590529_วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ธรรมะสองของคำว่า กาย.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์340 KB
วันที่แก้ไข10 กุมภาพันธ์ 2567

เนื้อหาในไฟล์

590529 วิถีอาริยธรรม สันติอโศก ธรรมะสองของคำว่า กาย ส.เพาะพุทธ ว่า...วันนี้วันอาทิตย์ที่ 29 พ.ค. 2559 ที่สันติอโศก...กล่าวถึงการได้อ่านหนังสือสัจจะชีวิตของสมณะโพธิรักษ์ ซึ่งก็เป็นหนังสือที่สร้างแรงบันดาลใจได้ดีเป็นอย่างยิ่ง พ่อครูว่า...หนังสือสัจจะชีวิตของสมณะโพธิรักษ์นี้ไม่ใช่สมณะโพธิรักษ์เป็นคนเขียนนะ ตอนนี้เขากำลังเขียนภาค 4 อยู่ เขามีคณะรวบรวมเรียบเรียง มีผู้รับผิดชอบ ไม่ใช่ผมเป็นคนเขียน แต่มีข้อเขียนคำบรรยายของผมอยู่ด้วย แล้วความเห็นของผู้เขียนด้วย ไม่ใช่หนังสือที่สมณะโพธิรักษ์เขียน ส.เพาะพุทธว่า...หนังสืออีกเล่มที่จะแนะนำคือหนังสือนักด่าห้าดาวของส.ศิวรักษ์ พ่อครูว่า...ก็จะตั้งใจจริงๆ ที่จะไขความคำว่ากาย ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ต่างจากศาสนาสามัญที่คนเข้าใจกันที่ต่างคือเป็นแนวลึกเข้าไปถึงจิตสัมพันธ์ต่อเนื่องเข้าไปถึงอาการของจิต เช่นคำว่าชาติใหนก็เข้าใจว่าคือการเกิดที่ทุกคนบอกว่าออกมาจากท้องพ่อท้องแม่ เหมือนกับสัตว์หลายๆอย่างที่เกิดออกมาจากแม่หรือการตายก็คือเสียชีวิตลงพระพุทธเจ้าก็มาขยายความคำว่าเกิดนี้ ว่าการเกิดจากท้องพ่อท้องแม่ก็มีอีกหลายลักษณะมีตั้งแต่แบบที่ออกจากมดลูก (ชาภุชโยนิ) เธอเกิดมาจากไข่แล้วค่อยฟักเป็นตัว (อัณฑชโยนิ) หรือว่าแบ่งตัวแตกตัวเกิดเลยเป็นสัตว์เล็กพวกจุลินทรีย์ (สังเสทชโยนิ) หรือโอปปาติกโยนิ ที่ผ่านมาได้นำคำว่ากายมาขยายความอย่างซ้ำซ้อนวนเวียนเพราะคนเข้าใจยากและติดกิ๊บยึดมั่นถือมั่นเข้าใจว่ากายนี้คือธรรมะอย่างเดียว คือเข้าใจว่า ร่างภายนอกอย่างเดียว เขาเอาคำว่าร่างมาควบกับคำว่า กาย ก็เลยเป็นร่างกาย คำว่าร่าง ภาษาบาลีว่า สรีระ พระพุทธเจ้ามีคำตรัสเลยว่า จิต มโน วิญญาณ นั้นมโนเป็นอสรีรัง แต่คนไทยยึดมั่นถือมั่นว่า กายคือ ร่าง เมื่อคนไทยเรียนบาลีก

อ่านต่อ

็เข้าใจว่า กายคือร่าง พระไตรฯล.16 ข.230 พระพุทธเจ้ายืนยันชัดว่า กายนี้ตถาคตเรียกว่าจิตบ้างมโนบ้าง วิญญาณบ้าง จะพูดถึงสมองกับหัวใจ หัวใจเป็นอุปกรณ์สูบฉีดโลหิต หากเลือดไม่ไปเลี้ยงสมองก็ตาย ส่วนสมองเป็น office ของวิญญาณ ส่วนหัวใจเป็น office ของสรีระ หัวใจสูบฉีดโลหิต เป็นโรงงานให้เลือดทำงาน ส่วนสมองเป็นโรงงานให้วิญญาณทำงาน หัวใจควบคุมสมองด้วยพลังงานวิญญาณอีกที แต่พลังงานหัวใจก็ทำหน้าที่ด้วยตัวมันเองด้วย เป็นสัญชาติ ในหน่วยความคำของหัวใจ หัวใจเป็นพีชนิยามแล้ว เมื่อเข้าใจตรงนี้ผิด ที่ว่า ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) อันนี้อาตมาว่าเป็นประโยคที่ไขธรรมะของพระพุทธเจ้าทั้งหมด ถ้าใครเข้าใจธรรมะสองไม่ได้แล้วไม่ได้ทำให้เป็นธรรมะหนึ่ง และฐานแห่งการปฏิบัติหรือกรรมอยู่ที่เวทนา การปฏิบัติธรรมหากไม่มีเวทนาเป็นกรรมฐาน ดังที่ว่า ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ประโยคนี้ไขความว่าหากไม่มีเวทนาเป็นที่ตั้งแห่งการปฏิบัติก็สูญโญ มาตรวจดูศาสนาพุทธในประเทศไทยนั้นเพี้ยนผิดไปหมด เพราะไม่ได้ปฏิบัติธรรมสอง ให้เกิดการหยั่งลงเป็นหนึ่ง แต่ไม่ใช่ดับหมดนะ แต่ดับโดยส่วนที่ควรดับ ตรงตำแหน่งที่ตั้งเรียกว่าฐานะที่จะกระทำหรือกโรติหรือการะ มนสิการ เป็นต้น การกระทำใจ (มนสิการ) ท่านทำด้วยวิธีสะกดจิต ดับเวทนาเริ่มตั้งแต่เวทนาทางตา มีอาจารย์ใหญ่ๆ สอนกันแล้วคนนับถือว่า การทำสมาธิคือต้องทำในจิตเท่านั้นอย่าให้ออกนอกจิตเลย แต่พระพุทธเจ้าว่า หากไม่มีเวทนาก็ไม่เป็นฐานที่จะปฏิบัติได้ แต่ในศาสนาพุทธปัจจุบันที่สอนกัน กรรมฐานคือเพ่งดินน้ำลมไฟ ให้จิตจดจ่อตรงไหนๆ ไม่มีคำว่าเวทนาเลยที่ให้ฝึกอ่าน เวทนาคือเจตสิก พระพุทธเจ้าให้ทำกสิณเดียวคือเวทนา ไม่มีกสิณ 40 ท่านสอนในพระหมชาลสูตร ท่านตำหนินั่งหลับตา พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าท่านปฏิบัติผิดในป่าถึง 6 ปี แต่แล้วท่านก็รู้ว่าท่านมีภูมิเก่าครบแล้ว ก็เพียงแต่ระลึกย้อนหลังก็ได้มาหมด แต่ว่า คนที่ไม่เคยมีของเก่ามาก่อนนั้น ไปนั่งระลึกกี่ล้านชาติก็ไม่ได้บรรลุธรรมอะไร มีอ.บูรพาในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ก็มักเขียนว่านั่งสมาธิเข้าไปแล้วปัญญาจะเกิด อาตมาก็ยืนยันว่า นั่งสมาธิหลับตามีแต่สัญญา ไม่มีปัญญา ส.เพาะพุทธว่า..หลวงปู่ดุลย์ว่าจิตที่ส่งออกนอกเป็นสมุทัย ผลที่เกิดจากจิตส่งออกนอกเป็นทุกข์ จิตเห็นจิตอย่างแจ่มแจ้งเป็นมรรค ผลที่เกิดจากจิตเห็นจิตแจ่มแจ้งเป็นนิโรธ พ่อครูว่า….เพราะคุณไม่ได้มีภูมิที่จะปฏิบัติกับสัมผัสภายนอก ก็เลยนั่งดับหลับตาเสีย ไม่ได้เป็นการเรียนรู้เหตุแห่งทุกข์ เขาบอกว่าถ้าส่งออกนอกจะเป็นเหตุแห่งทุกข์ก็เลยไม่ให้จิตออกนอกตัว ก็เลยไม่มีเหตุ ...แล้วจะรู้จักเหตุแห่งทุกข์เมื่อไหร่ ก็เลยเอาแต่สัญญา สัญญาของคนนี้ไม่ได้ตรัสรู้สัจจะเลย มีแต่ความจำตน แล้วสะกดจิตไว้ สงบไหมก็สงบแบบฤาษี ที่พระพุทธเจ้าว่าไว้ในทิฏฐิ 62 พอนั่งหลับตามีแต่อดีต อนาคต แม้ปัจจุบันก็เป็นการหลง กาม และฌาน 1-4 เป็นนิพพานอีก เป็นอนาคต 44 ไปนั่งเอาแล้วหวังจะได้อรหันต์เลยนั้นไม่ได้ ธรรมะพระพุทธเจ้าให้ปฏิบัติโดยลำดับ อรหันต์ของพุทธจะต้องเป็นไปตามลำดับ จะไม่ได้ตัดรอบเป็นอรหันต์พรวดเดียวเลย อย่างพวกเซ็นคือพวกที่ล้มเหลวสิ้นเชิง การตั้งอยู่ในอรหัตตผล ล.13 [238] ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราย่อมกล่าวการตั้งอยู่ในอรหัตตผล ด้วยการไปครั้งแรกเท่านั้นหามิได้ แต่การตั้งอยู่ในอรหัตตผลนั้น ย่อมมีได้ ด้วยการศึกษาโดยลำดับ ด้วยการทำโดยลำดับ ด้วยความปฏิบัติโดยลำดับ. พ่อครูว่า...ผู้ที่บรรลุได้โดยเวลาไม่นานฟังธรรมไม่กี่ประโยคก็เป็นอรหันต์เพราะท่านมีบารมีมาเกือบเต็มแล้ว เหมือนน้ำเกือบเต็มตุมที่อีกหยดเดียวก็เต็มแล้ว ท่านมีส่วนบุญที่ได้ปฏิบัติมาก่อนแล้ว ส่วนบุญเดี๋ยวนี้กลายเป็นสินค้าแล้ว เช่นบอกว่ามาทำบุญที่นี่แล้วจะได้ส่งส่วนบุญไปถึงผู้ตาย ที่พระพาหิยะ ได้ฟังนั้นก็คือ เมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินเสียงก็สักแต่ว่าได้ยิน ได้กลิ่นก็สักแต่ว่าได้กลิ่น ลิ้มรสก็สักแต่ว่าลิ้มรส และสัมผัสสักแต่ว่าสัมผัสเท่านั้น ทิฏฐะ ได้เห็น สุตะ ได้ยิน มุตะ ได้กลิ่น ได้เห็น ได้ลิ้มรส วิญญาตะ ได้รู้

พระพาหิยะได้ฟังก็ได้อรหัตตผล บารมีท่านเข้าใจแล้วว่า การเห็นด้วยตาคืออย่างไร เราก็จะละวางอย่างไร ได้ยินด้วยเสียงคือสุตะ ท่านมีบุญเก่าที่ได้ชำระกิเลสมาแล้ว บุพเพกตปุญญตา พอได้ยินก็ชัดเจนแจ่มแจ้ง ส.เพาะพุทธว่า… ที่จริงพระพาหิยะนั้นตอนแรกเข้าใจว่าตนเป็นอรหันต์ก็บำเพ็ญผิดๆ แต่ว่าพอมีคนท้วงว่าไม่ได้บรรลุก็เลยเข้าใจแล้วไปหาพระพุทธเจ้า ท่านก็ตรัสสั้นๆ แต่พระพาหิยะก็บรรลุ เป็นผู้เอตทัคคะในทางขิปปาภิญญา แต่ไม่ได้บวช พอบรรลุธรรม ก็ไปหาบริขารก่อน ขณะไปหาบริขารก็ถูกโคแม่ลูกอ่อนขวิดตาย เป็นข้อบ่งชี้ว่ากิเลสหมดได้ แต่วิบากหมดไม่ได้ พ่อครูว่า..อย่างพระพาหิยะ เป็นเรื่อง ทิฏฐะ ได้เห็น สุตะ ได้ยิน มุตะ ได้กลิ่น ได้เห็น ได้ลิ้มรส วิญญาตะ ได้รู้ เมื่อเห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น ได้ยินเสียงก็สักแต่ว่าได้ยิน ได้กลิ่นก็สักแต่ว่าได้กลิ่น ลิ้มรสก็สักแต่ว่าลิ้มรส และสัมผัสสักแต่ว่าสัมผัสเท่านั้น เพราะว่าท่านมีของท่านแล้ว พอฟังแล้วก็เข้าใจเข้าถึงทันที ท่านก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นจริง เห็นมะม่วงใหญ่ก็ใหญ่จริงๆ ไม่ได้ยากได้เลย เดี๋ยวนี้คนเก่งเอาสารเคมีมาโด๊ป ก็เลยใหญ่ ผู้เจอมะม่วงแล้วก็อยากได้อยากกินอันนั้นไม่สักแต่ว่า แล้ว แค่มะม่วงก็เสร็จแล้ว ถ้าไปเจอเพชรเจอทองพันล้านหมื่นล้านก็ไม่สักแต่ว่าหรอก ไม่ให้มันทำหน้าที่ตามธรรมชาติหรอก แต่ว่าก็จะเอามาเสพสัมผัส ทางทวาร 6 มันก็เลยไม่เหมือนพระพาหิยะ แต่ถ้าใครทำจิตได้จริง ไม่ได้หลงด้วย ต้องศึกษาจิตที่มันพัวพันมันมีอาการอย่างไร ไม่สมบูรณ์แบบจนถึงสมาหิโต วิมุตจิตสมบูรณ์แบบก็ไม่เข้าใจอาการจิตต่างๆ เพราะแม้อาการของกายก็ไม่ได้เรียนรู้ คำว่ากายคำเดียวนี้แหละ ต้องพูดกันอีกนาน เพราะไปหลงติดว่ามันเป็นสุข คือสุขขัลลิกะ(สุขเท็จ) ต้องเกิดปัญญาว่าไปเสพรสสุขนั้นมันไม่มีหรอก มันแวบเดียว สุขมันของปลอม ไม่มีตัวตน มาแวบเดียวไม่เที่ยง แต่คุณไปติดมันก็เลยกลายเป็นทุกข์อาริยสัจ ตลอดกาลก็ต้องอ่านอาการใจที่ติดยึดหลง เรียกว่าตัณหา อุปาทาน หรือกิเลสก็ต้องอ่านอาการมันให้ออก อ่านอาการกิเลส ตัณหา อุปาทานที่เป็นนามธรรมให้ออก มันเป็นอกุศลจิต เป็นสราค สโทส สโมหะ เป็นอาการอยากมาเสพ อยากเอาเข้า ดูดดึง (ราคะ) อยากฆ่าอยากทำร้ายอยากเอาออกผลัก(โทสะ) หรือโมหะคือมั่วไปหมดไม่รู้ ต้องมีทั้งการรับรู้แล้วมีสัมผัสจริง แล้วเกิดจิตกระเพื่อมจิตต้องการน่ามีน่าได้น่าเป็น ต้องเอาให้ได้ ผู้หญิงคนนี้ต้องเอาฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมาก็ฆ่าคนนี้เลย มีขนมหม้อแกงที่มีข่าวว่าแย่งกันซื้อจนต้องยิงกันตายเลย ฆ่ากันตายเลย ก็มีมาแล้ว สักแต่ว่า คือไม่มีอาการยึดมั่นถือมั่น ถ้าสมควรได้ก็เอา แบ่งกันได้ ถ้าไม่มีไม่ได้ก็ไม่เดือดร้อนใจ บางทีแบ่งให้คุณมากกว่าเราเอาด้วยก็ได้สังคมก็สงบสุข แต่นี่มีแต่ยึดมั่นถือมั่นกัน ของข้าใครอย่าแตะ ก็อัตตาทั้งนั้น พระพุทธเจ้าสอนว่า กายคือธรรมะสอง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ต้องมีสัมผัส ต้องมีวิญญาณรับรู้องค์รวมด้วยแต่นักปฏิบัติธรรมทุกวันนี้ ปิด ตา หู จมูก ลิ้น กาย อย่างหลวงพ่อดุลย์ อาตมาไม่รู้นะ เคยตัดเอาส่วนข้อเขียนของคนคืออะไรทำไมสำคัญนัก ไปใส่ไว้ในข้อเขียนหลวงพ่อดุลย์ ท่านก็เข้าใจอ่านหนังสือคนคืออะไรของอาตมา ไม่รู้ว่าลูกศิษย์ของท่านทำหรือไม่นะ แต่อ่านแล้วเป็นข้อเขียนของเรานี่ แต่ตอนหลังท่านก็ตัดออกหมดไม่มีหลักฐานแล้ว ท่านก็อ่านแล้วเข้าใจ แต่ไปยึดติดนั่งหลับตา พระพุทธเจ้าไม่อุบัติก็มีแต่สำนักนั่งหลับตา พระพุทธเจ้าเกิดแล้วก็หลงติดนั่งหลับตา พระพุทธเจ้าสอนก็ยังมีคนหลงติดนั่งหลับตา แม้พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วก็ยังมีต่อไป เพราะติดยึดแล้วมันมืด ซึ่งแค่เจโตสมาธิเท่านั้น ไม่มีปัจจุบัน พระพุทธเจ้าสอนให้อยู่กับปัจจุบันมีผัสสะทางทวารทั้ง 6 เรียนรู้เวทนาคือกรรมฐาน พวกนั่งหลับตานี้พระพุทธเจ้าว่าคือพวกไม่รู้(อชานโต) ไม่เห็น(อปัสสโต) เป็นผู้ไม่รู้ไม่เห็นทั้งนั้น จะเห็นว่าบางอย่างเที่ยงบางอย่างไม่เที่ยง เป็นเรื่องโลกเป็นเรื่องอัตตานั้นคือความเห็นของผู้หลงผิด เป็นความแส่หาของตัณหาทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าให้เรียนรู้โลก เรียนรู้อัตตาแล้วหลุดพ้นโลกหลุดพ้นอัตตา มีธรรมาธิปไตย เมื่อหลุดพ้นก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น แล้วก็รู้ว่าคนอื่นเขายึดอย่างไร เราก็ยึดเพื่ออาศัยได้ แต่ไม่ยึดอย่างไม่รู้ไม่ปล่อยวางได้ ต้องมีผัสสะจึงเป็นฐานแห่งการปฏิบัติ ทำให้เวทนาสองนี้ให้เป็นหนึ่งให้ได้ เมื่อทำได้ก็อยู่ในส่วนสองนี้แหละ ที่เคยไปหลงว่าอันนี้จริงอยากได้อยากมีอยากเป็นจริง ก็ฆ่าอาการกิเลสตัณหาอุปาทานนี้เสีย กำจัดให้ได้จริงก็ไม่สุขไม่ทุกข์เป็นฐานแห่งนิพพาน เป็นเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนา เฉยของเคหสิตะไม่เหมือนกับเฉยของเนกขัมสิตะ ซึ่งเคหสิตะนั้นแค่พักยกหรือสะกดจิตให้เฉยไว้นะ กระทบตา หู จมูก ลิ้นกายก็สะกดไว้ให้เฉย ไม่ได้เห็นด้วยอนิจจัง เหตุแห่งทุกข์ อนัตตาเลย แต่กดไว้อย่างเดียวของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เช่นนั้นที่เป็นแค่ hypnosis ของพระพุทธเจ้า เป็น analysis วิเคราะห์วิจัยเหตุแห่งทุกข์คือกิเลสตัณหาแล้วใช้ไฟฌาน ไปล้างไฟราคะ โทสะ โมหะได้ พระพุทธเจ้าท่านสอนให้พิจารณากายที่เป็นธรรมะสอง กายคือธรรมะสองที่ประกอบด้วยดินน้ำไฟลม (มหาภูตรูป) แล้วเราก็มีชีวิตอยู่กับสิ่งแวดล้อม มีปสาทรูปไปรับรู้ เกิดเป็นภาวรูป 2 คืออิตถีภาวะหรือปุริสภาวะ อิตถีภาวะคือภาวะที่ดิ้นรนไม่สงบไม่แจ้งก็ให้ทำให้อิตถีภาวะนี้หมดไป ที่เป็นชีวิตเป็นพลังงานที่มันอาศัยอาหาร 4 เกิด ก็ทำจิตให้ว่างให้ได้ สักแต่ว่าให้ได้ เฉยให้ได้ เนกขัมสิตะให้ได้ทำได้ก็เป็นเอกสโมสรณา ภวันติ ต้องเรียนรู้ธรรมะสองแล้วลดอิตถีภาวะ รู้ชีวิตินทรีย์รู้อาหารูป รู้องค์ประกอบที่ประกอบกันนี้กระทบแล้วใจเราก็เฉย คุณว่าเพชรเม็ดหนึ่ง 20 กะรัต กับข้าวปั้นหนึ่ง อะไรมีค่ามากว่า ก็ข้าว แต่ว่าไปเจอสองอย่างนี้พร้อมกัน จะหยิบอะไรก่อน? ถ้าตลอดชีวิตนี้ไม่มีเพชรเลย จะมีชีวิตทำความดีได้ไหม ...ก็ได้อยู่แต่ถ้าไม่มีข้าวก็ไม่มีแรงไปทำงานไปทำความดีเลยได้ อาตมาก็พาคนทำอาชีพที่ดี แต่ไม่ให้ทำพวกอาชีพประมง ปศุสัตว์ ให้ทำอาชีพปลูกพืชผัก พวกปลาพวกสัตว์เกิดมารับวิบาก ถ้าเราไปช่วยมันมันก็เสียเวลารับวิบาก ถ้ามันไม่ได้ใช้วิบากมันก็ไม่เจริญขึ้นดีไม่ดีติดยึดต่อไปอีก อาตมาแต่ก่อนเคยมีหมาตัวหนึ่งอาตมาไม่เลี้ยงหมา อาตมาก็เลยเอามาฝากคุณชวน ที่ห้องภาพสุวรรณ ตั้งชื่อว่าไอ้โทน เป็นตัวเมีย จนกระทั่งนิสัยมันเสีย มันกินขนมปัง ถ้าไม่ทาเนยให้มันมันไม่กิน เสียหมาเลย เอาสัตว์หลายอย่างมาเลี้ยงก็เสียสัญชาตญาณสัตว์ แต่เขาก็อดเอามาเลี้ยงไม่ได้ อดไม่ได้ที่จะเอามาเลี้ยง เราเมตตาก็ช่วยมันได้แต่เอาความเมตตาไปช่วยคนอีกมากที่ยังลำบากได้ไหม จะได้กุศลสูงกว่าสัตว์พวกนี้ สัตว์ก็ไปตามวิบากเขา บางตัวไม่เดือดร้อนมาก แต่คนนี่น่าสงสารอีกเยอะเลย ทำไมคุณไม่เอาความจริงนี้มาใช้เพราะไม่ศึกษาสัจจะ ทุกวันนี้ขอพูดผ่าเลยว่า ในศาสนาพุทธเข้าใจคำว่ากายผิดไปหมด ไปเข้าใจว่ากายคือสรีระ ในพระไตรฯล.10 ข.230 ที่ท่านตรัสว่า กายคือจิตคือมโน คือวิญญาณในเล่มอื่นก็ตรัสว่ามโนคือไม่ใช่สรีระ ธรรมะสองนี้ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ต้องรู้ว่าที่มันมาปรุงแต่งเป็นสอง ก็มีรสที่จริง คือมะละกอก็มีรสนี้ แต่ตรงกับที่ลิ้นคุณชอบแต่สารอาหารมันอาจไม่เท่ากับมะละกออีกลูก ก็ต้องศึกษาเวทนาที่คุณไปหลงตามโลกครอบงำ ถ้ารู้ความจริงตามความเป็นจริง ก็จะไม่ไปติดยึดในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสต่างๆ ผู้ลดความหลงในรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ได้คือเสขบุคคลหากหมดได้เลยก็เป็นอรหันต์ ปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้าต้องมีธัมวิจัย analysis ไม่ใช่สะกดจิตเอา ต้องมาศึกษาขณะกระทบทางทวารนอกและใน กับ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เช่นอาหาร แม้เป็นพระพุทธเจ้าก็ต้องกิน อันนี้เป็นฐานเลย กวฬิงการาหาร ปฏิบัติได้เรียนรู้ได้ก็บรรลุได้ ต้องเข้าใจธรรมะสองแล้วกำจัดเหตุที่ไม่ดีได้ เราดับได้ส่วนของเรา แต่ส่วนที่รับรู้รวมกันได้ตามสมมุติก็คืออย่างเดียวกัน ไม่ว่าชาติไหนมาสัมผัสก็เห็นตรงกันหมดคือความจริงตามความเป็นจริง ผู้รู้ความจริงตามความเป็นจริงได้นี่ แหละ ก็คืออรหันต์ ทำสำเร็จบรรลุอรหันต์ จบ...

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน