330405 ชีวิตนี้มีปัญหา ตอน 1 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
330405 ชีวิตนี้มีปัญหา ตอน 1 โดย พ่อท่าน โพธิรักษ์ ณ พุทธสถาน ศาลีอโศก เนื่องในงานพุทธาภิเษก สุดยอดปาฏิหาริย์ของพุทธ ครั้งที่ 14 เมื่อวันที่ 5 เมษายน พุทธศักราช 2533
อาตมาได้เริ่มต้นเผยแพร่ธรรมะด้วยการตอบปัญหา เขียนหนังสือลงไปก็เอาเป็นเรื่องตอบปัญหาเลย ทำเป็นส่วนไหนถามมา เราก็ตอบไป ถามมา ตอบไป เสร็จแล้วก็เลยรวมเล่มเป็นหนังสือ ชีวิตนี้มีปัญหาขึ้น เป็น...เป็นหนังสือ จริงๆแล้วนะ อาตมาไม่เคยมีบท...ข้อเขียนหนังสือที่อาตมาเคยเขียนนี่ ไม่เคยมีรวมพิมพ์เป็นเล่ม มามีรวมพิมพ์เป็นเล่ม เล่มแรกที่สุด คือ ชีวิตนี้มีปัญหา อื่นๆใดๆ เขียนมันสารพัด เขียนนวนิยาย เขียนกลอน เขียนโคลง เขียนกวี เขียนบทความ เขียนสารคดี เขียนข่าว เขียนทั้งข่าวสังคม ข่าวอะไร เบื้องหลังข่าว ก็เขียน แต่ก่อนนี้เขามีนะ เบื้องหลังข่าว มีข่าวดังๆยังงี้ ข่าวขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์ฆ่ากันตาย หรือว่า มีเรื่องปล้น จี้ ที่ลึกลับ มีอะไรซับซ้อนนี่นะ พวกนักข่าวนี่ เข้าไปลุยหาเบื้องหลังกันนี่มาก แล้วก็คุ้ยมาเขียน เขียนเป็นสารคดี คนชอบอ่านนะ คนชอบอ่าน ลุยเบื้องหลังข่าวนี่ สมัยก่อนนี่ ทำอยู่ แต่ก่อน อาตมาก็ทำ ทำอยู่ค่ายไหน รู้ไหม…กำพล วัชรพล หนังสือพิมพ์ ข่าวภาคเขาไม่รู้หรอกว่า อาตมาเคยอยู่ค่ายนั้น เพราะอาตมาไม่เคยไปประจำ อาตมาทำงาน...พิเศษน่ะ ทำพิเศษแล้วก็ส่งเรื่องเข้าไป...ไปต่างหาก ส่งเรื่องไปแล้วก็...มีเพื่อนอยู่ในค่ายหนังสือพิมพ์ อยู่ใน..อยู่ในสำนักพิมพ์อยู่แล้ว แต่อาตมาทำ แล้วก็ส่งให้เขาไปขายไปไอ้นั่น...ตัวเองไม่ได้...เขา...ไม่รู้จักด้วยซ้ำ เพราะใช้นามปากกาตะพึด นามปากกาเขียนข่าวสังคมก็...ใช้นามปากกาว่า รุ้ง รังรักแน่ะ... เขียนข่าวสังคมนี่ เหมือนเดี๋ยวนี้ เขาข่าวสังคม... ข่าวอะไรต่ออะไรนี่ ยั่วเย้าคนนั้นคนนี้ อะไรต่ออะไรอย่า
อ่านต่อ
งนี้ ใช้รุ่ง รังรัก...เขียนเบื้องหลังข่าว ใช้นามปากกาว่า มงคล พงษ์มงคล...เบื้องหลังข่าว เขียนกวีใช้นามปากกาว่า สะไม จำปาแพง เขียนนวนิยาย เรื่องสั้น ก็ใช้อย่างหนึ่ง เรื่อง...แบบติดต่อเนื่อง ก็อย่างหนึ่ง...เขียนอะไรต่ออะไร อาตมาจนจำไม่ไหว เขียนเรื่องตลก ต้องนามปากกาอย่างหนึ่ง เขียนเรื่องรัก เรื่องหวาน ต้องอย่างหนึ่ง เขียนเรื่องสำนวนแบบไม้ เมืองเดิม ก็นามปากกาอีกอย่างหนึ่ง นามปากกา เป็นผู้หญิงด้วย เพียงเพ็ญ พีระพงษ์ เขียนเรื่องสำนวนเหมือน ไม้ เมืองเดิม โอ๊ะ สารพัดล่ะ อาตมาทำ นามปากกาจำไม่หวาดไม่ไหวเลย ไอ้ที่จำๆได้ ไปลงในหนังสือสัจจชีวิตนั่น ยังไม่หมดหรอกนะ ไม่ได้ครบหรอก เขียนอะไรต่ออะไร นามปากกา เป็นปัญหา เป็นคอลัมนิสต์ เป็นอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่าง เปิดหน้าเป็นคอลัมนิสต์ ทายปัญหาบ้าง ทำอักษรไขว้บ้าง ทำไอ้โน่น ไอ้นี่บ้าง อะไร ทำอยู่หลายเยอะ แต่หัวแหลก หัวแตกหมดเลย ไม่มีอะไรมารวมพิมพ์เป็นเล่มได้สักอย่าง... หัวแหลก หัวแตกหมดน่ะ แล้วก็เลยไม่ได้ความอะไรน่ะ นามปากกา ป.แอ๊คมั่ง ป. แอ็ก แป๊คน่ะ นามปากกา ป.แอ๊ค ก็มี อะไรก็มี โอ๊ะอยู่ใน อยู่ในหนังสือไอ้นั่นก็มี ตั้งหลายนี่นะ ชุมาลย์ มงคล รัก พงษ์มงคล โบราณ สนิมรัก แหม มากมาย จำไม่หวาดไม่ไหว ขนาดจำนามปากกาของตัวเองยังไม่ได้นี่ คิดเอา ก็แล้วกัน แต่อาตมาว่า อาตมามาก เดี๋ยวนี้ มีคนนามปากกามากอีกคนหนึ่ง อยู่ที่นี่ ชื่ออะไร รู้ไหม สมพงษ์ ฟังเจริญจิตต์ ไปถามเจ้าตัวสิ มีนามปากกาอะไรบ้าง จำไม่ได้ ไปถามสิ จำไม่ได้หรอก สมพงษ์ ฟังเจริญจิตต์ ถามเขาเถอะ เขาไม่รู้หรอก นามปากกาเขา อะไรมั่ง เขาจำได้บ้าง บางนามปากกา... อาตมาได้ตอบปัญหานี่แหละ ปัญหา ตอนนั้นได้ปฏิบัติธรรมแล้ว นามปากกา โพธิรักษ์ ตอบปัญหานี่ ตอบปัญหาธรรมะนี่ นามปากกาโพธิรักษ์ นามปากกา นายประตู นามปากกา กุญแจจี แล้วอะไร เอ้อ เยอะแยะ จำไม่หวาดไม่ไหว นี่ มันก็นึกขึ้นมาได้ เยอะแยะ น่า นายประตูนี่ ตอบจดหมาย หมายความว่า ใครผ่านเข้ามานี่ ถาม มีจดหมายเข้ามาแล้ว นายประตู จะเป็นคนตอบ ตอบจดหมาย กุญแจจี ก็เก็บเอาเรื่องเพลงน่ะ ความรู้เรื่องทางเพลง แล้วมีอีกความรู้ในทางเพลง ก็ใช้นามปากกาอีกหลายอย่าง แล้วอาตมาเห็นว่า การตอบปัญหานี่ เป็นเรื่องเผยแพร่ และเป็นเรื่องที่ทำให้เกิดสภาพที่ได้รับ... ได้รับการไขปัญหาถูกจุดของคนที่ข้องใจ แล้วมันได้รับ ได้รับความศรัทธา ได้รับความศรัทธา แล้วก็เชื่อ ได้รับความเชื่อ เพราะว่า มันเข้าใจ ถ้ามันได้ตอบถูก ตอบ ตอบ ไขปัญหานั้นได้ มันก็เชื่อใช่ไหม แล้วมันก็เกิดศรัทธา แล้วมันก็เกิดความสัมพันธ์ เกิดความสัมพันธ์ แล้วก็เกิดการพัฒนา เจริญที่เขาจะทำอันนั้นต่อไปอีก ถ้าเขาข้องเขาติดอยู่ตรงนั้น เขาก็ทำไม่ออก แต่ถ้าได้ไขปัญหาได้เปิดโลก เข้าใจขัดแจ้งขึ้น มันก็เจริญต่อ มันก็ทำต่อ เป็นความเจริญที่แท้จริง เอ้า ค่อยเติมมา ตอบวันนี้ด้วย พรุ่งนี้ด้วย ว่างั้นนะ เหมาให้อาตมาตอบทั้งวันนี้ พรุ่งนี้ น่าฟัง ไม่น่าฟังก็ตอบ ฟัง อาตมาก็ว่า ตอบมาหลายเที่ยวแล้วนะ ก็ว่าน่าฟังกันอยู่นะ ก็ฟังกันได้ดีอยู่ ก็ตอบกันไปน่ะ
ทำไมถึงทำกับฉันได้ เอาปัญหาแรก ที่ตอบไปแล้วทีหนึ่งในวันแรกนั่น โดยท่านชินธโรทิ้งปัญหาเอาไว้ ใครจะตอบได้ ใครจะตอบให้อาตมาได้ ตอบกันอีกทีหนึ่ง คราวนั้นก็ตอบไปทีหนึ่งแล้ว ปัญหานี้ สำคัญเหมือนกัน บอกว่า อะไรนะ ท่านบอกว่า ทำไมทำกับฉันได้ นั่นแหละ ก่อนนั้น บอกว่า อันนี้ อาตมาก็เห็นแล้ว เชื่อแล้ว เข้าใจแล้ว ดีแล้ว อะไรล่ะ ว่าอะไรก่อนนะ ว่ายัง ตัวท่านเอง ...หรือ ...แล้วเสร็จแล้ว แต่ทำไม ถึงมาทำกับฉันได้นี่ อะไรนะ หือ...ว่ายังไง...ลืมแล้ว ว้า...หือ วางเร็วเหลือเกิน ทำไมวางเร็วนักเล่า...ก็คงพอเข้าใจนะ คือ หมายความว่า เอ๊ เรามาทำนี่ เราก็ทำดีนะ อะไร อันนี้ ก็เห็นจริง อันนี้ก็เข้าใจนะ ทำดีเป็นอย่างนี้ ใช่ไหม ...หา ...เออ ทำนองนี้แหละ อันนี้ ก็ความดี อันนี้ ก็เข้าใจ ก็ดีจริงๆนะ เราก็ทำดี เราก็ศึกษา ฝึกฝน พากเพียร ก็เราก็ทำเสียสละนะ เราก็เสียสละ เราก็สร้างสรร เราก็ไม่ได้ทำอะไรเลวเลย เราก็เชื่อมั่นว่า เราทำนี่ดีนะ คนอื่นเขารับรองว่าดีนะ แต่ทำไม ถึงมาทำกับฉันได้...จะเอาฉันเข้าคุกน่ะ แต่ท่านไม่ได้พูดนะ อันนี้ คนทุกคนก็เข้าใจนะ Understood ละไว้ในฐานที่เข้าใจ ก็เข้าใจนะว่า มันหมายถึงอะไร ว่า เออ ทำไม เขาทำกับเราได้อย่างนี้ ทำไม อาตมาก็ไข อีกทีหนึ่งว่า ที่เป็นอย่างนั้น ก็เพราะว่า ถ้าเราได้ใช้ปัญญาของเราอย่างแท้จริงนี่ พิจารณาตรวจสอบจริงเลยว่า เอ๊ เรามีชีวิตอยู่ พฤติกรรมของเรา กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเรานี่ ที่เป็นอยู่ เราก็ ว่า อย่างนี้ เราก็จริงใจนะ เราก็ว่าเราทำดี อย่างนี้ดี อย่างนี้สร้างสรร อย่างนี้เป็นกุศล อย่างนี้เป็นคุณค่าของมนุษย์ อย่างนี้เป็นการเสียสละ เป็นการเกื้อกูล เป็นการเมตตา เป็นการที่สร้างเพื่อประโยชน์โลกดีๆ ไม่ได้มาทำความเลวร้าย ไม่ได้มาทะเลาะเบาะแว้ง ไม่ได้มาทำความแตกแยก ไม่ได้มาทำให้เกิดสภาพที่ไม่เป็นอยู่สุข ให้มันสงบระงับ ให้มันสามัคคี ให้มันมีพลังสร้างสรร ให้เจริญงอกงาม ไพบูลย์อยู่นี่ เราก็ว่าเราทำดี กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ของเราแต่ละวัน แต่ละวัน ถ้าจะบอกมีสิ่งบกพร่องบ้าง ก็มีบ้างได้ แต่ถ้าเฉลี่ยรวมแล้ว มันก็ดีมาก กว่าไม่ดี ตั้งไม่รู้กี่เปอร์เซ็นต์ 80-90 เปอร์เซ็นต์นั่นแน่ะ ดี ไอ้ที่ไม่ดี บกพร่องบ้าง เราก็สุดวิสัย เราก็ไม่เจตนาจะให้ไม่ดี ไม่เจตนาจะทำให้ไม่ดีเลย ความชั่ว หรือความไม่ดี หรือความผิดนั้น เราพยายามมาเลิกจริงๆ มาลดมาละความไม่ดี ทุจริต อกุศล ความที่ไม่ค่อยดี ไม่ค่อยงาม ไม่ค่อยเหมาะสม เราก็พยายามมาเลิกอย่างละเอียดลออจริงๆนะ เรารู้ตัวอยู่ตลอดเวลา วันต่อวัน ก็ฝึกฝนอบรมจริงๆ ถ้าเราแน่ใจแล้วว่า เราทำดีอย่างนี้ ถามใครๆ เพื่อความแน่ใจ ก็ถาม ก็เรา ก็ว่า เราทำดีจริงๆล่ะนะ ก็เป็นอันว่า เอาล่ะ เราดีล่ะ ทีนี้ ในความจริงของโลกนี่ ความดีกับความไม่ดี มันต้องทะเลาะกันใช่ไหม มันต้องค้านแย้งกันใช่ไหม ความดีย่อมไม่ค้านความดี ใช่ไหม ความไม่ดีมันอาจจะค้าน ค้านความไม่ดีก็ได้น่ะ ความไม่ดีด้วยกันเอง มันอาจจะค้านกันก็ได้นะ แต่ความดี ก็ไม่ค้านความดีหรอก เพราะฉะนั้น ถ้ามันจะทะเลาะกัน มันจะทำ ปราบปรามกันลง ก็ต้องเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกัน เมื่อเราแน่ใจว่าเราดี อีกสิ่งหนึ่ง ต้องไม่ดีน่ะ ทีนี้ เมื่อสิ่งที่ไม่ดีนี่ มันเป็นยังไง ความไม่ดีนี่ ทำเลวได้ไหม ทำร้ายได้ไหม การที่เรามาทำให้คนดี หรือสิ่งที่ดีนี่ สูญเสียลงไป มาล้มล้างความดีลงไปเป็นความเลว หรือความดีเป็นความเลว คนเลวทำเลวได้ ใช่ไหม ก็ใช่ แล้วนี่... เขาก็ต้องทำได้น่ะสิ แล้วคนดีไปทำเลวได้ไหม ก็ถูกอีกล่ะ ก็ถูกแล้วนี่ เพราะฉะนั้น นี่เป็นความลึกซึ้งนะ ต้องเข้าใจให้ได้ เมื่อเข้าใจความจริง ตามความเป็นจริงอย่างนี้แล้ว สงสัยอะไร มาบ่นทำไม ทำไม มาทำกับฉันได้ ก็ต้องทำได้สิ เพราะเขาก็ต้องเป็นอย่างนั้นน่ะ เออ ใช่ไหม นี่ ถ้าชัดแล้ว จะไม่ถาม แล้วชัดแล้ว ก็จะไม่สงสัย ไม่สงสัย มันเป็นอย่างนี้จริงๆน่ะ เอ้า ทีนี้ ก็ยกเอาไว้อีกนิดหนึ่ง เพื่อความไม่ประมาท เพื่อความไม่หลงตน สมมติว่า เราเลว เราหลงตนว่าดี ที่จริงน่ะ เราผิดนะ เราเลว เราหลงตัวว่าดี ก็สมควรแล้ว ที่เขาจะปราบปรามเราลง สมควร เพราะว่า เราไม่ดีใช่ไหม เราหลงตัวว่าดีใช่ไหม เราผิด เราหลงตนว่าถูก เขาก็ต้องทำกับเราได้สิ เพราะสมควรแล้ว ที่เขาต้องปราบปรามเราลง ใช่ไหม นี่ ก็เป็นอีกแง่มุมหนึ่ง เพราะฉะนั้น ก็ไม่ต้องสงสัยหรอก เรา...ก็ต้องให้เกียรติเขาบ้าง เขาก็คงเข้าใจอย่างนี้จริงๆ เข้าใจว่า เราไม่ดีจริงๆ เราไม่ถูก เขาก็ต้องปราบปรามเราลง ก็ถูกแล้วล่ะ แต่ถ้าเผื่อว่า เราแน่ใจว่าเราดี เราไม่ได้ผิด เราไม่ได้เสียหายอะไรหรอก เราก็ยืนหยัด ยืนยันของเราไป เท่านั้นก็แล้วกัน แล้วก็จริงแล้วละ ถ้าเผื่อว่า เขามาปราบความดี เขามาทำร้ายความดี มันเป็นความไม่ดี ก็แน่นอนซี ถ้าเราดี สิ่งที่มาปราบปรามความดี ก็ต้องไม่ดี เมื่อไม่ดี เขาก็ต้องทำความไม่ดีได้ เขาก็ต้องทำความร้าย ทำความเลวได้ คักคัก แต่ถ้าไม่ชักแง็กๆนะ คักคัก ใช่แล้ว จริงๆ ถูกแล้วละ ไขความอย่างนี้ ชัดไหม แล้วอย่าไปถามใครอีก ให้เสียเหลี่ยมชาวอโศก อย่าไปถามเขาอีก เพราะว่า ถูกแล้วล่ะ มันเป็นอย่างนี้จริงๆ มันต้องเป็นอย่างนี้...น่ะ นี่คือ เรารู้ความจริง ตามความเป็นจริงแล้ว มันก็จบในตัว มันไม่ต้องสงสัย มันเป็นเรื่องธรรมดา อาตมาถึงบอก ที่เรื่องที่มันเกิดนี่ มันเป็นเรื่องธรรมดา มันจะต้องเป็นอย่างนี้ มันบอกความจริงให้เรารู้ ถ้าเราแน่ใจว่าเราดี เราทำต่อไปเถอะ ถ้าเราไม่ดี ถ้าเขาดีจริงๆ บอกแล้ว เขาก็ต้องปราบเราลง ก็ถูกแล้วนี่ ถ้าเราจะยืนยัน ก็ยืนยันสิ ถ้าเรารู้ตัวเมื่อไหร่ ว่าเราโอ๊ย จริงๆด้วย เราไม่ดี เราก็แก้กลับเสีย เปลี่ยนแปลงไป เขาก็ต้องหยุดเหมือนกัน เรายอมเขาเสีย เราผิดแล้ว เรารู้ตัวแล้วว่า เราผิด เราหลงตัวไป เราก็แก้กลับ หรือ ยอมให้เขาลงโทษ เพราะเราผิดนี่ แต่ถ้าเผื่อว่า เราถูก เราก็ยืนยันไป ไม่ต้องแก้กลับ ไม่ต้องแก้กลับ ก็ถูกนี่ ก็ดีนี่ แต่ระวัง อย่าไปให้มันรุนแรง หรืออย่าให้มันไปทะเลาเบาะแว้ง ไปอะไร หลบได้ก็หลบ เลี่ยงได้ก็เลี่ยง เพราะว่า เราเอง เราไม่อยากไปปะทะไม่อยากไปให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อย อะไรเท่านั้นแหละน่ะ นี่ ปัญหานี้ เอามาตอบซ้ำ เพราะว่า อาตมาคิดว่า มันจำเป็น ที่จะบอกกันให้รู้แจ้ง สำคัญนะ รู้ความจริง อันนี้ให้ดีๆ นี่ ไม่ได้เล่นคารมนะ อาตมาไม่ได้เล่นคารม พยายามวิเคราะห์ไปถึงสภาวะความเป็นจริงให้ฟัง ไม่ใช่มาเล่นภาษาคารม ยอกย้อนกันเป็น แหมๆ เก๋ๆ ไม่ใช่ ที่พูดนี่ พูดถึงความจริงให้มันถึงความจริงน่ะ ทำงานและตัดกิเลสไปด้วย ทำอย่างไรคะ ถาม ทำงานและ ตัดกิเลสไปด้วย ทำอย่างไรคะ ตอบ โอ้โห ! อาตมาพาทำมาตลอดสาย ในเรื่องนี้นะ ทำงาน และตัดกิเลสไปด้วย ทำอย่างไร อาตมาจะตอบอย่างไร มันถึงจะเจ๋ง มันถึงจะแจ้ง เพราะว่า ตอบมาตลอดสายเลยนะ แหม ทำงานไปด้วย ตัดกิเลสไปด้วย ก็ให้รู้สิ ทำงานอะไรก็ทำสิ ควรจะทำ กายกรรมอย่างนี้ นี่กำลังยกกำปั้น นี่กำลังจะตั๊นหน้าเขาแล้ว ก็รู้ตัวว่า นี่มันทำด้วยอะไร มันกำลังมีความโกรธ มันจะตั๊นหน้าเขา นี่ กายกรรมของคุณน่ะ จะชกเขาแล้ว จะตั๊นหน้าเขาแล้ว นี่ล่ะ กำลังจะทำงานชกหน้าเขานะ ยิ่งรีบๆทำงานอันนี้ไปนี่ ทำอันโน้น อันนี้ไป ใครเขาเข้ามา ก็ว่าจะว้ากเขาอย่างนี้ บอก นายกำลังจะทำอะไรล่ะ ทำงานก็ทำงานซิ เขามาบอกว่า ไอ้นี่ มันไม่ดี มันอะไร ก็ฟังเขา ให้รู้ว่าเมื่อเขามาทักมาท้วง ก็ดี มาทำด้วยก็ดี มาพูดอย่างนั้นก็ดี มาแสดงกายกระทำร่วม ก็ดี อะไรๆ ก็ตาม แล้วเราก็ต้องสังเกต และอ่านว่า เขาอย่างนั้นน่ะ เพราะเหตุอะไร จะห้ามเขาดี หรือไม่ห้ามเขาดี อะไรก็ตามใจ ต่อ ทำงานกับตัดกิเลสนี่แหละ เป็นการปฏิบัติ เป็นทฤษฎีหลัก ของพระพุทธเจ้าล่ะ จะคิดก็คิดการงาน เรียกว่ามโนกรรม กรรมคือการงาน หรือกรรม คือการกระทำ จะพูด ก็กำลังทำงาน หรือกำลังกระทำ เรียกว่าวจีกรรม จะกระทำทุกอย่าง ทั้งประกอบไปด้วยทั้งคิด และพูด และทำก็ตาม นี่ อาตมากำลังมีทั้งมือไม้ทำกายกรรม มีทั้งปากพูด มีทั้งคิด มีทั้งตัว ทางมโนกรรม พร้อมทั้ง 3 กรรม เลยนี่ นี่ กัมมันตะ ลงไปอยู่ ก็คือ การกระทำ หรือการงาน ทำประจำชีวิต เรียกว่าอาชีวะเป็นหลัก มรรคองค์ 8 แล้วก็รู้ตัวทั่วพร้อม รู้ต่อกรรมกิริยา กาย วาจา ใจ อย่างไรมันเป็นมิจฉา คิดอย่างไร มิจฉา ดำริออกไป ให้มีกามร่วม นี่ มีพยาบาทร่วมสังขาร มีการเบียดเบียนตน เบียดเบียนท่าน สังขาร หรือมีลักษณะของการโกหก นี่ ทางวาจา การส่อเสียด ส่อเสียดคือ เรื่องที่ไปพูดให้มันบาดหมางกัน ทะเลาะเบาะแว้งกันเอาความข้างนี้ไปบอกข้างโน้น แล้วเอาความข้างโน้นมาบอกข้างนี้ ให้เกลียดชังกัน ทะเลาะกัน ตีกัน อย่างนี้ เรียกว่า ส่อเสียด ทำให้เกิดเรื่องราววุ่นวาย ทะเลาะ เบาะแว้ง ไม่สมาน ไม่สามัคคี เรียกว่า ส่อเสียด คำที่ไม่น่าพูด มันหยาบ นะ มันหยาบ มันฟังแล้ว ก็มันเกิด จิตไม่ดีกันขึ้น หรือเกิดการไม่เจริญขึ้น เรียกว่า หยาบ คำพูดอย่างไร มีสิ่งเหล่านี้ออกมา ด้วยจิตอย่างไร เจตนาจะให้ทะเลาะเบาะแว้งกัน เจตนาที่จะโกหก กลับคำ เท็จ เจตนาที่จะให้เกิดคำที่มันหยาบๆ แล้วมัน มันดี หยาบๆต่ำๆ แล้วมันสะใจดี อย่างคนโกรธๆนี้ ขี้มักจะชอบศัพท์หยาบๆ ด่าเขานี่ พูดหยาบๆ มันจะได้ต่ำๆ มันจะได้กดเขาต่ำๆ มันเป็นความสะใจดี อะไรยังงี้ ถ้าหยาบๆ มีอารมณ์โกรธ มีอารมณ์โกรธ หลง อะไรพวกนี้ประกอบด้วย เราก็พยายามตรวจ มันมาสังขาร มันมาปรุงร่วมในกรรม วจีกรรม ในการกระทำนี่ เป็นไปเพื่อฆ่า เป็นไปเพื่อทำร้าย เป็นไปเพื่อโทสะ เป็นไปเพื่อโลภ โลภะ เรียกว่า ปาณาติบาต อทินนาทาน หรือเป็นไปเพราะราคะ การกระทำพวกนี้ พิจารณาจริงๆ พร้อมกับกรรม พร้อมกับการงาน อ่านใจ อาตมาเข้าใจนะ อาตมาก็เห็นใจเหมือนกันว่า มันยาก ที่เราจะทำไปพร้อมกัน แล้วก็ มีจิตของเรานี่ ได้ฝึกฝน อ่านกายกรรม อ่านวจีกรรม อ่านมโนกรรม อ่านการกระทบทางตา แล้วก็เกิดการชอบ เกิดการชัง เกิดโทสะ โมหะ นั่นเอง เกิดกาม เกิดพยาบาท ได้ยินเสียง ก็เกิดกาม เกิดพยาบาท เกิดโกรธก็ได้ ได้ยินเสียง เกิดรัก เกิดโลภก็ได้ เห็นด้วยตา เกิดรัก เกิดโลภก็ได้ เกิดชังก็ได้ ได้กลิ่น ได้กลิ่นมา เกิดรัก เกิดโลภ ก็ได้ เกิดชังก็ได้ ได้สัมผัสทางลิ้น เกิดชอบก็ได้ เกิดชังก็ได้ สัมผัสทางกาย ก็เหมือนกัน เราก็เรียนรู้ อาการที่มันเรียกว่า มันโลภ โกรธ หลง หรือว่า มีอาการที่มีกิเลสเข้าไปผสมปรุงอยู่กับกรรมต่างๆ กับสภาพจริง เช่น รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เรียกว่าสภาพจริง ตามสมมติ เห็นรูป ได้ยินเสียง ได้กลิ่นลิ้มรส สัมผัสทางกาย นั่นน่ะ ของจริง นี่ เสาก็คือเสา ยังงี้ๆๆ แหละ เสา แต่เสร็จแล้ว เห็นเสานี่ แหม ไอ้เสานี่ ขวางหูขวางตาจริง เอ ทำไม มีอะไรไปไปผสมให้มันขวางหู ขวางตาทำไม มันไม่รู้เรื่องเลยล่ะ เห็นคนนี้ แหม อยากสักป้าบ จังเลย มันเรื่องอะไรของคุณเล่า จะไปสักป้าบกับเขา บางทีพึ่งเห็นอันนี้นะ มันทำกิริยาน่านัก อื้อๆ เอ๊ มันอะไรกันเล่า คุณไปเป็นอะไร อ่านอาการที่มันไปปรุงร่วม ก็เห็นเขา ก็คือเขา ก็หน้าอย่างนี้ ตาอย่างนี้ กิริยาของเขา ก็ของเขา อย่างนั้นแหละ แต่คุณเอง ไปสมมติเขาว่า ท่าทางอย่างนี้ ไม่ชอบเลย กิริยาอย่างนี้ ไม่ชอบเลย พูดอย่างนี้มั่ง แสดงกายกรรมอย่างนี้ มั่งไม่ชอบเลย ทำไมต้องชอบ หรือไม่ชอบ ก็เขาทำของเขา คุณไม่ชอบ คุณก็อย่าทำก็แล้วกัน คุณไม่ชอบ คุณก็อย่าทำ น่ะ บางที ไอ้คุณที่ชอบๆ นั่นแหละ ทำแล้วคนอื่น เขาเห็น เขาก็อยากจะสักป้าบกับคุณเอาเหมือนกันนั่นแหละ คุณก็ต้องตรวจดูตัวเองด้วย ดูมั่ง คนอื่นก็ไอ้อย่างงั้นๆแหละ มันอยากสักป้าบแล้วล่ะน่ะ คุณน่ะ ทำเป็นคนอื่น ขวางหู ขวางตาคุณ แต่ทีคุณมั่งล่ะ นี่ อ่านกรรมกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม หรือรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสนอก สัมผัสในนี่แหละ อ่านแล้วก็มีกิเลสอย่างไร พร้อมกับการงาน พร้อมกับกรรม พร้อมกับการกระทำใดๆ ทั้งหมด มันมีกิเลสเข้ามาปรุงร่วมนั่นน่ะ วิจัยให้ออก มีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ออก ถ้ามันรู้ว่า นี่คือกิเลส นี่คือ ตัวผีร้าย มาทำให้เกิด กรรมที่มันไม่เข้าท่า อย่างนี้กรรมไม่สุจริตแล้วนะ กรรมไม่ดีงาม ไม่เข้าท่าแล้วนะ เปลี่ยน เปลี่ยนกิเลสนั่นแหละ ตัดกิเลสนั่นแหละ แล้วมันก็จะเกิดมาเป็นกรรมที่ดี นี้คือ การปฏิบัติธรรม หลักของพระพุทธเจ้า อธิบายด้วยภาษาไทยๆ อย่างนี้ แล้วเราก็พูดกันมาตลอดเวลา และก็จะพูดอีกตลอดไป พูดมาตั้งแต่ไหน แต่ไหน แล้วก็พูดอยู่ ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ก็จะพูด เพราะว่า เป็นหลักสำคัญ หลักเดียว หลักทางเอก ...ไม่มีหลักอื่นที่จะลัดกว่านี้ ตรงกว่านี้ ไม่มี ไม่หลักอื่น ลัดกว่านี้ ตรงกว่านี้ มันยาก ก็ต้องฝึกเรียนรู้ให้ได้ นี้คือ การทำงานไปด้วย ปฏิบัติธรรมไปด้วย เอ้า คิดว่า ได้ตอบไปแล้ว ฟังเอานะ คนถามมา อยู่หรือเปล่า ไม่เห็นหน้า คนถามนี่ เขียนชื่อมาด้วย น่ะ ชื่อว่าตู่ เป็นคนถาม กลับไปหรือยังไม่รู้
จะมีวิธีแก้ไข จิตที่อ่อนแอได้อย่างไรคะ ถาม ขณะที่เราเข้มแข็ง มีปีติ ดูเหมือนเราจะสามารถทำได้ มีเครื่องหมายคำพูดเสียด้วยนะ ทำได้ ในขณะที่เราเข้มแข็ง มีปีติ ดูเหมือนเราจะสามารถ "ทำได้" ทุกอย่าง "ทนได้" ทุกอย่าง แน่ะ ทำได้ ทนได้น่ะ แต่... (But) เมื่ออ่อนแอ ไม่ว่าจากผัสสะ ภายนอกมากระทบ หรือเพราะอิตถีภาวะ ที่เรียกร้องอยู่ภายใน อะไรๆ มันก็ดูยาก ลำบาก อุดมการณ์ทั้งหลายแหล่ ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ จนไม่แน่ใจว่า จะดำเนินชีวิต ในแนวทางเรียบง่าย สมถะต่อไปได้ แล้วจะมีวิธีแก้ไข จิตที่อ่อนแอเหล่านี้ ได้อย่างไรคะ
ตอบ ถามมาอย่างนี้ นี่ มีความรู้ ถามมาอย่างนี้ มีความรู้น่ะ แล้วตัวที่ถามมา คือตัวขี้เกียจ ตัวไม่เอาจริง ที่จริงนะ อาตมาว่านี่ พูดจริงๆ ก็พอรู้อยู่แล้วล่ะ แต่ไม่อยากรู้ ถ้าขืนรู้ ประเดี๋ยวมันจะต้องมาล้างความขี้เกียจของเรา มันจะต้อง มาล้างความที่จะไม่อุตสาหะของเรา คำตอบคือ อุตสาหะเข้าไป ขยันทำเข้าไป ทำให้มากเข้าไป นี่ อาตมา อ่านดูภาษาสำนวนแล้ว รู้ก็รู้ แต่แม้ว่าจะไม่รู้จริง เดี๋ยวจะขยายความให้ถูกต้องลงไปอีกนิดหนึ่ง แต่อาตมาเชื่อว่ารู้ นี่ถามอย่างนี้ รู้เพราะว่า ภาษามันบอกมานี่ เหมือนจะทำได้ เหมือนจะทนได้ แต่เมื่ออ่อนแอ อ่อนแอ ทำไมล่ะ ต้องเข้มแข็งอยู่ซิ อดทนเข้าไปซิ รู้นะว่า ตัวเองอ่อนแอน่ะ หรืออิตถีภาวะ ที่เรียกร้องอยู่ภายใน อิตถีภาวะ คือความไม่สมบูรณ์ คือความไม่เต็มมนุษย์ มนุษย์คือปุริสภาวะ มนุษย์ที่เต็มความเป็นมนุษย์ คือ ปุริสภาวะ อิตถีภาวะมีอยู่ได้ ทั้งในตัวผู้หญิงเอง ผู้หญิงเองนี่ ท่านถือว่าเป็นอิตถีภาวะมาตั้งแต่อ้อนแต่ออกแล้ว เป็นคนที่ไม่เต็ม เอ้า ไม่ใช่ปุริสเต็มน่ะ ไม่ใช่มนุษย์เต็มเต็มมนุษย์ไง ไม่ต้องหัวเราะ ไม่ต้องสมน้ำหน้าตัวเอง (ผู้ฟังหัวเราะ) มันต้องเกิดมาอย่างนี้ มันจริงแล้ว เพราะฉะนั้น มาศึกษาศาสนาพุทธแล้ว เหมือนกับคล้ายๆ กับว่า แหมลิด รอนสิทธิสตรีเพศ กด กดขี่ ข่มเหงทางเพศ เรียกว่าไม่ให้อิสรเสรีภาพ ไม่ให้สิทธิสตรี ให้เท่าเทียมกับบุรุษ ถ้ามาฟังศาสนาพุทธแล้ว จะรู้สึกอย่างนั้น ไม่ใช่ ศาสนาพุทธหรอก อาตมาเคยยกตัวอย่าง แม้แต่ศาสนาคริสต์ เขาก็บอกพระเยซู ก็บอก ในตำนานของพระเจ้า ก็บอกว่า ผู้หญิงนี่ ปัดโธ่ เอ๋ย เกิดมาจากขี้โครง ซี่โครง ไม่ใช่ขี้โครงเหรอ (ผู้ฟังหัวเราะ) เกิดมาจากซี่โครงของอาดัม แล้วก็มาเป็นอีฟ หรือเป็นอีวา เอามา พระเจ้า ถอดมาจาก สร้างอาดัมขึ้นมาก่อน พอ สร้างอาดัมขึ้นมาแล้ว ก็ เอ๊ อาดัมนี่ มันไม่มีเพื่อนเว้ย แน่ะ พระเจ้านี่ พระเจ้านี่ เป็นยังไง จิตไม่รู้จักเอกบุรุษ เห็นคนที่จะเป็นคนที่พึ่งตนเองไม่ได้ยังไง ไม่เหมือนศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธนี่ให้เป็นเอกบุรุษ พึ่งตนเองได้ อัตตาหิ อัตตโน นาโถ ไม่ต้องวอแว ไม่ต้องออเซาะ ไม่ต้องแหม อยากจะออเซาะ แจ๋ แจ๊ด เลยนี่ คำถามของเขาเหมือนกัน ทำไม เพศหญิง มันถึงมีอยากจะแหม ใกล้ๆ เคียงๆ กระหนุง กระหนิง มียังงั้นยังงี้ เป็นที่พึ่ง ก็มันยังไม่เป็นเอกบุรุษ มันก็ไปหาที่พึ่ง อันนั้น อันนี้อยู่อย่างนั้นแหละ ผู้หญิง เพศหญิง มันจะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้น อาตมาถึงบอกว่า พระเจ้านี่จะรู้สึกยังไง ถึงบอกว่า เอ๊ เห็นอาดัมไม่มีเพื่อน นี่ ไม่เชื่อมืออาดัม ไม่เชื่อว่า ผู้ชายนี่ ไม่ต้องง้อใครหรอกน่ะ วันแมนดวลน่ะ สบายมาก คนเดียวก็ได้น่ะ อยู่ในโลกนี้ อย่างไม่ต้องพึ่งใคร พึ่งตน เพราะฉะนั้น หลักธรรมของพระพุทธเจ้า จึงไม่เหมือนกันกับทางโน้น ไม่เหมือนกับศาสนาอื่น ทีนี้ เมื่อท่านสร้างอาดัมมาแล้ว เห็นว่าอาดัมไม่มีเพื่อน เหงา ก็เลยคิดสร้างเพื่อนให้ ก็เลยสร้างเพื่อนขึ้นมา โดยเอากระดูกซี่โครงซี่เท่าไหร่ไม่รู้ อาตมาจำไม่ได้ เขาบอกไว้เหมือนกัน ว่าซี่เท่าไหร่ ซี่เท่าไหร่ไม่รู้ เอากระดูกซี่โครงของอาดัมมา เสกเป็นอีฟ เป็นอีวาให้ เป็นเพื่อนของอาดัมน่ะ นั่น ก็ แสดงว่า ไม่ยี่เจ้ยเลย ผู้หญิงนี่ เกิดมาจาก ส่วนหนึ่ง นิดเดียวของผู้ชายแท้ๆเลย ไม่ใช่เป็นของตัวเองมาเองโดยบริสุทธิ์บริบูรณ์ มาโดยรากฐานหรอก เป็นสิ่งที่อิงๆ แฝงๆ เป็นสิ่งที่ส่วนหนึ่งของ..ผู้ชายเท่านั้นน่ะ นี่ก็อธิบายประกอบน่ะ แล้วเขาเอง เขาศาสนาคริสต์แท้ๆ เขายังไม่เข้าใจปรัชญาของศาสนาคริสต์เองเลย คนตะวันตกยังจะ แหม ดึงดัน จะสิทธิผู้หญิง จะต้องเท่าเทียม กิเลสทั้งนั้น โดยเฉพาะ ผู้หญิงเอง ผู้ชายที่ไม่รู้เรื่องด้วย ก็โง่ตามผู้หญิงเข้าไปด้วย ก็เลยไปกันใหญ่เลย เออ จริงด้วย มาช่วยรณรงค์ให้สิทธิ ให้ผู้หญิงเท่าเทียม อาตมาเคยอ้าง ธรรมดาว่า ถ้าอยากจะให้ผู้หญิงเท่าเทียมกับผู้ชายได้ ไม่ยากหรอก น่ะ ไปทำตัวเอง ไปแก้ไขตัวเองก่อนให้เรียบร้อย ไปเอาท้องมาไว้ที่ผู้ชาย ให้ผู้ชายนี่ท้อง แล้วผู้หญิง หรือไม่อย่างนั้น ก็ผลัดกันท้อง (ผู้ฟังหัวเราะ) จะได้เท่าเทียมกันไง นี่ก็เปล่า ให้อยู่อย่างนั้นล่ะ แบกท้องเบ้อเร่อ เบ้อร่าอยู่อย่างนั้นคนเดียว ผู้ชายเขาไม่ต้องไปบกด้วยหรอก แค่นี้มันก็ไม่เท่าเทียมอยู่แล้ว น่ะ จะเอาอะไรมาเท่าเทียม เนาะ ทำไอ้นี่ให้ได้ก่อนเถอะ ทำไม่ได้ น่ะ อย่างนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้น ก็ไม่ๆ ไม่นั่น อิตถีภาวะ มันก็อย่างนี้แหละ คือ ส่วนที่ยังไม่สมบูรณ์ นี่พูดมาก็รู้อยู่ว่า ไม่สมบูรณ์ของตัวเอง มีอิตถีภาวะ เรียกร้องอยู่ภายใน นั่นแน่ะ นี่รู้เสียด้วยว่า มันเรียกร้องอยู่ภายใน เพราะฉะนั้น ก็ต้องฆ่าอิตถีภาวะ นั่นแหละ มาเรียกร้องอะไร บิดหูมัน มาเรียกร้อง เข้าไปทำไม เลิกเรียกร้อง เลิกออเซาะ เลิกออดอ้อน นี่เอาให้จริงน่ะ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่า มีกิเลสพวกนี้ มันกระซิบ มันเรียกร้องอยู่ มันก็เลยอ่อนแอ เหตุมันทุกข์อย่างนี้ อ่อนแอแล้ว ก็เลยอะไรมันก็ดูยาก อะไรมันก็ทนไม่ค่อยได้ ก็เกิดความท้อแท้ ทำอะไรก็จะทำไม่ได้ จะกล้าหาญ ชาญชัยอะไรล่ะ ประสพผลสำเร็จที่ไหนกันล่ะน่ะ ตอบเหมือนกำปั้นทุบดิน ก็คือ ต้องตรวจจริงๆ ด้วย ตรวจกิเลส กิเลสนั่นแหละ พาให้เราไม่แข็งแรงสมบูรณ์ จะกล้าหาญชาญชัยอะไร ประสพผลสำเร็จที่ไหนกันล่ะ ตอบเหมือนกำปั้นทุบดิน ก็คือ ต้องตรวจจริงๆด้วย ตรวจกิเลส กิเลสนี่ แหละ พาให้เราไม่แข็งแรงสมบูรณ์ ผู้ที่แข็งแรงสมบูรณ์ เป็นเอกบุรุษ หรือเป็นเอกภาวะ เป็นปุริสภาวะสมบูรณ์ เช่น พระอรหันต์ เป็นต้น ก็เพราะว่า ท่านเรียนรู้กิเลส ที่มันทำให้อ่อนแอ ทุกชนิด นี่กำปั้นทุบดิบก่อน เพราะฉะนั้น เราเรียนรู้กิเลสนี่แหละ จะถามยังไง ก็ตอบกำปั้นทุบดิน ต้องอุตสาหะ วิริยะ ไม่มีทางเลือก ไม่มีทางเลือก เรียนรู้ตัดกิเลสเข้าไป และขอท้าทายให้พิสูจน์ได้ว่า เราจะเป็นคนทนได้ ในสิ่งที่มนุษย์เขาทนไม่ได้ เราจะทำได้ในสิ่งที่มนุษย์เขาทำไม่ได้เช่น อโศกเรานี่ ทำอะไรได้สารพัด ที่คนไม่น่าเชื่อ เป็นเรื่องมหัศจรรย์นะ อาตมาขอบอก แต่เขาก็ยังไม่รู้อะไรกันข้างนอก ข้างในนี่ อาตมาหยิบให้พวกเราฟังอยู่บ่อยๆๆๆ จนพวกคุณจะเห็นว่า เป็นเรื่องธรรมดา ไม่ใช่ธรรมดานะ เป็นเรื่องพิ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive