360814 กุญแจไขสู่มรรคผลแท้ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2533
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์47 KB
วันที่แก้ไข12 กุมภาพันธ์ 2569

เนื้อหาในไฟล์

.lh15 .fo # (กุญแจไขสู่มรรคผลแท้/FILE:3462A.TAP) กุญแจไขสู่มรรคผลแท้

เมื่อวันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม 2536

โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์

ณ ปฐมอโศก

ฟังธรรมกันต่อ ธรรมะตอนนี้รู้สึกดีนะ แสดงธรรมตอนนี้เรียกว่าเจาะดี มันเจาะ มันอะไรเข้าไปดี ติดต่อกันมาหลายวันนี่ รู้สึกว่าธรรมะบรรยายแล้วมัน คลี่คลาย มันถูกสภาวะแล้วมันก็ตามอัตตามานะลงไปได้ดีมากทีเดียวนะ แล้วก็วิจัย วิเคราะห์ อาตมาวิจัยวิเคราะห์ถึงวิภวตัณหาลงไปได้ดีทีเดียวนะ อาตมาเห็นว่าจุดนี้ เป็นจุดที่มันยังคลายกันยังไม่ได้ และมันก็ทะลุกันยังไม่ได้กัน โดยเฉพาะชาวพุทธนี่ ซึ่งเป็นสิ่งวิเศษของศาสนาพุทธ วิภวตัณหาที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบแล้วก็ให้มาล้าง มาละตัณหากันนี่ มันเป็นการแก้สภาพของศาสนาที่เขาเคยมีไปเลยทีเดียว เหนือชั้นไปเลย เพราะว่าศาสนาๆทุกศาสนานี่ ส่วนใหญ่แล้วไม่รู้จักภวตัณหา ตัณหาที่มีอัตภาพ มีอัตตา มีปรมาตมัน เป็นภวตัณหา เป็นภวภพ และภวภพที่ว่านี่ เขาก็มองไปในแง่ที่ดี อยู่กับดีเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น ศาสนาอื่นๆ มีดีมีชั่ว และเขาก็อยู่ในดี ติดดีอยู่ ปรินิพพานไม่มี นิพพานไม่มี เพราะว่าติดอยู่ที่ดี เป็นภพ เป็นชาติ และเขาก็เลี้ยงภพเลี้ยงชาตินี่แหละไว้เพื่อที่จะให้คนมีประสิทธิภาพ เขามี ประสิทธิภาพจริงๆ ศาสนาอื่นเขามีประสิทธิภาพในการสร้างสรร ทำอะไรก็เพื่อ พระเจ้า ทำอะไรก็เพื่อสภาพที่ให้จิตได้เสวย จิตได้แฝงเสพ ทางด้านสายฤาษีก็ขี้เกียจไปเลยๆแต่ได้เสพ มันก็ดูไร้ประสิทธิภาพอย่าง ยิ่งกว่ามันสองโต่ง สายฤาษีนี่นะไร้ประสิทธิภาพยิ่งกว่า ไม่เอาอะไรทั้งนั้นแหละ วิภวตัณหานั่นของเขา เอาวิอย่างเดียวคือไม่อะไรทั้งสิ้นเลย เอาอย่างไม่มี เอา อย่างสุดโต่งเลย ก็คือไม่มี ไม่มีตัว ไม่มีตน ไม่มีโลภ ไม่มีอะไรทั้งนั้น

อ่านต่อ

ไปเลย เข้า ไปอยู่ในภพ ที่จริงก็ยิ่งมีตัวตนใหญ่ เป็นตัวตนที่ว่าเพื่อตัวตนนั่นแหละ เพื่อตัวเองคน เดียวๆใหญ่คับฟ้าเลย คนเดียวไม่เอาอะไรทั้งนั้น อัตตามันก็ใหญ่ เป็นภวตัณหา เขาไม่ได้ตีภวตัณหาแตก มันก็ลักษณะวิภวตัณหาในลักษณะของการปฏิเสธนั่นแหละ มันปฏิเสธเอามากๆมายๆเลย นี่สุดโต่งของศาสนาทางฤาษี พอนั่งสมาธิหลับตาเข้าไป หมดเลยนะ อะไรๆๆ ก็ไม่มี ไม่รับรู้อะไรนิดนั่นแหละก็บอกว่า วิเศษๆ ที่สุดนะ ไร้ความรู้ความรู้สึก อสัญญีสัตว์ เรียกว่าอสัญญี ไม่กำหนดรู้ ไม่มีสัญญา ไม่มีรับรู้ ไม่ มีๆจิตดับไม่มีจิตทำงานอะไร และก็ไม่มีอะไร ไม่รู้สึกอะไรทั้งสิ้น เหมือนกับไม่มี ตัวไม่มีตนไปเลย เป็นลักษณะที่ไม่มีตัวไม่มีตนอย่างนั้น ไม่หมดเลยนะ ก็เลยเข้า ไปสู่สภาพวิภวตัณหาในชนิดที่มันมี มันไม่มีตัวตนนะ แต่มันกลายเป็นตัวเสพ มันกลาย เป็นภวตัณหาอันยิ่งใหญ่ เป็นตัณหาที่ยิ่งใหญ่ ไม่มีประโยชน์คุณค่าอะไรเลยกับโลก ส่วนทางด้านอีกด้านสายที่มีพระเจ้า ที่มีคุณความดี ก็ให้ขยันหมั่นเพียร แล้วก็เสวยความดีงาม เสวยสิ่งที่ได้เสียสละเหมือนกัน ได้สร้างได้เสียสละ ได้ทำ คุณค่าประโยชน์ ช่วยเหลือมนุษยชาติอะไรต่ออะไรต่างๆนานาไป ก็กลายเป็น วิภวตัณหาที่ยังมีคุณค่า เป็นตัวขยันนะ เป็นตัวขยัน เป็นตัวที่ไม่เอาตัวตนเหมือนกัน ไม่นึกถึงตัวตน ให้นึกถึงแต่พระเจ้า นึกถึงแต่สิ่งสูงสุด เราได้เสียสละเราลดกิเลสๆ เราก็ได้ช่วยเหลือเฟือฟายมนุษยชาติ นี่ดีๆมาก แต่ก็ไม่ได้ละสภาพลที่เรียกว่าเป็น สิ่งที่ดี วิภวตัณหาที่เป็นสิ่งที่ดี เป็นความปรารถนาที่ดี ที่เราเรียกอยู่ที่อาตมาเรียกว่า ตัณหาอุดมการณ์ เป็นความมุ่งมาดปรารถนาดีที่จะสร้างๆๆ จนกระทั่งไม่รู้ และก็ ภาคภูมิในดี สร้างดีนี่แหละแล้วก็ภาคภูมิในดี เป็นสมบัติชนิดหนึ่ง เป็นภพชนิดหนึ่ง เป็นชาติชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นชาติที่ยิ่งใหญ่ เป็นชาติอันวิเศษ เป็นชาติที่เป็นสวรรค์ วิมานใหญ่ สร้างไว้ พวกนี้ก่อบุญได้เยอะ ก่อกุศลได้เยอะ สร้างกุศลได้มากมาย อาตมาก็ว่า ก็ยังมีประโยชน์ มันก็ยังดี แต่มันก็เป็นตัวใหญ่เหมือนกัน ตัวใหญ่ตรงที่ ว่ามันเป็นภพใหญ่ของผู้ที่ปรารถนาใหญ่ สร้างใหญ่ สร้างแล้วก็ติดยึดเป็นเราเป็นของ เรา จนกระทั่งเรานี่ใหญ่เท่าพระเจ้าๆ คิดดูซิ พระเจ้าใหญ่เท่าไหร่ในโลกนี้ พระเจ้านี่ ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นของพระเจ้าๆนี่ใหญ่ครอบจักรวาลเลยนะ และตัวเรา นี่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกับพระเจ้า ตัวเราเองจะต้องไปอยู่กับพระเจ้าได้กับ พระเจ้า ได้อะไรได้เหมือนกับพระเจ้าได้เราได้เหมือนพระเจ้า เราก็เป็นหนึ่ง อันเดียวกับพระเจ้า เราจึงใหญ่ ปรมาตมันจึงใหญ่ที่สุดเลย แล้วก็ไม่มีการปล่อย วาง ไม่มีการล้างภพ ล้างชาติ เพราะฉะนั้น พวกนี้ก็เป็นภวตัณหาอีกชนิดหนึ่ง เป็นภพเป็นชาติ ใหญ่ เหลือเกิน ใหญ่ชนิด ไม่มีตัวเราหรอก มีแต่พระเจ้า เรากลายเป็นพระเจ้า ก็ เป็นภพเป็นชาติของจิตวิญญาณชนิดหนึ่ง เป็นปรมาตมัน เป็นวิญญาณใหญ่ๆ ภาคภูมิฝังแน่น มีพลังสูงสร้างสรรได้มากได้จัดๆ จึงเป็นประโยชน์ คุณค่าอยู่ในโลก ศาสนา แบบนี้กว้าง อย่างศาสนาคริสต์ เป็นต้น หรือศาสนาพระเจ้าที่จะสร้าง แม้แต่ฮินดู ฮินดูก็เหมือนกัน เป็นศาสนาแห่งพระเจ้าใหญ่กว้าง ฮินดูเอง ก็มีลักษณะกึ่งๆ กลางๆ ระหว่างผู้ที่ติดยึดสร้างกับผู้ที่คิดอย่างประเภทนั่งสมาธิ เอาแต่ภพแต่ชาติ เอาแต่รูปฌาน อรูปฌานเยอะ สองอย่างนี้ มันก็เลยถ่วงกัน ก็ไม่กว้างเท่า ศาสนาคริสต์ ศาสนาคริสต์ไม่ค่อยนั่งหลับตา ไม่ค่อยนั่งสมาธิ เหมือนกับศาสนาฮินดู เพราะฉะนั้น ศาสนาคริสต์จึงมีแต่สร้าง จึงเป็นศาสนาที่ใหญ่ที่กว้างมากนะ เป็น ศาสนาที่เป็นประโยชน์เห็นชัดเจน คนรับได้ มีรูปแบบ มีตัวอย่าง มีอะไรต่ออะไร ได้มากมายก่ายกอง ละตัวตนได้นะ ละตัวตนไม่ใช่เพื่อเขานะ เพื่อพระเจ้า เพื่อ สิ่งอีกอันหนึ่ง ปั้นเป็นภพ ปั้นเป็นชาติ เป็นพระเจ้า แล้วเขาก็จะไปอยู่กับพระเจ้า นี่แหละ เป็นสวรรค์เป็นวิมานยิ่งประเสริฐสุด สูงสุด ซึ่งก็เป็นคุณงามความ ดีนะ เป็นกุศล เป็นภวตัณหา มันก็โต่งสองโต่ง ทีนี้ศาสนาพุทธนี่รู้ความโต่งสองโต่งนี่ ภวตัณหาสองอย่างนี้ อย่างหนึ่ง ภวตัณหาแบบประเภทดับดิ่งเขาไปหาอัตตาที่ไม่มีตัวตน ชนิดที่ไม่เหลืออะไรเลย เป็น สมาธิจัด นั่งหลับตาสมาธิฤาษี เราก็เข้าใจสภาพนั้น พระพุทธเจ้าไม่เอาเลยนะ อสัญญี อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ถ้าโต่งอย่างนี้แล้ว มันไม่เกิดคุณค่าอะไรเลย เสียไปมันไม่ เกิดแม้แต่บุญ ลักษณะของศาสนาของทางด้านฤาษีที่หลับตาเอาสมาธินี่ ไม่มีแม้แต่บุญ ส่วนทางด้านที่เป็นอัตภาพ วิภวตัณหาอุดมการณ์ และอุดมการณ์ที่ไม่ มีปรินิพพาน เป็นอุดมการณ์ที่ไม่มีทางวางทางปล่อยเลย นั่นน่ะ มันก็ไม่รู้จักจบ ศาสนาสองอย่างนี้ กลายมาเป็นหินยาน กลายมาเป็นมหายานของพุทธ แตก เป็นนิกายสองนิกายที่โต่งไปสองด้านแย่งกัน ที่นี้ทางด้านสายฤาษี ก็เบาก็ง่ายก็วางดี ไม่ต้องภาระอะไร อยู่กับดิน แดนที่มันมีอยู่มีกินก็ใช้ได้ ถ้าขืนไปให้ทางด้านฤาษี ขืนไปให้ทางด้านตะวันตก เอา ไปให้แต่ทางด้านที่มีหิมะเยอะๆให้ทางด้านที่ไม่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร หรือ ว่าธรรมชาติมันมีแต่สิ่งแห้งแล้งมากหน่อย อดตายแน่ ถ้าเอาอย่างฤาษีนี่ อดตายแน่ เพราะฉะนั้น จะไม่รุ่งเรืองทางด้านตะวันตก ศาสนาอย่างฤาษีนี่ ไม่ รุ่งเรืองทางตะวันตก ถ้าอย่างศาสนามหายานนี่รุ่งเรืองไปในทางตะวันตกได้ เพราะว่าขยันสร้างสรร ทำอะไรต่ออะไรได้ ถ้าเขาไม่ขยันแบบศาสนาฤาษีแล้วละก็ เขาอดอยากตาย ไม่พอกิน ไม่พอใช้ไปไม่รอด เอาแต่หยุด เอาแต่อยู่ ไม่คิดไม่นึกด้วยไม่สร้างไม่สรรอะไรด้วย เพราะฉะนั้น ศาสนาทางด้านตะวันตกต้องขยัน ต้องขยัน ต้อง พากเพียร ต้องอุตสาหะวิริยะ เขาจึงมีวิชาการ มีวิทยา มีศาสตร์ต่างๆ กันมาก โดยเฉพาะทางวิทยาศาสตร์นะ โดยเฉพาะการค้นคิดอะไรต่ออะไร การค้นคิด ขยันสร้าง ขยันทำ เขาจึงเกิดสภาพพวกนั้นขึ้นมา และเขาก็เลี้ยงตัวรอด ทางด้าน ตะวันออกเรานี่ อุดมสมบูรณ์ มีธรรมชาติดี มีแดด มีน้ำ มีลม มีอะไรต่อมิอะไรต่างๆ นานา หมุนเวียนได้สัดส่วน ไม่ขาดไม่แคลน หมุนเวียนในฤดูกาลอะไรต่ออะไร สมบูรณ์ มีอยู่มีกินเป็นธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ทรัพยากรในดิน ในน้ำ อะไร มีเยอะมากมาย ก็อยู่รอด ขี้เกียจบ้างก็ไปได้ ไม่ขยันก็ไปได้ เพราะฉะนั้น เมื่อผู้ ใดที่มีสิ่งแวดล้อม อย่างญี่ปุ่นนี่ สิ่งแวดล้อมเขามีอยู่ เกาะอะไรๆ ก็น้อยนะ แผ่นดิน ไม่มีทรัพยากรอะไรมากมายนัก เขาไม่มีทางไปเขาก็ต้องขยัน เอาขยันมาอย่าง ตะวันตกมาขยันเข้า และมันก็มีสิ่งแวดล้อมใกล้ๆธรรมชาติ ก็ไม่เลวร้ายเท่าตะวันตก เขาก็เลยไปรอด ขยันหมั่นเพียร อุดมสมบูรณ์ใหญ่ ศาสนาพุทธมหายานก็เลยกลาย เป็นศาสนายิ่งขยันใหญ่เลย แล้วก็ไม่มีนิพพานเหมือนกัน ไม่มีนิพพานตรงที่ว่า มันไม่ปล่อยมันไม่วาง มันขยัน มันชูใจอยู่อย่างนั้น ของพุทธจริงๆ นั่นน่ะ มีทั้งสอง อย่าง สภาพที่ไม่มีตัวตนจริงๆ ที่หายไปเลยนั่นน่ะ มันก็ต้องรู้ด้วยปัญญาว่ามันไม่ได้ หายไปไหน แต่มันไม่ติดไม่ยึด รู้จักอาการของจิต จิตนี่ ถ้าเผื่อว่าเชื่ออย่างไร เข้าใจอย่างไร เชื่ออย่างไร แล้วก็ฝึกฝึกอย่างนั้นๆ ฝึกก็เชื่อ ว่าไม่มีเรา รู้ไม่มี ถ้าเผื่อวาเราไม่เกาะไม่ติด ไม่ยึด มันก็ไม่เกาะไม่ติดไม่ยึด แล้วก็ฝึกอาการที่ไม่ เกาะไม่ติดไม่ยึด แล้วก็จะปล่อยได้จริง ส่วนบุญส่วนกุศลนั้น ก็มีบุญมีกุศลจริง ตราบที่เราเองยังฝึกจิตให้ปล่อยให้วาง วางในดี วางในไม่ดี นี่ให้ได้ วางจริงๆจน กระทั่งไม่เกิดรส ไม่เกิดติตสภาพดีไม่ดีอะไรไปทั้งหมด ถ้าเรายังติดรสอยู่ แม้แต่ ยังไม่ฝึกออกแค่รสของกาม แค่รสของภพชาติ รสของสภาพปั้นเอาในจิต เราไม่หัด วางจริงๆ มันก็ปั้นอยู่อย่างนั้นแหละ วางยังไงมันก็วางไม่ได้ แต่เป็นความเข้าใจ ได้เป็นสำนึกธรรมดาว่า เออ เราไม่เอานะ เราไม่เอา และมันก็ชั่วคราวได้ เหมือนกันนะ เราไม่เอาชั่วคราวนี่ มันได้นะ แต่จริงๆ แล้วถ้ากิเลสยังไม่หมด มันยังไม่หยุดหรอก ชั่วคราว ประเดี๋ยวมันก็ขึ้นมา แล้วมันก็จะเอาอยู่อย่างเก่า เท่านั้นแหละ พวกเรานี่ปฏิบัติไปเถอะ จะรู้ ปฏิบัติแล้วก็จะได้เห็นได้เข้าใจ เพราะฉะนั้น ปัญญาตัวรู้นี่ เป็นตัวช่วยจริงๆว่า เออ เราอย่าไปหลง อย่าไปเข้าใจผิดนะ ต้องเห็นให้จริง เห็นให้ชัดด้วยความจริงตามความเป็นจริง ภาษาคำนี้ไม่รู้จะใช้ภาษาอะไรสูงกว่านี้ได้ เขาแปลดีแล้วมาแต่เดิม เห็นความจริง ตามความเป็นจริง เป็นนามธรรม มันเป็นอาการทางจิต ถ้าไม่มีปัญญาอ่าน มันอ่าน ไม่ออกจริงๆนะคนไม่เเกิดปัญญา ไม่รู้จะไปบังคับให้เกิดได้ยังไง ปัญญาที่เป็นกำลัง เป็นปัญญินทรีย์ เป็นอำนาจของการรู้ เป็นฤทธิ์ของความรู้ เป็นความสามารถ เป็น ประสิทธิภาพความรู้ เป็นประสิทธิภาพของแต่ละคน ของปัญญาของใครก็ของใคร เป็นของจิตวิญญาณของแต่ละคน อ่านออกมันอ่านสภาวะนั้นแหละชัดเจน เห็นอาการ ลิงคนิมิต เห็นสภาวะของมัน ออ มันเป็นอย่างนี้ มันต่างกัน แต่ก่อนเราโง่ เรา แยกมันไม่ออก นี่เราโง่ๆ โอ้เราไม่เห็น ไม่รู้ ไอ้นึกว่ามันไม่มีแล้ว นึกว่ามันดีแล้ว ก็แล้วแต่ เออ มันก็อ่านออกจริงๆ อ่าน พอเห็นแล้วมันก็รู้ว่า แต่ก่อนนี้เราอ่าน ไม่ออกแต่ก่อนเราไม่มีอินทรีย์ในปัญญา เราไม่มีความสามารถในปัญญา อาตมาขยายสัทธินทรีย์ ความเชื่อที่มีอินทรีย์ และก็ขยายวิริยะที่มี อินทรีย์ที่ๆในปฏิปัณสูตร ได้อ่านมาแล้วว่าอินทรีย์นี่เป็นผู้ที่มีอินทรีย์เกิดจริงๆในการ ปฏิบัติธรรม นี่ต้องสร้างอินทรีย์ 5 พละ 5 นี่แหละ ในหลักโพธิปักขิยธรรม ที่เป็น หลักใหญ่ของศาสนาพุทธเลย ถ้าปฏิบัติอะไรบรรยายลงไปในโพธิปักขิยธรรมนี่ ไม่ได้ ก็ไม่ได้สุดยอดของศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธบรรยายลงในนี้ได้ ขยายความต่อเนื่องกัน ได้เลยว่าปฏิบัติอะไรก็ปฏิบัติ จะเอาหลักทฤษฏีโพชฌงค์ 7 ทฤษฏีมรรคองค์ 8 อะไร มาปฏิบัติ ประพฤติ เอาทฤษฎีย่อยๆได้แค่ศีล แค่ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ไม่อะไร แค่ อะไรก็แล้วแต่มาอธิบาย มันก็จะนำพา และก็สื่อหรือแค่ขยายความมา อธิบายให้มา ถึงอินทรีย์ 5 พละ 5 นี่ได้ทั้งนั้น ให้เกิดสภาพที่เป็นจริง มีจริง จนกระทั่งเกิดความ เชื่อ เกิดอินทรีย์ในความเชื่อ เราระลึกถึงตัวเราเองว่า เราเชื่อนี่ เราคือ อย่างไร เราเชื่อว่า เออ ผีมีจริง ก็เชื่อ ในใจเราดูลึกๆเถอะ ผีมันมีจริงๆน่ะ นี่มันหลอกมันหลอนเรา เราเชื่อกลัวผีอย่างนั้นนั่นนะ ถ้ามันยังไม่หายกลัว มันยังไม่ หมดเชื่อนะ มันก็เชื่ออยู่อย่างนั้น ไม่หายกลัวอยู่อย่างนั้นน่ะ ปัญญาหรือว่าปฏิภาณ หรือว่าทิฐิความเข้าใจ มีหลักทฤษฎี มีหลักความเห็นว่า แหม เหตุผลของ ความเห็นนี่ชัดเจน มันไม่มีหรอก ผีหลอกๆ อย่างนั้นน่ะ แต่ใจลึกๆ ศรัทธา สัทธินทรีย์ กำลังของความเชื่อนี่ เหตุผลเข้าใจ แต่อินทรีย์ของความเชื่อ นี่ มันยังเชื่อมีอยู่นะ มันยังเชื่อว่ามี เพราะฉะนั้น กลัวอยู่นั่นแหละ ยังกลัวอยู่นั่น แหละ มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ มันกลัวอยู่อย่างนั้นแหละ อินทรีย์พละของความเชื่อมันยังไม่ได้เป็นจริง มันเป็นจริง มันเชื่อว่ามันยังไม่มีจริงๆ เลยนะ มันถึงขั้น อินทรีย์ไปถึงขั้นพละ ยิ่งขั้นพละเลยศรัทธาพละสมบูรณ์ โอ๊ ใจลึกจริงๆ ใต้สำนึกก็ เชื่ออย่างมีปัญญาเข้าไปชัดเจนด้วย และความเชื่อก็เชื่อชัดด้วยประกอบกันเป็นสอง อย่างเลย ทั้งเจโต ทั้งศรัทธา จิตก็เป็นได้จริง ตัวปัญญาความรู้นี่ก็รู้ได้จริง ครบสมบูรณ์แล้วละก็ หมดกลัว มันชัดด้วยปัญญา และจิตมันก็เป็นจริงด้วย ไอ้ตัวจิต ที่จะมีกิเลสเหลือว่าเป็นความกลัวนี่ กิเลสที่มันกลัวนี้ ไม่มีหรอก มันไม่กลัวจริงๆ มันเฉยๆ มันมั่นใจ มันเชื่อแน่ๆเลย อาตมาพาพวกเรามาเชื่อว่า เรามาจนนี่ เรา ไม่ต้องสะสมเงินทอง เราไม่ต้องมีเงินมีทองหรอก เรามีบุญ เรามีเพื่อน เรา มีปุพเพกตปุญญตา และเราก็เป็นคนดีๆให้ได้จริงๆ เกื้อกูลกันมีกุศลแก่กันและกัน ช่วยเหลือเฟือฟายแก่กันและกัน ต่างคนต่างขมีขมันเสียสละ มันก็เป็นบุญของเราที่ สร้าง เพื่อนฝูงก็รัก ด้วยจิตวิญญาณก็รู้ว่าคนนี้ขยัน ไม่ขยัน คนไหนเห็นแก่ตัว คนไหน ไม่เห็นแก่ตัว คนไหนมีอะไรที่มีบทบาท ที่ไม่ขยัน คนไหนเห็นแก่ตัว คนไหนไม่เห็นแก่ ตัว คนไหนมันมีบทบาทที่คนรับได้ยากมาก แสดงบทบาทกายวาจาออกมาทางใจนั่น แหละเป็นประธาน เพื่อนฝูงที่อยู่ด้วยกัน ก็เห็นแล้วว่า เอ้า คนนี้ มันอย่างนี้ รับ ยาก มันไม่ค่อยชอบใจ มันก็เป็นวิบากของผู้นั้นเอง ถ้าคนไหนที่มีความดี มีสิ่งที่ดี เพื่อนฝูงสัมผัสแล้วก็ เออ อย่างนี้ดีนะ รับได้ อย่างนี้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชู เป็นสิ่งที่น่าบูชา เป็นสิ่งที่น่าเคารพ เป็นสิ่งที่น่า เลื่อมใส ก็เกิดจิตใจเคารพนับถือ และบูชาเชิดชูจริง มันเกิดจริงเป็นจริง ความเชื่อที่เป็นอินทรีย์ ปัญญาที่วิจัยออกรับรู้ได้ มันก็ช่วยกันให้เราเห็นได้ มันก็อยู่ ด้วยกัน ประสานกันสมานกันอยู่ได้ คนไหนจะมีเชิงเอาเปรียบ ไม่เอาเปรียบ คน ไหนจะมีท่าทางเล่นเล่ห์เล่นกลยังไง คนที่มีปฏิภาณมีไหวพริบ เห็นก็อ่านออก และจิต ใจที่มันสั่งสมความพอใจ ความไม่พอใจ ความเห็นดีความไม่เห็นดี มันก็เกิดเกิดที่จิต วิญญาณนั่นแหละ และมันก็ให้คะแนนไปเป็นอินทรีย์พละเอง ปากไม่พูดก็ตาม ตัว เองไม่ได้ตรวจสอบ ว่าตัวเองมีอินทรีย์พละไปในด้านเชื่อหรือไม่เชื่อ มันก็ใส่ คะแนนของมันเองน่ะ ใส่จริงๆนะ เสร็จแล้วมันจะประสานกันสนิทหรือไม่สนิท มันก็ เป็นจริง พวกเรานี่เชื่ออะไรก็แล้วแต่ ที่อาตมาชี้ อาตมาแนะให้พวกคุณมาพิสูจน์ มาเชื่อว่าอย่างโน้นอย่างนี้ที่มันเป็นมานี่ มันเปลี่ยนแปลงมาจากแต่ก่อน เราเชื่อ อย่างหนึ่ง เชื่ออย่างที่ชาวโลกเขาเชื่อกัน เราก็เคยเชื่อ แต่ตอนนี้อาตมาพามา เปลี่ยนมาเชื่ออย่างนี้ เราก็มาพิสูจน์ไปวันแล้ววันเล่าๆ คนอื่นด้วย เราด้วย มันก็ยิ่งมีองค์ประกอบ ยิ่งพิสูจน์ยืนยันความจริงเป็นหลักฐานมีหลักฐานว่า เออ เป็นไปได้ นะ เป็นความจริง เป็นอย่างนี้ๆนะ และยิ่งพิสูจน์ยิ่งมีองค์ประกอบนั้นสมบูรณ์ขึ้นๆเป็น กาโย เป็นองค์ประชุม หรือเป็นองค์ประกอบมากขึ้นใหญ่ขึ้น คนไม่มีเงินเลย รวม กันอยู่ ยิ่งมีรวมกันอยู่ แล้วก็ยิ่งอยู่กันมีประสิทธิภาพ เป็นคนที่ไม่เห็นแก่ตัว เป็นคน ละกิเลส ละตัวละตน เป็นคนที่ขยันหมั่นเพียร มีวิริยินทรีย์ มีวิริยพละ เป็นความ ขยันหมั่นเพียร สร้างสรร มีฝีมือมีประสิทธิภาพ เสร็จแล้วก็สร้างสรร ก็ละปล่อยวาง สร้างสรรแล้วก็ไม่ติดไม่ยึดเป็นตัวเป็นตน เป็นของตัวของตน เป็นอะไรต่ออะไร ซับซ้อน ไปเป็นอุปกิเลสอีก ก็ไม่มีเป็นของตัวของตน ก็ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว ไม่หวงไม่ แหน ไม่ริษยา ไม่หลงตนหลงตัว ไม่หยิ่ง ไม่ผยอง ไม่ดื้อ ไม่ด้าน ไม่มีถัมภะ ไม่มี สารัมภะ ไม่มีมานะ ไม่มีอติมานะ ก็ไม่มี ถ้าเผื่อถูกสภาพมันไม่มี มันก็สร้างสรร อย่างที่ไม่เห็นแก่ตัวเข้าไปมากมาย ใครจะขี้โกงเอาบุญเอากุศลเอาอะไรไปบ้าง ก็ โกงไป ใครจะอาศัยแอบใครจะอาศัยแฝงกินแฝงใช้ก็ไม่ว่าอะไรว่าบ้าง ติเตียนบ้าง ไม่ใช่ว่าจะเป็นคนพาซื่อจนกระทั่งปล่อยให้คนอื่นชั่วๆ สร้างแต่บาปแต่หนี้แต่เวรภัยไป ก็ไม่ ก็บอกบ้าง ว่าบ้าง ก็ขัดเกลา ก็ช่วยสั่งสอน ถ้ายิ่งเขาเคารพนับถือ เขาเห็นเราเป็นคนมีบญ เป็นคนมีคุณค่า มีประโยชน์มีกุศล เขาต้องพึ่งพาเรา เราก็จะว่าได้มาก ด่าได้มาก ดุได้มาก เขาก็ยอม และเขาก็ยิ่งเชื่อว่า เราเอง เรามีปัญญา มีความจริง ศรัทธาก็สูง ปัญญาก็สูง การเชื่อกัน การเคารพนับถือ ด้วยปัญญากัน และก็จูงดึงกันขึ้นมาให้เกิดวิริยะให้เกิดความเพียร เมื่อผู้ใดมีวิริยะ ฝึกดีๆแล้ว สติ สตินทรีย์จะเกิดขึ้น มันจะมีสติ มีอินทรีย์ มีความเจริญทางสติจริงๆคน ยิ่งนั่งเอาแต่หลับตาๆนั่น แม้จะไปฝึกสติในภพในภวตัณหา เป็นคนตื่นอยู่ในภพนะ มันก็ยิ่งไปสร้างอุปาทานอยู่ในภพ เป็นภวตัณหาอยู่ในภพ สร้างอุปาทานขึ้นมาใหม่ เป็นมโนมยอัตตา เป็นอัตตาที่สำเร็จด้วยจิต พวกนี้เก่ง สร้างภพ สร้างชาติ สร้างภพที่มีตัวตน หรือไม่เป็นภพเลย เอาอย่างไม่มีตัวมีตนเลย ดับ จนกระทั่ง ดับสัญญาเลย ก็สร้างได้ สร้างเก่งมีสติอยู่ข้างในแข็งสูงนะ แล้วก็สร้างซับซ้อนไป ซับซ้อนมา ซับซ้อนไปซับซ้อนมา ทางด้านสายเจโตหลับตา เจโตสมถะสร้างไปๆ ตัว ตนยิ่งซ้อนตัวตนยิ่งใหญ่ ยิ่งประเภทตัวตนยิ่งปั้นเป็นอัตตานี่แหละ เป็นอัตตา เป็นมโนมยอัตตา อัตตามีอยู่ 3 อัน รูปมยอัตตา อรูปมยอัตตา แล้วก็ มโนมยอัตตานะ ปั้นไม่มีรูปเลย เป็นอรูปมยอัตตา ปฏิลาโภ เป็นลาภ เป็นลาภของ เราแล้วหนอ ทำได้แล้ว ก็เหมือนเราประสานผลสำเร็จ ลาภก็คือประสบผลสำเร็จที่ได้สร้าง สร้างสิ่งที่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีตัวตนอะไรเลย จนกระทั่งไม่มีอะไรเลย ไม่มีรูปไม่มีร่าง ไม่มีอะไรเลยได้แล้วก็ปั้นจิตตัวเองนี่ให้เป็นบ้านเป็นเมือง เป็นตัว เป็นตน เป็นวิมานสวรรค์ เป็นอะไรต่างๆนานา ที่เขาเล่นกันนะ และเขาก็หลงว่า เป็นมโนมยิทธิ เป็นฤทธิ์ทางจิต ไปสู่เมืองสวรรค์ ไปสู่เมืองนรก ไปสู่สภาพอะไร ต่อมิอะไรเยอะแยะ พวกนี้ก็ยิ่งไม่มีประสิทธิภาพอะไร สติข้างในภพสูงนะ สตินทรีย์ สติพละนี่ ในภพ ในนั่งหลับตานี่สูง ทีนี้คนออกข้างนอกนี่ ถ้าไม่ได้ฝึกหัดสติสัมโพชฌงค์ สติไม่เป็นสัมโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์ ก็คือมีสติ ธัมมวิจัย มีสัมมาทิฐิ มีอารัมริยา มี ทางที่จะบรรลุธรรม คือรู้จักกิเลส วิเคราะห์วิจัยกิเลสออกจริงๆ อ่านจิตทัน มีการ สัมผัสเป็นปัจจัย วิจัยกิเลสออกจริงๆ อ่านจิตทัน มีการสัมผัสเป็นปัจจัยแล้ว ก็รู้เท่า ทันตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี่เรียกว่าสติสัมโพชฌงค์ ส่วนทางด้านไม่หลับตานี่ เอาเหตุปัจจัยของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เป็นเหตุปัจจัย แล้วก็ปฏิบัติการงาน ทำงานอะไร รู้เท่าทันแววไวแคล่วคล่อง ความ แววไวแคล่วคล่อง มีบทเหมือนกัน แต่ไม่มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ไม่รู้จักวิธีการอ่านจิต อ่านใจ วิเคราะห์กิเลสตัณหาอะไรออก อ่านจิตไม่เป็น จิตที่จะเข้าไปมีตัวแววไว มุทุภูตธาตุนี่ จะเข้าไปอ่านจิตทัน แล้วก็วิเคราะห์วิจัย มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ หรือ มีสัมมัปธาน 4 มีตัวสังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขนาปธาน อะไรนี่ ไม่มีไม่ได้ฝึกๆ เขาก็มีสติๆ แข็งแรง แววไว รู้เท่าทัน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แล้วก็ปรุงกับมันๆๆไป รูปนอก รูปหยาบ แคล่วคล่องนะ เพราะฉะนั้น พวกนี้เร็วไว ประสิทธิภาพของสติ สติอย่างนอกๆ มีสติรู้ เท่าทันรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แต่ไม่ได้มีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ ไม่ได้พากเพียร วิจัยจริง วิจัยปรมัตถ์ หรือไม่มีสัมมัปปธาน 4 ไม่มีการสังวร ว่าเรา สังวรเป็น เรามีศีล เรามีธรรม เรามีการอ่าน การรู้ การตรวจสอบ การสัมผัส สัมผัสแล้วเข้าไปเกิดเวทนา องค์ประชุมข้างนอก องค์ประชุมข้างใน รู้จักเวทนา วิเคราะห์วจัยจิต ก็รู้จิตในจิตนะ มีสติปัฏฐาน 4 อย่างชัดเจน รู้จักเวทนา สุข เวทนา ทุกขเวทนา ได้แล้วก็สมใจ ได้สมใจ สร้างสรรแล้วก็ได้สมใจ ได้สมใจมัน เป็นอุปกิเลสซ้อนๆๆ ยังไง ก็วิจัยได้ชัดๆ ขึ้น จึงไม่เป็นอย่างศาสนาที่มีพระเจ้า เพราะรู้ว่าดีแล้วหลงดีติดดีมันก็ขยันเพิ่มขึ้นได้มาก แต่เราก็รู้ว่า ขยันมากขึ้นก็ดี เป็นบุญเป็นกุศล ถ้าเรายังไม่ปรินิพพานตราบใดเราก็ได้อาศัย มันก็เป็นกัมมปฏิสรโณ เป็นกรรมที่เราได้อาศัย เป็นสภาพที่เราที่จะต้องมีต้องเป็น ไม่เช่นนั้นก็ต้องลำบากลำบน ทำอะไรก็ยาก เหมือนกับนายทุนที่ไม่มีทุน นายทุนที่จะทำร้านค้าร้านขาย ที่ จะทำธุรกิจ แต่เสร็จแล้วก็ไม่มีทุน ไม่ไปกู้ไปยืมใครก็ไม่ได้ ใครให้ทุนมา ก็ไม่มี มีแต่บุญตัวเองทุนตัวเอง เล็กๆน้อยๆไม่พยายามเพิ่มเติม ไม่มีอะไรมาเสริม มาหนุน มาอะไรมาซ้อน มันก็ช้า มันก็เจริญเร็ว นายทุนที่จะสร้างธุรกิจอะไรต่อมิอะไรก็ไม่ งอกไม่เงย แต่ถ้าเราเป็นผู้สร้างที่มีบุญมีกุศล มีคุณค่าที่ แม้แต่จะได้อาศัยก็เป็นสุข ได้อาศัยก็ไม่ทรมาน ไม่มีอุปสรรคมาก อะไรก็แคล่วคล่องง่าย เพราะมีทุนเยอะ ก็ คือมีกุศล มีบุญนี่ ซึ่งมันไม่เสียหายอะไร เราสร้าง พร้อมกันนั้นในการสร้างกุศลใน การขยันมากๆสร้างมากเป็นกุศล พร้อมกันนั้นในการสร้างกุศล ในการขยัน มากๆสร้างมากๆ เป็นกุศล เราก็ได้พิสูจน์ใจเราว่าหวงแหนมากไหม ได้ละ ความโลภ ได้ละความเห็นแก่ตัว ได้ละความตระหนี่ถี่เหนียว กล้าสละได้มากๆยิ่งมี มากยิ่งมีบุญมาก สร้างมาก ก็สละมากยิ่งสร้างได้มากๆ เราเป็นของเรานะ เราก็ ได้ละอัตตาหรืออัตนียา ตัวเราของเรามากๆ เป็นสมบัติของเรา แล้วเรากล้า ให้มากๆ ไหมละ เราเอาแต่คิด จะต้องทำจริงนะ ต้องทำจริงๆ พิสูจน์จริงๆ และยิ่งพิสูจน์ ยิ่งละ ยิ่งสละยิ่งให้ มันก็ยิ่งเป็นกุศลของเรามากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้น ถ้าเรายังไมจบภพ ยังไม่ปรินิพพาน ถ้าเราล้างกิเลสจนกระทั่งกิเลสเราหมด รู้จักอรหัตผลได้ เราจะสร้างไปอีก มันก็เป็นสิ่งได้อาศัยต่อไปอีก ซึ่งจะเรียนรู้ภาย นอกเป็นบุญ เป็นกุศลหนุนเนื่องให้เราเองเราสามารถจะมีฤทธิ์เหนือกว่าคนทั้งปวง มีบารมีเหนือกว่าคนทั้งปวง สามารถที่จะกอบกู้ หรือช่วยเหลือมนุษยชาติ เราก็ สามารถมีประสิทธิภาพ รังสรรค์ได้มากมายเลย และเราก็รู้การวางมาก ไม่ เหมือนมหายาน ที่หลงทางเป็นนิกายไป หรือไม่มีศาสนาที่เหมือนกับพระเจ้าที่ จะเอาแต่ดี แต่ดีมี ไม่ติดดี จึงเป็นวิภวตัณหา ที่ว่ายิ่งมีแล้ว ก็ยิ่งไม่มี ยิ่งมีและยิ่ง ไม่มี ยิ่งไม่มีก็ยิ่งมียิ่งมียิ่งไม่มีให้แก่ตัวเองได้ ยิ่งไม่มีเรายิ่งมี เพราะเรายิ่งให้ ก็ยิ่งเป็นของเรา นี่ มันย้อนแย้งอยู่อย่างนี้ และก็ต้องมีสภาวะจริง เท่าใดก็เท่าใด ทำไป เพราะฉะนั้น วิภวตัณหาที่ว่านี่ มันจะเป็นความขยัน ถ้ายิ่งขยันยิ่งเห็นจริง วิริยินทรีย์ พากเพียรขยัน สติจะเท่าทัน ไม่ใช่ศาสนาธรรมดา ปุถุชนเขาก็มี เขายิ่งขยัน เขาก็ยิ่งมีสติ ไอ้สิ่ง ที่สัมผัส ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ แล้วเขาก็ไปวิเคราะห์วิจัยเอา ไอ้โน่นรู้เท่าทัน มันไหม เข้าใจมันมากลึกซึ้ง สามารถรู้เท่าทัน สามารถสร้างมันได้เก่งๆๆ ทางด้านทางศาสนาพุทธเราก็สร้างได้เก่งด้วย ขยันด้วย มีสติทางโลกแบบนั่งๆ สติทาง โลกๆก็รู้เท่าทัน เสร็จแล้วเรายังมีสติ ที่เป็นสติสัมโพชฌงค์ มีสติปัฏฐาน 4 มีสัมมัปปธาน 4 ไปด้วย จึงล้างกิเลสไปด้วย ศาสนาพุทธจึงสามารถที่จะขยัน เหมือนศาสนาที่เขาสร้างสรรพระเจ้า หรือว่าคนโลกๆ และเราก็เรียนว่าเรา ไม่ต้องเอามา เรายิ่งได้ มันก็ย้อนทางปุถุชน ทางที่ไม่มีศาสนา แต่เราขยัน เหมือนผู้ไม่มีศาสนา หรือผู้ที่ยังหลงลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขเป็น เครื่องล่อ เป็นเครื่องปรุง เป็นเครื่องทำให้เขามีอินทรีย์พละแข็งแรงนะ มันก็ขยัน ได้ เพราะว่าอันนี้มันลึก มันก็รู้ว่า เออ จริงๆ มันก็เป็นสมบัติตามสัจจะ นะ เราไม่ ได้ไปโกงใคร ถ้าเราสร้างของเรา และเราก็ไม่ได้หวงเป็นเรา เราก็แจกจ่าย เจือจานไปให้ผู้อื่น ให้ซื่อสัตย์ ให้บริสุทธิ์ให

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน