330209 กอบกู้พุทธด้วยชีวิต แสดงโดย พ่อท่านโพธิรักษ์ งานปลุกเสกฯ ศีรษะอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2533
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์538 KB
วันที่แก้ไข18 มีนาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

330209 กอบกู้พุทธด้วยชีวิต โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก

กอบกู้พุทธด้วยชีวิต โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ มื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2533 ณ พุทธสถานศีรษะอโศก

เจริญธรรมพวกเราชาวอโศกทุกๆคน วันมาฆบูชาปีนี้ ตรงกับวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2533 ซึ่งก็เวียนมาบรรจบครบรอบ ที่เราได้มาจัดงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธกัน เป็นครั้งที่ 14 เราได้ถือเอาวันมาฆบูชาเป็นหลักในการจัดงานปลุกเสกฯ นี่กันมาเรื่อยตลอด จนกระทั่งบัดนี้แล้ว ก็คงจะตลอดไปที่เราจะได้ดำเนินการตามจารีตประเพณีอันนี้อยู่ เพราะฉะนั้นงานปลุกเสกฯ จึงมีวันพิเศษ คือวันมาฆบูชาอย่างนี้ ที่จะเป็นรายการพิเศษอันใดอันหนึ่งขึ้นมาทุกครั้งของงานปลุกเสกฯ ถ้าอาตมาอยู่ ก็มักจะเป็นอาตมา เป็นผู้ที่จะต้องเทศน์กัณฑ์พิเศษกันเสียส่วนใหญ่ ถ้าอาตมาไม่อยู่ มีบางครั้งบางคราว งานปลุกเสกฯ ที่อาตมาไม่ได้มา พวกเราก็จัดรายการพิเศษไป อย่างที่เราได้จัดกันเป็นพิเศษ ก็ เคยทำมาแล้ว องค์ประกอบของกาลเวลา องค์ประกอบของสิ่งที่ชุมนุม อะไรต่างๆนานาที่เป็นองค์ประกอบที่มากอย่าง มากเรื่องนี่ ประกอบกันเข้าแล้ว มันทำให้เกิดองค์ประกอบที่ทำให้มีฤทธิ์มีแรง หรือมีสภาพที่ว่า เกิดคุณค่าอะไรมากๆอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นได้เสมอ อย่างที่เราเคยประสบมา ตามที่เคยประสบมา ขึ้นถึงปี 33 ปีนี้ ชาวอโศกเราก็คงจะได้รู้ ได้รับซับทราบกันมาตลอด ว่ามันมีอะไรเกิดขึ้น มีเรื่องราว มีสภาพโน่นนี่ อะไรต่างๆนานาสารพัดเกิดขึ้น แต่ถ้าเผื่อว่ามองกันให้ลึกซึ้งแล้ว ก็จะเห็นได้ว่า การเกิดขึ้นของเรื่องราว ที่บางคนมองอย่างตื้นๆเผินๆ คือว่าเป็นเรื่องไม่ค่อยดี เป็นเรื่องของอุปสรรค ที่ดูแล้วก็เหมือนมันเป็นอกุศล หรือว่าเป็นภัย เป็นโทษ เป็นบาป เป็นเรื่องทุกข์ร้อนอะไรอย่างนี้ต่างๆ ดูเผินๆก็ใช่ ดูด้วยหมากรุกชั้นเดีย

อ่านต่อ

วง่ายๆ ใช่ แต่อาตมาก็ได้ยืนยันมาเสมอว่าเป็นเรื่องปกติ และก็เคยพูดด้วยซ้ำไปว่าเป็นเรื่องดี แต่เรายังไม่อยากจะพูดไปว่าเป็นเรื่องดีมากเกินไปนัก เพราะว่าถ้าจะพูดว่าเป็นเรื่องดีมากเกินไป บ่อยเกินไป ได้ยินกระจายไปถึงหูของผู้ที่เขาจะพยายามจัดการไปในความมุ่งหมายที่เขาจะจัดการ มันเหมือนกับยั่วยวน มันก็ไม่ค่อยดี มันกลายเป็นสภาพที่จะทำให้เกิดความโกรธแค้น หรือว่าสภาพที่มันเป็นผลกระทบที่แรงขึ้นมาเปล่าๆ แต่ที่อาตมาใช้คำพูดว่า เป็นเรื่องดีนั้น มีความรู้สึกจริง แล้วก็มีความหมายที่เคยอธิบายให้ฟังมาบ้างแล้ว วันนี้ก็จะได้ขยายความ จะได้อธิบายถึงความเป็นไปตามที่ได้บอกไว้แล้วว่า มันเป็นเรื่องดีนั้น ให้ฟังเพิ่มเติมขึ้นไปอีกบ้าง จะใช้คำว่าเป็นเรื่องปกตินั้น ก็เป็นความจริงอีกเหมือนกัน คำว่าความปกตินั้น ก็คือเป็นธรรมดาเอง ที่จะต้องเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ ผู้ที่คิดไม่ออก หรือผู้ที่เข้าใจยังไม่ถึง ก็อาจจะเข้าใจยาก แต่ผู้ที่คิดออก แล้วก็เป็นผู้ที่คิดตามเหตุตามผล ก็ตามแต่ ที่บอกว่าเป็นเรื่องปกตินั้น ผู้ที่มีปัญญา มีความเข้าใจลึกซึ้งเพียงพอที่จะเข้าใจได้ ก็จะเข้าใจได้จริงๆ จะเห็นความจริง จริงๆว่า มันเป็นเรื่องปกติ อาตมาไม่ได้พูดเล่น ไม่ได้พูด เก๋ๆโก้ๆอะไรไปไม่เข้าเรื่อง ไม่ใช่ เป็นเรื่องปกติ สภาพความเป็นจริงของสังคม สภาพความเป็นจริงของมนุษย์ สภาพความเป็นจริงของสังขารธรรม ที่เป็นโลกียะ มันจัดจ้าน ความเลว ความผิดพลาด ความไม่ดีไม่งามของมนุษย์ ของสังคม หรือความบาป มันมากขึ้น มิจฉาทิฐิมากขึ้นในสังคม เมื่อมีสัมมาทิฐิ มีความดีงาม ความถูกต้องเกิดขึ้น มันก็ต้องขัดแย้งกัน มันก็จะต้องต่อสู้กัน เป็นธรรมาธรรมะสงคราม เป็นเรื่องจริงๆ ถ้าคนที่มีภูมิปัญญาจริงๆ มองสังคมดังที่อาตมากล่าวแล้ว มองสังขารธรรม มองพฤติกรรมมนุษย์ว่า มันเป็นความตกต่ำ เป็นโลกียะจัดจ้าน เป็นเรื่องของบาปของนรกมากมาย ทุจริต อกุศล มากมาย ถ้าใครยอมรับ หรือใครเห็นความจริงอันนี้ว่าจริง สังคมส่วนใหญ่ มนุษย์ส่วนใหญ่ อกุศลมากจริงๆ อกุศล ทุจริต บาป ความไม่ดีไม่งาม พฤติกรรมที่ไม่เป็นไปเพื่อกุศล ไม่เป็นไปเพื่อโลกุตระ โดยเฉพาะไม่เป็นไปเพื่อโลกุตระ แม้อยู่ในวงการของศาสนา มันมีมากกว่ามากจริงๆ ถ้าใครยอมรับเห็นจริงเรื่องนี้ ถ้ามีอีกสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นมาท่ามกลางสิ่งนี้ สิ่งนั้นเหมือนกับความดำ สิ่งที่ไม่ดี สิ่งที่เป็นพื้นกันอยู่ในสังคมปัจจุบันนี้ ตามที่กล่าวแล้ว เหมือนความดำ ถ้ามีความขาว หรือมีความถูกต้อง หรือมีความดีงาม มีสัมมาทิฐิ มีโลกุตรธรรมเกิดขึ้นท่ามกลางความดำ แน่นอนมันต้องตัดกัน มันต้องเป็นธรรมาธรรมะสงคราม มันต้องเป็นแน่ๆใช่ไหม มันต้องเกิดการขัดแย้งกัน หรือจะใช้ศัพท์ว่า มันจะต้องต่อสู้กัน ยิ่งความดำคือความดำจริงๆ ความมิจฉาทิฐิ คือความมิจฉาทิฐิจริงๆ ความชั่ว ความบาป อกุศล มันก็เป็นความชั่ว ความบาป อกุศลจริงๆ ส่วนความขาวก็ขาวจริงๆ เป็นสัมมาทิฐิจริงๆ เป็นกุศล เป็นโลกุตระจริงๆ มันก็ต้องขัดแย้งกัน มันก็ต้องต่อสู้กัน มันก็ต้องรบกัน มันเป็นความแปลกตรงไหน มันเป็นปกติ มันเป็นเรื่องธรรมดา ใช่ไหม มันเป็นความจริง มันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ผู้รู้จริงๆก็จะต้องรู้อยู่ ความจริง ไม่ใช่เรื่องแปลกนี่ ถ้ามันไม่ใช่ซิ ถ้ามันไม่รบกัน มันไม่ขัดดำขัดขาวกันจริงๆ มันดำด้วยกัน มันจะไปชกอะไรกัน มันก็ไปด้วยกันเท่านั้นเอง อาตมาย้ำอยู่จุดที่ว่า เราเห็นชัดเจนจริงๆไหมละว่า ส่วนใหญ่ มนุษย์ส่วนใหญ่ พฤติกรรมส่วนใหญ่ หรือโลกียะ มันมีเป็นส่วนมาก ส่วนใหญ่ แล้วมันก็เป็นโลกียะจริงๆ แล้วมันก็เป็นเรื่องชั่ว เรื่องไม่ดีไม่งาม เรื่องทุจริต เรื่องอกุศล เรื่องมิจฉาทิฐิ อันนั้นน่ะ มันจริงไหมล่ะ หรือกลับกัน ไอ้ที่เราว่าเขาไม่จริง ไอ้ที่ว่าส่วนใหญ่ไม่จริง ที่ว่าส่วนใหญ่เป็นอกุศล สังขารธรรมโลกียะนั้น ที่จริงไม่ใช่โลกียะ ที่จริงเป็นโลกุตระ ที่จริงเป็นกุศล ที่จริงเป็นสัมมาทิฐิ อย่างที่เราเป็นส่วนน้อยนี้ขึ้นมานี่ ก็ต้องเป็นส่วนมิจฉา มันจะต้องเป็นส่วนผิด จะต้องเป็นอกุศล แล้วเราก็คงเป็นโลกียะ ส่วนใหญ่ก็ต้องเป็นโลกุตระ ส่วนใหญ่ก็ต้องเป็นสัมมาทิฐิ สังคมมนุษย์ส่วนใหญ่ขณะนี้ก็ต้องเป็นความถูกต้อง เป็นความดีงาม เราก็ต้องเป็นความทราม เป็นความผิด เป็นความชั่ว เพราะมันขัดแย้งกันแน่ๆ มันเห็นจริงๆ อยู่แท้ๆเลย มันขัดแย้งกันจริงๆ มันตรงกันข้ามกันจริงๆ มันก็ต้องอย่างนั้น เราก็คิดทั้งสองด้าน เราอาจจะผิด เราอาจจะเป็นส่วนที่เป็นโลกียะ เป็นความไม่ถูกต้อง เป็นความชั่วความบาป ส่วนใหญ่นั้นก็เป็นความถูกต้อง เป็นบุญ เป็นสิ่งที่เป็นกุศล เป็นสิ่งที่เป็นโลกุตระโน่นแหละ จนของเราก็เป็นโลกียะ เพราะฉะนั้นเราต้องมาตรวจสอบตรวจทานสภาพที่เป็นอยู่ ทั้งพฤติกรรม กิจกรรม พิธีกรรม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ตรวจสอบหลักฐานจริงๆว่า มันเป็นไปเพื่อโลกุตระหรือไม่สำหรับพวกเรา สำหรับที่เราเป็นอยู่ ฝึกหัด อบรม ฝึกฝน แล้วก็ลดละ จางคลายอะไรมาได้ ต่างๆนานา มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ มากน้อยขนาดไหน มันชัดเจนขนาดไหน มั่นใจขนาดไหน ทุกคนก็ต้องพยายาม อย่าไปหลงใหล อย่าไปเที่ยวได้หลงละเมอเพ้อพกง่ายๆ ตรวจสอบ ตรวจทานเข้าจริงๆ พระพุทธเจ้าท่านให้ตรวจสอบตรวจทานตามธรรม ตามวินัย ตามคำตรัสคำสอนของพระพุทธองค์ ที่ได้ตรัสสอนไว้ เท่าที่เราจะมีหลักฐานยืนยันยืนหยัดว่า เป็นหลักฐานคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่ผิดแน่ ไม่เพี้ยนแน่ เท่าที่เราจะสามารถหาได้ ยืนยันกันได้ แล้วในคำสอนเอง ก็มีความสอดคล้องอยู่ในตัวของมันเองด้วย มีหลักปรัชญา มีสิ่งที่สื่อความหมายเป็นไปดังที่ตรัส ดังที่บรรยาย ดังที่ยืนยัน อย่างโน้น อย่างนี้ เอาไว้สื่อบอกให้เราได้เข้าใจได้ตามสื่อความหมายเหล่านั้น เราก็เอามาตรวจสอบกับสภาพจริงที่เป็นไป ทั้งด้านนอก กาย วาจา ทั้งด้านในถึงจิตวิญญาณ ถึงอารมณ์ อาการของจิตวิญญาณต่างๆนานา ตรวจสอบ แล้วเราก็จะรู้ว่า เราสอดคล้องกับคำตรัสของพระพุทธเจ้าหรือไม่ หรือว่าทางด้านอีกฝ่ายหนึ่งฝั่งหนึ่ง ที่ตรงกันข้ามกับเราน่ะ ใครสอดคล้องมากกว่ากัน ใครถูกต้องมากกว่ากัน ก็ต้องตรวจสอบจริงๆ เราก็จะสามารถวินิจฉัยได้ ตัดสินได้ ใครที่ตัดสินไม่ได้ ก็เป็นจริงในภูมิธรรมของแต่ละบุคคล อาจจะตัดสินไม่ได้ ไม่มีความแหลมคม ไม่มีความแม่นความตรง ไม่มีความเฉลียวฉลาดเพียงพอที่จะตัดสินได้ ก็อาจจะมี ผู้ที่ตัดสินได้ก็ต้องมีแน่ๆ เมื่อตัดสินได้แล้ว ชัดเจนแล้ว เราก็ต้องลงมือทำ หรือผู้ที่ได้มาพิสูจน์ มีสภาวะรองรับด้วยซ้ำ มีของตนๆ ด้วยซ้ำ มันก็ยิ่งจะลึกซึ้ง ยิ่งจะเป็นความจริงที่จริงยิ่งขึ้น เพราะมีสภาวะรองรับ มีสิ่งจริงรองรับ มันก็ยิ่งจะมั่นคงขึ้นไปใหญ่ อาตมาเคยกล่าวเสมอกับพวกเราบ่อยๆ กล่าวว่า อาตมาเองอาตมาไม่ได้หวั่นอกหวั่นใจ ไม่เคยตกอกตกใจ ไม่เคยกลัว ไม่เคยกลัวว่า พวกคุณจะหนีจากอาตมาไปทั้งหมด อาตมาเคยสมมุติเล่นๆก็หลายที ว่าแม้คุณจะหนีไปจากอาตมาทั้งหมด อาตมาก็ยังมั่นใจในตัวเอง มั่นใจในสภาวธรรม มั่นใจในสิ่งที่อาตมาได้ อาตมาเป็น ว่ามันเป็นไปตามที่ พระพุทธเจ้าท่านพาเป็น มันมีความเลี้ยงง่าย บำรุงง่าย มีความมักน้อย ไม่ได้อด ไม่ได้ทน ไม่ได้ฝืน มักน้อย เห็นว่าสบาย มีความสันโดษ มีใจพอ มันพอ ใครไม่เชื่อก็แล้วแต่ ลาภก็เหลือเฟือ พอ เกินพอ ยศ ตำแหน่งก็พอ เกินพอ สรรเสริญเยินยอก็พอ เกินพอ ไม่ได้อยากได้ลาภเพิ่มเติม ไม่ได้อยากได้ยศ ไม่ได้อยากได้สรรเสริญ ไม่ได้อยากได้มาบำเรออะไร โดยเฉพาะมาบำเรอเรา พอเราได้มาก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจ ฟูใจ อาการ เหล่านี้อาตมาว่าอาตมารู้จักปรมัตถธรรม ฝึก อบรม ศึกษาตามทฤษฎีพระพุทธ เจ้า แล้วก็แน่ใจว่า เรารู้อาการ ลิงคะ นิมิต อุเทศ ที่พระพุทธเจ้าท่านยืนหยัดยืน ยันมา เอามาพิสูจน์สภาวะในตัวในตนของเรา รู้จิต รู้เจตสิก เห็นรูป เห็นนาม เห็นอาการเหล่านั้น ว่ามันมีอาการโลภ โกรธ หลง หรือมีอาการยินดี หรือไม่ยินดี ทุกข์ร้อนกับลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข มีอาการขนาดไหน หรือไม่มี เราก็เห็นของเรา รู้ของเรา อาตมาว่า อาตมาไม่ได้พูดเล่น เอาของจริง สภาวะจริงมาพูดมาบอก จะเรียกว่าอวดอุตริมนุสธรรม ก็ใช่ ก็บอกยืนหยัดยืนยันอยู่ ว่ามันจริง การโกหกก็เป็นบาป อาตมาก็รู้ว่าบาป ถ้ามันไม่จริง โกหกไป มันก็ยิ่งบาปซ้ำ แล้วบาปประเภทที่จะไปหลอกคนอื่นเขาให้มาเชื่อในสิ่งที่ประเสริฐด้วยซ้ำ มันยิ่งบาปมาก อาตมาพากเพียรมา ปฏิบัติตนจนกระทั่งทิ้งโลกียะ ลาภ ยศ สรรเสริญ ทรัพย์ศฤงคาร ญาติโกโยติกาอะไรมา ไม่ได้มาเล่นๆ ไม่ได้หลงๆเลอะๆ ไร้สติสัมปชัญญะ ทำด้วยความรู้ตัว ด้วยความเข้าใจ ด้วยความเห็นจริงว่า มันเป็นสิ่งประเสริฐจริงๆ เป็นสิ่งที่เราได้ เรามี เราเป็น เราพอใจ ยินดีในสิ่งนี้จริงๆ แล้วก็เอามาเปิดเผย เอามาบอกกัน เอามาท้าทายให้พิสูจน์กัน เป็นเอหิปัสสิโก คุณเอาไปพิสูจน์ เป็นสันทิฏฐิโก คุณได้ มันก็เป็นอกาลิโก คุณก็จะรู้ว่ามันเป็นอกาลิโก แล้วก็มันเป็นสันทิฏฐิโกนั้นๆนี่ ที่ยังไม่ได้ก็มี มันเป็นโอปนยิโก มันเป็นสิ่งที่ควรเอื้อมมาให้แก่ตนให้ได้ ยาก ไม่ง่าย เป็นเหมือนดอกฟ้าที่จะต้องเอื้อมเอามาให้ได้ โน้มน้าวเอามาให้แก่ตนให้ได้ เป็นของจริงที่คุณแน่ใจว่าจริง เป็นสิ่งดีสิ่งจริง ที่มนุษย์พึงได้ พึงเป็น พึงเอื้อม พึงไขว่คว้าเอา เป็นโอปนยิโก เมื่อคุณได้ คุณก็ได้ส่วนตน เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิ เห็นของตน ซาบซึ้งของที่ตนได้ ตนเป็น ตนมีเอง แล้วคุณก็เชื่อ แล้วคุณก็เป็นบัณฑิตเองในตัวเองนั่นเอง เป็นบัณฑิตเอง เป็นเวทิตัพโพ วิญญูหิ เป็นอยู่ในตัวคุณเอง ไม่ต้องมีใครแต่งตั้ง จะได้มากหรือได้น้อย มันก็จะบอกรสเอง จะเป็นธรรมรสถึงขั้นวิมุติรสในรอบใดๆก็ตาม มันก็เป็นธรรมรส เป็นวิมุติรสในรอบต้น รอบกลาง รอบปลาย หลายๆรอบซับซ้อน หมุนรอบเชิงซ้อนลึกซึ้งขนาดไหน เราพากเพียร ประพฤติปฏิบัติจริงๆ ทำจริงๆ คุณก็จะมีของจริงนั้น รู้เอง เห็นเอง เพราะฉะนั้นอาตมาไม่หวั่นไหว ไม่กลัว ไม่เคยตกอกตกใจ ว่าจะไม่มีพวกคุณ จะไม่มีผู้ปฏิบัติได้ ความจริงนี้ ถ้าพวกคุณปฏิบัติไม่ได้ มันก็เป็นความไม่สามารถของอาตมา ที่อาตมาสื่อเปิดเผยนำพาให้อบรมฝึกฝนตน พิสูจน์แล้วมันไม่ได้ อาตมาไม่มีความสามารถที่จะสื่ออันนี้ไปได้ ให้พวกคุณรู้ตาม แล้วก็เอาไปฝึกฝนอบรม จนเกิดจนเป็นเอง ของตนเอง ได้ตามจริงเอง อาตมาไร้สมรรถภาพที่จะสื่อ ที่จะสอน หรือที่จะเอามาเปิดเผย เอามาแนะนำ พยายามเคี่ยวเข็ญกันก็ตาม ให้อบรม ฝึกฝน อุตสาหะวิริยะให้มันเกิด ให้มันเป็น ให้มันได้ อาตมาเป็นครู ที่เป็นครูสอนลูกศิษย์ขึ้นมาไม่ได้เท่านั้นน่ะ มันไม่มีความสามารถเท่านั้นน่ะ อาตมาเคยสมมุติว่า แม้พวกคุณไม่ได้สักคน อาตมาก็ยังมั่น ใจในสิ่งที่ได้นี้อยู่ แต่ความจริงมันไม่เป็นอย่างนั้นหรอก ทุกวันนี้มันก็ยังมีผู้ได้ แล้วก็ได้อย่างที่อาตมาเองอาตมาพูด อาตมาพูดเผื่อไว้ตั้งนานแล้ว ก็ยังพูดอยู่อย่างนี้ พูดว่า เผื่อคุณไม่ได้ เหลือคนเดียว มีแต่อาตมาคนเดียว อาตมาพูดเผื่อไว้เท่านั้น โดยจริงแล้ว มันไม่เป็นจริงเลย แล้วอาตมายิ่งเห็นว่ามันไม่จริง ถึงปีนี้มากขึ้น อาตมาทักให้พวกเราฟังว่า ปีนี้นี่นะมีคนมาปลุกเสกฯ ยิ่งนับวัน ตามสถิติที่จดให้อาตมาดู เพิ่มขึ้นๆๆๆ นับหัวด้วยนะ นับบุคคลด้วยนะ ไม่ใช่นับแต่ตัวสถิติที่ตัวเลขลงทะเบียนเท่านั้น ลงทะเบียนก็ขึ้นตามอยู่แล้ว เพราะว่ามันไม่ได้ลบออก ผู้ที่จะกลับโดยไม่บอกก็มี แต่เอาตัวจริงเลย มีผู้ที่นับหัวแต่ละคราวที่มาประชุมกันรวมให้นับ ตอนฟังธรรม ตอนเช้า ตอนก่อนฉัน ตอนบ่าย เราก็นับเพื่อที่จะดูสถิติเฉลี่ยเหล่านั้นจริงๆ แต่ละวันๆมา ปีนี้เพิ่มขึ้นๆ ถึงวันนี้เพิ่มขึ้นเป็น 1,414 ที่นับได้ เช้าตรงกันเลยกับบ่าย ตรงกัน ตัวเลข 1,200 ตอนเช้า ตอนบ่ายนี่ 1,414 เช้า 1,298 ทั้งสองภาค ภาคเช้าตั้งแต่ตอนทำวัตรเช้า กับภาคก่อนฉัน ส่วนภาคบ่ายนี่เพิ่มเป็น 1,414 จำง่ายตัวนี้ เพราะ 14-14 สองเลข เอา 2 หารเข้าก็ 77 14-14 ที่จริงมันก็ 2 7 14 ไม่ใช่เนอะ ต้องหาร พิเศษมันถึงจะเป็น 77 หารอย่างลวกๆ ที่จริงมันไม่ใช่ 77 เป็น 14-14 อาตมา เห็นตัวเลขว่าแปลก มันเพิ่มขึ้นมา จริง มองเผินๆ บางคนอาจจะบอกว่า โอ้! มันก็มากน่ะซิ เพราะว่ามันเป็นวันมาฆะฯ คราวนี้มันไปตรงกับวันหยุด วันนี้วันศุกร์ วันมาฆะฯ แล้วเขาก็มากัน พรุ่งนี้มันวันเสาร์ วันอาทิตย์ พรุ่งนี้ก็วันเสาร์วันสุดท้ายของงานปลุกเสกฯ เรา เป็นครั้งที่ 14 ปีนี้ งานปลุกเสกฯปีนี้ก็ครั้งที่ 14 คนจะตั้งข้อสังเกตว่า อาตมาทักอันนั้นแล้วนี่นะ ก็อาจจะบอกว่า เออ! ก็ไม่แปลกอะไร มันวันหยุดน่ะ มาฆะฯ มันวันหยุด แล้วพรุ่งนี้ก็วันเสาร์ เขาก็มา วันนี้วันมาฆะฯ เขาก็หยุดอยู่ หยุดงาน เขาก็มาน่ะซิ มันก็มาเพิ่ม แล้วพรุ่งนี้วันเสาร์ วันอาทิตย์ ต่อไปเขาก็หยุดต่อ เขาก็ได้มาเที่ยว มางานนี้ซะ มองอย่างนั้นก็ใช่ เหตุผลอันนั้นก็ใช่ แต่มองง่ายๆดูซิ มองอีกแง่นึงดูซิว่า เอ๊ะ! ก็มาก็วันนี้วันสุดท้ายวันเดียว พรุ่งนี้ก็วันเสาร์ เดี๋ยวก็กลับแล้ว มาทำไมเล่า ก็มันมานิดเดียว มาแค่วันสุดท้ายวันเดียว วิ่งมาทำไมตั้งไม่รู้กี่ร้อยกิโล เกือบพันกิโล วิ่งมาทำไม ถ้าจะพูดอีกแง่หนึ่งนะ มาทำไมเล่าก็นิดเดียว แม้จะปิด หรืออันนี้อยู่ตอนท้ายๆของรายการ มันก็เลยมีเพิ่มขึ้นๆ ก็ไม่ใช่ วันอื่นก็ควรลด มันไม่ลด มันเพิ่มขึ้นมาทุกวันๆ เรื่อยๆ นะ สถิติ คราวนี้นี่ ตั้งแต่วันแรก วันสอง วันสาม ไล่ขึ้นมาจนกระทั่งถึงวันสุดท้าย มันเพิ่มขึ้นมาทุกขณะ จนมาถึงวันนี้ก็เพิ่มมาก แล้วมาวันนี้ แล้วก็แน่นอนค้างคืนนี้ พรุ่งนี้ก็ต้องอยู่อีก ใช่มั้ย วันสุดท้ายตอนเช้าฟังธรรมกันไปจนกว่าจะฉันเสร็จ ก็ต้องอยู่กันนั่นแหละ คนที่มาวันนี้ แล้วก็จะไปกลับวันนี้กันทำไม ใช่ไหม นอกจากมีเรื่องด่วนจริงๆ แล้วก็มีเหตุการณ์อะไรจะต้องมาเท่านั้น แต่ถ้าเผื่อว่าไม่ มาจากไกลๆ ยิ่งมาจากกรุงเทพฯ มาจากต่างจังหวัดไกลๆหลายร้อยกิโลอย่างนี้ ใครจะมาแล้วจะไปไหน ก็ยิ่งต้องมาใช่ไหม มาแล้วก็ต้องอยู่ถึงพรุ่งนี้ มันก็จะต้องมีอีกพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้นสถิติปีนี้จะแปลกตรงที่ว่า วันสุดท้ายของงานนี้ แต่ก่อนแต่ไรมานี่ วันสุดท้ายของงานจะเหลือน้อยเดียว น้อยกว่าวันแรกของงานด้วยซ้ำ ตามที่เคยมีมา ตอนหลังๆ มี ตอนวันสุดท้ายจะมีจำนวนมากกว่าวันแรกอยู่บ้างบางครั้ง แต่คราวนี้นี่ต้องมาก กว่าแน่ มากกว่าวันแรกๆ มากกว่าวันอื่นๆ เสียด้วยซ้ำ วันสุดท้ายนี่จะมากกว่า ทีนี้ ถ้าคิดลึกๆขึ้นไปอีก เราจะเห็นได้ว่า ก็วิ่งมาวันเดียวตั้งหลายร้อยกิโล มีวันหยุดตอนท้ายนี่ก็ตาม ก็วิ่งมาวันเดียว วันพรุ่งนี้ก็วันสุดท้ายแล้ว เขาก็จะต้องผูกใจ เขาก็จะต้องมีศรัทธา มีความยินดีปรีดา ที่จะต้องวิ่งมาใช่ไหมเล่า แม้วันเดียวก็ยังดี อะไรอย่างนี้ มองเหตุผลกับมันสิ ก็แสดงว่าสิ่งนี้น่ะ มีจิตวิญญาณ มีความพอใจยินดีที่จะมา จิตวิญญาณอย่างนี้ก็เป็นจิตจริงของแต่ละคน เพราะว่าคนมางานนี้ ไม่ได้มาอะไรนี่ จะได้มาเสกมาเป่า ประเภทที่จะไปรวยลาภ รวยยศ อะไร ก็ไม่ใช่ ไม่ได้เหมือนโลกๆเขา มาแล้วก็จะได้ลาภได้ยศ ได้ของพิเศษ ได้โน่นได้นี่กลับไป เปล่า มาเสียสละ มาอด มาลด มาละ ตามประสาที่เราปลุกเสกฯ มาอด มาลด มาละ มาวาง มาจาง มาคลาย มีแต่มาเสียออก สละออก ไม่ใช่มาเอา มาได้ เราก็ยังยินดีที่จะมาแม้วันเดียว วันสุดท้าย หรือสองวันสุดท้าย เราก็เต็มใจจะมา วิ่งมา เสียเวลามา นั่งมาตั้งไกล เดินทางมา เราก็ยินดีมา สิ่งอย่างนี้เป็นข้อมูลจริง เป็นหลักฐานจริง ที่มีไปเรื่อยๆ ทำให้อาตมาได้เห็นเพิ่มขึ้นๆ เป็นความเจริญ ทั้งๆที่มันมีเหตุการณ์ ปีนี้ มาถึงปีนี้ วันนี้นี่ เหตุการณ์ปีที่แล้ว 32 มันมีเหตุการณ์ที่น่าจะต้องหมดศรัทธา หรือว่าไม่เชื่อถือ หรือเห็นว่า พวกเราผิดตามที่เขาพยายามที่จะชี้ว่าเราผิด เราเป็นพวกมิจฉาทิฐิ เป็นพวกมาทำลายศาสนา เป็นพวกที่จะมาอะไรก็แล้วแต่ เลวๆ ร้ายๆ หนักหนาสากรรจ์ ที่เขาจะพยายามโพนทะนาประกาศไป พยายามลงทุนลงแรงประกาศด้วย แต่พวกคุณก็ยังมั่นคง มีคนใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาอีกซะด้วย คนเก่าๆ อาตมาเชื่ออยู่นะ ว่าไม่ได้มีออก ไม่ได้มีผลกระทบจนกระทั่งคนออก คนเก่าๆนี่ต้องออกไป อาตมายิ่งเห็นสัจจะอยู่อันหนึ่งว่าความจริงนี่ มันมีความมั่นคง มันมีความถาวรหรือมันมีความเที่ยงแท้ มันมีความยืนยันยืนหยัด ความจริงนี่มันมีความมั่นคง หนักแน่น ถาวรจริงๆ มันมีความเที่ยงแท้ เพราะฉะนั้นสัจจะของพระพุทธเจ้านี่ ถึงที่สุดเป็นนิพพานนี่ เที่ยงแท้นะ อาตมาค้นพบหลักฐานพระบาลี ค้นพบคำแม้แต่แปลเป็นไทยแล้วด้วย ยืนยันจริงจัง อย่างที่ได้เอามายืนยันแล้วว่า มันเป็นความเที่ยงแท้ ที่ท่านใช้คำว่า นิจจัง ด้วยซ้ำ นิจจานินั่นน่ะ เป็นคำที่เอามายืนยัน มันเป็นสิ่งที่กำหนดรู้ชัดเจนว่า โอ้! มันนิจจานิ มันเที่ยงแท้นะ มันไม่ได้หมายความว่า มันจะต้องอนิจจังอย่างที่เราพูด จริง สิ่งที่วนเวียนอยู่เป็นวัฏสงสาร มันไม่เที่ยง เกิดขึ้นอยู่ อะไรที่ยังเกิดขึ้นอยู่ แล้วก็จะต้องตั้งอยู่ มันก็จะต้องเสื่อมไปในที่สุด ไปในสภาพของความมี แต่ของความมั่นคง ของสัจธรรมที่เข้าไปหาโลกุตระ เข้าไปหาอนัตตา เข้าไปหาสุญญตา เข้าไปหาความว่าง ความสะอาดหมดจด ความดับสนิทของกิเลส ที่แท้จริงแล้ว มันได้ มันเที่ยงแท้ อาตมาก็เคยยกตัวอย่างประกอบ หรือว่า หลักฐานยืนยันประกอบว่า พระพุทธเจ้าท่านตรัสคำว่า เที่ยงแท้ ตั้งแต่เราเริ่มเป็นผู้ที่เป็นพระโสดาบัน มีผลของโสดาบัน เป็นผู้ที่มีคุณธรรมนั้นจริง มีสภาวะเกิด เกิดแท้ในจิตวิญญาณ มีการลด ละ หน่าย คลาย มีอาริยคุณนั้นจริง ตั้งแต่โสดาบัน พระพุทธเจ้าท่านก็ตรัสว่าเที่ยงแท้ ใช้คำตรัสว่าเที่ยงแท้ เป็นผู้เที่ยงแท้ต่อนิพพานแล้ว เพราะฉะนั้นมันเป็นลักษณะเที่ยงแท้นะ เป็นลักษณะมั่นคงถาวร ที่อาตมานำมาพูดมาบอกกันนี่ แม้จะมีเรื่องราวเรื่องร้าย ที่เขาพยายามที่จะป่าวประกาศโพนทะนา ชี้เหตุ ชี้ผล ชี้หลักฐาน อ้างอิง มีเหตุ ตรรกศาสตร์ อย่างโน้น อย่างนี้ เท่าที่เขาเข้าใจ ถกเถียง โต้แย้ง ล้มล้างกันด้วยเหตุผลใดๆก็แล้วแต่ เพื่อที่จะให้เห็นว่าเรานี่ผิด เรานี่ชั่ว เรานี่ไม่ดี ควรจะเลิกละ อย่าศรัทธาเลื่อมใส จงเลิกมา จงหยุด จงปล่อยทิ้งอาตมาเสีย ปล่อยทิ้งพวกเราทางนี้เสีย ลัทธินี้เป็นลัทธิเลวร้าย ไม่ดีไม่งามอะไร ก็แล้วแต่ต่างๆนานา เพราะฉะนั้นต้องรู้ตัวซะ มีผู้มาเตือนสติแล้ว มาบอกแล้ว มาหาเหตุผลหลักฐานต่างๆนานา มายืนยันยืนหยัดต่างๆ พยายาม พวกคุณก็รู้ ไม่ได้ปิดหูปิดตา แม้ไม่รู้ พวกเราก็เอามาเปิดเผยให้พวกคุณฟัง เขาว่ายังไง มีเหตุผลยังไง มีหลักอะไรยังไงๆ ก็เอามาบอก ไม่ได้ไปปิดหูปิดตา ไม่ได้อำพราง ไม่ได้ซุกซ่อน พยายามให้พวกเรารู้ เปิดหูเปิดตาทั้งหมด แต่พวกคุณก็ยังมั่นคง ยืนหยัด ยังคงเชื่อถือศรัทธา เห็นจริงอยู่อย่างนี้ นี่เป็นความเที่ยงแท้ ลักษณะเที่ยงแท้ ไม่หวั่นไหว ไม่คลอนแคลน ลักษณะมั่นคง ลักษณะจริงจัง เป็นหนึ่งเดียวขึ้นไปเรื่อยๆ มันจะเป็นเอกธัมโม เอโกธัมโม มันจะเป็นหนึ่งเดียว มันจะเป็น เข้าไปหาจุดสุดท้ายเหมือนกัน อันเดียวกัน เป็นจุดเดียวกัน เป็นเป้าสุดท้าย อันเดียวกัน เป็นเอกภาพ เอกธรรม มันจะเป็นอย่างนั้นจริงๆ ขณะนี้ที่อาตมากล่าวนี่ ตั้งสติให้ดีนะ อาตมาไม่ได้ตู่พวกคุณนะ ไม่ได้กล่าวตู่ ตีขลุมแล้วฮุบเอา ฮุบเอาพวกคุณเป็นพวก อาตมาไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น ที่กำลังกล่าวอยู่นี่ ไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น เจตนาที่จะกล่าวฮุบ ตีขลุมเอาว่า พวกคุณเป็นพวกที่ดีแล้ว ถูกต้องแล้ว มาเป็นหนึ่งเดียวกับทางนี้แล้ว เพื่อที่จะให้พวกคุณหลงคารม อาตมาไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้น แต่อาตมาเอาสภาวะจริงนี้มาอธิบาย มาชี้ เปิดเผย ขยายความให้ฟัง เป็นองค์ประกอบของลักษณะของธรรมะที่เที่ยงแท้ ลักษณะของธรรมะที่เป็นเอกภาพ เอกธรรม และเป็นลักษณะของสภาพมั่นคง ไม่หวั่นไหว ไม่คลอนแคลน ไม่แปรปรวนนี่ มายืนยันให้ฟังว่า มันมีสภาวะรองรับไหม มีความจริงไหม คุณแต่ละคนๆนั่น มันอดทน มันต้องฝืนข่มว่า โอ้! ที่จริงแล้วนี่ เรามันจะไม่อยู่แล้วล่ะ แต่เราพยายามอดทนอยู่เท่านั้นเอง แต่ละคนนี่ก็เปราะบางเต็มที ก็พยายามหาทางจะออกไป อยู่ แต่ยังออกไม่ได้น่ะ มันอายเขานะ มันได้ถลำมาแล้ว มันตกกระไดพลอยโจนเสียแล้ว มันก็เลยจำทนอยู่เท่านั้นเอง มันเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ พวกคุณก็อ่านใจตนเอง อ่านสภาพจริงของใจตนเองให้จริงๆ หรือว่า เออ! เรามั่นใจ เราแน่ใจ เราเห็นจริงเลยว่า ไอ้ที่มันไม่ได้สงสัยเลย ชัดจริง ชัดใจ มันมีอยู่หรือไม่ มากหรือน้อยขนาดไหน ตรวจสอบเอา พยายามตรวจสอบเอา สิบกว่าปี อาตมาเองอาตมาบวชมานี่ ก็จะย่างเข้าปีที่ยี่สิบ ก็เป็นรอบน่ะ ทำงานศาสนามาสองทศวรรษ ยี่สิบปีขึ้นมา มันก็มีผลมีมวลในเรื่องของความเที่ยงแท้ ในเรื่องของความเป็นปกติ ที่มันจะต้อง อาตมาอธิบายลักษณะปกติให้ฟังแล้ว ว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องปกติ ที่จะต้องเกิดเหตุการณ์ ต้องต่อสู้กัน ต้องพยายามที่จะชี้กันและกันว่า ท่านผิด เราถูก ท่านถูก เราผิด ถ้ามันเป็นสองฝ่ายดังกล่าวแล้ว มันจะต้องเป็นธรรมดา ห้ามไม่ได้จริงๆ เพราะฉะนั้นใครเข้าใจแล้วจะรู้ว่า มันเป็นเรื่องปกติ ใครเข้าใจจริงๆจะว่ามันเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ซิ มันจะไม่ใช่เรื่องปกติ มันเป็นเรื่องผิดเพี้ยนแล้ว กลับไปกลับมา เหลาะแหละ วกไปวนมา ไม่เข้าเรื่อง เอ๊! ทำไมเป็นอย่างนั้นน่ะ แต่นี่ มันเป็นจริงๆ ตั้งแต่เริ่มต้นมาจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ มันก็ยังเป็นจริงอยู่อย่างนั้นน่ะ ว่าสิ่งหนึ่งถูก สิ่งหนึ่งผิด ตรงกันข้ามกัน อันหนึ่งเป็นขาว อันหนึ่งเป็นดำ ก็ต้องขับกันขัดกัน มันก็ต้องแย้งกัน ใช้ภาษาหนักๆ มันก็ต้องรบกัน มันก็ต้องต่อสู้กัน เป็นธรรมดา และการสู้การรบ อาตมาก็ยังไม่เห็นว่ามันหนักหนาอะไร ไม่ได้หนักหนาอะไร ใครเห็นอาตมาว่าอาตมาหนักหนา โอ้! นอนไม่หลับแล้ว วุ่นวาย พล่านแล้ว ดิ้นรนแล้ว จะต้องหาไอ้โน่นมาค้ำ หาไอ้นี่มาช่วย หาไอ้โน่นไอ้นี่มา เพื่อที่จะต้องเรียกหมู่เรียกมวล ทำอันโน้นอันนี้มาต่อสู้ หรือลักษณะอะไรที่คุณจะพอมีปฏิภาณ หรือว่า โอ้! กลัวลานแล้ว เดือดร้อนแล้ว พล่านเลยล่ะ ลำบากลำบนแล้ว อยู่ในฐานะที่สรุปง่ายๆก็คือ เห็นชัดๆว่า นี่เดือดร้อนแล้ว อาตมาไม่ได้เดือดร้อนอะไร พวกเราบางคนก็อาจจะตกอกตกใจเล็กๆน้อยๆ เสร็จแล้วก็พอตั้งหลักได้จริงๆ มีองค์ประกอบอะไร มีมวล มีหมู่ มีโน่น มีนี่ มีความมั่นใจในสัจธรรม ความเที่ยงแท้ มั่นคง วูบวาบประเดี๋ยวเดียว เดี๋ยวมันก็หาย บางคนอาจจะไม่ตกใจเหมือนอาตมา ไม่ได้หวั่นไหว ไม่ได้กระเทือน ไม่ได้สะเทือนสะท้านอะไร มั่นคง ยืนยันอยู่ อาตมาว่าคงมีหลายคนน่ะ แม้ฆราวาส มันไม่เห็นมีอะไรนี่ ก็ปกติ ก็ทำไป มันมีเหตุการณ์อะไรเกิดมา เราก็จัดการกับมันไป เราแน่ใจว่าเราไม่ได้ทำชั่ว เราแน่ใจว่าเราไม่ได้ทำผิด เราแน่ใจว่าเราไม่ได้ทำสิ่งที่เขาตู่นั้นน่ะ ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาตู่นั้น มาทำลายศาสนา โดยเฉพาะศาสนาพุทธ มาล้มล้าง ไม่มีความจริงใจ แหม! อาตมาเอง อาตมาอยากจะถามพวกคุณเรียงตัวเหลือเกิน ใครนะมาปฏิบัติธรรมอยู่กับพวกเรา ที่ปฏิบัติกันอยู่นี่ ไม่จริงใจน่ะ ใ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน