610225_พ่อครูเทศน์เปิดงานพุทธาภิเษกฯครั้งที่ 42 ที่ บวร ปฐมอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2561
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์358 KB
วันที่แก้ไข5 สิงหาคม 2568

เนื้อหาในไฟล์

610225_พ่อครูเทศน์ เปิดงานพุทธาภิเษกฯครั้งที่ 42 ที่ บวร ปฐมอโศก

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน สภาพหมุนรอบเชิงซ้อนของไตรสิกขา พ่อครูว่า... วันนี้ วันที่ 55 คือ วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2561 ที่บวร ปฐมอโศก งานพุทธาภิเษกสุดยอดปาฏิหาริย์ครั้งที่ 42 อาตมาเป็น เหลนเจ้า หลานเจ๊ก เกิดปี จอ พ.ศ. 2477 งานนี้ เป็น งานที่เสกคนให้เป็นอาริยะ เป็นสมณะ เป็นผู้สงบ ผู้สงบไม่ได้หมายถึงผู้ที่ เงียบๆ อยู่นิ่งๆ ไม่มีอะไร ไม้ไม่ไหว ลมไม่พัด ทุกอย่างมันนิ่งไปหมด ความเงียบสงบแบบของเขานี่ เป็นรูปธรรม ส่วนสงบของพระพุทธเจ้านั้นคือ จิต มันเรียบร้อย จิตมันไม่มีตัวนักเลง ตัวโกง ตัวร้าย จิตไม่มีกิเลส กิเลสหายไปจากจิตเลย ถ้าแต่ละลำดับ ก็กิเลสแต่ละตัวๆ กิเลสแต่ละลักษณะ แล้วลักษณะเหล่านั้น ไม่มีตัวจริงปรากฏ ในพฤติกรรมของจิต ไม่เกิดอาการในจิตของเรา ถ้ามันเกิดอยู่ มันไม่หายไป เราก็จับมันได้ ต้องจำมันให้ได้ ตัวนี้เกิดมาเมื่อไหร่ จำมันให้ได้ มันเป็นเหตุปัจจัยแบบนี้มา เราก็ต้องจำมันได้ เรียกว่ากำหนดรู้ สัญญากำหนดรู้ จำได้ แล้วก็จัดการมัน ด้วยวิธีปฏิบัติที่เราเรียนมาจากพระพุทธเจ้า แล้วอาตมาก็นำมาเผยแพร่อธิบายต่อ วิธีก็กดข่ม อย่าให้มันออกแรงมามากอาละวาด อย่าไปกดข่มจนมันหายไป เพราะหายไปมันก็จะไม่รู้เรื่อง ดีไม่ดี พวกสายสะกดจิต ข่มมันจนหยุดไป ก็เลยไม่รู้ความจริง ต้องรู้ความจริง โดยเอาความเฉลียวฉลาด เรียกว่า ปัญญา ธาตุที่มีพลังงาน มีฤทธิ์ในตัวเอง สร้างปัญญา คือ สร้างให้มีความรู้ ความฉลาด ที่ฉลาด มีพลัง เสริมพลังๆ ให้มีฤทธิ์ ความรู้จริง รู้จัก รู้จริง รู้แจ้ง ๆๆ พยัญชนะเหล่านี้ จะใช้เรียกคุณสมบัติของ พลังปัญญา ที่ไม่ใช่เฉโก ที่เป็นความฉลาดแบบโลกโลกีย์ แต่นี้เป็นพลังงานใหม่แล้ว คำว่าปัญญา หรือ ความฉลาด

อ่านต่อ

แบบของพระพุทธเจ้า ฉลาดในเรื่องเดียว คือรู้เหตุแห่งทุกข์ ดับเหตุแห่งทุกข์ให้สนิท ไม่เกิดอีก ไม่มีอีกเลย เรื่องเดียว ความฉลาดของพระพุทธเจ้าไม่มีเรื่องอื่น ปัญญาไม่เกี่ยวกับเรื่องอื่น ความเฉลียวฉลาดอย่างอื่นนั้น จะเป็น เฉกา เฉโก เป็นความเฉลียวฉลาดโลกีย์ โลกจินตามากมาย พระพุทธเจ้าไม่ได้ไปวุ่นวายด้วย เป็นแต่เพียงว่า เราจัดการกับจิตเราที่มีตัวนักเลงตัวโกง จัดการกับตัวนี้ให้หมด ในขณะที่เรียนรู้กิเลสของเรา ศาสนาพุทธก็รู้โลกีย์ด้วย ดูบทบาทแบบโลก มันจะเป็นกิเลส รู้ด้วย ไม่ได้ขาดจากกัน รู้หน้ารู้ตามันดีเลย เราสร้างพลังงาน ไฟเรียกว่า ฌาน ก็ได้ เป็นพลังงาน เป็น Energy เป็นพลังงานที่ยิ่งใหญ่ ไม่ใช่พลังงาน Energy สามัญ แต่เป็น Supra Energy เป็นพลังงานพิเศษ มัน เป็นฤทธิ์แรงที่ไปกำจัด ฤทธิ์แรงของ ราคะ โทสะ โมหะ ที่เป็นอุณหธาตุ ลำดับดีกรีของความร้อนแรง ใหญ่โต หนักหนา หรือเล็กน้อย ก็แล้วแต่ เป็นลักษณะของสัจธรรมอันนี้ แล้วเราสร้างพลังงานฌาน หรือพลังงานไฟพิเศษ ไฟกองใหญ่ที่ไปกำจัดไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะ ตัวไหนก็แล้วแต่ ตัวราคะก็กำจัดตัวนั้น ไฟโทสะ ที่เรากำจัดได้ มันกำลังเกิดในจิตเรา แล้วเราก็จัดการ เราสร้างไฟอันนี้ขึ้นมาให้ได้ แล้วมันก็จัดการเอง กำจัดไปเอง กำจัดไป มันก็จัดการของมันเอง มันจะเห็นจะรู้ สำหรับคนที่ปฏิบัติจริง หลัดๆเลยนะ พลังงานปัญญา เห็นมันสว่างไม่ได้ลดระดับ สว่างเลย ก็รู้ๆแจ้งๆชัดๆ ไม่ต้องไปหลบหลีกอะไร เห็นๆ เรียกว่าพร้อมทั้ง จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ครบเลย แล้วทำให้อันนี้มันอ่อนไป ตัวตนของราคะ ตัวตนของโทสะ ตัวที่เรากำลังจัดการกับมัน มันอ่อนบางเรียกว่า วิราคะ จางคลายลงๆ จนกระทั่ง นิโรธะ ท่านมีอยู่ 4 อัน คือ อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสะ นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี อนิจจา มันไม่เที่ยง มีสองนัย นัยหนึ่งมันโตขึ้น เรียกว่า ปุถุ อีกอย่างหนึ่ง มันไม่เที่ยง ไม่เท่าเดิม แต่มันลดลงๆ เรียกว่า อาริยะ มันสลาย จางคลาย ถ้าโตขึ้นกิเลสมากขึ้น เรียกว่าปุถุชน ปุถุ แปลว่าหนาโตใหญ่อ้วน แต่ถ้ามันจางคลาย จนหมดไป ไฟราคะ โทสะ โมหะ มันไม่มีปรากฎการณ์ในใจเราอีก เป็นนามธรรม ไม่มีเส้น แสง เงา สี ร่างกาย แต่เป็นอาการที่เราดูได้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เป็นพลังงานละเอียดกว่าทางฟิสิกส์ เป็นอาการ รู้ได้ด้วยจิตใจ เรากำหนดหมาย รู้ด้วยสัญญา เครื่องหมายที่เราจัดการกับอาการมัน เรารู้ด้วยนิมิต เปรียบเทียบอาการ มันมีอยู่มาก หรือน้อยต่างกัน เทียบความต่าง จนกระทั่งมันเหลืออยู่นิดนึงกับหมด ตัวนี้ยากมาก เหลือนิดหนึ่งกับหมด เทียบกันยาก แล้วมันหมดหรือยัง และกับมันหายไปแล้ว กับมีอยู่แวบหนึ่ง นึกว่าหมดแล้วไม่มีอีกแล้ว แต่มันแวบขึ้นมา ต้องตรวจในขณะ ทุกๆเวลา ทุกสภาพ ต้องพยายามเสมอ ศาสนาพระพุทธเจ้า พิสูจน์ได้จริงๆ ในเวไนยสัตว์ แต่พวกอเวไนยสัตว์ สอนธรรมะไม่รู้เรื่องรับไม่ได้ เหมือนเด็กไม่รู้เดียงสา ก็สอนไม่ได้ เป็นต้น เหตุปัจจัยไม่ครบ ต้องใช้เวลาจนกว่าจะมีเหตุปัจจัยครบ เหตุใหญ่ของมนุษย์ คือกิเลส มันเป็นตัวเลว ตัวที่ทำให้ไม่เจริญ ไม่เป็นสุข ไม่มีความสงบ ไม่เรียบร้อย ไม่สงบอบอุ่น ไม่เบิกบานร่าเริง ไปในทางอกุศล ไม่ดีสักอย่าง เพราะฉะนั้น จุดสำคัญของพระพุทธเจ้า คือเรียนรู้กิเลส คือเหตุใหญ่ จัดการตัวนี้ได้ มันจะเท่ากับ ทำตัวร้าย กิเลส คือตัวร้ายที่สุดออกไป คนก็จะเป็นคนที่ดี ที่โลกก็ต้องการ โลกต้องการ นอกจากคนเกเร คนโง่ ก็ตรงกันข้ามกัน ก็หลงผิด แต่ถ้าคนดี คนจริงด้วยกัน ไม่ได้วิตถาร ไม่ได้แปลกประหลาด เป็นสามัญของคน ที่จะต้องรู้ว่า ดีคืออย่างนี้ ไม่ดีคืออย่างนี้ มันก็สอดคล้องกัน ทุกชาติ ทุกศาสนา ศาสนาพุทธนี้จริงๆแล้ว เราก็ไม่อยากพูด เดี๋ยวก็ไปว่าไปข่มคนอื่นเขา ศาสนาไหนก็แล้วแต่ ที่เป็นเทวนิยม มีอเทวนิยมคือ ศาสนาพระมหาวีระ ศาสนาเชน ไม่มีเทวะ ไม่นับถือเทวดาบันดาล เชื่อกรรมวิบากเหมือนกัน แต่เขายังไม่มีทฤษฎีของพระพุทธเจ้า เขาก็เลยได้ของเขาไปแบบเดี่ยวๆ มักน้อย สันโดษ มักน้อยจริงๆ จนเลยเถิด เห็นแก่ความไม่มี ไม่มีจริงๆเลย จนกระทั่ง ไม่มีอะไร นอกจากความจำเป็น มีภาชนะชิ้นเดียว ใช้ทุกอย่าง มีภาชนะ 1 ชิ้นจริงๆ ใช้สารพัดประโยชน์ กับไม้ปัดอันหนึ่ง ระวังสัตว์เล็ก สัตว์น้อย โต่งไปจนแม้แต่สัตว์เล็กสัตว์น้อย ก็ไม่ให้เขาตาย ไม่ให้เขาเจ็บปวด มันไม่ใช่ไม่ดีนะ แต่มันดีเกินไป ดีจนกระทั่ง ไม่มีประโยชน์อะไร ระวังอะไรมาก อะไรก็ทำไม่ได้ เลยไม่เกิด ประโยชน์สูง ประหยัดสุด ประหยัดสุดเกินไป ประโยชน์ไม่สูง คือ ลักษณะที่ไม่ได้พอเหมาะ ก็จะไม่ได้ประโยชน์สูงประหยัดสุดพอเหมาะพอดี การทำพอเหมาะพอดี จึงเป็นของศาสนาพุทธเรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา ให้ได้พอเหมาะ ลงตัว สมส่วนที่สุด ศึกษาให้ไปตามกรอบเล็กของเรา ให้พอเหมาะ ของเราได้อันนี้ ได้คุณภาพจบแล้ว ก็ค่อยๆขยายเพิ่ม การมีลำดับ งานนี้จะเน้น ศีล สมาธิ ปัญญา คืออธิศีล อธิจิต อธิปัญญา อธิโมกข์ จบสุด เป็น วิโมกข์ วิมุติ ศาสนาพุทธ มีสภาวะ และพยัญชนะ แม้เป็นนามธรรม ละเอียดขนาดไหน ที่ต้องรู้ เรียน และจัดการให้ดีที่สุด ดีสุดที่เรากำหนดหมายคือ กิเลสสูญ ตายสนิท ไม่เหลือการกลับมาเกิด ไม่กลับกำเริบเลย จริงๆ อสังกุปปัง ไม่กำเริบอีกเลย นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน สูญแล้วสูญเลย) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) มีแถมว่า นัตถิอุปมา จบ ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับอะไรอีก ไม่มีอะไรเปรียบเทียบ เป็น Axiom เป็นของแท้ที่หมดการสาธยายเปรียบเทียบกับอะไรอีก เป็นสัจจะแท้ที่สูงสุดแล้ว ภาษาอังกฤษเรียกว่า Axiom ผู้ใดสามารถปฏิบัติอ่านจิตตัวเองแล้ว อ่านกิเลส แล้วทำให้กิเลสออก จนทำให้เป็นศูนย์ จะต้องมีสิ่งที่ถูกรู้เป็น 0 กับญาณ ปัญญา คือความรอบรู้ของเราเป็นวิชชาก็ตาม มันรู้มันมี ธรรมะ 2 อันหนึ่ง ถูกรู้ อันหนึ่งเป็น ตัวรู้ แม้จะเป็นสูญญากาศ ธรรม ทรงอยู่ซึ่งความสูญ สุญญตธรรม ไม่ใช่ว่างอะไรอื่น แต่ ว่างจากกิเลส ต้องไปอ่าน จูฬสุญญตสูตร คือสุญญตะ ที่ละเอียดสุดแล้ว จะชัดเจน ไล่ไปตามลำดับ เอาของหยาบออกก่อน ในที่ศาลานี้ว่างจากไดโนเสาร์ แต่มีเสานะ ก็ขั้นหนึ่งแล้ว เหลือช้าง จนเอาช้างออกไปจากศาลานี้อีก ศาลานี้ก็ว่างจากช้าง ยังเหลือควาย เอาควายออกจากศาลานี้ หมดช้าง หมดควาย ศาลานี้ว่างจากควาย หมดควายแล้ว ยังเหลือเสือดำ ต้องปราบเสือดำอีก ศาลานี้ว่างจากเสือดำ ยังมีเก้ง กวาง ยังมีสัตว์เล็ก สัตว์น้อย ไล่ลงไปที่มันเหลือจริงๆ ก็ว่างจากสิ่งนั้น สิ่งนี้ ศาลานี้ว่างจาก สัตตาวาส 9 ศึกษาในขณะมี วิญญาณฐีติ 7 มันยังเป็นสัตว์อยู่ ก็ต้องศึกษาในขณะวิญญาณตั้งอยู่ 7 ประการ อาการของวิญญาณ สัตว์ต่างๆหายไปหมดจะไปจบ ที่ เนวสัญญานาสัญญายตนะกับ อสัญญีสัตว์เป็นสัตว์ตัวปลายสุดท้ายสองอย่าง เป็นอายตนะสองสุดท้ายที่เราทำสิ่งหยาบ ตั้งแต่ไดโนเสาร์ เป็นช้างเป็นควาย จบไปเรื่อยๆจนกระทั่งสุดท้ายเป็นอากาศ อากาสาฯ ก็ต้องมีธรรมะสอง มีวิญญาณ ว่าง ระดับอากาศ แต่ในอากาศยังมีอะไรอีกเยอะ มีออกซิเจน ไนโตรเจน ไฮโดรเจน มีคาร์บอนไดออกไซด์ อะไรอีก ก็ต้องว่างจากสิ่งเหล่านี้อีก อากาศไม่มีเกลี้ยง ถึงนามธรรม สะอาดผ่องใสจริงๆ นิดหนึ่งน้อยหนึ่ง ก็ไม่มี อากิญจัญญายตนะ ไม่มีพิษภัย แม้เล็ก แม้น้อย สิ่งที่ว่างนั้นก็คือ เราก็ทำสิ่งที่ไม่ควรมีออกไป เอาออกแล้ว จิตวิญญาณเราจะยิ่งสดใส มีความประสิทธิภาพมาก จิตวิญญาณยิ่งคล่องแคล่ว แรงอย่างดี มีคุณภาพ มีประสิทธิภาพที่ดี ไม่ใช่ยิ่งอ่อนแอ อ่อนป้อแป้ ไม่ใช่ อาการที่ไม่ดี มันหมดแรง แต่อาการที่ดี มันแรง อาการที่ดี ยิ่งแรงได้สบาย ยิ่งคล่องแคล่ว มีแรง ไม่ใช่ไปด้วยกัน ดีก็หาย ชั่วก็หาย กิเลสก็หมด จิตก็หมดไปด้วย ไม่ใช่ จิตยิ่งประเสริฐ พระอรหันต์จะมีจิตที่ประเสริฐ ที่แรงเร็ว คุณภาพเต็ม ใช้ได้เต็มที่เลย ไม่เหยาะแหยะ เป็นแต่เพียง อรหันต์จะไม่ใช้ ก็ตายเป็นปรินิพพาน เป็นปริโยสาน ยกทิ้งไปเลย ท่านหายไป อัตตาหายไปก็ได้ สลายเป็นอุตุนิยาม เป็นวัตถุธาตุ ตัวท่านก็จบไปแล้ว บางองค์ สายศรัทธา ตายแล้วก็ไม่สนิท ต้องไปเสียเวลา ตายแล้ว ก็เหลือธาตุพีชะ จิตนิยามเหลือพีชะ ที่เป็นอนาคามีธาตุ ที่เป็นขั้นๆ จนกว่าจะสลายไปหมด นานไปไม่รู้กี่กัปป์ เสียเวลา เป็นความละเอียดของความรู้ ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้แล้ว เอามาสอนเรา อาตมาเรียนรู้มา เป็นพระโพธิสัตว์ ก็รู้ไม่น้อย ในยุคนี้ จะมีคนที่พูดได้อย่างอาตมา เป็นพี่เป็นน้อง ก็ยังมีน้อย ยังไม่เห็น ยังมีนัย หลายมิติ มิติทางศรัทธา ปัญญา ก็มีมิติต่างๆกัน มิติทางวิตักกะก็มี ปล่อยไปเถอะ อีกนานกว่าจะเข็ด กว่าจะมาตั้งหลัก วิตักกะ กว่าจะตั้งหลัก เป็นสายศรัทธาก็หนัก กว่าจะเป็นสายศรัทธา ที่จะปรับปรุงเป็นสายปัญญา ก็อีกนาน กว่าจะถึงขั้นปัญญาได้ เปลี่ยนสภาพเป็นปัญญาได้ หรือเป็นศรัทธาแล้ว เติมปัญญาให้เต็ม ก็มีสิทธิ์ที่จะนิพพานได้ ใช้ภาษาแทนสภาวะ อาตมาก็หยิบมาอธิบาย ตอนนี้ยังไม่เข้าเรื่องลำดับ การได้อัตภาพ ได้จิตนิยาม ตั้งแต่เซลล์เดียว จนเป็นหลายล้านเซลล์ เป็นเดรัจฉานมา จนเป็นมนุษย์นี่สุดแล้ว เริ่มต้นจากเป็นมนุษย์ ได้สรีระขององคาพยพ อาการ 32 ที่มันเป็นองคาพยพของความเป็นมนุสโส ความเป็นคน ในภาษาไทย คอหยักๆ มีแขน มีขา กว่าจะมีปัญจสาขา เรียกว่า 1 2 3 4 5 ได้อันนี้ก็มีวิวัฒนาการมา ตั้งแต่เป็นสัตว์น้ำ ก่อนเป็นปูปล าก็เป็นสัตว์ดุ๊กดิ๊ก สารพัดสัตว์ ในทะเลมีมากมาย ใครจะลัดมาได้ หากไม่ลัด ก็นาน แต่หากใครเก่ง และฉลาด ก็จะพัฒนาเร็ว มาเป็นสัตว์เลือดเย็น สัตว์เลือดอุ่น จนกระทั่งมาเป็นสัตว์บก มาเป็นสัตว์ปีก แล้วก็เป็นสัตว์บก จนกระทั่งมาเป็นคน คนกว่าจะเป็นเวไนยสัตว์ เป็นสัตว์ที่เรียนโลกุตรธรรมได้ ไม่ใช่แค่ร้อยปี พันปี หมื่นปี แสนปี แต่เป็นล้านๆปี การเกิดชีวิตที่ได้อายุ 100 ปีนี้ มันน้อยนัก เพราะฉะนั้นอย่าเสียเวลา อย่าไปประมาท หลงเลยนักหนา มาเป็นคนนี่มีทวาร 6 มีตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ทวาร 5 เปิดรับภายนอกมีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส รูปอย่างนั้นเสียงอย่างนี้ กลิ่นอย่างโน้น ต่างๆนานาสารพัด มันล้วนแล้วแต่ที่จะหลอกให้เราไปติดยึด ไปหลง ว่านี่น่าได้ น่ามี น่าเป็น น่ามี สารพัด อะไรทั้งหลายแหล่ ถ้ามันไม่พอ ต้องมี เราก็เอา พอใช้ได้ มันก็มีสัดส่วนพอเหมาะ พอเหมาะแล้ว ก็ดีสำหรับเรา ไม่ต้องเฟ้อเกิน อะไรมากมาย คนก็ไม่เสียเวลา รู้จักเอาพอเพียง แค่นี้พอดีแล้ว ความหมายคำว่า พอเพียง หรือพอดี มันจึงเป็นความหมายที่ รอบรัดดีมากเลย รู้จักการจัดสัดส่วนให้พอดี ภาษาบาลีคือ ปโหติ ป กับโหติ (ครบองค์ประกอบ 3) ก จ ต ฎ ป ภาษาบาลีห้าวรรค ก ก็เกิด ป ก็เกิด เกิดแล้วก็พัฒนามาด้วย จ เป็นความรู้ ถ้า จ รู้โลกีย์ก็ไปโลกีย์ แต่ถ้ารู้โลกุตระ ก็เป็นอีกมุมหนึ่ง แล้วสะสมเป็น ฏ แล้วมาเป็นตัว ต.เต่า ฏ คือตั้งลงหยั่งลง แข็งแรงเรียกว่า ต.เต่า ในนัยที่ต่างกัน ฎ นี่คนไทยเติมเข้าไป ดัดจริตเติมก็ไป ก็เลยเพิ่ม ความจริงมันก็พอแล้ว บาลีกำหนดมาพอ ก็ตามเข้าไปอีกเป็น ฎ ชฎา เดี๋ยวนี้ไม่ใช้กันแล้ว เอาภาษาไทยไปใส่บาลี ด.เด็กไง มันเป็นอจินไตยลึกลับ ให้มันลับไปก่อนก็แล้วกัน มันเป็นสิ่งที่พอเหมาะจัดสัดส่วนพอเหมาะ ปโหติ พอเหมาะพอควรได้ดี ปโหติ นี้ยิ่งใหญ่ ป ห ต ที่เป็นตัวตบท้ายสามเส้า แล้วมีคุณสมบัติ สามเส้า อะ อิ อุ หรือ อา อี อู เป็นพลังงานทั้งนั้น พลังงานสร้างเกิดก่อ มันก็จะมีของจริงพวกนี้ รองรับภาษา ที่กำหนดเรียก มาศึกษาให้ดี แล้วจะพบว่าโอ๊ ถ้าไม่ศึกษาความรู้ของพระพุทธเจ้า เราจะวนเวียนเป็นโลกีย์ ถูกปั่นหัว ถูกหลอก เป็นสมบัติผลัดกันชม แย่งเขามาได้ เขาก็มาแย่งกลับไปอีก แก้แค้นกันไป แก้แค้นกันมา สมรักกันไป สมรักกันมา มีสมรัก กับแก้แค้น เท่านั้นแหละ สมรักษ์เป็นนักมวย แล้วก็ไปชกเขาให้เกิดคู่อาฆาต มันอาฆาตอะไร ถ้ามันอาฆาต เป็นความโกรธ มันก็จะอาฆาต ชาตินี้ตีแกไม่สำเร็จ ชาติหน้าก็มาตีต่อ ถ้าแค่ชาติหน้าจะเอาชนะด้วยมวย ก็แล้วไป แต่บางคนมันอาฆาต ไม่เอาแค่มวย ทำให้เขาเจ็บหนัก ไม่ว่าชาติหน้าชาตินี้ ก็ขอแก้มือ จนกรรมการไม่ให้แก้ เพราะแพ้แล้วแพ้อีก ล้านต่อขี้หมากองเดียว เขาก็ไม่ให้ชก เสียเวทีเขา สิ่งที่มันเกิดในชีวะ ที่เป็นจิตนิยาม เป็นมนุษย์ ถ้าเป็นจิตของมนุษย์ ที่สอนได้เรียนรู้ ได้เป็นเวไนยสัตว์ เข้าเป็นโลกุตระ ก็เข้าเกณฑ์ เมื่อมาศึกษาก็ เข้ากระแส เรียกว่า โสตาปันนะ จิตวิญญาณ เกิดอัญญธาตุ เป็นธาตุโลกใหม่ เรียก โลกุตรธาตุ ธาตุโลกุตระ กับ อัญญะ นี้มี 2 แบบ แบบหนึ่งมันเกิดเอง แต่นานมาก เป็นล้านๆกัปป์ คนที่ถามว่าพระพุทธเจ้าองค์เริ่มต้นเกิดเมื่อไหร่ พระพุทธเจ้าจะเริ่มต้นด้วย อัญญธาตุ เกิดเองของท่าน องค์แรก องค์ไหน ก็ไม่รู้แหละ เกิดพัฒนาการ จนกระทั่งมันสุดแล้ว เอกภพจักรวาล ไม่รู้กี่ล้านๆๆๆกัปป์ มันก็จะต้องมีอะไรที่ออกมาเป็นเนื้องอก เป็นพลังงานใหม่ จากสามออกมา สู่ 4 พลังงานนี้ มันเต็ม จนกระทั่งมันเกิดมาอีก มันถึงขั้น ถึงรอบ ที่มันจะต้องออกเป็น 4 เป็น 5 เป็น 6 เป็น 7 เป็น 8 เป็น 9 เป็นพุทธะ 9 นี่เป็น พุทธะเต็ม แล้วก็จะค่อยๆมาสร้างศาสนา ที่เป็นศาสนาเดียวในเอกภพ ไม่ใช่แค่ในโลก ศาสนา ที่หมุนเวียนในเอกภพ ไม่มีสิ้นสุด พระพุทธเจ้าบอกว่า โลกุตรธรรมมีในโลก แต่มีข้อแม้ว่า โลกกลมๆลูกนี้ ในยุคนี้บางลูก ไม่มีสัตว์ แม้แต่สัตว์เล็ก มันก็ไม่มีคนหรอก โลกลูกนี้ก็ไม่มี แต่ถ้าโลกไหนที่มนุษย์ มีองคาพยพที่จะเรียนรู้โลกุตระได้ มีอาการ 32 ที่เฉลียวฉลาดพอ จนกลายเป็นโลกียะที่โหดร้าย ไม่มีพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็จะมีองค์ใดองค์หนึ่ง ก็จะมาปรากฏในโลกนี้ เพื่อช่วยโลก ช่วยมนุษย์ ที่มันแย่แล้ว พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จะต้องช่วยมนุษย์ในโลก ไม่ว่าในโลกลูกไหนก็แล้วแต่ ท่านจะมีธาตุกรุณา มีอัชฌาสัยที่ทนไม่ได้ต่อความกรุณา นี้ทั้งนั้น ก็จะมาอุบัติเพื่อช่วยมนุษย์เอง ไม่มีใครมาใช้ ท่านไม่รับใช้ใครหรอก พระพุทธเจ้า แต่ทำด้วยความกรุณาเป็นอัชฌาสัยที่ทนไม่ได้ต่อความกรุณา กรุณา แปลว่า ลงมือช่วย มาช่วยของท่านเอง โลกลูกนั้นก็จะมีพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งมาอุบัติ มาสอน รื้อขนสัตว์ ออกจากโลกียะไปเรื่อยๆ ความรู้นี้ตัวเอง รู้ได้ด้วยตัวเอง จึงเอามาพูด ไม่ได้ลอกเลียนจากตำราอันไหน มั่นใจว่า เป็นความรู้ที่ถูกต้องด้วย อาตมามั่นใจว่า ไม่ใช่สิ่งที่ผิดพลาด เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ที่อาตมารับผิดชอบ ถ้ามันผิด อาตมาก็มีวิบากบาปของอาตมาเอง พูดแล้วก็ต้องรับรองของตัวเอง ถ้าทำแล้วมันผิด คุณก็เป็นวิบากของคุณเอง ไม่มีใครโทษได้ วิบากของคุณเอง ถ้าเราถูก ก็ไม่มีวิบากนั้น อาตมาเข็ดวิบาก หนักหนา เป็นพระโพธิสัตว์ระดับนี้แล้ว ถ้าไม่รู้จักวิบาก ก็โง่ตายชัก อาตมาก็เลิกโง่แล้ว ไม่เอาแล้ว วิบากนั้น แม้มีวิบากดีนี่ ก็แสนที่จะไม่ใช่ง่าย ไม่ใช่ไม่หนัก เพราะวิบากดี ก็ต้องเอามาทำงาน เผยแพร่ แจกจ่าย ให้คนอื่นได้บ้าง ได้คนเดียว ได้วิบากดีคนเดียว ได้โลกุตระคนเดียว ในเงื่อนไขที่ชัดเจนแล้ว อาริยะของพระพุทธเจ้า ได้โลกุตระแล้ว จะไม่มีการเห็นแก่ตัว มันเป็นเงื่อนไขหลัก มันอยู่ในตัวของมันเอง การได้โลกุตรธรรม นั้นเป็นโลกุตรธรรมที่ไม่เห็นแก่ตัว มีแต่เห็นแก่ผู้อื่น เกื้อกูลผู้อื่น กรุณาผู้อื่น มันเป็นคุณสมบัติเป็นคุณวิเศษ ในตัวเองเลยจะเป็นเช่นนั้น ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่ ถ้าหากคุณสมบัติไม่เป็นเช่นนั้น คุณวิเศษอันนี้ ไม่เป็นเช่นนั้น มันก็ไม่ใช่อันนี้ ไม่ใช่ ของพระพุทธเจ้า ของโลกุตรธรรม นี่เป็นเงื่อนไขชัดๆ ผู้ที่สามารถเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าได้ จึงเป็นประโยชน์ใหญ่ ประโยชน์ยิ่ง ประโยชน์ที่จะทำให้สังคมมนุษยชาติ ที่อยู่ในเอกภพมหาจักรวาล อยู่ในโลก ก็ต้องช่วยกัน อย่างนี้แหละ เป็นคุณสมบัติที่ต้องเป็นเช่นนั้น จึงเรียกว่าสุดท้าย ต้องเป็นเช่นนั้น ไม่เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่ของแท้ ไม่ใช่ตถตา เป็นตถตา ต้องเป็นเช่นนั้น ไม่ใช่เช่นนั้น มันต้องเป็นอย่างนั้น ถึงเป็นอย่างนั้น อาตมาก็เคยเป็น แบบโง่เง่าเต่าตุ่น แบบนั้นมา แต่มาเรียนรู้ และก็พัฒนามาได้ อาตมาไม่ได้ได้ความรู้แค่จากสัตบุรุษ พระสมณโคดมเท่านั้น ได้มาจากสัตบุรุษอื่นๆ ที่หาที่สุดไม่ได้ จนมาเป็นได้พบพระพุทธเจ้าสมณโคดม อาตมาไม่ได้พบแค่พระพุทธเจ้าองค์เดียว อาตมาพบพระพุทธเจ้าไม่รู้กี่พระองค์แล้ว เป็นแต่เพียงพระพุทธเจ้าสมณโคดม เป็นองค์สุดท้าย ในยุคกัปป์นี้ ที่เราจะพูดถึงได้ อาตมาก็ได้เกิดร่วมมา ท่านก็เป็นอาจารย์ของอาตมามา ไม่ใช่ชาติเดียวด้วย เพราะก่อนจะมาเป็นอาจารย์ เป็นลูกศิษย์กัน ไม่ใช่เป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น เป็นอื่นๆด้วย เป็นชาติอื่นเป็นอาจารย์ลูกศิษย์กันมา ไม่รู้กี่ชาติ มันเป็นความซับซ้อน จนนับไม่ถ้วน ก็ละไว้ในฐานที่เข้าใจโดยปริยาย สรุป ถ้าเกิดมาเป็นคนแล้ว ไม่ขวนขวายเอาโลกุตรธรรม ก็เวียนวนในโลกียะ ทุกข์ๆสุขๆ สมบัติผลัดกันชม แก้แค้นกันไป แก้แค้นกันมา น่าเบื่อ มันไม่มีจบหรอก คำว่าสมบัติผลัดกันชมนี้ คุณเข้าใจพยัญชนะนี้ไหม มันเปลี่ยนกันไป แลกกันไป แลกกันมา แก้แค้นกันไป แก้แค้นกันมา แล้วคุณก็จำกันไม่ได้ แก้แค้นกันไม่รู้กี่ตลบ ไม่รู้กี่ล้านครั้งแล้ว จำไม่ได้หรอก เพราะฉะนั้นถ้าไม่มาศึกษา คุณก็แก้แค้นกันอยู่อย่างนั้น สมบัติผลัดกันชม แย่งได้ แล้วคนนั้นก็มาแย่งคืนๆๆๆ เบื่อ ไปเอามาทำไม เท่านั้นเอง ผู้ที่รู้แล้ว จบสุดแล้วหมด จบกิจ เราจะปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็ได้แล้ว เป็นพระอรหันต์ พระอรหันต์เป็นคนใจดำ หรือไม่ใจดำ ก็ไม่ใจดำ พระอรหันต์แต่ละองค์นั้น ไม่มีหรอกที่จะปรินิพพานไปเสียเลย อย่างน้อยท่านก็มีกตัญญูกตเวที มีความไม่ใจดำ มีความกรุณา เพราะไหนๆพระอรหันต์ก็คือ เราก็หมดทุกข์แล้ว เราก็ไม่ลำบากแล้ว เราก็ ฌานก็ได้โดยไม่ยาก โดยไม่ลำบาก วิมุติเราก็สามารถรู้ และถ่ายทอดให้คนอื่นได้ ถ่ายทอดได้ไม่เก่ง ก็ช่างเถิด ได้เล็กๆได้น้อย ก็ถือว่าทดแทนคุณ พระอรหันต์บางท่านเกิดมาไม่เก่ง สอนได้เล็กๆน้อยๆ แล้วท่านก็บอกว่าไปแล้ว ก็ต้องเห็นใจท่าน ท่านไม่เชี่ยวชาญ ไม่เก่งก็ทำได้แล้ว ท่านก็พยายาม มีกตัญญูกตเวที ใช้หนี้บุญคุณ ท่านมีกตัญญูกตเวที ท่านก็ไม่ได้ใจดำ ไม่มีพระอรหันต์องค์ไหนหรอก จะไม่เกิดมาซ้อนซ้ำ เกิดมาเพื่อช่วยโลก และสืบสานศาสนาพระพุทธเจ้า ทดแทนบุญคุณพระพุทธเจ้า หรือมาช่วยมนุษย์โลกไปด้วย ถ้าคุณฟังด้วยปฏิภาณ มันไม่อยู่ในอกุศลจิตหรอก มันไม่ใจจืด มันต้องมีพอสมควร โลกมันจึงไม่ว่างจากอรหันต์ จะต้องสืบต่ออรหันต์ ถ้าไม่ช่วยใคร แล้วก็ตายๆ แล้วมันจะเหลือหรือ มันก็ดับสูญ สูญพันธุ์ไป อรหันต์สูญพันธุ์ พวกสายที่เข้าใจผิด พวกนี้มันพวกอนันตริยกรรม มันมาทำให้อรหันต์เขาสูญพันธุ์ ก็เป็นอนันตริยกรรม คนมาทำให้อรหันต์สูญพันธุ์ เป็นอนันตริยกรรม อย่าไปอุตริคิดอย่างนั้น พวกสายหลับตาแล้วอยู่คนเดียว ไม่มีอะไรต่อ จนกระทั่งเห็นแก่ตัว ไปเดี่ยว เดี๋ยวไปตกอนันตริยกรรม ซวยตาย ต้องวนเวียนไปอีกนานนับชาติ คำว่า อนันตริยกรรม คือกรรมที่ทำมากเกิน ที่จะต้องกลับไปเกิดใช้หนี้ วนเวียนในโลกีย์อีก เสียเวลาอีกนานมาก อย่าไปทำกรรมที่เป็นอนันตริยกรรม มันเป็นตัวตัดรอน ที่เราให้ไปช้า วนเวียนในนรก ในสวรรค์ ในสิ่งที่ต้องไปทดแทน แก้แค้นกันอีกเปล่าๆ มันไม่เป็นไปตามลำดับ ที่เรียบร้อย ไม่ต้องวกวน ยึกยัก ราบลื่น ดุจฝั่งทะเล ลัดที่สุด เร็วที่สุด ของพระพุทธเจ้าใกล้ที่สุด เร็วที่สุด ได้สูงสุด นอกกว่านั้นแล้วยึกยักทั้งนั้น ดีไม่ดี ยืดยาด ยึกยัก กว่าจะกู้กลับได้อีก พูดก็เมื่อยแล้ว ไม่ต้องไปจมกับมันอีก สัจธรรมนี้ จึงละเอียดลออ คือสิ่งที่จริง อย่างแย้งไม่ได้ แย้งได้ยากมาก คนที่มีปฏิภาณปัญญา เห็นแล้วว่าโอ้โห ชัดเจนแล้ว อย่างนี้ มันจริงจนกระทั่ง เราก็ใช้ความฉลาดของเรา แย้งไม่ได้ อันนี้ต้องจำนน ต้องรับ คนไหนแย้งไม่ได้ ก็บอกว่าไม่รู้ ก็ไม่เอา ไม่ใช่ ไม่รู้มันก็ต้องมาเอาจากผู้รู้สิ ก็น่าสงสาร ความโง่มันทำให้ช้าลงไปอีก สัจธรรมพระพุทธเจ้าได้หยั่งลง อาตมาได้พาทำ และหยั่งรากลงแล้ว ในยุคนี้ ในยุค 2500 - 2600 ปีนี้ ขณะนี้ ที่พูดถึงกันอยู่ได้ ถ้าตายจากโอกาสนี้ จากร่างกายนี้ของคุณ มันก็ไปอีก วิบากที่มันจะจัดสรรไปอีก เป็นอจินไตย ใครจะไปรู้ว่าตายจากร่างนี้ไปแล้ว วิบากชุดใหม่ที่จะมาให้คุณใช้เกิด เขาจัดมาเป็นส่วนๆ พอไปถึงชาตินี้ คุณก็จะต้องไปมีวิบาก จัดสัดส่วนให้คุณไปเกิดอีก จะนานเท่าไหร่ จะได้วิบากส่วนที่เอาไปใช้ในแต่ละชาติๆ เท่าไหร่ มันเป็นอจินไตยทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นตายลงไปทีนึง ถ้าพบศาสนาพุทธ คบสัตบุรุษ อย่าทิ้งโอกาส เป็นอันขาด เพราะถ้าคุณตายไปแล้ว วิบากจะไปจากสัดส่วนต้องไปเกิดที่เอธิโอเปียอีก 500 ชาติ ไปเกิดที่ปาปัวนิวกินีอีกแสนชาติ ตายๆๆ วิบากมันจะต้องไปจัดสัดส่วนมาแต่ละครั้ง อันนี้คืออจินไตยที่ยาก เพราะฉะนั้นอย่าประมาท แต่ละชาติๆ พบแล้วให้เข้านั่งใกล้ เงี่ยโสตสดับ คบสัตบุรุษให้บริบูรณ์ ฟังสัทธรรมให้บริบูรณ์ จะได้มีศรัทธาให้บริบูรณ์ จะได้มีโยนิโสมนสิการให้บริบูรณ์ ชัดเจนไหม คําสอนพระพุทธเจ้ามีลำดับ มีการโยนิโสมนสิการ ก็จะมีสติสัมปชัญญะที่บริบูรณ์ เมื่อมีสติสัมปชัญญะบริบูรณ์ มีทั้งนอกและใน มีทั้งผัสสะหกชัดเจน ก็ปฏิบัติสุจริตกายวาจาใจ นิวรณ์ 5 ก็หายไป สติปัฏฐาน 4 ก็เจริญได้บริบูรณ์ โพชฌงค์ 7 ก็เจริญบริบูรณ์ โพชฌงค์ 7 จะเจริญบริบูรณ์ วิชชาและวิมุติ ก็เจริญบริบูรณ์ เท่านั้นแล้ว ก็เท่านั้นแหละ ภาษาอีสานว่าทอนั่นแล่ว เสียงหมดแรงนะ ลีลาของอีสานชัด พวกเรานี่ฟังธรรมไปยากแสนยาก ก็เบิกบานร่าเริง เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ก็ฟังได้สบายๆ ก็ยังได้รู้บ้าง ไม่รู้บ้าง คนไหนรู้ได้ดีๆ ก็ยังบอกว่า โอ้โหอันนี้ก็รู้ อันนี้ก็รู้ แต่อย่าตะกละมากเกินไป จะสำลักธรรมะ อาตมาก็ยังค่อยยังชั่ว เกิดมาไม่ว้าเหว่ ไม่โดดเดี่ยว มีผู้มาฟังธรรม แม้จะหน้าซ้ำๆเก่าๆ ก็ไม่เป็นไร ก็ยังไม่มีสนิม สนิมหลุดออกไปเรื่อยๆ ก็ดี ถ้าหากหน้าเก่าๆ และมีสนิมเขลอะขึ้น ก็ตายๆ เก่าๆอย่างนั้น ไม่มีประโยชน์ ไม่มีผลเลย แสดงธรรมไป ก็ยิ่งทำให้หน้าเป็นสนิมขึ้น ตอนนี้หน้าก็ใสขึ้น ดีขึ้น สะอาดขึ้น ไปได้เรื่อยๆ เสริมกันไป ทั้งในทางด้านวัตถุ ทั้งในทางด้านโลกียะ มันไม่พรากกัน ไม่แยกกัน โลกียะกับโลกุตระ มันเป็นองค์รวม อาตมากำลังพยายามอธิบาย เรื่องของ บวร ให้ชัดเจน ถ้าองค์ประกอบของมันมีสามเส้า บวร บ้าน วัด โรงเรียน มันจะครบครัน บ้านคือสังคม ชุมชนหมู่กลุ่มมนุษย์ อยู่รวมกัน อย่างของเรานี้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ชุมชนของชาวอโศก แล้วก็นอกจากชุมชนแล้ว เราก็มีระบบ มีประเพณีจารีต เรียกว่า สาธารณโภคี เสร็จแล้วก็มีการศึกษา เอาใจใส่กัน มีทางการศึกษาสมัยใหม่ สมัยเก่า ช่วยกันทำให้การศึกษานั้น เกิดการเล่าเรียน การพากเพียร ปฏิบัติ ประพฤติ เรียนรู้ ได้ด้วย บ้าน วัดคือธรรมะ คือเรามีโลกุตรธรรมเป็นแก่น สังคมบวร สังคมสามเส้านี้ อยู่ร่วมกัน ใช้ชีวิตร่วมกัน เสร็จแล้วมีธรรมะถึงขั้นโลกุตรธรร

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน