330500 ทำวัตรเช้า สัมมาสิกขาโดย ท่านโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
330500 ทำวัตรเช้า สัมมาสิกขาโดย ท่านโพธิรักษ์ เมื่อ พฤษภาคม 2533 ณ สันติอโศก
ที่เราจะได้พูด จะได้เท้าความ แล้วก็ย้ำ แล้วก็รู้อะไรต่ออะไรกันบ้าง การศึกษาเนี่ย เป็นเรื่องของมนุษย์ สัตว์เดรัจฉานไม่ศึกษา แต่มันก็ศึกษาเหมือนกันนะ ว่ากันจริงนะ โดยธรรมชาติแม้แต่สัตว์เดรัจฉาน มันก็ศึกษา มันศึกษาว่า มันจะต้องหากินยังไง มันจะต้องต่อสู้กับชีวิตอยู่ เมื่อมีอุปสรรคต่างๆ เมื่อมีภัยต่างๆ มันจะอยู่ได้ยังไง มันก็ศึกษา ความจริงมันไม่ได้ไม่ศึกษา มันเป็นธรรมชาติของการศึกษา แต่นั่นแหละ สัตว์เดรัจฉาน มันก็ไม่มีการศึกษาอะไรได้กว้างขวางเท่าไหร่ มันไม่ได้สามารถที่จะสร้างสรรค์ หรือแม้ที่สุด มันก็ไม่สามารถที่จะเอื้อเฟื้อ เสียสละอะไรได้มากเท่ากับคน มันมีเหมือนกัน การเอื้อเฟื้อเสียสละ มันก็มี แม่เลี้ยงลูก หรือว่าสัตว์บางตัวช่วยเหลือสัตว์บางตัว มีบ้างเหมือนกัน เป็นธรรมชาติของคุณค่าของสัตว์ เมื่อเริ่มมีคุณค่าด้วย ด้วยความรู้สึกของเขาเอง ของสัตว์เอง แต่มันก็ไม่มากเท่าคน มันได้ไม่ยิ่งไปกว่าคน คนยิ่งศึกษา ยิ่งจะมีคุณค่า ไม่ใช่ยิ่งศึกษา ยิ่งจะไปเอาเปรียบ เพราะฉะนั้น การศึกษาหลักๆ ในความหมายหลักๆเนี่ยนะ เดี๋ยวค่อยพูดถึงเรื่องการศึกษาพวกเรา นี่พูดกันก่อน การศึกษาเป้าหมายหลักที่สุด ของการศึกษานะ คือสร้างสรรค์ แล้วก็เสียสละ เป้าหมายสำคัญเลย ยิ่งศึกษาเราก็ยิ่งสร้างสรรค์ ยิ่งศึกษาเราก็ยิ่งมีสมรรถภาพ สมรรถนะ ความรู้ แล้วก็ยิ่งเสียสละ ทุกวันนี้นี่ การศึกษามันเพี้ยนตรงเสียสละนี่เอง การศึกษาทุกวันนี้ เขาบอกว่า ยิ่งคนมีความรู้ ยิ่งสร้างสรรค์ ก็ไม่ผิด เขาก็ยังศึกษาเพื่อความรู้ เพื่อความสร้างสรรค์อยู่ ยังไม่สร้างสรรค์ ผู้สร้างสรรค์ดูเหมือนจะสำคัญ ยิ่งสร้างเป็นว่างั้นเถอะ เขายิ่งศึกษาแล้วเขาก็ยิ่งรู้ แล้วก็ยิ่งส
อ่านต่อ
ร้างเป็น อันนั้นจริง ทุกวันนี้ ยังศึกษาเพื่อความรู้ และเพื่อความสร้างเป็นอยู่เหมือนกัน แต่มันก็จะเพี้ยนไปบ้าง ตรงที่ว่า เพื่อความรู้มากกว่าที่จะสร้างเป็น เพี้ยนไปบ้างก็ตรงนี้ เพี้ยนไปหน่อยหนึ่ง ถ้าสร้างเป็นได้ เขาก็เอา แต่เขาขี้เกียจ เลยเขาก็เอาแต่ความรู้ แล้วก็เป็นผู้ชี้ความรู้เท่านั้น โดยไม่ต้องลงมือสร้าง ไม่ลงมือทำ ก็ลดหย่อนลงมา ด้วยความกิเลสตัวเอง ด้วยความมีกิเลส มันก็ลดหย่อนลงมา ส่วนเรื่องเสียสละนั้น เลิกเลย เสียสละนั้นเป็นที่รู้กันเลยว่า ไม่อยู่ในนั้นแล้ว สร้างขึ้นมาหรือ รู้ไป มีความรู้ไป ก็เพื่อจะไปเอาเปรียบ กิเลสตัวนี้มันใหญ่เลย แล้วมันก็กระทำกันจนเป็นที่ไม่ละอายแก่กันและกัน เพราะฉะนั้น เรียนรู้ไป เพื่อจะแย่งชิงตำแหน่งหน้าที่ ไปเพื่อที่จะแสวงหาลาภมากๆ ได้ยศสูงๆ ตัดลัดได้อย่างไร มีอะไรที่จะได้เป็นเครื่องไม้เครื่องมือ เพื่อที่ตัวเองจะได้ลัดคิว จะมีอภิสิทธิ์ มีอิทธิพลอะไร เพื่อที่จะบุกบั่นไปได้อย่างไร น่าละอาย เอาง่ายๆ สมมุติว่าบริษัทของพ่อ บริษัทของพ่อ พ่อนี่เป็นเจ้าของบริษัทเลย มีอำนาจเต็ม เสร็จแล้วก็ต่อไปก็จะต้องลูกรับช่วงส่งลูกไปเรียน ลูกมันจะเรียนหรือไม่เรียน ช่างมัน บางทีลูกมันไม่เรียนก็ได้ บางทีมีลูกๆมันไม่เรียนเสียนี่ ไม่ศึกษา ไปหาความรู้อะไรมาหรอก เสร็จแล้ว พ่อก็ถึงเวลาจะให้ลูกรับผิดชอบ ต้องเปลี่ยนมือให้ลูกแล้ว ก็ตั้งตำแหน่งให้ลูกปัง ถ้าเขาไม่ละอาย เขาจะให้เป็นผู้จัดการทันที ไม่ละอาย ทั้งๆที่มันไม่ได้เป็นอะไรนะ บางคนไม่ได้เรียนอย่างที่ว่านี่ หรือไม่ก็เป็นผู้อำนวยการเลยทันที นี่คือความไม่ละอาย ความได้เปรียบ เอาเปรียบชัดๆ ไม่ได้เป็น เรื่องสาระอะไร ตั้งปังเข้าไปเลย เป็นผู้อำนวยการ เป็นผู้จัดการ อะไรก็แล้วแต่ เขาละอายน่ะ เขาก็จะพยายามดันส่งลูกให้ไปเรียน ให้มีอะไรเป็นอลังการ เป็น เครื่องประกอบ ไปชุบตัวอะไรต่ออะไรมา เป็นที่ยอมรับของคน เพื่อที่จะได้ บรรจุปังยังลงไป ทั้งๆที่คนอื่นนี่ มีความรู้ความสามารถ มีความรู้ฝึกปรือ มี สมรรถนะ มาไต่ขั้นมาแทบตาย ไม่ได้เรื่องหรอก เขาก็จะต้องตั้งลูกเขานั่นแหละ ปังเข้าไป อย่างนี้ เป็นต้น เป็นธรรดมา ที่ไหนก็ที่นั่น สืบทอดกัน ต่อทอดกัน อะไร ต่ออะไรกัน นี่ สังคมทุกวันนี้ กิเลสมันหยาบคาย กิเลสมันจัดจ้านทั้งหมด มันไม่ได้ เรื่อง ได้ราวอะไรน่ะ นั่นน่ะ คือความล้มเหลวของการศึกษา เพราะฉะนั้น จับเป้าให้ดีว่า การศึกษาก็คือ เพื่อสร้างสรรค์ แล้วก็เสียสละ การศึกษานี่ เพื่อสร้าง สรรค์ และเสียสละ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า เป้าหมายของการเสียสละเนี่ย หาย ไป มันก็หมดไป แล้วหมดไปครึ่งหนึ่งแล้ว ได้แต่สร้างสรรค์ และก็เอาเปรียบ มัน ถึงทุกข์ร้อน มันจะต้องสร้างสรรค์ และเสียสละให้ได้ ทีนี้ เราเอง เรารู้แล้ว ทุก วันนี้นี่ การสร้างสรรค์นะ มันต้องมีอยู่ได้แล้ว เวลาศึกษานี่ ยังไงๆ มันก็ต้องได้ เรียนรู้ได้สร้างสรรค์แน่ๆอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น เราไม่จำเป็นจะต้องเน้นตรงนี้มาก ก็ได้ เน้นการเสียสละนี่ ให้สำคัญ เรารู้ว่า ความล้มเหลวของการศึกษาทุกวันนี้ อยู่ที่การเสียสละจิตใจไม่ได้ แก้ไข มันขี้โลภ ขี้แก้แค้น เอาเปรียบ เอาชนะคะคาน แล้วก็มันก็ขี้เกียจไม่ขยันด้วย ยังขี้เกียจแล้วมันไม่ขยันด้วยนะ ทีนี้ มาพูดถึงอันที่เป็นเนื้อหาหลัก เป็นอุดมการณ์ เป็นเนื้อหาหลัก และ เป็นอุดมการณ์ของการศึกษาบอกไว้ การศึกษาของพวกเรา ที่เราศึกษากับเด็ก ที่ เราทำกับเด็กนี่นา มันเป็นงานแน่ๆ ทุกวันนี้ มันยิ่งชัด ชาวอโศกเรากำลังออกดอก ออกผล กำลังแตกก้านแตกกิ่ง มันกำลังจะเป็นวงจรที่ครบในสังคมของมนุษยชาติ มันกำลังมีการนั่นการนี่ การค้า การเกษตร การผลิตโน่นนี่ อะไรต่างๆ นานา หรือแม้แต่การเมือง มันก็ทำอยู่ในทีมีทุกมันกำลังมีบทบาท ชาวอโศกกำลังมีบทบาท หรือกำลังเกิดบทบาทอยู่ ไล่เลียงกันขึ้นมาอยู่ทั้งนั้น ถึงวันนี้แล้ว แต่เดิมอย่างที่ ท่านถิรจิตโตว่า อาตมาก็รับรู้ รู้มันอยู่เรื่อยๆนั่นแหละ แม้จะได้ไม่ลงมือ ไปลงมือ ด้วยก็ตาม ก็เข้าใจ เริ่มแรกตั้งแต่เราเอง เราจะสอน หรือว่าเราจะให้เรียน ให้ อะไรเนี่ย เราไม่ได้ไปตั้งใจที่จะไปมีอะไรมาก เป็นแต่เพียงจะช่วยดูแลเด็กให้กับผู้ ปกครอง ที่เขามาวัดเท่านั้นแหละ ไม่ให้มากวน นี่เป็นความตั้งใจแรกของเรา เอาเด็กมาดูซิ มาทำโน่นทำนี่ มากินมาอยู่ มาเล่นอะไรต่ออะไรเล็กๆ น้อยๆ พอพรากเด็กไปไม่ให้มากวนผู้ปกครองที่เขามาวัด สูงไปกว่านั้น เราก็ว่า เอ๊ะ! เราก็ควรจะให้ความรู้ให้อะไรต่ออะไรแก่เด็กบ้าง ให้เขาได้รับฝึกฝนอบรม เหมือนกับผู้ใหญ่ที่มาวัด ก็ได้ศึกษาศีล เราก็เน้นศีลไปให้บ้าง หนักเข้า เราก็ว่า เออ ความรู้อ่านเขียนเป็นความรู้ในเรื่องที่เป็นวิชาความรู้รอบตัว อะไรไปบ้าง ไม่ได้เป็นโล้เป็นพาย ไม่ได้เป็นกิจจะลักษณะ เหมือนกับการเรียนในโรงเรียนเค้า ก.ข. ก.กา อะไรต่างๆนานา เป็นความรู้หลักๆ อะไร เขาก็ไม่ได้คำนึง เราก็ ให้ความรู้ไปอย่างที่ว่านี่ ก็ให้ความรู้ เป็นโน่น เป็นนี่อะไรไปบ้าง โดยเฉพาะ เน้นเข้าธรรมะ ให้ศึกษาศีล ศึกษาธรรม ให้รู้อะไรต่ออะไรเข้าไป จนกระทั่งมาเป็นโล้เป็นพาย เป็นหมวด เป็นหมู่ เป็นอะไรต่ออะไร ขึ้นมา เรากชักจะมีหลักสูตร หรือว่ามีระบบ มีระเบียบ มีระบบขึ้นมา มันก็เลยเป็น เรื่องราว มีการจัดระดับว่า เอ๊ะ เด็กก็จะรู้เรียนความรู้อะไรต่ออะไร ที่เป็น ความรู้ที่ควรจะได้รู้ว่า เขาก็สอนอะไรกันบ้าง เราก็รู้อยู่ ครูจริงๆก็มี แล้วก็ ความรู้ของพวกเรา ก็มีพอ จะสอนนี่ จะให้มันเข้าเป้าหมายหลักๆ ความรู้นั้น ให้ มันเป็นโล้เป็นพาย เป็นชิ้นเป็นอัน เราก็ได้พยายามใส่เข้าไป บางคนก็ใส่เข้าไป อะไรต่ออะไรก็ใส่เข้าไป จนสุดท้าย ในนัยที่เรารู้ว่า การศึกษาคืออะไร เราก็ ไม่น่าจะเป็นของเราที่สอนเด็ก แล้วให้เด็กออกมาทำได้ เลี้ยงตนได้ พึ่งตนได้ รู้จักสังคม รู้จักความเป็นอยู่ตามอุดมการณ์สูงสุดของพวกเรานะ คนเราบอกแล้วว่า สัตวโลก โดยเฉพาะคนเกิดมาเพื่อศึกษา และการศึกษาของพระพุทธเจ้า ที่สอนนั่น ก็มีศีล อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปัญญาสิกขา สิกขาก็คือ ศึกษานั่นแหละ คือ การศึกษาอย่างนี้แหละ เป็นหลักใหญ่เลย เป็นชีวิตชีวาแท้ๆเลย แล้วยิ่งเข้าใจว่า การศึกษาของพระพุทธเจ้านั่นมีทฤษฎีหลัก คือมรรค องค์แปด ก็ยิ่งชัดเจนที่สุด เพราะฉะนั้น เราจะบอกความรู้ เราจะบอกทฤษฎี ทุกวันนี้ มีตัวหนังสือ เอาตัวหนังสือมาเขียนมาเรียง มาเรียน เราก็เอาตัวหนังสือเหล่านั้น เป็นความ บอกเล่า ตัวหนังสือเหล่านั้น เป็นคำบรรยายของเรื่อง เป็นคำบรรยายของความรู้ ในแง่ทุกแง่ ในทุกแขนง จะเป็นเรื่องการผลิตทำงานนั่นนี่ เป็นเรื่องอะไรต่ออะไร เป็นเรื่องของความรู้ในระดับนั่นระดับนี่ จนถึงสร้างสรรค์นะ แต่ความรู้ในเรื่องเสีย สละนั่นน้อยอย่างที่ว่าแล้ว เพราะฉะนั้น ตัวหนังสือที่จะบันทึกความเสียสละนั่นน้อย แต่เราก็จะเอา เราจะเอา เพราะเรารู้ว่า มันเป็นเนื้อหาของการศึกษา เพราะ งั้น สร้างสรรค์เราเอง เสียสละเราเอง ความรู้ หรือตัวความบรรยายอะไรนี่ ของพระพุทธเจ้าบรรยายไว้เยอะ ทฤษฎีข้างนอกมหาวิทยาลัยอะไรเอาแต่สร้าง มีแต่ความรู้ที่เพื่อสร้าง ความรู้เพื่อเสีย เพื่อสละ ความรู้เพื่อสละไม่มี ความรู้ เพื่อสละมันน้อย จะไม่มี อันนี้นะ มันแหว่ง เราจะต้องคำนึงถึงเรื่องนี้จริงๆ ทีนี้ เราจะไปเป็นครูเนี่ย เราก็จะต้องสร้างเป็น แล้วเราก็จะต้องสละเป็น คนที่จะเป็น ครูเขา ควรที่จะเป็นก่อน คนที่เป็นครูเขา นี่ ยังไม่เป็น ก็เป็นครูอะไรเขาล่ะ ยัง ไม่เป็น เป็นครูได้เหมือนกัน รู้ รู้ความหมายของการสร้างคืออะไร รู้ความหมาย ของการสละคืออะไร แล้วมาสอนเขาให้สร้าง มาสอนเขาให้สละ ก็เป็นครูได้ แต่เป็นครูไม่จริง เป็นครูเพียงครึ่งเดียว ทุกวันนี้นี่ ครูครึ่งเดียวนี่เยอะ เพราะฉะนั้น เราจะได้ชื่อว่า เป็นครู ครึ่งเดียวไม่ใช่ เพราะฉะนั้น เราก็เป็นนักเรียนด้วย เรียนจริงๆ เรียนต้องฝึกฝน ตนเองไปตลอด ให้เป็นผู้ที่ละโลภ โกรธ หลงกันจริง เสียสละนี่คือ ละโลภ โกรธ หลง ละความโลภ โกรธ หลง ส่วนตัวที่สร้างสรรค์ ก็คือ ตัวที่รู้ว่า ชีวิจะต้องมี ความอาศัย มีสิ่งอาศัย มีสิ่งที่จะต้องตั้งอยู่ เพราะฉะนั้น เราจะอาศัย หรือเราจะ ตั้งอยู่ด้วยอะไรบ้าง เราก็ศึกษา เราก็รู้ทั้งปัจจัย 4 นี่ เป็นเครื่องอาศัยสำคัญ ปัจจัย 4 นี่ เป็นเครื่องอาศัยที่จะต้องเรียนรู้ แล้วลงมือเป็นให้ได้จริงๆ เพราะ ฉะนั้น การทำไร่ ทำนา เป็นหลักของชีวิต การที่จะลงมือสร้างสิ่งที่เป็นอาหาร อาหารนี่ เป็นแปลว่า เครื่องอาศัย รวมแล้ว ก็เป็นหนึ่งในโลก ถ้าเราจะขยาย ความออกไปเป็นเครื่องอุปโภคด้วย นอกจากเครื่องบริโภคแล้ว เราก็ต้องรู้ จะเป็น เครื่องนุ่งห่ม เป็นที่อยู่ ที่พักอาศัยจริงๆ หรือยารักษาโรค หรือเครื่องอาศัย เป็นองค์ประกอบข้างเคียงอะไรก็ตามแต่ จนกระทั่งถึงกิจการ อาศัยแรงงาน หรือ กิจการ กิจการแรงงาน ขนย้าย ถ่ายเท การค้า การขาย เอาแรงงานเข้าว่า เราไม่ได้เป็นคนผลิตจริง แต่เราย้าย ถ่ายเทรู้จักเอาไปแจก ไปจ่าย ไปจำหน่าย ไปเกื้อกูลกัน ก็อาศัยค่าแรงงาน จนกระทั่งถึงการบริหาร การบริหาร เราจะดูแลควบคุม เป็นผู้ที่ประนีประนอม ตัดสินความ ดูแล อย่าให้เอาเปรียบ เอารัดกัน ให้ความรู้ความสามารถนี่จะปกครอง มีความสามารถ ที่จะสามารถทำให้คนเชื่อถือ มีความรู้ความเฉลียวฉลาด ทำให้คนอยู่เย็นเป็นสุข สมัครสมานสามัคคี เอื้อเฟื้อ เจือจาน ไม่เอาเปรียบ เอารัด เป็นสามัคคีที่สงบจาก ความเป็นอยู่ที่เป็นพี่เป็นน้อง เป็นสันติภาพสงบรื่นราบ แล้วก็อุดมสมบูรณ์ อะไร ต่างๆนานา ผู้บริหาร ก็จะต้องมีความรู้เหล่านี้มาจัดสรร ซึ่งในสังคมมันเกิดมาแล้ว จนกระทั่งมันมีระเบียบ มีความรู้ไปหมดทุกอย่าง วิทยาศาสตร์ รัฐศาสตร์ ปรับเศรษฐศาสตร์ ปรับพาณิชยศาสตร์ สังคมศาสตร์ อะไรก็ตามใจเถอะ จริงๆ เป็นความรู้จนกระทั่งในระดับของนักบวช นักบวช ถือว่าเป็นครูที่จะเข้าใจสิ่งเหล่านี้ มากๆ หรือทั้งหมด มากหรือทั้งหมดให้ได้ แล้วก็เป็นผู้ที่บริสุทธิ์จริงใจ เมื่อลงก็ ต้องลงไปแจ้ง แต่ไม่ได้หมายความว่า ไม่ผ่านการฝึกปรือ หรือทำ ผ่านการฝึกปรือ หรือทำมาให้ได้ดีด้วย เป็นครูที่แท้จริง นักบวชหรือสมณะ หรือเรากำลังใช้คำว่านัก ทำ "นักธรรม" ธ.ธง รร.ม. ท.ทหาร สระอำ ทำ เนี่ย เป็นนักธรรมที่แท้จริง ทีนี้ มาถึงวันนี้แล้วนี่ อาตมาก็ยังเคยบอกเคยพูดอยู่ว่า เราเอง เราจะต้องมี ต้องเรียนในอนาคต จะต้องมีการศึกษาของอโศกของเราเอง เพราะ การศึกษาทุกวันนี้ มันล้มเหลวจริงๆ จนกว่าเราจะมีผู้ปกครอง มีลูกเต้าเหล่าหลาน ของเค้า ที่จะไม่แคร์ต่อการศึกษาโลก อาจจะจำเป็น เพราะว่ารัฐบาลบังคับให้ไป เรียนชั้น ป.4 ป.7 อะไรอย่างนี้ ป.6 เหรอ ต้องไปเรียนให้จบ ป. 6 เป็นการ ศึกษาภาคบังคับ ก็อาจจะจำเป็น ยอมให้เขาเรียน ป.1-ป 6. ก็ไม่แปลกอะไร เรียนมาจนจบ ใช้เวลา 6 ปี สมมุติว่า เด็กไปเรียนตั้งแต่อายุ 6 ขวบ เดี๋ยวนี้มัน ไม่ได้เรียนอายุ 7 ขวบเหมือนก่อนหรอก เดี๋ยวนี้ 4 ขวบมันก็เอาเข้าโรงเรียน แล้ว เรียกอนุบาล อนุบาลก็เรียนหนังสือหนังหากันไปแล้ว ก็ไม่มีปัญหาอะไร เรียน ไปแล้ว แต่ที่จริงมันสร้าง Concept เหมือนกัน มันไม่น่าจะไปรับให้เด็กไปรับ Comcept ของโรงเรียนที่มีคุณลักษณะที่ไม่น่าจะเรียกว่าคุณลักษณะ น่าจะเรียกว่า โทษลักษณะ หรือภัยลักษณะด้วยซ้ำ เราไม่น่าจะไปยัดด้วยซ้ำ เราสอนของเราดี กว่า ถ้าเผื่อว่า ภาคบังคับอายุเท่านี้ ไปเรียน ป1.ได้ เราก็สอนของเราให้ เรียน ป.1 ได้ ไปให้เวลาอยู่กับโลกเขาอีก 6 ปี เรียนทางภาคบังคับเขา หรือ ไม่เรียนภาคบังคับเขา สอบเอาก็ได้นี่ ใช่มั้ย เราส่งสอบ โรงเรียนเราตั้งขึ้นมา แล้ว ก็สอนของเรา เขาสอบเอาภาคบังคับ เราก็สอนกับเค้า สอบกับเค้า ของ กระทรวงของอะไร เราก็ได้ หรือแม้แต่ไปสอบอย่างผู้ใหญ่อะไรนี่ เราก็ไปสอบ เดี๋ยวนี้ ก็มีสอบ แม้แต่เด็ก ม.4 ไปสอบ ม.6 เด็ก ม.4 ม.5 ไปสอบ ม.6 มันก็มี ก็สอบเอาได้ อันนี้ เป็นเรื่องที่เราจะคิดต่อไป ที่บอกให้ฟังในขณะนี้ก็คือว่า ในขณะนี้นี่ มีผู้ที่ศีรษะอโศก นี้มีครูสุภาพร เขาตั้งใจจะพยายามให้มีโรงเรียน เรียนสัก 10 คนก็จะทำแล้ว หลานลูกหลานของเขาก็มีอยู่ 3-4-5 คนแล้ว เพราะงั้น เด็กลูก หลานของพวกหมู่บ้านพุทธธรรมที่อยู่ศีรษะอโศกก็มี เพราะชีวิตของพ่อแม่เค้า เค้าก็ ไม่เอาแล้วแบบโลกๆ เขาก็ออกมาทิ้งงานทิ้งการออกมาแล้วจริงๆ ลูกเต้าเหล่า หลานของเค้าก็อยู่ที่นั่น ไม่แคร์ เข้าใจ ไม่แคร์ อ้ายเรื่องมีประกาศนียบัตร ปริญญา อะไร หรือว่าอ้ายความรู้โลกๆ แม้มันไม่มีทั้งชาตินี้ มันก็ไม่หวั่นไหวว่าจะอยู่ไม่รอด ถ้าชาวบ้านนอกจริงๆ จะยิ่งง่ายนะ เพราะเขาไม่ค่อยแคร์อ้ายเรื่องปริญญาเท่า ไหร่หรอก เขาก็จะทำ ครูสุภาพร เขาตั้งใจว่าจะทำ แล้วก็เรียนวิชาครูมาโดย ตรง แล้วก็เข้าใจในเรื่องของพวกเราอย่างชัดเจน เขาคิดว่า จะทำ แล้วเขาจะ ผสมผสานด้วยว่า สิ่งเหล่านี้ มันจะผสมผสานกับสังคมประเทศชาติตามหลักสังคมกฎหมายกับสังคมของเค้า ซึ่งเราจะต้องยอมเค้าอยู่นั่นแหละ ว่าเราจะต้องให้สอด คล้องกับเค้าได้เท่าไหร่ มันกำลังจะเกิดรูปร่างของโรงเรียนอย่างพวกเรา ซึ่ง อาตมาเคยพูดนำๆ ไว้แล้วว่า การเรียนของพวกเรานี้ จะมีแบบสัมมาสิกขา หรือ โรงเรียนที่จะตั้งของพวกเรา เราก็จะตั้งของพวกเรา เรียกว่า สถานสิกขา หรือ สิกขาสถาน ตามที่เคยเปรยๆเอาไว้ เราก็จะเป็นรูปเป็นร่างมาถึงวันนี้ เราก็มี อะไรขึ้นมาพอสมควร ทีนี้ ข้อสำคัญก็คือครู ครูโรงเรียน ไม่มีครู หรือครูไม่เป็นครู ครูไม่เป็น ครูที่แท้จริง นักเรียนมันก็ต้องล้มเหลวแน่นอน เพราะงั้น เราในฐานะครูนี่สำคัญ บอกแล้วว่า เราขาดอะไร เราขาดการเสียสละ ขยันหมั่นเพียร ความเอาใจใส่ เป็นสภาพที่ต้องตั้งอยู่ และเป็นเครื่องอาศัย คนเราจะอยู่ได้ ก็ด้วยการสร้าง สรรค์ความขยันเพียรต้องมีอะไรที่จะต้องตั้งอยู่ หรือจะต้องมีชีวิตอยู่ เสร็จแล้วมันจะ ประสานกันได้ดี สังคมก็จะสงบสันติ อยู่เย็นเป็นสุข ก็เพราะเสียสละ คุณจะไปหา ความหมายของคำวิเศษ ความหมายของความวิเศษของมนุษย์ที่ไหน คุณไปหามา เถอะ มันไม่มีความหมายวิเศษอะไรเท่ากับสร้างสรรค์ กับเสียสละ สรุปง่ายๆ สั้นๆ มีขยัน มีอดทน มีความรู้ มีความสามารถอยู่ในการสร้างสรรค์ทั้งนั้นแหละ เสีย สละนั่น ก็คือมันไม่โลภ มันไม่เห็นแก่ตัว เอื้อเฟื้อ เกื้อกูล เลี้ยงดู ช่วยเหลือ กตัญญู เมตตา อะไรอยู่ในเสียสละทั้งนั้น ต้องการช่วยเหลือผู้อื่น ต้องการผู้อื่นให้ได้ดี เมตตา ก็เป็นเมตตากรุณา มุทิตา อุเบกขา อะไรอยู่ในตัว เสียสละตัวมรรค ตัว ผล ตัวนิพพาน สร้างสรรค์นั่นคือตัวเกิด สร้างสรรค์คือตัวธรรมชาติ นิพพาน หรือ เสียสละ นั่นคือตัวธรรมะ สูงสุดเป็นปรมัตถธรรม ฟังดีๆ สองแง่เท่านั้นแหละ พูด 2 หลักง่ายๆ 2 หลักใหญ่ๆ สร้างสรรค์ นั่นคือ ตัวธรรมชาติ ตัวความเป็นอยู่อย่างสมดุลย์ ตัวอุดมสมบูรณ์ ธรรมชาติตัว ที่ตั้.อยู่อย่างสมดุลย์ ตัวที่ได้อาศัยอยู่ที่เดียวกับธรรมชาติ ธรรมชาติ คือการเกิด เสียสละคือการดับ หรือธรรมะอันสูงสุด การดับ ทีนี้ มันไม่ดับจริง ก็คือ ต้องสงบ ไม่ดับจริง ก็ต้องอยู่ที่การสงบ ก็คือ สันติ คือการอยู่เย็นเป็นสุข คือการไม่ทะเลาะ เบาะแว้ง คือการไม่ขาดแคลน พร้อมทุกอย่าง นั่นก็คือ สายของทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค สายของอริยสัจ สายของนิพพาน สายของจิตวิญญาณ เป็นที่ตั้ง เอาละ เราจะต้องเข้าใจหลักใหญ่ๆนี้ ที่จริง เราก็เป็นผู้ฝึกปรือ ศึกษาอยู่แล้วทุกวันนี้ก็ไม่ ได้หมายความว่า เราไม่มีสิ่งเหล่านี้เสียเลย เรามี แล้วเราก็ต้องยอมฝึกฝนตนให้ดีกว่าเด็ก หรือนักเรียน ที่เราจะสอนเขา เขาน่าจะมีน้อยกว่าเรา ถ้าเขามีมาก กว่าเรา เราเป็นครูเค้านี่ ไม่เข้าท่านะ ครูมีคุณน้อยกว่านักเรียนนี่ เอ้ เอา อะไรไปให้เค้า เอาอะไรไปสอนเค้า เค้าฉลาดกว่าเรา เขาเก่งกว่าเรา เขาดี กว่าเรา เขาสูงกว่าเรานี่ ครูสอนคนที่ดีกว่านี่มันก็ไม่เข้าท่านะ เราก็สอนเขาแท้ๆ โดยโลกเราก็เป็นครู เป็นผู้ใหญ่นะ แต่แท้จริง ต้องมาเรียนจากนักศึกษา ต้องรู้ตัว นะว่าเรา เอ๊ะ เราแท้ๆ เรามาเป็นนักเรียนน้า นักเรียนเค้าดีกว่าเรานะ เรา จะต้องเอาจากเด็ก เอ้า อย่างนี้เป็นได้นะ ฉลาดกว่า เป็นครูที่ฉลาดจริงๆ ก็ต้อง เพราะฉะนั้น อย่าลำเอียงเข้าข้างตัวอะไรมากมาย ทุกวันนี้ มันจะต้องก่อเกิดแล้ว ต้องทำจริง ต้องรับผิดชอบ ผู้ที่เริ่มก่อ เกิดเอาเรื่องนี้เป็นสำคัญ เขาก็ อาตมาบอกแล้วว่า ขณะนี้อโศกเราเกิดแล้ว จะ ต้องมีหลายแขนงเหลือเกิน แขนงต่างๆ เราจะต้องมีผู้เอาจริงเอาจัง รับผิดชอบ รับผิดชอบเป็นแขนงๆ แขนงโรงเรียน แขนงการศึกษา แขนงนี้ เราก็จะต้องทำทำ สร้างสรรค์ มันก็จะค่อยๆเป็นรูปเป็นร่าง มีโรงเรียน มีศาลาเรียน รอไว้แล้ว แต่ ว่า ยังไม่ได้ใช้เลย เหอะ ใช้วันนี้เหรอ ศาลาเรียน เราเกิดขึ้นแล้ว ตัวบุคคล ที่จะเป็นนักเรียน ไม่เป็นไรหรอก ครูมีกว่านักเรียนก่อน เป็นไรนะ อาตมาว่า เป็นความอุดมสมบูรณ์ ลักษณะพวกนี้ เป็นความอุดมสมบูรณ์ ให้มีครูมากกว่านัก เรียนก่อนนี่สอนง่าย มีนักเรียนมากแล้วครูน้อย นี่สอนยาก ครูตาย แบกหามไม่ ไหวหรอก ครูตายแน่ๆ เพราะงั้น ครูมากก่อน แล้วเด็กนักเรียนน้อยคน มอง อย่างทุนนิยม ทุนนิยมนะ ขืนครูมากนักเรียนน้อย นี่ตายลูกเดียว จ่ายเงินเดือนครู ล่มจมเลย ไม่ได้เงินเดือน ไม่ได้รายได้ค่าเล่าเรียนจากเด็กนักเรียนตาย ครูตาย ทุนนิยมเค้าไม่ได้หรอก มันไปได้แต่ทุนนิยมนี่แหละ ครูมากๆ โรงเรียนไหนเขาก็ อยากได้ครูมาก นักเรียนน้อย ของเรามันทำได้ เห็นมั้ยว่า มันเหนือชั้นกว่ากัน จริงๆ มันเหนือชั้นกว่ากัน ของเราทำได้ ครูของเราไม่ใช่ไปเที่ยวทุนนิยมทำงาน เพื่อจะสอนถ่ายทอดความรู้อบรม เพื่อปรารถนาดีต่อมนุษยชาติ การกินอยู่เราก็มีที่ อาศัยของเรา เราก็ทำเอง โดยมีโรงเรียนของเราด้วย แล้วเราก็ไม่เที่ยวไป ฟุ้งซ่านอะไร รอบจักรวาล มันมากเกินเฟ้อ อะไรมันไม่ถึงขนาดนั้น เราทำใน หน้าที่ที่พอเหมาะ นี่ เป็นเรื่องสัจจะที่จะไปพิสูจน์กับโลกเค้า พวกคุณนี่ มาเริ่ม แรก จะเห็นอะไรต่ออะไรลึกซึ้ง มีสภาวะรองรับ เพราะฉะนั้น สภาพที่จะสำนึก สำเหนียกให้มาก ก็คือว่า เราก็จะต้องไม่ลืมว่า เราก็คือนักศึกษา อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา ปัญญาสิกขา เราก็คือนัก ศึกษาของสัมมาสิกขาอยู่จริงๆ เราก็ได้ศึกษามาแล้ว ศึกษาที่นี่ อ้ายสิ่งที่ศึกษาจาก ข้างนอก ส่วนการสร้างสรรค์นั้น มีความรู้ในการสร้าง เราก็เอา ก็เรียนเพื่อให้ สร้างได้ พึ่งตนได้ มีชีวิตอยู่จบออกมาแล้วก็ เออ ทำอะไรต่ออะไร เลี้ยงชีวิตได้ จริง พึ่งตนได้จริงๆ และยิ่งมีความรู้ทางด้านธรรมะ เป็นคนที่ไม่ได้เที่ยวไปเอา เปรียบเอารัดเบียดเบียนมคร มีสัมมาสังกัปปะ สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะจริง เรื่องกามก็ไม่มีจัดจ้าน หรือยิ่งลดได้เป็นพระอริยะได้ เด็กๆเป็นอริยะได้ด้วย กามก็ไม่จัดจ้าน หรือไม่มีกาม พยาบาทก็ไม่จัดจ้าน หรือไม่มีพยาบาท ไม่มี เบียดเบียน สังกัปปะ วาจา ก็เป็นวาจาชอบ เป็นสัมมาวาจา ไม่โหดร้าย โทสะไม่มี หรือโทสะน้อย ปาณาติบาต อทินนาทานา ความโลภก็น้อย สัมมาอาชีพ มีเลย มีสัมมาอาชีพ โลภโมโทสันเอาของใคร มีแต่การสร้างสรรค์ เอาการงานแท้ จริง ที่ได้สร้าง ได้กระทำได้อยู่ในสังคมได้อย่างแท้จริง สังคมอื่นอยู่กับเค้าไม่ได้ ก็อยู่ในสังคมของพวกเราอย่างแท้จริง ราคะ กาม ไม่มาก หรือไม่มี สอดคล้อง เข้าไปอีก เราไม่ต้องกลัวว่าสังคมเราจะฝ่อ การไม่มีลูกที่จะต้องสมสู่กันคลอดออก มาเป็นของเรานะ ไม่ใช่สังคมเราจะฝ่อนะ เพราะการมีลูก เรามีทั้ง 2 ลักษณะ ลูกที่เกิดจากเมล็ด กับลูกที่เกิดจากหน่อ ลูกที่สมสู่กันออกมา เหมือนกับลูกที่เกิดจาก เมล็ด เราไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่ลูกที่เกิดจากหน่อ อาตมาเอาอาตมาสมมุติ มาหลาย ทีแล้วว่า เอ๊ะ อ้ายลูกที่เกิดจากการสมสู่ นี่มันเกิดจากหน่อ หรือว่าเกิดจากการ สมสู่ มันควรจะเกิดจากเมล็ด อ้ายลูกที่เกิดจาก เอามาจากข้างนอก ไม่ใช่มาจาก สมสู่ ลูกทางจิตวิญญาณ นี่คัดเลือกรับเข้ามา เขาก็จะมาจริงๆเข้ามา ลูกมาเป็นลูก จริงๆนะ อาตมานี่ ไม่มีลูกมากมาย อาตมาว่าลูกจริงๆนะ เป็นลูกแท้ๆ ลูกทาง วิญญาณ ส่วนทางสมสู่อาตมาไม่ตลาก อาตมาไม่ประหลาด ไม่เห็นเป็นเรื่องขี้หมูขี้ หมาอะไร ตาบอด แขนกุด ขาด้วน มันก็สร้างเป็น เป็นลูกอย่างนั้นเชื่อมั้ย เออ คุณสร้างเป็นมั้ยละ เหอ จะหยุดสร้างแล้วยังละ อ้ายลูกอย่างงั้น นะ เขาสร้างกันมากมาย ใครๆมันก็สร้างเป็น คนตาบอด หูหนวก ใบ้บ้าๆ บอๆ มันก็สร้างเป็น มันเป็นเรื่องไม่ยาก สร้างลูกแบบนั้นนะ เก่าแล้ว ความสามารถ ความรู้เก่าไม่เอี่ยมด้วย เก่าเขอะด้วย ไม่ใช่เก่าเอี่ยมหรอก เก่าเขรอะ หยุด เสียที พอเสียที จะล้นโลกแล้วลูกแบบนั้น แต่ลูกอย่างที่อาตมาว่าซิ เป็นลูกทาง วิญญาณ เป็นลูกแท้ๆ ทำแล้วมีประโยชน์คุณค่าต่อสังคมมาก แล้วเราก็จะสร้าง แล้วก็ได้ลูกของพวกเรา แม้ว่า จะไม่สมสู่ จะไม่มีลูกแบบนี้ แต่มันก็จะต้องมีบ้าง สำหรับ คนที่จำนน ใช่มั้ย สีละฯ ก็บอกไม่ไหว ไปไม่ได้ มีฐานขนาดนั้น มีจริง ก็ให้เขา เป็น เราก็พยายามอย่าเป็นก็แล้วกัน แต่ก็ไม่รู้ว่า หน้าตาพวกนี้ ใครจะเป็นตอนนี้ ก็ตั้งอกตั้งใจเอาไว้ขึ้นคานทอง ทางโลกเขาบอกว่า ขึ้นคานแล้วน่าเกลียด ของ เราต่างกัน พวกเราไม่ขึ้นคาน ไม่แน่จริง เกิดมาชาตินี้ ไม่ได้ขึ้นคานทอง เป็น ความล้มเหลวชนิดหนึ่ง ใครขึ้นคานทองได้ เป็นความชนะอย่างเยี่ยมยอดชนิดหนึ่ง นี่ อุดมการณ์คนละอย่าง หลอกล่อกันเสียให้ยาก ชาวโลกหลอกล่อกัน อย่างนี้ เขาถึงจะตายจะเป็นอยู่แล้ว เพราะงั้น เราต้องรู้สถานการณ์ของสังคม เราจะต้องขึ้นคานทองให้สำเร็จ ทำเป็นยิ้มน่า ทำเป็นยิ้มออก ยิ้มกะเรี่ยกระราด น้า ขึ้นคานทองไม่สำเร็จ ใครขึ้นคานทองสำเร็จนั่นละ เป็นสิ่งที่วิเศษ ถึงแม้ว่ามัน จะตกหล่นตกร่วงไป เอาละ เราไม่เลวร้ายอะไร จำเป็นจะต้องศีล 5 ก็ศีล 5 อาตมาก็จะต้องรู้จักสังคม ทุกวันนี้ ก็ไม่ได้เคร่ง ไม่ได้เครียดอะไรเกินการถึง ขนาดเหมือนอย่างกะแรกๆ เพราะแรกๆ ไม่มีฐานรองรับไม่มีเนื้อ ตอนนี้ เรามี เนื้อพอจะรองรับ มีฐาน มีพี่ มีพ่อ มีแม่ มีอะไรจะต้องเลี้ยงดู ยิ่งกว่านั้นลูกอ่อน ลูกอื่น อะไรต่ออะไรบ้างก็ว่าเอา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ให้เปิดโล่งจนเป็น อย่างนั้นนะ มันสุดวิสัยก็เอา แต่ก็เราไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดนั้น ก็เอา คนที่แต่ง งาน คนที่อยู่ ก็จะเห็นได้ ออกไปอุตส่าห์ออกไปแล้ว ถ้าเขาไม่อาย เขาก็พยายาม กลับเขัามา บางทีก็อุ้มลูกมาฝากเรา ดูหน้าตาก็ เอ้าได้คนที่ 2 แล้ว อ้ายคู่นี้ 3 คนแล้ว คนนี้ เพียงคนเดียว อาตมาก็จะต้องมานั่งตั้งชื่อเด็กพวกนี้อีกตั้งเ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive