330415 ท่านโพธิรักษ์ตอบคำซักถามของ อุปทูตจากอิหร่าน ณ พุทธสถานปฐมอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
330415 ท่านโพธิรักษ์ตอบคำซักถามของอุปทูตจากอิหร่าน ณ ปฐมอโศก
พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ตอบคำซักถามของอุปทูตจากอิหร่าน เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2533 ณ พุทธสถานปฐมอโศก
ถาม : คือว่า ก่อนที่ท่านจะกล่าวอะไร ก่อนอื่นเลยนะฮะ ขอขอบคุณที่ว่าพ่อท่านได้ให้โอกาสเข้ามาพูดคุย หรือว่าสัมภาษณ์เกี่ยวกับเรื่องต่างๆที่อยากจะ..ต้องการที่จะทราบ เรื่องศาสนาพุทธโดยเฉพาะนิกายสันติอโศก เพราะในปัจจุบันนี้ ท่านเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่มหาวิทยาลัยในประเทศอิหร่านฮะ และศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของศาสนา แล้วก็นิกายต่างๆ ดังนั้นเมื่อศึกษาเกี่ยวกับทางทวีปเอเซียนี่ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องของศาสนาพุทธ เมื่อมีข่าวคราวเกี่ยวกับรื่องสันติอโศกขึ้นมาในเมืองไทย ก็เลยต้องการที่จะศึกษา แล้วก็หา ความเข้าใจให้มากขึ้น แล้วก็ขอขอบคุณ แล้วก็มีความดีใจมากที่ได้มา ณ ที่นี้ ตอบ : ที่จริงอาตมารู้สึกเป็นเกียรติด้วยซ้ำที่ท่านอุปทูตมาเยี่ยมเยียน แหม! ไอ้เราก็แค่นี้เอง ที่จริงของเรานี่ไม่ใช่นิกายนะ เราเป็นพุทธ เรื่องนิกายนี่เราถือ เพราะว่าถ้าแยกนิกายนี่มันบาป เพราะฉะนั้นเราพยายามที่สุดที่จะไม่แยกนิกาย เราจะประสานกันเสมอ แต่คนเข้าใจเรายังไม่ได้เท่านั้นเอง ในศาสนาพุทธนี่มีอยู่คำคำหนึ่งเรียกว่า นานาสังวาส ซึ่งหมายความว่า เรามีความเห็นต่างกัน มีการปฏิบัติและมีความเข้าใจในคำสอนต่างกัน เพราะฉะนั้นเมื่อมีความประพฤติอยู่ก็ต่างกัน มีความเข้าใจคำสอนก็ต่างกันอะไรอยู่บ้าง อย่างนี้ เราก็ต่างคนต่างพิสูจน์ก็แล้วกัน พระพุทธเจ้าท่านให้เรียกว่านานาสังวาส ให้ต่างคนต่างพิสูจน์ อย่ามาทะเลาะกัน อย่ามาตัดสินกัน ต่างคนต่างทำ ต่างพิสูจน์ แล้วความจริงมันจะปรากฏในอนาคตเอง แต่นี่เขาไม่ทำตามบทนานาสังวาสกัน เขาถือว่าเขาถูก แล้วเขาก็จะ.. เรามันพวกน้อย แล้วเขาก็
อ่านต่อ
จะจัดการกะเรา เราผู้น้อย เราก็ต้องยอม เราก็ทำยังงั้น เขาจะจับขึ้นศาลขึ้นอะไร เราก็ต้องยอมเขาทั้งนั้น ถาม : พ่อท่านมีความคิดเห็นอย่างไร เกี่ยวกับรากฐานทั้ง 5 ของศาสนาพุทธที่มีอยู่ ตอบ : รากฐานอะไรนะ ถาม : ทั้ง 5 แบบว่า ห้ามฆ่าสัตว์ ศีล 5 ครับ ตอบ : อ๋อ! ก็เป็นรากฐานของการปฏิบัติของมนุษยชาติ ถาม : คือว่า จากที่ได้ทราบมานะครับ คือในศาสนาพุทธนี่ บรรดาพระ สงฆ์ต่างๆนี่จะพยายามออกจากสังคม คือไปอยู่อย่างโดดเดี่ยว ใช่ไหมฮะ อยู่ในลักษณะอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อมีเรื่องของการแต่งงานเข้ามา การแต่งงานที่มีอยู่ คือการสร้างระบบของสังคมที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ในศาสนาพุทธที่ว่าห้ามไม่ให้มีการแต่งงาน แต่ในทัศนะของท่านนี่ ได้ทราบมาว่า อนุญาตให้มีการแต่งงานได้ไหมฮะ ตอบ : การแต่งงานได้ คนที่ถือศีล 5 นี่แต่งงานได้ ถือศีลสูงขึ้นไปเป็นศีล 8 ศีล 10 ก็ไม่แต่งงาน มันมีขั้นตอน ระดับคนที่จะต้องยังมีกิเลส ยังมีเรื่องของโลกๆอยู่พอสมควร พื้นฐานก็แต่งงานได้ ถาม : คือระดับพื้นฐาน คือระดับธรรมดานี่ได้ ตอบ : ถ้าสูงขึ้นไปก็ไม่ได้ ถาม : ความหมาย หรือว่าความเข้าใจเกี่ยวกับสันติอโศกนั้นคืออะไร ตอบ : สันติอโศก คือผู้ที่มีสันติ peace ไม่โศกเศร้า เป็นผู้เบิกบาน ร่าเริง ไม่มีความทุกข์ สันตินี่ peace อโศกคือไม่มีทุกข์ ถาม : คำนี้ได้มาจากศาสนาพุทธหรือฮะ ตอบ : ใช่ ศาสนาพุทธ ถาม : อะไรที่ว่าเป็นสื่อ ที่นำให้ท่านออกมา ในความคิดลักษณะอย่างนี้ ที่ว่ามีอยู่ในศาสนาพุทธ จุดที่ทำให้ท่านมา ตอบ : แหม! พูดยากนะ ต้องพูดเป็นเรื่องที่จะต้อง.. ก็แล้วแต่ ศาสนา อื่นจะเชื่อ ไม่เชื่อ ก็แล้วแต่นะ คืออาตมานี่ มันมีมาแต่ชาติแต่ปางก่อน มันมีมา เอง เมื่อมาถึงชาตินี้อาตมาก็จะต้องเอาสิ่งที่มีนี่มาทำต่อ ถาม : เป็นสิ่งที่ว่า พ่อท่านมีความรู้สึกมาตั้งแต่ชาติปางก่อนใช่ไหมฮะ ตอบ : ใช่ ถ้าเผื่อว่า จะพูดเหมือนอย่างศาสนาอื่น ก็เหมือนกับอาตมา เป็นผู้ที่มาสืบทอด เป็นผู้ที่ถ้าพูดอย่างศาสนาอื่นก็เหมือนพระเจ้าส่งมา เหมือนผู้ที่พระเจ้าส่งมา แต่ว่าอาตมาจะพูดอย่างนั้นมันจะไม่ค่อยดี คนอื่นจะหาว่า มามองว่าอาตมายกตัวยกตน หรือว่าอวดอ้าง อะไรต่ออะไรนี่ มันไม่ค่อยดี ถาม : ที่พ่อท่านได้เขียนหนังสือออกมาเล่มนึง ใช่ไหมครับ เกี่ยวกับพ่อ ท่าน ตอบ : เคยเขียนมาหลายเล่ม ถาม : มีอยู่เล่มนึงที่เขียนเกี่ยวกับประวัติ เกี่ยวกับท่านเอง ใช่ไหมฮะ ตอบ : อาตมาไม่ได้เขียน อันนั้นคนอื่นเขาเขียน คนอื่นเขารวบรวม ถาม : ที่เขียนเกี่ยวกับชีวประวัติของท่าน ใช่มั้ยครับ ตอบ : ใช่ ชีวประวัติของอาตมา นั่นคนอื่นเขารวบรวม คนอื่นเขาเขียน คนอื่นเขารวบรวมขึ้นมาจากของจริง จากหลักฐาน จากที่อาตมาพูดเอง จากอะไร ต่ออะไร เขารวบรวมขึ้นมาแล้วก็เป็นเล่ม ไม่ใช่อาตมาเขียนเอง ถาม : มีอยู่ช่วงนึงที่เขียนว่า ที่ท่านมาในที่นี้ ก็คือว่า ต้องการที่จะทำให้ ศาสนาพุทธรุ่งเรืองขึ้นมาอีก ใช่ไหมฮะ เป็นลักษณะอย่างนั้น ท่านบอกว่ามีเหตุผล อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ที่จะทำให้รุ่งเรืองขึ้นมา ตอบ : เราก็ทำเนื้อจริงของความจริงของศาสนาขึ้นมา มันก็รุ่งเรืองของมันเอง เราทำความจริงนี้ขึ้นมาจริงๆก็แล้วกัน คนอย่างศาสนาพุทธนี่ เน้นไม่ให้ทำชั่ว หรือว่าให้ทำ ให้ละกิเลสน่ะ ศาสนาพุทธให้ละกิเลส เป็นหลักการเลย ไม่ใช่ว่าไปดีอย่างโลกๆ คิดง่ายๆนะ ไปร่ำรวย มีเงินมีทอง อยู่เย็นเป็นสุข อะไรอย่างนั้น ไม่ใช่ ให้ลดกิเลส ให้มักน้อย ให้สันโดษ ให้เป็นคนที่หัดเสียสละ เมื่อคนเสียสละ มันก็ต้องไม่ร่ำรวยแน่นอน คนที่เสียสละมันก็ต้องให้คนอื่น เมื่อให้คนอื่นจะเอาที่ตัวเองมาร่ำรวยไม่ได้หรอก นี่เป็นความจริงแท้ๆเลย ขยันหมั่นเพียร สร้างสรร ไม่กอบไม่โกย ไม่หาวิธีการที่จะเอาเปรียบเอารัด แล้วมันจะร่ำรวยไม่ได้เลย มีแต่ทำแล้วก็เสียสละ สร้างสรรเพื่อผู้อื่น ให้ขยันมากๆๆ อันนั้นเป็นบุญที่แท้จริง เป็นกุศลที่เราได้ทาน ได้ให้ ได้บริจาค มันไม่ขัดความจริงอะไรเลย เมื่อใครเชื่อความจริงอันนี้ ก็มาทำกัน อย่างที่เราทำนี่ ทุกคนก็มาทำ นี่ๆมาทำ ฝึกไป ตั้งแต่เด็กๆเล็กๆ ก็ฝึกไป เพื่อที่จะเสียสละ เพื่อที่จะไม่โลภ ไม่โกรธจริงๆ ถาม : จากคำตอบที่พ่อท่านได้ให้มานะครับ ท่านว่าท่านมีความรู้สึกว่า ในปัจจุบันนี้เห็นได้ว่า ศาสนาพุทธนั้นอาจจะมีการคือจากศาสนารากเดิมของพุทธ นี่ อาจจะถูกแบบว่า ถูกเปลี่ยนแปลงไปบ้างอย่างนี้ ใช่ไหมฮะ ลักษณะนั้น ตอบ : ใช่ มันปฏิรูปมา ถาม : คือจากจุดไหนที่ถูกเปลี่ยนแปลงออกมา ถูกปฏิรูปมา ตอบ : หลายอย่างเลย มันมาเป็นการไม่เห็นแก่.. ไม่เสียสละความเห็นแก่ตัวจริง มันไม่ลดความโลภ โกรธ หลงจริง มันมาสะสมเป็นโลกๆ เราแบ่งแยกเป็นสองอย่าง ศาสนาพุทธนี่แบ่งแยกเป็น โลกธรรมดานี่ เขาก็ใฝ่หาลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข แต่ศาสนาพุทธนี่เห็นว่า สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่พาทุกข์ แล้วเป็นสิ่งที่หลงกัน เพราะฉะนั้นเราจะมาพิสูจน์ ลดที่เราหลงว่าโลกียสุขนี่ หลงว่าสุขนี่ มันไม่จริง มันถูกหลอก แล้วเราก็มาลดนี่ ลดนี่ได้ เราถึงจะไม่ต้องไปโลภในลาภ ยศ สรรเสริญ ไม่ต้อง แต่เราก็ขยันหมั่นเพียร สร้างสรร ถาม : แต่ที่ถูกแย้งออกไป ถูกเปลี่ยนปฏิรูปออกไปนี่ เป็นลักษณะยังไงฮะ ตอบ : ก็ไปหลงลาภ ยศ สรรเสริญอย่างเก่าไง ถาม : ถือว่าถูกต้องอันนี้ ตอบ : ไม่ถูกซิ เขาก็คิดว่าไม่ถูกต้อง แต่ว่าเขากลบเกลื่อน แฝง ซ้อนอยู่ ซับซ้อนอย่างที่เราเห็นอยู่นี่แหละ บอกว่าไม่เอาๆ แต่เอา ไม่มี แต่มี นี่เขาก็เป็นอยู่นี่ จะให้ว่าไงล่ะ (หัวเราะ) ใช่มั้ย คุณก็เข้าใจน่ะล่ะ อธิบายให้ฟัง ให้เขาเข้าใจดีๆ ถาม : คือว่า ที่ถูกปฏิรูปไป คือว่าคำสอนที่พระพุทธเจ้าให้มานะฮะ ถูกบิด เบือนใช่ไหมฮะ ในลักษณะนั้น ตอบ : ใช่ ถาม : คือความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทางด้านความคิดของพ่อท่าน กับพระโดยทั่วไปที่มีอยู่ใช่ไหมฮะ ก็คือว่า คือท่านคิดว่า พวกเขาเหล่านั้นพยายามที่จะ คือยังหลงอยู่กับโลกนี้ ใช่ไหมฮะ ตอบ : ใช่ ถาม : ยังหลงอยู่กับโลกนี้ โดยที่ว่ายังตัดไม่ขาดต่อพวกกิเลส หรืออะไร พวกนี้ โดยที่พ่อท่านต้องการที่จะออกมาจากสิ่งนั้นเลย จากลาภ ยศ สรรเสริญ อะไรต่างๆที่มีอยู่ ตอบ : ใช่ๆ ถาม : คือในอนาคตข้างหน้านี้ ในความคิดของท่านนะฮะ ในอนาคต ข้างหน้าก็จะเห็นว่าเทคโนโลยีนี่เจริญก้าวหน้าไปเรื่อยๆ ใช่ไหมฮะ ท่านมีความคิดเห็นยังไงว่า ในอนาคตข้างหน้า ประชาชนที่มีอยู่ทั่วไป คนเราทั่วไปนี่ จะเข้ามาสู่ศาสนามากกว่า หรือจะลดน้อยไปกว่าเดิม ตอบ : ถ้าไปหลงเทคโนโลยีก็ไม่เข้ามาหาศาสนามาก เพราะเทคโนโลยีทำให้คนขี้เกียจ ทำให้คนเอาเปรียบ ทำให้คนไม่มีฝีมือ แต่เราก็พึ่งเทคโนโลยีบางส่วนที่พอเหมาะพอสม ถาม : เมื่อเป็นในลักษณะนี้ที่ว่า เทคโนโลยีเจริญก้าวหน้าไป แล้วประชา ชนจะเข้าไปสู่เทคโนโลยีอย่างมาก ให้ความสนใจต่อศาสนาน้อยลง ท่านมีความ คิดอย่างไรที่จะปรับปรุง หรือแก้ไขยังไง ตอบ : อ๋อ! เราพยายามที่จะเน้นธรรมชาติ แล้วก็ให้คนนี่มีฝีมือ อยู่กับธรรมชาติ เข้าใจธรรมชาติ แล้วไม่ต้องไปหลงสภาพเครื่องทุ่นแรง ที่จะต้องขี้เกียจ แล้วก็สมรรถภาพลดน้อยลง เครื่องมือเก่ง แต่คนไร้สมรรถภาพลง เราพยายามที่จะไม่ให้ไปหลง แล้วมาพึ่งตนเอง ทำเองให้ได้ ถ้าเมื่อมันไม่พอเพียงจริงๆ ต้องอาศัยเครื่องมือทุ่นแรง เครื่องเทคนิคบ้าง เราถึงจะค่อยรับ ถาม : คือวิธีแก้ไขก็คือว่า ให้กลับไปสู่สภาพเดิมที่ว่ามนุษย์เคยมีอยู่ คือไม่สนับสนุนในด้านการเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี โดยที่ว่า เราจะกลับไปสู่สภาพเดิมของมนุษย์ในอดีต ในลักษณะนั้น ตอบ : เพราะในอดีตนั้นอุดมสมบูรณ์ เทคโนโลยีนี่มาผลาญวัตถุดิบ หรือธรรมชาติเดิมของมัน เสียโครงสร้างของธรรมชาติลงไปหมดแล้ว คนถึงต้องหนัก เพราะคนต้องสร้างธรรมชาติเอง แทนที่จะให้ธรรมชาติมันสร้างธรรมชาติของมัน ถาม : คือได้ข่าวว่าเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นมาในปัจจุบันที่ก้าวหน้า ก็คือ เพื่อให้ความสะดวกสบายแก่มนุษยชาตินะฮะ ท่านคิดว่าประชาชาติ หรือมนุษยชาตินี่ พร้อมหรือที่จะย้อนกลับไปสู่อดีตกาลเหมือนเดิมที่ว่าจะทิ้งความสบายอย่างนั้นไป ตอบ : พร้อม ใครไม่พร้อม เขาก็ไม่มา ใครพร้อมก็มา และแน่นอนคนที่ ชอบที่จะมักง่าย เอาสบายๆอย่างนั้นมีมาก ก็ไป ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ถ้าใครที่จะเห็นอย่างนี้ก็มา เพราะว่าเราเชื่อว่า การเข้ามาอย่างนี้เป็นการที่จะมาช่วยตัวเอง มาขยัน สร้างสรร แล้วเราก็ไม่ผลาญพร่า เราไม่กินมาก ไม่ใช้มาก เราขยันมาก แล้วก็ขยันพอกิน ธรรมชาติจะช่วยเรา แล้วก็จะเป็นธรรมชาติที่ไม่มีมลพิษ ไม่มีธาตุพิษ เดี๋ยวนี้ต้องไปเร่งทุกอย่าง ใส่ยา ใส่สารอะไรต่ออะไร ต้องเร่ง ต้องอะไร ต้องฟ่ามไปหมดแล้ว เราจะไม่ให้มันเป็นอย่างงั้น เราจะให้มันเป็นธรรมชาติที่สมดุล แล้วก็ดี ได้เนื้อหาที่ดี แล้วเราจะอยู่กันอย่างนี้ แล้วเราจะกินน้อยใช้น้อย แล้วจะพอ แล้วเราจะเผื่อเขาได้ด้วย ถาม : คือในปัจจุบันนี้ บรรดาสาวกที่อยู่ในแนวทางของสันติอโศกนะฮะ คือมีประมาณสักเท่าไหร่ แล้วก็ส่วนมากจะเป็นประชาชนในพวกไหนฮะ ตอบ : เราไม่เคยนับจำนวน แล้วเราก็ไม่เคยปรารถนา โดยเฉพาะอาตมาไม่เคยคิดว่าเราจะได้เท่าไหร่ จะได้มากหรือน้อย ไม่มีปัญหา เราทำสิ่งที่คิดว่าดีที่สุด ถูกที่สุด แล้วก็จบ ได้เท่าไหร่ก็ตาม ถาม : คือในปัจจุบัน ที่ว่าทำการเผยแผ่อยู่นะครับ เพียงแค่อยู่ในสถานที่นี้ หรือว่าไปทั้งทั่วประเทศเลย ตอบ : ก็เด็กที่มานี่ทั่วประเทศ แม้แต่เด็กที่มานี่ก็ทั่วประเทศ ถาม : ท่านต่อต้านการมีพระพุทธรูปเหรอฮะ ที่มีอยู่ ตอบ : ไม่ได้ต่อต้าน แต่เราไม่ส่งเสริม มันมากเกินไปแล้ว no demand แล้ว ไม่ต้อง supply (หัวเราะ) ถาม : สาเหตุอะไรฮะ ตอบ : มันมากไปแล้ว แล้วมันก็พาออกนอกทางไปเป็นไสยศาสตร์กันมากแล้วด้วย ถาม : ที่ท่านขัดแย้งก็คือว่า การมีอยู่อย่างมากไป แล้วนำไปสู่ผิดหนทาง ใช่ไหมฮะ ไม่ได้เกี่ยวกับการมีของพระพุทธรูป การมีพระพุทธรูปนี่ก็ยังส่งเสริมอยู่ ใช่ไหมครับ ตอบ : ไม่ใช่ส่งเสริมการมีพระพุทธรูปอะไรมากมาย แต่เราก็ไม่ได้ไปลบ หลู่ เราไม่ได้ไปรังเกียจอะไรเท่านั้นเอง ถาม : แล้วศรัทธาไหมฮะ อันนี้ ตอบ : ก็เป็นรูปเคารพ เป็นรูปแทน เราก็เข้าใจ เหมือนกับพ่อแม่เราตายไปแล้ว เรามีรูปพ่อรูปแม่ ก็เห็นว่ารูปพ่อรูปแม่ เราก็เข้าใจ ถาม : คือว่า แล้วทำการกราบไหมฮะ ต่อพระพุทธรูปนี่ ตอบ : กราบก็ได้ กราบก็ได้ ไม่ได้รังเกียจอะไร เหมือนเรากราบรูปพ่อรูปแม่ เราก็กราบได้ ถาม : พิธีกรรมต่างๆที่มีอยู่ในศาสนาพุทธ ที่ทำกันในโบสถ์ อย่างเช่นวัน วิสาขบูชา หรือวันอะไรที่ทำกันนี่ ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ตอบ : หลายอย่างที่เราไม่ทำตามที่เขาทำกัน ถาม : แล้วท่านมีความคิดเห็นอย่างไรฮะที่ว่า ในบางสิ่ง ตอบ : ก็เป็นวันสำคัญ วันวิสาขะ วันมาฆะ เป็นวันสำคัญทางศาสนา เราก็เอาเหตุปัจจัยเรื่องเหล่านั้นมาทำประโยชน์ ให้มาชุมนุมกัน มาได้เกิดอะไรที่จะเกิดการพัฒนาคนให้ดีขึ้น เราก็อาศัยกาละ อาศัยเหตุการณ์นั้นมาประกอบพิธี ที่มันจะส่งเสริมให้ ไม่ใช่ให้มางมงาย ถาม : อยากจะทราบชีวประวัติย่อๆของท่าน ตอบ : ก็อ่านในหนังสือประวัติของอาตมาไง ก็ประวัติอาตมาไม่ผิดหรอก อันนั้นก็ไม่ผิด แต่ว่าอาตมาไม่ได้เขียนเอง เท่านั้นเอง หนังสือประวัตินั้นไม่ผิด แต่ว่าอาตมาไม่ได้เขียนเอง เท่านั้นเอง ไม่ผิด ประวัติ หนังสือประวัติเล่มนั้นน่ะ ถูกต้อง แต่ว่าอาตมาไม่ได้เขียนเอง เท่านั้นเอง ถาม : คือก่อนหน้านี้ พ่อท่านที่ว่า.. คือมีในหนังสือบอกว่า พ่อท่านนี่เคยมีทรัพย์สิน เงินทอง คืออยู่อย่างดีเลย อยู่ดีกินดี ในสมัยนั้น ตอบ : ก็อยู่ดี ก็มีฐานะ มีรายได้พอสมควร ถาม : อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้พ่อท่านย้อนกลับมาเข้าสู่ศาสนา เหมือนกับ ที่พระพุทธเจ้าทรง... ที่ว่าอยู่ เป็นถึงลูกของกษัตริย์ ใช่ไหมครับ ย้อนเข้ามาสู่... ตอบ : ก็คล้ายกัน ก็คล้ายกัน คืออาตมารู้สึกว่า มันรู้สึกเองว่า ทางด้านโน้นนี่มัน... คือมันมีจุดสำคัญอยู่อันนึงที่พาอาตมามาทางนี้ คือเรื่องของจิตวิญญาณ อาตมาไปเล่นไสยศาสตร์ ไปทำอะไรต่ออะไรแล้ว เสร็จแล้วมันก็ไม่รู้แจ้งในเรื่องจิตวิญญาณ อาตมาก็เลยหันเข้ามาหาศาสนา เพราะเราเป็นพุทธ อาตมาก็เลยคิดว่า เอ๊ะ! พุทธเป็นยังไง ก็มาศึกษาพุทธ พอมาศึกษาพุทธแล้ว อาตมาก็ลงมือปฏิบัติ ซึ่งอาตมาปฏิบัติไม่ยาก อย่างที่ อาตมาบอกแล้วว่า อาตมามันมีมาเก่ามาเดิม อาตมาปฏิบัติประเดี๋ยวเดียว ไม่นาน มันก็ได้บรรลุธรรม พูดกันง่ายๆให้ตรงๆเลยนะ ซึ่งเขาก็เห็นว่าอาตมาอวดอุตริฯอยู่เรื่อย ที่จะเอาตายอยู่เดี๋ยวนี้ พออาตมาบรรลุธรรมแล้ว อาตมาก็เห็นแจ้งว่า โอ๊! โลกมันก็เท่านั้นเอง ก็เหมือนพระพุทธเจ้าท่านวางมา อาตมาก็วางมาเหมือนกัน ถาม : คือช่วงที่ว่า ตอนก่อนท่านเคยเป็นโฆษกใช่ไหมฮะ แล้วก็มีฐานะอย่างดีในขณะนั้น เพื่อนๆของท่านก็มีอยู่มากมาย คือในช่วงหนึ่งที่ว่า ท่านได้ตัดสินใจ ได้บรรลุธรรม ที่ท่านได้กล่าวมา แล้วก็ท่านได้โกนผม ใช่ไหมฮะ ตอบ : โกนตั้งแต่ยังเป็นฆราวาส ถาม : โกนเสร็จ แล้วก็เดินด้วยเท้าเปล่านี่ ท่านมีความรู้สึกยังไงช่วงนั้น ช่วงแรกเลย ตอบ : ก็เราก็.. เห็นว่าอย่างงี้ เป็นการแสดงความจริงของเรา แสดงความ จริงว่าเราไม่ต้องมีอะไรมากมาย ไม่ต้องไปหรูหราฟู่ฟ่า ไม่ต้องไปสวยไปงาม ไม่ต้องอะไร เราก็พอแล้ว เราก็อยู่ได้ แล้วเราก็เป็นเพื่อนกับคนที่เขาจน คนยากคนจนเขาก็ไม่มีอะไรมากมาย เราก็เป็นเพื่อนคนจนจะดีกว่า ถ้าจะไปเป็นอย่างคนรวยๆ เพื่อจะไปข่มกันเบ่งกัน เราเห็นว่ามันไม่ถูก ถาม : ท่านมีทัศนะอย่างไรนะครับที่ว่า เกี่ยวกับที่ว่าท่านจะสามารถเข้าไปช่วยเหลือในสังคมนี้ได้ หรือว่าถ้าทำเข้าไปแล้ว เข้าไปถึงขนาดไหนแล้ว ที่ว่าจะเข้าไปช่วยเหลือในสังคม ตอบ : ในเรื่องช่วยเหลือสังคมนี่ ถ้าจะพูดเป็นภาษาแล้ว ก็เป็นความอวด ใหญ่นะ โดยแท้จริงแล้วละก็ เราทำสิ่งที่เราคิดว่าดี ผู้ใดเห็นว่าดีก็มาทำตาม เมื่อมาทำตามแล้วเขาก็ได้สิ่งดีนั้น แล้วเขาจะยืนยันสิ่งนั้นไปเรื่อยๆๆ มันก็เป็นความพอใจของเขา เป็นอิสรเสรีภาพของเขา เขาก็ทำตาม แล้วเขาก็ได้ไปๆๆเรื่อยๆ มันจะมากขึ้น แล้วกลายเป็นสังคม เราช่วยไม่ได้ (หัวเราะ) ถาม : คือมนุษย์ทุกคนนี่มีเป้าหมายใช่ไหมครับ เมื่อเรามีเป้าหมายหรือจุดมุ่งหมายนี่ เราต้องการให้ไปถึงต่อสิ่งนั้น ใช่ไหมครับ ดังนั้นเมื่อท่านมีความคิดขึ้นมาเกี่ยวกับเรื่องของสันติอโศกนี่ เพื่อที่จะให้ไปถึงยังเป้าหมายนี่ ท่านจะทำยังไง ตอบ : อาตมาก็ทำที่อาตมาทำอยู่นี่ เท่านั้นเอง มันจะได้หรือไม่ได้ มันก็.. อาตมาไม่มีปัญหาอะไร ถาม : แต่ในแท้ที่จริงแล้วท่านก็เป็นบุคคลที่สำคัญ แล้วก็ยิ่งใหญ่คนหนึ่งเหมือนกันสำหรับศาสนาพุทธ ตอบ : ไม่รู้ เขาจะให้ใหญ่ก็ใหญ่ เขาให้เล็กก็เล็ก อาตมาไม่มีปัญหา อาตมาไม่ได้ทำเพราะจะใหญ่เพราะจะเล็กนี่ ถาม : ใครก็ตามที่ว่า มีความคิดที่จะเคลื่อนไหว เกี่ยวกับการที่จะรับใช้ ศาสนานั้น ถือว่าเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่แล้ว ตอบ : ก็เราเห็นศาสนามันดีนี่ มันดีจริงๆนี่ เราก็ต้องทำสิ่งนี้ อาตมาไม่มีชีวิตอยู่กับอย่างอื่นนะ อาตมามีชีวิตอยู่กับศาสนาเท่านั้นน่ะ อาตมาเห็นว่าสิ่งนี้น่ะ มนุษย์ควรได้ ควรเป็น ดีที่สุดแล้ว มนุษย์ทุกคนควรได้ อาตมาก็บอกเขา เขาเชื่อเขาก็เอา เขาไม่เชื่อก็แล้วไป ถาม : ในตอนแรกเลยนะครับ พ่อท่านนี่มีความคิดอยู่คนเดียวใช่ไหมครับ ในตอนแรก ตอบ : ใช่ ถาม : สาเหตุอะไรที่ว่าทำให้ในปัจจุบันมีสาวกเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย ตอบ : ก็มีคนที่เขาคิดว่าเห็นว่านี่มันดี แล้วเขาก็หันมา เขาก็มา ทุกคนนี้ไม่ได้บังคับ แม้แต่เด็กๆที่มาทั่วประเทศนี่ ไม่เคยไปบังคับใคร ที่จริงเขาสมัครมามากกว่านี้นะ แต่เราบอก เราพอแล้ว เราไม่มี นี่ที่มานี่ เราทำใบสมัครประมาณ 300 กว่า บอกว่าเขาต้องการเท่านี้ เสร็จแล้วก็มาต่างหาก มาต่างหาก จนกระทั่งเอาไปซีร็อกซ์เอาเองเพิ่มเข้ามาอีกบ้าง เราบอกว่ามันไม่ไหว มันจะมากเกินไป เขาก็สมัครกันมาเอง เราไม่เคยไปบังคับใครเขา เขาเห็นดี พ่อแม่เขาเห็นดี ใครเห็นดีเขาก็มาเอา ถาม : สำหรับพ่อท่าน พ่อท่านคิดว่ายังไง อะไรเป็นสาเหตุที่แท้จริงเลย นี่ขอเน้นอีกครั้งนึง อะไรเป็นสาเหตุที่แท้จริงที่ว่า ทำให้ คือบรรดาสาวกต่างๆเชื่อฟัง แล้วก็ปฏิบัติตามพ่อท่าน ตอบ : ปัญญาของเขา ปัญญาของเขาเอง ของส่วนตัวของเขาเอง ถ้าเขาโง่ เขาก็โง่ตามอาตมา ถ้าเขาฉลาด เขาก็ฉลาดของเขา ถาม : เหตุผลที่สำคัญก็คือ สติปัญญาของคนเองใช่ไหมฮะ ที่ว่าสามารถ คิดได้ว่า อันไหนที่เป็นสัจธรรมอย่างแท้จริง ใช่ไหมครับ ตอบ : ถ้าเขาโง่ เขาก็โง่ของเขามาเอง ถ้าเขาฉลาด ก็ของเขามาเอง ปัญญาของเขาเป็นตัวตัดสิน เขามากันเองนี่ เราไม่ได้ไปบังคับเขา ถาม : ปัญญาใช่ไหมครับ ที่เป็นเครื่องตัดสินว่า อันไหนเป็นสัจธรรม หรืออันไหนไม่ใช่สัจธรรม แต่ก่อนที่ปัญญาจะตัดสินนี่ จะต้องมีสิ่งอื่นมาให้เห็นก่อน ที่สามารถจะตัดสินได้ว่า อันไหนคือสัจธรรม หรืออันไหนคืออธรรมในลักษณะที่ออกมา ใช่ไหมครับ ตอบ : แน่นอน ถาม : ดังนั้น สาเหตุอะไร ก่อนที่ว่าปัญญาของเขาจะตัดสินนี่ ที่เขามาสู่แนวความคิดเดียวกับท่านนี่ ใช่มั้ยครับ อะไรเป็นสาเหตุที่ว่า ดึงเขาเข้ามาสู่แนวความคิดเดียวกับท่าน อย่างเช่น การเบื่อหน่ายต่อสังคม หรืออะไรที่เป็นสาเหตุนี้ ตอบ : ก็พาเขาเลิกละออกมาไง อาตมาบอกแล้วว่า ไอ้เรื่องโลกียสุขน่ะมันไม่จริง ไอ้ที่ไปหลงว่ามันอร่อย ว่ามันสนุกน่ะ มันไม่จริง ให้มาพิสูจน์ ให้เลิกมาเสีย เลิกมาแล้วเราจะรู้สึกว่าเราเองนี่ดีกว่าเก่า เรามีคุณค่ามีประโยชน์กว่าเก่า แล้วเราไม่ไปงมงายกับอย่างโน้นๆ เลิกอบายมุข เลิกเล่นการพนัน เลิกกินเหล้าสูบบุหรี่ เล่นเฮฮา อะไรต่างๆนานา เที่ยวกลางคืน มหรสพเริงรมย์ หรือแม้แต่เรื่องผู้หญิงผู้ชายที่มากๆมายๆ สมสู่ ไม่ใช่เรื่องกำไรอะไรเลย เป็นเรื่องภาระ เป็นเรื่องวุ่นวาย เป็นเรื่องที่ไปหลงติดอยู่ ลดมา แล้วใครเขาเชื่อ เขาก็มาปฏิบัติพิสูจน์ พิสูจน์แล้ว เห็นด้วยความจริงแล้วนี่ มันลดแล้วนี่ มันเกิดสภาพที่เขาสบายกว่ามั้ย ดีกว่ามั้ย เขาต้องได้แล้ว ปัญญา หมายความว่าต้องเห็นการพิสูจน์แล้ว ปฏิบัติแล้ว ได้รับผลแล้ว การเห็นสิ่งที่พิสูจน์แล้ว ปฏิบัติแล้ว เรียกว่าปัญญา ไม่ใช่ไปนั่งคิดๆๆ แล้วก็เรียน แหม! ทำวิทยานิพนธ์ ปริญญาเอก แล้วก็เป็นความรู้ เป็นความคิด เป็นปัญญา ไม่ใช่ ถาม : คือโดยทั่วไป ประชาชนทั่วไปคิดว่า ท่านพยายามที่จะสร้างระบบ สังคมเล็กๆขึ้นมาก่อน โดยที่ว่าในปัจจุบันที่มีอยู่ในที่นี้นะครับ โดยที่ว่าคนที่มาอยู่นี่มีความเท่าเทียมกัน เป็นพี่น้องกัน โดยที่จะสร้างจากระบบสังคมเล็กๆขึ้นไปสู่ระบบสังคมใหญ่ อันนี้ถือว่าใช่ไหมฮะ ในความคิดของท่าน ตอบ : ถ้ามันจะเป็น มันก็เป็น ถ้ามันจะไม่เป็น มันก็ไม่เป็น ไม่รู้ ก็หลายๆคน จากคนนึงมาเป็น 2 คน 10 คน 20 คน 100 คน 1,000 คนขึ้นมา เราจะเรียกว่าสังคมมันก็คือสังคม แล้วมันจะใหญ่ขึ้นไปก็ใหญ่ ถ้ามันไม่ใหญ่ ก็ไม่ใหญ่ อาตมาไม่มีปัญหา ถาม : ในทัศนะของพระพุทธเจ้านะครับที่ว่าต้องการให้มนุษย์สร้างตัวของตัวเองขึ้นมาเอง ใช่ไหมฮะ โดยที่ว่าให้มีจิตใจที่บริสุทธิ์ ใช่ไหมครับ ตัดขาดต่อโลกทั้งหมดเลย ตอบ : ไม่ใช่ตัดขาด เรารู้จักโลก แล้วก็ไม่เป็นทาสโลก ไม่ใช่ตัดขาดนะ อันนี้แหละ เป็นความเข้าใจผิดของศาสนาเดี๋ยวนี้ ว่าเราจะต้องหนีไปอยู่ป่า อยู่เขา ปลีกออกไปตัวคนเดียว ไม่ใช่ ศาสนาพุทธไม่ได้สอนอย่างนั้น นี่แหละคือความเห็นที่ผิดกันกับอาตมา กับทางสังคมศาสนาพุทธหมู่ใหญ่ ถาม : คือว่า ลักษณะที่ว่า ในศาสนาพุทธที่มีอยู่โดยทั่วไป ที่บอกว่า คือพระ พระพุทธเจ้านี่พยายามที่จะสอนให้บุคคลต่างๆนี่ ใช่ไหมครับ คือมีจิตใจที่บริสุทธิ์ คือพยายามจะสร้างตัวเองให้มีความสูงส่งทางด้านจิตวิญญาณ ที่สร้างขึ้นมา ใช่ ไหมฮะ หลังจากนั้น ให้บุคคลนั้นไปเป็นตัวอย่างแก่ประชาชาติอื่นๆ ตอบ : ถ้าเมื่อจิตใจที่มันบริสุทธิ์จริงแล้วเราก็ไม่เป็นทาสของสังคม ไม่เป็นทาสของลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขแล้วจริง เราจะเห็นคนเหล่านั้นเขาเป็นทาส จะเห็นคนเหล่านั้นน่าสงสาร จะเห็นคนเหล่านั้นว่า เราจะต้องช่วยเขา ก็จะมาช่วยเขา จะเป็นตัวอย่าง ก็ใช่ จะมาช่วยเขา ก็ใช่ แล้วมันก็ต้องช่วยเขา เพราะว่าชีวิตของเรา เกิดมาก็ตายเท่านั้นเอง ถ้าไม่ช่วยเขา เราก็นั่งอยู่เฉยๆ จะไปทำอะไรล่ะ ก็ช่วยเขา บอกเขา เขาเห็นด้วยก็มาเอา เขาไม่เห็นด้วยก็แล้วไป เราไม่ได้ทำเพื่อเงินเพื่อทอง ไม่ได้ทำเพื่อลาภ เพื่อยศ เพื่อสรรเสริญอะไรนี่ เราทำเราก็เหนื่อย เราก็รู้ เหนื่อยเราก็พัก หายเหนื่อย เราก็ทำต่อ ก็เท่านั้นเอง จนกว่าจะตาย (หัวเราะนิดหน่อย) ถาม : ในศาสนาพุทธมีอยู่อย่างนึงใช่ไหมครับ ที่ว่ามีกฎอะไรนะฮะอยู่ 200 กว่าข้อ มีไหมฮะ ตอบ : ของพระ มีวินัย 227 ถาม : อันนี้สำหรับพระเฉยๆ ตอบ : สำหรับพระ เป็นวินัย หมายความว่า เหมือนกฎหมายของพระ ทำผิดก็มีกฎลงโทษ ถาม : อันนั้นมีเฉพาะของพระ ใช่ไหมฮะ ตอบ : เฉพาะของพระ ถาม : โดยทั่วไป ของศาสนาพุทธนี่ ประชาชนไม่จำเป็นต้องทำตาม ตอบ : ไม่ ถาม : ในความคิดของท่านนี่ ประชาชนต้องทำด้วยมั้ย ตอบ : มีศีลปฏิบัติเพื่อความดีงาม ไม่ได้บังคับ ถาม : แต่ว่าไม่ต้องทำตามทั้งหมดนี้ ตอบ : ไม่ต้อง ใครพอใจทำก็ทำ ไม่พอใจทำก็ไม่ต้องทำ อิสรเสรีภาพ ถาม : แต่สำหรับพวกบรรดาพระสงฆ์ ใช่ไหมครับ จำเป็นใช่ไหมฮะ ที่ต้อง ปฏิบัติทั้งหมดเลย ตอบ : แน่นอน เมื่อมาสมัครเข้าเป็นพระสงฆ์แล้ว จะต้องอยู่ในกฎระเบียบเหมือนกันทุกข้อ ถาม : โดยทั่วไปนะครับ บรรดาพวกที่ว่าขัดแย้งกับท่านมีอยู่เยอะ ใช่ไหมฮะ ของศาสนาพุทธนี่ พวกเขาก็.. คือกล่าวหา กล่าวหาท่านว่า ท่านนี่ออกมาจากแนวทางที่แท้จริงของศาสนาพุทธ ท่านมีคำตอบอะไร ที่จะให้กับพวกเหล่านั้นได้ ตอบ : ก็ทำจริงเท่านั้น อะไรที่อาตมาจริงใจ เห็นว่าสิ่งนี้ดีจริง อาตมาก็ทำสิ่งนี้ไปเท่านั้นเอง ใครเขาจะว่าไม่ เขาก็ไม่ต้องทำ ใครเขาว่าดี เขาก็มาทำ ก็จบ เขาหาว่าอาตมาหลอกลวงประชาชนด้วยซ้ำไป อาตมาก็บอกว่า ก็หลอกลวง ก็แล้วแต่เขาซิ ใครจะอยากถูกหลอกลวงก็มา ใครไม่อยากถูกหลอกลวง เขาก็อย่ามาซิ ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรนี่ ถาม : คือในปัจจุบันที่มีอยู่นะครับ คือว่าทั้งแนวความคิดของท่าน แล้วก็แนวความคิดของศาสนาพุทธโดยทั่วไปใช่ไหมครับที่มีอยู่ คือพวกเขาเหล่านั้นบอกว่า ท่านนี่ออกมาจากแนวทางที่แท้จริงของศาสนาพุทธ พวกเขามีเหตุผล ท่านก็เช่นเดียวกัน ท่านบอกว่าพวกเขาเหล่านั้นนี่ ไม่อยู่ในแนวทางที่แท้จริงของศาสนาพุทธ ดังนั้นเมื่อเป็นลักษณะเหตุนี้เกิดขึ้นมา ประชาชนที่มีอยู่ของ..คือประชาชนของพุทธศาสนาที่มีอยู่ พุทธศาสนิกชนที่มีอยู่นะฮะ ท่านไม่คิดว่า พวกเขาอาจจะมีความรู้สึกเบื่อหน่ายไหมครับ ต่อการที่ว่ามีการขัดแย้งกัน เกิดขึ้นระหว่างแนวความคิด
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive