581208_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ ทิฏฐิ ๖๒ ตอน ๕.docx
เนื้อหาในไฟล์
581208_รายการ ธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง ทิฏฐิ 62 ตอน 5 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์
พ่อครูว่า...วันนี้วันอังคารที่ 8 ธันวาคม 2558 เป็นวันแรม 7 ค่ำเดือน 12 ปีมะแม... วันนี้จะเริ่มต้นที่ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ ก็คือนิพพาน แต่ทำไมท่านตรัสรวมไว้ในทิฏฐิ 62 ซึ่งทิฏฐิ 62 เป็นทิฏฐิที่ผิด ทั้งอดีต 18 และ อนาคต 44 ผู้ศึกษาธรรมะพระพุทธเจ้าที่เรียนรู้ดีๆก็จะรู้ทั้งนั้นว่า ทิฏฐิ 62 คือมิจฉาทิฏฐิ ในศาสนาพุทธที่เกิดขึ้น พระพุทธเจ้าท่านตรัสเรื่องนี้เพื่อให้รู้กันไว้ว่า ความไม่ถูกต้อง ในทิฏฐิที่เป็นความรู้ ความเห็น ความเข้าใจ ลัทธิ จริงๆภาษาบาลีทิฏฐินี้ ก็คือ ทฤษฎีนั้นเอง ผู้ใดเข้าใจว่า ทิฏฐิ 62 คือสายเจโตและปัญญา และท่านก็นับทิฏฐธรรมทิฏฐินี้ 5 อย่างก็จัดเข้าไปในอนาคต 44 อย่าง ซึ่งเป็นปัจจุบันที่ไม่สัมมาทิฏฐิ แต่ถ้าปัจจุบันนั้นสัมมาทิฏฐิก็จะพบนิพพาน นิพพานจะมีในปัจจุบันเท่านั้น ใครไปติดภพ ใครไปยึดที่ว่านิพพานจะได้ในอดีตอนาคตไม่ง่าย เพราะคนเราไม่เคยรู้ว่าเราเอาต้นรากที่จะเป็นความรู้ความจริงของตน เราไปหยั่งรากมาจากอดีต หรือไปในอนาคตฝันเพ้อ ก็จะเข้าใจยาก เพราะฉะนั้นการนั่งหลับตาทำเจโตสมาธิ ผู้สามารถมีพลังในการระลึกชาติได้จริงที่เคยเป็นมาก่อนในอดีต อันนี้มี 18 ทิฏฐิ แล้วเป็นผู้ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่ตนเองมีภูมิรู้ได้ ส่วนอนาคตนั้นมีนั่งเจโตสมถะด้วย แต่มีมิจฉาทิฐิที่ตนเองเห็นแล้วไปนึกว่าตนเองได้นิพพาน ยกตัวอย่างที่คนเขาว่าเป็นอรหันต์กันทั่วไป ทั้งนั้นเลย อาตมาว่า คือผู้ที่นั่งเจโตสมาธิทั้งนั้น ซึ่งการนั่งหลับตาสมาธิก็ตัดทิ้งได้เลยว่าไม่มีได้อรหันต์ ไม่มีอรหันต์ในการนั่งหลับตาสมาธิ แต่ไม่ได้หมายถึงว่านั่งหลับตาสมาธิแล้วจะไม่ได้อรหันต์เลย แต่ได้สำหรับผู้มีบารมี เช่น ผู้มีเจโตวิมุติแล้
อ่านต่อ
วจิตบรรลุได้แล้วจริงก็มานั่งเจโตหลับตาสมาธิ ตรวจสอบ เตวิชโช ก็จะรู้จะเข้าใจว่า เรามีอาสวักขยญาณสิ้นแล้ว ผู้จะบรรลุต้องอ่านอาการนั้นออก… ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า ฐานะเป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ อันบุคคลถือไว้อย่างนั้นแล้ว ยึดไว้อย่างนั้นแล้ว ย่อมมีคติอย่างนั้น มีภพเบื้องหน้าอย่างนั้น และตถาคตย่อมรู้เหตุนั้นชัด ทั้งรู้ชัดยิ่งกว่านั้น ทั้งไม่ยึดมั่น ความรู้ชัดนั้นด้วย เมื่อไม่ยึดมั่นก็ทราบความเกิดขึ้น ความดับไป คุณและโทษของเวทนาทั้งหลาย กับอุบายเป็นเครื่องออกไปจากเวทนาเหล่านั้นตามความเป็นจริง จึงทราบความดับได้เฉพาะตน เพราะไม่ถือมั่น ตถาคตจึงหลุดพ้น. ก็ตรวจสอบขณะมีชีวิตอยู่ ตรวจแล้วชีวะของกิเลสทางจิตวิญญาณที่เป็นสัตว์โอปปาติกะนี้ได้ตายลงอย่างสนิทเรียบร้อยไม่กลับคืนมาได้อีกเลย สัตว์ตัวปลายคือเนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์
มี sms และคำถามมาก่อน _1.เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ศกนี้ ก่อนแสดงธรรมพ่อครูได้ปรารภว่าจะเปลี่ยนชื่อรายการ"ธรรมาธรรมะสงคราม"เป็น"ศาสนาพุทธแท้แท้" ดิฉันเห็นว่าวลีที่พ่อครูปรารภนั้น "ศาสนาพุทธแท้แท้" เหมาะกับชื่อรายการ เพราะ เรียบง่าย ชัด ตรง ความกระชับ(ใช้คำว่า "แท้แท้" ดูแรงกว่าคำว่า"แท้ๆ" ) เป็นความเห็นแฉยๆค่ะ อาจมีชื่อที่ดีกว่านี้ก็ได้ค่ะ
พ่อครูว่า… อาตมาก็ตั้งใจจะเอาชื่อนี้ ถ้าใช้ชื่อว่าศาสนาพุทธแท้แท้มันก็ต้องรบกันคนอื่นเขาก็ว่าของเขาแท้ ก็จะรบกัน ชื่อที่อาตมาตั้งมีอยู่ ตั้งชื่อว่าศาสนาพุทธตามภูมิ เราก็จริงใจตามภูมิของเรา
_2.เมื่อราวสิ้นเดือนพฤศจิกายน เวลาเย็น มีรถตู้นำนักท่องเที่ยวชาวจีนจำนวนหนึ่งมาจอดที่บริเวณเรือนโสเหล่ นักท่องเที่ยวหญิงคนหนึ่งนุ่งกางเกงขาสั้น ตะโกนโหวกเหวก ดิฉันมองดูอยู่แต่ไม่ได้เข้าไปจัดการอะไรเพียงสังเกตอยู่ห่างๆ ตอนแรกตั้งใจว่าจะพูดในที่ประชุมชุมชน ต่อมาวันรุ่งขึ้น เวลาบ่าย มีผู้หญิงไทยคล้องบัตรอาจป็นบัตรไกด์ท้องถิ่นหรืออาจเป็นบัตรธุรกรรมอื่น นำหญิงฝรั่งนั่งตุ๊กๆมาจอดที่หน้าโรง ส.ข.จ.สักพักก็ออกไป ดิฉันยิ้มให้ ตั้งใจจะถามไถ่ให้ทราบความ แต่เขารีบออกไปก่อน ดิฉันเห็นว่าหากรอนำความนี้เข้าที่ประชุมชุมชน นักท่องเที่ยวจะมากันหลายกลุ่มแล้ว พ่อครูมีความเห็นอย่างไรคะหาก ราชธานีอโศกกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว และมีการจัดการในประเด็นนี้อย่างไรคะ
พ่อครูว่า… อันนี้ก็เห็นอยู่ว่าในอนาคตเราจะประสบด้วยเฉพาะบ้านราช จะเป็นสถานที่ที่พวกท่องเที่ยวจะอยากมาในอนาคต ตอนนี้ก็มาประปราย ซึ่งก็ยังไม่ใช่นักท่องเที่ยวโดยทีเดียว ยังไม่มีสิ่งเร้าใจแบบโลกๆหรอก ต่อไปในอนาคตมันจะมี ก็เคยพูดเรื่องการท่องเที่ยวถือว่าเป็นอบายมุขเป็นเรื่องที่คนยังเที่ยวบำเรอรสกิเลสตามอำเภอใจตนเอง ต้องแยกการเที่ยวกับการไปทัศนศึกษาให้ออก ซึ่งทัศนศึกษาไม่ใช่เที่ยว ถ้าเขาจะมาชุมชนชาวอโศก จะมาทัศนาจรทัศนศึกษาก็มีอยู่ ก็ขอให้พวกรอคอยดู คอยเป็นปฏิคม ถ้าเขามีเจตนาเป็นนักท่องเที่ยว เราต้องให้เขารู้ว่าที่นี่ไม่ใช่สถานที่มาท่องเที่ยว เสพความสำราญบันเทิงเริงใจ บำเรออารมณ์ แต่เราไม่ต้องการจะไปหากินกับเรื่องแบบนี้ ซึ่งอาตมาค้านสังคม ประเทศทั้งโลก 2 เรื่องคือ 1.การหารายได้จากการท่องเที่ยว อาตมานิยมประเทศภูฏานที่เขาระมัดระวังเรื่องการให้นักท่องเที่ยวเข้าไปในประเทศเขา ต้องอยู่ในเกณฑ์ที่จะดูแลได้ เขาจะมาให้คนเข้ามามาก เราก็ไม่ต้องการ ถ้าคนเข้ามาชม แค่เปลือกนอกมอมเมาเขา ก็เป็นการเสริมกิเลสเขาให้รื่นเริงสนุกสนาน ถ้าผู้มีปฏิภาณปัญญาไหวพริบบ้าง เขาก็จะได้ความรู้บ้าง ก็สะดุดเกิดฉุกคิด เห็นสิ่งที่น่าศึกษาก็จะได้ประโยชน์แต่ถ้ามาเที่ยวสำเริงสำราญเชิงเละเทะ คนที่จะต้อนรับ ก็ดูท่าทีเขา ถ้ามาท่องเที่ยวเปิ๊ดสะก๊าดมาก ถ้าพูดให้เขาออกไปเลยได้ก็ดีแต่ต้องมีมารยาท เพราะที่นี่ไม่ใช่ที่มาสำเริงสำราญ อันที่แอนตี้มากคือหาเงินสร้างฐานะด้วยการให้คนมาลงทุนในประเทศ เป็นเรื่องหลักของประเทศด้อยพัฒนา ก็จะหาเงินแบบนี้แม้แต่ประเทศเจริญก็เถอะ การจะให้มาลงทุนในบ้านในเมืองเขา แต่เขาก็มีหลักการว่าเขาจะต้องได้เปรียบอย่างมหาศาลก่อนแม้เราเป็นประเทศด้อยพัฒนาก็ตาม ถ้าเขามาลงทุนแล้วเราตั้งหลักเกณฑ์เอาเปรียบเขาก็ยิ่งเลว แม้ไม่เอาเปรียบเขา เขาก็อย่ามาเอาเปรียบเรา การที่เขาจะมาลงทุนในประเทศก็มาเอาเปรียบทั้งนั้น อย่าไปชักศึกเข้าบ้าน หลักของศาสนาพุทธสอนให้คนอย่าเอาเปรียบ ในหลวงของเราตรัส “ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา” เราต้องให้เขาไม่ใช่ไปเอาเปรียบเขา ถ้าเขามาลงทุนในประเทศไทยก็ไม่มีใครหรอกที่จะมาลงทุนในระดับประเทศที่จะมาขาดทุนให้เรา มีแต่จะมาเอาเปรียบเอารัดเรา ไม่สมควรอย่างยิ่ง แต่ถ้าเราจะฉลาดเอาเปรียบเขาก็ไม่ได้เรื่อง ทั้งสองทิศทาง ให้เขามาศึกษามาชื่นชม มาได้ประโยชน์ในความรู้ความประเสริฐ ถ้าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยตามแบบอย่างในหลวงตรัสไว้คือเป็นประชาธิปไตย เศรษฐกิจพอเพียง ประชาธิปไตยแบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา ตามที่ในหลวงของเราตรัส แล้วแบบคนจน ใครจะมาเที่ยว ใครจะมาเอาเพราะฉะนั้นคนที่จะมาเอาแบบคนจน เอาแบบเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งคนก็ยังไม่ค่อยเข้าใจแต่พระเจ้าอยู่หัวชัดเจนว่าแบบพอเพียงก็คือแบบคนจนและลึกเข้าไปอีกก็คือขาดทุนของเราคือกำไรของเราเป็นความประเสริฐของมนุษย์ ประเทศที่มีความเจริญคือมีเศรษฐกิจพอเพียง บริหารแบบคนจนให้ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา จะเรียกว่าประชาธิปไตยหรือคอมมิวนิสต์ก็ตาม และประชาธิปไตยแบบขาเดียวก็เป็น materialism คือพวกวัตถุนิยม ให้ดูต่อไปว่าจะเกิดอะไรต่อไป ไม่ว่าประชาธิปไตยหรือว่าคอมมิวนิสต์ก็มีเนื้อหาเดียวกัน ถ้าเข้าใจการบริหาร ไม่ว่าระบอบไหนๆ ต้องทำเพื่อประชาชน รับใช้ประชาชน นั่นแหละคือการบริหารประเทศ นัยหนึ่งครอบครัว ในการบริหารครอบครัวพ่อแม่ บริหารตระกูลหรือบริหารกงสีให้เจริญ ก็เพื่อให้กงสีไม่ใช่ให้ตัวเอง นั่นแหละคือวิญญาณของมนุษยชาติ จะเรียกชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยหรือคอมมิวนิสต์หรือเผด็จการหรือราชาธิปไตยหรือจะเป็นสมบูรณาญาสิทธิราชย์อะไรก็แล้ว แต่ถ้าผู้บริหารนั้นสามารถที่จะทำงานเพื่อคนที่ตัวเองดูแลรับผิดชอบ ไม่ใช่เพื่อตัวเอง นั่นแหละคืออธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ ถ้าเรียกสมบูรณ์แบบก็คือธรรมาธิปไตย ในทางนิติศาสตร์ก็จะพูดว่าต้องบริหารให้มีนิติรัฐ นิติธรรม แต่พูดไปทำไมเข้าใจไม่ได้ว่าอยู่ในสัจธรรม อยู่ในธรรมะที่สุดยอด ไม่ว่าศาสนาไหนก็คือทำให้สังคมประเทศชาติ มนุษยชาติอยู่เย็นเป็นสุขทั้งนั้นแหละ ทุกศาสนา ธรรมะจึงเป็นเรื่องหลักสำคัญในการบริหารประเทศอย่างยิ่ง เหตุการณ์ที่เกิดในทำเนียบขาวอเมริกา ที่โป๊ปฟรานซิสไปพูดแล้วประธานสภาร้องไห้ลาออก นั่นคือเหตุการณ์ของความล้มเหลว ของการบริหารประเทศ ที่บริหารให้คนมีอำนาจเป็นใหญ่ เพื่อตัวเองเพื่อพรรคพวกแล้วซ่อนอำพรางตัวเองทำเป็นจะมาช่วยประชาชน จะอย่างดีก็แค่ไม่โลภมากเป็นนักธุรกิจใหญ่แต่ก็ได้มีฐานะ มีลาภยศสรรเสริญๆไปจนตายตลอดชีวิต อย่างคุณชัช อุบลจินดา แสดงพฤติกรรมช่วยเหลือผู้อื่นอย่างจริงใจครั้งเดียวดังไปทั่วโลก ได้รับเครื่องราชฯ อิสริยาภรณ์ ดูสิว่าคุณชัชแก่ไปจะเป็นไง แต่คุณชัชดังด้วยคุณธรรม ไม่ได้ดังด้วยตำแหน่งฐานะ ตอนนี้กรูเกรียว เพราะคุณธรรมอย่างเดียวนะ ดูว่าแก่ไปจะเป็นอย่างไร ไม่ใช่อดีตนายกฯ ผู้ว่าฯ รมต…ไม่ใช่ แต่ผู้ที่ผ่านตำแหน่งพวกนี้มีทั้งรัฐให้และสังคมให้ แฝงไว้ในเชิงโลกีย์ ไม่ใช่ธรรมะแท้ แต่อย่างคุณชัชนี่ธรรมะแท้ จุดเรื่องนิดเดียวแต่ก็ใช่ นี่คือนัยสำคัญของมนุษยชาติ อาตมาพาพวกเราทำ ไม่ได้เด่นได้ดี ได้โด่อะไร เราพาไปชุมนุมเสียสละขออภัยที่พูดเหมือนยกตัวเราเหน็ดเหนื่อย เสี่ยงตาย ใครจะมานับถือ ใครจะมาเห็นจุดดีจุดเด่นก็ขออภัยที่ต้องพูดให้เป็นการศึกษา เอาสภาวะ เอาปรากฏการณ์จริงมายืนยันอ้างอิงศึกษา ไม่ใช่ต้องการพูดเพื่อทวงบุญคุณอะไร เขาก็ไม่เห็นว่าเรามีคุณค่า ดีไม่ดีบางคนจะบอกว่าเอ็งอย่าไปอีกนะ แต่สำหรับพวกเราถ้าจะพาไปอีกจะไปไหม พวกเราก็ไปกัน ฝากไว้ก่อนเจอกันเมื่อชาติต้องการ เมื่อมันเป็นสิ่งที่ดี สิ่งที่ดีงามต้องช่วยประเทศชาติ เราไม่ได้ไปเอาโลกธรรมอะไรแล้วมันก็ไม่ได้อยู่แล้ว แต่มาพูดให้เห็นความนึกคิดของคน concept ของคนเป็นอย่างนั้นว่าทำแล้วมันจะต้องได้การยกย่องยอมรับนับถือแต่ของเราทำไป ไม่ได้คิดว่าจะต้องได้อะไรกลับมา นอกจากผู้มีปัญญาชนจริงๆจะเห็น
581206-7 sms
_0839975xxx · กราบนมัสการครับพ่อท่าน กระผมนัฐดนัย(นัด-ดะ-นัย) ครับ วันนี้กระผมจะมาต่อในประเด็นสำนักพุทธวจน พ่อท่านครับผมไม่ได้ตู่พระคึกฤทธิ์เลยนะครับ ผมได้ยินเช่นนั้นมาจริงๆ มีหลักฐานแน่นอน แต่ก็มีที่ผมพิมพ์ผิดอยู่ข้อหนึ่งครับ คือสมาธิ 8 ระดับ อันที่จริงต้องเป็น 9 ระดับครับพ่อท่าน อันนี้ผมขออภัยจากใจจริง ที่ผมนำคำสอนเหล่านี้ของพระคึกฤทธิ์มานำเสนอพ่อท่าน ไม่ใช่ว่าผมเกลียดชังพระคึกฤทธิ์นะครับ แต่ผมเห็นว่าที่ท่านสอนนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ จึงส่งข้อความผิดๆ เหล่านั้นให้พ่อท่านได้แก้ไขให้ถูกต้อง ผมเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อชาวพุทธทั้งหลาย วันนี้ผมยังมีตัวอย่างบางส่วนที่เห็นว่าพระคึกฤทธิ์นั้นสอนผิดมาให้พ่อท่านได้แนะนำสั่งสอนอีกนะครับ 1.แม่ฟังพุทธวจน ทุกวัน อ่านพุทธวจน ให้ลูกในท้องฟังทุกวันแต่ลูกเขาอยู่ด้วยไม่นาน แท้งออกมาแล้วพระคึกฤทธิ์ก็นำเด็กคนนั้นมาเป็นตัวอย่างว่าบรรลุอนาคามี เพราะผู้เป็นแม่ฟังพุทธวจน และอ่านพุทธวจนให้ลูกฟังทุกวัน 2.พระอรหันต์ยังมีราคะ โทสะ โมหะอยู่ แต่ไม่ผิด เพราะนั่นไม่ใช่ตัวท่านของท่าน 3.ขณะที่คิดอะไรเพลินๆกายเราไม่มีวิญญาณครอง 4.อันนี้ขยายความต่อจากช่องว่างในที่แคบครับ พระคึกฤทธิ์บอกว่า เมื่อสัตตานัง เบื่อวิญญาณดวงเดิมที่เกาะอุเบกขา เมื่อจางคลายและดับไป สัตตานังมีความเบื่อหน่ายไม่อยากได้วิญญาณดวงใหม่ นี่คือช่องว่างในที่แคบ ดังนั้นสติจึงต้องไวพอที่จะวางทันทีที่วิญญาณดวงเดิมดับและวิญญาณกำลังจะไปเกาะนาม-รูปขันธ์อื่น ช่องว่างในที่แคบคือการหลุดพ้น (กระผมอ่าน 10 รอบ บวกกับเอาหัวโขกเสาอีก 10 ครั้งยังไม่เข้าใจเลยครับ) และอีกคำสอนหนึ่งที่ฟังแล้วคันหัวใจมากๆเลยคือกินเนื้อสัตว์ได้ไม่บาป แต่ต้องไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่รังเกียจ ว่าเขาทำมาเจาะจงเฉพาะตน อันนี้เป็นข้อที่ 5
พ่อครูว่า… พ่อครูตรวจดูบาลีแล้ว ไม่มีคำไหนที่แปลว่าเจาะจงชื่อผู้กิน 1. ผู้นั้นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาป มิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร เล่ม 13 ข้อ 60 พ่อครูว่า… และอีกสูตรหนึ่ง มีคำว่า สัญจิจจะปานัง ชีวิตาโมโรเปตุง ทำให้วิญญาณสัตว์ตกร่วง แต่สัตว์ที่ตายเองหนึ่ง กับเดนสัตว์กินอีกหนึ่ง คือปวัตตมังสะ ไม่ใช่อุทิสมังสะ ไม่ใช่คนฆ่า แล้วเราก็เอาเดนสัตว์กินเหลือมากิน ท่านก็บอกว่ามีแค่นี้ที่กินได้ ส่วนสัตว์ที่ถูกฆ่าโดยเจาะจง กินไม่ได้ทั้งนั้น จะเห็น ได้ยินหรือสงสัยก็กินไม่ได้ เช่น สงสัยว่าเป็นปวัตตมังสะหรือไม่ ไม่เห็นไม่ได้ยินแต่สงสัยว่าเป็นเดนสัตว์กินหรือสัตว์ตายเองหรือไม่ หรือถูกคนเจาะจงให้มันตาย _ต่อไปข้อ 6 ครับ คือแปลสักกายทิฏฐิ ว่าคือความเห็นว่าขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวเราของเรา ตามความเห็นของผมนั้น สักกายทิฏฐิคือ ความเห็นว่ากิเลสนั้นๆ ไม่ใช่เรา เรานั้นไม่ใช่กิเลส เหมือนบุรุษชักดาบออกจากฝัก เขาย่อมรู้ชัดว่านี่ดาบ นี่ฝัก พ่อครูว่า… ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิ จะหาสักกายะอย่างไรก็ไม่เจอ ตอนที่เรามีคดี เจ้าคุณโสภณคุณาภรณ์ก็บอกว่า โพธิรักษ์เข้าใจอะไร สักกายทิฏฐิก็ยังไม่พ้น ยังยึดตัวยึดตนอยู่ ผู้ที่หมดตัวหมดตนแล้วก็ค่อยมาพูดสักกายทิฏฐิ ซึ่งสักกายทิฏฐินั้นหมดตัวตนที่ไหนกัน อย่างนี้เป็นต้น ถ้าเข้าใจคำว่าสักกายะ โดยเฉพาะคำว่า “กาย” ที่เป็นองค์ประชุมของรูปและนาม ถ้าเข้าใจแหว่งว่าเป็นรูปอย่างเดียวหรือนามอย่างเดียว เพราะว่า กายเป็นธรรมะสอง เป็นเทวธัมมา ต้องรู้เวทนา 18 ที่เป็นเนกขัมมะ ที่ต้องแยกออกจาก เคหสิตเวทนาที่เป็นเวทนาสอง ต้องทำให้เป็นหนึ่งสุดท้ายคืออุเบกขา เอกัคคตา เป็นฌาน 4 ถ้าไม่เข้าใจอันนี้จริงๆเลย ปฏิบัติธรรมให้ตายก็โมเม แม้ข้อต้นแท้ๆก็ไม่ได้ _7.สัตตาโอปปาติกา คือสัตว์ที่เกิดแบบผุดขึ้นเอง ไม่ได้เกิดในไข่ ในครรภ์ ในสิ่งปฏิกูล แต่ผุดขึ้นมาเอง เช่น เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต เป็นต้น พ่อครูว่า… ผุดเกิดคำนี้ แปลแล้วเหมือนไม่มีเหตุใดๆ มันก็ให้ความหมายผิดไป คืออยู่ๆก็เกิดเป็นเปรต เทวดา เลย แล้วใครก็อยากให้พรหมมาเกิดทางจิต ใครก็อยากให้ผุดเกิดเป็นจิตพระเจ้าสูงสุด เขาก็เลยตีความให้นั่งหลับตา นั่งไปๆก็จะพรึบขึ้นมาเอง พระพุทธเจ้าสอนไว้พระอัสสชิ บอกพระสารีบุตรว่าทุกอย่างมาแต่เหตุ พระสารีบุตรซาบซึ้งมาก ก็โอปปาติกโยนิได้เลย นี่คือคำสอนที่ล้างคำสอน สรุปคือ โอปปาติกโยนิ คือการเกิดที่มีเหตุปัจจัยครบ เช่น เกิดเป็นโสดาบัน มันมีตัวสัตว์อบายตาย แล้วจิตก็ถือว่าเกิด การเกิดอย่างนี้เป็นการเกิดทางจิตวิญญาณไม่ใช่เกิดทางเนื้อหนังวัตถุ แม้สังเสทชะก็เป็นตัวตน แต่นี่เป็นนามธรรม มีอาการของสัตว์ที่มีชีวะเป็นอบายตายไปก็เกิดเป็นโสดาบันหรือพรหมชั้น 1 ชั้นต้นเลยก็ได้ แต่โสดาบันก็หายากที่จะทีเดียวได้ไม่ตกต่ำเลยก็คงยาก นอกจากผู้มีบารมีเดิม ได้ฐานสยังอภิญญาหรือปัจเจกมาแล้วก็แล้วไป การเกิดอันนี้คือนามธรรม ไม่มีทางวัตถุเลย เกิดอย่างไม่เห็นร่องรอย เรียกว่า เกิดอย่างผุดเกิดที่เป็นภาษาไทยที่เหมือนไม่มีเหตุ แต่ต้องทำเหตุให้ครบจึงเกิดผลได้ มีอาการจิตเกิดใหม่ ไม่ใช่ไม่มีเหตุ คำสอนพระพุทธเจ้าไม่ค้านแย้งกัน ผู้ปฏิบัติธรรมจึงรู้เหตุสมุทัย ดับสมุทัยก็มีนิโรธ เกิดจิตวิญญาณได้แบบไม่มีซาก ไม่มีร่องร่อย อาการนั้นดับไปจากจิต ไม่มีอีกแล้ว หรือไม่สะอาดทีเดียวก็เถอะ ถ้าเป็นอนาคามีก็นิโรธเด็ดขาดจากภพ อย่างนี้เป็นต้น ทำเหตุครบก็เกิด แต่ไม่ใช่โผล่เลย นี่คือไม่สภาวธรรมก็เอาภาษาไทยที่แปลมาพูด _8.ข้อนี้เป็นเทคนิกการนั่งสมาธิของพระคึกฤทธิ์นะครับ คือนั่งหลับตา ตามรู้ลมหายใจที่เข้าออก ไม่ต่องคิดอะไร หากเผลอไปคิดให้รู้ทันว่านี่เราคิด ให้สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วปล่อยออกมาแล้วเริ่มรู้ลมต่อไปเรื่อยๆ เมื่อถึงระดับหนึ่งจะเริ่มหายใจละเอียดขึ้นๆๆ จนไม่รู้สึกถึงลมหายใจ ไม่มีความคิดอะไร ว่างโล่ง ฯลฯ อีกเยอะแยะเลยครับพ่อท่าน ผมยืนยันนะครับว่าผมไม่ได้เกลียดชังพระคึกฤทธิ์เพราะข้อดีท่านยังมีคือไม่ทำให้คนงมงาย ไม่ต้องบนบาน ไม่ต้องบูชาเทพ ไม่ต้องรดน้ำมนต์ ไม่ต้องมีศาล เรื่องพวกนี้พระคึกฤทธิ์ทำถูก 150% เลยครับ แต่พอมาเป็นการสาธยายพระสูตรกลับฟังแล้วคันๆๆๆหัวใจยิกๆๆเลยครับพ่อท่าน เกือบลืมไปครับ มีอีกหนึ่งคำสอนที่ฟังแล้วอยากจะเอาหัวโขกเสาสักพันครั้งคือ ใครอยากเป็นโพธิสัตว์ ห้ามเป็นอริยะเด็ดขาด แม้แต่โสดาก็ห้าม หากใครก้าวเข้าขั้นโสดาหมดสิทธิ์เป็นโพธิสัตว์เด็ดขาด ฟังแล้วก็คันหัวใจเพราะโพธิสัตว์ที่บรรลุอรหันต์ ก็พ่อท่านโพธิรักษ์นี่ไง พระคึกฤทธิ์ไม่เห็นเลยหรือครับ แล้วถ้าพระโพธิสัตว์ไม่มีอริยคุณ แล้วจะเอาอะไรมาสอน จะเอาอะไรมาปฏิบัติถูกมั้ยครับพ่อท่าน กราบขอบพระคุณครับ
พ่อครูว่า… 1.แม่ฟังพุทธวจน ทุกวัน อ่านพุทธวจน ให้ลูกในท้องฟังทุกวันแต่ลูกเขาอยู่ด้วยไม่นาน แท้งออกมาแล้วพระคึกฤทธิ์ก็นำเด็กคนนั้นมาเป็นตัวอย่างว่าบรรลุอนาคามี เพราะผู้เป็นแม่ฟังพุทธวจน และอ่านพุทธวจนให้ลูกฟังทุกวัน พ่อครูว่า… นี่ไม่รู้เอาอะไรมายืนยัน อาตมาไม่มีภูมิจะไปรู้ได้เลยก็คงจะโง่ต่อไป...อาตมาขอโง่ต่อไป ไม่รู้ก็ได้ มีพุทธวจนที่ไหนนะ 2.พระอรหันต์ยังมีราคะ โทสะ โมหะอยู่ แต่ไม่ผิด เพราะนั่นไม่ใช่ตัวท่านของท่าน พ่อครูว่า… อันนี้ก็ไกลลิบเลย ใครฟังออกบ้าง ก็เพิ่งจะได้รับความรู้จากที่คุณณัฐดนัยเอาของพระคึกฤทธิ์มาให้อ่าน จะเป็นภัยมากต่อศาสนาพุทธ เอาจากพระวจนะ แต่ที่จริงตีความเอาเองจากพุทธวจนะ ฟังแล้วเป็นภัย 3.ขณะที่คิดอะไรเพลินๆกายเราไม่มีวิญญาณครอง พ่อครูว่า… คิดอะไรเพลินๆ เขาเข้าใจอย่างไร ยิ่งมาพูดเรื่องกายนี้ไม่มีนามธรรมก็ไม่ได้เลย กายถ้าบางทีขาดรูปก็ยังได้ ในพระอนาคามี เมื่อปฏิบัติหลุดพ้นภายนอกแล้วสำหรับกามภพก็เหลือรูปภพ อรูปภพที่เป็นนามธรรมภายในกายอย่างนี้ก็จะมีวิญญาณครองผ่านรูปธรรมได้ และที่บอกว่าคิดเพลิน ๆ ก็ตีความตื้นๆว่าจิตไปเกาะกับรูปธรรมหมดเลย บอกว่าไม่มีวิญญาณแต่ที่ยึดว่ากายเพลินๆนี้ตัวตนอยู่ที่กายใช่ไหม เขาคงตีความว่าไม่รู้ตัวก็เลยไม่มีวิญญาณ เพิ่งจะรู้จักท่านคึกฤทธิ์ว่าท่านตีความไปไกลและฟ่ามมากเลย อาตมาจับไม่ติดเลยเวิ้งว้าง อาตมาจับได้แต่สิ่งที่มาจากเหตุ แต่นี่ไกลเกินเหตุ อาตมาจนแต้มเลย คือเข้าใจท่านคึกฤทธิ์ท่านนี้ _4.อันนี้ขยายความต่อจากช่องว่างในที่แคบครับ พระคึกฤทธิ์บอกว่า เมื่อสัตตานัง เบื่อวิญญาณดวงเดิมที่เกาะอุเบกขา เมื่อจางคลายและดับไป สัตตานังมีความเบื่อหน่ายไม่อยากได้วิญญาณดวงใหม่นี่คือช่องว่างในที่แคบ ดังนั้นสติจึงต้องไวพอที่จะวางทันทีที่วิญญาณดวงเดิมดับและวิญญาณกำลังจะไปเกาะ นาม-รูปขันธ์อื่นช่องว่างในที่แคบคือการหลุดพ้น (กระผมอ่าน 10 รอบ บวกกับเอาหัวโขกเสาอีก 10 ครั้งยังไม่เข้าใจเลยครับ) และอีกคำสอนหนึ่งที่ฟังแล้วคันหัวใจมากๆเลยคือกินเนื้อสัตว์ได้ไม่บาป แต่ต้องไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่รังเกียจ ว่าเขาทำมาเจาะจงเฉพาะตน อันนี้เป็นข้อที่ 5 พ่อครูว่า … สัตว์เบื่อวิญญาณแล้วรีบฉวยโอกาส มิน่าถึงได้ตีความว่า ลูกในท้องฟังแม่อ่านให้ฟังแล้วทำตนให้แท้งเลย ก็เพราะตีความเช่นนี้ _ข้อ 6 ครับ คือแปลสักกายทิฏฐิ ว่าคือความเห็นว่าขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวเราของเรา ตามความเห็นของผมนั้นสักกายทิฏฐิคือ ความเห็นว่ากิเลสนั้นๆ ไม่ใช่เรา เรานั้นไม่ใช่กิเลส เหมือนบุรุษชักดาบออกจากฝัก เขาย่อมรู้ชัดว่านี่ดาบ นี่ฝัก พ่อครูว่า… ถูกต้องอย่างคุณณัฐดนัยเข้าใจ แต่ท่านคึกฤทธิ์ท่านเอาแต่ว่า ขันธ์นี้ไม่ใช่ตัวเราของเรา ถ้าตีความเช่นนี้ก็คือ ถ้าใครคิดว่าขันธ์ 5 นี่เป็นเรา ถ้าไปยึดขันธ์ 5 นี้เป็นเรา อันนั้นก็คือตัวเราเป็นตัวตน ก็เป็นอัตตวาทุปาทานอยู่ที่พูดตามพุทธวจนะตื้นๆ ว่าถ้าใครไปยึดว่าขันธ์ 5 เป็นตัวเราก็เป็นตัวตน เป็นสักกายะ คือเขาต้องเห็นว่าขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวเรา แท้จริงอรหันต์ก็มีขันธ์ 5 แต่ไม่มีอุปาทานในขันธ์ 5 แล้ว ไม่ใช่ไม่มีขันธ์ 5 แต่ถ้าไม่มี ขันธ์ 5 ก็ตายแล้ว คุณต้องบรรลุในขณะมีขันธ์ 5 แล้วหมดอุปาทาน ในขันธ์ 5 นี้ต่างหาก นี่คือติดยึดพยัญชนะแท้ๆ ก็แปลพยัญชนะสู่พยัญชนะ นั้นลอยจากสภาวะหมดเลย มีแต่ตรรกะล้วนๆเลย วันนี้อาตมาเข้าใจแล้วว่า ท่านไปไกลมากท่านคึกฤทธิ์ ไปไกลจนตามไม่ติดจริงๆ
ที่จริงมีบทความอีกอันหนึ่งก็น่าจะอ่านสู่ฟังนะ บทความในแทบลอยด์ ประจำ 6-12 ธ.ค. คอลัมน์สมาธิชาวบ้านของ อ.บูรพา ผดุงไทย สมาธิ เป็นเรื่องของการอบรมจิต การอบรมจิตนั้นเป็นการที่เราอบรมความคิดภายในจิตใจเรา พูดถึงคำว่าจิตเราที่เป็นผู้รู้ก็มีกันอยู่ทุกคน หูตาจมูกลิ้นกายทั้งหลาย พอสัมผัสสิ่งใดมันก็ส่งไปที่จิตนี่เองก็คือจิตผู้รู้ดีรู้ชอบหรือไม่ชอบ รู้สุขสบายรู้ทุกข์ต่างๆก็รู้อยู่ที่จิตนี่เอง หูตาจมูกลิ้นกายทั้งหลายมันเป็นอุปกรณ์ของกายเท่านั้นเอง อุปกรณ์นี้ถ้าลองมันขาดจิตผู้รู้แล้ว มันก็เป็นเพียงอุปกรณ์เฉยๆ ตาเห็นรูปถ้ามันไม่ไปสู่จิตผู้รู้แล้วมันก็เป็นรูปเฉยๆอารมณ์ของจิตไม่มี ตาเป็นเพียงอุปกรณ์เฉยๆไม่สามารถรู้ได้ ว่าสวยไม่สวยถ้าไม่มีจิตผู้รู้ ก็เป็นอุปกรณ์เช่นกัน หูไม่ได้เกิดความเข้าใจว่าสิ่งนี้ไพเราะหรือไม่ไพเราะ มันส่งไปที่ผู้รู้ ผู้รู้นี้เป็นตัวตัดสินทำให้เกิดอารมณ์จิตขึ้นอีกที ความพอใจไม่พอใจอยู่ที่จิตผู้รู้ อุปกรณ์แค่ส่งไปเฉยๆ หูตาจมูกต่างๆต้องส่งไปผู้รู้จึงจะเกิดการสร้างอารมณ์ต่างๆขึ้นมาได้ ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ผู้ปฏิบัติธรรมและผู้ปฏิบัติจริงทั้งหลายต้องทำความเข้าใจให้ได้ ฉันใดฉันนั้นเมื่อเราแยกไลน์ออกได้ อุปกรณ์ต่างๆในกายที่ส่งไม่ถึงจิต มันก็จะไม่เป็นไรเช่นการเจ็บป่วยก็เป็นที่พึ่งสังขารเท่านั้นซึ่งเป็นเพียงอุปกรณ์ ถ้ามันไม่ส่งถึงใจให้ผู้รู้ มันก็ไม่เจ็บ พอใจผู้รู้ มันก็เลยหยุดความเจ็บปวดไป กายสังขารก็เป็นไปตามเงื่อนไขทั้งรู้ ผู้รู้ได้ยินเสียงที่ไพเราะ พูดดูก็มีความพึงพอใจ ผู้รู้ได้กลิ่นที่ชอบใจ พูดแล้วก็เกิดความพึงพอใจ มันเป็นที่ผู้รู้เท่านั้น ไม่ได้เป็นที่จมูก ไม่ได้เป็นที่หู ไม่ได้เป็นที่ตาหรือกายอะไร ผู้รู้ไม่มีตัวตนในสังขารนี้เลยแต่เป็นนามธรรมที่แฝงอยู่ในสังขารนี้ ผู้รู้จึงไม่มีที่ตั้งที่สมอง ผู้รู้ไม่ใช่หัวใจ ไม่ได้ตั้งอยู่ที่หัวใจแต่ผู้รู้เป็นนามธรรม กายทิพย์นี้เป็นสิ่งที่รู้ที่ทราบทั้งหมด อารมณ์ต่างๆนี้ไม่ได้อยู่ที่สมองแต่อยู่ที่จิต จิตก็ไม่ใช่อวัยวะ 7 เป็นนามธรรมที่ปรับแฝงอยู่ลอยๆในกายสังขาร สังขารมีหน้าที่ส่งไปให้ผู้รู้หรือจิตอีกที พอเราอบรมสมาธิ จิตคิดมันก็เด่นชัดขึ้นมา กายสังขารก็เป็นของมัน จิตก็เป็นของมัน นี่ความรู้แจ้งก็เห็นแล้วว่าแท้ที่จริงแล้วการปฏิบัติสมาธิภาวนาที่ทำทำกันทั้งหลาย มันเป็นการอบรมสิ่งที่เป็นนามธรรมคือจิตนี่เอง กายไม่ได้เกี่ยวอะไรเลย ที่ว่าอบรมไปแล้วกายแข็งแรงไม่เกี่ยวกันเลย ได้เป็นเพียงสังขารที่พยุงให้จิตแจ้งไปกับเราได้อยู่เท่านั้น หมดกายสังขารแล้วจิตก็ยังอยู่ เพียงแต่ว่าไม่มีกายสังขารเพราะกายเสื่อมสลาย ไม่สามารถรองรับผิด ไม่ได้คิดก็จะไปรวมเป็นวิญญาณต่างๆทั่ว ไม่มีกายสังขารให้มันเข้าไปอยู่เหมือนคนขับรถที่ออกมาจากรถแล้วไม่มีรถ มันก็ขับไม่ได้ ถ้าอยู่ในรถก็สามารถขับรถไปในที่ต่างๆตามถนนได้ รถที่มันสมบูรณ์ดีมันก็วิ่งได้ไกลเพราะไม่ได้เสียอะไร รถที่มันเก่าแล้ว มันก็ซึมตรงนั้นตรงนี้ก็จะไปเหมือนรถใหม่ๆอายุน้อยๆ ไม่ได้รถแก่แล้วถึงแม้ว่าคนขับจะไม่แก้บน รถมันก็เป็นไปตามสังขาร รถขับได้แค่นั้นวิญญาณมันไม่แก่แต่สังขารมันแก่ ลงก็เหมือนคนที่ขับรถ คนขับรถยังไม่แก่แต่รถมันอายุมากแล้วเหยียบไม่ไป ยางแบน ยางรั่ว หม้อน้ำตัน มันจะไปวิ่งแบบรถใหม่ๆไม่ได้เหมือนกันกับสังขารนี้จิตมันไม่เคยแก่หรอก ยึดมันเป็นพลังงาน มันก็เหมือนเดิมแต่สังขารมันเปลี่ยนแปลงไป มันทำไม่ได้เหมือนเดิมครับ หัวใจมันก็เสื่อมลง ปัจจุบันประสิทธิภาพมันไม่ถึง 50% แล้วเมื่อก่อนนี้ตับไตไส้พุงตอนเด็กๆมันก็ดีเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะอายุมากขึ้นอวัยวะพวกนี้มันก็เป็นไปตามสังขารที่ลดลงเพราะการทำงานมีประสิทธิภาพลดลง ประสิทธิภาพของหัวใจตับไตปอดม้ามมันก็ลดลงไปด้ว
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive