330320 สัมภาษณ์ท่านโพธิรักษ์ โดย PROF. OSAMU AKAGI ที่ สันติอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
330320 สัมภาษณ์ท่านโพธิรักษ์ โดย PROF. OSAMU AKAGI ณ สันติอโศก
สัมภาษณ์ท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2533 ณ สันติอโศก โดย PROF. OSAMU AKAGI OSAKA UNIVERSITY OF FOREIGN STUDY สุวรรณ สถาอานันท์ จุฬาฯ อภิญญา เฟื่องฟูสกุล สถาบันเทคโนโลยีสังคม
ตอบ : อ๋อ มีในคำสอนของพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว เราก็รู้กันดีอยู่แล้ว แต่เขาไม่ทำเท่านั้น ทีนี้พวกอาตมาทำ ถาม : ศาสนาพุทธดั้งเดิมของพระพุทธเจ้านี่เขามีแล้ว แต่ละ สมาคม เข้าใจผิด หรืออย่างไร ตอบ : ก็เข้าใจถูกนะ แต่เขาไม่ค่อยได้ทำ แต่นี่เราทำ มันก็เลยเกิดความเป็นไปได้ที่ต่างกัน เมื่อเกิดความเป็นไปได้ที่ต่างกัน มันก็เลยเกิดสภาพที่ค้านแย้งกันเทียบกัน ถาม : ผมเข้าใจว่า เดี๋ยวนี้เศรษฐกิจไทย ก็เจริญก้าวหน้าเกือบจะเป็นประเทศที่ พัฒนาอันดับที่ 3 ที่ 4 ในเอเซียนี่นะฮะ ชีวิตก็ง่ายๆ นี่ไม่ใช่ฆราวาสนี่ จะถือชีวิตแบบนี้ ไม่ค่อยสอดคล้องกัน ที่เป็นกันอยู่ ตอบ : โดยความจริงนี่ มันก็ไม่จำเป็นที่จะต้องเกิน ที่จริงคนทั่วไปนี่ เขาไม่รู้ความจริง กิเลสมันพาเกินๆๆ ก็ไม่รู้ความเกิน มันมากเกินไป แล้วเขาไม่รู้ว่าเขาทรมาน เพราะมันมากเกินไป ทีนี้เราก็เดินเข้ามาหาความพอดี อย่างมากินวันละหนหนึ่งก็พอดีแล้ว พระพุทธเจ้านี่ เป็นเจ้าของทฤษฎีความพอดี หรือความเป็นกลาง ท่านก็ฉันวันละหนเดียว ท่านก็ทำงานทั้งวัน เพราะท่านเป็นเจ้าของทฤษฎี ท่านก็ไม่ทำผิดประหลาดกว่าธรรมดาแน่ ท่านเป็นเจ้าของทฤษฎีความพอดี ความเป็นกลางท่านก็ทำให้เกิดความพอดีในตัวท่านแน่ เพราะฉะนั้น ความพอดีของคนๆหนึ่ง พระพุทธเจ้าก็เป็นคนๆหนึ่ง ท่านทำความพอดีของท่านแล้ว แต่คนที่ทำยังไม่ได้เราก็เข้าใจ เอ้า ค่อยๆลดละมา แต่มาถึงความพอดีของคนที่ควรจะเป็น คนที่ควรจะเป็น ก็กินวันละหนเดียวก็พอแล้ว แต่ค
อ่านต่อ
นก็ยังฟังไม่รู้เรื่อง ฟังไม่ออก เพราะว่าคนทุกวันนี้ กินนับครั้งไม่ถ้วน มันเข้าใจผิด มันมีกิเลสมันไม่เข้าใจ มันอวิชชานี่ อวิชชา ภาษาที่ท่านเรียกว่ามันไม่ฉลาด มันไม่รู้ มันเข้าใจไม่ได้ มันเข้าใจไม่ออกน่ะ เขาก็เลยเป็นอย่างที่โลกเขาพาเป็น เสร็จแล้วก็มีโฆษณา โปรประกันด้ากัน เพื่อที่จะให้มันกินมากๆ ใช้มากๆ กินมากๆ แม้แต่ของญี่ปุ่นเอง ก็เสนอมาขายเยอะ ถาม : โลกของเรานี่ ใช้มาก กินมาก คนซื้อไว้มากใช่มั้ยครับ แล้วก็ความคิดเห็นของสันติอโศกนี่ มันไม่ตรงกัน ตอบ : ใช่ เพราะเราเห็นความจริงว่า มันจะพอดีอย่างไร เราปฏิบัติทฤษฎีความพอดีหรือความเป็นกลางของพระพุทธเจ้า ถาม : คิดว่าชีวิตแบบนั้น คือว่าสักพันปีก่อน ดีที่สุด หรือว่า ตอบ : ก่อนนี้ ดีกว่านี้ แต่ก่อนนี้ ยังไม่หลง ถาม : สักพันปี หมายความว่า ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีอะไรดีที่สุด ตอบ : มันก็ไม่ดีที่สุดๆ แต่ว่าใช้ได้พอสมควร เทคโนโลยีที่เหมาะสม เราเอาเทคโนโลยีที่เหมาะสม เราเอา เราใช้ช่วยพอสมควร แต่เราไม่ต้องไปหลงใหล เรา เตรียมพร้อมเสมอ ถ้าเผื่อว่าไม่มีเครื่องมือทุ่นแรงหรือเครื่องมือเทคนิค ไม่มีเครื่องเทคนิคที่จะช่วย เราจะต้องช่วยตัวเองให้ได้ แล้วเราก็จะไม่ทุกข์ร้อน ถาม : เทคโนโลยีจำเป็นนี่ อาจจะมีเหมือนกัน แต่ว่าบางอย่างก็ไม่จำเป็นที่จะมี ฮะๆๆๆๆๆๆ ตอบ : ขณะนี้นี่ ชาวอโศกนี่สบาย แต่ชาวอโศก ก็ต้องทำเพื่อช่วยเหลือคนอื่น เพราะคนอื่นนี่ สูญเสียมาก เราต้องช่วยเขา ถ้าไม่มีเขา หรือว่าทุกคนเหมือนชาวอโศกหมด เราไม่ต้องทำงานหนักขนาดนี้ เราไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้ ที่เราเหนื่อยทุกวันนี้ เราต้องทำงานมากขนาดนี้ ก็เพราะต้องเผื่อเขา ที่เขาไม่รู้ตัว เขาสูญเสียมากเหลือเกิน แล้วก็ไม่มี infinity (ไม่มีจบนะ) เขาได้มากเท่าไหร่ เขาก็ไม่จบนะ ใช่ พวกนี้ถึงบอกว่า พวกนี้ เราช่วยเขายาก แต่เราก็ต้องช่วยเขา ไม่ช่วยเขา เขาก็ต้องฆ่าแกงกัน แย่งชิงกัน เราก็อยู่กับสังคมเขา เราก็เดือดร้อนด้วย เพราะว่าเราอยู่ในสังคมอันเดียวกัน ถ้ามันเกิดเดือดร้อนกันขึ้นมา ฆ่าแกงกันขึ้นมา เผาผลาญกันขึ้นมา เราจะวิ่งหนีไปไหนล่ะ เราก็โดนกระทบด้วย มันมีผลกระทบถึงเราด้วย เพราะฉะนั้น เราก็เห็นแก่ความสงบสุข แต่ถ้าเผื่อว่า เราแบบศาสนาที่เห็นแก่ตัว ศาสนาที่อย่างพุทธในเมืองไทยนี่ เขาเข้าใจว่า หนีไปอยู่เขา อยู่ป่า อยู่เขา อยู่ถ้ำ อยู่ที่ไหน ก็แล้วแต่ ไม่ต้องเอาตาดูหูฟัง นี่นะ อโศกสบายมาก ถาม : ถ้าเราอยากได้โลกที่ทุกคนสงบ สันติอย่างนี้ (พ่อท่าน : เราสงสัยเขา) ต้องบวชเป็นอย่างนี้ หรือว่า...ไม่จำเป็น ตอบ : ไม่ต้องบวชก็ได้ แต่ว่าถ้าบวชแล้วนี่ มันสมบูรณ์ เพราะว่ามันไม่ต้องรับผิดชอบอะไร ไม่ต้องรับผิดชอบนี่ ไม่ใช่ว่าหนีความรับผิดชอบ ไม่ต้องมาสะสมเงินอยู่บ้าง ต้องมีอันนั้นอันนี้ จะต้องเข้าสังคมอย่างโน้นอย่างนี้กับเขาบ้าง เพราะเขาเข้าใจแล้วว่า นักบวชนี่ เป็นคนไม่ต้องมีอะไรมากมาย มันก็อิสระมากกว่า มันก็น้อยกว่า มันก็ไม่ต้องแบกหามกว่า ได้อย่างละเอียดลออ ถาม : ผมทราบหลักทฤษฎีของคณะพุทธศาสนาเถรสมาคม หรือว่าพุทธศาสนา ไม่เหมือนกับญี่ปุ่น เขาเรียกว่าหินยาน ถ้าบวชแล้ว ไม่จำเป็นที่จะปฏิบัติได้ การ ผลิตหรืออะไรนี่ คือไม่จำเป็นต้องทำงาน ใช่มั้ยฮะ ตอบ : ไม่ใช่ ทำงาน แต่ทำงานที่ไม่ผิดวินัยได้ ไม่ทำงานก็ไร้ค่าน่ะซี คน แต่ใช่ อย่างอาจารย์พูดนี่ ถูกแล้ว ความเข้าใจของเขาผิดใช่อาจารย์เข้าใจถูก ตามที่เถรสมาคมเข้าใจ แต่อาตมานี่เข้าใจต่างกันกับเถรสมาคม เขาเข้าใจว่าเป็นพระแล้วบวชแล้วนี่ไม่ต้องทำงาน อาตมาเห็นว่ามันผิด ใช่ อาตมาเห็นว่าเถรสมาคมทำผิด ถ้าอย่างนี้ คนไร้ค่าเลย คนสูญเปล่า พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอย่างนี้เลย ถาม : บวชแล้ว ก็ทำงานกับบริษัทได้ ตอบ : ได้ ได้ซิ ก็จะไปอยู่เฉยๆ ทำไมล่ะ ถาม : ขอโอกาสพ่อท่านให้นิยามการทำงานกับพุทธบริษัททำงานอย่างไร ไม่ใช่ทำงานเหมือนเขา ตอบ : ทำงาน แต่เราก็ไม่ได้ไปเอาอะไรของเขา ทำก็ได้ แต่ว่าทำเราต้องเลือกทำ ถาม : บ้านอยู่ที่ เช้าไปทำงาน แล้วตอนเย็นกลับมา ตอบ : ได้ๆๆๆๆ แล้วต้องเลือกงานด้วย ถาม : อ๋อ ต้องเลือกเหรอ ตอบ : สัมมาอาชีพนี่ ท่านมีถึง 5 ขั้น ขั้นที่ 1 นี่ เป็นคนที่ทำงานยังมีการโกง อันนี้ทุจริตแน่ 2. หลอกลวง นี่ก็ยังทุจริตอยู่ 3. ตลบตะแลง ไม่โกงตรงๆ ไม่หลอกลวงตรงๆ อาชีพที่ยังมีลักษณะตลบตะแลงอยู่ ไม่ตลบตะแลงแล้ว ซื่อตรงแล้ว ตัวเองไม่ทำทุจริตแล้ว แต่ยังมอบตนอยู่ในทางผิด เขาทำน่ะ เขาทำไม่ค่อยถูก บริษัทนี้ องค์กรนี้ เขาทำ มันยังมีการตลบตะแลง มีการซุกซ่อน เอาเปรียบ เอารัด หรือเชิงไม่ดีอยู่ในนั้น แต่เราก็จำนน เราก็ไปมอบตัวเป็นเครื่องมือของเขาคนหนึ่งอยู่ในนั้น เรียกว่า ยังมอบตนอยู่ในทางผิด เราไม่ทำแล้ว แต่หมู่เขาทำ แต่เราก็ไม่ทำ แต่เราก็เป็นเฟืองจักรอันหนึ่ง ที่ยังช่วยงานเขาอยู่นั่นแหละ แล้วไอ้กลไกอันนี้ บริษัทนี้ เขาก็ไปทำกับสังคมอยู่นั่นแหละ มันมีความเชื่อมต่ออยู่ ส่วนอีกอันหนึ่งนี้ นี่ก็ยังถือว่าเป็นมิจฉาชีพนะ ยังทำงานเอาเงิน มิจฉาชีพ คือยังทำงานเอาเงิน แลกเงิน ทำงานแล้วก็ได้เงินเดือน อย่างนี้ยังเป็นมิจฉาชีพอยู่ ในของพุทธ ชั้นสูงสุด เพราะฉะนั้นชั้นที่จะพ้นมิจฉาชีพ คือทำงานฟรี อันนี้เป็นเรื่องที่สูงสุดเลย แล้วเราก็เป็นไปได้ อย่างนี้ก็ทำงาน นี่เป็นแพทย์ นี่เป็นแพทย์หญิง เป็นทันตแพทย์หญิง แต่ก่อนก็ทำงานเพิ่งลาออกมาปีที่แล้วนี่เอง เพิ่งลาออกจากงาน มาช่วยงานไม่เอาเงิน ขณะนี้ มีตำแหน่งเยอะ หน้าที่หลายอย่าง ช่วยงานของเราอยู่นี่ มีหน้าที่ตั้งหลายอย่าง มีหน้าที่ตั้งหลายองค์กร ขณะนี้ มีหลายแผนกที่ทำอยู่นี่ แบ่งเวลาทำกันไปอยู่ตลอดเวลา มาทำงานฟรี แล้วเราก็อยู่ของเราได้ พวกเราอยู่กันได้ เพราะพวกเราต่างคนต่างทำ ไม่มีใครขี้เกียจ ก็สร้างสรรขึ้นมา ก็มีผลผลิต มีแรงงาน เมื่อมีผลผลิต มีแรงงาน เราก็อาศัยกิน อาศัยใช้ในนี้ ถาม : แล้วก็มีอีกอันหนึ่ง เท่าที่ผมทราบ เท่าที่ผมเรียนเกี่ยวกับพุทธศาสนาไทยนี่ พระไม่มีสิทธิ์ทางการเมือง เลือกตั้งอะไรอย่างนี้ ตอบ : อันนี้นะ เป็นความผิดพลาดของนักการเมือง ที่เขาฉลาดแกมโกง เขาก็เลยพยายามที่จะเป็นนักการเมืองที่จะไม่ต้องให้ผู้ที่ ถ้าถือว่าพระนี่ หรือ นักบวชนี่ ถ้าจะมองไปในแง่ซื่อสัตย์สุจริต ถ้าเขาจะทำงานการเมืองซื่อสัตย์สุจริต เดี๋ยวพระจะคอยมาจับ ถ้าขืนให้พระเข้ามายุ่งด้วย เดี๋ยวเขาจะเสียผลประโยชน์ เพราะฉะนั้น เขาก็เห็นว่า เรื่องนี้นี่ทั่วโลกเขาก็พอเข้าใจเหมือนกันว่า คนที่ไปทางธรรมะ ไปทางศาสนานี่ จะต้องไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เขาก็เลยหาเรื่องนี้ ไล่พระออกจากการเมืองไปเลย ตั้งเป็นกฎหมาย ตั้งเป็นอะไรต่ออะไร ไม่ให้พระเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพื่อที่จะได้กันพระออกไป ไม่ต้องไปชี้ทุจริตกับเขา เขาก็จะได้สบายๆ กินสะดวกๆ อะไรต่างๆนานา อาตมาว่าเป็นความผิดพลาดที่... ถาม : เข้าใจว่า สังคมไทยนี่ พระเป็นแขกเฉยๆ ให้ทานอย่างเดียว ตอบ : อย่างนั้นก็แย่ ที่จริงไม่ใช่ พระไม่ใช่แขก พระนี่แหละ เป็นตัวจักร เป็นตัวนำ เป็นผู้นำของสังคมที่จะเป็นตัวอย่างอันดีงาม เป็นผู้ที่ควบคุมดูแล เป็นผู้ที่คอยจัดการ อย่าให้เกิดความทุจริต อย่าให้เกิดความไม่ดี ไม่งาม ให้อยู่อย่างสันติสุขอย่าขี้โลภ แล้วตัวพระเอง ก็จะต้องเป็นคนที่ไม่ขี้โลภ ไม่เอาเปรียบ เป็นคนเสียสละ เป็นคนที่จะมีคุณธรรมที่ดี ขยันหมั่นเพียร เมตตา เกื้อกูลกัน กตัญ ญูกตเวที อะไรต่างๆนานา ต้องเป็นคนอย่างนี้อยู่ในสังคมจริงๆ ถาม : เท่าที่ฟังนี่ อาจจะเพราะในสมัยสักร้อยกว่าปีก่อนนี้ มีบทบาทเท่ากัน สังคมพระดีกว่าปัจจุบันนี้ ตอบ : ดีกว่า แต่ก็ไม่ดีสมบูรณ์ เพราะว่าศาสนามันเสื่อมมาหลายร้อยปีแล้ว มันจะร่วมพันปีแล้ว เสื่อมมา มันก็เลยไม่มีประวัติศาสตร์ เก็บมาไม่ได้ ถาม : รัชกาลที่ 4 ปฏิรูปพุทธศาสนา ช่วงนั้น ตั้งแต่นั้นก็เสื่อมลงไปมาเรื่อยเลย ตอบ : คือปฏิรูปตอนนั้น มันปฏิรูปไม่ได้สมบูรณ์ ทฤษฎีก็ยังไม่สมบูรณ์ ที่ปฏิรูปขึ้นมานั่นน่ะ ที่ธรรมยุตนี่ ที่ปฏิรูป ทฤษฎีก็ไม่สมบูรณ์บุคคลตัวอย่างที่ได้ปฏิบัติทฤษฎี จนมีจำนวนที่มีคุณภาพมากพอ ก็ไม่มีมากพอ เพราะฉะนั้นฤทธิ์แรงของลัทธิเดิม นิกายเดิม คือมหานิกายนี่ มันมีอยู่มาก แล้วก็ดึงดูดลงมา เพราะฉะนั้น จากที่ดีบ้าง เดี๋ยวเดียวก็เลยเสื่อมมา เดี๋ยวนี้เท่ากัน ถาม : สามปีก่อนนี้ เคยไปหาพระพุทธทาสที่ไชยา สวนโมกข์ กับที่นี่ต่างกัน มีอะไร ตอบ : มีต่างกัน ในรายละเอียดอีก พอสมควร ถาม : ความรู้สึกผมนี่ พระพุทธทาสนี่ บทบาทของพระนี่ ยังแคบไปกว่าที่นี่ เข้าใจว่าอย่างนั้นนะ ตอบ : บทบาทของพระก็ยังแคบ คือตัวบุคคล ผู้ปฏิบัติได้มีคุณธรรม เป็นผู้ที่ เลี้ยงง่าย บำรุงง่าย มักน้อย สันโดษ เรียบง่าย เป็นคนที่มีศีลเคร่งๆได้จริงๆ แล้วศีลเคร่งนี่ ไม่ได้หมายความว่า ทรมาน ผู้ใดมีศีลได้แล้วนี่ สบาย มีศีล ถ้าทำได้แล้วนี่ มันเป็นปกติของศีล เป็นคนที่มีอาการที่ไม่เหมือนกับชาวโลกเขาแล้ว เป็นคนไม่สะสม ไม่กอบโกย ขยันหมั่นเพียร อะไรพวกนี้ ท่านยังไม่มีตัวบุคลากร ยังไม่มีคนที่ทำได้มากนัก มีแต่ความคิดนึก มีแต่ idealist ก็เลยมีคนอยู่ในความคิดเท่านั้น ถาม : อย่างนั้นต่อไปเมืองไทย ปัจจุบันนี้การเมืองก็เปลี่ยนไปเยอะ ทหารก็ไม่เหมือนกับทหารเก่า แต่ว่าพุทธศาสนายังเหมือนเดิม เท่าที่ผมเข้าใจ ตอบ : ไม่เหมือนเดิม ทุกวันนี้พุทธศาสนาในเมืองไทยก็ ADAPT ตัวขึ้นมาไม่ใช่น้อยนะ ถาม : ตั้งแต่สุโขทัยอะไรอย่างนี้ ไม่ค่อยมีเปลี่ยนแปลงมากกว่าการ หรือว่าการเมืองก็เปลี่ยนไปเยอะแยะ พุทธศาสนา ผมเข้าใจรักษาไอ้อันเก่า ตอบ : ใช่ หินยานและเถรวาทนี่ เป็นลักษณะที่ปกป้องสิ่งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ทั้งๆที่รู้ว่า ไอ้ที่ปกป้องไว้นี่ ไม่รู้ว่าลูกของตัวเองหรือเปล่า จะเป็นลูกของตัวเองหรือเปล่า ไม่รู้นะ ปกป้องไว้เหนียวแน่นเหลือเกิน เป็นลักษณะนั้น เถวาท และหินยาน มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ถาม : ท่านจะต่อสู้กับฝ่ายตรงข้ามหรือเปล่า ตอบ : อาตมาไม่ได้สู้หรอก อาตมาทำความจริง ทำความจริงขึ้นมาเท่านั้น เพื่อพิสูจน์ยืนยันว่าความจริงเป็นเช่นนี้ ส่วนใครจะเข้าใจได้ ก็เป็นเรื่องของผู้ที่เข้า ใจได้ ใครเข้าใจไม่ได้ ไม่มีปัญหานอกจากเข้าใจไม่ได้แล้ว เขาเข้าใจว่า เราพิสูจน์สิ่งนี้ไม่ถูกต้อง ผิดด้วย เขาก็ทำลายของเขาเอง เขาก็ล้มล้าง ถาม : สันติอโศกนี่ เกิดมากี่ปีแล้วครับ ตอบ : เกิดมา 15 ปี ถาม : 15 ปีนี่ มีผลงานดีมั้ยฮะ หรือว่าแพร่หลายอะไร ตอบ : ถ้าพูดว่าผลงานดี ก็เป็นการคุย คุยตัวเอง ผลงานดี ก็คุยตัวเอง ถ้าผลงานไม่ดี อาตมาก็ว่า มันเป็นการถล่มตัวเองน่ะ อาตมาว่ามันก็ตามเป็นจริง ถาม : ท่านเชื่อความคิดของท่านเท่าไหร่ ตอบ : มีมากขึ้น ถ้าว่ากันจริงแล้ว โดยตรงแล้ว ก็มีคนเข้าใจมากขึ้น ถาม : มีคนเข้าใจมากขึ้น เทียบกับ 15 ปีก่อนนี้สักกี่เท่า ตอบ : เอ๊ ! ไม่ได้ทำสถิติ แต่มากขึ้น มีอัตราการก้าวหน้าดีขึ้นเหมือนกัน ถาม : ที่ญี่ปุ่นบางคนบอกว่า คุณจำลอง ศรีเมือง ได้ชนะในการเลือกตั้งนี่ เนื่องจากสันติอโศก อันนี้ จริงหรือไม่จริง ตอบ : อาตมาว่าคงมีผล มีอิทธิพลในนั้นอยู่ด้วย แต่เราจะบอกว่า 100% ที่ว่า ก็ไม่ใช่ตัวนี้เป็นตัวผลักดันสมบูรณ์ 100% แต่ต้องเป็นตัวที่มีส่วนเกี่ยวเนื่องอยู่ ถาม : เกี่ยวกับคำถามสุดท้ายนี่ ในการเลือกตั้งครั้งหลังนี่ ที่มหาจำลองได้ถึงเจ็ดแสนเเสียงนี่ (พ่อท่าน : เจ็ดแสนเสียง) ในจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงล้านกว่าคน ผู้สมัครที่เหลือรวมกันยังไม่เท่ากับมหาจำลองคนเดียว ตอบ : ไม่เท่าแล้วก็ในจำนวนผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งนี่ ล้านกว่าใช่ไหม นี่อาจารย์กิจนี่ เขาทำไอ้วิจัยเรื่องนี้อยู่ไม่ใช่หรือ นี่ทำอยู่กับอาจารย์สมบัติ เขาทำเรื่องนี้อยู่โดยตรงไม่ใช่เหรอ จะรู้สถิติมากกว่าอาตมาด้วยซ้ำ มันมีจำนวนผู้ออกเสียงได้นี่ ล้านกว่าคนในกรุงเทพฯ แม้ผู้มีสิทธิออกเสียงล้านกว่า เขาคงไม่มาลงถึงล้านคนแน่นอน เขาไม่มาลงหมดล้านกว่าคนหรอก เขาจะมาออกจำนวนหนึ่ง ประมาณหนึ่ง อย่างเก่งก็ล้านหนึ่ง อะไรอย่างนี้ แต่ในล้านนี่ มาออกได้เจ็ดแสน อีกสามแสน ไปให้ใครเสียสองแสน นอกนั้นรวมกันก็ไม่ถึงแสนหรอก ถาม : อยากจะถามท่านว่า เนื่องจากมหาจำลองได้เจ็ดแสนใช่ไหม ถ้าการเลือกตั้งครั้งแรกท่านตอบว่าสันติอโศกมีส่วนหนึ่ง ซึ่งหลายคนคิดว่าครั้งหลังนี่ มหาจำลอง ไม่น่าจะได้มากขนาดนั้น เพราะมีคดีอีก ตอบ : แรงกว่ามาก จัดจ้านมาก ยิ่งกลับได้มากกว่า เราไม่อยากพูดนะว่า อโศก ไม่ได้มีส่วนอะไรมากมายเลย เราไม่อยากพูดมันไม่ดี แล้วมันจะเป็น มันก็เป็น มันไม่ใช่ก็ไม่ใช่ ใช่ก็ใช่ (หัวเราะ) เราไม่ได้มีปัญหาอะไรหรอก ถาม : ที่ท่านกำลังโดนคดีอยู่นี่นะฮะ ในข้อหาอะไร ตอบ : ข้อหาว่า เขาไม่ให้อาตมาเป็นอย่างนี้ แล้วอาตมาก็ไม่ยอม อาตมาจะเป็นอย่างนี้อยู่ เขาก็ตั้งข้อหาอย่างนี้ ถาม : ต้องขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์ ตอบ : เขาถือว่าต้องขึ้นอยู่กับคณะสงฆ์ แล้วเขาก็เลยจะใช้สิทธิของคณะสงฆ์ ให้อาตมาไม่ให้เป็นอย่างนี้ แล้วเขาก็จะปราบปรามอาตมา เขาไล่อาตมาให้สึก ให้ออกไปจากบทบาทนี้ ให้ออกไปจากหน้าที่นี้ ไม่ให้ทำอย่างนี้ แล้วอาตมาไม่ยอม ก็จึงมีความผิด ถาม : ทางกฎหมายมันว่าอะไร ตอบ : ก็คือบอกให้สึกอย่างไรเล่าแต่อาตมาไม่สึก มาตรา 27 นี่ พระราชบัญญัติ คณะสงฆ์ มาตรา 27 นี่ สั่งให้สึกภายใน 7 วัน ถ้าไม่สึกนี่ก็มีความผิด เข้าคุก 6 เดือน นี่แหละ เข้าข้อหา ตามมาตราเลย ตามกฎหมาย ไม่ยอมสึก ใช่ ที่ไม่ยอมสึก เขาก็บอกว่า เพราะว่าทำผิดธรรมวินัย ทำผิดพระวินัยเป็นอาจิณ ไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่อยู่วัด ไม่อยู่อย่างนี้ ไม่อยู่วัด เขาบอกว่า เป็นบ้านด้วยซ้ำ ถาม : ตามที่เขาพูด ไม่ใช่พระไทย เรียกว่ายังไม่บวช เขาถือว่า... ตอบ : เขาถือว่า อาตมาไม่ใช่พระของเขา เขามาเอาผิดกับอาตมา เขาจะให้เป็นบุคคลธรรมดาๆ อาตมาไม่ยอม ทีนี้เขาจะถือว่า อาตมาไม่ใช่พระของเขา ก็ไม่ได้ ถ้าเขาขืนว่าอาตมาไม่ใช่พระของเขา เขาก็มาไล่สึกอาตมาไม่ได้ ก็เลยเดี๋ยวนี้ พะอืดพะอม ไม่รู้ว่าจะเอาอะไรกับอาตมาแน่ อาตมาบอก อาตมาไม่ใช่พระของคุณ คุณอย่ามายุ่งกับอาตมา เขาบอก ไม่ใช่พระของเขา เขาจะไล่ให้สึก ต้องสึกตามที่เขาสั่ง แล้วอาตมาไม่สึก เขาก็เลยต้องฟ้องศาล เรื่องของเรื่อง ถาม : มีคำถามนึงที่หลายคนเขาถาม เขาก็มองสันติอโศกปฏิบัติถูกต้อง ปฏิบัติเคร่ง แต่ว่าเนื่องจากสังคมข้างนอกนี่ คนมันเคยชินกับกระแสวัฒนธรรมบริโภคอีกชนิดหนึ่งมาก จนกระทั่งเป็นความยากลำบากมากสำหรับคนส่วนมากที่จะเข้าถึงสิ่งที่สันติอโศกพยายามจะเสนอ เพราะความเคร่งนี้แล้วในแง่นี้มีคนบอกว่า สันติอโศกนี่ ไม่สามารถประสบความสำเร็จอย่างกว้างขวางได้ เพราะความเคร่งนี่เอง กี่คนจะมากินอาหารมื้อเดียว มังสวิรัติ อันนี้คนอื่นเขาพูดนะฮะ ท่านคิดว่า เป็นจริงอย่างนั้นไหม ตอบ : เป็นจริง แต่ว่าสิ่งนี้มันจะต้อง ถ้าเข้าใจถึงพฤติกรรมของมนุษย์เกี่ยวกับกาลเวลา ถ้าพฤติกรรมของมนุษย์ไม่เกี่ยวกับกาลเวลาแล้ว ก็จริงอย่างที่เขาว่า แต่คนที่พูดเหล่านั้นน่ะ เขาดูถูกตัวเอง เขานึกว่าเขาเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แล้วเขาก็ดูถูกคนอื่นว่าจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ด้วย นอกจากดูถูกตัวเองแล้วยังดูถูกคนอื่นอีกด้วยว่าจะเปลี่ยนแปลงไม่ได้ จะพัฒนาไม่ได้ แต่อาตมาไม่คิดอย่างเขา อาตมาคิดว่า มันมีกาลเวลา มันมีการเปลี่ยนแปลงได้ และต้องอาศัยเวลา ถาม : คิดว่า คนส่วนใหญ่จะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่ ตอบ : คนส่วนใหญ่ ก็เปลี่ยนแปลงได้ เพราะว่าสิ่งนี้ดี เขาก็ยอมรับว่าดีใช่ไหม ถาม : ดีหรือเปล่า ไม่รู้ แต่คิดว่าเคร่งเกินไป ตอบ : ดี คำว่าเคร่ง ต้องให้นิยามคำว่าเคร่งด้วย เคร่ง หมายความว่า มันยาก เคร่งหมายความว่ามันเป็นไปได้ยากใช่ไหม แต่ว่าเคร่ง เป็นไปได้ยากนี่ แต่ถ้าเป็นไปได้แล้วดีไหม เป็นไปแล้วดีไหม เพราะฉะนั้น เขาก็เป็นแต่เพียง เขาไม่ใช่นักสู้ เขาท้อแท้ก่อนเท่านั้นเอง เขาไม่พยายามที่จะทำความเป็นไปได้ยากนี้ ให้ได้เท่านั้นเอง เราจะไปลงโทษว่า สิ่งนี้ไม่ดี ไม่ได้ เพราะฉะนั้นส่วนลึกส่วนหนึ่ง เขายอมรับว่าดี แล้วมันเป็นไปได้ยาก ไม่ได้ยาก เขาจะดูถูกตัวเอง อาตมาพูดแต่ก่อนแล้ว เมื่อเขาดูถูกตัวเอง คุณอย่าไปดูถูกคนอื่นสิ อาตมาจะขอทำกับคนทุกๆคนที่เขาเอง เขาจะศึกษาแสวงหา เพราะฉะนั้นคนที่เขาทำได้ มันจะมีอยู่ เมื่อคนทำได้มีอยู่ ก็จะขึ้นมาเรื่อยๆ คนที่ได้สิ่งที่ดีแล้วนี่ อาตมานี่ เห็นความจริงอยู่อย่างหนึ่งว่า คนที่ได้สิ่งที่ดีแล้ว แล้วไม่มีความจำเป็นอะไร ที่เขาจะเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเลว แล้วเขาจะไม่เปลี่ยนแปลง คนที่ได้สิ่งที่ดีแล้ว แล้วเขาไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้อง บางคนอาจจะถึงขั้นอาจจะถูกฆ่าตาย ก็เลยจำยอม ไปทำไม่ดี แต่นี่เขาไม่ถึงขั้นจะไปถูกฆ่า เขาไม่เปลี่ยนแปลงหรอก ถ้าไม่มีอะไรบีบคั้นรุนแรงถึงขนาดที่ให้เขาต้องเปลี่ยน เปลี่ยนแปลงในสิ่งที่ดีแล้ว แล้วเขายืนยัน ยืนหยัดอย่างนั้นๆอยู่ สัจจะที่เขาได้อันนี้แหละ จะเป็นหลักที่จะดึงดูดคนอื่นให้ตามเรื่อยๆ มันอาจจะใช้เวลานาน ไม่เป็นปัญหานี่ อาตมาไม่ได้ทำเพื่อต้องการที่จะให้ได้เห็นผลงาน อาตมาต้องการให้มนุษยชาติได้สิ่งนี้ไปเท่านั้น จะอีกพันปี มันถึงจะมีมหภาค มีจำนวนมาก ไม่มีปัญหานี่ ถาม : แล้วมีคนบอกว่า มีหลายคนเขาพูดนะฮะ สันติอโศกนี่ ไม่ใช่ไทย ในแง่ที่ว่า คนไทยไม่เคยเรียนพุทธศาสนาจริงจัง เป็นพิธีกรรม เป็นประเพณีบ้าง ผู้หลักผู้ใหญ่ให้คำบ้าง บวชให้พ่อแม่นี่ อะไร ไม่เคยบวชเพราะตัวเองเชื่อ เข้าใจ เพราะฉะนั้นวิธีการของท่านนี่ มันไม่ใช่พุทธแบบไทย มีหลายคนเขาคิดอย่างนี้ มันจริงจังเกินไป ตอบ : จริงจังเกินไปเหรอ เพราะว่าจริงจังยังไม่พอ แต่จริงจังอย่างที่เขาเคยไม่จริงไม่จังมาแล้ว ถูก มันจริงเกินอย่างที่เขาไม่เคยจริงอย่างนี้เลย ถูก แต่อาตมายังรู้สึกว่า ยังจริงไม่เต็มที่ด้วยซ้ำ ถาม : รู้สึกว่าความคิดเห็นของคนไทยส่วนใหญ่มีแต่คำว่าพระ หรือความเป็นพระหรือความเป็นวัดนี่นะฮะ อย่างนี้ เป็นไปตามประเพณี พอพูดถึงพระ พูดถึงวัด พูดถึงโบสถ์ วิหาร นะฮะ พอพูดถึงพระนี่ ก็นึกถึงภาพพระที่มีกิจกรรมสงฆ์ เป็นอย่างนี้ๆนะฮะ รับนิมนต์อะไรอย่างนี้ ก็เลยทำให้คนที่คล้ายกับว่า ยังไม่เข้าใจว่าสันติอโศกกำลังทำอะไร แล้วก็ไม่เข้าใจว่าหัวใจของศาสนานี่คืออะไร อันนี้อยากจะให้ท่านช่วยกรุณานิยามตรงนี้สำหรับสันติอโศกนะฮะ นิยามอันนี้ว่าอย่างไร ตอบ : อย่างที่พูดน่ะ ถูกแล้ว คนไทยเข้าใจยังไม่ถูก นี่แหละคือ ความหมายของมัน ก็คือคำว่า มิจฉาทิฐิ เพราะว่ามันไม่ได้เป็นพุทธอย่างที่ถูกต้อง เป็นความเห็น ความเข้าใจพุทธอย่างไม่ถูกต้อง อย่างที่คุณพูดแล้วว่า วัดจะต้องเป็นอย่างนั้น ที่จริงผิด แม้แต่โบสถ์ ทุกวันนี้ก็ผิด โบสถ์ที่มีแล้ว คนเขาก็เข้าใจว่า ถ้าเป็นพระของพุทธแล้ว โบสถ์จะต้องเป็นอย่างนี้ ที่จริงผิดพระวินัยนะ โบสถ์ตามพระวินัยนี่ ไม่ให้สร้างใหญ่ ไม่ให้ประดับประดา เป็นเรือนโล้น เป็นเรือนชั้น เรือนชั้นนี่ หมายความว่า ในสมัยโบราณนี่ มันมีสัตว์สิงห์สาอะไร มันเยอะ มันจะต้องมีชั้นที่จะขึ้นไปเพื่อหลบเลี่ยงสัตว์ แต่ไม่ใช่เรือนยอด เรือนยอดคือ หมายความว่า เรือนหลายชั้น ไม่ใช่เรือนหลายชั้น เรือนชั้นที่ยกชั้นเท่านั้นเองพอแล้ว เป็นเรือนโล้น เป็นเรือนชั้น มุงแถบเดียว ทุกวันนี้ โบสถ์นี่ จะต้องมุงสามแถบ สี่แถบ มีช่อฟ้า ใบระกามาก อะไรก็หรูหราทั้งนั้น ซึ่งเป็นความผิดพลาดหมดเลย ทีนี้คนไทย ก็เข้าใจความผิดพลาดนี้ เป็นความถูกต้อง เพราะฉะนั้นวัดของเขาก็ผิด พระจะต้องเป็นอย่างไร พระก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิด แต่พระของไทยเป็นอย่างนั้น เขาก็เชื่อว่า พระเป็นอย่างนี้ ที่จริงไม่ใช่อย่างนี้ เพราะฉะนั้นจะให้นิยามลงไปจริงๆก็ พระของพระพุทธเจ้านี่ อาตมา เอาคำของพระพุทธเจ้ามาได้เลย พระพุทธเจ้าท่านสอนว่า ภิกษุของเรา จะต้องเป็นผู้ 1. เลี้ยงง่าย คำว่าเลี้ยงง่าย ก็ไม่ใช่ว่า ใครเอาอะไรมาให้กิน ก็กินตะพึด ไม่ใช่อีก นี่ มันยังมีความลึกซึ้งต่อไปอีกเยอะ มีหลักอยู่ 9 ประการ เลี้ยงง่าย เป็นคนบำรุงง่าย เป็นคนมักน้อย เป็นคนสันโดษ เป็นคนขัดเกลา ต้องมีศีลขัดเกลา ต้องมีการปฏิบัติเพื่อการขัดเกลาตนเอง กาย วาจา ใจอยู่ตลอดเวลา เป็นคนมีศีลเคร่งได้ ขณะนี้ทุกวันนี้ ศีลมันยังไม่ต้องเคร่ง มันก็ยังเป็นไปได้เลย พระต้องมีศีลเคร่ง เอาศีลเคร่งๆมาจับ มาวัดกันนี่ เออ อย่างนี้ เป็นลักษณะพระของพระพุทธเจ้า มีอาการที่น่าเลื่อมใส สรุปง่ายๆ อาการที่น่าเลื่อมใส ก็คือ อาการที่ไม่แสดงความโลภ โกรธ หลง เป็นคนที่ไม่มีอาการที่ส่อถึงความโลภ ส่อถึงความโกรธ ส่อถึงความหลงอะไร นี่พูดง่ายๆ เป็นคนไม่สะสมๆ ไม่มีอะไร เป็นคนขยัน หมั่นเพียร เป็นคนปรารภความเพียร เป็นคนขยันหมั่นเพียรเป็นธรรมดา 9 หลักนี่ มาวัดได้เลย นี่คือลักษณะคนของพุทธ ถาม : เป้าหมายชีวิต ในการเพื่อศาสนา คือ พระนิพพาน ท่านจะกรุณาอธิบายยังไงคะ ตอบ : คือ นิพพาน ก็นิพพาน คือ ไม่มีกิเลส นิพพาน ก็คือกิเลสโลภ โกรธ หลง ไม่มีในหัวใจจริงๆเลย กิเลสตายหมดจริงๆ ตั้งแต่เป็นๆ นี่แหละ เรียกว่า พระอรหันต์ ตายแล้ว ไม่มีพระอรหันต์หรอก เพราะว่าตายแล้วมันก็สูญทุกอย่าง ถ้าตายแล้ว มันไม่มีอะไรต่อ แต่ถ้ายังไม่ตายนี่แหละ ถึงจะมีพระอรหันต์ ถาม : ในชาตินี้ ในชีวิตนี้ ในปัจจุบันนี้ ไม่ได้ ตอบ : ชาตินี้ไม่ได้ ชาติต่อๆไปก็ต้องได้ ไม่ได้หมายความว่า เกิดชาติเดียวตายนะ เกิดชาติเดียวสูญ ชาติหน้าไม่มีอะไรต่อ ไม่ใช่ นิพพานนี่ คือความเป็นๆ ถึงจะรู้นิพพาน มีในคนเป็น นิพพาน ไม่มีในคนตาย นิพพาน คือความสงบสุข นิพพาน คือความเจริญ นิพพานคือความสงบสุข คือความเจริญ เป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ได้นิพพาน คือ ผู้ได้ประโยชน์ตนสมบูรณ์แล้ว ผู้ที่มีประโยชน์ตนสูงสุดแล้ว คือ ผู้ที่ไม่ต้องการอะไรอีกสำหรับตน ถ้าต้องการ ก็คือต้องการช่วยเหลือผู้อื่นเท่านั้น เป็นคนไม่เห็นแก่ตน ไม่เห็นแก่ตัว เพราะฉะนั้นจะมีชีวิตอยู่ก็เพื่อผู้อื่น พระอรหันต์มีชีวิตอยู่เพื่อผู้อื่น ไม่ได้เห็นแก่ตัว ยังชีวิตอยู่ กินพอยังขันธ์ นุ่งห่มอะไร ก็พออาศัยปัจจัยสี่ แล้วก็อยู่มีชีวิต ก็นอกนั้น ก็มีสภาวะการงาน มีสภาวะจะทำงานเพื่อผู้อื่น เป็นคนที่มีประโยชน์ในสังคมมาก ถาม : บทบาทของผู้หญิงกับผู้ชายนี่ต่างกันหรือไม่ หรือความสัมพันธ์ ระหว่างผู้ชายกับผู้หญิงควรจะเป็นอย่างไร หรือว่าในการสมรสอยู่ ตอบ : ผู้ที่ยังมีกิเลสที่จะต้องสมรสอยู่ มีกิเลสอยู่ในระดับหนึ่ง ท่านก็ถือเป็นระดับต้น เป็นระดับพื้นฐาน ถ้าเป็นผู้ที่มีภูมิธรรมระดับหนึ่งขึ้นมา เรียกว่าเป็นผู้ที่ศึกษาธรรมะได้พอสมควรแล้ว มีกิเลสอันหยาบได้ฆ่าให้ตายได้ขนาดหนึ่งแล้ว แต่กิเลสของคนในระดับหนึ่ง มันยังมีผัว มีเมีย มีการสมรสอยู่ ก็ยังเป็นในขนาดต้น ในระดับผู้ที่เจริญในระดับต้น เรียกว่าอาริยะ อาริยะคือผู้ที่เจริญในระดับต้น เรียกว่าโสดาบั
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive