610226_ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 42 ปฐมอโศก ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ ตอน1.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์356 KB
วันที่แก้ไข8 สิงหาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

610226_ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 42 ปฐมอโศก ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ ตอน 1

พ่อครูว่า... วันนี้ วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ 2561 ที่บวรปฐมอโศก วันนี้ก็มีโฆษณาก่อน เชิญร่วมทำแบบประเมินตนเอง ในโครงการค้นหาพระโสดาบันในตนเอง ไปรับได้ที่ประชาสัมพันธ์ ศาลางาน เป็นการบันทึกว่า ตัวเองได้ปฏิบัติมานั้น ได้ผลอย่างไร จริงหรือไม่ มีรายละเอียดอย่างไร เป็นแบบสมัยสากล พวกเราเป็นพวกที่เจริญ ไม่ใช่งมงาย ทำ ไม่ต้องดูตำราอะไรหรอก ออกนอกรีตไปหมดเลย เลยเป็นเรื่องงมงาย กลายเป็นเทวนิยม ไสยศาสตร์ บ้าๆบอๆ ไม่ใช่ศาสนาพุทธ แต่พวกเรานี้ ไม่ใช่พวกอย่างนั้น จะมีเหตุปัจจัย มีวิชาการ มีแบบฟอร์ม ให้เราคิดทบทวนจัดการ อาตมาเป็นตัวหลักในการบรรยาย ในงานพุทธาภิเษกปลุกเสก อาตมาตายไปแล้ว ก็จะมีผู้ที่มาสืบต่อไป อาตมายังไม่ตาย ก็จองเป็นหัวแถวในการบรรยาย สำหรับทุกเช้า ยกเว้นวันปฐมนิเทศ ก็ไม่ได้บรรยายเช้า แต่ตั้งแต่วันที่ 2 ของงานจนถึงวันสุดท้าย ก็จะมีทำวัตรเช้า แต่ส่วนมากวันสุดท้าย ไม่ค่อยอยู่กันแล้ว ทำไมเป็นอย่างนั้น ก็ไม่รู้ รีบร้อนไปไหน ก็ไม่รู้ วันสุดท้ายจะได้สรุปให้ดีๆ น่าจะอยู่รับฟัง ก็ไม่เอาแล้ว รีบร้อนกลัวบ้านจะหาย ไป.. ก็ว่า ก็ท้วงๆหน่อย อาตมาบรรยายธรรมะมายาวนาน ตั้ง 40 กว่าปี ไปไกลนะ เอาภาษาวิทยาศาสตร์ เอาภาษาฝรั่ง เอาภาษาบาลี มาปนกัน จนกระทั่งเขาบอกว่า คนนี้บรรยายธรรมะอะไรของมัน พวกเราพอเข้าใจไหม ที่เอามาใช้ประกอบ มันใช้ได้ไหม เสียดาย ยังอุตส่าห์เข้าใจได้ อาตมาก็ว่า มันน่าจะเข้าใจได้ มันช่วย ถ้าคนที่ไม่ชอบแบบนี้ เขาก็บอกว่าเลอะเทอะ พูดธรรมะก็เอาแต่ธรรมะสิ แต่เราเองมีเครื่องมือ มีองค์ประกอบอะไร ก็หยิบมาใช้ ไม่มีใครเขามาคิดค่า ท้วงว่า เอาภาษาอังกฤษมาใช้ ก็คิดค่าภาษาอังกฤษ ก็ไม่มีใครคิด ไม่เสียหายหรอก เ

อ่านต่อ

อามาใช้ได้ฟรี

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ชาวอโศกคือคนจนที่มีศีลและสัมประสิทธิ์อาริยะ พ่อครูว่า... งานนี้เขาให้ชื่อว่า ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ คืออะไร พวกเรานี้ รู้จักความจน แล้วก็รู้ด้วยปัญญา มีสัมประสิทธิ์ ก็คือ มีสมรรถภาพ มีความสามารถ มีประสิทธิภาพ efficient พิเศษด้วย โลกโลกีย์ คนโลกีย์ เขาก็มีประสิทธิภาพ มีประสิทธิภาพแบบโลกโลกีย์ คนจนที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดคือ คนโง่ คนจนที่มีสัมประสิทธิ์มากที่สุด คือคนโง่มาก เขาก็เลยรวยมากด้วย เอาเปรียบโดยวิธีนานา เขาก็เลยรวย คนจนที่มีสัมประสิทธิ์ในโลกียะ เอาความรู้ความสามารถไปเอาเปรียบเขา เอาเปรียบนี้ไม่ดี จะเอาเปรียบด้วยความรู้ ความสามารถ ถ้าคนมีความรู้ ความสามารถ แล้วเอาความรู้ ความสามารถ ไปเสียสละ นั่นคือ อาริยบุคคล เป็นคนโลกุตระ ส่วนคนที่มีความรู้ ความสามารถมาก แล้วเอาความรู้ ความสามารถนั้น ไปเอาเปรียบเขา คนที่ถูกเอาเปรียบ มันก็แย่ มันก็ขาดแคลน มันก็เดือดร้อน อย่างที่เป็นกันอยู่ ในโลกโลกีย์ที่โง่ ยิ่งเรียนยิ่งโง่ ยิ่งโตยิ่งเซ่อ มันน่าสังเวชใจจริงๆ นี่คือความซ้อนของอวิชชา หรือความโง่ ที่ไม่ฉลาด เก่งๆ โลกถึงแก้ปัญหาไม่ตก เขาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เดี๋ยวนี้ก็ยังทำประเทศไหนก็ยังทำ ประเทศไทยก็ยังทำ ผู้ที่เป็นนักเศรษฐกิจ นักเศรษฐศาสตร์ ที่ทำหน้าที่บริหารประเทศ มาช่วย ที่จะแก้ปัญหาเศรษฐกิจ บอกว่าจะต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ให้คนเลิกจน ให้คนรวย ใส่ concept เข้าไป ใส่ paradigm เขาไปให้คนทั้งหลาย จะเอาแต่รวยๆๆ ยัดเยียดเข้าไปในจิตมนุษย์ ให้เกิด concept(ความรู้องค์รวมรวบยอด) paradigm ความรู้ กระบวนทัศน์ แนวความคิด ให้ตั้งหน้าตั้งตา จะรวยรวยรวย แล้วก็แก้ปัญหาให้คนจน จ้างให้อีกกี่ร้อยชาติ ก็แก้ปัญหาไม่เสร็จ เริ่มต้นบอกว่า ทุกคนจะไปรวย มันจะไปแข่งกันรวย แล้วมันจะแก้ปัญหาได้ไหม มันก็มีแต่ ทุกคนจะต้องแย่งกัน ทะเลาะกัน ทุกคนก็มีแต่ตั้งหน้าตั้งตา กระเหี้ยนกระหือรือ ที่จะรวยรวยรวย มันก็จะชกกันตีกัน และเป็นปุถุชนด้วย ก็ไม่รู้จักกิเลส ไม่รู้จักกรรมกิริยา ก็มีแต่กรรมกิริยาที่ หยาบ แรง แย่งแรงขึ้น กูจะรวยยิ่งขึ้น หาทางเอาชนะ ร่ำรวย ให้ได้ยิ่งขึ้น ไม่ได้ด้วยเล่ห์ ก็เอาด้วยกล ไม่ได้ด้วยมนต์ ก็เอาด้วยคาถา ดีไม่ดี ก็เลยด้วยอาวุธ ด้วยเครื่องมือ ทำร้ายคนอื่น เป็นอย่างนั้น ทั้งโลก เพราะฉะนั้น สังคมก็กลายเป็นว่า ประเทศที่เจริญ คือประเทศที่มีอาวุธร้ายแรง ให้เขากลัวเกรง เราจะได้เป็นใหญ่ เราจะได้ร่ำรวย ก้าวหน้า นั่นก็เป็นจริง ประเทศไหนที่จะเป็นใหญ่ ต้องสร้างอาวุธ ยิ่งใหญ่ มีเขี้ยว มีงา เอ็งอย่ามาทำใหญ่ ทำสู้นะ ข้าเก่งนะ ขย้ำเอ็งได้ มีอาวุธประสิทธิภาพสูงนะ พวกนี้ยังไม่ฉลาด พวกเรานี้ มาเป็นคนจน ที่มีสัมประสิทธิ์ มีประสิทธิผล มีความสามารถ มีประสิทธิภาพพิเศษ ที่รู้จักความจน เข้าใจด้วยปัญญา และเต็มใจที่จะมาจน มาเป็นคนจน เป็นคนจนที่มีสัมประสิทธิ์ พวกเราสำเร็จแล้ว ทุกวันนี้ชาวอโศก เราเป็นผู้ที่มีผลสำเร็จต่อชีวิต มีผลสำเร็จที่เป็นคนจนจริงๆ คนจนที่ตั้งใจมาจน คนที่สำเร็จแล้ว ก็มาอยู่กับชุมชน ร่วมกันเป็น สมาชิกพลเมืองของชาวอโศก มาเป็น คนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ มาเป็นคนจนที่มีประสิทธิภาพ ช่วยสังคม ช่วยผลิตสิ่งที่เป็นสัมมาอาชีพ สัมมากัมมันตะ สัมมาวาจา สัมมาสังกัปปะ สิ่งที่ไม่เป็นอาชีพที่ควรทำ เป็นมิจฉาชีพ เช่น สร้างอาวุธ ฆ่าสัตว์ เลี้ยงสัตว์ กินเนื้อสัตว์ โลภโมโทสันต่อวัตถุ แย่งวัตถุ ขี้โกงวัตถุ ขี้โลภวัตถุ โกง ทุจริต คอรัปชั่น หอบกอบโกยเอาวัตถุ พวกนี้ผิดศีลข้อ 1 ข้อ 2 ข้อ 3 ไม่รู้จัก รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เป็นทาสรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส แย่ง ตะกละในเรื่องได้รูปสวย ได้เสียงเพราะ แย่งกัน แล้วหลงชื่นอก ชื่นใจ ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส เป็นสวรรค์ เป็นเทวดา อาริยบุคคลของพระพุทธเจ้า หมดความเป็นสวรรค์ เป็นนรก เป็นอุเบกขา กลางๆ สบายๆ เบิกบานใจสุขสำราญ มันไม่รู้จะทำอย่างไร พูดไปแล้วเหมือนกับ หลงยกย่องตัวเอง ดูองค์ประกอบชีวิตชาวอโศก ดูแค่การจัดฉาก ที่ไหนไม่เหมือนเราหรอก เอาแต่สาระ เอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ คุณค่า มาจัดฉาก แล้วคนจัดฉาก composition องค์ประกอบของเวทีนี้ ให้อาตมามานั่งเทศน์ มีกระด้งใส่ข้าวเปลือก มีผลไม้ มีผัก ต้นขึ้นฉ่าย สูงสองสามฟุต ต้นคะน้าใบยาวสองสามฟุต หรือมะเขือ ผ่องสด งามอะไรอย่างนี้ อุดมสมบูรณ์ มีประสิทธิผลสูง เป็นผลสำเร็จ นี่เป็นสิ่งที่เรียกว่า ที่หนึ่งในโลก อาหารเป็นหนึ่งในโลก ชาวอโศกอุดมสมบูรณ์ มีพรักพร้อม ไร้สารพิษ กินแล้วสบายใจ ไม่มีกิเลส ก็จะกิเลสขึ้นเอา แล้วก็อยู่กันอย่างสงบ เรียบร้อย ความจนที่มีประสิทธิภาพนี้ เป็น ความจนของอาริยบุคคล จนแบบโลกุตระ ไม่ใช่ความจนทั่วไปของปุถุชน คนสามัญเขา แต่มีสัมประสิทธิ์ ที่สำคัญ จึงเป็นคนจนพิเศษ จึงเป็นคนจนที่เจริญยิ่ง เรียกว่า คนจนอาริยะ ถ้ามีประสิทธิภาพพิเศษ หรือว่าสำคัญยิ่ง แตกต่างจากคนจนปุถุชนสามัญ เพราะมีความสามารถต่อหน้าที่ เรียกว่าเป็น efficient จึงมีประสิทธิภาพยิ่ง มีความพร้อมไปด้วยกัน เรียกว่า Coefficient พร้อมร่วมกันไป นี่เป็นความจนที่มีประสิทธิภาพ มีสัมประสิทธิ์สมบูรณ์ ความจนที่พร้อมไปด้วยประสิทธิภาพ ปุถุชนคนสามัญ ไม่มีใครที่เขาต้องการความจน ไม่ว่าใครทั้งนั้น ไม่มีใครปรารถนาความจน วงเล็บไปว่า แต่อาริยบุคคลที่มีสัมประสิทธิ์แล้ว เป็นอาริยบุคคล จะปรารถนาความจน ถามจริง ตอบอย่างถูกต้องในตัวเอง พวกคุณ ตั้งใจมาจนหรือเปล่า อยากจนหรือเปล่า ... คนที่ “อยากจน”แล้ว “ตั้งใจมาจน”สำเร็จ คนนั้นก็หมด “ความยากจน” คนที่เข้าใจว่า ความจนนี่มันดี มันสุดยอด เราเข้าใจด้วยปัญญาเลยว่า ความจนนี้ สุดยอด การไปเป็นคนรวยมันเลว อยากรวยแล้วโง่เง่า ยิ่งรวยยิ่งโกง ยิ่งหาทางเอาเปรียบเอารัดเขา ให้ได้มากๆ รวยๆๆ โง่ไม่เสร็จ พวกนี้ คนที่ “รวยไม่รู้จบ” คือ “คนจนไม่เสร็จ” คนจนไม่รู้จักจบ รวยเท่าไหร่ ก็ไม่เคยพอเลย มันควรจะพอ มันควรจะจบ มันควรจะหยุดบ้าง คนที่เข้าใจแล้ว ว่าไปรวยทำไม แค่นี้ก็พอแล้ว Sufficient นี่คือพอเพียงแล้ว ผู้ที่มี Sufficiency ความพอเพียงคือผู้ที่จบแล้ว อย่างพวกเรานี้ ปฏิบัติได้สำเร็จ เป็นอาริยะบุคคลที่สำเร็จ อยู่ในสังคมในโลก ตัวเราก็สบาย สังคมก็ได้รับประโยชน์จากเรา สังคมก็อยู่เป็นสุข แล้วเราก็เป็นตัวอย่างให้แก่สังคม สร้างสรรค์ให้แก่สังคม สอนสังคม กระจายความรู้ แบ่งกันไป เผยแพร่กันไป ก็ช่วยกันไปอย่างนี้ ที่เราพูดนี้ อาตมาพูดนี้ เหมือนอวดอ้าง ยกตนเอง จริงๆแล้ว มันเป็นความจริง มันก็ต้องอ้างตนเอง ยกตนเอง เพราะตนเองทำสำเร็จ แล้วก็เป็นสิ่งที่จริงที่ดีด้วย แต่คนไม่รู้ ก็หาว่าอยากอวดอ้าง แต่อาตมาไม่ได้อยากอวดอ้าง ไม่ได้มี สาเฐยจิต ไม่มีความอยากอวดอ้าง ที่เรียกว่าจะอวดออกไป แสดงออกไป ไม่ได้อยากแสดง อยากโชว์ออฟ มีอะไรที่แฝงในจิตใจ มีความบริสุทธิ์ใจ ไม่ได้อยากอวด แต่พูด และแสดง ใช้ภาษาว่าอวด ว่าแสดง ตรงๆ ไม่ได้มีความอยากอวด อยากแสดง จะออกไปตรงๆ ด้วยความจริงใจว่า สิ่งนี้น่าพูด น่าโชว์ หน้าบอกกล่าว มันเป็นสิ่งดีงาม แตกต่างกันนะ ที่อาตมาขยายความ คนอยากอวด กับคนที่ อวดโดยไม่อยาก อวดได้ตรงๆ ด้วยความซื่อสัตย์ บริสุทธิ์ใจ ปรารถนาดี คนเข้าใจอันนี้ไม่ได้กัน ก็เลยตีขลุมว่า คนแสดงความดี เป็นกิเลสหมด อาตมาเป็นคนที่รู้จักเจตสิก ที่มันมีอกุศลเจตสิก หรือความเป็นตัณหา เป็นความอยากอวด อาตมาไม่มีความอยากตรงนั้น อยากอวด จิตไม่มี คนก็ฟังไม่รู้ ไม่เข้าใจ หาว่า อาตมาพูดอย่างคนโลกีย์ พูดด้วยกิเลส อยากอวด มีของดี ก็อยากอวด อยากโชว์นั้นมันดารา อาตมาไม่ใช่ดารา อาตมาเป็นคนจริง เป็นคนธรรมดาสามัญ ไม่ใช่เป็นดารา ไม่ได้ไปหากินกับดารา ไปหาเงินแสดงแล้วก็เอาเงิน ไปโชว์ตัวแล้วก็เอาเงิน ไม่ใช่ อาตมาไม่ใช่ดารา ดาราอย่างนั้น อาตมาไม่อยากเป็นหรอก ดารานี่คือคนรับจ้าง แต่อาตมานี่เป็นคนรับใช้ อาตมาทำงานฟรี เป็นคนรับใช้ ไม่ใช่คนรับจ้าง คนที่ทำงานเอาค่าจ้าง คือคนรับจ้าง ดารายิ่งได้ค่าตัวแพง ยิ่งไม่ดี เป็นพฤติกรรมไม่ดี ประเทศไหนสังคมยุคไหนก็ตาม ถ้าไปให้ดารามีค่าตัวแพง ยุคนั้นเสื่อม ประเทศนั้นเสื่อม สังคมนั้นเสื่อม สังคมไหน นิยมดาราราคาแพงๆ ดังๆ เป็นเรื่องไร้สาระ เป็นเรื่องอบายมุข ไม่มีคุณค่า ไม่มีประโยชน์ ประโลมใจ ให้กิเลสหนาขึ้น เท่านั้น เป็นเรื่องบำเรอกิเลสอย่างเดียว คนไม่เข้าใจสัจธรรมที่อาตมาพูดนี้ ก็หาว่าอาตมาพูดไปว่า แน่นอน สิ่งที่ไม่ดี อาตมาก็ต้องข่ม ต้องว่า สิ่งที่ดี ก็ต้องยก ต้องชม นิคคัณเห นิคหารหัง ปัคคัณเห ปัคคหารหัง อาตมาไม่มีมังกุ ไม่มีเหนียม เป็นคนตรง พูดชัดๆ อธิบายให้ละเอียด คนมีปัญญาถึงฟังธรรมะอาตมา เป็นสัจธรรม ถ้าคนไม่มีปัญญา ก็จะเข้าใจไปต่างๆนานา ไม่มีปัญหา อาตมาไม่มีปัญหาเรื่องคนเข้าใจผิด เพราะเขาเป็นคนไม่ฉลาด เขาเข้าใจอาตมาผิด แต่ถ้าคนที่มีปัญญา เฉลียวฉลาด ยังไงๆ ฟังอาตมา ก็ยิ่งเข้าใจ จึงจะรู้ว่าอาตมาเป็นคนมีปัญญา เป็นคนปรารถนาดี จริงใจ เป็นคนเอาดีมาอวด เอาดีมาโชว์ มาขยายความ และชวนกัน ทำสิ่งดี ที่อาตมาท้วงติง เหมือนไปว่า ผู้บริหารประเทศว่า ไปแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ด้วยการแก้ปัญหาให้คนหายจน ให้คนรวยทั้งประเทศ มันเป็นไปได้หรือ มันไม่ได้หรอก พูดไปทำไม เป็นการขี้โม้ โดยที่มันเป็นไปไม่ได้ ให้คนรวยทั้งประเทศ ให้คนหายจนทั้งประเทศ มันเป็นไปได้ยังไง แล้วที่สำคัญ ทำไมไม่มีปัญญาว่า ความจนไม่ใช่เรื่องน่ารังเกียจ ต้องให้เข้าใจว่า คนจนไม่ใช่คนที่น่ารังเกียจ ชาวอโศกเป็นคนที่ตั้งใจมาจน มาปฏิบัติตัวเป็นคนจน อย่างไม่ได้โง่ ที่เรามาเป็นคนจนนี้ และเป็นคนจนที่สำเร็จแล้วด้วย นอกจากบางคนที่ไม่สำเร็จ ก็แล้วไปเถอะ แล้วแต่คน ที่จนไม่เสร็จ จนไม่ลง ก็เรื่องของคุณสิ จะบอกว่าเป็นชาวอโศก ก็ไม่ว่า แต่คุณก็คงจะตั้งใจที่มาจนเหมือนกัน นอกจากจะมาแอบแฝง ก็เรื่องของคุณ แต่ถ้ามาเป็นชาวอโศก ก็ต้องมาเป็นคนจน มาเป็นคนจนของประเทศ แต่คนจนของอาริยบุคคล คนจนที่มีความสำคัญ คนจนที่ประเสริฐ คนจนที่สำคัญนี้ มันไม่ใช่คนจนอย่างไร้สมรรถภาพ ไม่ใช่คนจนที่ยากจน แต่เป็นคนจนที่อยากจน มาจนจนสำเร็จจริงๆ แต่จนแล้วขยันหมั่นเพียร จนแล้วมีความรู้ ความสามารถ จนแล้วก็สร้างสรรค์ ทำงาน ผลิตสิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นมิจฉา มิจฉาชีพ มิจฉากัมมันตะ มิจฉาวาจา มิจฉาสังกัปปะ ไม่ทำ เช่น มิจฉาวณิชชา 5 1. สร้างอาวุธ ค้าขายอาวุธ 2. สร้างสัตว์ แล้วก็ค้าขายสัตว์ 3. สร้างเนื้อสัตว์ ก็คือไปฆ่าสัตว์มา แล้วเนื้อมันมาขายมาค้า 4. สร้างของมีพิษ แล้วก็ค้าขายของมีพิษ 5. สร้างของมอมเมา แล้วค้าขายของมอมเมา เป็นการค้าขาย และเป็นการสร้างที่มอมเมาสังคม ทำร้ายสังคม คนสร้างอาวุธก็ทำร้ายกัน เรื่องของมัน ไม่ต้องไปเลี้ยงมันหรอก สัตว์มันเลี้ยงตัวมันเอง มันมีวิบากของมัน ไปหวังดี เอามาเลี้ยง หรือตะกละ เอามาเลี้ยง เอามาเลี้ยงเพื่อกิน เพื่อค้า เพื่อขาย เอามาเล่น หลงสัตว์ เอามาเล่น เล่นกับคน ก็เหลือแหล่ เอาเวลาแรงงานทุนรอนไปเล่นกับสัตว์ทำไม เล่นกับหมา หมาเลียปาก เล่นกับสาก สากต่อยหัวเอา เลี้ยงสัตว์บางที เพื่อเอามากิน มาค้าขาย เลี้ยงด้วยความรักชอบ ปฏิพัทธ์ จนกระทั่งหลายคน ตายไม่ลง เพราะห่วงสัตว์ บ้ากันจริงๆ จะตายก็ตายไม่ได้ เพราะห่วงสัตว์ คนตายตายไม่ลง เพราะห่วงลูกหลาน ก็ยังพอสมควร แต่นี่โง่ถึงขนาดตายไม่ลง เพราะห่วงสัตว์ มันอาการหนัก ถ้าตายไม่ลง เพราะห่วงลูกหลาน ก็ยังพอสมควร เราเป็นคน แต่ตายไม่ลง เพราะห่วงสัตว์ มีนะ ตลกมาก ที่พูดนี้ ไม่ได้รังเกียจ ไม่ได้ไม่เมตตาสัตว์ อาตมาเข้าใจ สัจธรรมสมบูรณ์ สัตว์มันก็เกิดมามีวิบากของมัน เรารักสัตว์ เราก็เมตตาทั้งนั้น แต่เราไม่เคยเลี้ยงสัตว์ คนไปเลี้ยงสัตว์ เท่ากับคนไปตัดวิบากมัน ไปทำให้วิบากมันเสีย มันเสียเวลา เสียนิสัย คนเอาสัตว์มาเลี้ยงนี้ ทำให้สัตว์เสียสัตว์หมด สัตว์หากินไม่เป็น สัตว์มันก็ต้องเกิดมาช่วยเหลือตัวมันเอง เลี้ยงตัวมันเอง ให้แข็งแรง มันไม่ต้องเป็นหนี้คุณ แต่เมื่อเอาสัตว์มาเลี้ยง มันก็เป็นหนี้ของคุณ มันก็ต้องมาใช้หนี้คุณ ก็เป็นความผูกพัน ใช้หนี้กันไป ใช้หนี้กันมา ในสังสารวัฏ อีกเท่าไหร่ มันไม่รู้จัก ยิ่งคุณเอามาเลี้ยงเพื่อฆ่ากิน ยิ่งมีวิบากมหาศาล ไปทำทำไม สัตว์มันก็เกิดมา ตามวิบากมัน ก็อยู่ของมันไป เราไม่ได้เลี้ยงสัตว์ ไม่ได้หมายความว่า เราโกรธเกลียดสัตว์ เปล่า เราก็เอ็นดูสัตว์ ดีไม่ดีเราเจอสัตว์ ก็ไม่ได้ทำให้มันเจ็บปวด ไปทำร้ายมัน สัตว์เล็กสัตว์น้อย เราก็ช่วยมันไป มันก็อยู่กินของมัน เราไม่ต้องไปเลี้ยงมัน ถ้าคนจริงๆเลย ไม่ฆ่าสัตว์เลย จิตวิญญาณสัตว์มันจะรู้ว่า คนนี้ใช้ได้ไม่ฆ่าเรา มันจะไม่กลัวเรา แต่ทุกวันนี้สัตว์มันเห็นคน ก็กลัวคน คนรูปร่างหน้าตาอย่างนี้ มันฆ่า สัตว์ที่ไม่ฆ่ากัน ไม่กินกัน มันก็อยู่ด้วยกัน คนก็เป็นสัตว์อย่างหนึ่งเหมือนกัน ถ้าคนมีจิตวิญญาณ ไม่ฆ่าสัตว์ คนไปใกล้สัตว์ สัตว์มันก็ไม่หนี มันก็จะเดินไปร่วมกันไปกันมาได้ แต่นี่มันจำได้มาหลายชาติแล้วว่า อย่างนี้มาฆ่ามัน มันก็ไม่ให้มาใกล้ จับมันไม่ได้หรอก เข้าใกล้มันไม่ได้หรอก มันเรื่องจริง เพราะฉะนั้น คนที่เมตตาสัตว์มาก สัตว์จะเข้าไปหมดเลย คนที่สร้างพลังงานเมตตามาก อย่างพวกที่เป็นพระกรรมฐาน ที่เขาเรียกพระกรรมฐานสร้างเมตตา จนสัตว์ไม่กลัว มันเป็นจริง สัตว์จะมี sense พิเศษรู้ว่า คนนี้ไว้ใจได้ มีพลังงานพิเศษ มันเป็นจริง คนอย่างนี้ มีเมตตามาก จนกระทั่งสามารถเป็นพลังงาน ที่ทำให้สัตว์มันรับได้ มันก็จะเข้าใกล้เลย เรามาพูดถึงคนจนที่มีสัมประสิทธิ์ ตามหัวข้อของงานนี้ คนจนที่มีสัมประสิทธิ์ ก็ต้องศึกษา มีความสามารถ มีสมรรถนะ อย่างดีอย่างสำคัญ ก็ต้องมีการศึกษา ทฤษฎีของพระพุทธเจ้าที่ศึกษา การศึกษาพระพุทธเจ้า ไม่มีอะไรหรอก มี ไตรสิกขา มีการศึกษา 3 เท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นมากกว่า 3 เลย ธรรมะพระพุทธเจ้า คืออะไร คือไตรสิกขาทั้งหมดเลย คุณจะเอาอภิธรรมเท่าไหร่ มารวมลงอธิบาย มันก็คือไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วก็มีวิมุต วิมุตติญาณทัสสนะ เป็นผล สูงสุด การศึกษาศีล สมาธิ ปัญญา จึงเรียนรู้อย่างสำคัญ ตั้งใจฟังดีๆ เรียนรู้อย่างสำคัญ คือ เรียนรู้ศีลเป็นเบื้องต้น เป็นหลักสำคัญ เป็นหลักใจที่คนที่เข้าใจธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว ก็จะต้องเอาศีล มาเป็นตัวตั้ง เริ่มต้นด้วยศีล 5 ซึ่งเป็นจุลศีล ข้อที่ 1 ข้อ 2 ไม่ลักทรัพย์ ข้อ 3 ละกรรมที่เป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ ข้อ 4 ไม่พูดสิ่งที่เป็นทุจริตกรรม ไม่พูดความเท็จก่อน ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดหยาบคาย ไม่พูดเพ้อเจ้อ และมีความละเอียดของจิต ที่เรียกว่าไม่เมา สุราเมระยะมัชชะ รวมเป็นศีล 5 ก็รวม จุลศีล ข้อต่างๆ ตั้งแต่เรื่องสัตว์ ต่อไปเรื่องพืช อย่างข้อที่ 7 ไม่เพ้อเจ้อ เป็นเรื่องของการพูด ข้อที่ 8 ไม่พราก พืชคาม ภูตคาม ข้อที่ 9 เป็นคนฉันหนเดียว ไม่ฉันในราตรีในวิกาล ข้อที่ 10 เว้นขาดจากการขับร้องประโคมดนตรี การละเล่นอันเป็นข้าศึกแก่กุศล ตรงนี้ก็ขอแวะหน่อย เรื่องขับร้อง เรื่องการดนตรี การละเล่น มีบ้าง เป็น amateur ไม่ใช่เป็นอาชีพ หมายความว่า เป็นเรื่องสมัครเล่น ไม่ใช่อาชีพ ถ้าเป็นอาชีพ เป็นข้าศึกแก่กุศล เขาเอาการละเล่น การดนตรี การขับร้อง แม้แต่การกีฬา มาเป็นอาชีพ มันเป็นอบายมุข เป็นความเสื่อม ประเทศใดที่ไม่เก่ง ไม่เป็นศิลปะเลย ถ้ามันมากหรือจัดจ้าน เป็นอบายมุข ศิลปะ คือ มงคลอันอุดม ศิลปะไม่ใช่มาก หลากหลาย จัดจ้าน แบบนั้น ไปหลงละเมอ ด้วยรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส จัดจ้าน มันเป็นอบายมุขทั้งนั้น เป็นความซับซ้อนมากเลย ทุกวันนี้ คนไม่เข้าใจศิลปะ ไปลองบอกว่า ศิลปิน เป็นศิลปะจัดจ้าน เอาความจัดจ้าน มาเป็นดารา มาเป็นศิลปินใหญ่ เลอะหมดเลย มันเป็นความสุดโต่งไป จนกระทั่งไกลมาก ทุกวันนี้ โลกทั้งโลก ไม่ได้ศึกษาแบบพุทธ เขาไม่เข้าใจหรอก ศิลปะของเขา พาออกนอกเรื่อง นอกราว นอกรีต ไปไกล จัดจ้านไปหมด เพราะฉะนั้น ศิลปะทุกวันนี้ คือความบ้าบอทางเทคนิค ภาพจินตนาการ ศิลปะของโลกทุกวันนี้ คือการสร้างเทคนิคกับจินตนาการ ผสมกัน และบอกว่าเหนือจริง abstract คนจัดฉากที่นี่ไม่ได้เรียนศิลปะมา แต่จัดฉากได้ดีมาก หากปล่อยให้ผู้ที่เรียนศิลปะมาจัด ยกตัวอย่างให้ไม้ร่มมาจัดฉาก จะเละเทะกว่านี้ มันสุดโต่ง ไกลกว่าความเป็นศิลปิน ไกลกว่าความเป็นศิลปะ แต่มีคนจัดฉาก เป็นศิลปิน ศิลปะ จัดให้พอเหมาะพอดี Sufficient พอดี พอเหมาะ มีสมรรถนะ ถ้ามี Sufficient ก็จะมี Coefficient มีประสิทธิผล สมบูรณ์แบบ ทุกวันนี้ ไม่เข้าใจเรื่องศีล อาตมายกตัวอย่าง จุลศีล 26 ข้อ มาปฏิบัติไป แต่ละข้อละเอียดขึ้นมา ไม่ถึง 26 ข้อ ก็เป็นอรหันต์ได้ ถ้าหากสัมมาทิฏฐิ ปฏิบัติศีลให้เกิดจิต แล้วมีปัญญากำกับไปทั้งหมด ศีลของพระพุทธเจ้า เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้ว ถามพระว่า มีศีลเท่าไหร่ เขาก็จะบอกว่า 227 มันเป็นพระวินัย เหมือนกับถามว่าไปไหนมา ก็ตอบสามวาสองศอก แล้วไม่มีศีลกันหรือ เขาก็บอกว่าศีล 227 ไปถามเขาดูจะยืนยันเช่นนี้ บางคนจบเปรียญ 9 ไปถามดีๆ ก็จะบอกศีล 227 ส่วน จุลศีล 26 มัชฌิมศีล10 มหาศีล 7 ถามเขา เขาก็จะตาขวางว่ามีด้วยหรือ ศาสนาพุทธนั้น พระพุทธเจ้าบัญญัติ ศีล เป็นธรรมนูญของศาสนา ส่วนพระวินัย เป็นหลักเกณฑ์ ที่บัญญัติขึ้นภายหลัง ที่ภิกษุไปปฏิบัติผิด แล้วพระวินัย ก็มีโทษทัณฑ์ ถ้าไปละเมิด ก็มีอาบัติ ต้องปลงอาบัติ ดีไม่ดีปาราชิก ไม่ต้องปลงกับ ขาดจากความเป็นพระ ภิกษุ หนักที่สุดก็ สังฆาทิเสส ต้องอยู่กรรม เหมือนกับการติดคุก ไม่ว่าจะเป็นฆราวาส หรือนักบวช เมื่อเป็นชาวพุทธ จะต้องรู้ว่า ศีลมีอย่างนี้ ศีลสำคัญที่สุดของศาสนาพุทธ ก่อนอื่นคือ มหาศีล เป็นการชี้บ่งว่า นี่คือศาสนาพุทธ มหาศีล มีอะไรบ้าง มีเดรัจฉานวิชาที่ท่านห้ามไว้ว่า อย่าไปทำละเมิด อยากมี อยากเป็น มหาศีล 7 ข้อนี้ เดี๋ยวนี้ในศาสนาพุทธเต็มวัด เต็มวงการศาสนาหมดเลย เพราะฉะนั้นจึงเป็นเครื่องชี้บ่งว่าศาสนาพุทธไม่เหลือ ไม่มีแล้ว เพราะเต็มไปด้วยสิ่งที่พระพุทธเจ้าได้ห้ามไว้ในศาสนา คือมหาศีล 7 เป็นเดรัจฉานวิชาที่ห้ามไว้ มหาศีล 1. พระสมณโคดม เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้คือ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำพิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธีเติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดูอวัยวะ ดูลักษณะพื้นที่ ดูลักษณะที่ไร่นาเป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกันบ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัดเป็นหมอทายเสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอดูรอยเท้าสัตว์ สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวก ก็คือพวกพระภิกษุ ที่มียศศักดิ์ ทั้งหลาย แต่เขาก็จะเลี่ยงไปว่า เป็นพวกสมณพราหมณ์ ไม่ใช่พวกเขา แต่อาตมาชี้ให้เห็นว่า นี่แหละ คือพวกที่มีพระภิกษุ ที่มียศศักดิ์ เป็นชั้นพรหม ชั้นเทพ ชั้นราช เป็นพระครู เจ้าคุณ ทั้งหลาย แล้วก็กินอาหารที่เขาเลี้ยงไว้ด้วยศรัทธา ยังเลี้ยงชีพเป็นคนอยู่ ยังไม่ตาย แล้วเลี้ยงชีวิตด้วยทางผิด เป็นเดรัจฉานวิชา เห็นๆ ...เช่น ทายอวัยวะ คือโหงวเฮ้ง เดี๋ยวนี้ประยุกต์ไปต่างๆนานา ทำกระเป๋าเสก ทำผ้ายันต์ ทำพระเครื่อง ทำเครื่องราง ของขลัง สารพัด ศาสนาพุทธจริงๆ ไม่มีสิ่งเหล่านั้นเลย ทุกวันนี้ เหลือแต่ศาสนาพุทธปลอมๆ น่าสงสาร มันกลายเป็นไม่มีสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ต้องมีสิ่งเหล่านี้ ถ้าหากไม่มีสิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่พุทธ มันกลับกัน เสร็จเลย จนกลายเป็นคณะใหญ่ เป็นกระแสหลัก อาตมาเอาความจริงมาพูด ขึ้นมาปลุก กระแสหลักตีข่มเลย ว่า พวกนี้เป็นพวกนอกรีต ศาสนากระแสหลักของเขา เป็นที่ยอมรับนับถือ ของประชาชน พวกเรามีคนเข้าใจ ก็เลยมาทางนี้ ทั้งที่ถูกปกาสนียกรรมว่า เป็นพวกนอกรีต เดี๋ยวนี้ก็ยังเชื่อว่าชาวอโศกเป็นอย่างนั้น อย่างสนิทใจ น่าสงสารจริงๆ สังคม คนที่กันพวกอาตมานี้ บาปมหาศาล ดีไม่ดี จะเกิดอนันตริยกรรม อนันต์แปลว่า ยาวนานมาก ไม่มีจบสิ้น มีเยอะ เขาก็จะเชื่ออย่างนั้น ติดอย่างนั้น เป็นอนันตริยกรรมแล้ว เขาก็ยังเชื่ออยู่นะ ติดยังงั้นอยู่นะ เขาก็ยังมองอโศก เป็นอย่างนั้น ถ้าเขาไม่รู้สึกเปลี่ยนว่า อโศกคือเนื้อแท้คือ สัจธรรมที่แท้จริงของพุทธ ถ้าเขาเกิดปัญญาอย่างนั้น ก็จะเจริญ คนไหนที่เข้าใจแล้ว เกิดปัญญาแล้ว ก็จะมา จนกระทั่งเป็นคนจนสำเร็จ เป็นคนจนที่มีสัมประสิทธิ์ เป็นคนจนที่สุขสำราญเบิกบานใจ สรุปแล้วสังคมชาวอโศกเป็นสังคมที่ 1. สุขสำราญเบิกบานใจ 2.แก้ปัญหาเศรษฐกิจสำเร็จแล้ว ถามหน่อยว่าทุกวันนี้ ชาวอโศกมีความทุกข์อะไร ทุกข์เพราะกินเยอะ มีเยอะให้กิน คนที่อยู่ในชุมชนชาวอโศก ไม่ต้องห่วงเงินทอง ไม่ต้องห่วงข้าวของ ข้าวของเรา มีธนาคารใหญ่คือ สขจ. เป็น Supermarket เป็นห้างสรรพสินค้า มีสารพัด ไม่มีสิ่งที่ไม่น่ามี เช่น เพชร ทองคำ ไม่มี เพราะเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ ธนบัตรก็ไม่มี เป็นอสรพิษ เป็นสิ่งที่ชาตรูปรชตปฏิคหนา เป็นของที่สังคมตั้งราคาไว้สูง เราไม่มี ก็มีของที่ใช้ได้ เป็นของจำเป็น เป็นของสำคัญ เป็นเครื่องใช้ เครื่องกิน คนเรารู้จักสาระว่า เป็นสาระ หากไปเอาอสาระ มาเป็นสาระ ก็เป็นคนหลงโลก คนที่มีปัญญาแล้ว ไม่ไปหลง ไปยกย่อ เชิดชูสิ่งไร้สาระ พวกเรารู้สาระ ก็ไม่ไปหลงไหลกับเขา ในอบายมุขอย่างนั้น จึงเป็นคนไม่สูญเสีย 3 อย่าง 1 ไม่สูญเสียเวลา 2 ไม่สูญเสียทุนรอน ข้าวของทรัพย์สมบัติ 3 ไม่สูญเสียแรงงานทางกาย แรงงานทางสมอง นี่เป็นความสูญเสีย 3 อย่างที่ยิ่งใหญ่ 1.ไม่สูญเสียเวลา 2.ไม่สูญเสียแรงงานข้าวของ 3.ไม่สูญเสียทุนรอน ทุกข์เรื่องปลูกแล้ว ไม่เก็บผล เรี่ยราด ก่อนเราจะมาจากบ้านราชฯ อยู่ที่ศาลาเฮือนสูญศูนย์ มีพริกเก็บมากองเบ้อเริ่ม สวย เป็นพริกยำ อาตมาพาปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า ประสบความสำเร็จ มีประสิทธิผล มีสมรรถนะ มีความสามารถ มีความรู้ มีผลแห่งความรู้ความสามารถกันแล้ว เรียบร้อย เพราะฉะนั้นคนที่ปฏิบัติธรรมสำเร็จผล จึงเป็นคนที่สุขสำราญเบิกบานใจ ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ เห็ดมีเก็บ เจ็บมีคนรักษา ขี้หมามีคนช่วยกวาด ผ้าขาดมีคนช่วยชุน ทำพลังงานบุญกำจัดบาป จนเป็นอรหันต์ ก็หลายคน เป็นอนาคามี เป็นสกิทาคามี เป็นโสดาบัน พัฒนากันได้จริง ทำงานศาสนาพระพุทธเจ้าสำเร็จ แม้แต่ถึงยุค 2561 แล้ว พระพุทธเจ้าสิ้นพระชนม์ไป ก็จึงนับพุทธศักราชหนึ่ง มาเรื่อยๆจนถึงทุกวันนี้ ถึง 2561 ปี อาตมาก็นำธรรมะพระพุทธเจ้า มารื้อฟื้น จนคนบรรลุธรรม เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ในยุคกึ่งพุทธกาล ทำได้สำเร็จแล้ว สบายๆ อายุอาตมาก็ปาเข้าไปพอสมควร แต่ก็ยังแข็งแรงดีพอเป็น

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน