350809 ร้อยรู้ไม่สู้หนึ่งทำ (ตอนที่ 2) โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2533
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์356 KB
วันที่แก้ไข8 กุมภาพันธ์ 2569

เนื้อหาในไฟล์

350809 ร้อยรู้ไม่สู้หนึ่งทำ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานปฐมอโศก

ร้อยรู้ไม่สู้หนึ่งทำ ตอนที่ 2 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เทศน์ก่อนฉัน เมื่อ วันที่ 25 กันยายน 2535 ณ พุทธสถานปฐมอโศก

เจริญธรรม สำนึกดี ท่านผู้ยังใฝ่ธรรมของพระพุทธเจ้าอยู่ อาตมานึกถึงกิจกรรมของเรา นึกถึงพวกเรา ได้มีกิจวัตรเช้า เช้าก็มาทำวัตร ก่อนฉันก็มีเทศน์ หรือไม่มีเรื่องราวอะไร ก็เป็นเรื่องที่เราจะได้พูดกันในเรื่องที่เป็นเนื้อหาสาระอะไรกันเสมอๆ ทุกวัน แม้วันพุธ เป็นวันที่เรากะว่าเราไม่พูด ก็ยังมีแถมพูดเพิ่ม ขนาดกำหนดว่า วันนั้นหยุดนะ เป็นวันไม่พูดนะ เราก็ยังได้พูดเพิ่มเติมอยู่ แม้เป็นวันพุธอยู่ก็ยังแถม อาตมานึกเห็นว่าพวกเรานี่ ก็ทำกันได้ ทั้งผู้ที่จะเทศน์ ผู้ที่จะพูด ทำกันได้ ทั้งผู้ที่จะมาฟังก็มาฟังกันได้ โอ้ ช่างไม่เบื่อไม่หน่าย ผู้พูดก็หาเรื่องมาพูดพยายามพูด พูดจังเลยนะ อาตมานึกไม่ออก อาตมาเป็นคนแคบ เป็นคนที่ไม่ได้ไปวัดไปวา ไม่ได้ไปโน่นที่นี่อะไรมาตั้งแต่ในชีวิตนี่ ไม่ได้เข้าวัดเข้าวา ไม่ได้ศึกษา ไม่ได้ไปสอดส่องดูกิจวัตร กิจกรรมอะไรของเขาทั้งวัดนั้นวัดนี้ อย่างโน้นอย่างนี้ เขาเท่าไหร่หรอก นึกไม่ออก บวชแล้วก็มาอยู่วัดอโศการาม วัดอโศการามก็ไม่เทศน์ทุกวันเหมือนอย่างนี้ ไม่หรอก ไม่ได้มากเหมือนอย่างนี้ แต่ก็มากหมือนนะ วัดอโศการามก็เทศน์มากเหมือนกันนะ แต่ว่าไม่มากเท่านี้ รับรอง ไม่มากเท่านี้ ส่วนวัดอื่นๆนั้น อาตมาไม่รู้นะ ว่าเขาจะเทศน์กันบ้างไหม แล้วจะเทศน์กันเท่าไหร่ มากแค่ไหน วันพระวันเจ้า เอ้า ก็มีละ ตามกระแสว่า วันพระวันเจ้า ก็มีการเทศน์กัน ที่วันพระ แต่วันธรรมดานี่ เขาจะเทศน์กันไหม มีกิจวัตรกัน จะต้องมาพบปะคุยกัน ติดต่อกัน มีเรื่องราวอะไรก็อธิบายเป็นเรื่องราวติดต่อกันไป ขยายความอย่า

อ่านต่อ

งนั้นอย่างนี้ บางวันมาฟังก็มีเรื่องราว อย่างโน้นอย่างนี้ เสร็จแล้วก็ยังจะต่อพรุ่งนี้ มะรืนนี้ บางทีต่อกันไป 5 วัน 7 วันแน่ะ มีไหม มีอย่างเราไหม เรียนกันไปอย่างนี้ อาตมาไม่รู้นะ แต่เท่าที่ฟังดูอย่างของท่านพุทธทาสนี่ ท่านก็เทศน์ต่อนะ แต่มีฆราวาสไปฟังเทศน์ของท่านอย่างนี้ๆประจำหรือเปล่า เอาละ ท่านอาจจะใช้พระในวัดเป็นผู้ที่รับฟัง นั่งฟัง มีกัน นี่ของเรามีทั้งพระ มีทั้งสมณะ มีทั้งฆราวาส มีทั้งอะไรรับช่วงกันติดต่อ ดีไม่ดีเดี๋ยวนี้น่ะ มีเด็กด้วย มีตัวเล็ก ตัวน้อยมา เอ้า ก็รับฟังช่วงต่อกันไปอีกซึ่งจะเป็นจารีตประเพณี เป็นวัฒนธรรมของพวกเราสืบต่อไปอีก อาตมา เห็นว่า เราจะมีวัฒนธรรมอย่างนี้นะ กำลังพัฒนา อาตมาถือว่ากำลังพัฒนา แล้ว อาตมาเห็นว่านะ พวกเรานี่ แม้มานั่งฟังธรรมนี่แหละ อาตมาเห็นว่าพวกเรานี่ ก็ไม่ใช่ว่ามานั่งฟังธรรมอย่างไม่เห็นคุณค่าหรือว่าเบื่อหน่ายกัน จนกระทั่งถูกบีบบังคับอะไรกันจนเกินไป ผู้ใดที่คิดว่า แหม เราไม่อยากจะมาขึ้นศาลานักละก็ไม่มา ผู้ใดที่เห็นว่า เออ เราฝืนตัวขึ้นมาหน่อยก็มาเอง ผู้ใดพอใจยินดี มีฉันทะอยู่ก็ตั้งอกตั้งใจมา มาก็มาฟังธรรม ก็ได้อะไรต่ออะไร ได้รื่นเริงในธรรม เบิกบานในธรรมกันไป แม้ผู้ที่ฝืนๆ มาได้รับธรรมก็รู้สึกชื่นใจอยู่ แม้ฝืนๆมาก็ยังเห็นคุณค่ายังได้ประโยชน์ ส่วนผู้ไม่มาก็ยังระลึกอยู่ บางคนติดธุระ ไม่ได้มา อยากมาบางคนก็แม้ไม่มาก็ยังรู้อยู่ว่า เราก็ไม่ค่อยดีนักนะ เราก็ค่อยละปละปล่อย บางทีไม่อยากมานั่งในนี้ก็ยังฟังๆ เพราะว่าสายของเราต่อเสียงออกไปข้างนอกเยอะแยะ ก็ไปฟังข้างนอก ก็ยังได้ฟัง ก็ยังได้รับรู้ ได้รับอะไรต่ออะไรถ่ายทอดอยู่ ก็เป็นประโยชน์คุณค่าอะไรอยู่ แล้วไม่ใช่วันเดียว ไม่ใช่ปีเดียว ทำกันมาตั้งยี่สิบปีแล้ว อาตมาก็ยังเห็นว่า ความขมีขมันกระตือรือร้น หรือว่าความีฉันทะ มีความยินดีพอใจ ยังอยู่ในลำดับที่ใช้ได้ แม้มันจะไม่หวือหวาไม่ยินดีปรีดา ตื่นเต้นลิงโลดอะไรเกินการ แต่ก็อยู่ในสภาพที่อาตมาว่า เป็นไปได้ดีอยู่ที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนแล้วแต่ พุทธสถานเราทุกแห่ง เป็นอย่างนั้น จะต้องเป็นอย่างนั้น จะเป็นคนที่แวดล้อมอยู่ เป็นคนที่ไปๆมาๆ จะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อมส่วนรวม อย่างสันติอโศก ก็มีอยู่ขนาดนั้น ปฐมอโศก็มีอยู่ขนาดนี้ มีการพัฒนาตัวเอง มีเพิ่ม มีเติมไปได้ อาตมาก็เห็นอัตราการก้าวหน้าอยู่ว่ามันโตขึ้นมาเหมือนกัน ก็เป็นสิ่งที่อาตมาเห็นว่าหวังได้ ที่อาตมาไม่ได้สร้างความหวังให้แก่ตัวเองเลยนะ แต่ว่าอ่านค่า อ่านค่าของสิ่งที่เกิด สิ่งที่ปรากฏที่เป็นจริง อ่านค่าออกว่าทำให้อาตมากล่าวได้ว่า การพัฒนาของศาสนา การก้าวหน้าของศาสนา การเจริญไปของศาสนานี่ มันมีอัตราการเจริญ การก้าวหน้าที่เป็นที่หวังได้อยู่ อาตมาใช้ศัพท์ว่าหวังได้ ไม่ใช่ว่าอาตมาสร้างความหวังใส่จิตนะ ใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ใครจะเข้าใจอาตมาว่าอย่างไร ก็แล้วแต่นะ อาตมาว่า อาตมาละเอียดลออในเรื่องของจิตวิญญาณ อาตมาว่ามีอาการในจิตวิญญาณอย่างไร อาตมาพยายามเอาอาการของจิตวิญญาณนั้นมาพูดกับพวกคุณ ถ้าอาตมาเป็นจอมโกหก อาตมาก็จอมโกหกนะ คุณก็จะว่าอย่างนั้นนะ อาตมาว่า อาตมาไม่ได้โกหกนะ คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อ อาตมาไม่มีสิทธิ์บังคับ อาตมาว่า อาตมาไม่ได้โกหก อาตมาพยายามเอาสภาวะจริงใจของเรามันเป็นอย่างไร อาการของมันเป็นอย่างไร เอามาอ่าน ที่อาตมาเทศน์ออกมาส่วนใหญ่นี่ เอาอาการของจิตมาอ่าน แม้บางอย่างซอกแซกๆ ลึกซึ้ง พอไปถึงบทนั้นบทนี้ โอ้ บางทีเราไม่อ่านจิตของเรานะ เราไม่ได้อ่านสภาวะเราไม่ได้อ่านอาการเราก็เผินๆๆ ที่จริงมันเป็นแล้ว แต่เราไม่ได้อ่านมัน มันก็ไม่ได้เอาออกมาบอกให้ใครรู้ แต่เราก็เป็นของเรา บางทีเราก็ไม่รู้ด้วยซ้ำไปทั้งๆที่เราเป็น เราเป็นแล้วนะ แต่เราไม่รู้ว่าเราเป็น เราก็ไม่ได้อ่านมัน ไม่ได้สังเกตมัน ไม่ได้ดูมันละเอียดๆ พอเวลาลึกๆไปบางครั้ง บางคราว หลายคราวมากนับไม่ถ้วนเลย ที่อาตมาว่ามันละเอียดอย่างนี้นะ มันชัดเจน มันก็เอาออกมาอ่าน เอาออกมาบรรยาย เอาออกมาพูด อ๋อ มันดีอย่างนี้ ไม่อ่านเราก็ไม่เป็นนะ เราเป็นเราก็เผินๆ เราก็ไม่รู้สึกว่าเรารู้ เรารู้สึกว่าเราเป็อย่างนั้นอย่างนี้ พอจ้องอ่านของตัวเองแล้วก็จ้องอ่านสภาวะนั้นแล้ว อ๋อ มันลึกซึ้ง มันซับซ้อน มันมีอย่างนี้ๆ เอามาอ่านออกมาแล้วก็ได้รู้ด้วย พวกคุณก็ได้ฟังอาตมาพูด อธิบายออกมาให้ฟัง หยิบออกมาอ่านให้ฟัง อาตมาก็ได้รู้ตัวด้วย แล้วก็ให้พวกคุณได้รู้ด้วย มันก็ทำให้รู้ว่า เออ เรานี่ บางที หรือรู้ว่าคนนี่หลายคนไม่อ่านจิตของตัวเองอย่างละเอียดๆนี่จะไม่รู้ตัวหรอกว่า เราเองเป็นอย่างไร บางทีนี่มันเลว แล้วก็ไม่อ่านว่ามันเลว นึกว่าเราดี ไอ้มันดีแล้วไปนะ รอดตัว ดีไม่อ่านก็ยังดีว่ามันยังดีอยู่ มันยังดีอยู่ เราไม่ได้อ่าน แล้วเราก็ไม่รู้ตัวว่าดีไม่เป็นไร แต่ไอ้เลว ไม่รู้ตัวว่าเราเลวนี่ซิ มันไม่เข้าท่า เราเลวนะ ไม่อ่าน ไม่เพ่งพินิจ ไม่ตรวจสอบว่าเราเลว เราบกพร่อง ไม่ หลงว่าเราดี อันนี้ละ ซวย แต่ถึงแม้ว่าเราดี ไม่รู้ว่าตัวเราดี มันก็ไมค่อยดีนักหรอก มันก็ควรจะรู้ว่าดีจริงหรือไม่ดีจริง ให้มันชัด ไอ้ยิ่งชั่วจริง หรือว่าเลวจริง นี่ มันก็แน่นอนมันก็รู้ชัด แล้วเราก็จะได้แก้ไขปรับปรุงรีบๆแก้ไข ไม่ควรจะปล่อยปละละเลยความชั่ว ความ ไม่ดี ไม่งามอยู่ในตัวเรานะ เราก็แนะนำกันอยู่เรื่องนี้ เราพากเพียรที่จะทำอยู่ เรื่องจิตวิญญาณนี้ ทำให้อาตมาเห็นว่ามันเป็นเรื่องที่รู้ยาก แต่มันลึกซึ้งเหลือเกิน คัมภีรา นี่ซึ้งจริงๆเลย อาตมาฟังคำตรัสของพระพุทธเจ้า ที่ท่านตรัสยืนยันไว้ แล้วยิ่งเห็นคำว่า ลึกซึ้งของพระพุทธเจ้านี่ ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ มันลึกซึ้งจริงๆ ทุรนุโพธา ทุททัสสา ทุรนุโพธา ไม่ค่อยจะเห็นได้ง่ายๆ ไม่ใช่ตามเห็นได้ง่ายๆ เข้าใจเลยว่า โอ้ มันไม่ได้ตามเห็นได้ง่ายๆจริงๆน่ะ กว่าจะตามเห็นของตนเอง กว่าจะตามเห็นได้ ว่ามันเกิด มันเป็น มันมี นี่ มันเป็นนามธรรมน่ะ มันเป็นเรื่องลึกซึ้ง มันเป็นสภาพซับซ้อน มันหลายชั้น หลายเชิงนะ โอ้ มันกว่าจะเห็น อ้อ อย่างนี้เหรอๆ ก็จะเห็นว่า อ๋อ อย่างนี้เหรอ แหม เห็นได้ยาก เห็นได้ยากรู้ตามก็ได้ยาก เห็นแล้ว บางทีเอามาพูดเป็นภาษายังไม่ได้ก็มี โอ้โฮ มันซับซ้อน มันลึกซึ้งจะพูดอย่างไรนะตั้งหลัก ตั้งนี้ไปแล้ว พูดให้เราเข้าใจแล้ว มันก็วนนะ มันจะเหมือนกับตีลังกา เอ๊ เขาตีลังกานี่ คุณไม่เห็นกลับมาสูงอย่างเก่า มันกลับไปซับซ้อนๆ แล้วมันก็ต่ำ มันยิ่งสูงๆๆๆ ขึ้นนี่ จะทำอย่างไร จะพูดอย่างไร จะเอาอะไรมาสื่อให้เห็นว่านี่ มันวนแล้วนะ มันตีลังกาแล้วนะ หัวกลับหัวคว่ำอะไร แต่ว่ามันสูงนะ มันไม่ได้ตีลังกาหัวคว่ำลงมาหาต่ำหรอก แต่มันสูงนี่ จะอธิบายอย่างไร นี่ยากจริงๆ ตัวนี้แหละ อาตมาใช้ภาษาสื่อเรียกว่าสภาพหมุนรอบเชิงซ้อนนี่ โอ้ ยากจริงๆ มันมีลักษณะปฏินิสสัคคะ ลักษณะที่จะกลับไปกลับมา แต่ว่าไอ้ลักษณะกลับไป กลับมานี่ ไม่ได้ต่ำลง หรือกลับไปกลับมา หรือยิ่งต่ำๆลงไปซ้ำซ้อนอีก ไม่เท่าเก่าด้วยซ้ำ นี่ มันซับซ้อนอย่างนี้ มีทั้งสองด้าน มีทั้งด้านดี เยี่ยมขึ้นๆ แล้วมีทั้งไอ้ที่แย่ลง แย่ๆๆลงไปอีก มันมีทั้งสองด้านเลย ยาก สื่อมาได้ขนาดนี้ อาตมาก็ว่า แหม อาตมานี่เก่งไม่ใช่เล่น พอชมตัวเองให้ฟังทำเหนียมเลย ก็มันไม่มีใครชมอาตมานี่ อาตมาก็ต้องชม ก็มีแต่คนด่า มันมีแต่คนตำหนิ แต่อาตมารู้ คนไม่ชม พวกคุณก็รู้อยู่หรอก อาตมาก็ไม่อยากได้ชมอะไรมากมายอะไรหรอกนะ พูดไปอย่างนั้นละนะ สำนวนพูดไปให้มันคลายเครียด ธรรมะของพระพุทธเจ้า ยิ่งอ่านพระไตรปิฎก ยิ่งเอาหลักเกณฑ์ หลักการ หรือว่าหลักฐานต่างๆมาอธิบาย มันยิ่งเห็นชัดเลยนะ พอดีมาถึงสูตรอัปปสุตตสูตร ลองอ่านสูตรนี้ดู สูตรอนุโสตสูตร เราอ่านไปแล้ว ในพระไตรปิฎกเล่ม 21 จตุกนิบาต นี่เราได้เรียนกันไปเรื่อยๆ อ่านพระไตรปิฎกบ้าง พูดเรื่องเหตุการณ์ปัจจุบันบ้างโน่นนี่บ้าง วิเคราะห์วิจัยโน่นนี่บ้างสลับกันไป เรียนอีกตลอดน่ะ ฝึก จะอายุยาวเท่าไหร่ล่ะ ถ้าอาตมาอยู่สัก 200 ปี อาตมาก็พาคุณเรียนไปอีก ไม่หมดล่ะ รับรองพูดได้วันยังค่ำละ ถ้ามันยังมีแรงน่ะนะ ไม่มีแรงก็แล้วไป มีแรงนะพูดได้วันยังค่ำ พูดแล้วอร่อยนะ อาตมาว่าจริงๆ อาตมาอร่อย อาตมาเบิกบาน อาตมาว่าอาตมาพากเพียรพูดนี่ อาตมาเป็นสุข พูด อธิบาย เป็นสุขนะ เป็นสุขที่เราได้พูดสัจจะนี้ออกไป เหมือนกับเรามีเงิน มีเพชร โอ๊ แจกเพชร แจกเงินนี่ แหม คนนั้นได้ไป ชื่นชม ยินดีๆ ถ้าแจกไปแล้วไม่ชอบใจขว้างทิ้งๆ มันก็คงไม่มีกำลังใจจะแจกน่ะนะ นี่แจกไปพวกคุณก็รับดีนะ ชื่นชม แต่ถ้าอาตมาไปอธิบาย ไอ้ที่พวกเราไม่รู้เรื่อง นั่งไปก็ฟังไป ก็หลับไป ไม่รู้เรื่อง นั่งไปก็ลุกออกจากศาลาไป เราก็ว่าเราเทศน์ดีนะ เราก็ว่าเราแจกเพชร ที่แท้คนหนีหมดแล้ว ลุกหนีไม่ค่อยอยากได้ มันก็คงไม่อยากแจก แต่นี่ แจกแล้ว คนก็อยากรับ รับไปก็ชื่นใจด้วย อะไรด้วย แล้วก็พัฒนาด้วย อาตมาเห็นพัฒนาการของพวกเรา แจกไป พวกคุณรับไป พวกคุณก็ไปพัฒนาก้าวหน้าขึ้นมา มันจะช้า จะเร็วอะไรก็ว่าได้ขนาดที่มันเป็นอยู่นี่แหละ อาตมาเห็นอยู่ มันมีกำลังใจ อาตมายังไม่ท้อ อีกกี่ปี ก็ยังไม่ท้อ ยังเห็นว่า แหม มันยังดี ยังมีกำลังใจ โดยไม่ต้องร้องเพลงกำลังใจ เดี๋ยวนี้ มีเพลงกำลังใจมากมายเหลือเกิน ในโลกเขามีเพลงกำลังใจเยอะนะ เราก็ยังเอามาใช้นะ อาตมาไม่ต้องฟังเพลงกำลังใจอะไร อาตมาก็มีกำลังใจจากสิ่งจริงพวกนี้แหละเห็นอยู่จริงๆ เลยว่า เป็นไปได้นะ ยังไม่ท้อ ยังไม่ท้อแท้ ยังขยันอยู่อย่างที่เห็นๆอยู่นี่แหละ ยังเต็มใจที่จะเทศน์ ที่จะแสดงธรรมะที่จะเสนอ จะบอกจะกล่าวจะพูด มีแต่ยาวกับยาวไม่มีสั้น จะพูดสั้นทีไร ประเดี๋ยวบางที อาตมาเห็นว่าประเดี๋ยวไปอีกหน่อยๆ ซุบซิบ ซุบซิบนะ รู้แกวก็ไปอีกพอสมควรทุกทีนะ มันเป็นไปได้ เอามาอ่านดู อัปสุตตสูตรนี่ดู ผู้มีสุตะน้อย และมาก 4 จำพวก อันนี้จะขยายเรื่องที่อาตมากำลังพูดนี่ได้ดี อันนี้ข้อที่ 6 ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 21 นี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล 4 จำพวกนี้ มีปรากฏอยู่ในโลก 4 จำพวก เป็นไฉนคือ บุคคลผู้มีสุตะน้อย สุตะแปลว่าความรู้ บุคคลผู้มีสุตะน้อย ไม่เข้าถึงด้วยสุตะหนึ่ง บุคคลผู้มีสุตะน้อย เข้าถึงด้วยสุตะหนึ่ง นี่เป็นบุคคลที่สอง คนละแบบกันกับคนที่ 1 เข้าถึงสุตะ เข้าถึงด้วยสุตะ คนนี้มีน้อยเหมือนกันแต่เข้าถึง ไอ้คนแรกนั่นเข้าไม่ถึง มีน้อยแล้ว แถม ไม่ถึงอีก ไอ้นี่มีน้อย แต่เข้าถึง ต่อมาบุคคลผู้มีสุตะมาก แหม ได้ยิน ได้ฟัง มีความรู้มาก มีสุตะมาก ไม่เข้าถึงด้วยสุตะ มีมาก แต่ไม่เข้าถึง นี่บุคคลที่ 3 อีกบุคคลหนึ่ง บุคคลผู้มีสุตะมาก เข้าถึงด้วยสุตะมาก มีมาก เข้าถึงด้วย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีสุตะน้อย ไม่เข้าถึงด้วยสุตะอย่างไร แล้วประเภทที่ 1 เป็นอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ มีสุตะคือ สุตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ อัพภูตธรรม เวทัลละน้อย เขาหาได้รู้อรรถ รู้ธรรมแห่งสุตะน้อยนั้น แล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ บุคคลผู้มีสุตะน้อย ไม่เข้าถึงด้วยสุตะอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีสุตะน้อย เข้าถึงด้วยสุตะอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ มีสุตะ คือ สุตะ เคยยะ เวยยากรณะ อะไรนั่นละ ไล่ไปจนถึง 9 ข้อ 9 อย่างนี้ มีสุตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม แล้วก็เวทัลละ นี่ 9 นี่เขาเรียกว่า นวังคสัตถุศาสตร์ เป็นคำสอน 9 หลัก หลักของพระพุทธเจ้า นวะ นี่แปลว่า 9 นวาง ก็คือนวะ + องค์ องค์ 9 นวังคะสัตถุศาสตร์ คำสอนของพระพุทธเจ้า นวังคสัตถุศาสตร์ 9 อย่างนี่ อย่างอาตมาอธิบายโดยอรรถ แต่อย่างทางเถรสมาคม หรือทางส่วนใหญ่เขาอธิบาย เขาอธิบายโดยพยัญชนะ เขาอธิบายกัน อาตมาก็อธิบายได้ มันไม่ยากหรอก พยัญชนะเขาจัดไว้เลยว่า สุตะก็คือ หมวดหนึ่งของพระไตรปิฎก เคยยะ ก็คือหมวดหนึ่งของพระไตรปิฎก เวยยะกรณะ ก็คือหมวดหนึ่งของพระไตรปิฎก เขาเอาเป็นตัวรูปธรรมเลย เป็นพระไตรปิฎก อย่างนี้เขาเรียกว่า หมวดสุตะ หมวดหนึ่ง หมวดเคยยะ นี่อีกหมวดหนึ่ง หมวดชาดก นี่หนึ่ง นี่หมวดอะไร ต่ออะไร คุณเคยได้ยิน หมวดชาดก หรือหมวดอิติวุตตกะ หมวดเวทัลละ อะไรเขาก็ว่าอย่างนั้น เวทัลละ นี่เขาก็จัดเข้าหมวดพระอภิธรรม เขาอธิบายแยกเอาไว้อย่างนั้น ซึ่งอาตมาว่าอย่างนั้น อาตมาไม่เอาพูดเท่าไหร่หรอก เพราะใครอยากจะรู้ก็ไปอ่านปั๊บ ตัวนี้ หมายเท่านี้ ก็ไปเอาซิ นี่เท่านี้เล่ม ชาดก มีเท่านี้เล่ม เวทัลละมีเท่านี้เล่ม คาถา เคยยะ อะไรมีเท่านี้เล่ม ก็ว่าไป ก็ไปเอาตามเขา มันก็ไม่ยาก ไม่เย็นอะไร แต่อาตมาอธิบายนี่ พยายามอธิบายเป็นอรรถ เป็นเนื้อหา อรรถ คือ เนื้อหา ผู้ที่ได้เรียนคำสอนของพระพุทธเจ้า รวมหมดแล้ว มีอยู่เท่านี้แหละ มี 9 หลักใหญ่ๆนี่เท่านั้นแหละของพระพุทธเจ้า คำสอนของพระพุทธเจ้า รวมหมดแล้วมี 9 อย่าง นี่ เรียกว่านวังคสัตถุศาสตร์ คือสัตถุศาสตร์ทั้งหมด คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหมด 9 องค์ 9 นี่ มีทั้งหมดเท่านี้ เขาย่อมรู้อรรถ รู้ธรรมแห่งสุตะน้อยนั้น แล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม นี่ สำหรับบุคคลที่ 2 รู้น้อย ไม่รู้มากอะไรหรอก แต่เขาเข้าถึง เขาปฏิบัติถึงธรรม แม้มีน้อย เขาก็ทำ ส่วนบุคคลผู้มีสุตะน้อย เข้าถึงด้วยสุตะอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคล ผู้มีสุตะมาก ทีนี้ มีความรู้มาก เรียนมากรู้มาก ไม่เข้าถึงด้วยสุตะ แต่ว่าไม่เขาถึง ไม่ปฏิบัติ ไม่พยายามพากเพียรให้เกิดผลนั่นแหละ ไม่เข้าถึง บุคคลในโลกนี้ มีบุคคลสุตะคือ สุตะ เคยยะ เวยยากรณะ อะไรนะ ไล่ไปจนถึงเวทัลละมาก เขาหาได้รู้ทั่วถึงอรรถ รู้ทั่วถึงธรรมแห่งสุตะมากนั้น แล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ บุคคลผู้มีสุตะมาก ไม่เข้าถึงสุตะด้วยอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็บุคคลผู้มีสุตะมาก เข้าถึงด้วยสุตะอย่างไร ตอนนี้มีมากด้วย รู้มากด้วย แล้วก็เข้าถึงสุตะด้วยอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ มีสุตะ คือสุตะ เคยยะ เวยยากรณะ ไปจนกระทั่งถึงเวทัลละ นั่นแหละมาก เขารู้ทั่วถึงอรรถ รู้ทั่วถึงธรรมแห่งสุตะมากนั้น แล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม บุคคล ผู้มีสุตะมากเข้าถึงด้วยสุตะอย่างนี้แล ดูกรภิกษุทั้งหลาย บุคคล 4 จำพวกนี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ที่จริงมันน่าจะมีบุคคลอีกพวกหนึ่งนะ คือพวกสุตะก็ไม่มี เข้าถึงก็ไม่ได้ พวกนี้ไม่รู้อะไรเลย ไม่เคยเรียนเคยรู้ ไม่เรียน ไม่รู้สุตะ ก็ไม่มี เข้าถึงก็ไม่ได้ บุคคลนี้มี แต่ที่จริงอยู่ในหมวด 5 ก็คงจะมี นี่มันหมวด 4 นะ ก็เลยไม่ได้นับเอาบุคคลผู้ไม่มีสุตะเลย เข้าถึงก็ไม่เข้าถึงแน่ นี่ก็มีน่ะ อันนั้นเอาไว้ต่างหาก เอ้า ทีนี้ มาฟังคาถาของท่านหน่อยหนึ่ง ถ้าบุคคล แม้มีสุตะน้อย ไม่ตั้งมั่นแล้วในศีล บุคคลแม้มีสุตะน้อย ไม่ตั้งมั่นแล้วในศีล หมายความว่า ไม่ปฏิบัติอะไรเลย รู้ แต่ว่ารู้น้อยด้วยซ้ำ รู้น้อยแล้วก็ไม่ปฏิบัติเลย ไม่ตั้งมั่นแล้วในศีล นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมติเตียนเขา ทั้งโดยศีล และสุตะทั้งสอง ถ้าบุคคลแม้มีสุตะน้อย ตั้งมั่นแล้วในศีล นักปราชญ์ย่อมสรรเสริญเขาโดยศีล แต่สุตะของเขาไม่สมบูรณ์ หมายความว่า มีสุตะน้อย หมายความว่า สุตะมันไม่มาก ไม่สมบูรณ์เท่านั้นเอง แต่เขามีสุตะ เขามีความรู้ แล้วเขาก็ตั้งมั่นแล้วในศีล ตามที่เขารู้ก็ยังดีนะนักปราชญ์สรรเสริญ แต่สุตะของเขาไม่สมบูรณ์ คือสุตะยังมีมากกว่านี่ได้ ถ้าบุคคลแม้มีสุตะมาก เอ้า ทีนี้ ผู้นี้เจริญด้วยสุตะ ไม่ตั้งมั่นแล้วในศีล เอ้า ทีนี้รู้เฉยๆ แต่ไม่ปฏิบัติ ศีลก็ไม่ตั้งมั่น ศีลก็ไม่ได้ ไม่อะไร นักปราชญ์ย่อมติเตียนเขาโดยศีล แต่สุตะของเขาสมบูรณ์ เอาละ สุตะของเขามาก มันก็สมบูรณ์ได้ แต่ศีลไม่เจริญ ถ้าบุคคลแม้มีสุตะมาก ตั้งมั่นดีแล้วในศีล นักปราชญ์ย่อมสรรเสริญ เขาทั้งโดยศีล และสุตะทั้งสอง ใครควรเพื่อจะติเตียนเขา ผู้เป็นพหูสูต ผู้ทรงธรรม เป็นพุทธสาวก ผู้มีปัญญา ผู้เป็นประดุจแท่งทองชมพูนุช แม้เทวดาก็ย่อมชมเชย แม้พรหมก็สรรเสริญ สรุปแล้ว บุคคล 4 ประเภทนี้ สรุปง่ายๆ ก็คนหนึ่งเรียนมากรู้มาก แล้วก็ได้มากนี่ เอาบุคคล 4 ก่อน เรียนมาก รู้มาก ก็ปฏิบัติได้มาก บุคคลที่ 3 เรียนมาก ยังไม่ได้ ยังปฏิบัติไม่ทำเอา ศีลก็ไม่มี บุคคลที่ 2 เรียนน้อย แต่ก็ทำได้แม้มีน้อย แม้รู้น้อยก็ทำได้ ส่วนบุคคลที่ 1 รู้น้อย แล้วแถมไม่ทำเสียด้วย ซึ่งอาตมาเติมอีกพวกหนึ่ง แถมให้เลยว่า ไม่เรียนเสียเลย ไม่รู้เสียเลย แล้วมันจะเอาอะไรไปทำ ไม่ทำเสียเลย มันก็เป็นปุถุชนธรรมดาร้อยเปอร์เซ็นต์ มีมั้ยคนพรรค์นี้ อาตมาถามว่า ไม่เรียนเลย ธรรมะก็ไม่ได้เรียน ไม่ได้ปฏิบัติ แล้วก็จะเอาอะไรไปปฏิบัติ คนอย่างนี้มีมั้ย อาตมาถามนี่ ถ้าคนที่ปฏิภาณ ก็ต้องถามว่า มีมากมีเยอะ ไม่น่าจะบอกว่า มีเฉยๆ ใช่มั้ย มันน่าจะต้องตอบ เฮ้ย มีเยอะ มีมาก คนที่ไม่เรียนแล้ว อะไรก็ไม่ปฏิบัติอะไรน่ะ มีเยอะ ในโลกทุกวันนี้ หาที่ไหนก็ได้ หลับตาเอามือจิ้มยังถูกเลย ในสังคม ใช่มั้ย หลับตาเอามือจิ้มไปก็ถูกแล้ว นี่คนนี้ๆ ไม่ได้เรียนแล้ว ก็ไม่ได้ปฏิบัติเยอะเลย หลับตาจิ้มไปตรงไหนก็เจอแน่ ในหมู่คนเยอะ เพราะฉะนั้น สังคมเรานี่ ถึงอยู่ยาก แต่เรามาปฏิบัติธรรมแล้ว เราจะรู้ว่า อยู่ได้ อยู่ดีขึ้น อยู่สบายขึ้น ผู้ที่มีสุตะน้อย พวกเรานี่อยู่ในฐานะสุตะน้อย หรือสุตะมาก ตอบ ยังน้อย ยังน้อยอีกเหรอ ฟังทุกวันนี้ ยังน้อยอีกเหรอ โอ้โฮ ตะกละตะกลาม ละเอียดเหลือเกิน เอ้า แล้วรู้น้อยแล้ว ได้ปฏิบัติด้วยหรือได้เข้าไปถึงน้อยหรือมากละ ก็ยังน้อยอีกหละ อยู่พวกหนึ่ง อย่างนั้นพวกหนึ่ง พวกเรานี่อยู่พวกหนี่งเอง ได้น้อยหรือได้มากล่ะ ว่าอย่างนั้นน่ะ หรือไม่ได้เข้าเลย ถึงอยู่ เอ้า พวก สอง สุตะน้อย แต่ว่าเข้าถึงอยู่ สองยังไม่ค่อยเต็มนัก รู้น้อย เข้าถึงบ้าง ไม่ใช่รู้น้อยก็เข้าถึงหมด รู้น้อย เข้าถึงบ้าง เป็นพวกมันถ่อมตนนะ อาตมาว่า จะรู้มาก ถ้าจะบอกว่ารู้มากเข้าถึงน้อย นี่ มันน่าอายนะ เอารู้น้อยเสียก่อน เข้าถึงก็ยังน้อยอยู่ ก็ยังพอทำเนา ไอ้รู้มากแล้วเข้าถึงน้อยนี่ มันน่าอายนะเรานะ แต่เอาละ รู้มาก เข้าถึงมาก ก็ยังไม่ต้องเผยอ ยังไม่ต้องผยอง อย่างนั้นก็ได้ ไม่เป็นไร เอาแค่รู้พอสมควรจริงๆ แล้วมันมีปฏิภาณ เราพอเข้าใจว่าธรรมะของพระพุทธ- เจ้า นี่มีหลากหลายมากมาย มันอีกเยอะ ที่มันละเอียดลอออย่างที่กล่าวแล้วนี่นะ มันมีจริงๆ เพราะฉะนั้น บางทีเราเองเราต้องอาศัยผู้ที่ยกหัวข้อขึ้นแสดง ยกเรื่องราวขึ้นขยายความให้เราเข้าใจ เพราะว่า ฐานของเราจริงๆนี่ อาตมาก็บอกแล้วว่า ฐานของพวกเรานี่ เป็นเนยยบุคคลส่วนมาก ฟังหัวข้อแล้ว เรารู้เรื่องราวไปเอง มันก็ได้ตื้อๆ ได้ไม่ละเอียดลอออะไร ไม่ลึกซึ้ง ผู้รู้จริงๆ มาอธิบายสู่ฟังขยายความสู่ฟังแล้ว เราถึงจะชัดว่า อ้อ จริงๆ ด้วยนะ เราฟังหัวข้อเดียวกัน เรารู้ด้วยเราเองนี่ มันยังไม่ลึกซึ้งเท่าที่ท่านรู้ ท่านเอามาอธิบายให้ฟัง โอ้ ละเอียดลออ เราก็จะรู้ตัวว่ามันลึกซึ้งจริงๆ หัวข้อเดียวกันนี่ แต่ก็ลึกซึ้งได้มากมาย เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่ยังไม่ได้ฟัง ยังไม่ได้เข้าใจ ปฏิภาณไม่มี ไม่ค่อยได้ศึกษา ไม่ได้สัมผัส ไม่ได้รับรู้มาก่อนเลยมันยิ่งมืด คนที่ได้ฟังอาตมามากๆแล้ว จะรู้สึกเลยว่า เวลาคุณไปฟังคนอื่นแล้วนี่นะ พูดแล้วเหมือนยกตัวเอง คุณจะรู้สึกว่า ว้า พวกนี้โจ๋งเจ๋ง มันตื้นๆ มันไม่ค่อยมาก มันไม่ค่อยพิสดาร มันไม่ค่อยมากในพระไตรปิฎกท่านก็กล่าว อธิบายหรือว่าบรรยายได้โดยพิสดาร กับโดยไม่พิสดาร ท่านก็กล่าวลักษณะนี้มีจริง เพราะฉะนั้น เวลาเราไปฟังคนอื่นเขาอธิบายนี่ จะรู้สึกว่า มันไม่ซอกแซก มุมเหลี่ยมอะไรต่ออะไร มันไม่ลึก ลึกก็ไม่ดูลึกดี ละเอียดลออมากมายมุมนั้นเชิงนี้อะไร ก็รู้สึกว่า ไม่มากนัก มีคนยืนยันกับอาตมาอย่างนั้นบ้าง บางคนนี่นะ ไปลบหลู่คนอื่นด้วย ฟังธรรมะอาตมาแล้ว เสร็จแล้วไปฟังคนอื่นเขา เอ้อ ฟังไม่ไหวละ ไม่เอา จืดมะรืดชืด ไม่เห็นมีอะไรเท่าไหร่เลย อย่ารู้สึกอย่างนั้น ไปดูถูกไปดูแคลนเขา ไปลบหลู่ อย่าไปทำอย่างนั้น ถ้าเรามีเวลา มีกาละฟังบ้าง จริง บางคนนี่นะ อธิบายบรรยายไม่ค่อยเป็น อธิบายบรรยายไม่ค่อยมาก อธิบายบรรยายอะไรไม่ค่อยออก เพราะเขาไม่รู้ลึกรู้ซึ้งอะไรจริงๆ ก็เอาละ ก็ยกไว้ แต่บางคนบางท่านนี่ ท่านรู้มากเหมือนกันนะ ท่านละเอียดลออเยอะแยะอยู่บ้างเหมือนกันนะ แต่ว่าลีลา หรือว่าเชิงชั้นมันไม่เหมือนอาตมาอธิบาย เพราะฉะนั้น มีอีกแบบหนึ่ง มุมหนึ่ง มีอีกอย่างหนึ่ง เราก็ฟังไม่ค่อยถนัด ไม่ค่อยซาบซึ้ง อย่างนี้ท่านก็มีแนว มีเชิงที่จะชี้แจง อธิบาย ขยายความได้คนละลักษณะบ้างเหมือนกัน เราควรติดตามศึกษาด้วย ให้รู้กันหลายเชิง ไม่อย่างนั้น ฟังแต่ลีลา แบบอาตมาเป็นรส รู้เรื่อง หรือว่า อธิบายฟังแล้ว เข้าใจดี แต่ส่วนอีกเชิงหนึ่ง ท่านพยายามสื่อ เราก็ไม่เข้าใจสื่อหรือว่าไม่เข้าใจสภาพที่ท่านเป็นศิลปวิทยาของท่านอย่างนั้นเชิงนั้นๆ ท่านจะสื่อให้เรารู้เราก็ไม่รับยังไม่เป็น หัดด้วย ควรหัดรับ วิธีสื่อ หรือว่าการสื่อ นี่มันไม่เหมือนกันทีเดียว เพราะฉะนั้น เราอย่าเพิ่งไปประมาท เราฟังดู เออ อาจารย์คนนี้ ท่านก็บรรยายเก่งนะ บรรยายดีนะ เพราะฉะนั้น บางทีเรารับลูกยังไม่เป็น อาศัยสื่อท่านไม่ได้ เข้าใจสื่อที่จะใช้กับเราไม่ได้ อย่างอาตมา อธิบายนี่ บางคนเขารับไม่เป็นหรอกเยอะ พวกคุณรับได้ ฟังเมื่อไหร่ก็เข้าใจ ฟังเมื่อไหร่ก็รู้นะ แต่คนอื่น เขาฟังลีลาท่าทีสื่อของอาตมาเป็นศิลปวิทยาแบบอาตมานี่ เป็นลายมือ ที่อธิบายนี่ เป็นลายศิลปหรือลายมือมันเป็นของอาตมา พวกคุณชำนาญแล้ว เหมือนกับอ่านลายแทงของอาตมา ลายมือใครนี่ ดูเหมือนหวัดๆ ดูเหมือนอ่านยาก แต่คุณชำนาญแล้ว คุณอ่านออกง่าย แต่คนอื่นไม่ชินลายมือนี้นี้มาอ่าน อ่านไม่ค่อยออกละ มันไม่ถนัดก็นัยนี้แหละ อาตมาบรรยายอยู่ลายมือของอาตมา หรือลักษณะศิลปวิทยาแบบอาตมา บางคนเขาฟังไม่ไหว ฟังไม่รู้เรื่อง ฟังไม่เข้าใจ ไอ้นี่จริง เขาก็ไม่ค่อยได้ อาตมาก็รู้อย่างไรเล่า อาตมามันก็มีของอาตมาน่ะ ไปอธิบายแบบนักวิชาการ อธิบายแบบหลายๆคนน่ะ หลายอย่างเขานั่น เขายังไม่เป็น อาตมาก็ยังไม่เป็น ก็เป็นอย่างที่เราเป็นนี่แหละ มันก็ได้อย่างนี้ เพราะฉะนั้น นัยอย่างนี้แหละ ของคนอื่นเหมือนกัน คุณยังไม่ถนัด คุณยังไม่เป็น คุณยังอะไรไม่ได้ แต่เขาก็ว่าชื่อของเขาดี เหมือนกันนะ เขามีความสามารถ เขามีความรู้อะไรเป็นที่ยอมรับของคนอื่นๆได้อยู่เหมือนกัน ไม่ใช่เบาๆนะ ดังบางคนดังกว่าอาตมาด้วยซ้ำไป อย่าไปดูถูกเขา พยายามศึกษา พยายามอ่านลายมือเขา พยายามสัมผัสสื่อเขา พยายามพิจารณารับรู้ในสื่อของเขา นี่ว่าเขาใหความหมายอย่างไร เขาอธิบายเชิงชั้นอย่างไร เป็นศิลปวิทยาของเขาอย่างไร แล้วเราก็รับศิลปวิทยาของเขาอันนั้นได้ คุณจะได้รับประโยชน์เพิ่มเติมขึ้น อาตมาอ่านนะ อ่านของคนนั้นคนนี้ก็อ่าน อาตมาเข้าใจ อาตมารับได้นะ อาตมาว่า อาตมาศิลปวิทยาหรือลายมือเขาออก อย่างพระเทพเวทีก็ดี อย่างท่านพุทธทาสก็ตาม ใครที่เขียนเยอะๆแยะๆ แม้แต่พระพยอม แม้แต่ใครที่จะบรรยายเป็นภาษา หรือว่าจะเขียนเป็นตัวหนังสือ เป็นตำราก็ตาม มีเวลา อาตมาก็พยายามอ่าน พยายามทำความเข้าใจ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน