330403 สมาธิและสัมมาสมาธิ ตอนที่ 2 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
330403 สมาธิและสัมมาสมาธิ ตอนที่ 2 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก สารบัญ | ภาคผนวก | หมายเหตุท้ายบทความ
สมาธิและสัมมาสมาธิ ตอนที่ 2 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2533 เนื่องในงานพุทธาภิเษก สุดยอดปาฏิหาริย์ของพุทธ ครั้งที่ 14 ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก จังหวัดนครสวรรค์
พ่อครูว่า… วันนี้ วันที่ 3 แล้ว งานคราวนี้อาตมาเห็นว่า แหม มันเป็นความเรียบร้อยนะ เป็นความเรียบร้อยขึ้นมากเลย เข้าระบบนะ มันรู้งาน มันรู้ไอ้นั่นไอ้นี่อะไรต่ออะไรดีขึ้นมาก แล้วพวกเราก็ดูเหมือนจะเป็นคนเก่าสะเยอะ อย่างนี้มันจะเข้าเป็นแก่นใน ในมันก็จะขัดเคี่ยว เพราะฉะนั้นแม้แต่อย่างนี้ เราก็อย่าพึ่งตายใจนะ อย่าพึ่งคิดว่า นี่มันดีแล้ว มันดีขึ้น แต่ดียังมีอีก มีดี ดีกว่า ดีมาก ดีที่สุด เสียงโยมว่า… ดีมากที่สุด พ่อครูว่า… อ๋อ! มีดีมากที่สุดอีกเหรอ? โอ้โฮ! เสริมอีก แล้วตั๊กนั่นล่ะ ดีแตก มันมีดีอย่างนี้เรื่อยไปนะ มันจะต้องดี คือ หลายๆ อย่าง เราอย่าไปประมาทว่า ไอ้นี่จบแล้วนะ เราอย่าประมาทว่า นี่จบแล้วง่ายๆ โยนิโสมนสิการ ตรวจตราญาณปัญญาที่ละเอียดลออ สุขุม ประณีต แยบคาย นี่มันจะเกิดจริงๆ มันจะค่อยๆ พิจารณา ค่อยๆ เห็นสิ่งที่ดียิ่งกว่านั้นอีก มีอีก เราต้องพากเพียร มันจะยากขึ้น มันจะต้องพยายามเข็น ที่จริงมันไม่ยากขึ้นหรอก มันง่ายกว่าเก่า ที่จริงมันละเอียดขึ้น มันง่ายกว่าเก่า แต่ว่าคนเราน่ะมันติด มันติดสบาย มันติดที่ว่า ได้ดีขนาดนี้แล้ว มันก็เอา มันก็ได้อาศัยดีแล้ว แล้วมันก็ไม่อยากจะทำต่อ ซึ่งถ้าไปคิดอย่างนั้นแล้วละ ก็ไปไม่รอดนะ
โสวจัสสตา การเป็นคนว่าง่าย : พวกเราก็รู้สึกว่า หมู่นี้ต่างกับเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเยอะ ก็มีการปรับตัวกันได้ง่ายขึ้น แต่ก็จะต้องได้ง่ายขึ้นอีก ปรับตัวก
อ่านต่อ
ันได้ง่ายขึ้น มันไม่ดื้อเหมือนเก่า แต่ละคนๆ มันไม่ดื้อเหมือนเก่า ถัมภะ ดื้อ ว่ายากสอนยาก เพราะอวิชชา ไม่รู้ตัว ไม่เข้าใจ : แต่ใครยังดื้ออยู่ รู้ตัวนะ ที่มันไม่ยอมอยู่นั่นแหละ ไม่ปรับไม่อะไรต่ออะไร มันก็มีด้วยเหตุที่เป็นหลักๆ ก็คือ อวิชชา คือ มันไม่เข้าใจ มันไม่รู้ มันโง่ มันไม่รู้ตัว มันดูไม่ออก นึกว่าตัวเองนี่ดี ตัวเองนี่ถูก นี่เป็นตัวร้ายที่สุด มันหลงว่า ตัวเองดี ตัวเองถูกอยู่ มันก็ไม่ปรับ ไอ้อย่างนี้นะมันประเภทอวิชชาแท้ๆ มันโมหะ มันหลงผิด มันเข้าใจว่า เอ๊ เราถูก เราดี เราถูก เราดี มันก็ไม่ปรับน่ะ นี่ อันหนึ่ง อีกอันหนึ่ง มันรู้ว่า เราเองไม่ดี เราเองไม่ถูก แต่มันดื้อ มันดื้อ เขาเรียก “ถัมภะ” มันดื้อ รู้ว่ามันไม่ดีล่ะ แต่ดื้ออยู่อย่างนั้นน่ะ ไอ้อย่างนี้เราไม่รู้ว่าจะแก้มันอย่างไร ก็ตัวเองดื้อเองน่ะ ทั้งโง่ ก็ไม่รู้จะแก้อย่างไรเหมือนกัน พูดอย่างไร มันก็ไม่รู้ อธิบายยังไง มันก็ไม่รู้ แหม ไม่รู้จะทำอย่างไร ชี้อย่างไร มันก็ยัง เอ๊ ก็ว่าตัวถูกอยู่นั่นแหละ ก็คงจะเหมือนทางโน้นเขาเหมือนกัน (ฝ่ายเถรสมาคม) เขาว่า เอ๊ โพธิรักษ์นี่ ทำไมมันดื้อจัง ก็คงจะว่าเราโง่ เราดื้อล่ะน่ะ ทั้งโง่ทั้งดื้อล่ะ เอ๊ ทำไมมันโง่นัก ก็มันไม่ถูกน่ะ ให้แก้ก็ไม่แก้สักที ให้เปลี่ยน ไม่เปลี่ยน ดื้อ สู้ ต่อสู้อยู่นั่นแหละ เขาคงว่าเราเหมือนกันนะ เสียงโยมว่า… เขาหาพ่อท่านฉลาด แต่ดื้อ พ่อครูว่า… ฉลาดก็ยืนยันนะสิ แต่ไม่ใช่ดื้อ มันไม่สอดคล้องกันหรอก ฉลาดแต่ดื้อได้เหรอ ไอ้นั่นไม่ฉลาดจริงเลยนั่นน่ะ เฉกตา ฉลาดแบบโกง ไม่ใช่จริง ถ้าจริงมันต้องฉลาด มันต้องชัดเจน คมชัดว่า นี่มันดีจริงๆ เมื่อดีจริงๆ แล้วเราก็ยืนหยัดยืนยันอันนี้ ไม่ใช่ดื้อ แต่ยืนหยัด ยืนยัน มั่นคง นั่นเรียกว่า ฉลาดจริงๆ นะ เอาล่ะ ถึงยังไงๆ ไอ้ตัวดื้อนี่ มันมีดื้ออย่างยักษ์ ดื้ออย่างใหญ่ ดื้ออย่างกลาง ดื้ออย่างเล็ก ดื้ออย่างบรรจุซอง(พ่อครุหัวเราะเบาๆ) มันก็ดื้อหลายขนาด ลักษณะเป็นคนว่าง่าย 11 ประการ : เพราะฉะนั้น ก็ลองดู เป็นคนว่าง่าย สอนง่าย อาตมาจะเอา “โสวัจจัสตา การเป็นคนว่าง่าย” มาให้ มีลักษณะ 11 ประการ นี่นะ เป็นคนว่าง่าย เราลองมองดูซิว่า ถ้าเราเป็นคนว่าง่ายนี่ มันจะเป็นอย่างนี้ไหม ถ้าเรายังไม่เป็นอย่างนี้ มันยังดื้ออยู่ ไม่ดื้ออย่างยักษ์ ก็อาจจะดื้อบรรจุซองอยู่ก็ได้ ตรวจสอบดูซิ มันจะเข้าหลัก เข้ารอยว่าเป็นการว่าง่าย เราเป็นคนว่าง่ายหรือเปล่า ลักษณะเป็นคนว่าง่าย 11 ประการ คือ 1. ไม่กลบเกลื่อน เมื่อถูกว่ากล่าวตักเตือน เมื่อถูกว่ากล่าวตักเตือน นี่ ไม่กลบเกลื่อนนะ ลองตรวจดูซิว่า เราเป็นคนอย่างนั้นหรือเปล่า พอถูกว่ากล่าวตักเตือนแล้ว เออ เราก็ไม่กลบเกลื่อน ไม่เลี่ยง ไม่อะไรต่ออะไรไปล่ะ 2. ไม่อยู่นิ่งเฉย เมื่อถูกตักเตือน นอกจากไม่กลบเกลื่อนแล้ว พอเขาบอก ก็แก้ไขเลย ปรับปรุงเลย ปลี่ยนแปลงเลย ไม่อยู่นิ่งเฉย เมื่อถูกตักเตือน ข้อ 1. ไม่กลบเกลื่อน เมื่อถูกว่ากล่าวตักเตือน 2. ไม่อยู่นิ่งเแย เมื่อถูกตักเตือน 3. ไม่มีจิตเพ่งโทสผู้ว่ากล่าวสั่งสอน ผู้ว่ากล่าวสั่งสอนนี่นะ ไม่ได้หมายความว่า เป็นครูเราเท่านั้น เป็นผู้ที่เราศรัทธาเท่านั้น เพราะฉะนั้น ไอ้คนดื้อนี่ มันไม่ดื้อเท่าไหร่หรอก ไม่ดื้อเท่าไหร่หรอกกับผู้ที่ศรัทธา ยกให้ยอมแล้ว มันก็ไม่ค่อยดื้อเท่าไหร่หรอก แต่มันจะไปดื้อกับไอ้คนที่พอๆ กันน่ะ หรือว่าไปเข้าใจว่าเขาแย่กว่าเรา เขาต่ำกว่าเรา เรามันก็ดื้อไปเลย คือมันเพ่งโทสเขาก่อน ข่มเขาก่อน อย่างนี้น่ะ อย่างนั้นก็พวกดื้อเหมือนกันน่ะ ไม่ใช่พวกโสวัจจัสตา ไม่ใช่พวกว่าง่าย (ข้อนี้)ความไม่มีจิตเพ่งโทสผู้ว่ากล่าวสั่งสอน 4. เอื้อเฟื้อต่อคำสอนและต่อผู้สอนเป็นอย่างดียิ่ง ไม่เพ่งโทสแล้ว ก็ไม่กระด้างด้วยนะ เอื้อเฟื้อผู้สอน เอื้อเฟื้อต่อคำสอน เขาว่าอย่างไรก็ เออ มีน้ำใจเอื้อเฟื้อ มีน้ำใจที่ยอมรับ โยงใยอย่างดี และเอื้อเฟื้อที่ไม่เป็นการประชดประชัน กระด้าง กระทบ กระแทก ประชดต่ออะไร ไม่มีนะ 5. เคารพต่อคำสอนและต่อผู้สอนเป็นอย่างดียิ่ง เคารพ นอกจากเอื้อเฟื้อแล้วก็มีความคารวะ มีความเคารพอยู่ในตัว ลักษณะพวกนี้ ละเอียดนะเคารพคารวะนี่ ถ้าเราจะเคารพคนใหญ่คนโต คนสูง แน่นอนเราก็เคารพได้ง่ายๆ ไม่มีอะไร มันก็เคารพอยู่แล้ว อยู่เฉยๆ พอเดินสวนก็เคารพอยู่แล้ว ไอ้อย่างนี้มันไม่มีปัญหาอะไรหรอก ต่อผู้สอน หรือคำสอน แต่เราจะเคารพคนที่เขาสอน คำสอนของเขา ผู้สอนซึ่งไม่ใช่ผู้ที่เราเคารพนี่ซิ นี่ทดสอบใจนะ อ่านใจตัวเองว่า คำสอนของคนมีค่า ยิ่งเขาสอนถูก จะเป็นใครเขาสอนเราก็ตาม เด็กก็ตามเขาสอนเรา พอบอกเราเตือนเรา เด็กมันก็สอนบางที เด็กมันซื่อๆ บางทีมันสอนเลยนะ แต่คำสอนนั้นมันเป็นความจริงนะ มันความถูกต้อง มีค่า มีประโยชน์ ถ้าเราฟัง เราว่า เออ ไอ้แบบนี้มัน เคารพได้นะ เคารพ แม้เราจะไม่ทำรูป เพราะว่า เราเป็นผู้ใหญ่ เด็กเขาสอน แต่เราก็รู้สึกในใจของเรานี่ จิตของเรานี่ มันเป็นตัวเร็วๆ ทีเดียวล่ะ มันเป็นตัวที่มันจะดีหรือมันจะไม่ดี มันก็อยู่ความจริงที่จิต จิต ถ้าเรามีความสำนึก มีความเคารพ การเคารพนี่ อยู่ในใจเราก็ได้ เราอาจจะไม่ทำออกข้างนอกเพราะว่าเด็กนี่ เออ เขาเป็นเด็กนะ แล้วเราก็จะไปเคารพ ประเดี๋ยวเด็กก็จะไม่เข้าใจ จะกลายเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ เด็กก็จะกลายเป็นมานะ แต่เราก็รู้สึกว่าเราเคารพในใจนะ จิตอย่างนี้มันเป็นได้ แล้วเรารู้สึกได้ เราเข้าใจเราได้ เพราะฉะนั้น ต้องมีจิตที่แยบคาย โยนิโสมนสิการ รู้ใจตัว แล้วก็ทำ ถ้ามันไม่เป็น ต้องทำ รู้สึกแล้วต้องฝึก เมื่อเข้าใจแล้ว มันมีเหตุการณ์ มีเรื่องราวจริง ต้องฝึก ฝึกให้ได้ กระทำให้ได้เสมอ มันไม่เลวลงหรอก ไม่เชื่ออย่าเชื่อ มันไม่เลวลงหรอก 6. มีความอ่อนน้อมถ่อมตนเป็นอย่างดียิ่ง อันนี้ไม่ต้องอธิบายล่ะ อ่อนน้อมถ่อมตนนี่ ถ้ามันดื้อด้านนี่มันก็อ่อนไม่ลงล่ะ 7. มีความยินดีปรีดาต่อคำสอนนั้น รู้สึกว่ามัน เออ คำสอนนั้น พยายามถ้าจิตใจมันไม่รู้สึกยินดี มันไม่รู้สึกปรีดิ์เปรม มันไม่รู้สึกว่า โอ้ มันน่าดีอกดีใจนะคำสอนอย่างนี้ แม้เล็กแม้น้อย ถ้าผู้ที่ยิ่งละเอียดลออนี่ จะเห็นว่า แม้แต่คำสอนนิดๆ หน่อยๆ เล็กๆ น้อยๆ นี่ ไม่ใช่คำสอนที่จะแก้ไขปรับปรุงใหญ่โตอะไรหรอก แก้ไขเล็กๆ น้อยๆ นี่ เพราะเวลาคนเรามันดีมากๆๆ แล้วมันจะมีเหลือส่วนเศษอะไรเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้นแหละ มันไม่ใช่เรื่องใหญ่เรื่องโต เรื่องใหญ่เรื่องโตเราทำได้แล้ว ก็เหลือเรื่องละเอียดลออ เรื่องเล็กๆ น้อยๆ บกพร่องนิดๆ หน่อยๆ คำสอนเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้แหละ เราก็มีความยินดี โอ้ นี่ แหม ได้เติม ได้เพิ่ม บางทีมันหลง บางทีมันหลุด บางทีมันยาน มันไม่ละเอียด ปัญญาเราไม่ละเอียด มีคนนั้นคนนี้เตือนได้ ติได้ เขามองเห็นได้ เล็กๆ น้อยๆ เท่านี้น่ะ เราจะเป็นคนที่มีญาณรู้ว่า อ้อ นั่นแหละ คนที่แยบคาย คนที่ละเอียดลออสุขุมประณีตเขาก็จะเห็น เห็นได้ รับได้ จับได้ อ้อ นี่ นิดหนึ่ง น้อยหนึ่ง มีค่านะ น่ายินดีปรีดานะ เราก็จะต้องรู้สึกอย่างนั้น 8. ไม่ดื้อรั้น กำปั้นทุบดิน ผู้ว่าง่ายก็คือ ไม่ดื้อรั้น 9. ไม่ยินดีในการขัดคอ ลึกเข้าไปอีก จะต้องมีใจละเอียดอีก ไม่ยินดีในการขัดคอ ระวังไปยินดีกับไอ้คนที่เขา แหม ขัดคอกัน อย่างโน้นอย่างนี้ เหมือนพระพุทธเจ้าน่ะ ไปยินดีที่เห็นชาวประมงฆ่าปลา ชาวประมง กำลังฆ่าปลาอยู่ ท่านก็ไปยินดี ใจท่านมีอาการยินดีนิดหนึ่งกับเขาไปเท่านั้นเอง โอ้ เป็นวิบากมา ทำให้ก็ต้องมาปวดหัว เพราะวิบากไปยินดี เห็นคนฆ่าปลา เขาฆ่าปลา ไปมีใจแว็บ ไปยินดีกับเขาได้ อย่างนี้เป็นต้น นี่เป็นความละเอียด เราต้องลึกซึ้งขึ้น เราอย่าไปยินดีกับการขัดคอกัน คนทะเลาะเบาะแว้งกัน ทำอะไรต่ออะไร ใครเขาจะชนะคะคาน ใครเขาจะเถียงกัน ใครจะอย่างนั้น อย่าไปสะใจ อย่าไปไอ้โน่นไอ้นี่อะไรกับเขานะ อย่าไปยินดีในการขัดคอ 10. มีปกติรับโอวาทเอาไว้ดีเยี่ยม ละเอียดขึ้นไปอีก มีปกติรับโอวาทเอาไว้อย่างดีเยี่ยม มีปกติรับคำกล่าว คำเตือน โอวาทคำสอน คำที่เขาให้เรา ก็เป็นคนที่ว่าง่าย เป็นคนที่ เออ จริงๆ แล้วก็ไม่ใช่ว่า ยินดีจะต้องรับดูเนื้อเรื่อง เนื้อหาที่เขาให้นะ โอวาทนั้นมีเนื้อเรื่องอะไร มีเนื้อ แม้จะมีเนื้อไม่ค่อยมากล่ะ มีเนื้อนิดๆ มีน้ำเยอะๆ อะไรก็ช่าง ก็เราก็ต้องดูเนื้อ ดูน้ำอะไรของเขา แม้จะเนื้อนิดอย่างที่ว่านี่ คือมีเนื้อหาสาระไม่มากหรอก เป็นโอวาท เป็นอะไรโฉงเฉงไปอย่างนั้นก็ตาม เราก็เป็นปกติ ทำให้เป็นผู้ที่มีความยินดีต่อผู้ที่จะให้โอวาท ให้อะไรๆ กับเขา อย่าไปลบหลู่ดูหมิ่น อย่าไปเที่ยวได้ทำใจอะไรต่ออะไรไปในทิศทางที่มันไม่ดี นี่ เป็นความละเอียดนะ เราไม่ได้พยายามรู้สึก ไม่ได้ไตร่ตรอง ไม่พยายามที่จะได้กระทำ ได้ฝึกฝน มันจะหยาบๆ อยู่อย่างนั้นนะ นี่อ่านดูดีๆ แล้วไตร่ตรองดู ถ้าเผื่อว่าเราเอง เราได้ฝึกปรือกับความรู้สึกพวกนี้เข้าไปอีก เราจะเป็นคนที่มีจิตละเอียด แล้วก็รู้จักความดี เก็บความดี ที่ยิ่งละเอียดๆ มันยิ่งเล็ก ยิ่งน้อยอะไร เก็บความดีที่ละเอียดเหล่านี้ขึ้นได้นะ 11. เป็นผู้อดทน เป็นผู้อดทน
โสวัจจัสสตา คนว่าง่าย ในมงคลสูตร ข้อที่ 28 ในมงคลสูตร ข้อที่ 28 ที่บอกว่า โสวัจจัสสตา แปลว่า คนว่าง่าย นี่จะมีคุณลักษณะต่างๆ ที่เราจะต้องเก็บละเอียด ดูแล พยายามปรับ พยายามทำอะไรเข้าไป ก็ขยายความให้ฟังบ้างแล้ว เล็กๆ น้อยๆ เพราะฉะนั้นพวกเรานี่ นับวัน เรามีดี เรามีอะไรที่เจริญขึ้น เราก็ควรจะเจริญขึ้นไปเรื่อยๆ มีอะไรที่ยิ่ง ฐานะของบุคคลแต่ละคน บางคนก็เก็บละเอียดก่อน บางคนก็ทำหยาบก่อนก็ได้ บางคนก็ทำไปทั้งสองด้าน หยาบบ้าง ละเอียดบ้าง จะต้องเป็นคนที่มีจิตใจที่จะต้องดูจริงๆ อะไรที่มันเป็นอกุศล อะไรที่มันมีข้อบกพร่อง อะไรที่เป็นของที่ไม่ค่อยดี เรารู้ตัว เราก็พยายามปรับ พยายามกระทำ เราได้พัฒนา พวกเราชาวอโศกนี้ มีหมู่กลุ่มกันมานี่ จนกระทั่งทุกวันนี้ อาตมาว่า พวกเรานี่ มีความมั่นใจ เป็นผู้ที่มั่นใจ ความมั่นใจที่เกิดขึ้นนั้นน่ะ ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะว่า มันมีเวลานานๆ เฉยๆ อย่างบางคนนี่ มานานถึงขนาดนี้นี่ มาถึงวันนี้แล้ว เอ๊ เราก็อยู่มา 6 ปี 8 ปีแล้ว สมควรเวลา ควรจะจากกันได้แล้วมั้ง เพราะว่า มันไม่เข้าท่าเลย ยิ่งอยู่ไปนาน ก็ยิ่งเหลาะแหละ ยิ่งเห็น เอ๊! ไม่ได้เรื่อง นี่เรียกว่า ไม่มั่นใจ แม้จะอยู่นาน ยิ่งอยู่นาน ยิ่ง เอ๊! ไม่เข้าท่า จะต้องจากไปแล้ว จะต้องอยู่รวมไม่ได้แล้ว จะเป็นอย่างนี้ ไม่ได้ต่อไปแล้ว เพราะฉะนั้น การอยู่นานๆ ก็ไม่ได้หมายความว่า มันจะมั่นใจ แต่ที่มั่นใจ ยิ่งอยู่นาน ยิ่งมั่นใจ มันก็ต้องมีอะไรล่ะ จะต้องมี “ความจริง” “ความจริง” อาตมาได้เน้นมีนัยะถึง เท่าไรแล้วล่ะเดี๋ยวนี้ ความจริงนี่ จะต้องมีเงื่อนไขว่า (1) มันต้องเป็นความดีนะ เป็นนิยามจำกัดความว่าความจริง ที่จริงความชั่วมันก็เป็นความจริง แต่ว่าเราไม่เอาล่ะ ความจริงอันนั้น อย่างนั้นนะ เรามาปฏิบัติความจริงนี้ก็คือสัจจธรรม โดยเฉพาะยิ่งเป็น “อริยสัจ” “อริยสัจ” คือ ความจริงอันประเสริฐ อริยสัจ “อริยะ” นี่คือความประเสริฐ อริยสัจ ความจริงอันประเสริฐ เพราะฉะนั้น เราจึงจำกัดความของเราลงไปว่า ความจริงนั้น จะต้องมีความดี เป็นความดีนะ เป็นความดี (2) ต้องเป็นประโยชน์คุณค่า ดีงาม เป็นความดี เป็นความถูกต้อง เป็น 2 นัย หรือจะแบ่งเป็นหลายๆ นัยก็ได้ เป็นความดี (1) เป็นความดี (2) เป็นความถูกต้อง (3) เป็นความเป็นประโยชน์คุณค่า ความถูกต้อง ความดี ความถูกต้อง จะแบ่งเป็นอีก เป็น 5 ก็ยังได้ (1) ดี (2) ถูกต้อง (3) เป็นประโยชน์คุณค่า (4) เป็นความพ้นทุกข์ (5) ตัวสำคัญจริงๆ ที่อาตมาย้ำจริงอยู่ทุกทีว่า ความจริงคืออะไร คือความเป็นไปได้ ต้องเป็นไปได้ ต้องทำได้ พอสสิเบิ้ล (Possible) ไม่ใช่ อิมพอสสิเบิ้ล (Impossible) ต้องเป็นไปได้ ต้องทำได้ เพราะฉะนั้น ในความดี เราจะคิดถึงความดีที่เลิศลอย วิเศษวิเสโส แต่คนเป็นไปไม่ได้ อันนั้น ไม่ใช่ความจริงหรอก มันความเพ้อฝัน คนเราทุกวันนี้นี่ ชอบคิดอะไรเพ้อๆ ฝันๆ บ้าๆ บอๆ อะไรเยอะ เพราะฉะนั้น เราจะต้องมานิยามความจริงกันลงไปให้ได้ว่า ความจริงจะต้องไม่ใช่สิ่งเพ้อฝัน บอกว่าความจริงนี่ ต้องคิดให้ดี วาดภาพอะไรต่ออะไรให้ว่าดี แต่เสร็จแล้วมันเป็นไปไม่ได้น่ะ มันไม่เอาล่ะ เมื่อจะเป็นความจริงว่า มันดีแล้ว เราต้องมาทำพิสูจน์ เราต้องมาทำให้เป็นไปได้ ทำให้เป็นไปได้
มาเป็นคนจน ที่น่าอัศจรรย์ : อาตมาถึงเห็นว่า ในพวกเรานี่มีความจริง มีความจริงขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะเป็นไปได้ เป็นไปได้อย่างที่น่าอัศจรรย์ แล้วเราก็มาทบทวนกันดูว่า เรามาจนลงอยู่อย่างนี้ มาจนอย่างที่เราจน มันไม่ดีหรือไง แล้วอย่างที่เราจนลงไปนี่ มันไม่เป็นประโยชน์หรืออย่างไร เรามาหัดจนนี่ ยกตัวอย่างง่าย ทางโลกเขานี่กลัวนักความจนนี่ แต่เสร็จแล้ว เราไม่ค่อยกลัวหรอกความจน หนักๆ เข้า บางทีหลายคนมาอยู่ที่นี่ อยากให้เพื่อนรู้หรอกว่า เรามี มันแปลก ทางโลกเขาอยากให้คนรู้ว่าฉันมี ฉันร่ำรวยนะ ฉันเยอะแยะ มาอยู่ที่นี่ ไปๆ มาๆ หนักเข้า ไม่อยากให้เพื่อนรู้ว่ามี เพราะเพื่อนจะรู้ว่า เราไม่ค่อยเอาออก ใช่ไหม (เสียงผู้ฟังหลาายคนหัวเราะ) เดี๋ยวเพื่อนจะรู้ว่า เราไม่ค่อยเอาออก มัันมี แล้วมันก็ เอ๊ ก็เพื่อนเขาเอาออกเรื่อยๆ จนเขาจะหมดแล้ว เขาจะเป็นคนจนได้สำเร็จแล้ว ไอ้เราเอง ไม่ค่อยเอาออกอย่างเพื่อน มันก็จะอาย มันก็ไม่เหมือนกันกับทางโลก ทางโลกเขาอยากจะให้คนเขารู้ว่ามี ไม่มีมันยังอวดทำเป็นมีเลย โอ้ย! ขี้เก๊ ไม่ค่อยมี ทำเป็น แหม! ข้างนอกหรูหราฟู่ฟ่า จ่าย อวดอ้าง กลับบ้านล่อข้าวกับก้างปลา ข้างนอกล่ะทำเป็นเขื่อง ทำเป็นอะไรต่ออะไรไป แบบนั้นน่ะโลกๆ มันก็กลับกันกับทางเรานี้
อนาคามี ผู้ไม่มีทรัพย์ศฤงคาร : ทางเรานี่ เรามาสละออก เรามาเป็นผู้ที่อยู่ได้อย่างไม่มีอะไร นี่ มันไม่ใช่เรื่องง่ายนะ เรามาอยู่ได้โดยไม่ต้องสะสมอะไร ไม่มีอะไรล่ะ ทรัพย์สมบติอะไรก็ไม่มีอะไร เป็นเรื่องจริงๆ ถึงขั้นอนาคามี อนาคามี หรืออนาคาริก อนาคาริยะ เป็นผู้ที่ไม่มีทรัพย์ศฤงคาร ไม่มีบ้านช่องเรือนชานแล้ว แต่มันอยู่ได้นี่ มันเป็นเรื่องที่ท้าทายมากในโลก ไม่ใช่คนจรจัด คนจะมีเพื่อน มีมิตรดี สหายดี มีญาติมาก ไปไหนก็มีที่พักที่พิง มีพี่มีน้อง สังคมอย่างนี้ บุคคลอย่างนี้ มันต้องมีสังคมนะ ไม่มีสังคม มันไม่ได้ ทุกวันนี้นี้ มันไม่มีสังคมอย่างนี้ ถ้าโดดเดี่ยวเดี่ยวดาย ให้ดีอย่างไรนะ ไปโน่น ไปนี่ มันไม่ไว้ใจกันแล้ว ถึงแม้จะรู้ว่าดี ยังพึ่งได้ยากเลย จะอยู่กันได้สักกี่วัน เป็นคนดีไป เออ คนนี้ดี ไปบ้านโน้น บ้านนี้ แหม ไอ้นี่อยู่นาน มันไม่ออกจากบ้าน มันยังมาพะอยู่ที่บ้านอั้ว อย่างนั้น อย่างนี้ ทั้งๆ ที่เขาทำดีให้ บางทีเขาไม่ค่อยชอบหรอก สังคมชาวอโศก : แต่ถ้าพวกเรานี่ มีน้ำใจ มีโน่นมีนี่อะไรต่ออะไรกัน อบรมเป็นวัฒนธรรม มีระบบ มีความเป็นไป ทางกาย วาจา ใจกัน สุดท้าย แม้แต่แก่เฒ่า ป่วย พิการอะไรไปถึงขั้นนั้นก็ตาม เราก็มีน้ำใจ มีเรี่ยวแรง มีความเกื้อกูลกัน ไม่ใช่คนเดียว แบ่งเบากันหลายๆ คน ช่วยกันคนละไม้คนละมือ เห็นอกเห็นใจกัน เข้าอกเข้าใจว่า เออ มาหนักอยู่คนเดียว มันก็ยาก ก็ลำบาก ต่างคนต่างเห็นใจกัน ก็ไปผลัดไปเปลี่ยนกันบ้าง เกื้อกูลกันบ้าง คนนั้นบ้างคนนี้บ้าง ถ้ายังไม่ตายจากกันก็ดูแลกันไป ช่วยเหลือกันไป สังคมอย่างนี้นี่เป็นสังคมมนุษย์ประเสริฐ มนุษย์แท้ๆ เป็นเมืองสวรรค์ เป็นสังคมที่เราจะต้องสร้าง เป็นสังคมศรีอริยเมตไตย เป็นสังคมที่จิตวิญญาณเราเข้าใจ แล้วเราก็ฝึกฝน เห็นความจริงพวกนี้ให้ได้ว่า มันเป็นความดีงามของมนุษย์นะ มนุษยชาติควรจะต้องเป็นอย่างที่กล่าวนี้ใช่ไหม หรือใครเห็นว่าไม่ดี? ไม่ดีก็ไม่ต้องเอานะ ไม่ต้องอยู่ด้วยกันล่ะ ถ้าอยู่ด้วยกัน ก็ต้องมาเอาดีอันนี้ ฝึกฝนอันนี้จริงๆ ทำกันให้ได้ กี่ปี กี่เดือน กี่ชาติก็ทำ อาตมาว่า มันเป็นอย่างนี้ไป ไม่ใช่ว่าเฉพาะยุคนี้ สมัยนี้เท่านั้นแหละ อีกห้าร้อยปีเขาไม่เอาแล้วอย่างนี้ มีจิตใจเอื้อเฟื้อเกื้อกูล เลี้ยงดูกันอย่างนี้ เขาไม่เอาแล้ว ไม่จริงล่ะ อีกห้าร้อยปี อีกห้าพันปี อีกห้าหมื่นปี มันก็ต้องอย่างนี้น่ะ มนุษย์น่ะ จริงๆ ไอ้อยู่อย่างแตกแยก อยู่อย่างระแหง อยู่อย่างตัวใครตัวมัน อยู่อย่างไม่เกื้อกูลกันนั้น เอ้า ลองเดาดู ในใจลองคาดคะเนดูซิ ชาติไหนมันควรจะทำ ยุคไหนมันควรจะทำอย่างนี้ ยุคไหนมันก็ไม่สมควร นอกจาก มันทำไม่ได้ ใช่ไหม นอกจากมันทำไม่ได้ ยุคไหน มันก็ไม่สมควรนะที่จะไม่ทำ มันจึงต้องทำอย่างนี้ จะต้องเกื้อกูลกัน เอื้อเฟื้อกัน เพราะฉะนั้น เราจะเกิดมายุคไหนสมัยไหน สัจจะที่ว่ามันเป็นความดี มีความถูกต้องจริงๆ มันก็ไม่ค่อยเปลี่ยนแปลงหรอก ที่มันเปลี่ยนแปลง ก็เพราะความไม่ดี ไม่งาม ความไม่ค่อยชอบมาพากล กิเลสมันเก่ง มันก็เลยไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเกิดมา เรายังมีคุณธรรม เรายังมีภูมิธรรม เรายังมีความรู้ คุณจะเกิดมาในท่ามกลางกลียุค ซึ่งเป็นคนเห็นแก่ตัวกิเลสจัดจ้านอย่างไรๆ นะ คุณก็จะไม่เห็นว่า โอ้ มันแก้ไขไม่ได้ ปรับปรุงไม่ได้ ก็จริงอยู่ แต่ความดี มันก็คืออันเดียวกันนั่นแหละ เราก็ทำของเรา เราทำได้คนเดียว สองคน ห้าคน ก็ทำกันไป ทุกวันนี้นี่ ได้ขนาดนี้ ดีแค่นี้ อย่านึกว่าดีใจว่าจะชมมากว่านี้นะ ได้ขนาดนี้ ดีแค่นี้นะ ก็ยังยาก แต่ยากก็ต้องทำ มันต้องทำให้ดียิ่งขึ้น ดีกว่านี้ ดีมากกว่านี้ ให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะพากเพียร เกิดมามีชีวิตไม่ต้องไปมีอะไรหรอก มันพากเพียรให้ดีเท่านั้นแหละคนเรา แล้วก็ เมื่อมีมิตรดี สหายดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี อย่างนี้มันหาง่ายที่ไหน แหม พูดแล้วไม่อยากจะคุย จริงๆ นะ สังคมกลุ่มที่ม้นจะเป็นอย่างนี้ สังคมกลุ่มที่มันจะได้ขนาดนี้อย่างนี้ นี่มันไม่ใช่หาได้ง่ายๆ ยิ่งยุคกาลทุกวันนี้ มันแย่จริงๆ มันแย่
สิ่งที่ควรทำให้ “มี” พากเพียรสั่งสมให้มาก ให้แน่น ให้ยืนนาน : เราจะต้องพยายามให้เนียนยิ่งขึ้น ให้เจริญยิ่งขึ้น อย่าดูดาย ถ้าเราได้สั่งสม ได้อบรม ประพฤติให้มันดียิ่งขึ้นนี่ มันเป็นพลวปัจจัย เป็นวิบาก เป็นกัมมทายาโท เป็นมรดกของแต่ละคนๆๆ เป็นของตนๆ ไม่มีใครปล้นจี้เอาได้ ถ้าคุณไม่ทำก็ไม่ได้นะ คุณจะผลัดไปวันนี้ จนกระทั่งผลัดไป ชาตินี้ชาติหน้า มันก็ไม่ได้อยู่ทั้งชาติน่ะ ชาติหน้ามันก็ยังไม่ได้ ผัดไปมันยังไม่ได้ ขนาดได้บ้างแล้วนี่ มันยังกร่อนน่ะ ฟังคำว่ากร่อนเลย เพราะว่ากาละก็ดี อะไรก็ดี สัญญาก็ดี มันประกอบกัน สัญญาคือความจำ มันเป็นเจตสิกหนึ่งของสิ่งที่เป็นองค์ประกอบของจิตวิญญาณ มันมีสัญญา มันมีพวกนี้นี่สั่งสม มีสัญญา นี่แหละเป็นตัวสั่งสม เป็นตัวความจำ เป็นตัวกำหนดรู้ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า สัญญาเที่ยงหรือเปล่า ตอบ ไม่เที่ยง สัญญาก็ไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น มันจะมีความเสื่อม มันจะมีความกร่อนอยู่ในตัวของมันเหมือนกัน ที่มันติดตัวเราไปนี่ มันติดตัวไปด้วยสัญญา มันจำ เป็นความจำ เป็นความสั่งสม เป็นความวิจิตรของจิต ถึงแม้กระนั้น มันก็ไม่เที่ยง สัญญาก็ไม่เที่ยง มันได้สัญญานี่ จำ หรือว่าผนึก หรือว่าสั่งสม สั่งสมเป็นพลวปัจจัยได้แน่น ได้แข็งแรงขนาดนั้น จริงๆ แล้ว มันต้องมีเสื่อมอยู่ในตัวของมันบ้าง เพราะฉะนั้น ทำให้มันแม่น ทำให้มันมั่นคง ให้มั่นคงยิ่งขึ้นๆๆ มันไม่เที่ยงแท้ เราถึงต้องขวนขวาย ถึงต้องอุตสาหะ วิริยะอยู่เรื่อย ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ มันมั่นคงก็เพราะเราสั่งสมมันมาก ไม่ได้หมายความว่า มันจะเป็นเอง มันไม่งอกเองนะ มีแต่มันจะเสื่อมนะ เพราะฉะนั้น สั่งสมคุณค่า ความอดทน สั่งสมความเมตตา สั่งสมคุณค่า ความเฉลียวฉลาด อะไรก็แล้วแต่เถอะ ความสามารถในด้านนั้นด้านนี้ สั่งสมลงไปนั่นแหละ สั่งสมไว้มากๆๆๆๆ มันจึงอยู่ได้คงทน หรือว่าได้นาน ได้แข็งแรงนาน เพราะการสั่งสม มันจึงต้องทำอยู่ตลอดเวลา ในสิ่งที่เราต้องเข้าใจว่านั่นคือความมี
สิ่งที่ต้องทำให้ “ไม่มี” พากเพียรล้างออกให้สะอาดบริสุทธิ์ : เอา ทีนี้ กลับกัน ในความไม่มี นี่ เราปรารถนาให้อะไรไม่มี กิเลส ปรารถให้กิเลสไม่มี ขนาดกิเลสเราทำไปแล้วนี่ อาตมาจะพูดให้ฟังนี่ ถึงเรื่องของอจินไตยอย่างหนึ่งน่ะ อจินไตยอย่างหนึ่ง เราได้ยินมาว่าสิ่งที่ล้างสะอาดได้แล้วสุญญตาสนิทแล้ว เสร็จจบแล้ว มันก็ไม่มี ความไม่มี มันก็ไม่เที่ยง อาตมาจะพูดให้ฟังนี่มันเรื่องของพระโพธิสัตว์ เราก็ไม่มีแล้ว กลับมาเกิดใหม่ เอ๊ มันมีอีกแฮะ มันมีอีก เพราะโลกมันมอมเมาเรา โลกมันเอามาโป๊ะเราไว้ ก็ว่าเรามี มีไปตามโลก แต่มันก็สลัดออกได้ เพราะเราเคยทำมาแล้ว มันจะต้องถึงคราวที่เราจะร่อนไปได้เกลี้ยง เราเคยทำเกลี้ยงแล้ว มันได้ ถ้าได้ถึงรอบที่เราทำสะอาดได้ มันก็เป็นของจริง ทีนี้ ถ้ามันร่อนได้อย่างมันมีระดับอีกเหมือนกัน ร่อนได้ระดับที่เรียกว่า ร่อนได้อย่าง แหม ติดยาก มันก็อาบพอกได้หลวมๆ สลัดปรื๊ด ก็เกลี้ยง ร่อนอย่างชนิดเรียกว่า ยังมีเนื้อดูดนิดๆ ทีนี้ล่ะสลัดออกยากเลยทีนี้ นี่เหตุผลง่ายๆ เหตุผลจริงๆ คุณฟังเอาก็แล้วกัน เพราะฉะนั้น ถึงไม่ต้องไปคิดนึกอะไรเลย อย่าประมาท เอาให้มันได้เกลี้ยง ให้มันร่อน ให้มันหมดไป จนกระทั่งมันมาแตะปั๊บนี้กระเด็นเองเลย ให้มันถึงอย่างนั้นเลย เพราะทุกอย่าง มันเกิดจากกรรม เกิดจากการสั่งสมทั้งนั้น แม้แต่เรื่องที่ไม่มี เพราะฉะนั้น ถ้าบอกว่ากิเลสเราไม่มี อย่าไปนึกว่าเราไม่มีแล้ว จบแล้ว อย่าไปเข้าใจตื้นๆ ว่านี่หมดแล้ว ถอนอาสวะสิ้นแล้ว หมดแล้ว เกลี้ยงแล้ว ไม่ต้องทำอีกแล้ว จริง ไม่ต้องทำอีก แต่รอบที่ม้นจะแน่นๆๆๆๆ จริงๆนั้น ไม่ใช่เรื่องภาษาพูด เพราะผู้นั้น รู้จริง แล้วก็ไม่ทำ ไม่รับเอง ไม่รับจริงๆ แล้วก็พยายามทั้งรู้ ทั้งทำเจโต ทำจิตให้เกลี้ยงอยู่เรื่อยๆๆๆๆๆ สะอาดอยู่เรื่อย ไม่ใช่ไปประมาท ไม่เป็นไรหรอกเราร่อนได้แล้ว ดูดๆๆๆๆ ประเดี๋ยวมันก็กลัย มันเวียนวน มันเวียนวน ถ้าคุณเข้าใจอันนี้แล้ว คุณจะไม่สงสัยว่า เอ๊ ทำไม ก็ว่าหมดแล้ว ทำไมกลับมามีเหมือนกับมีอีกล่ะ มันมีอีกได้ แต่จะมีอีกในระยะที่เรียกว่า มันแบบหลวมๆ แบบง่ายๆ แบบที่เรียกว่า มันก็ถูกหลอกๆ มันเล่นๆ ไปชั่วคราวอะไรก็ได้ มันเป็นโลกๆ โลกีย์หลวมๆ มันไม่ใช่แก่นแท้ แล้วถ้าผู้ที่ได้แล้ว แม้ล้างออก ละออกแล้ว ละก็ได้ ผู้นั้นทำได้แล้ว มีพลวปัจจัยจริงๆ ก็ทำได้ แต่ร่อนอย่างสะอาดบริสุทธิ์อย่างวิเศษขนาดไหนล่ะ ถ้าวิเศษมากก็สลัดง่าย ถ้าไม่วิเศษมากก็หนักของคุณอยู่นั่นแหละ เพราะฉะนั้น อย่าประมาทเลย ถ้าเผื่อว่าเราเห็นว่า สิ่งที่จะไม่ให้มี ก็ต้องไม่ให้มีไปเรื่อยๆ บำเพ็ญไป ทุกระยะไป อย่าไปเที่ยวได้ชะลอ อย่าไปเที่ยวได้ประมาท อย่าไปชะลอ อย่าไปประมาทเป็นอันขาด ด้านสิ่งใดควรจะสะสมให้มี ความขยัน หมั่นเพียร ความเมตตาเกื้อกูล ความเอื้อเฟื้อ ความอดทนอะไรต่างๆ นานาพวกนี้ ในด้านที่จะต้องอาศัยมันน่ะ สิ่งที่จะมี คุณก็ต้องสั่งสมไปทั้งนั้น หลักสูตรการบรรลุธรรมของพระพุทธเจ้า : ถ้าไปเ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive