 ถ้าจะเรียนรู้ โดยรู้กิเลสเราในขณะคิด เรียกว่าสังกัปปะ ในขณะคิดนึกไตร่ตรอง รู้อาการ ของจิตใจของเรา มันมีกิเลสยังไง อะไรเป็นกิเลส แล้วเราก็พยายามฆ่ากิเลสนั้นๆ เลิกกิเลสนั้นๆ ให้ต่อสู้อย่างที่พูดตอนแรก มันจะเอาชนะเรา เราต้องเอาชนะมัน เอาชนะมันดื้อๆ เราเรียกสมถภาวนา สู้มันดื้อๆ นี่แหละ หยุดให้ได้ พยายามเอาชนะกิเลสให้ได้ดื้อๆ นี่แหละ ข่มกด หรือว่าพยายามเหวี่ยงมันออก ยังไงก็แล้วแต่ ให้มันเปลี่ยนแปลง เป็นอาการของความดีชนะ อย่าให้ความชั่วชนะ 2. วิธีวิปัสสนาภาวนา พยายามหาเหตุผลให้อีก หาเหตุผลว่า ทำไมเราจะ ต้องไปตามใจกิเลส ทำไมเราจะต้องเอาอย่างไม่ดี ทำไมเราจะต้องเอาอย่างนี้ หาเหตุหาผลให้มันเลยว่า อย่างนี้มันพาทุกข์ อย่างนี้นะ พาตกต่ำ อย่างนี้มันพาเลวร้าย ถ้าเรายิ่งอ่านออกว่า กิเลสนี่ ตอนนี้กำลังอาการโกรธ อย่างนี้กำลังอาการโลภ มันกำลังโลภ เป็นราคะ เป็นกาม เราเลิกอาการนั้น ถ้ามีอาการนั้น มันจะพาทุกข์ ถ้ามีอาการนั้น มันไม่น่าสร้างสรร มันไม่น่าส่งเสริมให้มันมีกิเลสหนาขึ้น อ่านเหตุผล หาเหตุผลสารพัดน่ะ เราจะคิดถึงเหตุผลอะไรได้ต่างๆนานา ฝึกไปเถอะ เราจะเกิดญาณปัญญา จะเกิดความเฉลียวฉลาด รู้จักความ แหม ยังงี้เหตุผลมันไม่น่าแล้ว เจ้ากิเลสนี่มันแพ้ เราชนะกิเลสได้ด้วยเหตุด้วยผล ด้วยความจริง ด้วยหลักของความจริงเลยว่า โอ้ย ความจริงอันนี้มันดีกว่า อันนี้มันถูกกว่า แล้วเราก็กิเลสลดลง เพราะเหตุผล ไม่ใช่เพราะกดข่ม ไม่ใช่เพราะทำสลัด ไม่ใช่เพราะทำลืม ทำสู้ น้ำหนักกับการกดข่มต่อสู้กันแรงๆ ไม่ใช่ แต่เพราะความเฉลียวฉลาด เพราะความรู้แจ้งเห็นจริง ตามเหตุผลหลักฐานสัจจะ แล้วกิเลสลดลงอย่างนี้เรียกว่า วิปัสสนาภาวนา นี่ หลักวิชาที่สำคัญ ที่มาที่นี่นะ ลูกอโศกแล้วไม่รู้เรื่องนี้นี่ ไม่ได้นะ ทีหลังน่ะ ออกไป บอกมาจากไหน จบมาจากสัมมาสิกขา อ้อ นี่จากอโศกนี่ ใครลองภูมิแล้วถามแล้วตอบไม่ได้ เฮ่อ หน้าก็ไม่มีขี้จะขาย คือไม่รู้จะเอาอะไรไปขาย ธรรมดาขายหน้านี่ก็แค่ขายหน้า ไอ้แย่กว่านั้นหน่อยนี่ ไม่มีหน้าจะขาย มีแต่ขี้หน้า หน้ามีแต่หน้าขี้ๆ ก็ขายขี้หน้า ไอ้ตอนนี้ยิ่งกว่านั้นอีก แม้แต่ขี้หน้า ก็ยังไม่มีจะขายเลย หนักกว่านั้นอีก (เสียงพ่อท่านหัวเราะ) กี่ชั้น? ชั้นแรกนี่ ขายหน้า ชั้น 2 ขายขี้หน้า ชั้นที่ 3 หน้าก็ยังไม่มีขี้จะขาย มันแย่ยิ่งกว่าแย่เลยนะ ระวังนะ ใครเป็นลูกอโศก แล้วไม่มีความรู้ในเรื่องปรมัตถ์ ปรมัตถ์แปลว่าความสูง บรม ปรมนี่คือบรม บรมเนื้อหา อัตถปรมัตถ์นี่แปลว่า บรมอัตถะ แปลว่าแก่น สาระ เนื้อหาสาระที่ยิ่งใหญ่ บรมนี่ยิ่งใหญ่ นี่ที่สอนนี่ สอนเรื่องยิ่งใหญ่เลยนะนี่ คนโลกๆ นี่เรียนมัธยม เรียนอุดมศึกษา เรียนปริญญาตรี โท ยังไม่ค่อยได้ฟังคำสอนอันนี้หรอก นี่พวกเราได้ฟังนี่ รู้เรื่องกันบ้างมั้ยนี่ รู้มั้ย? เวลาเรียนนี่เรียนเรื่องที่อาตมากำลังสอน กำลังบรรยาย อธิบายให้ฟังแล้วจะไปเรียนอะไรเล่า ไอ้นั่นก็ต้องไปเรียนเวลาอื่น เรื่องอื่น นี่มาเรียนเวลานี้อาตมากำลังสอนอยู่ ไม่ได้เรื่อง ไม่ใช่เรื่องง่ายๆนะ อาตมาว่านี่เรื่องยากนะ บอกแล้วว่า ขนาดเรียนปริญญาตรี โท ยังไม่มีคนไปสอนเรื่องอย่างนี้หรอก เป็นเรื่องสาระของชีวิต อาตมากำลังอธิบายถึงลักษณะของการตัดกิเลส การเรียนรู้ชีวิต แล้วชีวิตมันจะเจริญ มันจะเบิกบานร่าเริง ใครเคยเห็นอาตมาหน้ามู่ฮู่ เคยเห็นมั้ย? ใครเคยเห็นบ้าง? หา? เคยมั้ย? เคยเหรอ? ปัดโธ่เอ้ย เมื่อกี้นี้ทำให้ดู เอาเวลาปกติซิ นึกว่าเลย เพิ่งจะมาปีนี้นะ ทำเป็นรู้มาก เคยเหรอ? คนอื่นเขาอยู่มาตั้งหลายปีแล้ว หา? เวลาเป็น เวลาปฏิบัติธรรมแล้วนี่ เป็นโลกุตระแล้วนี่ มันไม่ทุกข์ แล้วก็ไม่หลงใหลในความสุข มันเบิกบานร่าเริง พุทธะ แปลว่าอะไร? มันเบิกบานนะ มันเบิกบาน ร่าเริง มันไม่เศร้าไม่หมอง ไม่โกรธไม่เกลียด โดยเฉพาะเรื่องโกรธ เรื่องเกลียด เรื่องชัง ชังคนนั้น โกรธคนนี้ พยายามล้างออก แต่ก็ยังมีอยู่ ถ้าคนไม่ ลองคิดดูดีๆ นะ ถ้าคนเรานี่ในใจ เมื่อไรใจเราก็ไม่โกรธใคร เมื่อไรๆ เราก็ไม่เกลียดชังใคร ไม่หม่นหมอง เลย มันจะเป็นยังไง สบายมั้ย? (เด็กตอบว่า สบาย) โอ้โห มันยอดสบายเลย เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่า เราเกิดอาการเกลียดใครในใจขึ้นมา เลิกๆ เปลี่ยนจิตอย่างนั้น อย่าให้มีเกลียดใคร อย่าไปชังใคร อย่าไปอาฆาตมาดร้ายใคร จิตใจมันเศร้า มันหมอง ปรับออก เบิกบานเป็นยังไง จำอาการใจที่เป็นเบิกบานไว้ ให้เป็นอาการเบิกบานๆๆ ฝึกเอ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน