581209_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ ทิฏฐิ ๖๒ ตอน ๖.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์347 KB
วันที่แก้ไข4 กันยายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

581209_รายการ ธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่องทิฏฐิ 62 ตอน 6 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า… วันนี้วันพุธที่ 9 ธันวาคม 2558 แรม 14 ค่ำเดือน 12 ปีมะแม เราก็มาเรียนกันต่อ ตราบใดที่ยังไม่บรรลุอรหันต์ก็ต้องเรียน ยังไม่จบกิจการศึกษาแม้จะจบอรหันต์แล้ว พระอรหันต์ท่านก็ยังอยู่ในการฟังธรรม ฉันเดียวกันคนที่ยังมีรสโลก โลกชอบอันนี้เสพอันนี้อยู่ตลอดเวลา พักยกแล้วก็เสพใหม่ บางอย่างก็นานหน่อย บางอย่างก็บ่อยๆแล้วแต่ตามลักษณะต่อเนื่องไม่รู้จักจบ ส่วนคนที่ไม่เสพแล้วก็หมดรสราคะ อันหนึ่งเนียนเป็นของตนเลยก็คือ โลภะ อีกส่วนหนึ่งเอามาเสพรสก็คือราคะ ที่จริงโลภะก็เป็นการเสพที่เอามาเป็นของตน ผู้ศึกษาแล้วจบก็จะหมดราคะโทสะ โมหะนั้นเป็นความหลงเหลือและความที่ไม่ตรง ถ้าตรงแล้วก็จะละราคะ โทสะ โมหะออกจนหมดเกลี้ยง ผู้ยังไม่จบก็มาเรียนต่อ ผู้ที่จบแล้วก็ยังมีธรรมรสได้แต่ไม่ดูด ไม่ผลักไม่เอาเป็นของเราเลย ปีหนึ่งเราก็มาสอบไม่เสียตังค์ สอบได้ก็ได้ สอบไม่ได้ก็ไม่ได้ เป็นการทดสอบ มาเรียนรู้ศึกษา เราทำฟรีหมด วันที่ 28-31 ก็บำเพ็ญคุณ 1-3 ก็บำเพ็ญธรรมแล้ว เป็นการสอบว.บบบ. วิชชาลัย บรรดาบัณฑิตบุญนิยม ทุกปีเราก็พยายามทำ นอกจากบางปีเราก็เว้น ตอนไปชุมนุมช่วยประเทศชาติ แต่ถ้าไม่หนักหนาเราก็ต้องทำ ตอนนี้ก็เปิดรับสมัคร แล้วหมดเขตสมัครวันที่ 25 ธ.ค. ใช้หนังสือ ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ เป็นหลักแต่มีเล่มอื่นหรือเทศน์ตอนอื่นด้วย ปีหน้าก็จะเป็น เพชรพุทธ 13 กะรัต กำลังเพาะบ่มความคิดอยู่ เรียบเรียงรวบรวมอยู่ ปีนี้เป็นรุ่นที่ 4 ถ้าใครได้ครบก็จะได้ปัญญาบัตร ครบ 2 ใบเลย

วันนี้ก็จะเอาข้อแย้งของคุณณัฐดนัยที่กล่าวถึงคำเทศนาของพระคึกฤทธิ์ โสตถิภโล (กำลังของความสวัสดี)

581206-7 sms _ 0839975xxx · กราบนมั

อ่านต่อ

สการครับพ่อท่าน กระผมนัฐดนัย(นัด-ดะ-นัย) ครับ วันนี้กระผมจะมาต่อในประเด็นสำนักพุทธวจน พ่อท่านครับผมไม่ได้ตู่พระคึกฤทธิ์เลยนะครับ ผมได้ยินเช่นนั้นมาจริงๆ มีหลักฐานแน่นอน แต่ก็มีที่ผมพิมพ์ผิดอยู่ข้อหนึ่งครับ คือสมาธิ 8 ระดับ อันที่จริงต้องเป็น 9 ระดับครับพ่อท่าน อันนี้ผมขออภัยจากใจจริง ที่ผมนำคำสอนเหล่านี้ของพระคึกฤทธิ์มานำเสนอพ่อท่าน ไม่ใช่ว่าผมเกลียดชังพระคึกฤทธิ์นะครับ แต่ผมเห็นว่าที่ท่านสอนนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ จึงส่งข้อความผิดๆ เหล่านั้นให้พ่อท่านได้แก้ไขให้ถูกต้อง ผมเห็นว่าน่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อชาวพุทธทั้งหลาย วันนี้ผมยังมีตัวอย่างบางส่วนที่เห็นว่าพระคึกฤทธิ์นั้นสอนผิดมาให้พ่อท่านได้แนะนำสั่งสอนอีกนะครับ 1.แม่ฟังพุทธวจน ทุกวัน อ่านพุทธวจน ให้ลูกในท้องฟังทุกวันแต่ลูกเขาอยู่ด้วยไม่นาน แท้งออกมาแล้วพระคึกฤทธิ์ก็นำเด็กคนนั้นมาเป็นตัวอย่างว่าบรรลุอนาคามี เพราะผู้เป็นแม่ฟังพุทธวจน และอ่านพุทธวจนให้ลูกฟังทุกวัน พ่อครูว่า… พระคึกฤทธิ์ก็เอาภูมิของตนตอบเลยว่า เด็กคงจะบรรลุอนาคามีก็เลยแท้งเสียเลยไม่มาเกิดอีก แต่แบบนี้จะไปอยู่ในสุทธาวาส 5 1.อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) 2.อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) 3.สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ) 4.อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่งอภิสังขารให้มากนัก) 5.อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว) อาตมาว่า เขาตั้งใจคงจะยกย่อง พระพุทธวจนะ ใครเสพเอาใจใส่พุทธวจนมากๆก็จะหลุดพ้น ที่จริงเป็นการปลุกเร้าก็ไม่เสียหาย แต่ว่ามีใครบอกว่าฟังมากๆแล้วบรรลุก็ไม่น่าจะง่ายเช่นนั้นแล้วเป็นเด็กในครรภ์ด้วย ไม่ยอมมาเกิดเป็นมนุษย์เลย ความเข้าใจว่าผู้ไม่มาเกิดเอาร่างมนุษย์คืออรหันต์หรืออนาคามีนั้นเป็นความเข้าใจผิดเพี้ยนไป เพราะอนาคามีหรืออรหันต์ก็มาเกิดในร่างมนุษย์ได้เสมอ ท่านไม่เสวยในสุทธาวาสเลยก็ได้

_2.พระอรหันต์ยังมีราคะ โทสะ โมหะอยู่ แต่ไม่ผิด เพราะนั่นไม่ใช่ตัวท่านของท่าน พ่อครูว่า … จริงๆแล้วพระอรหันต์นั้นไม่เรียกว่ามีราคะ โทสะ โมหะ แต่เรียกว่ามีมโนสัญเจตนา ที่อาตมาเคยพูดว่าจะเรียกว่าตัณหาก็ได้แต่เป็นตัณหาไม่มีภพ มีเจตนาบริสุทธิ์ มุ่งหมายปรารถนาทำสิ่งไม่บำเรอตน ไม่ให้แก่ตน ไม่มีราคะ โทสะ โมหะเลย ถ้ามีราคะ โทสะ โมหะอยู่ก็ยังทำผิด ก็คือตัวตนอยู่นั่นเอง

_3.ขณะที่คิดอะไรเพลินๆกายเราไม่มีวิญญาณครอง พ่อครูว่า… วิญญาณมีเจตสิก 3 คือ เวทนา สัญญา สังขาร ถ้าคิดอะไรเพลินๆ ก็คือจิตยินดีชอบใจด้วยซ้ำ คือท่านสภาวะไม่ชัดก็เลยกำหนดไม่ชัด อาจจะไม่ใช้สัญญากำหนดอะไร แต่ที่จริง เพลินๆคืออาการสังขารแล้วนะ นี่ก็พูดให้ชัดๆ เพราะฉะนั้น ท่านว่าคิดอะไรเพลินๆ แล้วก็ว่ากายไม่มีวิญญาณครอง ท่านก็แปลกายว่า คือร่างสรีระ แต่ท่านมีวิญญาณคือธาตุรู้ก็คือมีวิญญาณ แต่ถ้าไม่มีธาตุรู้แล้วก็ไม่มีวิญญาณ แต่ถ้ากดทับไว้ กดข่มไว้ไม่ให้รู้อย่างฤาษี วิญญาณก็ไม่ดับ แต่มันถูกสะกดไว้แค่นั้น การอยู่กลางๆอุเบกขา แบบเคหสิตะกับเนกขัมมะนั้นต่างกัน ต้องแยกให้ออก ถ้าแยกไม่ออกไม่มีทางจะไปรู้ว่า คุณหมดวิญญาณ หมดสังขาร หมดเวทนา ได้อย่างไร คนที่จะเข้าใจจริงต้องศึกษามโนปวิจาร 18 เคหสิตะกับเนกขัมมะ ปฏิบัติอ่านอาการของตนออกจริงๆจนอาการหมดอย่างเนกขัมมะไม่ได้แค่พักยกด้วย หรือสะกดจิตด้วย แต่มีปัญญารู้แจ้งเห็นจริงจนหมด อาการที่เหลือน้อยนิด กับอาการที่หมดนั้นใกล้กันเหลือเกินจนยากที่จะเข้าใจ ผู้ใดที่เข้าใจลักษณะอาการอารมณ์ของจิตที่ใกล้กันเช่นนี้ เราต้องปฏิบัติจากของหยาบมาก่อน เราก็จะรู้ว่าเหลือน้อยกับหมดสิ้น..จะเข้าใจเอง ถ้าเข้าใจ เคหสิตะกับเนกขัมมะ ไม่ได้ชัดเจนเลยว่ามันต่างกันอย่างไรแล้วทำให้เป็นเนกขัมมะได้อย่างมั่นคง อย่างนิจจังเลย คุณก็จะรู้ว่าวางปล่อยสนิทไม่มีธาตุรู้ ที่เป็นการยึดใน เวทนา สัญญา สังขารแล้ว ไม่มีอสังขาริกังเจตสิกเลย

_4.อันนี้ขยายความต่อจากช่องว่างในที่แคบครับ พระคึกฤทธิ์บอกว่า เมื่อสัตตานัง เบื่อวิญญาณดวงเดิมที่เกาะอุเบกขา เมื่อจางคลายและดับไป สัตตานังมีความเบื่อหน่ายไม่อยากได้วิญญาณดวงใหม่นี่คือช่องว่างในที่แคบ ดังนั้นสติจึงต้องไวพอที่จะวางทันทีที่วิญญาณดวงเดิมดับและวิญญาณกำลังจะไปเกาะ นาม-รูปขันธ์อื่น ช่องว่างในที่แคบคือการหลุดพ้น (กระผมอ่าน 10 รอบ บวกกับเอาหัวโขกเสาอีก 10 ครั้งยังไม่เข้าใจเลยครับ) พ่อครูว่า… จิตที่บรรลุธรรมมีอุเบกขา ที่มีองค์คุณ 5 อย่าง 1. ปริสุทธา (บริสุทธิ์ปราศจากกิเลสนิวรณ์ 5) 2. ปริโยทาตา (ผุดผ่องขาวรอบแข็งแรงแม้ผัสสะกระแทก) 3. มุทุ (รู้แววไว อ่อน-ง่ายต่อการดัดปรับปรุงให้เจริญ) 4. กัมมัญญา (สละสลวยควรแก่การงาน ไร้อคติ) 5. ปภัสสรา (จิตผ่องแผ้วแจ่มใสถาวรอยู่ แม้มีผัสสะ) (ธาตุวิภังคสูตร พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 690) ซึ่งที่พระคึกฤทธิ์ว่า ทำแบบนี้เหมือนนักฟุตบอลต้องฉวยโอกาสให้ไวพอ ไม่เกาะดวงใหม่เลย แต่ไม่ได้เอาอย่างที่พระพุทธเจ้าสอนให้มีอุเบกขา 5 องค์คุณเช่นนี้

_และอีกคำสอนหนึ่งที่ฟังแล้วคันหัวใจมากๆเลยคือกินเนื้อสัตว์ได้ไม่บาป แต่ต้องไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่รังเกียจ ว่าเขาทำมาเจาะจงเฉพาะตน อันนี้เป็นข้อที่ 5 ต่อไปข้อ 6 ครับ คือแปลสักกายทิฏฐิ ว่าคือความเห็นว่าขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวเราของเรา ตามความเห็นของผมนั้นสักกายทิฏฐิคือ ความเห็นว่ากิเลสนั้นๆ ไม่ใช่เรา เรานั้นไม่ใช่กิเลส เหมือนบุรุษชักดาบออกจากฝัก เขาย่อมรู้ชัดว่านี่ดาบ นี่ฝัก พ่อครูว่า… พยัญชนะ คุณบอกว่าไม่ใชเรา แต่ที่จริงเรายังมีอยู่ ที่แย้งไม่ได้คือกิเลสต่างหาก กิเลสจะดับสิ้นอาสวะอนุสัยได้จริงขนาดไหน มันไม่อาศัยกับเราแล้วจะเล็กหรือน้อยก็ไม่มี สยะหรือสยัง คือตัวเราแล้ว ไม่มีกิเลสแต่มี ขันธ์ 5 อยู่ยังไม่ตาย เมื่อเราถอดไส้หญ้าออกจากปล้องหญ้าก็จะเหลือปล้องหญ้าคือขันธ์ 5 ไง

_7.สัตตาโอปปาติกา คือสัตว์ที่เกิดแบบผุดขึ้นเอง ไม่ได้เกิดในไข่ ในครรภ์ ในสิ่งปฏิกูล แต่ผุดขึ้นมาเองเช่น เทวดา พรหม สัตว์นรก เปรต เป็นต้น พ่อครูว่า… คำว่า “ผุดเกิด”คือมีตัวหนึ่งตาย ตัวหนึ่งเกิดทันที ถ้าใช้คำว่า ผุดเกิดก็เหมือนหลุดลอยไปก็ยากที่จะให้ตรงสภาวะนะ แต่เราต้องรู้เหตุที่ทำให้เกิดสัตว์นรก เทวดา หรือพรหม เทวดาคือสภาพสูงขึ้น ถ้าเทวดาโลกีย์คือสูงอย่างโลกีย์ แต่เทวดาโลกุตระคือลดกิเลสได้ก็เป็นเทพโลกุตระ สูงสุดหมดกิเลสก็เป็นเทวดาวิสุทธิเทพ

_8.ข้อนี้เป็นเทคนิกการนั่งสมาธิของพระคึกฤทธิ์นะครับ คือนั่งหลับตา ตามรู้ลมหายใจที่เข้าออก ไม่ต้องคิดอะไร หากเผลอไปคิดให้รู้ทันว่านี่เราคิดให้สูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วปล่อยออกมาแล้วเริ่มรู้ลมต่อไปเรื่อยๆ เมื่อถึงระดับหนึ่งจะเริ่มหายใจละเอียดขึ้นๆๆ จนไม่รู้สึกถึงลมหายใจ ไม่มีความคิดอะไร ว่างโล่ง ฯลฯ อีกเยอะแยะเลยครับพ่อท่าน ผมยืนยันนะครับว่าผมไม่ได้เกลียดชังพระคึกฤทธิ์เพราะข้อดีท่านยังมีคือไม่ทำให้คนงมงาย ไม่ต้องบนบาน ไม่ต้องบูชาเทพ ไม่ต้องรดน้ำมนต์ ไม่ต้องมีศาล เรื่องพวกนี้พระคึกฤทธิ์ทำถูก 150% เลยครับ แต่พอมาเป็นการสาธยายพระสูตรกลับฟังแล้วคันๆๆๆหัวใจยิ๊กๆๆเลยครับพ่อท่าน เกือบลืมไปครับ มีอีกหนึ่งคำสอนที่ฟังแล้วอยากจะเอาหัวโขกเสาสักพันครั้งคือ ใครอยากเป็นโพธิสัตว์ ห้ามเป็นอริยะเด็ดขาด แม้แต่โสดาก็ห้าม หากใครก้าวเข้าขั้นโสดาหมดสิทธิ์เป็นโพธิสัตว์เด็ดขาด ฟังแล้วก็คันหัวใจเพราะโพธิสัตว์ที่บรรลุอรหันต์ ก็พ่อท่านโพธิรักษ์นี่ไง พระคึกฤทธิ์ไม่เห็นเลยหรือครับ แล้วถ้าพระโพธิสัตว์ไม่มีอริยคุณ แล้วจะเอาอะไรมาสอน จะเอาอะไรมาปฏิบัติถูกมั้ยครับพ่อท่าน กราบขอบพระคุณครับ พ่อครูว่า… ประเด็นสำคัญคือใครอยากเป็นโพธิสัตว์ห้ามเป็นอาริยะเลย ตอนนี้คุณณัฐดนัยบอกว่าคันหัวใจแล้วยกตัวอย่างอาตมาเสียด้วย...อันนี้จริงที่สุดถ้าเป็นโพธิสัตว์แล้วบอกว่าเป็นอาริยะแม้โสดาบันไม่ได้เลย ก็เป็นการอธิบายตรรกะ เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะว่า ในความละเอียดของสภาวะแล้ว ถ้าเป็นโสดาบันก็มีความลึกละเอียดของอนาคามีได้ โดยเอาหลักสังโยชน์ 10 คือโสดาบันจะดับสังโยชน์ 3 ได้ เหลืออีก 7 สังโยชน์คือสัตตักขัตตุปรมโสดาบัน จะต้องดับอีก 7 เขาก็นึกว่าเจ็ดชาติ ก็แย่ที่สุดแล้ว ถ้าดีที่สุดคือเอกพีชี คือเกิดอีกชาติเดียว ไม่งั้นก็เป็นโกลังโกละคือ 2-6 ชาติ เขาก็ว่า เป็นอรหันต์แล้วจะกลับมามีร่างกายไม่ได้ ถ้าเป็นอรหันต์ก็อยู่ได้ในช่วงที่ไม่ตาย ทำงานกับโลกอย่างมีราคะ โทสะโมหะได้ ไม่ผิดเพราะไม่มีตัวตน อันนี้ก็ไม่รู้จะแยกอรหันต์ออกจากคนอื่นได้อย่างไร ยิ่งถ้าเอาตรรกะคาดคะแน ถ้าอรหันต์มีราคะ โทสะ โมหะได้ รับรองว่ามีเมียดะเลย เจ้าชู้ไก่แจ้เลย ฆ่าใครก็ได้ไม่ผิดนี่ ที่จริงแล้ว ท่านไม่มีราคะ โทสะ โมหะ แต่อนุโลมไปกับเขาได้ แต่ไม่มีสังขาริกังไปปรุงเป็นราคะ โทสะ โมหะไปกับเขาแล้ว พูดอย่างนี้พระคึกฤทธิ์ไม่รู้จักอสังขาริกังเลย อรหันต์ท่านมีแต่สังขารไปอย่างอภิสังขาร อย่างอยู่เหนือสิ่งที่มีกิเลส ท่านปรุงอย่างไรก็ไม่มีกิเลส แต่ปรุงอนุโลมปฏิโลมไปตามเขา เหมือนยกตัวอย่างแม่ครัวทำอาหารอร่อยก็ปรุงให้เขากิน แต่ตัวเองไม่ได้ติดรสกับเขา หรือแม่เล่นหม้อข้าวหม้อแกงกับลูก ไม่ได้รู้สึกสนุกไปกับเด็กหรอก ให้เนียนเหมือนสนุกจริงๆ เป็นต้น เดาก็ได้แต่เดา ประเด็นสำคัญคือเขาไปยึดว่าอรหันต์นี้ตายแล้วเกิดอีกไม่ได้ ถ้าการเป็นอาริยะแล้วต้องเป็นตั้งแต่โสดาบัน แล้วจะเกิดอีก 7 ชาติได้สูงสุด แล้วจะบำเพ็ญอีกได้แค่ 7 ชาติ บำเพ็ญอย่างไรจะได้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะโสดาบันอย่างแย่ที่สุดเกิดได้อีก 7 ชาตินะ ก็ไม่สามารถบำเพ็ญเป็นพระพุทธเจ้าได้หรอก ดังนั้นคุณเป็นโสดาบันไม่ได้นะ ถ้าจะเป็นพระพุทธเจ้าต่อไป ถ้าร่างกายตาย ก็ต้องสูญหากเป็นอรหันต์ ก็เลยเถิดถึงเป็นโสดาบันอีก 7 ชาติก็อรหันต์แล้ว แต่พระพุทธเจ้ากว่าจะได้เป็นต้องบำเพ็ญอีกไม่รู้กี่ล้านชาติ จะเป็นโสดาบันไม่ได้เลย ถ้าคิดอย่างเขา แล้วอาตมาบอกว่าเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 แล้วเป็นอรหันต์ด้วยเขาไม่มีทางเชื่อเลย เพราะขัดแย้งกับสิ่งที่เขาสอน เพราะเขาสรุปแล้วว่าเป็นโพธิสัตว์แล้วเป็นอาริยะไม่ได้เลย แม้โสดาบัน อย่างคำว่าสมาธิ เขาก็ต้องไปนั่งหลับตา แต่มรรค 7 องค์เขาก็ปฏิบัติไปเป็นของแถม แต่สมาธิต้องไปนั่งหลับตา แต่ของเราปฏิบัติมรรค 7 องค์นั่นแหละไม่ต้องนั่งหลับตาเลยยังได้สัมมาสมาธิ ของเขาก็ว่า นั่งหลับตาอย่างเดียว อีก 7 องค์ไม่ต้องปฏิบัติก็ได้ มันคนละขั้วเลยกับของเรา พระุทธเจ้าตรัสไว้ชัดว่าสัมมาสมาธิของพระอาริยะ [253] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ [254] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิ รู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิ ความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ [255] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผลผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีบิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มีสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มีนี้มิจฉาทิฐิ ฯ พ่อครูว่า… ปฏิบัติ ทาน ยิตถัง(ศีล) หุตัง(ภาวนา) คือทาน ศีล ภาวนา ต้องตรวจว่าการทาน การปฏิบัติศีลพรต เกิดผลหรือไม่คือเกิดภาวนาหรือไม่แล้วเป็นกรรมให้เกิดสุกตทุกฏานังกัมมานังผลังวิปาโกหรือไม่ ผู้มีสัมมาทิฏฐิจะแยกโลกนี้ที่เป็นเคหสิตเวทนา ออกจากโลกหน้าคือเนกขัมสิตเวทนาได้คือ ออกจากกาม ออกจากพยาบาท ได้ ก็จะรู้โลกนี้โลกหน้าว่าต่างกันอย่างไร อ่านจิตออก โดยมีบริขารที่ประกอบเป็นแม่หรือพ่อ ลักษณะขององค์ประกอบความต่าง ปัญญากับศีล เป็นองค์ประกอบที่ช่วยกันให้เกิดสัตว์โอปปาติกสัตว์ รู้ว่าแม่คืออิตถีภาวะ พ่อคือปุริสภาวะ คือรูปกับนามช่วยกันทำให้เกิดโอปปาติสัตว์ ส่วนข้อที่ 10 คือสมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้ โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) คืออาตมาเป็นต้น มีของจริงที่ตนมี เป็นสยังอภิญญา แม้ไม่ใช่สยัมภูก็ตามก็มีของจริงของตน แล้วก็ไปเป็นปัจเจกสัมมาสัมพุทธะแล้วค่อยเป็นสยัมภู อาตมาก็บรรยายตามภูมินะ ผิดถูกก็ตามภูมิอาตมา ก็จะบรรยายในรายการต่อไปคือ พุทธศาสนาตามภูมิ รอให้โน้ตทำหัวรายการให้ต่อไป ก็จะมีลักษะปฏิกโกสนาลงแต่ก็ลดท่าทีลง มันเมื่อยนะ

ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5 [50] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์พวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบันย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ ด้วยเหตุ 5 ประการ ก็สมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น อาศัยอะไร ปรารภอะไร จึงมีทิฏฐิว่านิพพานในปัจจุบัน บัญญัติว่านิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ 5 ประการ? 58.(1) ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณะหรือพราหมณ์บางคนในโลกนี้ มีวาทะอย่างนี้ มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ เพราะอัตตานี้ เอิบอิ่ม พรั่งพร้อม เพลิดเพลินอยู่ด้วยกามคุณห้า ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง. พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ อย่างนี้. พ่อครูว่า… ธรรมดา นิพพานนั้นเป็นอทุกขมสุข เป็นฐานนิพพานคือไม่ทุกข์ไม่สุข เราต้องเนกขัมมะออกมาจนถึงอุเบกขา แต่คนที่ไม่รู้ตัวว่ามีอาการสุข เขาเองได้เสพ กามคุณ 5 เขาก็ว่าเขาสุขจริงๆ สภาวะที่เขาสุขจริงๆ นั่นแหละเขาถือว่าเป็นนิพพาน คนที่แสวงหาความสุข ถ้าสุขอย่างยิ่งก็จะจัดจ้านไปเรื่อยๆ แต่ถ้าไม่เอาจัดจ้านก็ค่อยลดลง จนหมดสุข หมดทุกข์เลย ต้องมีปัญญาแยกออกว่าอาการสุขทุกข์เป็นอย่างไร อาการสุขโลกีย์กับอาการปรมังสุขังหรือโลกุตรสุข คืออาการนิพพานหรืออุเบกขา ผู้ทำอาการที่ไม่โต่งมีอันตาเลย ไม่เหลือปลายเลยทั้งกามหรืออัตตา ถ้าพ้นโอฬาริกอัตตาก็เหลือเป็นมโนมยอัตตา แล้วลดอีกเหลืออรูปอัตตาที่ละเอียด ก็รู้ว่าตนเหลือแล้วลดอีก จนหมดอาสวะ ถ้าใครทำได้ไม่มีฟื้นก็ตัดเขตเป็นอรหันต์ได้แต่ไม่หมดสิ้นเลย ก็จะต้องมีอุภโตภาควิมุติ ต้องหมดอนุสัยอีก 7 ที่ละเอียดอีก คือตัดสังโยชน์ 3 ที่เป็นของโสดาบันหมดเลย ถ้าผู้ที่อ่านอาการของจิตเจตสิกพวกนี้แล้วกำหนดนิมิตเครื่องหมายของมันไม่ตรงไม่ชัดก็ไม่มีวันบรรลุอรหันต์ อรหันต์เก๊ทุกวันนี้ไม่ได้มาอ่านจิตเจตสิกเลย แม้พวกอภิธรรมที่เรียนจิตเจตสิกแต่รู้จิตทำจิตได้อย่างตรงบัญญัติกับสภาวะจริงหรือไม่นะ สรุปแล้วอันที่หนึ่งก็หลงกามคุณเป็นสุข ที่เหลือก็หลงในฌานทั้ง 4 เป็นนิพพาน พระพุทธเจ้าท่านใช้บัญญัติมาเรียกสภาวะได้ละเอียดมากที่จริงไม่ใช่แต่ของพระพุทธเจ้าองค์นี้ แต่ของแต่ละองค์สะสมมา มีบัญญัติสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้

59.(2) สมณะหรือพราหมณ์พวกอื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น อย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ มีอยู่จริง อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้น ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้ใช่จะบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้หามิได้. ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุว่า กามทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา เพราะกามทั้งหลายแปรปรวนเป็นอย่างอื่น จึงเกิดความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ โทมนัส และความคับใจ ท่านผู้เจริญ เพราะอัตตานี้สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานมีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบัน อันเป็นธรรมอย่างยิ่ง พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่อย่างนี้. พ่อครูว่า… เขายึดได้ทั้งลืมตาและหลับตา การหลับตาไม่ใช่ของจริงเลย ไม่มีสัมผัสจริงในปัจจุบัน มีแต่สัญญา ไม่มีทิฏฐธรรมนิพพานเลย ส่วนพวกลืมตาอย่างติชนัทฮันท์หรือหลวงพ่อเทียนก็จะพอเข้าใจอาการกามในการลืมตาแต่ก็สะกดจิตด้วยการลืมตา เช่น เห็นแล้วก็เลิก สะกดจิตให้ลืม ไม่ได้เห็นเลยว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ไม่มีตัวตน อ่านตอนกินใหม่ๆก็อร่อย พอกินไปก็อิ่มไม่อร่อย หรืออร่อยอันนี้แล้วก็ไปอยากอย่างอื่น วนเวียนไป พออยากอันนี้ไม่ได้กินก็ทุกข์ก็ต้องดิ้นรนแส่หา ไม่เที่ยง มันวนเวียนให้คุณต้องเป็นภาระตามหามาเสพ ต้องอ่านอาการไม่เที่ยง ต้องอ่านการเที่ยงออก ไม่เที่ยงอย่างหยาบ กลางละเอียด ก็อ่านออก เรียกว่ามีอินทรีย์ 5 มีดีกรี 5 จะข้างนอกหรือข้างใน ข้างนอกนี้หยาบคือทุกขินทรย์ สุขินทรีย์แต่ถ้าข้างนอกไม่มีอาการแล้ว เป็นอนาคามีก็มีแต่ในใจ เป็นโสมนัสขินทรีย์ โทมนัสขินทรีย์ก็ต้องอ่านของคุณออก จนหมดเหลืออุเบกขินทรีย์ แม้อุเบกขาแล้วไปยึดก็เป็นอุปกิเลส ยึดเป็นฐานอาศัยจนวางไม่เป็น อนุโลมไม่เป็น อุเบกขาก็ปรุงเพื่อประโยชน์ผู้อื่นหรือตนแอบเสพแลบเลียเป็นคนธรรพ์ คือมันเล็กละเอียดแทรกในขนครุฑ เสพเมียครุฑ ของคนอื่น ของตนไม่ทำหรอก ฉันยังแอบอยู่กับเขานี่แหละสัมผัสอยู่ด้วยกันแต่ยอด pretender คนอื่นไม่รู้ด้วยหรอก แต่ตนก็ยังเสพอยู่ ไปอธิบายเป็นปุคลาธิษฐาน เป็นหมัดของครุฑ จะไปสวรรค์ชั้นไหนก็มีคนธรรมพ์ไปด้วยเสมอ จะไปเสพชั้นฟ้ากับนางกากีที่ไหน คนธรรมพ์แอบเสพด้วยทั้งสิ้น

60.(3) สมณะหรือพราหมณ์พวกอื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น อย่างนี้ว่าท่านผู้เจริญ มีอยู่จริง อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้น ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้ใช่จะบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้หามิได้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุว่าปฐมฌานนั้น ท่านกล่าวว่าหยาบ ด้วยยังมีวิตกและวิจารอยู่ ท่านผู้เจริญ เพราะอัตตานี้บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน มีความเป็นธรรมเอกผุดขึ้นเพราะวิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่ ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ อย่างนี้. พ่อครูว่า ฌาน 1 คุณทำได้สบายแล้ว เหลือเศษปีติกับสุข ปีติคืออาการพอใจชอบใจที่แรง คือสุขที่มีรสชาติปีติที่แรง ปีติมี 5 อย่าง 1. ขุททกาปีติ (ปีติเล็กน้อย) นับความแรงเบา 2. ขณิกาปีติ (ปีติชั่วขณะ) นับเวลานานแค่ไหน 3. โอกกันติกาปีติ (ปีติเป็นพักๆ) ถ้าไม่เข้าใจปล่อยให้แรงให้นานก็เสียพลังงานเป็นอุพเพงคาปีติ เสียเวลาและพลังงานมีโทษสมบัติมากขึ้น 4. อุพเพงคาปีติ (ปีติแรงกล้า โลดลอย) ก็จะต้องทำให้จางคลายบางเบาเป็นผรณาปีติ 5. ผรณาปีติ (ปีติซาบซ่าน) ผู้ที่อาศัยบางเบาในขั้นหมดอาสวะอย่างอรหันต์ท่านก็มีปีติอาศัยเป็นอภิปโมทยังจิตตังคือมีความยินดีอย่างรู้เอาไว้อาศัย อย่างมีปัญญาเหนือมัน คุณเป็นอรหันต์ก็ได้ฝึกฝน ว่าต้องอาศัย ปุงลิงค์ หรือทำให้สูญคือนปุงสกลิงค์ ต้องหัดฝึกให้แคล่วคล่องว่องไว จนอนุโลมปฏิโลมกับโลกได้ โดยตนเป็นเอกัคคตา คือเป็นเอกที่ยิ่งใหญ่ อยู่อย่างเหนือ ทำงานอนุโลมปฏิโลมได้มาก เป็นโพธิสัตว์คือพลังงานช่วยคนอื่น อรหันต์คือพลังงานของตนที่ไม่ลึกลับแล้ว คนที่ทำได้กับตนก็ช่วยคนอื่นรื้อขนสัตว์เจริญขึ้นได้จริงๆตามจริง อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ก็รู้จักตัวเอง มาอาศัยอัตตาอย่างอรหัตตาไม่ลึกลับแล้ว มีปัญญารู้แจ้งมาทำงานช่วยคนอื่น ถ้าไม่มั่นใจ 80-90 % ก็ไม่ทำ เพราะไม่ได้มาเอาอะไรเพื่อตัวเอง โพธิสัตว์ระดับ 7 ศึกษามาระดับหนึ่งแล้ว ออกไปกลางสมรภูมิ คุณอาจกลัวแต่อาตมาไม่กลัวแล้ว ฌาน 4 มีจิตเป็นหนึ่งที่ยิ่งใหญ่ กับสุขที่ยิ่งกว่าสุข เรียกว่าปรมังสุขัง ไม่ใช่สุขอย่างยิ่ง เป็นของโลกุตระไม่มีในโลกีย์ มันสุขสงบอย่างกิเลส หยาบ กลาง ละเอียด ตามฐานโสดาฯ สกิทาฯ อนาคาฯ อรหันต์ ผู้ที่ยึดกามเป็นทิฏฐธรรมนิพพานก็มีเต็มโลก เขาเสพสุข เอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอม เสพแล้วพักยกแล้วก็เสพต่อ ผู้เริ่มมาปฏิบัติธรรมก็จะรู้ว่าเป็นภาระเปล่าดายก็ลดมาเป็นระยะ เบาบางมาตามลำดับ อนาคามีก็เรื่องกาม รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสไม่เป็นปัญหา มีเหลือหยุกหยิกในใจ แต่ข้างนอกนี้หิริโอตตัปปะสูง ถ้าหิริ คือละอายนั้นต่อหน้าก็ไม่เอาแต่ลับหลังก็เอา แต่ถ้าโอตตัปปะ คือกลัวต่อบาปทั้งต่อหน้าและลับหลังก็ไม่เอา รูปราคะก็หยาบกว่าอรูปราคะ ก็ใช้การประมาณของแต่ละคน ใครประมาณผิดก็นานช้าปฏิบัติได้

61.(4) สมณะหรือพราหมณ์พวกอื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น อย่างนี้ว่าท่านผู้เจริญ มีอยู่จริง อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้น ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้ใช่จะบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้หามิได้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุว่า ทุติยฌานนั้น ท่านกล่าวว่าหยาบ ด้วยยังมีปีติเป็นเหตุให้จิตกระเหิมอยู่ เพราะอัตตานี้มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติเสวยสุขอยู่ ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบัน เป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ อย่างนี้. 62.(5) สมณะหรือพราหมณ์พวกอื่น กล่าวกะสมณะหรือพราหมณ์พวกนั้น อย่างนี้ว่าท่านผู้เจริญ มีอยู่จริง อัตตาที่ท่านกล่าวถึงนั้น ข้าพเจ้ามิได้กล่าวว่าไม่มี ท่านผู้เจริญ แต่อัตตานี้ใช่จะบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง ด้วยเหตุเพียงเท่านี้หามิได้ ข้อนั้นเพราะเหตุอะไร เพราะเหตุว่า ตติยฌานนั้น ท่านกล่าวว่าหยาบ ด้วยจิตยังคำนึงถึงสุขอยู่ เพราะอัตตานี้บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ เพราะละสุข ละทุกข์ และดับโสมนัส โทมนัสก่อนๆ ได้ ฉะนั้น จึงเป็นอันบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่ง พวกหนึ่งย่อมบัญญัติว่า นิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ อย่างนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้น มีทิฏฐิว่านิพพานในปัจจุบัน ย่อมบัญญัติว่านิพพานปัจจุบันเป็นธรรมอย่างยิ่งของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ ด้วยเหตุ 5 ประการนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลายก็สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่ง มีทิฏฐิว่า นิพพานในปัจจุบันเป

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน