591206_พุทธศาสนาตามภูมิ พุทธครบถ้วน อรหันต์-โพธิสัตว์.docx
เนื้อหาในไฟล์
591206_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติอโศก พุทธครบถ้วน อรหันต์-โพธิสัตว์ โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์
สมณะเดินดินว่า...วันนี้เป็นวันอังคารที่ 6 ธันวาคม 2559 เมื่อวานพ่อครูได้ย้ำถึง กรรมเป็นตัวกำหนดทุกอย่าง เป็นทรัพย์แท้ คนทุกวันนี้ตั้งหน้าตั้งตาหาเงิน ที่คิดว่าจะเป็นทรัพย์แท้ แต่พอหมดอำนาจวาสนา ทรัพย์สมบัติอะไรก็ถูกยึดไปหมด ก็ต้องพยายามเข้าใจว่า แต่ละวันที่ผ่านไปเราได้สะสมทรัพย์แท้ ที่จะให้กายกรรมเราสะอาด วจีกรรมเราสะอาดขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องทำให้มโนกรรมสะอาด บริสุทธิ์ ประเสริฐมีคุณค่าอย่างไร จะได้ใช้ชีวิตได้คุ้มกับคืนวันที่ผ่านไป พ่อครูว่า...วันๆหนึ่ง อาตมาว่าอาตมาเหนื่อยเหมือนกันนะ ก็พยายามนำเอาธรรมะ คือสิ่งที่ดีนี้มาเปิดเผย ทุกวินาทีนี้เป็นวินาทีการเปิดเผยธรรมะ คนไทยทุกวันนี้ตื่นขึ้นมาแล้วไม่หลงทิศทาง เข้าใจโลกุตรธรรมขึ้นมาบ้างแล้ว เป็นคลื่นที่ยิ่งกว่าสึนามิใหญ่เลย ซึ่งยังเกิดอยู่ในปัจจุบัน ยังไม่บางเบา ยังแน่นหนา มีปฏิภาคทวีด้วยซ้ำ ก่อนจะได้อธิบายก็ขออ่านกวี ในเราคิดอะไร ฉบับ 317
สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยบุคคล)ตอน พุทธครบถ้วน "อรหันต์-โพธิสัตว์" ( ๑) อรหันต์คือผู้มุ่ง มาจน เถรวาทนั่นแหละชน กลุ่มน้อย เพราะเอาแต่ตัวตน เป็นหลัก ความคิดคับแคบด้อย นี่แล้“หินยาน”
(๒) โพธิสัตว์คือผู้มุ่ง ช่วยคน แต่ท่านตัดกิเลสตน ก่อนแล้ว จึ่งใช้อรหัตตผล ช่วยอื่น โพธิสัตว์จึ่งผ่องแผ้ว แกร่งกล้า“มหายาน”
(๓) อรหันต์คือผู้ที่ “ศรัทธา”นำ มุ่งแต่ตัวเองจำ- กัดกั้น ทำเพื่อตัดกิเลสสำ- เร็จส่วน ตนเฮย รู้จึ่งแคบเขตขั้น แค่รู้ตัวเอง
(๔) โพธิสัตว์คือผู้ที่ “ปัญญา”นำ รู้ท่านรู้เราทำ ทั่วถ้วน ทั้งนอกและในสัม- ผัสครบ “กาย”แฮ วิโมกข์แปดจึงล้วน รอบรู้กระทู้ธรรม
(๕) อ
อ่านต่อ
รหันต์ไม่รอบรู้ กระทู้โลก ไป่ครบถ้วนวิโมกข์ แปดแล้ เพ่งแต่“จิต”อนุโยค “กาย”พร่อง(กายยังมิจฉาทิฏฐิ) จึงบ่ถ้วนธรรมแท้ วิมุติบ้างบางกลี
(๖) โพธิสัตว์นั้นรอบรู้ ใครใด สัมผัสเจาะ“กาย-ใจ” ลึกล้วน วิจารนอกวิจัยใน สัมบูรณ์แบบ “โพธิสัตว์-อรหันต์”ถ้วน ตรัสรู้วิมุตติสอง(อุภโตภาควิมุตต)
(๗) ต้องลึกสัจจะให้ บริบูรณ์ โลกุตร์พุทธเทินทูน เทิดไว้ โลกีย์พุทธเพิ่มพูน เพียรเพื่อ รู้แล โพธิสัตว์ช่วยโลกได้ เด่นด้วย“พุทธยาน”
“สไมย์ จำปาแพง” 10 พ.ย. 2559 [นัยปก “เราคิดอะไร” ฉบับ 317 ประจำเดือนธันวาคม 2559] ที่เขาเข้าใจว่า อรหันต์นั้นไม่เพิ่มโลกียะ เอาแต่ตัวเองๆ จนมิจฉาทิฏฐิ หนักเข้าก็เอาแต่ภายในตนเอง ไปนั่งหลับตาสะกดจิตก็เป็นอรหันต์ไม่สมบูรณ์ อาสวะบางอย่างสิ้นได้บ้างไม่ครบ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เป็นแค่วิมุติ ถ้าสายปัญญา สัมมาทิฏฐิของพระพุทธเจ้า จะอาสวะสิ้นได้ ถ้าสายฤาษี ไม่ครบวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ไ ปเข้าใจผิดว่า ไปรู้ข้างนอกจะยุ่งวุ่นวาย เป็นความสุดโต่งยังไปข้างด้านตัวเอง ไม่เข้ากับคนอื่น ของพระพุทธเจ้านั้น รู้ทั้งของตัวเองของผู้อื่น ทั้งนอกและใน รู้ไปเป็นลำดับ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี อรหันต์ ขั้นพื้นฐานข้อกำหนดเอาส่วนนี้ เป็นส่วนๆไป เราก็กั้นไม่ให้อันอื่นที่อยู่ข้างนอกมายุ่งกับเรา ก็เป็นประสิทธิภาพที่เราจะทำได้ เราก็ทำในส่วนที่เราทำได้ตามลำดับ เช่น เราจะต้องเอาความหมายการไม่ฆ่าสัตว์ เป็นเชิงโทสะ ไม่เอาของคนอื่นเป็น โลภะมูล การเสพสัมผัสรสราคะ ก็เอาแค่ส่วนหนึ่ง เรื่องเสพสัมผัสผู้หญิงผู้ชายก็เอาผัวเดียวเมียเดียวก็แสนทุกข์แล้ว ก็ฉันอยากไปวุ่นวาย ล้างกิเลสไปจนหมดชาตินี้ชาติหน้า อย่างอาตมานี้ตั้งใจว่าอาตมาจะเป็นพระพุทธเจ้าที่ไม่มีคู่บารมี ที่จะเป็นพระพุทธเจ้าแบบไม่มีภรรยา ตั้งใจไว้เช่นนั้น ไม่รู้จะมีวิบากหรือเปล่า มันเป็นภาระ เป็นทุกข์ เสียเวลา เสียแรงงาน เสียทุนรอน ผู้ที่ศึกษาดีๆแล้วจะเข้าใจ เรื่องราคะ ก็อนุโลมแค่ผัวเดียวเมียเดียว รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสนั้น การเสพความสวยงาม การเสพรสทางกลิ่น ทางเสียง ทางลิ้น ทางโผฏฐัพพารมย์ ก็เอาระดับหนึ่ง ถ้าจัดจ้านกว่านี้ มากกว่านี้ เราไม่เอาแล้วนะ กำหนดเอาเอง ของใครของมัน อย่าให้มันมากกว่านั้น เราก็ล้างกิเลสให้จิตใจแข็งแรงมั่นคง เราก็อนุโลมได้ ก็จะอยู่กับสิ่งที่เป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุขได้เป็นขั้นๆ ความรู้ทฤษฎีพระพุทธเจ้าเป็นเบื้องต้น ท่ามกลาง บั้นปลาย ที่ราบรื่นเรียบร้อย เหมือนฝั่งทะเลอย่างน่าอัศจรรย์ อันดับ 1 แต่ทุกวันนี้มันสับสนวุ่นวาย เสียหายไปหมด ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิแล้วจะไม่ปฏิเสธโลกียะ ท่านจะอยู่กับโลกียะอย่างรู้จำกัดขอบเขต เราไม่สามารถทำได้สูงกว่าภูมิที่เรามี เราก็ทำเท่าที่เรามีทุน ถ้าได้แล้วเราค่อยทำเพิ่ม เพราะของพุทธไม่มี อยู่กับสิ่งนี้เลย แต่อยู่อย่างเหนือ ไม่หนี แล้วทำประโยชน์ให้แก่เขาด้วย สอนเขาได้ แนะนำเขาได้ จึงเป็นประโยชน์อย่างมาก เป็นลำดับๆ โสดาบัน สกิทาคามี ก็เป็นสาระแก่นแกนไปตามลำดับ จนแม้กระทั่งเป็นโพธิสัตว์ โพธิสัตว์ต่างกับอรหันต์ อรหันต์ คือ ทำตนเองให้ไม่ลึกลับ ถ้าจบเป็นอรหันต์สูงสุด ก็จบในกรอบของอรหันต์ ในอัตภาพสูงสุดของเรา ถ้าเป็นพระโพธิสัตว์ ก็เรียนรู้เพิ่มจากสิ่งที่เราไม่เคยประสบ พระโพธิสัตว์จึงจะต้อง ไปเกิดมีวิบาก เกิดเป็นบางอย่างที่เรายังไม่รู้ และต้องการรู้ เพื่อจะช่วยเขาได้ คือเรารู้แต่เราลืมแล้ว เราก็ต้องไปอยู่ในตอนเป็นภูมิโพธิสัตว์แล้ว ถ้ายังไม่เป็นโพธิสัตว์ไปเกิดก็จะหนัก ก็จะช่วยได้ เรียนรู้ความจริงได้ เรียนรู้ทำตามฐานะ ตามวิบาก สรุปสั้นๆ คือ อรหันต์นั้นทำตนเองให้บรรลุก่อน แล้วจึงช่วยคนอื่น โพธิสัตว์จึงเป็นผู้ที่มีธรรมะ 2 มีอรหัตตผลแล้ว ทำคุณอันสมควรก่อน แล้วสอนคนอื่นจึงไม่มัวหมอง ในรายละเอียดของอรหันต์นั้น ไม่ขาดแคลน อุดมสมบูรณ์ พวกเราจะเข้าใจ พวกเรามีสภาวะจริงและพฤติกรรมสังคมสาธารณโภคี ในความเป็นสาธารณโภคีเราก็มีบารมีของเรา มีวิบากของเรา เราอยู่ในนี้เรามีวิบากก็กัดกันกับคนนั้นคนนี้ เราต้องหัดปล่อยวางในวิบากที่ได้รับ คนนี้มาเป็นก้างขวางคอไม่ให้เราได้ตามที่เราควรจะได้ ต่างๆนานา ก็ไม่เป็นไร เราก็สร้างภูมิของเราไปเรื่อย มันพอได้ เพราะจิตใจที่เป็นอรหันต์แล้ว มันน้อยก็พอ อัปปิจฉะ สันตุฏฐิ มันมีความใจพอ แม้มีน้อยจนกระทั่งขาดแคลนและต้องตาย ก็ตายไป ถ้าเราไม่จบภพภูมิก็ตายด้วยกุศล เกิดมาอีกก็กุศลเพิ่ม เราเข้าใจเรื่องตายเกิดและเกิดตาย ผู้ที่บรรลุอรหันต์แล้ว รู้ความตาย ความเกิด จะตัดสันตติ ปรินิพพานเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ถ้าเราต่อก็มีแต่เจริญกับเจริญ จึงไม่กลัวความเกิด เพราะเกิดมาแล้วมีแต่ความเจริญ มีแต่สุคติ มีแต่ไปดี ขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วเราก็ทำเกิดทำตายได้ด้วย นี่คืออัตภาพ ของมนุษย์ ก็อธิบายถึง นิยามชีวิต 5 พีชนิยามก็สูญได้แต่ว่า ไม่รู้ตัวเอง เป็นไปตามเหตุปัจจัย แต่พอมาเป็นจิตนิยาม มีแต่ความปรารถนาเป็นภพชาติ ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว ก็พัฒนาขึ้นมามีมากเซลล์ ก็มีภพชาติมากมาย จะมีความรู้ของพระพุทธเจ้า ก็สามารถตัดภพตัดชาติได้ ลดภพชาติได้ เป็นอมตะบุคคลได้ ไม่ต้องต่อภพชาติได้ ของพระพุทธเจ้านั้นก็สมบูรณ์ แบบอรหันต์ก็สมบูรณ์ หมดอาสวะได้อย่างเป็นลำดับ โสดาบันก็เป็นรอบถ้วนของโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามีอรหันต์ อนุโพธิสัตว์ก็เพิ่มภูมิไปตามลำดับ
สมณะเดินดินว่า...เมืองไทยมีแค่อรหันต์ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับพระโพธิสัตว์ เอาแต่ประโยชน์ตนอย่างเดียว ส่วนมหายานก็เอาแต่พระโพธิสัตว์ ไม่ให้ความสำคัญกับอรหันต์ มีแต่ปุถุชนโพธิสัตว์ พ่อครูว่า ปุถุชนโพธิสัตว์ไม่มีหรอก ในความเป็นคนจน จึงไม่ได้มาตลบตะแลงหลอกลวง จน คือไม่มีสมบัติส่วนตัว ไม่ซับซ้อน แต่ก็มีเงินผ่านมือ ถือมาใช้ตามสมควร ตามจำเป็น เป็นบริขาร เป็นสิ่งที่ต้องใช้ทำตามหน้าที่ ทุกวันนี้คอมพิวเตอร์ก็เป็นบริขาร เราไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์แบบแจคหม่า หากินเอาเงินทองมาเป็นของตนมหาศาล อาตมาก็ว่าเราบริสุทธิ์ เราใช้อุปกรณ์สิ่งที่เป็น บริขาร เอามาทำเพื่อเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น ทุกวันนี้ บริขาร จึงมีเยอะกว่าบริขาร 8 เรามีภูมิธรรมแล้ว ก็ไม่เอาบริขารมาทำไม่ดี เช่นมีเงินเป็นบริขาร ผู้ที่เป็นอรหันต์แล้ว ไม่ได้ใช้เงินเพื่อตัวเอง ใช้เพื่อสร้างสรรค์ทำประโยชน์ เป็นเนื้อนาบุญเป็นประโยชน์คุณค่าได้มากขึ้น ตัวเองไม่เอามาบำเรอตนด้วยเงิน อย่างอาตมานี้ ใครเอาเงินมาบริจาค จะไม่ได้เอาเงินนั้นมาบำเรอตนเอง แม้ที่สุดจะตายเพราะว่าหิวข้าว ก็จะไม่เอาเงินที่เขาบริจาคมาซื้อข้าวกิน หรือแม้กระทั่งเจ็บป่วย จะต้องใช้ยาต้องรักษาตน แม้มีเงินที่เขาบริจาคด้วยอัธยาศัย จะให้ใช้อะไรก็ได้ เราจะไม่ใช้เงินนั้นมาซื้อยาให้แก่ตัวเอง อาตมาว่าอาตมาเป็นคนที่มีประโยชน์ต่อเขา เขาก็จะช่วยรักษาไว้มันเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์คุณค่า เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้อื่น อาตมาว่าไม่ได้ทำสิ่งที่เสียหายอะไร ในกวีที่บอกว่าทั้งเป็นคนจน จึงเป็นคนจนจริงที่ไม่ตลบตะแลง แต่อุดมสมบูรณ์ มีพอกินพอใช้ พอทำงานตามบารมี ทุกวันนี้อาตมาวัดบารมี โดยไม่เรี่ยไร ใครคนอื่นมาบริจาค ถ้าเห็นคุณค่าก็มาบริจาคเอง พิสูจน์มาสี่สิบห้าปีแล้ว ก็ไปรอด มีพัฒนาการขึ้นมาอยู่ ยกตัวอย่างสื่อโทรทัศน์ดาวเทียม ก็ขออภัยต่อสื่อดาวเทียมอื่น ไม่ได้ยกตนข่ม สถานีอื่นทำไม่ได้อย่างบุญนิยมหรอก คนทำงานให้แก่สถานีบุญนิยมนี้ ทุกคนทำงานฟรีไม่มีเงินเดือนเงินดาวน์ มีเงินนำไปใช้งาน ถ้าเหลือก็เอามาคืน ไม่เอาแบบควาญช้างกินขี้ช้าง ให้เราซื่อสัตย์สุจริต อย่าไปสุรุ่ยสุร่ายฟุ่มเฟือย เราก็เป็นไปได้ อุปกรณ์เราก็ไม่ได้ราคาถูกกว่าเขา เราไม่มีเงินก้อน เราก็ซื้ออย่างมากก็มือสอง มือสาม มือสี่ ก็ทำไปก็พอได้ เราก็ออกแรงเองประกอบเอง สร้างมา มันก็เลยไปได้ ทำงานเพื่องานจริงๆ ก็สรุปไว้แค่นี้ บันทึกลึกซึ้งเป็นไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ คนจนทำไมทำได้ถึงขนาดนี้ ระบบโลกีย์ ทุกคนตั้งหน้าตั้งตาจะมาเอาเปรียบ แต่นี่ไม่ ทุกคนต้องมาล้างมาลดแล้วก็ทำงานฟรี ทุกอย่างเสียสละจริงๆ มาฝึกตนเอง มันจึงเป็นไปได้ ตามธรรมะพระพุทธเจ้า อาตมาก็ยืนยัน พูดไปก็เหมือนเอาดีเข้าตัว เวลาพูดสิ่งเสียก็ดันไปว่าคนอื่น ก็จะทำให้เขาชังน้ำหน้า เพราะเขามีกิเลสอยู่ แต่พูดดีทีไรก็เป็นที่เราเป็นเรามี เราดีมาก่อนก็เอาดีนั้นมาขยายยืนยัน ก็เหมือนอวดตัวเสมอ สรุปพระอรหันต์กับพระโพธิสัตว์เป็นอันเดียวกัน ถ้าอรหันต์ไม่เอาโพธิสัตว์ก็ขาดต่อ พระพุทธเจ้านั้นยกย่องอรหันต์ ตนเองไม่เป็นโทษเป็นภัยกับใครแล้ว แต่มันเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นน้อยเท่านั้นเอง ของพระพุทธเจ้านั้นครบถ้วนทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ได้ประโยชน์สูงสุด อุภยัตถะ ทำประโยชน์ตอนนี้แหละ ประโยชน์ท่านจะได้พร้อมกัน ทำประโยชน์ท่านนี่แหละประโยชน์ตนก็จะได้เพราะ อรหันต์กิเลสหมด แต่ทำประโยชน์ท่าน ก็เป็นโพธิสัตว์ ไม่มีประโยชน์ตนเองแล้ว แต่จริงๆแล้วมีประโยชน์ไหม ประโยชน์ที่ได้นั้น เป็นความรู้ความสามารถ ที่กว้างที่ใหญ่ ที่เกิดความชำนาญ เกิดทักษะสมรรถนะต่างๆ สูงขึ้น แต่ไม่ถือว่าเป็นของตน เพราะสิ่งที่เจริญเหล่านั้น ไม่ทำเพื่อตนเอง แต่เจริญมาเพื่อผู้อื่น เจริญก็เพื่อรับใช้ผู้อื่นได้ดียิ่งขึ้น เพราะตนเองมีความพอ กินก็เท่านี้ อยู่เท่านี้ ไม่เปลืองไปกว่านี้ มีกรอบขอบเขต ส่วนที่เหลือเกินก็เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นทวีขึ้น พระโพธิสัตว์จึงไม่เรียกว่าประโยชน์ต่อตนเองได้นะ ไม่ใช่ว่าตนเองไม่เจริญ เจริญยิ่งๆขึ้น แต่ไม่ได้เจริญมาเพื่อตัวเอง ไม่ได้มาเพิ่มปริญญาตรี ปริญญาโท เราก็จะทำเพื่อได้ลาภยศ เงินทอง เพิ่มขึ้น ปริญญาเอก จะได้เงินทอง ลาภยศ เพิ่มขึ้นอีกไม่ใช่ แต่ยิ่ง ปริญญาโท ปริญญาเอกมีความรู้ความสามารถ ไปช่วยคนอื่นได้มากขึ้น ที่เราเอามาอาศัยสำหรับตนก็เท่าเดิม หรือดีไม่ดีก็น้อยกว่าเดิมด้วย เพราะเรายิ่งเก่งยิ่งฉลาด ยิ่งมีอินทรีย์พละสูงขึ้น อรหันต์ใช้ศรัทธานำ พระโพธิสัตว์ใช้ปัญญานำ ใน ทักขิเนยบุคคล 7
กายสักขี ไม่รู้นอกรู้ในชัดเจน พระพุทธเจ้าว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายให้รู้นอกและในครบ ถึงจะสิ้นอาสวะ ตรวจไปในอรูปฌาน จนสิ้นอนุสัย ปัญญาวิมุติ สิ้นอาสวะ แต่ไม่หมดอนุสัย แต่กายสักขี อาสวะบางอย่างสิ้น แต่ไม่สิ้นอาสวะทุกอย่าง
เมืองไทยตอนนี้เป็นชมพูทวีป หมายความว่ามีมนุษย์ที่สามารถมีธรรมะในตนเอง มีสุรภาโว สติมันโต อิทพรหมจริยวาโส สุรภาโว เขาก็จะอธิบายไปว่ามีภาวะแกร่งกล้า ทำไมถึงมีธรรมะเก่งกล้ามีอินทรีย์พละ มีทั้งเจโตและปัญญาครบ คือสุรภาโว เป็นผู้ที่ครบพร้อมทุกอย่างมีความแข็งแรง เท่าที่บารมีของคนแต่ละคน ผู้ที่มี สุรภาโว สติมันโต ณ ที่นั้น คือ อิท คือ ณ ที่นี้ ประเทศไทยมีคนที่มี สุรภาโว สติมันโต ในมวลมนุษย์กลุ่มนี้ ยืนยันได้มีพฤติกรรมที่อธิบายได้ พรหมก็คือพระเจ้า จรรยะก็คือความประพฤติ แต่ไม่ใช่อย่างเทวนิยม แต่เอามาใช้ประโยชน์ได้ เป็นได้จริง มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาจริง ไม่ใช่ว่าพระพรหมมี 4 หน้า แล้วจะนอนอย่างไร นอนยากชะมัดเลย
Sms 5 ธ.ค.2559 _ 0849108xxx สาธุท่านปยุตดำรงอริยะศักดิ์สมเด็จพุฒโฆษาจารย์สมแล้วนักปราชย์แห่งธรรมเพชรงามในพระศาสน์ขอก้มกราบสาธุการ ปลายฝนต้นหนาวแล้วพ่อท่านดูแลสุขภาพนะคะ ตอบ...ก็มาทำหน้าที่ของท่านในปางนี้ โดยท่านมีนามว่าประยุทธ์แปลว่านักรบ เป็นนักรบอย่างนักธรรมะ ส่วนทางโลกก็มีประยุทธ์เหมือนกัน เป็นความสอดคล้องกันเป็นเรื่องความเจริญ เป็นการรบระดับโลกุตระ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ พระพุทธเจ้าจะรู้ว่าใครจะเป็นอะไรต่อไปอย่างไร มีอัครสาวกชื่ออะไรอย่างไรก็รู้ ไม่ใช่เรื่องเดาเป็นภูมิรู้ของท่าน อาตมาก็มีแต่ไม่รู้ได้มากชัดอย่างพระพุทธเจ้า
คนฉลาดเท่าที่ตนโง่ และ โง่เท่าที่ตนฉลาด _ 0890015 ขอความกรุณาขยายความ"คนฉลาดเท่าที่ตนโง่" และ "โง่เท่าที่ตนฉลาด" ตอบ...ฉลาดกับความโง่ เป็นภาษาบัญญัติที่ระบุ ฉลาดคือรู้ โง่คือไม่รู้ จะอธิบายในกรอบของโลกียะ กัลยาณชนหรือโลกุตรชนก็อย่างหนึ่ง โลกียชน เป็นอเวไนยสัตว์ เหตุปัจจัยอย่างไรเขาก็รู้ไม่ได้ มีทั้งเหตุปัจจัยที่คุณมีมา เป็นอนันตริยกรรมก็มีที่ทำให้รู้ไม่ได้ ส่วนที่เป็นเวไนยสัตว์ก็สอนได้ เป็นเพราะว่าเหตุปัจจัยของเขาทำมาครบ ทุกคนทำเอง ไม่มีใครบันดลบันดาลได้ ตัวใครตัวมันทำเอง สรุปแล้วโง่กับฉลาดมี 2 อย่างนี้ คุณฉลาดเท่านี้ก็มีโง่เท่านี้ คนนี้ฉลาดเท่านี้ก็เท่าที่ตนโง่ คนฉลาดสูงสุด และโง่ต่ำสุดก็ยกให้พระพุทธเจ้า จะมีโง่อีกเท่าไหร่ ก็ยกให้ถือว่าไม่มีโง่แล้ว เพราะไม่มีใครฉลาดเท่า จะบอกว่าท่านโง่ไหม ท่านก็โง่เท่าที่สิ่งที่ท่านยังไม่รู้ อย่างไรก็แล้วแต่ จะตกหล่นอะไรก็แล้วแต่ แต่ถือว่าเป็นผู้ที่บำเพ็ญสูงสุดแล้ว ไม่มีใครไล่ทัน ในกัปป์นั้น ในบรรดาสัตว์โลกที่มีทั้งหมด ท่านสูงสุดไม่มีใครทัน แค่นี้ยังไม่พอหรือ หรือจะเอาเท่าอวโลกิเตศวรก็ว่าไป _0805925xxx ผ่านแล้ว50วันแต่น้ำตาไม่เคยหยุดไหลเห็นภาพทีไรโฮทุกที สุดแสนอาลัย! ถ้ากุศลบุญมีขอได้เกิดเป็นข้าแผ่นดินรองบาททุกชาติไป จับหมาบ้าแค่ยิงยาสลบ จับธัมมี่หัวหมอหัวเสยังคิดไม่ตกข้ามปี555? ปลายฝน _0824645xxx ถึงจะไม่มีโอกาสได้ไปร่วมกับท่าน แต่ก็นำหลักธรรมคำสอนของหลวงพ่อมาใช้ในการดำเนินชีวิตเสมอ อยากให้ธรรมมี่ โดนจับอาณาจักรธรรมเก๊ล่มสลาย _0893867 วันพ่อฯไปแจกขนมเด็กรายทางนอกเมือง! ระหว่างทางพบปชช. บ้านนาไร่สวน บำเพ็ญสาธารณะกุศล ตัดหญ้า กวาดถนนทำความสะอาด 2 ข้างทาง ทำดีเพื่อพ่อฯ
วิธีแยกกายแยกจิตที่ถูก _0893867xxx วิธีแยกกายแยกจิตที่ถูกทางถูกตัวถูกตนที่ยึดติดไม่ปล่อยวาง! น่าจะแยกอัตตาออกจากกาย แยกกิเลสออกจากจิต จึงจะถูก! มิใช่ถอดวิญญาณออกจากร่าง มโนเหมือนมูฟวี่! พ่อครูว่าถูกต้องไหม? ตอบ...ขออธิบายอันนี้เลย กายกับจิต กิเลสกับจิต ก็เป็นธรรมะ 2 รูปกับนาม ก็เป็นธรรมะ 2 รูป คือสิ่งที่ถูกรู้ (object) นาม คือธาตุรู้ ที่ไปกำหนดรู้ (subject) ปุถุชนทุกคนเมื่อกระทบสัมผัสแล้ว ก็ปรุงแต่งเกิดความอยากได้ ไม่ได้มาก็แย่งชิงฆ่าแกงกัน ในพระไตรปิฎกมียืนยันอ้างอิง ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 กาย คำนี้คนไทยใช้เรียกร่างกาย คือดินน้ำไฟลมภายนอก แต่พอไปอ่าน ตถาคตเรียกกายว่าคือจิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง ล.16 ข.230 ก็จะไม่เข้าใจ หาว่าท่านพูดผิดหรือไม่ไปอีก กาย คือธรรมะ 2 ก็จริง แต่ถ้าจะเรียนให้ไปเรียนที่ จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง แต่ต้องมีภายนอกอยู่เสมอ มีสิ่งที่ถูกรู้กับธาตุรู้เสมอ เป็นธรรมะ 2 เสมอ แม้แต่ข้างนอก แล้วเลื่อนมาเป็นข้างใน เช่นเลื่อนจาก กายในกาย มาเป็นเวทนาในเวทนา ก็องค์ประชุม 2 นี้แหละ เช่น กระทบฟักทองลูกโต จิตเราก็ปรุงแต่ง ชอบใจพอใจอยากได้ ลูกมันโตเนื้อคงดี อยากได้ ถ้าเอามาโดยสุจริตหรือไม่สุจริต ก็ต้องทำจนได้ ได้มาอย่างสุจริต ก็เป็นลาภธัมมิกา ปลูกเอาหรือขอเขาเอาหรือซื้อเอา ถ้าซื้อแล้วเขาไม่ขายคุณก็อด แต่ขอไม่ให้ ขายก็ไม่ขาย จะไปปล้นเอาก็ทุจริต บาปแล้ว ลาภธัมมิกา ลาภโดยธรรมก็โดยสุจริต ลาภโดยธรรม อย่างอาตมามีคนบริจาค อาตมาก็ไม่ได้เรียกร้อง อาตมาเอามาทำงานให้คนอื่น แม้เขาจะให้มาตามอัธยาศัย แต่อาตมาจะขอซื่อสัตย์ ไม่เอามาบำเรอตน หรือรักษาตนนะ แต่มันก็พอเป็นไปนะ อาตมาว่าจะพอมีค่าอยู่นะ ถ้าอายุมากแล้วเขาจะเลี้ยงไว้ไหม มาเข้าสู่คำว่ากาย มูลกรรมฐาน 5 ก็เอาเล็บนี่แหละง่ายที่สุด คุณจะรู้อัตตา และกายได้จากการพิจารณาเล็บ เล็บ เมื่อมันยาวอยู่กับตัวเรา มันพ้นประสาทมันไม่ใช่เราแล้ว ไม่ใช่กายแล้ว มันอยู่ในตัวเราก็เป็นพีชะ พลังงาน อาหารไปเลี้ยงให้ยาวออกมาได้ มันมีพลังงานธาตุพีชะ ปรุงแต่งกันอยู่แต่ไม่มีเวทนา ตัดก็ไม่รู้สึก ถ้าคุณหวงแหนอยู่ ก็จะยึดถือว่าเป็นของกู แต่ถ้ามันไม่ใช่ของเราแล้ว มันไม่มีเวทนา มันเป็นพีชะแล้ว จิตเราที่ไปยึดถือเป็นเรา แต่มันเป็นพีชนิยาม ไม่ใช่จิตนิยาม ไม่ใช่กายเราแล้ว ก็ตัดไป ถือว่านิพพาน เป็นปริโยสานแล้ว สำหรับส่วนเล็บที่ตัดออกไป หมดความเป็นอัตตา อัตตานี้ใช้อาศัยได้นะ มันอยู่กับตัวเรา เราก็อาศัยมันได้ ใช้แคะขี้ฟันได้ เป็นต้น หรือว่าใช้เล็บแคะอื่นๆเป็นประโยชน์ได้อยู่ มันเป็นชีวะ แต่มันไม่ใช่กายเราแล้ว ถ้าเรายังไม่ตัดทิ้ง มันยังเป็นอัตตาอาศัย เห็นความไม่ใช่กายของเล็บนะ แต่เราใช้เป็นอัตตาอาศัย กายมันไม่ใช่แล้ว แต่อาศัยเป็นชีวะอยู่ ยังไม่ตัดก็เป็นอัตตา ก็ต้องเป็นอัตตาอาศัย ไม่ใช่สิ่งเที่ยงแท้ ตัดก็ได้ไม่เจ็บด้วย เพราะเป็นพีชะ ไม่ใช่จิตนิยาม มันไม่มีเวทนาแล้ว ไม่ใช่วิญญาณแล้ว เป็นธาตุรู้แค่สัญญา สังขาร เราก็จะเข้าใจอัตตา กับกาย สูงขึ้นแล้วใช่ไหม ในขณะที่พีชะหรือเล็บนี้มันยังอยู่กับประสาท ก็เจ็บนะมีเวทนา สัมผัสแตะต้องกระแทกก็เจ็บได้ หรือสัมผัสแล้วรู้สึกดี อร่อยดีเพลินดี ก็แล้วแต่ ก็เป็นทั้งทุกข์และสุข เจ็บก็ทุกข์ เพลินดีก็สุข ทุกข์ สุขนี่ ถ้าคุณยังยึดทุกข์สุขว่าเป็นเรา แต่ที่จริงมันเป็นความไม่สมดุล เป็นพลังงานไม่ปกติ มันขาดหรือเกิน แต่ถ้าเราไปยึดมั่นถือมั่นก็ทุกข์มาก จนจำหรืออะไรก็แล้วแต่ หรือเพลินอร่อยสุขมาก็จำเข้าไปอีก หรือเจ็บขนาดนี้ก็รู้สึกสบายดี แต่ก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา จะสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งแค่นี้ แต่ถ้าคุณไปยึดถือว่าต้องเย็นขนาดนี้ ร้อนแค่นี้ แข็งขนาดนี้ จึงจะชอบ หรือว่าฉันไม่ชอบก็เป็นสิ่งที่เฟ้อเกิน นี่คือสิ่งที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้นไปอีก มันชิดเข้าไปถึงประสาทก็ละเอียดไปอีก สิ่งที่ไม่สมดุล จะมากไปหรือน้อยไป สิ่งที่คุณไปยึดถือจะเอามากเลย น้อยเกินกว่านี้มันก็เป็นส่วนเกิน ลงรายละเอียดของกายหรืออัตตา คุณสามารถพิจารณามูลกรรมฐาน ผมขนเล็บฟันหนังนี่เป็นสิ่งที่อยู่ภายนอก มันเป็นผิวข้างใน ผิวนี่เป็นตัวที่นอกกว่าหนัง หนังมันเชื่อมกับประสาท ถ้าผิวก็ขัดทิ้งได้เฉือนทิ้งได้ ยิ่งหนังหนาออกมาเป็นผิวมาเท่าใดก็ตัดทิ้งได้ เล็บนี่อธิบายได้ง่ายกว่าผิวหนัง ผมก็ละเอียดไป แต่ก็อยู่นอกกว่าอีก เราจะรู้ว่าเราอรหันต์หรือไม่อรหันต์จากการยึดว่า เป็นกายที่เรายึดถือ หรือไม่ยึดถือ จากอัตตาหรือไม่เป็นอัตตา ก็วัดค่า หากเรายึดเป็นอัตตา ก็ไม่ใช่อรหันต์ หรือเราไม่ยึด แต่ถ้ามันกระทบประสาทก็เจ็บได้ แต่ใจเราไม่ยึดมั่นถือมั่น มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยมีเวทนา แต่เราไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าชอบหรือไม่ชอบ เรารู้ความจริงตามความเป็นจริง แล้วก็จบ คุณก็ไม่มีอัตตา มันยังเป็นกายเรานะ ติดกับเราด้วย แต่อัตตาเราก็เรียนรู้ได้ ความเป็นอนัตตา มันเป็น 1 ถ้ายังยึดในอัตตาอยู่ก็เป็น 2 ถ้าทำให้เป็นอนัตตาแล้วมันก็เป็น 1 หรือ อนัตตาก็เป็น 0 ได้เหมือนกัน มันไม่ง่าย คนที่ยังเข้าใจไม่ได้ เชื่อว่าอาตมาอธิบายสัจธรรมไหม หรือว่าโมเมไป ก็คิดว่าพวกเราไม่คิดว่าอาตมาเอาเรื่องโมเมมาอธิบายนะ อาตมามั่นใจว่าที่อธิบายเป็นสิ่งที่ถูกต้อง
_สู่แดนธรรมถามว่า อัตตาใช้แทนสักกายะได้มั้ยครับ? ไม่ได้หรอก สักกายะ หมายถึงกายของตน สักกะ คือตัวตน ของตน กาย คือรูปนาม ต้องรู้ธรรมะ 2 คือรูปนามของตน รู้ Subject Object ของตน คนอวิชชาปรุงแต่งสังขารก็ไม่รู้ เสร็จก็จัดการเล่นงานเรา วนเวียนอยู่ในวัฏสงสาร ทุกข์ๆ สุขๆ เจริญหรือเสื่อมไป แต่เรามาเรียนรู้ไปตามลำดับ อย่าไปเรียนทีเดียวหมด อันนี้ก็รูป อันนี้ก็นาม เอาทำหมดก็เละ ทำไม่ได้หรอก ต้องจับทีละอย่าง ทำได้ก็จะเกิดความรู้ที่ยิ่งขึ้นๆ เป็นปฏิภาณปัญญา ที่เฉลียวฉลาดรอบถ้วนขึ้นไป
วิธีแยกจิตแยกกายเป็นอย่างไร กายก็คือภายนอก จิตก็คือภายใน ถ้าข้างนอกก็มี ดินน้ำไฟลมอากาศ อุณหธาตุ ถ้าไม่มีนาม เราไปเกี่ยวข้องก็ไม่เกิดความรู้อะไร ถ้าธาตุรู้จิตวิญญาณเราไม่ไปร่วม ก็ไม่เป็น 2 ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข อัตภาพใดไปเกี่ยวข้องสัมผัสกับสิ่งเหล่านี้ ก็จะเกิดสุข เกิดทุกข์ ตามที่คุณยังอวิชชา พอคุณมาศึกษาเป็นวิชชาแล้ว คุณก็จับทุกข์จับสุข โดยเฉพาะสุขเก๊ ต้องจัดการออกไปก็จะรู้ว่า สุขที่ยิ่งกว่าสุข หรือวูปสโมสุข อุปสโมสุข เป็นสุขที่ไม่บำเรอกิเลส จิตก็หมายถึงธาตุรู้ ส่วนกายมีธาตุรู้กับสิ่งที่ถูกรู้ กายเมื่อไหร่คือธรรมะ 2 จิตคือธาตุรู้ ก็มีนัยละเอียดต่างจากเจตสิก ต่างกับมโน หรือวิญญาณ หรือสัญญา เจตนา ก็ต่างกันไป เวทนาเป็นอารมณ์ จิตเป็นธาตุรวม หรือลงไปเป็นเจตสิกละเอียดถึงมโน มโนเป็นตัวลึก หากเรียกครบเจตสิกทุกอย่าง ก็คือวิญญาณ คือเวทนาสัญญาสังขาร รวมกันทำงานเป็นวิญญาณ
ศีล กับ สังโยชน์ 10 เชื่อมโยงกันอย่างไร _มีทิดเดิมแท้ถามมา…เกี่ยวกับความเชื่อมโยง เกี่ยวข้อง โดยตัวชี้วัดการบรรลุธรรม 2 แบบ 1. การแบ่งระดับการบรรลุธรรม จาก ศีล 5 เป็นโสดาบัน ศีล 8 เป็นสกิทาคามี ศีล 10 เป็นอนาคามี ศีลทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ (อันนี้ไม่มีใครเคยพูดถึงและหาในพระปิฎกไม่ได้) 2. การแบ่งระดับการบรรลุธรรม จาก สังโยชน์ 10 ที่พ่อท่านเคยอธิบายว่า พ้นสังโยชน์ 3 เป็นพระโสดาบัน พ้นสังโยชน์ 5 เป็นพระอนาคามี พ้นโยชน์ 7 เป็นพระอนาคามี พ้นสังโยชน์ 10 เป็นพระอรหันต์ ตัวแปร 2 อย่างนี้ มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันอย่างไร ทั้งทาง รูปธรรมและนามธรรม กราบนมัสการครับ จากทิดเดิมแท้
ตอบ...ถ้าอธิบายก็จะละเอียดไป จนจบ … 1. การแบ่งระดับการบรรลุธรรม จาก ศีล 5 เป็นโสดาบัน ศีล 8 เป็นสกิทาคามี ศีล 10 เป็นอนาคามี ศีลทั้งหมดเป็นพระอรหันต์ (อันนี้ไม่มีใครเคยพูดถึงและหาในพระปิฎกไม่ได้) วันนี้อาตมาเองเป็นคนพูดมั่นใจว่าไม่ผิดด้วยจะมีในพระไตรปิฎกหรือไม่ก็แล้วแต่ ศีล 5 นั้นครบทั้งกายวาจาใจ 3 ข้อแรกคือ โทสะมูล โลภมูล ราคะมูล ข้อ 4 คือวจี ข้อ 5 คือมโน ศีล 5 นี้ ครบกาย วาจา ใจแล้ว ข้อ 1-4 คือกาย วาจา ส่วนศีลข้อ 5 คือสิ่งที่เรายังติดยึดอยู่ อะไรที่เราหลุดพ้นได้ก็ฟรี อย่างอาตมาชาตินี้ไม่เคยติดลิปสติก ตอนเด็กๆ เล่นแสดงก็เคยทา ก็รำคาญหยดๆ อาจเป็นลิปสติกสมัยเก่าก็ได้นะ แต่มันก็ไม่อะไรมาติดที่ริมฝีปากเราเป็นของเพิ่มเติมมา คนที่สามารถกำหนดได้ว่า ความหมายแค่ศีล 5 คุณก็ศึกษาสิ สัตว์คุณอย่าฆ่า ไม่ได้ละเว้นว่าฆ่ามากินได้นะ ยืนยันว่ากินแต่พืชก็อายุยืนได้ร่างกายไม่เสื่อม อวัยวะไม่เสื่อมยืนยันได้เลย สัตว์ก็เป็นชีวะที่เกิดแก่เจ็บตายด้วยกันอย่าไปทำร้ายเขา ช่วยเหลือกันได้ด้วย และมันก็มีวิบากได้ด้วย สัตว์เป็นจิตนิยามเป็นวิบากแล้ว แม้ว่ามันจะเป็นเซลล์ชั้นต่ำ มันก็ไม่รู้หรอก มันก็จองเวรจองกรรมได้ เพราะมันไม่รู้ มันถึงจอง ถ้ามันรู้แล้วก็จะอภัยอโหสิให้ ต่างคนต่างไม่จองเวรจองกรรมกันก็จบ สิ่งเหล่านี้เกิดจากจิตจริงๆ ผู้ที่รู้ว่าเจตนาเป็นกรรม ตัวนี้ลึกซึ้ง ถ้าเราเจตนา คือจิตใจมีความมุ่งหมาย จะมุ่งหมายอะไร ก็เข้าใจว่าทำวันนี้จะเกิดผลวันนี้ เราจะทำ 1 บวก 1ก็เก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive