210427-240 อภิณหปัจจเวกขณ์-พ่อท่าน-สันติอโศก-ฬ015.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายนพุทธศักราช 2521 วันนี้ไปพ่อท่านพระโพธิรักษ์และนำหมู่พิจารณาธรรมปัญญาเวทก่อนฉันที่พุทธสถานสันติอโศกอยากให้ไปเท่าไหร่เพราะว่าเขายังมีการปฏิเวชประจำประจำบางทีก็อาจจะเสียนิสัยเพราะว่าถ้าเผื่อว่าไม่ดีกินปัจจะเวกไม่มีคนอื่นป้อนไม่มีคนอื่นให้เราเองก็เหมือนกับตกหล่นทำเองไม่เป็นเพราะงั้นอย่าเพิ่งนึกว่าปัจจเวกนั้นคือผู้อื่นเป็นฟุตบอล ทำให้เราตั้งสติตั้งสัมปชัญญะต่างๆระลึกพิจารณานั้นน่ะไม่ใช่เด็ดขาดเราเองเป็นผู้ที่จะต้องพยายามปัจจะเวกเป็นผู้ทบทวนเป็นผู้ตั้งสติสัมปชัญญะเป็นผู้ที่จะพิจารณาตลอดเวลาไม่ว่าแต่เฉพาะเวลาที่จะรับประทานอาหารนี้เวลาใดๆก็ตามถ้าเราถึงมีสติก็ต้องมีอยู่เสมอไม่มีก็จะต้องพยายามให้มีข้อไม่มีบทสำคัญกว่าปัจจะเวกปัจจะเวกณพึงปัจจะเวกเมืองจึงระลึกเสมอถึงพิจารณาเนืองใช้จุดพิจารณาต้องรู้ว่าอาการกิริยาของคำว่าพิจารณาคืออะไรถ้าเราจะต้องมีพิจารณา จัดการทำงานอยู่ก็ต้องมีวิเคราะห์พิจารณาพิจารณาวิจัยวิจารณ์อะไรอยู่โดยหลักยินยอมเข้าไปแล้วภาษาอังกฤษมันก็คือตัววิตกวิจารณ์อธิบายจากก็เอาวิตกวิจารณ์มาอธิบายได้ไม่จนถึง 10 ในจิตเราก็อธิบายดูในคำว่าวิตกวิจารณ์คือตัวจิตนั่นเองเป็นสภาพนั้นแล้วก็มีพฤติกรรมประกอบร่วมวิจารณ์เราจะต้องรู้ไปถึงจิตในจิตรู้จนกระทั่งถึงองค์ประกอบที่หยาบเกี่ยวข้องกับข้างนอกจนถึงวัตถุจนถึงสิ่งของลูกเราเป็นเพียงสัมผัสต่างๆเป็นชิ้นเป็นอันเป็นก้อนเป็นแท่งและก็มันก็เกี่ยวข้องกับจิตใจจนกระทั่งจิตใจใจเราผูกพันหรือไม่และไม่ผูกพันก็ตามเราสมมุติอยู่ว่า ร่วมด้วยแล้วร่วมคิดร่วมงานร่วมเห็นจริงเห็นจังรวมยึดถือดีน่ายึดถือชั่วยึดถืองามไม่งามยึดถือยิ่งกว่ากับไม่ยิ่งมันก็เป็นการสมมติให้รู้ว่าดียิ่งกว่านั้นเป็นการสมมติที่เราจะต้องเข้าใจและทำอยู่ตามสมมุติหน้าที่เราจะ
อ่านต่อ
ต้องมีพิจารณาแท้จริงหรือจะพิจารณาเกณฑ์เข้าไปหามุมที่เราจะลดละวางปล่อยของจิตไปหาจุดสำคัญในการสร้างสรรค์ออกมาข้างนอกมันเป็นการสร้างให้ใหญ่ไม่มีให้งามให้บริบูรณ์ในสมส่วนใหญ่เกินไปก็ไม่ใช่ว่าดีน้อยเกินไปนั่นน่ะมันไม่เหมาะสมแน่ในเรื่องการสร้างการก่อการเพิ่มการพอกอยู่ส่วนจิตในจิต เราจะทำให้เป็นผู้ที่น้อยว่างเหมาหมดมีทิศทางกลับกันเกิดก็ต้องเกิดจริงตายก็ต้องตายจริงเกิดก็คือมีตายก็คือไม่มีพอจะหย่าให้สับสนทางเราจะสร้างสรรค์เราก็จะต้องทำให้ดีถ้าไม่มีทำให้เจริญทำให้เป็นไปได้ดีเป็นบทบาทที่ 1 ถ้าเราจะดับจะหยุดจะพักจะสงบจะวางจะปล่อยก็คือให้มันหลุดออกไปให้มันขาดให้มันหายให้มันไม่มีเส้นตัดส่วนคู่อยู่อย่างนั้นเราจะต้องเข้าใจครับเพราะว่าเราทำจิตของเราวางได้ปล่อยได้ไม่มีได้ไม่มีโดยเฉพาะไม่มีลาภไม่มีไม่มีจะไม่มีลาภไม่มีโรคไม่มีโกรธไม่มีหลง ไม่มีความทุจริตต้องมีปัญญารู้ว่าทุจริตและสุจริตแตกต่างกันอย่างไรกุศลและอกุศลแตกต่างกันอย่างไรและเราก็จิตของเราไม่ได้ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งเหล่านั้นโลกโกรธหลงไม่มีจริงๆเลยตลอดเวลาแต่เราก็รู้ว่าเราทำเราก็เราสร้างเรามีอิริยาบถกาละใดที่เรายังมีการก่อการสร้างการเป็นการงานเรียกว่ากัมมันตะแล้วก็รู้ในกรรมมันต่างกันนั้นๆเมื่อหยุดเมื่อพรรคไม่มีอะไรแล้วก็พักตามที่เราสมควรจะพักพักเกินไปจนกระทั่งดับดิ่งเกินไปในฐานะในเวลาที่ไม่สมควรเราก็ไม่ควรจะพักจนถึงขนาดนั้นถ้าถึงเวลาที่จะพักอย่างสนิทดับหมดเป็นอัจฉริยะเลยเพื่อที่ ออกกำลังคืนมาแล้วกูจะต้องพักให้ได้มากไม่เช่นนั้นแย่ถ้าเราก็พักต้องให้การดูความเหมาะสมจึงเป็นเรื่องต้องใช้ปัญญาอย่างมากที่เราจะพิจารณาและเราก็เป็นอยู่กับโลกโดยรู้แล้วเข้าใจแล้วว่าโลกนี้ก็มีอย่างนี้แหละไม่มีพรรคก็เพียงพอมีการงานจากการหยุดมีกับไม่มีก็มีอยู่อย่างสองส่วนนี้เท่านั้นในโลกและเราก็สิ่งที่ไม่มีกิเลสมันเป็นเป้าหมายของศาสนาไม่มีการเห็นแก่ตัวแก่ตนเป็นผู้สร้างสรรค์เป็นโรงเราก็มีส่วนนั้นอยู่ตัวที่ไม่ได้ถือสาไม่มีตัวตนไม่มีความถือดีไม่มีความยึดตัวยึดตนถ้าไม่ติดแม้กระทั่งตัวขี้เกียจที่สงบ เรามีตัวสงบจากกิเลสมันเป็นตัวเป้าหมายวางได้จิตหลุด 10 ยึดถือก็หมดยึดถือแต่ติดยึดก็ยังมีอยู่ยึดทำยึดถือยึดธรรมตามควรเราก็รู้เพราะจิตที่มันไม่มีตัวไม่มีตนตัวนี้เป็นภาษาพูดยากที่สุดเพราะมันไม่มีตัวตนของอะไรไม่มีตัวตนที่หลงว่าเป็นของของเราเอามาเป็นเราเห็นแก่ตัวทำขึ้นเถิดไม่ใช่ของของเราหรอกในโลกทำขึ้นมาเป็นของของใครก็ได้และเมื่อเราทำเราย่อมมีสิทธิ์ในสิ่งนั้นโดยสุจริตว่าเป็นของเราโดยสมมุติแน่นอนแต่จะเอาเที่ยงเอาแท้เอาแน่เอาจริงในโลกนั้นไม่มีของเรามันเป็นการประกอบเป็นส่วนประกอบเป็นสิ่งประกอบ จริงๆเป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาเราสร้างก็ถือว่าเราสร้างคนอื่นสร้างก็ถือว่าคนอื่นสร้างคนอื่นเขายึดเป็นของเขานั่นเราจะต้องรู้นอกจากพระอรหันต์เท่านั้นที่ท่านสร้างอะไรขึ้นมาแล้วทำให้ชีวิตของท่านไปเอาของท่านมาได้ง่ายๆนอกกว่านั้นแล้วที่ไม่ใช่พระอรหันต์ยังมีเศษส่วนเป็นของตนของเราอยู่แม้พระอนาคามีก็อาจจะมีส่วนอยู่บ้างแต่ก็ทาธานีโสดาก็จะมีส่วนมากมีกุศลก็ถือว่าของเขาเลยเราก็จะต้องเข้าใจสมมุติเป็นขั้นตอนอย่างนี้อย่างชัดเจนคนเราก็ต้องรู้ส่วนในทางปัญญาที่กลับกันยิ่งเป็นของพระอริยเจ้าพระอรหันต์เราจะรับเราจะไปเอาของท่านก็จะต้องเกรงใจอย่างยิ่งอีกท่านยิ่งไม่ ท่านยิ่งไม่ถือเป็นของของท่านยิ่งมีค่าสูงที่สุดคือมันกลับกันมันมีแนวที่จะต้องให้คิดแนวคิดจะต้องเรียนรู้เพราะฉะนั้นเราจะต้องเกรงใจในสิ่งที่ควรเกรงใจรู้ค่าในสิ่งที่เป็นข้าคนยิ่งไม่หวงยิ่งมีค่าสูงตามทางธรรมนะคนยิ่งหวงแหนยิ่งไม่ค่อยมีค่าตามทางธรรมเราก็จะต้องรู้ว่าผู้ใดพิจารณาส่วนสัตว์ต่างๆพิจารณากับชีวิตสร้างบ้างพักบ้างไปตลอดทางเราก็จะเป็นผู้ที่รู้ว่าโลกนี้มีที่จอดอยู่แค่นั้นเองมีพระกับเทียนมีสร้างกับยศไม่มีเกิดกำกับหรือมีกลับไม่มีและเราก็รู้เป้าหมายจุดที่ไม่มีแม่ที่สุดแล้วว่าเรามีสิ่งที่เราไม่ มีความทุกข์ไม่มีโลภะไม่มีโทสะไม่มีโมหะแล้วไม่มีจริงๆเราก็เป็นที่สุดอยู่กับโลกได้อย่างสบายที่สุดและจะเป็นผู้มีค่าที่สุด