610227_ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 42 ปฐมอโศก ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ ตอน 2.docx
เนื้อหาในไฟล์
610227_ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 42 ปฐมอโศก ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ ตอน 2
สื่อธรรมะพ่อครู(พลังสัมประสิทธิ์) ตอน สัมประสิทธิ์สองทิศทางที่ต่างขั้ว พ่อครูว่า… วันนี้ เป็นวันที่ 3 ของ งานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 42 วันอังคารที่ 27 กุมภาพันธ์ 2561 ขึ้น 13 ค่ำเดือน 4 อีก 2 วันจะถึง วันมาฆบูชาแล้ว เราก็มาพูดกันต่อ งานนี้เราตั้งใจพูดกันถึงเรื่อง ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ กัน จริงๆแล้ว เราปฏิบัติกันแล้ว เราเป็นคนจนกันแล้ว เรามีความจน ที่มีสัมประสิทธิ์กันแล้ว ซึ่งความจนที่มีสัมประสิทธิ์นี้ เป็นความจนของอาริยบุคคล เป็นแบบโลกุตระ ซึ่งมันไม่ใช่ความจนทั่วไป ของปุถุชน คนสามัญ ที่เขาเป็นกัน ความจนที่คนปุถุชนสามัญเขาเป็นกัน เขาเป็นกันด้วยความจำนน เขาเป็นกันเพราะว่า เขาอยู่ในสภาพที่ตกอยู่ในฐานะที่หนีไม่ออก ถ้าเขาดีดออก ดิ้นรน เขาก็ดิ้นรน ที่จะไม่เป็นคนจน ซึ่งเขาไม่อยากเป็นเลย แต่ว่าพวกเราดิ้นรนมาเป็นคนจนแบบนี้ คนจนที่มีสัมประสิทธิ์สำคัญ เป็นสัมประสิทธิ์สำคัญ เป็นสัมประสิทธิ์ทางนามธรรม ที่จริงคำว่า Coefficient เขาใช้ในทาง สสาร ทางวัตถุ ทางพลังงานทางสสาร แต่เรามาใช้ทางนามธรรม จิตวิญญาณ เอามาเปรียบเทียบ ไม่มีใครเขาเอามาใช้หรอก อาตมาเอามาใช้เอง ซึ่ง ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ นั้น เป็นความจนที่เจริญยิ่ง เป็น ความจนอาริยะ เพราะมีประสิทธิภาพพิเศษ หรือว่าสำคัญ จึงเป็นคนจนพิเศษ ที่แตกต่างจากผู้ที่คนจนสามัญเขา ถ้าเป็นคนจนที่มีความสามารถต่อหน้าที่ จึงมีประสิทธิภาพ ยิ่งมีความพร้อมไปด้วยกัน นี่คือ Coefficient เพราะฉะนั้น จึงอยู่ร่วมกันอย่างสนิทเนียน อยู่ร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ มีความสุข มีความเจริญนานาประการ ที่มันเป็นความเจริญก้าวหน้าของความเป็นมนุษย์ ปุถุชนนั้นเขาไม่มีใครต้องการความจน
อ่านต่อ
ไม่มีใครยอมเป็นคนจน ถ้าเขาหนีจากความจนได้ เขาดิ้นรน พยายามทำตนให้มีฐานะรวยกันทั้งนั้น แล้วก็เป็นคนรวยที่ไม่ยอมจบ ไม่ยอมสุดสิ้น ต้องรวยๆๆ จนตาย ถ้าตายแล้ว ก็ไม่มีทางรวย แต่ส่วนมากคนรวยๆนี้ ตายแล้วไม่ได้รวยอีกหรอก ตกนรกไปส่วนมาก ยิ่งสมัยนี้ ยิ่งมีวิธีการที่จะขี้โกง มีวิธีการเอาเปรียบเอารัด มีวิธีการที่สังคมที่มีอำนาจ จะสร้างระบบ สร้างวิธีการ สร้างอะไรสนับสนุนคนรวยด้วยซ้ำ ทั้งๆที่รู้นะ ว่าต้องพยายามที่จะหาทางช่วยคนจน ปากก็พูดจะหาทางช่วยคนจน แต่จริงๆแล้ว เวลาประพฤติ คนที่มีอำนาจโดยเฉพาะอำนาจเงิน เป็นคนตรากฎเกณฑ์ ก็จะเป็นการลำเอียงให้แก่หมู่ฝูงที่จะไปรวย นี่เป็นเรื่องของสัจจะ ที่มันเป็นจริง คนจนที่มีสัมประสิทธิ์ จะมีคุณงามความดี มีพฤติกรรมที่เจริญสมบูรณ์ เป็นคนขยันหมั่นเพียร คนจนนะ เป็นคนจนที่ขยันหมั่นเพียร เป็นคนจนที่ทำงานสุจริต เป็นคนจนที่ไม่แย่งชิงใคร แถมเป็นคนจนที่สร้างสรรค์ แล้วก็เผื่อแผ่แจกจ่าย ให้แก่คนอื่นอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทวนความเข้าใจตื้นๆ ความเข้าใจสามัญของมนุษย์ เรียกว่าทวนกระแส คนจนที่มีสัมประสิทธิ์นี่ มันจะทวนกระแสของคนสามัญธรรมดา ที่เขาเข้าใจ เขารู้ ว่าคนจนโลกีย์ คนสามัญ เป็นคนจนที่ไม่มีสัมประสิทธิ์สำคัญแบบโลกุตระ เขาตั้งหน้าตั้งตา แม้จะเป็นคนสุจริตก็ตาม มีความขยันหมั่นเพียรอย่างไรก็ตาม ก็จะพยายามให้มีรายได้ ให้มีผลผลิตจากแรงงาน ความสามารถทั้งกาย วาจาใจ ของตน ทางความคิดความรู้ของตน แล้วก็สะสมไว้ ให้มีทรัพย์ มีเงินทอง ก่อกองขึ้นให้มาก ให้เป็นคนรวย พอเป็นคนรวยก็จะมีช่องทางที่จะเอาเปรียบคนอื่นได้ ยิ่งสมัยนี้ มีระบบทุนนิยม ซึ่งได้สร้างกฎเกณฑ์ สร้างแบบ ที่จะได้เปรียบ ก็เข้าไปสู่ระบบ ในสายของความเป็นคนรวย จึงได้เปรียบ ได้โอกาส ได้ช่องที่จะรวยมากขึ้นๆ เสร็จแล้วถึงทุจริตได้ อย่างร้ายแรง และเร็วที่สุด พร้อมจะกลบเกลื่อน จะหาทางพราง แล้วก็สร้างระบบ กฎเกณฑ์ เพิ่มเติมขึ้น ให้แก่ตัวเองรวยได้ ดีไม่ดีย่ามใจ ก็เลยยิ่งใช้อำนาจบาตรใหญ่ ตัวอย่างอย่างเช่น คุณทักษิณ เห็นชัดเจนเลยว่า หาทางให้ตัวเองได้เปรียบ จนกระทั่งมีช่องทางมีอำนาจบาตรใหญ่ เลยตะกละตะกลาม ถึงขั้นโกง อย่างที่เห็นๆ เพราะว่าคนที่ยังมีกิเลสยังไม่ได้ศึกษา ยังไม่ได้ลดกิเลสจริง มันอดไม่ได้ ทนไม่ได้ ที่จะมีการตะกละ มีความตะกละตะกลาม เมื่อมีช่องทางที่จะได้เปรียบ เอาเปรียบกันได้ มันยิ่งได้ช่องทางกิเลส มันยิ่งตะกละ กิเลสมันยิ่งเพิ่ม Coefficient เพิ่มพลังงานเหมือนกัน แต่ไม่ใช่ coefficient ในทางดี มันยิ่งเพิ่มพลังงานที่จะโกง ที่จะเอาเปรียบเอารัด สูงยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นอวิชชาที่มีอัตราสัมประสิทธิ์ ที่ยิ่งขึ้นๆของความฉลาดแบบโลกีย์เฉโกจึงยิ่งเลว ยิ่งขึ้น ไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อมีช่องทางได้ มันไม่จบ เพราะฉะนั้นผู้ที่สามารถเอาเปรียบได้ มีช่องทางที่ไม่ให้คนอื่นรู้สึกโดนเอาเปรียบ อย่างผู้ที่รวยได้อย่างเห็นๆ ในสังคมทุนนิยม ไม่ว่าจะเป็น บิล เกตส์ คุณธนินท์ แต่ในวิธีการซับซ้อนถ้าหากศึกษาให้ดี จะมีช่องทางเอาเปรียบโดย ที่ไม่ให้ผู้อื่นรู้สึก ก็จะเพิ่มขึ้นๆ ไม่ว่าจะเป็นคุณธนินท์ หรือใครก็แล้วแต่ ในกลุ่มเซ็นทรัลคือใคร ก็แล้วแต่ ขออภัยที่ต้องออกชื่อ เพื่อสะดวกในการใช้อธิบาย ยกตัวอย่าง ในการศึกษา ที่พูดนี้เป็นวิชาการเป็นการบรรยายความรู้ ความเข้าใจ ก็เลยต้องพยายามหาทางที่จะใช้ เพื่อจะทำความเข้าใจ ให้ดี ให้เร็ว ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ส่วนสัมประสิทธิ์ที่เป็นของอาริยชนนั้น อาริยชนของศาสนาพุทธนั้น จริงๆคือผู้ที่มี ไตรสิกขา ที่มีประสิทธิผล ซึ่งเป็นหลักแห่งการศึกษาใหญ่ของศาสนาพุทธ ไม่มีอะไรเกินไปกว่า ไตรสิกขา แต่คนก็ไม่เข้าใจ แล้วเขาก็ออกนอกกรอบของไตรสิกขา ผิดเพี้ยนไป เช่น ศีล เขาก็ปฏิบัติอย่างหนึ่ง สมาธิก็ไปนั่งหลับตา ซึ่งอธิศีล อธิจิต อธิปัญญานั้นแยกจากกันไม่ได้ ทุกเม็ด ทุกขั้นตอน ทุกการปฏิบัติ ที่จะเพิ่ม อธิ การก้าวหน้าขึ้น จะต้องไปด้วยกัน มีความเป็นปฏิสัมพันธ์ ศีล สมาธิ ปัญญา อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา จะต้องได้สัดส่วนไปด้วยกันเสมอๆ ถ้าผู้ที่เข้าใจอย่างไม่ถูกต้อง การปฏิบัติธรรมของศาสนาพุทธ ถึงไม่เป็นการเจริญเป็นไปอย่างมีลำดับ เป็นที่น่าอัศจรรย์ ตามที่พระพุทธเจ้าได้ตรัส ถ้าทำได้เป็นลำดับ ที่เป็นสัดส่วนพอเหมาะพอดี จะเจริญตามลำดับได้เร็วได้ดี ได้ประเสริฐสูงสุด มีคุณภาพ มีประสิทธิผล ที่สูงที่สุด ทั้งเร็ว แรง มาก ก้าวหน้า อย่างที่ดีที่สุด
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน คนจนที่มี อัปปมัญญา 4 พ่อครูว่า... ทีนี้ ความเป็นคน ที่เจริญจริงๆ จะเป็นคนอย่างไร ความเจริญจริงๆจะเป็นคนที่จน จนอย่างมีสัมประสิทธิ์ จนอย่างที่รู้ๆว่า เรามาจน แล้วเราก็จนที่สุดเท่าที่จะจนได้ อย่างที่ อยู่ดีกินดี ไปดีมาดี ทำงานได้ดี จนที่สุด จนกระทั่ง ไม่มีอุปกรณ์ เครื่องมือครบพอ ไม่พอเพียง ทั้งๆที่เรามี แต่ให้เกินไป จนตัวเราเอง ไม่สมดุล ไม่มีความพอเพียง ที่จะทำงานได้เจริญที่สุด อันนั้นก็เป็นความจน ที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกสัดส่วน เพราะฉะนั้น ความจนในความหมายที่พระพุทธเจ้าท่านหมาย แม้แต่ในหลวงเราที่หมาย หรือผู้ที่เข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้า อย่างมีสัมมาทิฏฐิ เป็นอาริยะ เป็นสัตบุรุษ เป็นพระโพธิสัตว์ จะตรงกัน จะเข้าใจตรงกัน ดังที่เป็นอยู่ คนที่มีจำนวนมากรวมตัว เป็นกลุ่มคนในสังคม จนกระทั่งเป็นประเทศ ถ้าเข้าใจความหมาย เข้าใจสัจธรรมอันนี้แล้ว และก็ปฏิบัติตนให้เป็นคนที่จัดสรรพลังงาน จัดสรรจิต จัดการปรับพลังงาน ทางกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม เป็นตัวประธาน จัดออกมาได้พอเหมาะ พอดี ด้วยความพอเพียง ได้สัดส่วน ที่ได้สมดุล ก็จะเป็นคน ที่อยู่อย่างเจริญ อย่างเศรษฐกิจ หรือเศรษฐศาสตร์ประเทศ ขอยกตัวอย่างชาวอโศก ที่รวมกันเป็นปึกแผ่น มีวัฒนธรรม มีวิธีการ มีระบบ ระบอบปฏิบัติ อย่างเราปฏิบัติเศรษฐศาสตร์ เศรษฐกิจ ขั้นสาธารณโภคี อยู่ในสังคมประเทศ ไม่ได้ขัดแย้งกับกฎหมาย ที่จริงธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่ขัดแย้งกับอะไรเลย ทุกระบบ ไม่ขัดแย้งกับเผด็จการ คอมมิวนิสต์ หรือประชาธิปไตย เพราะว่าเป็นระบบที่ไม่มีตัวตน ยอมเขาได้ทุกอย่าง อนุโลมเขาได้ทุกอย่าง อยู่กับเขาได้ทุกอย่าง อย่างไม่เป็นพิษภัย เป็นประโยชน์ด้วยซ้ำไป เช่น สมมุติว่าอยู่กับเผด็จการเขาแท้ๆ ก็จะอยู่กับเขาอย่างไม่ขัดแย้ง แต่จะพยายามช่วยผู้ที่เผด็จการนั้น ให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เขามีเลือดเผด็จการจริง แต่เขาควรจะต้องมีจิตที่เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ซึ่งเป็นตัวธรรมะ การเผด็จการ เป็นพิธีกรรมของทางโลกีย์ ถ้ามีจิต เกิดจิตเจริญ จิตมีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขาจริงแล้ว แต่จริงๆมันไม่ได้พร้อมกันไปทีเดียวหรอก จิตคนจะเมตตาจะกรุณา แม้จะมุทิตา ยิ่งอุเบกขาแล้ว ไม่ได้เป็นไปได้ง่ายๆ คนจะมีจิต เมตตา ช่วยเหลือคนอื่น อยากช่วยเหลือคนอื่น แม้ว่าจิตเมตตาแต่เขาไม่ช่วย ก็ไม่มีกรุณา กรุณา คือ การลงมือช่วย จิตเกิดก่อนได้ จิตเกิดเมตตาจังเลย น่าสงสารจัง อยากช่วยเหลือจัง แต่ไม่ได้ลงมือช่วย เยอะมาก ปากหวานด้วยซ้ำ น่าสงสาร เมตตา แต่ไม่ได้ลงมือช่วย ทั้งที่ช่วยได้ จะช่วยด้วยแรงทรัพย์สิน เงินทอง ช่วยด้วยความรู้ ช่วยด้วยอะไรก็แล้วแต่ ที่ตัวเองมี ที่จะพึงช่วย แต่ไม่ได้ลงมือช่วย ก็เรียกว่ามีเมตตา แต่ไม่มีกรุณา เมื่อคนที่มีเมตตาแล้ว ลงมือช่วย ก็จะมีกรุณา เมื่อลงมือช่วยแล้ว เขาก็ได้ดี เขาพ้นทุกข์ เขาก็เจริญ เป็นสุขไป ก็อนุโมทนากับเขาด้วยความ มุทิตา ก็ ยินดีกับเขา ที่เขาพ้นทุกข์ ที่เขาเป็นสุข ที่เขาเจริญ เป็นได้อย่างดี แล้วก็มีจิตอนุโมทนา แต่แล้วก็ต้องถอดถอนจิตมีทั้งหมด ไม่ถือว่าเป็นเราทำ ไม่ถือว่าเราเป็นบุญคุณของเรา เป็นผู้ที่มีอะไรก็แล้วแต่ ที่เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เป็นผู้ที่ทวงบุญคุณอะไรต่างๆ วางเลย อุเบกขา ทำแล้วจบเหมือนไม่ได้ทำอะไร นั่นคืออุเบกขา นี่คือคุณธรรมของสิ่งที่ประเสริฐ ที่ท่านถ่ายทอด ศึกษา ฝึกฝน รู้กันมาแล้ว เรียนกันมาปฏิบัติกันมา จะเรียกว่า พรหมวิหาร อัปปมัญญา 4 เป็นคุณสมบัติอันยิ่งใหญ่ พวกเรานี้ได้ศึกษาฝึกฝน ใครสามารถทำได้สมบูรณ์แบบ ตามที่บรรยายอย่างไรมันก็อยู่ที่ความเป็นจริงของแต่ละคน ที่จะสามารถมี สามารถที่จะมีความเป็นจริงอย่างนั้นได้ ทุกวันนี้ ศาสนาพุทธเสื่อมไปไกลมาก จนไม่เหลือเชื้อของความเป็นพุทธ เพราะฉะนั้น สัมประสิทธิ์ของความเป็นพุทธ จึงไม่มีเลย แต่กลับไปมีสัมประสิทธิ์ไปในทางผิด ทางนอกพุทธ ก็เลยกลายเป็นพิษ กลายเป็นโทษให้แก่มนุษยชาติ ทุกข์ร้อนกันในสังคม ทั้งที่เมืองไทย เป็นเมืองพุทธ ถ้ามีโลกุตระ เหมือนอย่างชาวอโศกเรา มันก็ไม่ทุกข์อะไร สบายอบอุ่น สงบสุขเย็น สุขสำราญเบิกบานใจ อย่างที่เราได้ สรุปผลแล้ว ก็พูดกัน แล้วอาการที่ จิตมันสุขสำราญแบบเบิกบานใจ ใครเข้าใจของตนของตน ว่ามันสุขสำราญเบิกบานใจอย่างไร เข้าใจไหม ...เข้าใจ ...มี มันเป็นสัจธรรมอย่างนั้นจริงๆ โดยใช้ภาษาสื่อ เรียกโดย อธิวจนะ ของสภาวะของความสุขสำราญเบิกบานใจ เป็นอย่างไร ถามว่าแต่ละคนมีไหม ก็ตอบอย่างเข้าใจและรู้ว่า หมายความว่าอย่างไร แล้วก็บอกว่า ฉันมี แล้วมันมีอย่างที่พูด และให้ความหมายตรงกันไหมนะ ก็น่าจะตรง เมื่อเราพยายามที่จะให้มันชัดเจน หาทางพูดเพื่อที่จะตีกรอบ ให้ไปสู่สภาวะที่แท้จริง
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน การปฏิบัติอย่างมีลำดับของศีล 5 พ่อครูว่า... ทีนี้มาสู่การปฏิบัติโดยลำดับ การปฏิบัติที่มีความพร้อม และถูกต้องอย่างดี ยกตัวอย่างเป็นข้อๆ ศีล 5 เอาข้อ 1 เลย ศีล 5 ข้อ 1 เป็นต้น บอกว่า ไม่ฆ่าสัตว์ คนที่ไม่ฆ่าสัตว์ได้ เห็นสัตว์ หรือมีสัตว์อยู่ต่อหน้าสัมผัสกันเลย และก็เป็นโอกาสอย่างยิ่ง ที่จะฆ่าได้ จริงๆ มีความจำเป็นมีความสำคัญที่จะฆ่าด้วย แต่ก็ไม่ฆ่า เป็นคนอย่างไรก็ไม่ฆ่า แม้ที่สุด พระพุทธเจ้าตรัสว่าแม้จะถึงชีวิต ผู้ที่มีศีลข้อ 1 นี่แหละ จะไม่ทำการละเมิด แม้จะเป็นอันตรายถึงชีวิตก็ให้ชีวิตนั้นเป็นอันตรายไปเลย ซื่อบื้อถึงขนาดนั้น พระสมณโคดม ละการฆ่าสัตว์ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ วางสาตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ทัณฑะ ศาสตรา เครื่องทำร้าย จะไม่สร้างเลย ประเทศที่มีศีล สังคมที่มีศีลข้อ 1 จะไม่สร้างอาวุธ เราไปชุมนุมประท้วง ดันมีคนอยู่ในกลุ่มพวกเรา ไปซ้อนทำระเบิด เราจับได้ เราก็จัดการอย่างสำคัญ เราจะไม่สร้าง นอกจากไม่สร้างแล้ว มีความละอายที่จะทำร้ายสัตว์ ทำร้ายคนอื่น อย่าว่าจะทำลายเลย จะเบียดเบียน เราก็ละอาย มีความเอ็นดูด้วย แม้แต่สัตว์นั้นจะมีเขี้ยว มีงา มีเล็บ มีพิษในตัว มีความกรุณา ถ้าช่วยได้ ที่ควรจะช่วย ก็ช่วย แต่ถ้าไม่ควรจะช่วย ก็ไม่ต้องช่วย เช่น อาตมาเคยยกตัวอย่าง เห็นงูมันกินเขียด ก็ไปช่วยเขียดมันออกจากปากงูมันไม่ใช่เรื่อง งูจะให้มากินผักคะน้าได้อย่างไร มันไม่กินพืชผักมัน ก็ต้องกินสัตว์ มันเป็นเขียด เป็นหนู มันก็ต้องกิน เราก็ต้องรู้ความเหมาะควร มีความเอ็นดู มีความกรุณา ข้อสุดท้ายนี้ยิ่งใหญ่มาก หวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ สัตว์แต่ละตัว ตั้งแต่สัตว์เซลล์เดียว จะเห็นประโยชน์ของมันว่ ามันจะมีประโยชน์ขึ้นมาได้เท่าไหร่ ก็จะช่วย เช่น ช่วยให้สัตว์เซลล์เดียว เป็นอรหันต์ มันจะเป็นไปได้ ก็ช่วยเหลือ แต่มันจะเป็นไปได้ยากอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นอย่างน้อย ก็ช่วยให้มันมีชีวิตต่อไป อย่าไปเบียดเบียน ทำร้ายอะไรมัน แม้ว่ามันจะเป็นสัตว์ ที่จะไปทำร้ายสัตว์อื่น ก็เป็นวิบากของมันเอง มันก็ต้องรับวิบากของมันเอง เราไม่รู้ ว่าเซลล์นี้ หรือสัตว์ตัวนี้ มันจะมีวิบากดี หรือว่าไม่ดี เราไปยุ่งเกี่ยวกับมัน เราไปแทรกแซงไม่ได้ คนแต่ละคน มีวิบากของตัวเอง ไม่ใช่น้อยอยู่แล้ว แถมและเสริมกันอีกมันไม่ควร พระพุทธเจ้าให้ทำสัจจะที่ปลอดภัยมาก นอกจากจะไม่แล้วยังช่วยกันให้เจริญได้อีก แต่อย่าไปช่วยเขา ให้ลงนรก ให้เขาจมในทางที่ผิด ก็อย่าไปทำ อันไม่สมควร ในธรรมะของพระพุทธเจ้านี้ จึงละเอียดรอบถ้วนหมด ยกตัวอย่างข้อที่ 1 เมื่อเราอยู่ในโลก ก็จะมีการสัมผัส สัมพันธ์ การปฏิบัติของพระพุทธเจ้า ไม่ให้ไปนั่งหลับตา แล้วสร้างจิตที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่ จะต้องลืมตา แล้วเกี่ยวข้องกับสัตว์ เกี่ยวข้องกับของ เกี่ยวข้องกับการสัมผัส ทวารภายนอก ตา หู จมูก ลิ้น กาย ต้องมี 5 ทวารนี้ เป็น ปสาทรูป ก็พร้อมที่จะทำงาน โคจรรูป 5 พร้อมที่จะทำงานสัมผัสสัมพันธ์กับอะไรที่เราจะมีชีวิตอยู่จริง ไม่ใช่ไปนั่งหลับตา กลายเป็นคนไม่เต็ม ไปนั่งหลับตาก็เหมือนกับคนตาบอด แต่นั่งหลับตา นั้นไม่ใช่ตาบอด อย่างเดียว ตาก็ไม่รับรู้ หูก็ไม่รับรู้ เช่น ไม่ได้ยิน ไม่ได้รู้ ไม่ได้รับรส ไม่รู้สึกทางกาย แล้วบอกว่านั่นคือ การทำจิตให้ยิ่ง อธิจิต หรือว่าเป็นสมาธิ มันจะเป็นการปฏิบัติที่หลงทางอย่างสนิท ตรงกันข้ามตีลังกากลับ ไม่ใช่การปฏิบัติ สัมมาสมาธิ ที่เป็นสมาธิของพระอาริยะ อริโยสัมมาสมาธิ ซึ่งมีการลืมตาปฏิบัติ ประกอบด้วยมรรคทั้ง 7 องค์ มีสัมมาทิฏฐิเป็นประธานต้องฟังให้เข้าใจ เป็นทิฏฐิเป็นความรู้ความเข้าใจแล้ว ก็ไปมีสติ มีความพยายามสัมมาสติ สัมมาวายามะ ช่วยกันกับสัมมาทิฏฐิ เป็นพลังงานช่วยกัน เพื่อทำให้เกิดผลสัมมาสมาธิด้วย ขณะที่มีทำงานอาชีพ จะเป็นการปลูกผัก จะทำงานสื่อสาร ทำงานอะไรก็แล้วแต่ ทำงานการเมือง ทำงานทุกอย่าง ที่เป็นสัมมาอาชีพ ก็จะต้องมีสติ มีความพยายาม อ่านกิเลสจากอาชีวะ การงานเลี้ยงชีพนั้น อ่านไปในการสัมผัส จะต้องใช้จิตนี้ไปทำงานตรวจสอบ ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ เมื่อจิตสัมผัสแล้วแยกแยะ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ จะทำงานไปด้วย มีสติแล้ว ต้องมีธรรมวิจัยประกอบพร้อมอยู่ ธรรมวิจัย ทำงานร่วมไป วิจัยออก วิจัยอะไร วิจัยเอากิเลสออกไปจากจิต ที่มันเกิดๆๆอยู่ แล้วแยกกิเลสออกมา ทำลายกำจัดๆๆ ของพระพุทธเจ้า รู้หน้าตากิเลส ให้รู้ นี้ตัวปลอม เหมือนกับตำรวจรู้ว่าตัวโจรอยู่ไหน จับโจรได้ ก็จัดการ ตามกระบิลเมือง ตามกฎหมาย โจรร้ายถึงขั้นให้เอาเข้าคุก หรือว่าลงทัณฑ์ ตามกฎเกณฑ์ของสังคม ก็ต้องจัดการ ไม่ทำอย่างเหลาะแหละ สีลัพพตปรามาส จับโจรได้ก็มาลูบหัวกับโจรเล่นกับโจร ไม่จัดการลงโทษมัน เรียกว่า สีลัพพตปรามาส ไม่ได้ ต้องจัดการกับมัน ให้ทันที การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้า แม้แต่ศีลข้อที่ 1 เกี่ยวกับสัตว์ ข้อที่ 2 เกี่ยวกับข้าวของ ของจะเป็นของอะไรก็แล้วแต่ พ้นไปจากร่างกายของเรา แม้แต่ร่างกายของเรา ท่านก็ให้ เรียนรู้ว่ามันไม่ใช่ของเรา ของที่นอกตัวเรา นอกร่างกายเรา ไม่ใช่สิทธิ์ของเรา ไม่ใช่ของของเรา ก็อย่าไปแค่ วิสาสะ ต้องระมัดระวัง ยิ่งไปฉวยมา เป็นของเราเลย ยิ่งไปปล้นจี้ ใช้อำนาจ ไปเอาของเขามา ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา มันเลวร้ายที่สุด นี่เป็นคุณธรรมของพระพุทธเจ้าที่สอน แค่ของกับสัตว์ เราก็ปฏิบัติให้ได้ดี ทำได้เราก็ไม่เป็นพิษเป็นภัย ไม่เป็นโทษภัยกับใคร เป็นประโยชน์คุณค่าต่อผู้อื่น ส่วน ข้อที่ 3 คือ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ที่เป็นพิษภัยต่อตนเอง ตนเองโง่ หลงรูปอย่างนี้ เราชอบรูปอย่างนี้ไม่ชอบรูปแบบนี้ก็ทำร้าย เสียงอย่างนี้ชอบ เสียงอย่างนี้ไม่ชอบ ถึงขั้นทำร้าย กลิ่น รส ก็เหมือนกันทั้งนั้น ไม่ชอบก็ทําร้าย อย่างนี้ต้องศึกษา มันเป็นภัยต่อตนเอง และมีการเกี่ยวข้อง พันธกิจ เกี่ยวข้องกับผู้อื่นไปทำร้ายผู้อื่นต่อ ถ้ามีแต่เฉพาะรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสตัวเอง ไม่ไปถึงขั้นศีลข้อที่ 1 ข้อ 2 ก็เป็นภัยแก่ตัวเองอย่างเดียว เพราะฉะนั้นศีลข้อที่ 3 กามคุณ 5 เราติด เราหลงผิดใน รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส แล้วเราก็ไม่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นเรื่องลึกซึ้ง มีศาสนาพุทธนี่แหละสมบูรณ์แบบที่สุด เรียนรู้อาการของความรู้สึก ที่เรียกว่าเวทนา แล้วมันรู้สึก เวทนานี้เป็นกรรมฐานหลักของศาสนาพุทธ ถ้ารสชาติสามัญ เป็นรสแท้ สัมผัสต่างๆมันเป็นรูปอย่างไร ก็รู้อย่างนั้น มันไม่มีความชอบ ความชัง ไม่มีดี ไม่มีชั่วอะไร มันก็อยู่ของมัน แต่ถ้ามันไปเกี่ยวข้องกับอะไรแล้ว มันจะเป็นพิษ เป็นภัย กับอะไรได้ ก็ขยายความไป รู้แล้ว ก็ช่วยจัดการ เรียนรู้รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อันนี้สำคัญ เกี่ยวกับสัตว์กับข้าวของ ก็ไม่ลึกซึ้งเท่าไหร่ พระพุทธเจ้ารู้ในความเป็น อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ลึกซึ้งกว่าของศาสนาอื่น ให้ทรงไว้ซึ่งเป็นธรรมะโลกุตระ ที่ปลอดภัยสูงสุด ถ้าปฏิบัติในกรอบความรู้ที่เขามีความรู้กัน ส่วนของพุทธนั้นลึกซึ้งสูงสุด อาตมายังภูมิใจ ดีใจ ที่ได้อธิบายธรรมะขึ้นมา ในยุคนี้ ก็ยังมีคนเข้าใจ ปฏิบัติได้อย่างพวกเรา พระพุทธเจ้าประกาศถึงโลกุตรธรรม คนก็รับได้น้อย ไม่เท่าที่ควร น้อยเกินไป ทุกวันนี้อาตมาก็ยังว่ามันมีน้อยเกินไป ตามประสาเรา ตัวอย่างพระพุทธเจ้า ขนาดท่านมาประกาศแล้ว คนก็รู้โลกุตรธรรมได้น้อยกว่าควร อย่างอาตมาประกาศ และคนรับรู้ได้ประมาณนี้ อาตมาก็ว่า efficient คุ้มค่า efficiency มันมี effectiveness มันมีผล efficiency คุ้มค่า เราก็ยังทำงานมีผลคุ้มค่า มาถึงวันนี้อาตมาพูดได้อย่างนี้ เพราะมันเกิดแล้วไปแล้ว ได้เท่านี้ก็เอาละ ตายวันนี้วินาทีนี้ ก็ไม่มีปัญหา สบายใจ (โยมว่าอย่าเพิ่งตาย) อันนี้เป็นธรรมดาธรรมชาติ หากคนมีคุณค่าประโยชน์ เขาก็ไม่อยากให้รีบตาย หากจะตายก็จะพยายามช่วยปั๊มหัวใจขึ้นมา อย่าให้ตาย ทีนี้ มาเข้าสู่การปฏิบัติ การปฏิบัติก็ให้ละเอียด เป็นศีล แล้วจะเกิด อธิจิต อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ หรืออธิโมกข์ ท่านแปลว่า มีจิตโน้มไป ไปสู่วิโมกข์ธรรมวิมุตธรรม มันมีกระแส มีพลัง มีTrend โน้มไป มีทิศทางไปสู่ความเจริญ เรียกว่าอธิมุติหรืออธิโมกข์ ผู้ที่เข้าใจ และสามารถอ่านได้ อ่านกระแสจิต อ่านพลังงาน อ่านอาการของจิต มันมีทิศทางของมันได้ นั่นแหละคือ ผู้ที่เข้าถึงธรรม เป็นผู้รู้จักธรรมะ ขั้นจิตเจตสิกที่มีทิศทาง มีกระแส ทวนกระแสจากโลกีย์ ไปทางโลกุตระ อ่านอาการนั้นออกจริงๆ รู้จริงๆ เห็นจริงๆ ที่พูดแบบนี้ พอเป็นได้ไหม (โยมตอบว่าได้) ที่สื่อภาษานี้สภาวะตรงกันนะ ถ้าตรงกัน อาตมาประสบความสำเร็จจริงๆ effectiveness มีประสิทธิผลจริงๆ
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน มีเวทนาเป็นกรรมฐานให้สัมผัสวิโมกข์ 8 พ่อครูว่า... ทีนี้มาเข้าสู่ตัวลึก การปฏิบัติธรรม ต้องมีกรรมฐาน มี กรรมฐานเดียวของศาสนาพุทธ คือเวทนา แต่ทุกวันนี้ ศาสนาพุทธไปหลงสมถะ ก็เลยเอาจุดที่จิตสงบ เป็นสมาธิว่า เป็นสมถะ สงบ จิตจดจ่อ จ้องสะกดจิต ให้จิตเข้าไปยึดเหนี่ยว แล้วไปจดจ่อนิ่งกับตรงนั้น ซึ่งเป็นความรู้สามัญ เดียรถีย์ ของใครก็เข้าใจได้ง่ายฝึกเข้าก็สำเร็จ ซึ่งมันต่างจากสมาธิของศาสนาพุทธที่จิตเป็นสมาธิ จะยิ่งคล่องแคล่ว ปราดเปรียว มีประสิทธิภาพสูง เป็นกายกัมมัญญตา กายปาคุญญตา ยิ่งคล่องแคล่ว ในเจตสิก 3 วิญญาณก็ยิ่งคล่องแคล่ว เจตสิกก็ยิ่งคล่องแคล่ว ยิ่งสงบ ก็ยิ่งคล่องแคล่วมีประสิทธิภาพ 2 อย่างพร้อมกัน ทีนี้พุทธเจ้าสอนในพระไตรปิฎก เล่ม 10 ข้อ 60 ดูกรอานนท์ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ธรรมะสองนี้ เมื่อมีสิ่งทรงในความเป็นสอง เรียกอย่างหนึ่งว่า รูป เรียกอย่างหนึ่งว่า นาม นี่คือธรรมะสอง หรือเรียกรวม ว่า “กาย” เรียกว่า “รูป กับ นาม” หรือ “กาย” คำว่า กาย ย้ำว่า คือ สภาพองค์รวม ที่มีตลอดเวลา ที่ประพฤติขาดจากความเป็นกายไม่ได้ กายนี้ที่ขาดไม่ได้ คือที่มีสัมผัสภายนอกไม่ได้ หากขาดแล้ว ไม่มีกาย ผิดจากธรรมะสอง ผิดจากศาสนาพุทธเลย ผู้ที่ไปนั่งหลับตาปฏิบัติ ตัดทวาร ตา หู จมูก ลิ้น กาย คุณเหลือแต่ลมหายใจ มีความรู้สึกแค่ลมหายใจเท่านั้น ที่เหลือดินน้ำไฟ ...ลม เหลือแต่ลมเท่านั้น เพราะฉะนั้น หากขาดจากลมไปแล้ว ไม่มีกาย คนที่ปฏิบัติธรรม ไม่มีความรู้สึกกับลมที่หายใจเข้าออก ที่มีภายนอก อยู่ภายนอกนี้ แล้วก็บอกว่า ไม่มีความรู้สึกแล้ว ลมภายนอก ก็ไม่มี มีแต่ลมภายใน ก็อยู่กับลมภายใน แล้วก็บอกว่า เข้ากสิณลม ว่างั้นเลยนะ แล้วลมขึ้น ลมลง ลมขยายใหญ่ เล็กไปใหญ่เลย ซึ่งก็เล่นไปได้ออกนอกทางศาสนาพุทธ เสี่ยงมากที่จะออกนอกทาง ต้องไม่ไปทำ ต้องทำการลืมตา มีตาหูจมูกลิ้นกาย มหาภูตรูป ดินน้ำไฟลม ทั้งสัตว์ทั้งมนุษย์ ทุกอย่างที่มีอยู่ภายนอก คุณอยู่ขณะนี้ อยู่ในกรอบขอบเขตที่คุณสัมผัส คุณก็ต้องรับรู้ มีสติเต็ม รับรู้ทุกอย่าง สัมผัสอะไรที่จะต้องพิจารณาก่อน อยู่ใกล้ ทำร่วมก็ทำงานร่วมกับอันนั้น อย่างรู้เต็มๆ สติเต็ม ความพยายามเต็ม แล้วก็พยายามปฏิบัติ การปฏิบัติธรรมของพระพุทธเจ้านี้ สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่มนุษย์ผู้สำเร็จสูงสุดพึงกระทำ มีอย่างหนึ่งคือ “ให้” สูงสุด คือ “ทาน” ที่ เป็นตัวต้น ตัวใหญ่ ตัวจบ ทั้งตัวต้น และตัวจบ คืออยู่ที่ทาน คือการให้ เป็นบารมีใหญ่ เป็นสิ่งที่ประพฤติ ปฏิบัติแล้ว จะได้สิ่งนี้ พระอรหันต์จะมีสมบัติอยู่ 3 อย่าง 1. ให้ 2.เมตตา 3.อุเบกขา พระอรหันต์จะมีอยู่ 3 อย่างนี้เท่านั้น อยู่กับ 3 อย่างนี้ มีจิตเมตตา คือ ตัวประพฤติ อยู่กับใครก็มีเมตตา ต้องการให้เขาเป็นไปได้ด้วยดี พ้นทุกข์มีสุข หรือหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ เพื่ออะไรทั้งปวง ถ้าอยู่กับของดิน น้ำ ไฟ ลมก็หวังให้มันเจริญพัฒนาไปดี มีจิตเมตตา ช่วยแล้วก็มีมุติตา จบแล้วก็อุเบกขา อย่างนี้เป็นต้น การปฏิบัติจะให้เกิดอธิจิต หนึ่งคุณต้องมี รูปีรูปานิปัสสติ นี่คือ วิโมกข์ 8 ข้อที่ 1 สำนวนที่ท่านใช้กำกับว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้าจะต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายจึงจะบริบูรณ์ทุกอย่างสมบูรณ์ เป็นวิมุติ วิมุติตัวแรก คือ ปัญญาวิมุติ ถ้ายังไม่มีกายอย่างชัดเจน อย่างสมบูรณ์ ยืนยันได้อย่างเป็นสักขี แม้จะมีกายเป็นสักขี ที่ยืนยันได้ แต่ไม่ได้สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จะไม่มีวันเรียกว่า บุคคลนั้นปฏิบัติมาในวิธีใดก็แล้วแต่ จะไม่เรียกบุคคลนั้นว่าอรหันต์ ส่วนบุคคลที่ วิมุติสมบูรณ์ คือ อุภโตภาควิมุติ แต่อรหันต์เริ่มต้นได้ คือปัญญาวิมุติ คุณจะรู้ได้ต้องมีสัมผัสเป็นปัจจัย มีรูปกับนาม จึงเรียกว่า สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ซึ่งเป็นเรื่องที่สุขุม ละเมียดละไม ละเอียดลออมาก ที่จะอธิบายเข้าใจได้ การปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า จะต้องปฏิบัติในขณะมี วิญญาณฐีติ แล้วจะต้องเรียนรู้ความเป็นสัตว์อีก 9 ชนิด เรียกว่า สัตตาวาส 9 แล้วต้องเรียนรู้ขณะมีวิญญาณตั้งอยู่เรียกว่า วิญญาณฐีติ วิญญาณฐีติจะศึกษาได้มีหลักอยู่ 7 หลัก ส่วนสัตตาวาสนั้นจะมีหลักอยู่ 9 อีก 2 ที่วิญญาณฐีติยกไว้ ก็คือ เนวสัญญานาสัญญายตนะ กับอสัญญี สองอันนี้ท่านยกไว้ ท่านไม่เรียกว่าสัตว์ทีเดียว แต่เป็นสัตว์สุดท้ายแล้ว เป็นสัตว์นามธรรมล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับกายนอก วิญญาณฐีติ มีกายนอกด้วย คนที่ไม่เข้าใจคำว่ากายได้สมบูรณ์ ปฏิบัติธรรมไป ไม่เป็นอรหันต์หรอก ก็จะปฏิบัติธรรมไม่มีกาย ก็ไม่มีวิญญาณฐิติ เต็ม 7 ก็จะไม่รู้ว่ากายที่ต่างกัน สัญญาที่ต่างกัน คุณจะไม่รู้ คุณจะพิจารณ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive