610228_ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 42 ปฐมอโศก ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ ตอน 3.docx
เนื้อหาในไฟล์
610228_ทวช.พุทธาภิเษกฯ ครั้งที่ 42 ปฐมอโศก ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ ตอน 3
สื่อธรรมะพ่อครู(เศรษฐศาสตร์บุญนิยม) ตอน เพิ่มสัมประสิทธิ์เพื่อสะพัดสู่ผู้ขาดแคลน พ่อครูว่า... วันนี้ วันพุธที่ 28 กุมภาพันธ์ 2561 ที่บวรปฐมอโศก วันนี้ ข่าวใหญ่ที่คนติดตามกันก็คือ ใครจะเป็นเจ้าของ หวย 30 ล้าน พวกเรานั้น พ้นจากเรื่องอย่างนี้ เรื่องของคนที่เขายังจะยึดถือ ยังติดใจ ยังมีเรา มีตัวเรา ของเรา อะไรอยู่หนักหนา ถือว่าเป็นธรรมดา พวกเรานี่ เราช่วยสังคมมาเกิน 30 ล้าน เยอะแล้ว เกินไปไกลแล้ว 300 ล้านแล้ว เกินมาหลายสิบปี พวกเราเหมือนน้ำซึมบ่อทราย ไหลออกไป โดยไม่ได้ตรวจสอบอะไร มันเหมือนไม่มีอะไรมาก แต่มันมาก ที่เป็นเวลายาวนาน มากขึ้นๆ และมีมวลมาเพิ่มเติม สร้างสรรค์ขึ้นอีกเยอะ เป็นเศรษฐกิจ เป็นเศรษฐศาสตร์ ที่ยิ่งใหญ่ แต่คนไม่ค่อยรู้สึกได้ เพราะฉะนั้น ในโลกของเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายแหล่ ซึ่งมันมีความจำกัด Limited มีความจำกัดในทรัพย์สิน ข้าวของ แต่ละคนก็แย่งเป็นเจ้าของกันอีกเยอะ มันก็เลยเหลือ ส่วนกลางเหลือ ที่จะสะพัด จำแนกแจกจ่าย ที่จะเผื่อแผ่ สู่คนนั้นคนนี้กันไป มันน้อย มันก็เลย พวกที่มีจิตเผื่อแผ่ ที่ไม่เป็นเราของเรา เป็นต่อ CATLALYSE และจำแนกแจกจ่าย dispensation ไปบำบัดความขาดแคลน SCARCITY ไปแก้ไข บำบัดจัดการ พวกเราจึงเป็นพวก นักจำแนกแจกจ่าย Dispensation เขาหมายถึง สิ่งของของพระเจ้า ที่พระเจ้าจำแนกแจกจ่าย ให้แก่มนุษย์ หรือว่าเป็นบัญชาสวรรค์ อย่างนั้น คือการสร้างของพระเจ้า ถ้าในความหมายของพวกเรา ได้แก่การทำสัมประสิทธิ์ นี่แหละ ทำพลังงานทางกาย ทางจิต ให้มีอัตราการก้าวหน้า ที่ทำให้คนมีผล เขาได้รับจำแนกแจกจ่าย จากที่เราทำออกไป เท่าที่เรามีความรู้ ความสามารถ พวกเรานี้ หยุดอยู่ในความรู้ ความสามารถ หรื
อ่านต่อ
อเปล่า ก็ไม่ นอกจากไม่หยุดอยู่แล้ว มีอัตราการก้าวหน้า progression ratio ถึงขั้น coefficient จะต้องมีความ แอ๊ดว้านซ์ ไปถึงขั้นคูณ จนถึงยกกำลัง ไม่ใช่แค่บวก นี่คือพลังงานสัมประสิทธิ์ อัตราการก้าวหน้าของสัมประสิทธิ์ มันจะต้องมี rate ของมัน ถึงขั้นคูณขึ้นไป ถ้ายังบวกอยู่ บวกไปเรื่อยๆ ถือว่าอัตราการก้าวหน้า ความซับซ้อน ยังไม่สูง กว่าจะ 1 2 3 4 มันนาน 5 6 7 8 9 แต่ถ้าคูณ 2 2 4 , 2 3 6 , 2 4 8 ถ้ายิ่งยกกำลัง 22 4, 33 9 ,44 16 ก็ยิ่งยกกำลังไปใหญ่ เป็นปฏิภาคทวี ด้วยประการฉะนี้ พวกเรายิ่งพัฒนา Sufficiency ความสันโดษ ความพอเพียง ความรู้จักพอ แต่สมรรถนะของเราเพิ่ม ดีไม่ดี ไม่ใช่พอนะ ลดลงๆด้วย เพราะกิเลสมันตะกละ มันจะค่อยๆ ให้น้อยลงๆ ตัวเราจะต้องเหลือ support ตัวเองได้ถูกๆ น้อย ไม่ต้องมาก แต่ก็สมบูรณ์ ไม่ขาดแคลน ได้เต็มที่ ไม่ scacity ไม่เดือดร้อน ไม่ run short อะไร นี่คือสภาพที่พวกเรากำลังพัฒนา ให้ก้าวหน้าไปตามลำดับ ด้วยลำดับของการปฏิบัติสามเส้า สามเส้านี้ ทางโลกก็รู้ มี Knowledge Attitude Practice คือ KAP มีความรู้แล้ว มีการพัฒนาขึ้น มีเจตคติ และมีการพัฒนาการปฏิบัติให้เกิดผล ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่มีเศรษฐกิจ มีเศรษฐศาสตร์ ที่ยิ่งยอด แต่มันประหลาด ที่ยืนอยู่บนฐานของความจน ยืนอยู่บนความไม่สะสม ไม่กอบโกย ต้องมั่นใจในสมรรถนะ ความรู้ ความสามารถของเรา กับความขยัน นี่เป็นทรัพย์แท้ ของแต่ละคน ก็คือความรู้ คือความสามารถทางสมอง ทางนามธรรม ทางปัญญา ส่วนความสามารถ ก็คือลงมือทำ ทั้งการพูดด้วยในความสามารถ เรียกว่า กายวิญญัติ กับ วจีวิญญัติ ส่วนมโน หรือการปรุงแต่งในจิต เป็นประธาน ถ้าหากมีสัมมาทิฏฐิ เป็นความถูกต้อง มันเป็นความมีทางที่ดีงามแล้ว มันก็พาพวกเรา ไปเป็นคนจน ที่มีสัมประสิทธิ์ เป็น ความจนของอาริยบุคคล จนแบบโลกุตระ ตอนนี้พวกเราก็เป็นพวกที่มีแก่นชีพ มีชาติเชื้อ แก่นชีพ เป็น static เจโต ส่วน ชาติเชื้อ เป็น Dynamic ปัญญา เป็นคู่ nucleus ที่ทำงาน โดยมีเราเป็นประธานของพลังงานบวกลบคู่นี้ แล้วเราก็จัดการ เป็นพระเจ้า บงการ สร้างสรรค์ เป็นพระเจ้าที่จะทำงาน dispensation ไปปรุงมา ทำงานเผื่อแผ่ แจกจ่ายไป อย่างละเอียดเนียน เพราะว่ามันซึมซับอยู่ตลอดเวลา มันไหลออกไป ตลอดเวลา พวกเราไม่ขี้เหนียว ไม่หวงแหน เป็นแต่เพียงดูว่า เราไม่ขาดแคลนนะ เราไม่ scacity นะ เรายังมีอยู่นะพอใช้อยู่นะ ไม่ run shot ไม่สะดุด ไม่เป็นหนี้ อย่างราบรื่น เรียบร้อย พอเป็นไปอยู่ ซึ่งมันพิสูจน์ พวกเราขาดแคลน ก็บอกกัน ไม่ต้องถึงกับเรี่ยไรไปถึงข้างนอก อาตมาภูมิใจ ที่พวกเราทำงานอย่างนี้ได้ ออกไปทำงานกับข้างนอก ถึงขั้นไปประท้วง เราถึงยอมเรี่ยไร แต่ก็มีกรอบ ขอบเขตนะ ไม่ใช่เรี่ยราด เลอะเทอะ สวาปามหมด ไม่ใช่ เรามีกรอบ ขอบเขตอยู่ ว่าจะทำงานนะ เมื่อจบทำงานแล้ว เราก็ไม่รับอีก อย่างนี้เป็นต้น ซึ่งดีมากเลย พวกเรานี้ มีวินัยที่ดี มี discipline ที่ดี เข้าท่าทีเดียว ใช้ได้ ระเบียบวินัยพวกนี้ ของพวกเรามีพอสมควร แม้แต่พวกเราไปที่ไหน ก็สะอาดที่นั่น ทำอะไรเสร็จที่ไหน ก็ไม่ทิ้งขยะ เก็บของให้เรียบร้อย เป็นพื้นฐานของมนุษย์ ที่ควรจะเป็น เราก็ทำมาต่างๆ นั้นๆที่ดีกว่านี้ สูงกว่านี้ เจริญกว่านี้ มากกว่านี้ เราก็ทำได้ เราสามารถทำความเจริญได้
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน สามเส้าไตรสิกขา เกิดญาณ 7 โสดาบัน พ่อครูว่า... ทีนี้เรามาเข้าสู่ สิ่งที่อาตมาบรรยาย ฐานการพัฒนาของชีวิต โดย การศึกษาสาม ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา แล้วมี อธิโมกข์ อธิมุติ ไปตามลำดับ ก่อนจะอธิบาย จะมีตัวอย่างของ ถ้าเราพัฒนาแล้ว มันจะเกิดศีล พัฒนาการเป็นอธิศีล แล้วเกิดจิต ผลของจิต ค่อยๆเกิดไปตามลำดับ จิตมันจะนำด้วย KAP นำด้วยความรู้ ธาตุรู้ ซึ่งเป็นธาตุรู้ต้น เรามีแล้วคือ อัญญธาตุ เป็น ธาตุรู้โลกุตระ มีปัญญาแล้ว มันก็เป็น Knowledge ที่ก้าวหน้า แล้วสร้างเพิ่มขึ้นอีก เป็นการดำเนินการทางปัญญาเรียกว่า Attitude เจตคติ หรือทัศนคติ แล้วเราก็ทำอยู่ ไม่ใช่ว่า ได้แค่คิด ได้แค่รู้ แต่เราทำ Practice เป็นสามเส้าของตัว ที่จะมีการเจริญตลอดเวลา ถ้าหากเป็นแต่นักคิดนักรู้เอาแต่รู้มีเยอะ ไม่ถึงขั้น Practice ลงมือปฏิบัติ ไม่ค่อยมี ศีล สมาธิ ปัญญา สามเส้า มันจะเกิด nucleus ที่มีผู้จัดการ มีการจัดการให้ก้าวหน้า progression อย่างเนียน ญาณของพระโสดาบัน 7 ประการ เป็นธาตุรู้ ที่เกินกว่าโลกียะ โลกียะ อยู่ในกรอบการก้าวหน้า ที่ไม่เป็นปฏิภาคทวี ไม่มีการก้าวหน้าซับซ้อน ไม่เกิด แต่ของโลกุตระนี้มี ญาณ 7 นี้เกิดได้ ญาณ 7 ก็ลองทวนดู ญาณที่ 1 พอเรา รู้แล้วว่า ตัวนี้ควรละ เราก็ ต้องละให้ได้ รู้แล้วละ พอละได้ เป็นผลสำเร็จ นี่เป็นกระบวนการของญาณที่ 1 รู้ว่านี่เป็นกิเลส เรามีพลังงาน มีอาวุธเป็นบุญ มาจำกัดมัน ก็กำจัดมันได้ ได้แล้วท่านเรียกว่า วีติกมกิเลส ไม่ได้แปลว่าหยาบ แต่เป็นการล่วงไปแล้ว เป็นปัญญา ความรู้ ที่ไม่ใช่แค่สามัญ เป็นขั้น Advance เรารู้จักกิเลสแล้ว ทำให้กิเลสนั้นพ้นไปได้แล้ว นี่คือปัญญา เป็นผลของศีลสมาธิ ทำให้กิเลสลดได้ ปัญญาก็รู้ว่า มันเป็น วิมุตติญาณทัสสนะ ถ้าเอาสามเส้านี้ ขยายยาว เป็นวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นปัญญาเริ่มต้นของพระโสดาบันนะ มีนัยละเอียด สายเจโตจะไม่ชัดเท่าสายปัญญา หากเรียนรู้เป็นสมาธิ จะชัดเจน กิเลสของเราพ้นไปแล้ว พ้นวิติกมกิเลสแล้ว แล้วก็มี ปริยุฏฐานกิเลส ที่เรากำลังทำอยู่ เป็น กิเลสขั้นที่ 2 ขั้นที่ 1 วิติกมกิเลสหมดแล้ว ขั้นที่สอง ปริยุฏฐานกิเลส นี้ยาวไกล กว่าจะถึงขั้นปลายสุดแล้ว ท้ายที่สุด อนุสัยกิเลส กิเลสสุดท้าย เหลือน้อย ทำให้จบแล้วจบแท้ๆ ทำให้เกิด อเนญชาภิสังขาร ทำให้มาก ทำให้เกิดผล อาเสวนา ภาวนา พหุลีกัมมัง ทำซ้ำสิ่งที่ถูกต้อง ทำการฆ่ากิเลสไปได้ แต่ถ้าฆ่าผิด ถ้าสิ่งที่ไม่เป็นกิเลส ก็ตายๆๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก ในสิ่งที่ไม่เป็นกิเลส ก็แถกเอาเนื้อตัวเองไปๆๆๆ ไม่ช้าไม่นาน ก็ตาย เพราะอัตราการก้าวหน้านั้นเก่งด้วยนะ โลกีย์เก่ง สู้ไม่ได้ด้วย ในภาวะการกระทำ เมื่อทำอันที่สองแล้ว ชัดเจน สะสมให้เร็ว เป็นฐานตกผลึก ให้แน่น ให้สูง ญาณข้อที่ 3 อันที่ 3 เราจะเกิดความแน่ใจเชื่อถือ ยิ่งแน่ใจมั่นใจ เชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำเราปฏิบัติมาในทฤษฎีนี้ ในธรรมวินัยนี้ ในความเป็นเช่นนี้ ที่ไม่เหมือนกับสาธารณะทั่วไป ไม่เหมือนปุถุชน ไม่เหมือนโลกีย์ ที่เราก็เคยผ่านมา ทุกคนผ่านมาก่อน เราจะมีปฏิภาณรู้ว่า มันไม่เหมือน สายปัญญา จะรู้ชัดขึ้น แล้วรู้ชัดว่าดี ว่า อ๋อ มันต่างกัน อันนั้นมันไม่ใช่ อันนี้มันใช่ มันจะมีการรู้ อ่าน ลิงคะ อ่านความต่างมีเพศ แยกออกว่า อันนี้ไม่ใช่ อันนี้ถึงใช่ เพราะมันจะมีคู่เป็นสภาพ 2 ให้เปรียบเทียบได้รู้ชัด เพราะฉะนั้นก็เรียนรู้เปรียบเทียบ จนกระทั่ง น่าจะ จนกระทั่งเกิดความชัด นี่คือความรู้ เป็นปัญญาอันที่ 3 ของพระโสดาบัน ถ้าไม่มีสิ่งที่เปรียบเทียบ หนึ่งไม่รู้ มันไม่มีธรรมะ 2 เช่นการปฏิบัตินั่งหลับตา มันไม่มีอะไรเปรียบเทียบ ไม่สมบูรณ์แบบ ไม่ครบ มันก็ไม่จบ ไม่จริง มันไม่ถึงความจริงสักที เพราะฉะนั้นมันก็ต้องมีคู่เปรียบเทียบ เมื่อเปรียบเทียบชัดเจนว่า อันนี้ใช่ อันนี้ไม่ใช่ จนสุดท้าย ไม่ต้องเปรียบแล้ว เป็น Axiom มันแท้จริงแล้ว ตอนนี้ไม่ต้องเปรียบเทียบ นัตถิอุปมา จบการเปรียบเทียบนี่ ก็เป็นที่สุด ญาณข้อที่ 4 เพราะฉะนั้น ในขณะตรวจสอบอยู่เรื่อยๆ มันบกพร่องแล้ว จะต้องรีบแก้กลับ อันนี้เป็นญาณข้อที่ 4 ของพระโสดาบัน อาริยบุคคลจะต้องไม่ ผัดวันประกันพรุ่ง นี้เรื่องที่เลว ในเรื่องที่ตัวเองผิด บกพร่อง ต้องรีบ ท่านเปรียบเสมือน เด็กอ่อน มือถูกไฟร้อน ก็รีบชักกลับมาฉันใด เหมือนหนังควาย ถูกไฟก็หดออกมาปั๊บ เหมือนกับเส้นผม ถูกไฟ ก็หดลงมาเลย แต่เด็กจับไฟ ก็ชัด หรือเอาก้อนไฟโยนใส่ตักของคุณ ก็รีบเอาออก นี่ปัญญาข้อที่ 4 จะรีบแก้ไขปรับปรุง ไม่รอรั้ง ไม่เช่นนั้ นมันช้า พวกคุณก็เข้าใจโดยปริยาย ไม่ได้ยากอะไร นี่เป็นคุณสมบัติ คุณวิเศษของพระโสดาบัน อันที่ 4 ญาณข้อที่ 5 จะทำประโยชน์ตน และประโยชน์ท่าน อยู่พร้อมกันไป ด้วยกันไปไม่แยก ไม่แยก ไม่แยก อาตมาเน้นข้อที่ 5 ชาวอโศกมีข้อนี้ ไม่บกพร่อง ไม่โดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่แปลกแยก ร่วมกับหมู่ หนักก็หนักด้วยกัน เบาก็เบาด้วยกัน ดีไม่ดีหนัก พวกคนอื่นพักแล้ว เราก็ยังหนักอยู่ ก็ไม่เกี่ยง ไม่ไปเกี่ยงงอนกับใคร มันไม่มีตัวตน มันแสดงถึงความไม่มีตัวตน ชัดเจน เป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน ไม่ขาดคู่ ไม่ขาดมิตร ไม่ขาดเพื่อนกินเพื่อนตาย เพราะว่ามันไม่บกพร่องเลย เป็นประโยชน์ตน ประโยชน์ท่าน พร้อมกัน มันไม่บกพร่อง เพราะว่าเราใช้เรากิน เพื่อนกิน เพื่อนใช้ แม้แต่เพื่อนจะกินอย่างตะกละ แต่เราก็ทำสร้าง เพื่อนก็ไม่ตาย เช่นว่า เขาป่วยไป เขาแก่ ทำไม่ไหว หรือพิการ มันก็ช่วยกันได้ตลอดเวลา อย่างที่เราเป็นกันอยู่จริง นี่คือสุดยอดเศรษฐกิจ ที่ไม่ขาดแคลน แม้แต่ความเอื้อเฟื้อเจือจาน แม้ขาดแคลนการเลี้ยงดู พึ่งพากัน เกิดแก่เจ็บตายกันได้ เป็นความลึกซึ้ง ในสังคมมนุษยชาติ ในความเป็นมนุษย์ บางทีเราไม่รู้ตัว ไม่รู้เรื่อง ไม่สำคัญมั่นหมายกับมัน แต่มันพฤติกรรมนี้ มีจริงในหมู่พวกเรา สังเกตดู เราไม่ขาดแคลนเท่ากับเขา เรายังต้องขวนขวาย เจริญขึ้นต่อ เราสามารถลดลงไปอีกได้ เราทำไมไม่ขวนขวายต่อ หากไม่ทำต่อ เราก็ไม่ก้าวหน้า พัฒนาต่อ ซึ่งมันสามารถเพิ่ม coefficience สัมประสิทธิ์ตัวนี้ เพิ่มขึ้นได้ ญาณ ข้อที่ 6 มันจะมีพลัง มีความพลังแรง มันจะมีพลังงานเต็มบูรณาการ หากมันพร่อ งก็จะทำให้เต็มร้อย เรียกว่า Integrity เป็นการบูรณาการ Integrate อยู่เสมอๆ พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ให้เต็มอยู่เรื่อย บูรณาการ หากพร่อง ก็รู้ทันที และเติมทันที มีความขยัน มีสมรรถนะ ทำงานอยู่ตลอดเวลา ญาณข้อที่ 7 ภาคภูมิใจ ถ้าจะใช้คำว่าปลื้มใจ เราไปใช้แบบโลกีย์ แบบนรกขุมที่ 6 อตฺตมนตาโสมนสฺสํ มันเป็น Coefficient ของโลกีย์ ธัมมชโยถึงเอาไปใช้ ธรรมกายถึงมี Coefficient แบบโลกีย์ ระเบิดเถิดเทิง ร่ำรวยมหาศาล มีอัตราการก้าวหน้า ตัวนี้ของเขาสูง เป็นอัตราการก้าวหน้าของความขี้โลภ กอบโกย มโหฬารมากมาย อัตราการก้าวนี้ อันนี้ถึงสูง เห็นรูปธรรมชัดเจน นี่เป็นตัวที่ 7 ตัวที่ปลื้ม แล้วเขาก็ใช้ภาษาตัวนี้ ปลื้มๆๆ Stimulation จิตของเขาก็เลยทับทวีเป็นอย่างนี้ นี่คือ คุณธรรมด้านปัญญา ความรู้เราก็จะรู้อย่างนี้ แล้วมีอยู่ครบ ถ้าเป็นโสดาบัน มีความเป็นพระอาริยบุคคล ระดับหนึ่งเลย มีความเฉลียวฉลาด เป็นปัญญาโลกุตระ ฉลาดแบบโลกุตระ ไม่ใช่ฉลาดแบบเฉโก ฉลาดแบบโลกุตระ จึงเหนือชั้นกว่าโลกียะเยอะ โลกียะไม่มีลำดับครบ ไม่มั่นใจอย่างนี้ ไม่มีตัวพลังงานจิต ที่ได้มีการศึกษาแล้ว ก็มีตัวความจริง เป็นความตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า รู้จักเรื่องพลังงานทางจิต เป็นจิตวิทยาที่ยิ่งใหญ่ สมบูรณ์แบบ
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีล 3 ข้อแรกคือ สามเส้าหลักสู่อรหันต์ พ่อครูว่า... ลองอ่านอันนี้แทรกนิดหนึ่ง ของลูกหนอนใต้ต้นโพธิ์ ที่จริงมีผลของคนอื่นยาว คงไม่ได้อ่าน เอาอันนี้ก่อน _จากลูกหนอนใต้ต้นโพธิ์ กราบนมัสการพ่อครูที่เคารพอย่างสูงสุด ลูกขอสรุปธรรมะที่ได้ฟังธรรมจากพ่อครูเมื่อวันที่ 27 ก.พ 2561 ฟังแล้วเห็นความสำคัญของศีลใน 3 ข้อแรก ที่เป็นเบื้องต้นในการปฏิบัติธรรม ให้เป็นไปตามลำดับ เกิดความลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเลค่ะ... ฟังธรรมพ่อครู ทำให้นึกถึงเหตุการณ์บ้านเมืองที่เป็นข่าวคราวต่างๆ เกิดขึ้นเป็นนิทานประจำวัน ปรากฏขึ้นมากมาย ในสังคมปัจจุบัน ล้วนเกิดจากความอยากได้ อยากมี อยากเป็น ของ”คน”ที่สร้างนิทาน เรื่องราวให้กับตนเอง เราอ่าน เราฟังก็จะนึกสนุก มันส์ น่าติดตาม ทั้งเรื่องหวย 30 ล้าน เรื่องน้องเสือดำ เงินทอนวัด นาฬิกาบังแดด แม้กระทั่งอยากเลือกตั้ง ไม่อยากเลือกตั้ง สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ที่เป็น 3 เส้าสำคัญของวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ของมนุษย์ที่อยู่ร่วมกันในสังคม แต่จะมีซักกี่คนบนโลกนี้ ที่จะสร้างนิทานเพื่อผู้อื่น นิทานสร้างสรรสังคม นิทานที่ช่วยให้คนพ้นทุกข์ อาตมา ไอ เลยบอกว่า มีอุปปักฆาตกรรม คือกรรมตัดรอน จะพูดดีๆ ก็มีการต้องไอ จะมีกลุ่มคนที่สร้างแต่นิทานเพื่อผู้อื่น หรือไม่ สร้างอย่างมีกระบวนการ ทำเพื่อผู้อื่น มันเป็นเครื่องกล เป็นจักรกล เป็นใจเป็นจิตของเราเลย จะเป็น process เป็นหน่วย เป็นกระบวนการ ที่สร้างอย่างนี้ขึ้นมา มันจะเป็นกระบวนการคิด ทำงานแบบเรา จะค่อยๆเข้าใจ จะค่อยๆมีความรู้ Knowledge ลองทำดู Practice ขึ้นมา แล้วเกิดผลเรื่อย แล้วเราจะรู้ว่า มันดีมันจริง นิทานนี้ จึงเป็นนิทานที่จริง และทำเพื่อผู้อื่น ไม่ใช่สร้างนิทาน สร้างเรื่องราวเพื่อตัวเอง แต่เราก็อาศัยกินใช้อยู่ ในสิ่งที่เราสร้าง เราจึงไม่ได้เบียดเบียนใคร ไม่ได้กินแรงใคร ไม่ได้มีหนี้ ไม่เป็นหนี้ เพราะเราก็ไม่ได้ดูดาย ไม่งอมืองอเท้า ไปเกาะโหนคนอื่น ไปแทะ ไปผ่า ไปแย่ง ไปตีชิง เอามาจากเขาไม่ใช่ มันจึงเป็นนิทานการสร้างสรร สร้างสรร ตัวนี้อาตมาใช้ไม่มี ค. การันต์นะ เป็น Dynamic ไม่ใช่เป็นแบบ สร้างสรรค์ แบบนั้นเป็น Static มันไม่มีการเพิ่มความรู้ แต่ถ้าสร้างสรร แบบนี้มันมีการก้าวหน้ามี coefficient มีการเลือกเฟ้นมีการ Selection สร้างไปก็มีการเลือกเฟ้นตรวจสอบอยู่ในตัวที่ดำเนินการอยู่ เป็นความก้าวหน้าที่มีความซับซ้อน เลือกแล้วทำ ทำแล้วตรวจ เลือกแล้วทำ ทำแล้วตรวจ ให้แน่ใจแล้ว ก็เพิ่มขึ้นไปอีก มันจึงช่วยคนได้มาก เป็นความก้าวหน้าที่ยิ่งใหญ่ งานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ เป็นงาน สร้างนิทานโลกุตระ พระเอก นางเอก เป็นผู้ที่ใฝ่ศึกษา เพียรออกจากป่ากาม กลโกง เล่ห์เหลี่ยมของสังคม เข้ามาสู่วงสายสินธุ์ กระแสธาราแห่งสังคมคนมีศีล มาปฏิบัติธรรม ถือศีล 8 ซึ่งเป็นพื้นฐานของไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา ทำวัตรเช้าวันอังคารที่ 27 ก.พ.61 พ่อครู แสดงธรรมเรื่อง คนจนที่มีสัมประสิทธิ์ เป็นคนจนที่มีสมรรถนะ ความสามารถ เป็นคนจนอาริยะ เริ่มต้น ด้วยการปฏิบัติตนเรื่อง ศีล พ่อครูเทศน์บอกว่า ศีล 3 ข้อแรก เป็น 3 เส้า เบื้องต้น ที่สำคัญของพุทธบริษัท ศีลข้อที่ 1 ข้อควรประพฤติเมื่อสัมผัสกับสิ่งมีชีวิต(อธิศีล) ในการไม่เบียดเบียนสัตว์ เอ็นดูเมตตาสรรพสัตว์ สัมผัสสัตว์แล้วเกิดจิตเอ็นดู แม้สัตว์นั้นมีพิษ น่ากลัว ก็ยอมที่จะให้ทำร้าย แต่จะไม่ทำลายเขาด้วยจิตที่เมตตาปราณี ( พ่อครูว่า ถ้าปรานี นี้ สำเร็จแล้ว แต่ถ้าปราณี คือยังไม่สำเร็จ) ยิ่งถ้าได้ลงมือช่วย กรุณาสัตว์ในยามยาก ก็จะกระทำโดยไม่หวังประโยชน์จากสัตว์ทั้งปวง(อธิจิต) สุดท้ายไม่กินเนื้อสัตว์ ไม่เอาเลือดเนื้อสัตว์น้อยใหญ่ มาต่อชีวิตตนเอง (อธิปัญญา จนถึงวิมุติ) ศีลข้อ 2 ข้อควรประพฤติเมื่อสัมผัสกับสิ่งของ (อธิศีล) รู้ว่าของสิ่งนั้นไม่ใช่ของเรา อย่าไปคิดแม้จะวิสาสะหยิบมาโดยไม่ขออนุญาต (อธิจิต) มาร่วมกันสร้าง แบ่งกันกิน แบ่งกันใช้ (อธิปัญญา) ไม่สะสมเป็นของตนเอง รู้จัก “พอ” ใช้แบบพอเพียง ส่วนเหลือนำเข้าส่วนกลางเป็นสาธารณโภคี(วิมุติ) พ่อครูว่า... วิสาสะ คือ ของกันเอง ก็ต้องแน่ใจว่า เขาไม่หวงแหน ไม่มีใครหวงแหน เอาไปใช้ร่วมกันได้ ศีล ข้อ 3 ข้อควรประพฤติเกี่ยวกับการกระทบสัมผัสทั้ง 5 ทวารคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย เกิดเวทนา เรียนรู้เวทนาที่เกิดจากผัสสะ กามคุณ 5 ที่เป็นภัยต่อตนเอง จากการกระทบสัมผัสภายนอก เข้าสู่สัมผัสภายในสภาวะของจิต ที่เกิดอาการรัก เกลียด ชอบ ชัง เฉยๆ มีดีกรีไปตามลำดับอารมณ์ หรือเวทนาที่เรายึดติดในอุปาทานนั้นๆ เรียนรู้จากธรรมะ 2 ทำเวทนาให้เป็น 1 ไม่หลงไปกับเวทนาจอมลวงหรือความสุข ความทุกข์ ที่จอมปลอม สุขดั่งวิมานฉิมพลีเทพบุตรมาร ทุกข์ใจเร่าร้อน ดั่งซาตาน นรกอเวจี ล้วนเป็นเหตุแห่งทุกข์ เรียนรู้ไม่หลงไปกับเวทนาเก๊เหล่านั้น สุดท้ายเกิดจิตอุเบกขา ไม่สุข ไม่ทุกข์ แม้สัมผัสคน สัตว์ หรือสิ่งของนั้นๆอยู่ด้วยจิตปภัสสราต่อมวลมนุษยชาติ พ่อครูว่า.. .อย่าไปเอาอย่างนางวิสาขา ที่ไม่จบซะที เป็น วัฏฏภิรตโสดาบัน ศีลทั้ง 3 ข้อแรกนี้ เป็น 3 เส้าสำคัญของนักปฏิบัติธรรม ที่พ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ได้นำมาเปิดโลกโลกุตระ ชี้เข็มทิศนำทางชีวิตให้พ้นภัย ในการมีชีวิตอยู่ร่วมกันในสังคม พ่อครูว่า... การล้าง ก็ทำที่เวทนา 2 ให้เป็นหนึ่ง ตัวนี้ตรวจสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เป็นตัวตั้งของกิเลส ตัวไม่สุขไม่ทุกข์ ก็แล้วไปเถอะ แต่ตัวที่สุข ทุกข์ เป็นตัวบทบาท มันเป็นโลกีย์ หลงแต่สุข โดยมันไม่รู้ว่า หมกหมัก เหตุแห่งทุกข์ ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่ไว้ คนจึงนั่งอยู่บนกองขยะเน่า มากมาย นึกภาพออกไหม เราออกมา ถึงทุกวันนี้ พวกเราได้เป็น โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี ขึ้นมา มันก็คือโกยเอากองขยะเน่า ที่เรานั่งทับอยู่ โดยที่เรามองแต่มุมของความสุข แต่แท้จริงนั้น มันเหมือนกับท่านเทียบว่า คนถักหนัง แล้วข้างล่างใต้ถุน มีหมา ถักหนังได้ ก็ปล่อยลงไปให้ยาวลงไป หมาที่อยู่ข้างล่าง ก็กินหนังที่ปล่อยลงไป ถักไปมันก็กินไป แล้วมันก็ขี้ไป ถักได้เก่ง หมามันก็พาเพื่อนมากินได้มากๆ นึกว่าเราได้อะไร มันก็ไม่ได้อะไรเลย นี่ก็เป็นสิ่งเปรียบเทียบ ที่พระพุทธเจ้าได้เปรียบเทียบไว้ เป็นสิ่งไร้ประโยชน์ มันไม่เกิดการเจริญ เราจะรู้รอบทุกอย่าง อยู่กับคนกับสัตว์ แล้วก็ช่วยคนช่วยสัตว์ อยู่กับข้าวของ เราก็ช่วยข้าวของ อยู่กับผัสสะ เราก็ทำกับผัสสะให้ดี เรียนรู้ 3 เส้า ของศีลข้อ 1 2 3 ครบสมบูรณ์แบบเลย ถ้าเข้าใจให้ดี ปฏิบัติธรรมเท่านี้ ผู้ที่รู้สรุปรวม นี่แหละ เป็นโพธิสัตว์ ก็แค่นี้ อย่าว่าแต่อรหันต์เลย 3 หลักใหญ่นี่แหละ สัตว์ ของ สัมผัส สามเส้าหลัก เท่านี้ คนไม่เข้าใจ ก็จะบอกว่าไปวุ่นวายอะไรกับเรื่องกิน ทำไมไม่ไปนั่งเข้าฌาน ไม่เป็นสมาธิ มันถึงจะไปนิพพาน ไปวุ่นอะไรกับเรื่องเล็กน้อย เรื่องกินเรื่องอยู่ พันตำรวจตรีอนันต์เสนาขันธ์ บอกว่าทำไมไม่ไปปฏิบัติธรรม พูดแต่เรื่องกินเรื่องอยู่อะไรก็ไม่รู้ แล้วมันหลงอย่างนั้นจะไปนิพพานอย่างไร พันตำรวจตรีอนันต์ แต่สุดท้ายก็ได้สำนึก เขียนมาบอกว่าข้าวของท่านมียาง คือแกติดคุกแล้วเราก็ส่งข้าวส่งน้ำให้แกกิน แกก็ระลึกถึงพวกเรา ทั้งๆที่แกห้ำหั่นพวกเรา เขียนหนังสือด่าอาตมา หนังสือพิมพ์พญาครุฑขึ้นหน้าปกเลย เดรัจฉานโพธิรักษ์ ตัวหนังสือตัวเดียวเลย เดรัจฉานโพธิรักษ์ตัวเดียวเลย แดงเต็มหน้าหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ของเขา หนังสือพิมพ์พญาครุฑ เมื่อสัมผัส กระทบทั้งคน สัตว์ หรือสิ่งของใดๆ ในโลกใบนี้ ได้เรียนรู้ ฝึกปฏิบัติตนเองตั้งแต่อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา จนเกิดวิมุติ จนถึง วิมุติญานทัสนะ เกิดเวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาน ที่เป็นพรหม เป็นวิสุทธิเทพ เชื่อเถอะว่า ถ้าสังคมไหนได้ประพฤติ 3 เส้าแห่งศีล 3 ข้อแรกเช่นนี้ได้ จะเป็นสังคมที่อุดมสุข สุขแบบวูปสโมสุข สุขที่เกิดจากการลดกิเลสตนเอง จนสามารถ “ให้” แบ่งปัน เสียสละ ทรัพยากรต่างๆได้เท่าเทียมกัน สร้างความปรองดอง ลดความเลื่อมล้ำของสังคม ประเทศชาติก็จะมีแต่ความมั่นคง ยั่งยืน อย่างแท้จริง
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน สร้างสัมประสิทธิ์คนจนอาริยะด้วยไตรสิกขา พ่อครูว่า... เรามาเข้าสู่ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ ตามที่ตั้งไว้ให้อาตมาบรรยาย ก็ไม่มีปัญหาอะไร ก็ขึ้นต้นอีกที ย้ำว่า ความจนที่มีสัมประสิทธิ์ดังที่ว่า เป็นความจนของอาริยบุคคล เป็นความจำแบบโลกุตระ ไม่ใช่ความจนที่ทั่วไปปุถุชน คนสามัญ เขาจนกันมันไม่ใช่ แต่เป็น ความจนที่มีสัมประสิทธิ์สำคัญ ที่อาตมาใส่คำว่า สำคัญ เพราะว่าในโลกีย์เขาก็มีสัมประสิทธิ์ มีอัตราเร่งการก้าวหน้า ทำร้ายสังคม โลภโมโทสัน ฆ่าแกงกัน อย่างเกาหลีเหนือ ที่อาตมายกตัวอย่าง เป็นของจริง คืออย่างเกาหลีเหนือ นี่จริงๆเลย เขาอยู่ในภพของเขาจริงๆ ว่าเขาจะต้องเอาอันนี้ ซึ่งจริงๆลึกๆ เราก็เห็นใจ เพราะว่าเขาโดดเดี่ยวในยุคนี้ เขาจะไปพึ่งจีนแผ่นดินใหญ่ หรือเกาหลีใต้บ้าง ก็เข้าใจ แต่ก็ยาก เพราะเกาหลีใต้ก็ต้องคิดว่า ถ้าจะไปเห็นใจเกาหลีเหนือ โลกเขาก็ไม่เอาด้วยนะ แต่มันก็มี DNA เดียวกัน มันเป็นความซับซ้อน แต่ก็ทำอย่างไรได้ ในเมื่อเกาหลีเหนือไปเลือกเส้นทาง ที่โลกเขาไม่เอาแล้ว แกก็เป็นตัวเล็กนิดเดียว แล้วเอาจริงเอาจัง ยึดมั่นถือมั่น สูงสุดในโลกขณะนี้ ลักษณะหนึ่งก็คือเกาหลีเหนือ ลักษณะหนึ่งก็คือสหรัฐอเมริกา ส่วนของรัสเซียกำลังกระจายไป มีปัญญาเสริมสูงขึ้น เกาหลีเหนือก็พอเข้าใจว่า ไม่ค่อยดี อเมริกาก็ไม่ค่อยดี อย่างจีนแผ่นดินใหญ่ ก็ดูเข้าที ก็เลยมองกัน แต่เขายังมองไม่เห็นไทย แต่เขาพอรู้ มีกระแสแล้ว แต่ยังไม่รู้ รู้ว่ามีอิทธิพลอะไรมากมายนะ ท่าทีของเขา อาตมาอธิบาย เอาโมเดลตัวอย่างพวกนี้มาประกอบเป็นตุ๊กตาอธิบาย จะได้เข้าใจชัดเจน สังคมโลกก็เป็นเช่นนี้ ตอนนี้เมืองไทยเรา ปลอดภัยยิ่งกว่าเกาหลีเหนือ ปลอดภัยยิ่งกว่าอเมริกา ปลอดภัยยิ่งกว่าจีนแผ่นดินใหญ่ ปลอดภัยยิ่งกว่าเกาหลีใต้ ปลอดภัยยิ่งกว่าใดๆ ไม่ว่าจะเป็นยุโรป ตะวันออกกลาง พึ่งตนเองรอด เป็นที่พึ่งของคนอื่นได้ แม้จะยังเล็ก ถ้าพวกเราสร้างสัมประสิทธิ์ให้ยิ่งกว่านี้แล้ว ก็ทำงานสร้างสรรไป โดยไม่ต้องไปสร้างอาวุธ ไม่ต้องสร้างเลย อาตมาว่าเราจะทำได้ แต่ทุกวันนี้ พวกเราเองในประเทศไทย ก็ยังไม่ค่อยมั่นใจ ก็ยังสร้างทำกัน แต่ทำก็ไม่ได้ดีหรอก ทำมันก็อย่างนั้นแหละ ทำเสร็จแล้วไปวางตลาด เขาไม่ซื้อหรอก เขาไปซื้อของเกาหลีเหนือ ของอเมริกา ของรัสเซีย ของจีนแดงดีกว่า ของไทยทำอาวุธไปค้านี่ รับรองไม่มีใครซื้อหรอก สร้างมะนาวไป เขาจะซื้อ สร้างเห็ดตับเต่าไป สร้างบร็อคโครี่ สร้างคะน้าไป อีกหน่อยการคมนาคม จะทำให้ส่งไปได้ ส่งทางจรวด อีกหน่อยส่งทางดาวเทียม ก็พูดไปยาว ทีนี้มาเข้าสู่ ความจนแบบมีสัมประสิทธิ์ มันมีเรื่องลึกซึ้งมากมาย ในความจนแบบมีสัมประสิทธิ์ คนจนที่เต็มใจจน ตั้งใจมาจน และก็จนสำเร็จ ไปตามลำดับ ที่จนสำเร็จไปตามลำดับ แล้วจะไม่วกเวียนกลับ หรือยึกยักให้เสียท่า อวินิปาตธรรม การยึกยักที่ต่ำสุด แต่ไม่ถอยหนี โสตาปันนะ อวินิปาตธรรม นิยต สัมโพธิปรายนะ นี่เป็น 4 ส่วนในควอเตอร์ของการแบ่งให้มาศึกษา จากสามเส้า แล้วมาเป็นสี่ อาริยะ คือออกจากกรอบที่ตนเองวนได้ โลกียะออกจากกรอบนี้ไม่ได้ พอมีพลังงานออกมาได้ เป็นตัวที่ 4 พลังงานตัวที่ 4 เกิดได้สองนัย เกิดได้ตามธรรมชาติ กับเกิดได้จาก วิธีลัดของพระพุทธเจ้าคือ ต้องฟังจากสัตบุรุษ หากได้ฟังจากสัตบุรุษ คุณเร็วจี๋เลย แต่ถ้าจะปล่อยให้เกิดตามธรรมชาตินั้น สัตว์เซลล์เดียว แล้วค่อยๆหมุนไปเป็น 2 เซลล์ มาเป็น 3 เซลล์ 2 เซลล์ก็ขยึกขยัก ไม่ค่อยออก มันก็เลยมีสะสม เหมือนงูกินเข้าไปป่องในท้อง เกิดองศา จนท้องแตก ก็เกิดได้ มี cytoplasm สะสมไป จนกรอบของ protoplasm แตกก็ออกมาได้ จะสั่งสมให้เกิดตัวที่ 4 โดยธรรมชาติก็ได้แต่มันนาน(ลากเสียง นานนนนนน) และมาก
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive