330406 ชีวิตนี้มีปัญหา ตอน 2 โดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานศาลีอโศก.docx
เนื้อหาในไฟล์
330406 ชีวิตนี้มีปัญหา ตอน 2 โดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานศาลีอโศก เนื่องในงานพุทธาภิเษก สุดยอดปาฏิหาริย์ ครั้งที่ 14 เมื่อวันที่ 6 เมษายน พุทธศักราช 2533
ทำไมคนถึงตีหลายหน้า ถาม คนทำไมถึงตีหลายหน้านัก
ตอบ ฟังให้ดีๆนะ คนที่เพ่งโทสว่าตีหลายหน้านี่นะ พูดกันตื้นๆ คนตีหลายหน้า มันก็ไม่ดีนะ แต่คนที่ตัวเองนี่มีใจมันทุจริต แล้วก็พยายาม ทำกายกรรม วจีกรรม ให้มันสุจริตนี่ เหมือนตีหลายหน้าเหมือนกันน่ะ เหมือนกับคนใจอย่างหนึ่ง ข้างนอกอย่างหนึ่ง ใจมันยังมีกิเลสที่ แหม อยากตีเขาเหลือเกิน ฮือ พยายาม ไม่ตี สงวนท่าที ไม่ตี พยายาม ทำเป็นหวานดีอะไร เออ มันดี เขารู้สึกตัว ก็พยายาม ไม่อยากจะทำชั่ว อย่างนี้ก็เหมือนกับตีหลายหน้า ที่จริงนะ แหม น่าจะชัด อะไรต่ออะไรต่างๆนานานี่ เขาก็ไม่ทำ พยายามไม่ทำ นี่ก็ตีหลายหน้า คล้ายๆอย่างนั้น เพราะฉะนั้น เราจะต้อง อย่าไปเพิ่งไปเพ่งโทษอะไรเกินไปนัก ตีหลายหน้า ตีหลายตาอะไรก็แล้วแต่ เอ้า ด้วยความจริง ก็จริงแหละ คนเราตีหลายหน้า ก็เพื่อที่จะให้คนอื่นเชื่อว่าตัวเองดี แต่ความจริงนั้น มีอะไรซ่อนแฝงอยู่ในใจอีกหลายอย่าง ถ้าอย่างนี้ก็เรียกว่าชั่วซ้อนชั่ว ข้างนอกทำดี ข้างในน่ะไม่ดี ไม่ดีจริงๆซ่อนเชิงไว้ เพื่อจะให้คนอื่นเขาหลงว่าเรานี่ดี แต่สุดท้ายก็เล่นงานทีหลัง อย่างโน้นอย่างนี้ เป็นทุจริต อะไรที่มันเป็นความไม่ซื่อไม่ตรง ไม่ดี ไม่งาม อย่างนี้ก็แน่ล่ะ แน่นอนล่ะ จะถามว่า ทำไม ก็ตอบกำปั้นทุบดิน ก็เพราะเขายังโง่ ทำไมถึงตีหลายหน้า เอ้า ทีนี้ก็จำกัดความลงไปดีๆแล้วนะว่า ถ้าจะหมายเอาอย่างนั้น อย่างตื้นๆอย่างนี้ ก็เพราะเขายังโง่ แต่ถ้าอย่างที่อาตมาพูดตอนแรกนั่นน่ะ เขาฉลาด เขาดี อย่างนั้นน่ะ แต่คนอย่างนี้น่ะ เอาชั่วมาเป็นหลัก แล้วก็หลอกคนอื่นว่าเราดี แล้วก็ไปทำ
อ่านต่อ
ชั่ว อย่างนั้นน่ะ มันก็โง่จริงๆ แต่คนที่รู้สึกว่าเราน่ะ จะทำไม่ดี แล้วก็พยายามทำดีให้คนอื่นรับเห็นว่าดี แล้วเราก็พยายามเข้าใจว่า เราจะทำดีๆๆๆ มันก็เหมือนกับกลับกันเหมือนกัน เห็นเหมือนคนหลายหน้า อย่างที่ว่านั่นแหละ แล้วก็จะให้ดีเป็นที่สุด ไอ้อย่างนี้ ไม่ใช่เรื่องไม่ดีน่ะ เรื่องดี มันเป็นความไม่โง่ ทำไมชอบตีหลายหน้า ก็เพราะเขายังโง่
จะแก้ไขคนขี้อิจฉาอย่างไร ถาม เราจะแก้ไขคนขี้อิจฉา ให้หมดแผ่นดินไปได้
ตอบ เอ้า ก็ดีน่ะซิ ไม่มีอย่างไรที่คุณพูด ไม่มีนี่ เราจะแก้ไขคนที่อิจฉาให้หมดแผ่นดินไปได้ สาธุ
ถาม ถามว่า จะแก้อย่างไร
ตอบ ก็แก้ที่เรานี่แหละ ไปแก้ที่ใครๆ มันยาก มันไม่ได้ง่ายๆหรอก แก้ที่เรานี้ จะไปริษยาเขาทำไม แล้วก็ทำดีนี่ ให้ยืนหยัด ยืนยัน ว่าคนที่ทำดี ไม่ต้องไปริษยาใครน่ะ เป็นคนซื่อสัตย์สุจริต ตรง ใครได้ดี ก็อนุโมทนา ใครยังไม่ดีอยู่ เราก็พยายามช่วยเหลือกัน เมตตากัน เกื้อกูลกัน เขาไม่ดี ช่วยเขาได้ ก็ช่วย บางคนมันไม่ยอมให้ช่วยหรอก มันจะโง่ มันจะดื้อ มันจะเป็นอยู่อย่างนั้น อยู่อย่างเก่าน่ะ ระวังน่ะ พวกคุณก็เหมือนกันน่ะจะดื้ออยู่อย่างนั้นน่ะ จะช่วยก็ไม่เอา อย่ามาช่วยดู อะไรอย่างนี้ แหม ฮื่อๆๆๆระวังเถอะ ก็ตอบง่ายๆอย่างอย่างนั้นน่ะ ไม่ตอบยากอะไรหรอก แต่ทีนี้ ภาคปฏิบัติจะให้ดี ไม่ต้องริษยา ก็คือกิเลส ริษยาก็ตัวกิเลส ภาษาบาลีเรียกว่า อิสสา อิสสาทางอีสานนี่เรียกถูก อิสสาแปลว่าริษยา แปลว่า ไม่ต้องการให้คนอื่นได้ดี เห็นคนอื่นได้ดีแล้ว มันก็คันหัวใจ อะไร จะแกล้งเขา จะทำลายเขา อะไรนั่นน่ะ อิสสา ทีนี้ ภาคกลางนี่ เสล่อไปหน่อย ฟังอิสสามาไม่ชัด ก็ไปเรียกอิจฉา มันก็เลยพูดเพี้ยน ก็เรียกว่าพูดเหน่อ พูดไม่ถูกต้อง ไปเรียกริษยาว่าอิจฉา มันก็เพี้ยนไปน่ะซิ นี่เป็นความผิดของทางภาคกลางนี่เอง แล้วหลงถูก ทีนี้เจ้าภาคอีสาน หนอย พูดดีๆ ก็พูดไปตามคนเหน่อๆ ของเขาที่เพี้ยน ก็เลยไปอิจฉา ตามเขาไปอีก ก็เลยไปเรียกตามภาคกลาง อิจฉา ตามเขาไปอีก เพราะฉะนั้นชาวอโศก เมื่อจะพูด ริษยา ก็พูดริษยา ริษยา มันตรงธรรมอยู่แล้ว ไม่ต้องไปพูดอิจฉา ที่มันผิด หรือจะพูดให้มันถูก ก็พูดอิสสาเลย กลางเขาพูด ภาคกลางก็พูดอิสสา ให้เขาทัก แล้วเราก็แก้ให้ความถูก ให้ต้อง ให้เขา เขาจะว่าอย่างไงก็ว่า พูดผิดภาษา ไม่ผิดหรอกคุณน่ะ พูดผิดภาษามานานแล้ว ริษยา เอ้านี่ก็แถมความรู้รอบตัวนิดหนึ่ง
เมื่อถูกขูดเกลากิเลส ควรทำเช่นไร ถาม เมื่อเราถูก ขูดเกลากิเลส แต่เรายังมี อินทรีย์ พละอ่อนอยู่ เราควรทำเช่นไร จึงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด แล้ววิธีรองลงมา
ตอบ ก็ต้องพยายามตั้งหลัก รับดีๆน่ะซี เมื่อถูกขูดเกลากิเลส เรามันมีอินทรีย์พละอ่อน ก็รู้ว่า ตัวเราเอง อินทรีย์พละอ่อนก็ตั้งหลักให้ดี เขาขูดเรา แล้วนะ เขาขัดเราแล้วนะ เขาเอาเราแล้วนะ ตั้งใจให้ดีๆรับให้ดีๆ ต้องตั้ง ต้องตั้งใจแล้วก็รู้ตัว แล้วก็ตั้งใจขึ้นเสมอ แล้วก็จะแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ นั่นแหละคือสร้างอินทรีย์พละ คนที่พูดนี่ ก็น่าจะรู้ว่า คนที่ขัดเกลากิเลสให้แก่เรา น่าจะรู้ใช่ไหม คนที่ถามมานี่ อาตมาว่า ถ้าไม่รู้ก็รู้เสียเดี๋ยวนี้ นี่ อาตมากำลังบอก คนที่ขัดเกลากิเลสให้แก่เรานี่ มันดีใช่ไหมเล่า เมื่อดี เราก็ตั้งรับให้ดีๆซิ เขาจะขัดเกลาด้วยลีลา อย่างไรก็แล้วแต่ เถอะ บางคนก็แหม รุนแรงเหลือเกินเจ้า ก็ได้ บางคนก็พอดีๆ บางคนก็อย่างนั้นอย่างนี้ อะไรก็ตามใจเถอะ เราต้องตั้งรับ เราต้องฝึก ถามมาปัญหาแค่นี้ ก็อย่างนี้แหละ ทางออกที่ดีที่สุดอย่างนี้แหละ ไม่ใช่เขาขัดเกลาเรา ทางออกก็คือหนี ไม่ให้เขาขัดเกลา ไอ้นี่ ไม่ใช่ทางออกเลย ไม่ใช่ทางออกที่ดี ทางออกที่ดีที่สุด คือที่อย่างที่ อาตมากล่าว ไอ้เขาจะขัดเกลาแล้ว พอถูกขัดเกลาแล้ว เรายังมีอินทรีย์พละอ่อน ก็จะทำอย่างไรถึงจะเป็นทางออกที่ดี หลบ หนี นี่เป็นทางออกที่เลว เพราะที่ถามมานี่ ถามทางออกที่ดี และบอกทางออกที่ดีที่สุดด้วย ก็ตอบไปแล้ว รองลงมา ก็เหมือนกันนั่นแหละ ก็ตั้งใจให้ได้ ถ้ามันรองลงมา เมื่อตั้งใจสู้ ยังเรียกว่าสู้ แล้วก็ยัง ไม่ไหว ก็ ถอยนิดหนึ่ง อย่าหนี รองลงมาก็ถอยนิดหนึ่ง อย่าหนี การหนีผู้ที่ขัดกิเลสน่ะ เรียกว่าเราเอง ไม่มีทางได้เจริญหรอก
อาชีพเกษตรเป็นมิจฉาชีพ หรือไม่ ถาม อาชีพเกษตร เป็นมิจฉาชีพ หรือไม่
ตอบ ไม่เป็นมิจฉาชีพหรอก มันมีนัยซ้อนเชิง น่ะ อาชีพนี่ อย่าเข้าใจว่าทำงานอะไรแล้วก็ได้ผลผลิต ไปแลกเงินทองมา ถึงเรียกว่า อาชีพ เหมือนทุก วันนี้ อาชีพอะไรนี่ ก็ขี้มักจะตอบว่าไอ้สิ่งที่ได้เงิน ใช่ไหม สิ่งที่ได้เงินมาเลี้ยงชีวิต เอาอันนั้น มาเป็นอาชีพ ทั้งๆที่บางคนน่ะ ไม่ค่อยได้ทำอันนั้นเท่าไหร่หรอก แต่ได้ เงินน่ะ แต่ได้เงิน จริง อาชีพอย่างนั้น เช่น คหปัตตานี รู้จักคหปัตตานีไหม ใครรู้จักคหปัตตานีบ้าง เป็นอย่างไง ฮะ ผู้ร่ำรวย ผู้หญิง คหปัตตานี คหบดี รู้จักไหม ผู้ชาย คนฐานะดีร่ำรวย ผู้ชายเขาเรียกคหบดี ผู้หญิงเขาเรียกคหปัตตานี ถ้าพูดให้เต็มเป็นภาษาแบบคหบดี ก็คหบัดดานี ตัวต แผลงเป็นตัวด เด็กเสีย คหบดี ก็คือคหปัตตินั่นแหละ ทีนี้ ถ้าเป็นผู้หญิง เขาก็เรียกยาวออกไป ไปเป็นปัตตานี ผู้ชายก็ปัตติ คหปัตติ ก็มาแปลเป็นไทยก็คหบดี ก็คหปัตตินั่นแหละ ผู้หญิงก็คหปัตตานี ถ้าแปลเป็นไทย แบบ บดีก็บัดดานี แผลง ต เป็น ด น่ะ ผู้หญิง ที่ฐานะดีอย่างนี้ เขากรอกในช่องอาชีพอะไร อาชีพคหปัตตานี คือ ไม่ทำงานน่ะ มีเงิน กินดอก มีเงินกินอะไรต่ออะไรไปเฉยๆอย่างนี้ ไม่ใช่หรอก แต่ความจริงน่ะ วันทั้งวัน เขาทำอะไรรู้ไหม ไปนั่งเล่นไพ่ วันๆก็ไปนั่งเล่นไพ่ ไปเที่ยวอะไรนี่ เพราะฉะนั้นอาชีพคนนี้จริงๆน่ะ คนนี้น่ะ อาชีพเล่นไพ่ ที่จริงเสียเงินด้วยนะ คืองานที่เขาทำประจำชีวิตนั่นน่ะ คือเล่นไพ่ ไอ้ที่ได้เงินมา ไม่ใช่งานเลย ไม่ได้ทำอะไรเลย มันเป็นระบบอันฉ่อฉลของสังคม นั่งกินดอกน่ะ มันเป็นระบบฉ้อฉลของสังคมชนิดหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่ได้เป็นงานการอะไรของเขา พูดง่ายๆ ไม่ได้ทำอะไร งานของเขา ที่จริง เขาไปทำงานอะไรก็แล้วแต่ เขาไปทำ กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่เขาทำประจำชีวิต ขี้มักจะไปชอบนั่งเล่นไพ่อยู่เรื่อยน่ะ ไปจั่วไพ่นะ เสียเงินด้วย นั่นแหละอาชีพของเขา กรรม หรือการกระทำ หรือการงานที่เขาทำประจำชีวิตมากๆ เป็นส่วนมาก นั่นคืองาน คืออาชีพ อย่าไปหมายเอาว่า ไอ้ที่ได้เงินมาเลี้ยงชีวิตน่ะมันคืออาชีพ อันนี้เป็นความเข้าใจผิดที่อาตมาขอยืนยันว่า พูดกันมานานแล้ว แล้วก็ผิดพลาด เพราะฉะนั้น ถ้าไปอธิบายว่าได้เงินมาเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนแล้ว ถึงเรียกว่าอันนั้นว่าอาชีพแล้วล่ะก็ ไม่พ้นมิจฉาชีพตลอด กี่ชาติๆ ก็ไม่พ้น ใช้คำว่าอาชีพ ผิดพลาดอย่างนี้ เพราะมิจฉาชีพข้อที่ 5 ไม่เป็นสัมมาอาชีพหรอก ยังเป็นมิจฉาชีพอยู่ แม้แต่ข้อที่ 5 ก็ ได้เงินแลกเปลี่ยนอยู่นี่ ก็แสดงว่า เพราะฉะนั้น พ้นมิจฉาชีพอย่างสูงสุดแล้ว ไม่ต้องได้อะไรแลกเปลี่ยนมาเลย ไม่ได้เงินค่าตอบแทนนั่นแหละ ยิ่งเป็นอาชีพชั้นสูง สัมมาอาชีพชั้นสูงด้วย อย่างที่เราก็ เรียนกันมาแล้ว เพราะฉะนั้น คำว่าอาชีพนี่ จะต้องเอาให้ดี
ถาม อาชีพเกษตร เป็นมิจฉาชีพหรือไม่
ตอบ ไม่เป็นมิจฉาชีพหรอก เป็นสัมมาอาชีพ นี่พูดกันหลวมๆน่ะ ถ้าคุณ ทำการเกษตร อย่างที่เรียกว่ายิ่งทำก็ยิ่งจ่าย ไม่ต้องขาย ไม่ต้องแลกเปลี่ยน กลับคืนมาเลย แฮ่ ทำข้าวแจก แจกๆๆๆ แหม เกื้อกูลกัน สำหรับคนที่ควร ทานให้ ทานต้องมีปัญญาน่ะ ไม่ใช่แจกแหลก โดยที่ไม่รู้เรื่อง ไม่เหลือหรอก ไม่เข้าท่าอะไรหรอก เพราะฉะนั้นอาชีพเกษตร ก็ไม่ได้เป็นมิจฉาชีพถ้าทำให้ถึง แต่ถ้าทำยังไม่ถึงน่ะ ก็เป็นมิจฉาชีพ ทำเกษตร อย่างน้อย ก็ยังขายอยู่ ก็ยังไม่พ้นมิจฉาชีพ ระดับที่ 5 หรือทำอาชีพเกษตรนี่แหละ แต่ยังไปเกี่ยวข้องกับบริษัทห้างร้าน ฮั้วกัน ทำอะไร เป็นกลไกเฟื่องที่มันยังไม่ชอบมาพากล มันยังโกงๆ หรือว่ายังไม่ค่อยจะซื่อตรง มันยังไม่ค่อยจะบริสุทธิ์ มันยังไม่ค่อยอะไรดี อย่างน้อยโกงภาษี อะไรอย่างนี้เป็นต้น อะไรก็แล้วแต่ มันก็ยังเป็นมิจฉาชีพอยู่ตามลำดับ ระดับที่ 4 น่ะ ยังมอบตนอยู่ในทางผิด อย่างที่ 3 ยังมีตลบแตลงอะไรอยู่อย่างนี้ หรืออย่างที่ 2 ไม่มีหลอกลวงอยู่ด้วย ทำข้าวขึ้นมาขาย ไอ้นี่ขายน่ะ ไอ้แค่ 2 นี่ ยังขายอยู่นี่แน่ ทำข้าวขึ้นมา ได้ข้าวหลายกระสอบมันไม่ค่อยหนัก หว่าเอาหินมาใส่ เอ้าจริงๆด้วยน่ะ เอาหินมาผสม ข้าวกระสอบหนึ่งผสมลงไปกี่กิโลไม่รู้ หินแหลกๆอะไรนี่ ก็เอาใส่ เอาไปชั่งขายก็ได้มา 5 กิโล 10 กิโลก็เอา พวกนี้ ขี้โกง แล้วหลอกลวง หรือขี้โกงอยู่ในชั้นไหน ระดับไหน ก็แล้วแต่ อย่างนี้ เป็นมิจฉาชีพ ต้องเข้าใจว่า คำว่ามิจฉาชีพ นั้น หมายเอาตรงไหน สัมมาอาชีพนั้นหมายเอาตรงไหน น่ะ อ้อนี่ ถามต่อด้วยว่า เพราะจะผิดศีลข้อที่ 1 ได้ ถ้าเราจับจอบขุดดินไปถูกไส้เดือนตาย อันนี้อธิบายไปทีหนึ่งแล้ว สัตว์ต่างๆมันก็มีอยู่ ในดิน มันก็จะต้องตาย ต้องอะไรลงไป เพราะ แต่เราไม่ได้เจตนา ไม่ได้เป็นองค์ ครบองค์แห่งการฆ่าสัตว์ไปทีเดียว มันก็เป็นบ้างมีส่วนวิบากบ้าง แต่โดยจริงแล้วเราไม่มี ท่านยังบอกว่า ท่านให้เอาที่เจตนา กรรมนี่ จะเป็นบาป เป็นไม่บาปมากนี่ ให้เอาที่เจตนา เจตนาฆ่าเขาก็แน่นอนล่ะ นี่ไม่ได้เจตนา พยายามเลี่ยงสุดวิสัย แต่เราก็ต้องทำ อันนี้เป็นอาชีพ ไม่ทำไร่ ไม่ทำนา ไม่ทำสวน ไม่ทำอะไรก็ต่อเมื่อในโลก ในสังคมนี้นี่ มันมีพอแล้ว ข้าว เคยอ่านไหมเล่าในพระไตรปิฎก มันมีข้าวสาลี มีอยู่เต็มไปหมด คนก็ค่อยๆไปเอาข้าวสาลีไปหุงกิน ไม่ให้สะสมด้วยนะ หนักเข้า ขี้เกียจขึ้น กิเลสขึ้น เห็นแก่ตัวขึ้น ก็ค่อยๆตักมากองไว้ที่บ้าน หนักๆก็แย่งกันเลย หมด ที่นา ที่ของกลาง ไม่มี เมื่อไม่มี สุดท้าย ก็ต้องมาทำเอง ทำเอง ก็เป็นของใครของมัน หนักเข้าของใครของมัน ทีนี้ ก็ ซื้อๆขายๆ มันก็นี่ สรุปง่ายๆ ลัดง่ายๆ มันก็เป็นอย่างนี้ เพราะฉะนั้น จะกลับคืนไปสู่สภาพที่มันเป็นอย่างอุดมสมบูรณ์นี้ โอ้โฮ อาตมาว่าคงล้างโลกก่อนแล้วล่ะ ไม่มีทิศทางที่จะกลับเข้าไปอย่างโน้นแล้ว เพราะฉะนั้นคนก็ต้องทำ จะเลี่ยงว่า เราไปทำประเดี๋ยวจะบาป จะต้องขุดถูกไส้เดือนสัตว์นั่น สัตว์นี่อะไร ถึงบอกว่า เราพยายามที่จะมาเป็นเกษตร ธรรมชาติ ที่จะไม่ต้องขุดดิน อย่างไงล่ะ เห็นไหม เมื่อเราไม่ต้องขุดดิน ต่อไป มันก็ไม่เป็นอะไร มันก็ไม่มีอย่างที่คุณว่านี่ก็จะพ้นไปละเอียดลออ แต่มันยังเหลือเศษด้วยวิบากอะไรบ้าง ก็จำเป็นถ้ามันจะต้อง แม้ทำให้สัตว์อะไรมันตาย แต่เราก็ไม่ได้เจตนา องค์แห่งการเป็นปาณาติบาต ยังไม่ครบ 5 เท่าไหร่หรอก
องค์คุณของการขูดเกลาเป็นอย่างไร ถาม องค์คุณของการขูดเกลา เป็นอย่างไร
ตอบ องค์ของการขูดเกลาเป็นอย่างไร เอ๊ ไม่เคยดูองค์ของการขูดเกลาเป็นอย่างไร ขัดเกลาหรือขูดเกลา ก็เอาเถอะ เหมือนกันนั่นแหละ องค์ของการขัดเกลาหรือขูดเกลาเป็นอย่างไร ขัดเกลาก็คือพยายามที่จะขัดใจนั่นแหละ ขัดใจ หรือขัดกิเลสออกไป ถ้าของเราก็ขัดเกลาตัวเราเอง ภาษาบาลีท่านเรียกว่าสัลเลข ขัดเกลานี่ ถ้าเราขัดให้ผู้อื่น ก็บอกผู้อื่นได้เท่านั้นเอง ส่วนการขัดเกลาจริงๆนั้น ก็ต้องให้คนอื่นเป็นคนขัดเกลาเอง อาตมาไม่เคยเห็นองค์แห่งการขัดเกลา อย่างไร ก็ติเตียนกันนั่นแหละ ติเตียนด้วยนัย หรือเรื่องราวที่จริงให้ตรง บอกกันโดยมีประมาณๆ จะขัดเกลากันอย่างไง จะทำกัน ติเตียนกันอย่างไง อ้อ พูดมาถึงนี้ ก็นึกถึงได้ว่า ถ้าจะว่าเป็นองค์คุณก็น่าจะเป็นองค์คุณ พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ผู้รู้ติเตียนด้วยศีล แล้วก็ตามกาล ต้องไตร่ตรองเสียก่อน ไตร่ตรองแล้ว ติเตียน ผู้อื่นได้ด้วยศีล เพราะฉะนั้น ผู้รู้นี้ จะติเตียนหรือขัดเกลาคนอื่นนี่ ติเตียน หรือว่าจะพยายามช่วยเหลือคนอื่นให้รู้ ให้เจริญขึ้นนี่ ก็ต้องไตร่ตรองดูเสียก่อนว่าสมควรหรือยัง และในการขัดเกลานั้น ต้องอยู่ในหลักในเกณฑ์ของศีล อย่างคนนี้ถือศีล 5 แล้วไปเอาขนาดศีล 8 ไปขัดเขานี่ ระวังนะ หมัด มันสวนมาไม่รู้ด้วยนะ เพราะมันผิดฐานเขาน่ะ แล้วเขาแค่ศีล 5 โน่น ไปเอาโอวาทปาฏิโมกข์ศีลไปขัดเขาแล้ว หรือเอาศีล 10 ไปขัดเขา ก็เล่นให้เท่านั้นเองนี่ระวัง ต้องไตร่ตรอง ต้องให้รู้ ฐานะ แม้แต่ในศีล 5 ยังมีอธิศีล เขาอธิศีลขนาดไหนล่ะ ถ้าอธิศีลมันมากไป มันเหนือฐานของเขา มันก็ไม่ใช่ เพราะฉะนั้น จะขัดเกลาคนก็ต้องให้รู้ ต้องไตร่ ตรองให้สมสัด ให้สมส่วนที่พอเหมาะ พอดี
จะแก้นิสัยขี้อายได้อย่างไร ถาม ดิฉัน นิสัยขี้อายจะแก้ได้อย่างไรคะ
ตอบ การปฏิบัติธรรมนี่นะ จะทำให้คนแกล้วกล้า อาจหาญ ก็ตรงกันข้าม กับคำว่าขี้อาย ขี้กลัว ขี้อาย ขี้ขลาด คำตอบตรงๆว่า ต้องปฏิบัติธรรมให้เกิด มรรคผล แล้วเป็นคนที่แกล้วกล้าองอาจ จะแก้อย่างไร ปฏิบัติธรรมให้ได้มรรค ผลจริงๆ นี่เหมือนกำปั้นทุบดินน่ะ แต่เรื่องจริง จะเห็นได้หลายๆคนนี่ขี้ขลาด พอมันมั่นใจ ทำไมมันมั่นใจ เพราะเราเองเราไม่ได้ไปคิดร้ายใครหนึ่ง ถ้ามันมี มานะ มันก็กลัวว่าจะทำไม่ได้ดี เราก็รู้สึกว่า เราไม่ได้คิดร้ายต่อใครหรอกน่ะ จะบอกเขาหรือว่าจะขึ้นมาแสดงท่า แสดงธรรมอะไรก็แล้วแต่ตอนนี้ ต่อหน้า ต่อตา บริษัทอย่างนี้น่ะ เราก็จะมาทำดี แต่ว่า มันมีมานะ แหม กลัวจะไม่ได้ดี กลัวจะไม่ได้รับคำชมเชย กลัวจะผิดพลาด กลัวจะโดนตำหนิ ติเตียน ไอ้พวกนี้ ในมานะซ้อน ที่นี้ ถ้าเผื่อว่าเราไม่มีมานะอันนี้นะ ตัวตนมันลดลงไป บอก เอ้า ก็เราดีเท่านี้ เราเก่งเท่านี้ เราทำได้เท่านี้จริงๆน่ะ ใครจะว่าเราก็ช่างเป็นไร เขาเก่งกว่าเรา ก็ดีแล้วนี่ เขาบอกเราอีกซิ ถ้าเขาไม่เก่งกว่าเรา เขาก็ฟังเราได้ เราผิดบ้าง เขาก็แก้ไขให้เราเองแหละ คนรู้ล่ะ เพราะที่หมดตัว หมดตนอย่างนี้ ไม่มี มานะอย่างนี้ ก็จะไปอายทำไม่ล่ะ จะไปขลาดทำไมล่ะ กล้าได้ นี่มันเข้าหลักของความจริงทั้งนั้น เป็นความจริง แล้วไม่ต้องกลัวทั้งนั้นหรอก เรามาพูด หรือเรามาแสดง หรือเรามาทำอะไร ต่อหน้า ต่อตาใคร เราก็มาทำสิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นประโยชน์คุณค่า สิ่งที่จริง หรือจริงๆเราก็มา เสียสละแท้ๆก็ เราจะมาเสียสละ เราจะไปกลัวเขาทำไม อายเขาทำไม ขลาดทำไม ไม่ได้มาคิดร้ายคิดเลว ไม่ได้มาเอาอะไรของใคร ไม่ได้มาเบียดเบียนใครนี่ เห็นไหม นี่คือหลักการของความจริง ที่ทำให้เรามั่นใจว่าเราไม่ต้องไปอาย ไปขลาด ปฏิบัติธรรม ให้มันเกิดมรรคให้มันเกิดผล นี่เป็นคำตอบ
พระโสดาบันสามารถล่วงสิกขาบทอย่างใด ชนิดใดได้บ้าง ถาม อยากทราบว่า พระโสดาบันสามารถล่วงสิกขาบทอย่างใด ชนิดใดได้บ้าง นอกจากศีลอย่างหยาบแล้ว
ตอบ พระโสดาบันที่จริง ก็มีขีด มีขั้นน่ะ พระโสดาบันจะสามารถล่วงสิกขาบทใดได้ ก็สิกขาบทที่ตัวเองสมาทาน ก็ล่วงไม่ได้ ในขอบเขต มันเป็นอธิ ขนาดไหน ก็ขนาดของคนนั้น นั่น พระโสดาบันเขาต้องไม่ล่วง ก็ล่วงสิกขาบท ที่ตัวเองยังไม่ได้สมาทานนี่ มันยังสูงกว่า เรายังทำไม่ได้ เรายังไม่ได้สมาทาน ก็ล่วงได้อยู่ บอกว่านอกจากศีลหยาบ เพราะฉะนั้น ศีลละเอียดขึ้นไปๆ ศีลหยาบ ก็ล่วงไม่ได้ สมมุติว่า ถ้าจำเป็นต้องพูดเท็จ โดยที่การพูดเท็จนั้น ไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนเสียหายแก่ตนเอง และผู้อื่น เช่นการพูดปฏิเสธ หรือยอมรับเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อันนี้น่ะ ชอบเอามาถามเรื่อย ประเด็นอย่างนี้ ทำไม เราจะพูดปด ที่จริงบอกแล้วว่า อยู่ที่เจตนาน่ะ เราไม่ได้เจตนาที่จะไปทำให้เสียหาย ทำให้เอาประโยชน์ เข้าตน เพื่อตน เห็นแก่ตน มันไม่ได้เพื่ออันนั้น มันก็ไม่ได้ผิด 100 % อะไรหรอก แต่ถึงไม่ผิด 100 % มันก็ต้องฉลาดน่ะ คนเราว่า ถ้าเผื่อว่าเราว่า จะรู้อยู่ว่า นั่นมันเป็นการโกหก เราก็พยายามที่จะใช้ปฏิภาณ ว่าจะทำอย่างไงนี้ ว่าจะพูดไม่ให้มันเป็นการโกหก มันจะต้องพูดอ้อมๆเอียงๆอะไรบ้าง ที่มันไม่โกหก ถ้าโกหกตรงๆแล้ว มันจะเป็นการร้ายแรงหรือเป็นเรื่องที่ไม่ดี ไม่งามอะไรจริงๆน่ะนะ เกิดเรื่องแน่ อะไรอย่างนี้ เราประมาณแล้วจริงๆนะ เราเข้าใจแล้ว ก็เห็นอย่างนั้นจริงๆแล้วชัดเจน ด้วยว่ามันจะต้องไม่ดี เราก็จะเลี่ยงเสียเจตนานี่ มันเป็นกุศลจิต เป็นกุศลธรรม เพราะฉะนั้น เราก็พยายามใช้ปฏิภาณปัญญา ทำให้ได้ อย่างดีที่สุด แม้สุดท้าย มันจะต้องเลี่ยงเกือบๆจะโกหกบ้าง เจตนาที่เป็นกุศล มันก็ยังพอคุ้ม แต่ขนาดไหน ก็แล้วแต่ ในกรรม กิริยาของคนที่ทำออกไปนี่ มันมี กุศลด้วย อกุศลด้วยพร้อมกัน มันก็มีอยู่เสมอ แต่งบแล้วกุศลร้อยหนึ่ง อกุศลอยู่สิบ เออ ก็ยังพอกำไรบ้าง แต่ถ้าทำให้ไม่เกิดด่างพร้อยเลยได้ มันก็ดี
ผู้ที่กำลังดำเนินโสดาปฏิมรรค จะมีโอกาสตกสู่อบายภูมิทั้ง 4 ได้หรือไม่ ถาม ผู้ที่กำลังดำเนิน โสดาปฏิมรรค แต่ยังไม่บรรลุโสดาปฏิผล จะมีโอกาสตกสู่อบายภูมิทั้ง 4 ได้หรือไม่
ตอบ แล้วแต่น้ำหนักของพลวะปัจจัยนั้น ว่ามีกำลัง หรือมีรอบ ที่ได้สั่งสมลงไป หนาแน่น หรือตั้งมั่นได้เท่าใด ถ้าตั้งมั่นได้มาก ก็แม้จะยังไม่ถึงขีด โสดาปฏิผล ก็จะเป็นพลวะปัจจัยอยู่บ้าง แต่ถ้าเผื่อว่า มันไม่ตั้งมั่นหรอก ทำไปเหลาะแหละๆ บอกแล้วว่า เวลาตายแล้ว ว่านี่ ทุกอย่างเสื่อม แม้แต่ยังไม่ตายนี่ ผ่านกาลเวลาไปเป็นๆนี้ มันยังเสื่อมเลยทุกอย่าง มันไม่เที่ยง มันเสื่อมได้ ถ้าสิ่งที่ถึงรอบแล้ว มันก็ไม่เปลี่ยนแปลง อะไรที่มันถึงรอบแล้ว มันก็ไม่เปลี่ยนแปลง คือ แม้จะลดสภาพลงมาบ้าง ลดสมรรถภาพลงมาบ้าง ก็ลดลงมาบ้างเท่านั้นเอง แต่ก็ไม่เปลี่ยนแปลงหรอก อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านยืนยันเลยว่า ไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา จะไม่ตกต่ำในขีดที่เรียกว่าผู้เป็นพระโสดาบันนี่ ขีดจริงๆแล้วจะเป็นผู้ที่ จะได้บรรลุอรหัตผลหรือจะได้เป็นผู้ถึงนิพพานเป็นที่สุดอย่างแน่นอน เที่ยงแท้ ต่อนิพพานอย่างนี้เป็นต้น ก็จริง แต่อาตมาเคยบอกน่ะ พวกเราขอบอกอีก ที่เคยพูดกันมาว่า โสดาบันอย่างเลวที่สุดก็จะเกิดอีก 7 ชาติ แล้วจะได้บรรลุเป็นอรหันต์นั่นน่ะ อย่าพาซื่อว่าเกิด 7 ชาติ คือการเกิดอย่างภาษาว่าบุคลาธิษฐาน นี่ฟัง คนใหม่ฟัง คนเก่าได้ฟังแล้ว ก็ฟังซ้ำเอาไว้ เกิด 7 ชาติ อย่างบุคลาธิษฐาน หมายความว่า คลอดปุ๊บ ออกมาจากท้องแม่ 1 ชาติเสร็จแล้ว ก็ไม่ได้พากเพียรอะไรเลย นับ 1 ชาติ ไม่ได้ทำดีอะไร ไม่ได้พากเพียรอะไร ไม่ได้สั่งสมมรรคผล อะไรอีกเลยน่ะ อยู่มันอย่างนั้นน่ะ อาตมากำลังติงพวกเรานี่ ติดแป้นอยู่ทำไมนี่ มันได้เลื่อนฐานะ แล้วมันก็ไม่ได้เจริญอะไร ก็คืออย่างนี้นี่ ข้ามชาติเลยน่ะ โสดา อยู่ตรงนี้ 1 ชาติ ชาติหน้าปุ๊ดออกมาอีก อยู่อย่างนี้ นี่ 2 ชาติ ต่อให้เจ็ดร้อยชาติ ไม่มีทาง ปุ๊ดออกมาเจ็ดร้อยที ข้อสำคัญไม่ทำบาปนี่ แม้แต่การเกิดทางรูปกายนี่ ดีไม่ดี มันจะไปเป็นบาป เป็นเวร เป็นวิบาก อะไรต่ออะไรเป็นลูกหมา ก็ยังไม่รู้ เรื่องเลย แต่ฐานของจิต มันไม่เปลี่ยนแปลงหรอก ถ้าเข้าใจมหายาน ถ้าเข้าใจโพธิสัตว์แล้ว ไม่มีปัญหาอะไรหรอก รูปกายคือรูปกาย ปรมัตถ์ คือปรมัตถ์ มันไม่ได้ตกต่ำ ตามปรมัตถ์ แต่นั่นแหละ มันก็ช้า มันก็วนเวียน ไปรับวิบาก อะไรต่ออะไร ที่จริงสิ่งเหล่านั้น ก็เป็นเหตุปัจจัยที่จะทำให้เรารู้จักทุกข์ หรือเข็ดหลาบ ด้วยนะ ถ้าจะมองไปในแง่ดีแล้วดี เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าผู้ใดเข้าใจไม่ได้แล้ว ไปเข้าใจว่า คลอดจากท้องพ่อ ท้องแม่ 7 ครั้ง ปุ๊ดนี่ จะได้เป็นพระอรหันต์ จ้างก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้น การเกิดนี่ ไม่ใช่รอบของการเกิดทางกาย เป็นรอบของการเกิดทางจิต จิตจะต้องพัฒนา ขึ้นไปสู่รอบของปรมัตถ์ ที่ลดละกิเลสจริงๆนั่น ด้วยสามารถของเรา ไม่ใช่รอฟ้า รอฝน ไม่ใช่รอใครบันดาล ไม่ใช่ เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าเกิดมาแต่ละชาติๆ ไม่พากเพียร มันก็เกิดจากท้องพ่อ ท้องแม่เปล่าๆอันนี้ ก็เติมให้ แถมให้ ต้องเข้าใจให้ดีว่า เมื่อเกิดจากท้องพ่อ ท้องแม่อย่างนั้น ไม่ใช่หรอก การเกิดอันนี้ไม่ได้เรียกว่าการเกิดอันนั้น เรียกการเกิดแห่งกรรม สุคตา ทุกขตานัง กัมมานัง พลังวิปาโก เสร็จแล้ว ก็จะต้องมีสภาพ ที่มันหล่อหลอม ทางจิตวิญญาณ มีแม่ มีพ่อ ทางจิตวิญญาณ แล้วก็เกิดทางโอปปาติกะ เรียกว่าโอปปาติกโยนิ สัตตาโอปปาติกา ไม่ใช่เกิดทางกาย เป็นสัตตาโอปปาติกา เกิดทางจิตวิญญาณ
แรงงานไทยไปตายที่สิงคโปร์ เพราะบาปกรรมอะไร ถาม แรงงานไทย (ส่วนมากเป็นชาวอีสาน) ไปตายที่สิงคโปร์ โดยไม่ทราบสาเหตุ เพราะบาปกรรมอะไรจึงเป็นเช่นนั้น
ตอบ กรรมวิบากนี่ตอบไม่ได้น่ะ ตอบยาก ถ้าไม่หยั่งรู้ ชาติแต่เก่าปางก่อนอะไรของคน เหมือนอย่างพระพุทธเจ้าที่ท่านหยั่งรู้จริงๆแล้วละก็ โอ้ย ไม่ได้หรอก ตอบก็ผิดๆเพี้ยนๆ มีแต่เดาเท่านั้นแหละ อาตมาก็ไม่ได้มีเวลา วาระอะไรจะไปทำอย่างนั้น อาตมาชาตินี้พยายามไม่ทำด้วย แม้แต่ตัวเองก็ไม่พยายามที่จะย้อน เพราะฉะนั้นป่วยการกล่าวไปไยกับคนอื่น ไม่ค่อยไปวุ่นวายอะไรหรอกคนอื่น อะไรที่มันจะพอจะพึงเป็นไปก็เป็นไป มันจะรู้เอง โดยที่เรียกว่ามันสุดวิสัย มันรู้เอง บางอย่างบางอัน มันขึ้นเอง มันเป็นอะไรของมันเองก็แล้วไป แต่เจตนา ไม่เจตนากระทำ เพราะฉะนั้น จะให้ตอบอันนี้นี่ ไปถาม ทั้งๆที่ไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า คนอีสานไปไหลตายที่สิงคโปร์ ชื่ออะไร เป็นใคร ที่ไหน อย่างไร ยังไม่เคยรู้เลยแล้วยังมาถามอาตมาว่า เพราะอะไร เพราะไม่หายใจ ชัดไหม เออ ชัด เห็นไหม อาตมาตอบถูกแล้วน่ะชัด ว่าอย่างนั้น เพราะกรรมอะไร ไม่กระทำการหายใจ เพราะกรรม คือไม่กระทำการหายใจ บาปคือความไม่ดีไม่งามอะไร มันเป็นโทษ เป็นภัยอะไรอาตมาตอบไม่ได้ ตอบไม่ได้จริงๆ อันนี้ก็ เรียกว่า คำตอบอันนี้ตอบอย่างนี้ จะเรียกว่าตอบถูก หรือไม่ถูก ไม่รู้ล่ะ ตอบไม่ได้ กรรมวิบากนี่ ตอบเล่นๆลิ้นๆเดาๆเลยไม่ได้หรอก เป็นเรื่องอจินไตยอีกข้อหนึ่ง วิบาก กรรมวิบากนี่ เป็นเรื่องอจินไตยอีกอันหนึ่ง ยาก ถามมาตอบยาก
จะได้ฟังเสียงท่านจันทเศรษโฐ บ้างไหมค่ะ ถาม ไม่ทราบว่ามางานพุทธาภิเษกครั้งที่ 14 จะได้ฟังเสียงท่านจันทเศรษโฐ บ้างไหมค่ะ
ตอบ ก็คงไม่ได้ฟังแล้ว หมดแล้ว อ้า 3 นาที พระเกจิ วันนี้น่ะตั้งใจ อย่าพลาดนะ อย่าหลับตา อ้าวไม่ได้เป็นเกจิอีกด้วย พลาดไปแล้ว ไปฟังส่วนตัวก็ได้นี่ เอาน่า ไม่เป็นไรหรอก ดี แฟนเรียกร้อง ดีรักษา เทศน์ให้ดีๆเอาไว้อย่างนั้นแหละ ดีแล้วล่ะ เป็นพระธัมมกถึก เทศน์แล้วคนติดใจ ก็ดีแล้วล่ะ ระวังนะ ฮะ มีคนชมชอบ ยังหนุ่มยังแน่น ฉันจะไม่สึกๆระวังน่ะ ฮื่อ น้ำหยดลงหิน ทุกวัน หินมันยังกร่อนน่ะ ไอ้ที่พูดนี่ พูดถึงเรื่องมานะ มานะ นี่ ก็ทำให้เหมือนน้ำหยดลงหิน แล้วหินมันกร่อนได้เหมือนกันระวัง มานะทำให้อย่างโน้น อย่างนี้ มันมีอะไรต่ออะไรได้เหมือนกัน ไม่ได้ไปดูถูกเรื่องกามหรอก อาตมาว่าเรื่องมานะระวัง อย่างนี้ เป็นเรื่องสรรเสริญเยินยอ มันเป็นเรื่องยกย่อง ได้ปลื้ม ได้ดี อะไรนี่ระวังบ้าง เป็นอันตราย ลาภ สักการะสรรเสริญ ลาภ สักการะ เสียงเยินยอ เป็นอันตรายอันแสบเผ็ด แม้พระขีณาสพ ก็ต้องอย่าประมาท
ขอท่านช่วยขยายความข้องใจ พระพุทธเจ้าปราบพญามารที่เนรมิตแขนถึงพัน ในบทพาหุง ถาม ในบทสวดทำวัตรทุกเช้า ทุกวัน ในบทพาหุง ตอนที่ว่า พระพุทธเจ้าปราบพญามารที่เนรมิตแขนถึงพัน หรือนันโทปนันทนาคราช โดยบุคลาธิษฐานแล้ว มีจริงหรือไม่ ท่านช่วย ขยายความข้องใจด้
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive