351130 ตอบชัดๆ ตัดอัตตา โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx
เนื้อหาในไฟล์
.lh17 .fo # ตอบชัดๆ ตัดอัตตา file: 3500A.TAP ตอบชัดๆตัด "อัตตา"
โดยพ่อท่านโพธิรักษ์ เนื่องในวันกินข้าวหาด วันที่ 30 พฤศจิกายน 2535 ณ ปฐมอโศก
พ่อท่าน กลิ่นขี้หมู(คนฟังและพ่อท่านหัวเราะ) มีของแถมด้วยกลิ่นขี้หมู เราต้องนึก ถึงนะ เรานึกถึงกลิ่นขี้หมูนี่ มันเป็นสัจธรรมอันหนึ่ง เป็นสัจธรรมที่ว่าไอ้กลิ่นขี้หมูนี่คือ สิ่งหนึ่งที่แม้ในตัวเรานี่ก็มีขี้นี่เยอะแยะ แล้วเราก็ต้องดมมันทุกวันน่ะ เพราะเราขี้ทุก วัน เราเข้าส้วมทุกวัน เราก็ต้องดมมันทุกวัน ขี้ของเรา ขี้ของหมู นี่เป็นธรรมชาติที่ แท้จริง มันมีกลิ่นให้เราดมนี่นะ เราก็จะได้รู้สึกว่า เออ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ถ่ายออก เป็น ของเสีย เป็นสิ่งที่ถ่ายออก แล้วก็มีกลิ่นอย่างนี้แหละ แล้วเราก็กำหนดมันว่าไม่น่าดม แต่มันก็ต้องดม เพราะมันจะต้องอยู่กับเรา และเราก็จะต้องวางใจ ไม่รังเกียจ เพราะฉะนั้นในระยะความไม่รังเกียจนี่นะ ในความเป็นสัจธรรม เป็นปรมัตถธรรมนี่ ในความเป็นเรา เป็นของเรานี่ แม้แต่กลิ่นขี้นี่ ถ้ากลิ่นขี้ของเรา เราก็ไม่ค่อยรังเกียจ กลิ่นขี้ของเรา เราก็ดมได้ง่ายหน่อย กลิ่นขี้ของคนอื่นนี่เจ้า ประคุณเอ๋ย นี่มันบอกสัจธรรมเราว่าเห็นมั้ย ถ้าเป็นของเราแล้วเราก็วางใจได้ เป็นของคนอื่นไม่วางใจ นี่แหละมันโง่ตรงนี้ มันเป็นธรรมชาติอันเดียวกัน ขี้ของคน อื่นก็กลิ่นอย่างนั้นแนะ ขี้ของเราก็อย่างนั้นแน่ะ บางทีของเรานี่เหม็นกว่าเขาด้วย บางครั้งบางคราวกลิ่นขี้เรานี่เหม็นกว่าเขาด้วย นั่นน่ะมันมาติดใจตรงนี้ มาติดตรงที่ เรา ของเรานี่แหละ โน่นน่ะ ตัวกูของกูนี่แหละตัวนี้ ถึงว่าเป็นสัจธรรม ใครใจมี ปัญญา มีปรมัตถ์แล้วนี่ต้องศึกษาให้ดี บางทีเราถือสา ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเราแล้ว เราก็ แหม ไม่ยอม ถือสา บางทีถือโกรธ ถือรัก ถือ
อ่านต่อ
ชังอะไรอยู่นี่มาก แต่ถ้าเป็น ของเราแล้วมันก็เฉย มันก็วาง เอาละ คงไม่มีใครชอบที่จะดมกลิ่นขี้ของตัวเอง หรอก แต่แม้มันมีมาเราก็ยังเฉยกับมันได้ วางใจได้ วางใจได้ นี่เราพิจารณาให้ดี นี่เป็นธรรมะนะ แม้แต่แค่นี้เราก็รู้จักศึกษาว่าปรมัตถ์คืออะไร วางปลงคืออะไร แล้วใจของ เราก็เป็นยังไง อ้อ ใจของเราเนี่นะเราไม่ถือสาในกลิ่นขี้ของเรานี่ แล้วเราก็ไม่ ทุกข์ร้อนนะ ไม่ต้องคิดมาก ไม่ต้องมีอะไรโยงใยเชื่อมต่อ ไม่ต้องมีปัญหา แต่ขี้คนอื่น แล้วมันเป็นปัญหา คนถาม ...(ไม่ชัด)
พ่อท่าน ใช่ คนที่เรายกให้บ้างนั่นน่ะ เป็นกลิ่นขี้ของคนที่เรายอมให้บ้าง ยกให้บ้าง เรายังพอทำเนา ยังพอได้นะ พอเป็นไป ยิ่งคนไม่ค่อยชอบนี่มันไม่ยกเลย อีงวดนี้ละ มันเอาเรื่องเลย มีนิดมีหน่อยมันจะเอาเรื่องเลย นี่สัจจะมันเป็นอย่างนี้นะ แต่นั่น แหละยังไงก็ตามในประเด็นที่ลึกซึ้งกว่านี้อีกนี่นะ กลิ่นขี้ของเรา กลิ่นขี้หมู กลิ่นขี้ อะไรพวกนี้นี่ เราต้องหัดวางทั้งนั้น แล้วมันดี อาตมาว่ากลิ่นขี้นี่ดีกว่าสิ่งที่ไม่มีกลิ่น แต่เป็นพิษ เราต้องดม เราต้องอะไรนี่ เราอยู่ในบรรยากาศของที่นี้นี่ ที่ปฐมอโศกนี่ เราพยายามที่จะทำให้มันสะอาด ให้มันมีพิษน้อยลงไปทุกที แต่กลิ่นขี้หมูนี่อาตมาเห็น ว่ามันเป็นธรรมชาติที่มีเหตุปัจจัยที่ทำให้เราได้ศึกษาอย่างนี้ด้วย แต่อยู่ในกรุงเทพฯนี่มันไม่มีกลิ่นนะ เรารู้มั้ยว่าแม้ไม่มีกลิ่นนี่ละในกรุงเทพฯนี่ แต่ว่ามันมันมีพิษ มันทำลายเรา มันทำร้ายเราทุกวัน มันทำร้ายจริงๆ มันเป็นพิษ ไอ้ ไม่มีกลิ่นมันไม่ใช่สัจจะ มันลวง มันหลอก เหมือนกับอะไรมากอย่างเหลือเกินใน กรุงเทพฯ ที่มันลวงมันหลอก เหมือนมันไม่มี แต่มีร้ายกว่าที่มี เพราะฉะนั้น ที่นี่มีกลิ่น นี่ อาตมาว่าดีกว่าไอ้ที่มันไม่มีแล้วมันร้ายนี่ อย่างนี้ แหม นี่ถ้าเราพิจารณา เรา ศึกษา เราทำความเข้าใจ แล้วก็ปลงวาง หัดวางใจให้ดีว่า เออ ไอ้กลิ่นอย่างงี้น่ะ นะ นอกนั้นอาตมาว่ามันก็นับวันนับคืนนะนี่น่ารื่นรมย์สมอุรา ชื่นตา ฟ้าเบิกบาน มาถึงปีนี้ปีที่แปดนะ จากอาณาบริเวณที่เรามีอะไรที่เน่าๆ รกๆ เลอะๆ ที่มัน ไม่น่ารื่นรมย์จริงๆ ไม่ใช่ว่าแกล้งพูดหรอก มันมีอะไรต่ออะไรที่มันยังไม่ใช่ องค์ประกอบ มันไม่ใช่สิ่งแวดล้อม ยังไม่ใช่ภูมิภาพ ไม่ใช่ภูมิภาพที่เราจะ อาศัยอยู่รื่นรมย์อะไร เราก็ได้ลงทุนลงแรง โดยเฉพาะแรงเรานี่มาก่อน ทุนรอน เราก็ไม่ได้เป็นแบบทุนนิยมเขา เราก็ไม่ได้มีก้อนทุนรอนอะไรมากมาย แต่เราก็ได้ พยายามใช้แรงใจ พยายามพากเพียร ได้ร่วมมือกันสร้างกันมาจนเป็นรูปเป็นร่าง มาถึงปีนี้นี่มีรูปร่างที่คนเข้ามาใหม่ๆตอนนี้นี่นะ พอบอกไปถึงหลังฉากเมื่อ 8 ปีที่แล้วนี่ คุณรู้มั้ยที่ตรงนี้ ถ้าเอารูปถ่ายตั้งแต่ 8 ปีที่แล้วมาให้คุณดู คุณจะนึกไม่ออกว่า โอ้ มัน เป็นไปมาได้ยังไง แหม นี่ต้องใช้ทุนเยอะซิ บอกเปล่า..ทุนไม่เอยะ ใช้ทุนใช้เงิน สร้างไม่เยอะ แต่ใช้แรงใจใช้แรงงาน ใช้ความร่วมไม้ร่วมมือ ใช้อะไรต่ออะไร ของเรานี่เยอะ ณ ที่นี้ แล้วเป็นแรงงานที่ไม่ใช่เป็นแรงงานบังคับด้วย เป็นแรงงาน ที่ให้ค่านี่ค่าสมบูรณ์ อาตมาเคยบอกค่าบุญค่าบาป ราคาของความบริสุทธิ์ใจ ราคาของสิ่งที่มันเป็น กิเลส จิตใจที่มีกิเลส ให้ด้วยกิเลสพวกนี้นี่นะ ราคามันถูกหรืว่ามันแทบไม่มีราคาให้ ด้วยกิเลสนี่ ดีไม่ดีเป็นหนี้ด้วย ถ้าไปขี้โกงไว้มากนะ แต่ให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ ความสะอาดนี่นะราคามันแพง นอกจากราคาของความบริสุทธิ์ใจแล้วยังเป็นราคา ของทางด้านเศรษฐกิจด้วย สิ่งนี้เป็นDEMANDมั้ย สิ่งนี้เป็นอุปสงค์มั้ย มันควรจะสร้างขึ้นมาในโลกนี้หรือไม่ ขาดแคลนหรือว่ามันมีเกลื่อนกล่นไปแล้ว รูปร่างสภาพสิ่งแวด ล้อม บรรยากาศ นิเวศวิทยาที่ดีนี่ มันหายากขึ้นไปทุกทีแล้วในโลกในสังคมทุกเมื่อ มันเป็นDEMANDสูงด้วยนะ เพราะฉะนั้นราคาค่าบุญหรือค่ากุศล ค่าคุณค่าของ ประโยชน์ทุกอย่าง ทั้งประโยชน์ใช้สอย ประโยชน์อาศัย ประโยชน์แห่งความรื่นรมย์ ประโยชน์แห่งความชื่นชม ประโยชน์แห่งสิ่งที่มนุษย์ควรจะพึงมี พึงได้ พึงเป็นน่ะ รวมแล้วมันสูงนะ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ถ้าคิดโดยราคาอย่างนี้แล้วด้วยนี่นะ หาค่าบ่มิได้ คำนวณกันไม่ออก คำนวณค่าไม่ได้หรอก อะไรก็แล้วแต่ ถ้าวัตถุเราก็สร้างแต่วัตถุ ถ้าที่นี่นี่นะเหมือนกับอย่างรีสอร์ตที่ไหนก็แล้วแต่ เขาจะสร้างอ่างน้ำ สร้างน้ำตก สร้างน้ำไหล น้ำใส มีหินมีทราย มีต้นไม้ร่มเย็น มีบรรยากาศอะไรก็ แล้วแต่คล้ายๆอย่างนี้นะ เขามีเงินทุนสร้างกันขึ้นมา เรียกว่าเนรมิตเลยละ เอา เงินทองเป็นล้านๆ กี่ร้อยล้านก็ตามแต่จะสร้างขึ้นมา แต่ไม่มีคน ไม่มีคนชนิดที่มีอยู่ใน ปฐมอโศกนี่ มีเหมือนกัน มีคนอีกชนิดหนึ่ง(พ่อท่านหัวเราะ) ซึ่งเป็นคนชนิดที่เรียก ว่า"ของฉัน" ถ้าเธอจะใช้บริการ เธอก็จ่ายมา ยิ่งมันมีบรรยากาศดีเท่าไหร่ก็ต้อง ชาร์จแพงๆมากเท่านั้น ไอ้ชาร์จนั่นก็เป็นระบบของสังคม บริการให้เพราะเงินทอง รับจ้างกัน เรียกว่าซื้อหากันอะไรก็แล้วกัน บริการด้วยการซื้อหาตามค่าของโลก สถานที่นั้นจะสร้างขึ้นมาด้วยราคาเท่าไหร่ก็ตาม ต่อให้ร้อยล้าน พันล้าน เสร็จแล้วมี คนอยุ่ในนั้น ที่ตรงนี้ก็สมมุติว่าราคาสร้างมาร้อยล้านพันล้านเหมือนกัน แต่มีคนชนิด เราอยู่นี่ ราคามันมียังไง มันต่างกันมั้ย หาค่าบ่มิได้กำลังสอง(พ่อท่านหัวเราะ) หา ค่าบ่มิได้กำลังสอง แต่พวกเรานี่ไม่รู้จะรู้ค่ามันรึเปล่าไม่รู้ อาตมาว่าผู้รู้ก็ต้องรู้กันบ้างแหละไม่มากก็น้อยนะ ที่พูดไปนี่เพื่อที่จะย้ำยืนยัน เพื่ออธิบาย บางคนอาจจะเบลอๆ มันไม่ชัด มันไม่เรียบร้อง มันไม่มีลำดับ ที่อาตมา พูดน่ะเป็นลำดับนะ มีชั้นตอน มีค่าบอกอะไรต่ออะไรมันให้เข้าใจนะ ถึงยังไงก็ตาม เถอะ เรื่องวัตถุนี่นะ ค่าของวัตถุที่พูดไปแล้วแต่ต้นนี่นะ มันสร้างมาด้วยวัตถุนั่น มันก็ มาเป็นวัตถุอย่างที่ต้องการ เขาก็สร้างได้ที่นี่เขามีเงินทุน คนนี้มีเงินทุนเขาก็สร้าง อย่างนี้ได้ทั้งนั้นแหละ สร้างแล้วมันก็เป็นวัตถุ แล้วก็คนที่จะอยู่ในสถานที่นั่นมันก็ต่าง กันอย่างที่ว่านี่ อาตมาเองถ้าแม้ว่าจะสร้างสถานที่นี้ได้นี่เป็นอย่างนี้แล้วนี่ ถ้าไม่มีคน แบบอย่างที่อาตมาว่าเป็นคนชาวอโศก เป็นอย่างแบบชาวอโศกนี่นะ อาตมาเอง อาตมาก็ว่า สถานที่อย่างนี้มีที่อื่นก็มี บางที่เป็นธรรมชาติเจ๋งกว่านี่ด้วย ธรรมชาติที่ เป็นธรรมชาติจริงกว่านี่ด้วย แล้วก็มีความสมพร้อม บริบูรณ์กว่านี้อีก สวยงามกว่านี่ก็ ได้ ไม่มีกลิ่นขี้หมูอย่างนี้ด้วย มีนะ ในประเทศไทยนี่ก็มี แต่นั่นไม่มีคนอย่างนี้อยู่ ที่ อาตมาเน้นนี่ก็ต้องเน้นให้มันสมบูรณ์หมดทุกอย่าง สถานที่ให้มันดีเท่าที่เราจะทำได้ โดยไม่ต้องไปเที่ยวได้เบียดเบียนใครที่ไหน ไม่ไปแย่งไปชิง ไม่ไปชุบมือเปิบอะไรมากมาย ปั้นมาด้วยมือ แน่ะ (พ่อท่านหัวเราะ) ปั้นมากับมือ ปั้นมาด้วยมือนี่แหละ ปั้นขึ้นมาจริงๆ ทำขึ้นมาจริงๆ ก็เป็นส่วนประกอบที่จะให้คนจริงๆนี่ คนในชนิดที่ อาตมาตั้งใจว่าจะให้เป็นคนชนิดนี้ อาตมาเคยพูดหลายครั้งหลายครานะ มีคนข้างนอกเขามาชมพวกคุณ อาตมาก็ ติต่อ เขาชมอาตมาก็ติต่อ (พ่อท่านหัวเราะ) เขาบอก โอ้โฮ ทำอย่างไรนะถึงให้ คนอยู่ที่นี่รับผิดชอบการงาน ทำโน่นทำนี่ได้อย่างนี้ เขามาชม อาตมาก็ติต่ออีกว่า อาตมาชื่นใจที่คุณชม แต่อาตมาก็เหี่ยวใจที่อาตมายังทำให้ดีกว่านี้ไม่ได้ ท่านโสรัจโจถึงขนาดว่า เอ๊ ยังไงพ่อท่านพูดยังไงนี่ เอ๊ มันก็น่าจะชื่นใจ ทำไมบอก ว่าเหี่ยวใจ ว่างั้นนะ(พ่อท่านหัวเราะ) อาตมาก็พูดให้ครบแล้วก็พูดให้ต่อ นอกจาก พูดให้ครบก็พูดให้ต่อ เพื่อที่จะให้พวกเรานี่ไม่หยุดยั้งในจุดเจริญ เราจะต้องเจริญต่อ กันต่อๆๆ กันไปเรื่อยๆๆ อาตมาก็ถามอีก พูดแล้วก็ถามพวกเราว่า หรือว่าคุณแน่ใจ ว่าคุณจบแล้ว ดีกว่านี้ยังมีอีก แต่ละคนแต่ละคนบอก
คนฟัง ...(ไม่ชัด)
พ่อท่าน ไม่มีใครกล้าบอกสักคนนะว่ายังไม่มีอะไรที่ดีกว่านี้อีก ก็ยังต้องมีทุกคนน่ะ รู้ ว่ายังขาดตกบกพร่องที่เราจะดีกว่านี้ได้อีกทุกคน เพราะฉะนั้นอันนี้แหละคือชีวิตที่เรา จะต้องดำเนินต่อไป อาตมาเองอาตมามีหน้าที่นะ มีหน้าที่ที่เราจะต้องนำพาไปจน กว่า ถึงแม้ว่าอาตมาจะให้พวกเราได้ดีขึ้นไปได้มากขึ้นๆๆ มันยังดีไปได้ พระพุทธ เจ้าท่านไม่สันโดษในความดีเลย ขนาดพระพุทธเจ้าท่านยังเห็นความดีที่จะพึงสั่งสม อีก พึงสั่งสมอีกนะ พระพุทธเจ้าท่านสั่งสมความดีไปไม่มีสิ้นไม่มีสุด ทำไปได้เรื่อยๆ ความดี ทำไปจริงๆ ไม่ต้องประมาท ไม่ต้องไปคิดว่ามันสุดสิ้น มันทำได้อีกมากมาย อันนี้เป็นเนื้อแท้ เป็นเนื้อหาที่หมาย มีชีวิตอยู่อาตมาก็หมายใจอย่างนี้จะอยู่กัน เพราะฉะนั้นในสถานที่ รูปถิ่นฐาน วัตถุธรรมพวกนี้นี่ คิดว่ามันไม่มีปัญหามาก เราไม่ จำเป็นที่จะต้องไปหลงใหลได้ปลื้ม หรือว่าไปสะสมอะไรต่ออะไรเกินการ แต่ขนาด นั้นก็ยังต้องสร้างต้องสะสมขึ้นบ้างเหมือนกัน จะว่าไม่สะสมซะเลยก็เป็นภาษาที่มัน เหมือนกับโกหก เราก็สะสมนี่พวกนี้นี่ สะสมหิน สะสมทราย สะสมน้ำ สะสมอะไรต่อ อะไรขึ้นมา สิ่งที่จะต้องใช้อาศัยพอเหมาะพอดีพอเป็นไป ให้มันเป็นสิ่งแวดล้อม เป็น สิ่งอาศัยอะไรต่างๆนานา พอเป็นไป มันก็ดูดี เหมือนกับโลกเขาบ้าง แต่มันก็ดูดีไป ในส่วนหนึ่งที่เราคิดว่ามันก็ไม่เหมือน มันไม่เพ้อ หรือว่ามันไม่ประดับประดาตกแต่ง จนเกินการ มันไม่เป็นลิเกจนเกินไป อะไรก็แล้วแต่ เราก็ให้มันเข้ากับสิ่งที่เราคิด ว่าเรามีปัญญา เรามีความเข้าใจ เรามีความรู้ว่ามันควรจะสัมพันธ์กัน แล้วมันควรจะอยู่ด้วย มันควรจะมีอยู่ ให้มันได้คุณค่าหรือให้มันได้ประโยชน์ ให้มันได้สิ่งที่ดีที่ อะไร อย่างนี้เป็นต้นนะ เราก็ทำไปนะ ก็เห็นพวกเราเข้าใจขึ้นแล้วก็ทำได้ขึ้นมา เรื่อยๆ เพิ่มเติมขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วเราจะเห็นอันหนึ่ง พอเราอยู่ดี สิ่งหนึ่งมันตามมา คนฟัง ...(ไม่ชัด) พ่อท่าน (พ่อท่านหัวเราะ) รู้ทั้งนั้นแต่ยังไม่ทำ แสนรู้แต่ล้านขี้เกียจ (คนฟังและพ่อท่านหัวเราะ)แสนรู้แต่ล้านขี้เกียจ(พ่อท่านหัวเราะ) นี่ตัวนี้ต้องแก้ไข มันเป็นทาสกิเลสจริงๆเลยในตัวเรา พอมันชักจะสบายละนะ เราชักรู้แล้ว ที่อาตมา พูดอยู่บ่อยๆว่า พอพวกเรามาอยู่นะ บอก เออ มันไม่มีปัญหาเท่าไหร่นะ เราก็ สันโดษพอสมควรละ ข้าวมีกิน ดินมีเดิน ตะวันมีส่อง พี่น้องมีเสร็จ แต่พี่น้องทำเถอะ ฉันอยู่เฉยๆหน่อย ฉันว่างๆ เลี่ยงๆ ก็พี่น้องมีนี่ พี่น้องทำซิ เราก็ โล่ยไปโล่ยมาซะบ้าง (พ่อท่านหัวเราะ) ล่วยไปล่วยมาซะบ้าง (พ่อท่าน หัวเราะ) คือหลบไปหลบมา เลี่ยงไปเลี่ยงมานะ แล้วก็มันขี้เกียจ โรคขี้เกียจน่ะ ซึ่งอาตมาก็ได้พยายามนะ ก็แล้วถ้าเผื่อเราทำนี่น่ะมันเป็นบาปหรือไง ก็ไม่ใช่ รู้ๆๆ แสนรู้แต่ล้านขี้เกียจ (พ่อท่านหัวเราะ) แสนรู้แต่ล้านขี้เกียจ แล้วทำแล้วมันจะเป็น อย่างไง แล้วเป็นไงล่ะมันบาปหรือไว มันไม่บาปหรอก แล้วมันเมื่อยหรือไง มันก็ไม่ เมื่อยถึงทำไม่ได้นะ ป่วยรึเปล่า? เปล่า ไม่ป่วย แล้วเป็นไงล่ะ แก่ ยังไม่แก่ ถามไปหมดแล้วมันก็เหลือตัวเดียวล่ะ ขี้เกียจ มันไม่อยากจะทำ บางอย่างน่ะทำเป็น ชำนาญด้วยนะ นี่แหละมันเป็นตัวที่เราจะต้องสำนึกมันให้มาก เตือนมันให้มากว่า เอ๊ เวลาล่วงไปๆ บัดนี้เราทำอะไรอยู่ กายกรรม วจีกรรมที่ดีกว่านี้ยังมีอีก พระพุทธ เจ้าก็สอนเรา เตือนเราไว้ เวลาล่วงไปๆ เธอทำอะไรอยู่ อยู่เฉยๆ แล้วมันเป็น ยังไงถึงอยู่เฉยๆ มันต้องพักผ่อน มันเมื่อยมากแล้ว มันอะไรล่ะ (พ่อท่านถาม) คนฟัง ...(ไม่ชัด) พ่อท่าน มันเสพมันติด เป็นภวตัณหาชนิดหนึ่ง ความสงบที่จิตสงบจากกิเลส กับความ อยู่เฉยๆที่ว่าสงบอยู่นิ่งๆ หยุดๆ อยู่เฉยๆนี่นะ ซึ่งภาษาบาลีท่านเรียกว่าฐีตะ หรือฐีตินี่ ในฐีติสูตรอย่างที่อาตมาออกมาอธิบาย ความอยู่นิ่งๆ เฉยๆ ความหยุดอยู่ ตัวนี้ กับความสงบจากกิเลสนี่มันต่างกันนะ ต่างกันเอามากๆเลย คุณค่าก็ต่างกัน เอาเยอะๆเลย ราคาบุญหรือว่ค่า คุณค่า ทั้งคุณค่าประโยชน์ ทั้งราคาบุญต่างกันหมด ไอ้นิ่งหยุดอยู่เฉยๆ กับสงบ ไอ้นิ่งอ็หยุดอยู่เฉยๆนี่เขาเรียกสงบเหมือนกัน นิ่งหรือ หยุดอยู่เฉยๆนี่ เขาเรียกสงบเหมือนกันใช่มั้ย สงบเหมือนกัน กับสงบจากกิเลสนี่ เพราะฉะนั้นผู้ที่ยิ่งสงบจากกิเลสจริงนี่นะ ยิ่งไม่นิ่ง ยิ่งไม่หยุดอยู่ ยิ่งขยัน ธรรมใด วินัยใดไม่เป็นไปเพื่อความขยัน ธรรมนั้นวินัยนั้นไม่ใช่ของเราตถาคต เพราะฉะนั้น ยิ่งสงบจากกิเลส มีความเห็นแก่ตัว ความติดยึดภพยึดชาติอะไรก็แล้วแต่ต่างๆนี่ มันก็ยิ่งจะน้อย เมื่อมันไม่เห็นแก่ตัวจริงๆ มันไม่เห็นแก่ตัวแก่ตนจริงๆ มันก็เห็นแก่ผู้อื่น เท่านั้นเอง ใครข้องใจ มีอะไรอ๊ะเปล่า (คนฟังหัวเราะ) คนถาม มิบังอาจ พ่อท่าน (พ่อท่านหัวเราะ) มิบังอาจเหรอ คนถาม พ่อท่านคะ สภาพของคนที่หมดขี้เกียจนี่ ความรู้สึกจะเป็นยังไง พ่อท่าน เออ พยายาม พยายามปฏิบัติประพฤติให้มันถึงจุดนั้นให้ได้เลย เออ ดี เออ คนถาม คิดไปทีเร เราก็... พ่อท่าน มันจะเป็นยังไง เรานึกไม่ออกเหรอ คนถาม มันไม่รู้จักตัวขี้เกียจ นึกไม่ออก พ่อท่าน พอนึกออกทีไร มันก็มีแต่ว่ามันยังเหลือความขี้เกียจ(พ่อท่านหัวเราะ) เออ.. คนถาม พอ่ท่านลองยกตัวอย่างซิครับ พ่อท่าน ยกตัวอย่างเหรอ มันเหมือนสายฝนที่มันเดินอยู่ตลอดเวลา มันไม่หยุด คนฟัง ...(ไม่ชัด) พ่อท่าน เขาทำโดยสมดุล พอเหมาะพอดี เขาก็จะไม่เหนื่อย แต่ถึงเวลากลางคืน แล้วเขาปิดไฟนะ มันก็หยุด พอเวลาถึงเวลาเราก็เปิดไฟให้มัน มันก็เดิน มันก็เดิน อย่างนั้นนะพอเหมาะพอดี อยู่ในความสมดุลนี่มัน มันก็ไปได้เรื่อยๆเลย นี่แหละคือคน ไม่ขี้เกียจนี่ ในภาวะที่มันมีกำลังงาน แล้วก็มีว่าเราจะต้องเดิน เราก็จะต้องดำเนิน ไป เราจะต้องเป็นไปอยู่ กระทำอยู่ มันเป็นบทบาทลีลาอยู่ มันจะดำเนินไปโดย ความเบิกบานร่าเริง ยินดี สบาย มันไม่มีอะไรมาฝืดมาหยุด มาทำให้มันคล่อง มันก็ จะหมุนเรียบร้อยอยู่ เย็นระรื่น หรือจะเรียกว่าอบอุ่นก็ได้ เราจะเป็นไปเรื่อยๆ คนถาม ที่บอกว่า เปรียบเทียบอย่างน้ำไหลออกมาใช่มั้ย มันไม่ต้องชนกับอะไร มัน ไหลมาเฉยๆ พ่อท่าน ชน ไม่มี แหม มันมี คนถาม คือมีแต่อากาศที่มองไม่เห็น พ่อท่าน โอ เยอะแยะเลยนี่มี resistance มี fiction ต่างๆ (คนฟังหัวเราะ) อะไรที่มันเจอของมัน แต่มันก็ลงมาได้ของมันตามระบบตามระดับ ของมัน คนถาม พ่อท่าน ในสภาพที่เราหยุดอยู่ ก็แสดงว่าเราก็ยังเพียรอยู่ใช่มั้ยครับ พ่อท่าน ใช่ ถ้าเผื่อว่าถ้าเราเพียรได้ดีเท่าไหร่ เพียรแล้วเกิดมรรคเกิดผล เกิด จริงๆ เกิดละตัวตน ละความขี้เกียจ ละตัวตนเข้ามานี่ ละได้จริงๆนี่มันก็จะคล่อง มันก็จะราบรื่น มันก็จะเรียบรื่น ง่าย งาม ดังที่อาตมาแปล ภาษาสุดท้ายมันก็คือสันติ สันติ ราบรื่น ง่ายงาม ที่จริงสันตินี่นะมันมาจากรากศัพท์ตัวเดียวกับ สัน นะ แปลว่า สงบ ที่สนะ สันนะแปลว่าสงบนี่นะ มันไปเป็นสันตติด้วย สันตติ แปลว่า ความต่อ เนื่องไป ความต่อ ไม่ใช่จบนะ ไม่ใช่หยุดนะ สันตติแปลว่าตัวต่อเนื่อง มาจาก รากศัพท์อันเดียวกัน เพราะฉะนั้นสันติ สงบนี่ แล้วก็สันตตินี่นะ มันก็คือดำเนินต่อไป อย่างสงบ อย่างได้สมดุล อย่างราบรื่น เรียบรื่น ราบรื่น ง่ายงาม เป็นไปด้วยดี เจริญ ไพบูลย์ มันเป็นลักษณะนั้น เพราะฉะนั้นจิตวิญญาณเรานี่ เราเรียนรู้ได้ดีแล้วล่ะ ถามอาตมาอาตมาก็ บอกองค์ประกอบ บอกความหมาย บอกอะไรต่ออะไรไป เมื่อเวลาเราลดได้จริง แล้ว มันไม่ต้องฝืนมากหรอก แล้วมันเป็นไป จะขวนขวาย จะทำอะไรมันก็ได้ แล้ว มันก็เบิกบานร่าเริง มันก็ยินดี ชีวิตเรานั่นล่ะมันไม่ทุกข์ มันง่ายอย่างไรก็ง่ายมันจะ ทำมันก็ง่าย ไม่ใช่ว่าพอบอก เขาบอกว่าอย่าทำ โอ้โฮ เรานี่ อื้อฮือ มันหนักขึ้นมา เลยเชียว มันอืดขึ้นมาเลย มันไม่อยากจะก้าว มันไม่อยากจะไปทำ แหม จำใจๆ นี่ มันทุกข์จริงๆ หา? คนฟัง ...(ไม่ชัด) พ่อท่าน มันใส มันโล่ง มันไม่มีคนขี้เกียจ นั่นมันก็เห็น ยิ่งมัปัญญายิ่งเห็นเลยว่า เอ๊ นี่สมควรนะนี่ คุณค่านะนี่ มันปร๊าดไปเลย มันเบรค มันไปกระทบมันเบรคยังไง มีตัว ตนอยู่เยอะซิ (คนฟังหัวเราะ) แหม ไปกระทบเบรค แม้เราจะกระทบกับศัตรู ด้วยซ้ำนะ มันก็ไม่เบรคไม่อะไรหรอก มันก็จัดแจงปรับให้มันสมดุล ปรับให้มันเป็นไป ได้ ปรับให้มันเป็นไปดี ประนีประนอมให้ดี อะไรอย่างนี้ คนถาม แล้วเหนื่อยกับขี้เกียจอย่างนี้ไปด้วยกัน ต่างกัน พ่อท่าน เหนื่อยกับขี้เกียจ มันก็คนละลักษณะ เหนื่อยคือเหนื่อย เหนื่อยสมควรพักเรา ก็พัก คนถาม เหนื่อยแล้วไม่อยากทำ พ่อท่าน เหนื่อย ไม่ใช่ไม่อยาก เหนื่อยนี่มันยังอยากทำอยู่ก็ได้นะ แต่มันเหนื่อย มัน แรง มันต้องควรพัก เหนื่อยนี่เราก็ต้องรู้อาการ ว่าเหนื่อยนี่คือมันทำงานมามากแล้ว นะ แล้วมันก็ควรจะต้องผ่อนนะ ต้องพัก เราจะมีปฏิภาณพอรู้นะว่าเหนื่อยนี่คือเหนื่อย บางทีใจนะมันยังอยากทำอยู่ด้วยซ้ำไป แต่เหนื่อยเราก็ต้องพัก เราก็ต้องรู้ตัวจริงอัน นั้น แต่ไอ้ที่ไม่อยากทำนี่แม้ไม่เหนื่อยเถอะเจ้าประคุณเอ๋ย อย่าพูดเชียว ให้แก้ตัว เลย แล้วเราก็มาหาคำแก้ตัวว่า ทำงานมากๆประเดี๋ยวมันจิตตก ก็มันตกถ้าเรา เรียนยังทำมันยังไม่เป็น เราทำมันยังไม่เก่ง มันก็ต้องมีผิดมีพลาด มีตกมีได้ มีได้มี ตก เราก็พยายามฝึกให้ได้ให้ได้ๆๆๆ มันก็จึงจะรู้ว่าเราได้ แต่ถ้าเราฟังอยู่อย่าง เก่าแล้ว เมื่อไหร่คุณจะสอบได้ซักทีอะ คนฟัง ...(ไม่ชัด) พ่อท่าน แพ้ก็ประมาณ ทำให้เราได้ประมาณซีกพอดี เราประมาณของเราให้พอดี คนถาม มันแพ้มากกว่าชนะ มันฟูๆแฟบอยู่อย่างนี้ค่ะ ทำยาก พ่อท่าน ถึงแม้อย่างงั้นก็ยังดี ก็ยังได้ไปเรื่อย ถ้าคุณยิ่งไม่ทำเลย คุณว่าคุณแพ้ บอก คุณแพ้อยู่ตลอดไง คุณไม่รู้เลย คุณไม่เห็นความจริงซักทีหนึ่งเลย วิธีทำ ทำยังไง ไม่ เป็น แล้วผลเป็นยังไง ผลที่ได้เป็นยังไง ก็ไม่ได้ทำ ไม่ต้องพูดถึงผลเลย ทำยังไม่ ได้หัดทำ ยังไม่ได้ฝึกทำแบบฝึกหัด แล้วมันจะเอาอะไรมาเป็น เอาอะไรมาได้ เอา อะไรมามี คุณก็ไม่มีไปตลอดกาลนาน ชาตินี้ตายไปก็ยังไม่มี ไปชาติหน้าอีกยิ่งไม่รู้ เรื่องเลยทีนี้ วิบากไปยังไงก็ไม่รู้ ไม่พยายามสร้างทุนเอาไว้ ทุกก็เลยไม่มีเลย แต่ ถึงยังไง ได้ๆตกๆ ฟูๆแฟบๆ ก็ยังมีทุน คราวหน้าทุนนี่แหละมันจะเกิดการเหมือนกับ คอมพิวเตอร์ นี่ได้ข้อมูลปั๊บ กดปั๊บ อันนี้มันจะบวกลบคูณหารขึ้นมาปั๊บ ค่าของคุณจะขึ้น เลย ชาติหน้า นี่เท่ากับเราบวกลบคูณหารทีหนึ่ง ชาติหนึ่งนี่เท่ากับเราจะไปใช้ต่อไปใน อนาคต เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่มีเลย กดปุ่มบวกลบคูณหาร ออกมาศูนย์ ดีไม่ดีติดลบ (พ่อท่านหัวเราะ) เอาเลย เพราะฉะนั้นอย่าท้อแท้ ไม่มีทางเลือกน่า ไม่มีทาง เลือก(พ่อท่านหัวเราะ) อย่าท้อแท้ ถ้าเข้าใจอย่างนี้ดีนะ ก็เข้าใจที่อาตมาพูดนี่ มัน ไม่มีทางเลือกจริงๆ มันไม่ตายก็ดีแล้วล้ะ (พ่อท่านหัวเราะ) 1)ยังไม่บ้า 2)ยังไม่ ตาย (พ่อท่านหัวเราะ) ไม่ถอยไม่บ้า ไม่ฆ่าตัวตาย ไม่ป่วยจนโทรม (พ่อท่านหัว เราะ) ไม่ถอย ไม่บ้า ไม่ฆ่าตัวตาย ไม่ป่วยจนโทรม ทำไปเถิด (พ่อท่านหัวเราะ) ไม่มีทางเลือก อาตมาเห็นแล้วไม่มีทางเลือก เอ้า ว่าไปเมื่อกี้ คนถาม ถ้าเกิดสมมุติว่าเราทำงานในวัดนี่ เราก็ทำไปเรื่อยๆ แล้วเราไม่มีโอกาสที่ จะได้ดูสื่อโลกภายนอกน่ะคะ อย่างทีวี หรือว่าหนังสือพิมพ์ เสร็จแล้วทีนี้คือบาง ช่วงบางขณะข่าวเหตุการณ์ต่างๆนี่ เราก็อาจจะตามโลกไม่ค่อยทัน อันนี้มันมีผล กระทบหรือว่าผลเสียหายสำหรับชีวิตคนเรามั้ยคะ พ่อท่าน มันไม่เสียหายหรอก ความจริงนี่เราเองเราไม่จำเป็นที่จะต้องไปนึกถึงว่า เราจะไปรู้โลกเพื่อที่จะไปช่วยโลกก่อนหรอก เราไปติดไปยึดโลกมาแล้วในตัวเรานี่ แหละสำคัญ เพราะฉะนั้นเราก็เรียนรู้โลกที่ติดในตัวเรา ที่เราดูโลกเขา ดูเหตุ การณ์ ดูอะไรต่ออะไรของเขานี่ เพื่อที่จะเตือนสัญญา เตือนความจำ เตือนความ จริงน่ะ เพราะฉะนั้นบางทีบางอย่างโลกที่มันปรุงใหม่ๆนี่เรายังไม่ได้ไปติดมาด้วยซ้ำ มันปรุงใหม่ๆ มันโน่นมันนี่อะไร บางทีเราไม่เป็น เราไม่ได้ไปติด เราไม่รู้ด้วย บางทีมัน เออ แปลกไปเฉยๆ เออ ไอ้นี่แปลกนะ เราก็เห็นแปลกๆไปเท่านั้นเอง แล้วเรื่องเหล่านี้ที่ว่า เอ๊อ แปลกๆนะ เราไม่เคยเห็น แล้วเราก็ไม่เคยติดด้วยซ้ำไปนั่นแหละ คุณก็ไม่ต้องมาเป็นปัญหาอะไรกับตัวเราหรอก คุณไม่ต้องมีกิเลส อันนี้อยู่แล้ว ไอ้กิเลสที่เรามีอยู่แล้วนี่ซิ อย่าไปกังวลเลยไอ้ของใหม่มากมายพวก นั้นน่ะ แต่กระนั้นก็ดีเราก็ยังมีรู้ใหม่ๆอยู่บ้าง ไม่ใช่ว่าไม่มี ก็มีให้มา โดยที่ก็สมมุติมา เราก็ดูข่าวคราว ดูอะไรต่ออะไรบ้าง พวกนี้เราก็มีอยู่บ้าง เราไม่ได้ปิดหูปิดตาเลย ทีเดียว เพราะฉะนั้นประโยชน์ในการที่จะดูสิ่งที่เราเป็นโลกอื่นๆที่คนอื่นเขาปรุงเขา แต่ง สังขารอะไรบ้างนี่ก็มีอยู่สองอย่างเท่านั้นแหละ ก็ 1)ก็เราเองเราดูเพื่อจำทวนสัญญาเรา ว่า เออ อย่างนี้ อย่างนี้แหละ โอ้โฮ เราก็ยังเหลืออยู่อย่างนี้เหมือนกันนะ หรืออย่างนี้นี่เราไม่มีแล้วนะ โอ๊ย อย่างนี้นี่แปลกมาก ใหม่มากนะ เราไม่เคยมี ไม่เคยเป็นน่ะ ซึ่งเราก็ไม่มีปัญหา อะไร ไม่เคยมี ไม่เคยเป็น แล้วเราก็อย่าไปหลงชอบเข้า ก็ระวังก็แล้วกัน อู๊ นี่ ไม่เคยมีไม่เคยเป็น แหม เราได้อย่างนี้บ้างก็จดีนะ โอ้โห ตั้งหูอย่างงี้เรายังไม่ เคยใส่เลยนี่ แหม อย่ากจะใส่จังเลยนี่ ใส่บ้างก็ดีอะเนาะ ถ้ามันมัน มันมันน่ะ ว่า งั้นนะ ก็เราก็อย่าไปเป็นอย่างงั้นก็แล้วกัน
คนถาม พ่อคะ ทำยังไงที่ว่าเวลาเพื่อนเขาเตือน แล้วมานะเรามันขึ้นน่ะ ล้างใจมัน ยากจังเลย รู้ว่ามันไม่ดีแต่มันก็ขาดทุนอยู่เรื่อยนะคะ
พ่อท่าน อ้าว ก็ต้องทำกับมัน เขกหัวมัน กระหน่ำมันเข้าไป นั่นละเราจะเห็นได้ ชัดเจนเลยว่า โอ้โฮ มันเก่งอย่างนี้จริงๆเลยกิเลสนี่ แหม ถือดีถือตัวอยู่งั้นละ โอ้ แหม จะเอาชนะคะคานอยู่นั่นน่ะ มันไม่ยอมๆๆ อยู่นั่นล่ะ แหม ดีรู้ว่ามันทุกข์นั่น เกิด อริยสัจอันหนึ่งแล้ว คือเห็นทุกข์อริยสัจ แล้วก็เห็น แล้วก็รู้ให้ชัดเลยว่า ไอ้นี่ตัวนี้มัน เป็นตัวกิเลส ตัวสมุทัย ตัวทุกข์สมุทัย ตัวเหตุ ตัวกิเลสแท้ กิเลสชื่อมันว่าอะไร ก็นี่ แหละ ไอ้ถือตัวกูของกู มันไม่ยอม แล้วพระพุทธเจ้าท่านสอนว่ามันมีหรือเปล่า ตัวกูของกูน่ะ มีเหรอ (พ่อท่านหัวเราะ) ก็พระพุทธเจ้าท่านสอนว่ามันไม่มี ใช่ แต่เรามี นั่นแหละก็เราไปปั้นมัน ไปยึด มัน ไปเป็นไปมี ไปไม่ยอมปล่อยไม่ยอมละลาย ไม่ยอมให้มันหมดอาการนี้ หมดสภาพ นี้ หมดแรง เยื่ออะไรอันนี้นะ ไม่ให้มัน เพราะฉะนั้นเราก็ต้องหาวิธี เราก็ต้อง พยายามแก้ไขอย่าให้มันเป็นอาการอย่างนี้ซิ ทำไมถึงไม่ยอม ก็ยอมเสียบ้างเป็นไง ทำไป ทำไปเรื่อยๆเราจะเห็นผลว่า อ้อ อย่างนี้ วิธีอย่างนี้ ทำอย่างนี้ มันยอม แล้วมันก็เบาใจ แล้วมันก็คลายทุกข์ เห็นความจริง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive