580821_ธรรมาธรรมะสงคราม ยอดนิยายของโลกที่ไขความเป็นมนุษย์ ๖.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์345 KB
วันที่แก้ไข14 สิงหาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

580821_รายการธรรมาธรรมะสงคราม ที่บ้านราชฯ เรื่อง ยอดนิยายของโลกที่ไข ความเป็นมนุษย์ 6 โดย พ่อครูสมณะโพธิรักษ์

พ่อครูว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ 21 ส.ค. 2558 เราก็มาเร ิ่ มต้นศึกษาธรรมะกันต่อวันนี้จะขยายความคำว่า ฉลาด ฉฬายตนะ และเฉโก ก่อนจะได้บรรยายก็จะได้อ่าน Sms

_ 0837277xxx · เขามีส่วนเลวช่างหัวเขา@จงเลือก(เฟ้น)เอาส่วนดีที่(เขา)มีอยู่เป็นประโยชน์ตนบ้างยังน่าดู@ส่วนที่ชั่วรู้แล้วอย่าทำตาม/ พ่อครูว่า… ของท่านพุทธทาสก็ว่า ส่วนที่ชั่วอย่าไปรู้ของเขาเลย อาตมาก็มีความเชื่อที่ต่างกันบ้าง พระพุทธเจ้าไม่ให้ดูดาย เพราะคนชั่วหรือความชั่ว นี่เราต้องทำงานกับเขาอย่างสำคัญ หากเราตีทิ้งคนชั่วแล้วโลกนี้ก็น่าสงสาร คนชั่วก็ยิ่งแย่ลง สังคมก็ยิ่งแย่ลง พระพุทธเจ้าให้ยกคนดี ต้องข่มคนชั่ว ก็ต้องช่วยกันข่ม กำหราบ สั่งสอนเขา เป็นความสำคัญมาก ในเรื่องความชั่ว ที่เขาต้องรู้ความชั่วก่อน โดยเฉพาะชั่วของเราเอง โดยสัจจะแล้ว ความดีที่เรามีอยู่แล้วไม่ต้องไปรู้ก็ไม่เป็นไร เพราะว่ามันพาเราดีอยู่แล้วใครมีธาตุดีเขาก็ทำดีงามอยู่แล้วก็เจริญต่อตน ต่อผู้อื่นเรื่อยไป ไม่เร่งร้อนแต่เรื่องความชั่วสิเร่งร้อน พระพุทธเจ้าว่าเหมือนมีผ้าชุบน้ำมันอยู่บนหัวไหม้ไฟ เราต้องรีบรู้แล้วเอาออกอย่างเร็ว แต่ถ้าพูดอย่างท่านพุทธทาสว่า ก็เป็นเรื่องชั่วดีธรรมดา แต่ของพระพุทธเจ้าที่ถ้าเห็นว่าจิตชั่วต้องรีบจัดการ

_ 0837277xxx · อยากให้พ่อครูอธิบายทุกขขันธ์หรือทุกข์รวบยอดคือทุกข์ที่เกิดจากขันธ์ทั้ง5ใช่หรือไม่ทำไมหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ? พ่อครูว่า… ทุกข์ขันธ์ที่เลี่ยงไม่ได้เพราะเราต้องอาศัยขันธ์ 5 นี้อยู่ ที่เรามี มันเป็นทุกข์ ทุกข์ที่ต้องอาศัยมัน ตั้งแต่เป็นสัตว์เซลล์เดียว จนเป็นพระพุทธเจ้านี่ขันธ์ 5 ต้องอาศัยแม้เป็นพระพุทธเจ้า ต้อ

อ่านต่อ

งเป็นภาระต้องดูแลต้องใช้มัน ยิ่งมันมีอุปาทานในขันธ์ 5 เราต้องเรียนรู้แล้วล้างให้หมด ล้างหมดแล้วเราก็ยังต้องหาข้าวหาน้ำให้มัน บริหารให้แข็งแรง มีประโยชน์จึงเป็นภาระ มันเลี่ยงไม่ได้ มันก็คล้ายกับสภาวทุกข์ ที่มีการเกิด แก่ เจ็บ ตายในตัวของมันด้วย ในรูปขันธ์ ส่วนวิญญาณขันธ์นั้น มีซ้อนลงไปว่า เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันก็ไม่เที่ยงของรูปธรรม อย่างรูปธรรมพระพุทธเจ้าก็เลี่ยงไม่ได้ แต่ในนามธรรมนั้นเลี่ยงได้ ภาวะเกิดแก่เจ็บตายของโอปปาติกโยนิ เราจะทำให้แก่โดยมีอมตะ โดยมีการกำหนดรู้ทำต่อ ให้เกิด อุปจยะ หรือไม่ต่อก็จะชรตา ส่วนในการตายอย่างกิเลสดับ เป็นนิพพานนั้นก็ลึกซึ้งอีก เลี่ยงไม่ได้เพราะเราต้องอาศัยมัน

พ่อครูว่า… มาเข้าสู่บทเรียน คำว่า ฉลาด มันเป็นภาษาไทยที่ก่อน มาจากภาษาบาลีว่า ฉฬายตนะ หรือฉลาด +ยตนะ ที่ไปที่มานี้ คำว่า ปัญญา กุศล แปลว่าฉลาด แต่กุศลแปลว่าฉลาดกลางๆไปในเชิงดี แต่ถ้าอกุศลก็เป็นเชิงไม่ดี ส่วนจะเรียกว่า อปัญญา หรืออัปปัญโญ เข้าหาปรมัตถ์ คำว่าเฉกาก็เป็นความฉลาดทางปรมัตถ์ คือความฉลาดจากฉฬายตนะทั้งคู่ กุศลก็รวมไว้หมด จะฉลาดเฉกาหรือปัญญาก็ใช่หมด ส่วนเฉกา เป็นการใช้ทวารทั้ง 6 อายตนะ 6 เกิดจิตเกิดธาตุรู้ เกิดแล้วมันไปใช้ทางเลว เป็นโลกีย์ เป็นธาตุโลกธรรม เป็นฉลาดชั่ว สรุปเป็นจริงที่ฉลาดชั่ว ในความหมายทุกวันนี้มีท่านผู้รู้เป็นราชบัณฑิต ท่านก็บันทึกว่าเฉโกคือฉลาดแกมโกง ศีลที่เป็นกุศล ย่อมยังอรหัตตผลให้ได้โดยลำดับ ศีลที่เป็นกุศลไม่ได้เป็นที่กาย วาจาเท่านั้น แต่ที ่ ใจด้วย จากอวปฏิสาร ก็จะเป็นปราโมท ปีติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ ยถาภูตญาณทัสนะ นิพพิทา วิราคะ วิมุติญาณทัสนะ คนหมดบาปหมดบุญก็ไม่ต้องทำบาปทั้งปวงอีกแล้ว ทำแต่กุศลต่อไป ไม่ต้องทำบุญ เพราะว่าบุญจบแล้ว อย่างในอภิสังขาร 3 คำว่า ปุญญาภิสังขารคืออภิสังขารให้เกิดผลของบุญ เป็นสังขารของอาริยะ จนหมดแล้วก็ไม่ต้องมีบุญ เป็นอปุญญาภิสังขาร (ไม่ใช่แปลว่าบาป)

( 49 ) ภาษาไทยคำว่า “ฉลาด”มาจากคำว่า “ฉฬายตนะ” คนผู้จะมีพลังงานจิตชื่อว่า “ฉลาด”นั้น ต้องมีปัญญาที่เกิดจาก “อายตนะ 6 ” อันเกิดจาก “ตาหูจมูกลิ้นกายใจ”สังขารกันก่อเชื้อ “ปัญญา”ขึ้นได้ ซึ่งเป็น “ความฉลาด”ที่ประกอบกันขึ้นจากอายตนะ “ภายนอกและภายใน”ครบความเป็น “กาย”เสมอ เพราะเกิดจาก “วิญญาณ 6 ”ที่มี “ใจ”กับภายนอก ซึ่งอาจจะเกิดจากทวารใดทวารหนึ่งก็ตาม หรือหลายทวารก็ตาม เป็นเหตุปัจจัยทำงานสัมผัสกันแล้วเกิด “วิญญาณ”(สัมผัส 3 ) ปรุงแต่งกันขึ้นมาเป็นสภาวะจริงครบองค์ จึงจะถือว่าเป็น “พลังงาน”ของ “วิญญาณ”บริบูรณ์ ชื่อว่า “วิญญาณ” ตามพระอนุสาสนีของพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิ นั่นคือ “วิญญาณ”นั้นต้องมี “การสัมผัสวิโมกข์ 8 ”ด้วย “กาย” “กาย”คือ มี “องค์ประกอบของรูปกับนาม”เสมอ ไม่ขาดสิ่งใด และที่สำคัญคือ ต้องมีการสัมผัสอยู่พร้อมทั้งภายนอกและภายใน ส่วน “วิโมกข์ 8 ” นั้นคือ 1 . ต้อง “มีรูป”(รูปี) และต้องเห็น “รูป”เป็นสิ่งอันบุคคลพึงได้(รูปานิ ปัสสติ) หรือ “รูป”เป็นผล(รูปานิ ปัสสติ) 2 . ต้องพร้อมด้วย “การเห็น “(ปัสสติ) ที่ผู้ปฏิบัติ “เห็น”ได้ ด้วยญาณทัสสนะของตน คือ เห็นทั้ง “ภาวะภายนอก”(พหิทธา)และ “ภาวะภายใน”(อัชฌัตตา) และสามารถ “กำหนดหมายรู้”(สัญญา) เข้าไปรู้แจ้งได้หมดจากตั้งแต่ขั้น “กาม”แล้วจึงลึกเข้าไปขั้น “รูป”แล้วลึกถึงขั้น “อรูป”ทีเดียว โดยตนเองของตนเอง (อัชฌัตตัง อรูปสัญญี เอโก) 3 . ภาวะของจิต “มี”ความโน้มน้อมไปสู่สิ่งที่น่าพึงใจ(สุภ) เป็นความเจริญก้าวหน้า จนถึงที่สุดนั่นแล (สุภันเตวะ อธิมุตโต โหติ) สำหรับ “วิโมกข์ ข้อที่ 4 ไปถึงข้อ 8 ”นั้น ก็เป็นรายละเอียดสู่สภาวะขั้น “อรูป” และถึงที่สุด “สัญญา เวทยิต นิโรธ” ขอไม่อธิบายต่อ ทั้ง 3 ข้อนี้แหละที่ระบุชัดแล้วว่า การปฏิบัติจะต้องมี “องค์ประชุมของรูปและนาม”(กาย) และต้องมีทั้งภายนอกและภายในทำงานร่วมกันเสมอ ขาดไม่ได้ นั่นคือ ต้อง “ลืมตาปฏิบัติ” ขืนหลับตา ปิดหู ฯลฯ เป็นต้น ไปหลงยึดการปฏิบัติด้วย “วิธีปิดทวารภายนอก”นั้น ไม่ใช่ของพุทธ “ความรู้”ที่เรียกว่า “ปัญญา”ต้อง “มีฉฬายตนะ 6 ”จึงจะชื่อว่า “ความฉลาด”ขั้นปัญญา “ความรู้”ที่ไม่มี “กาย”ไม่เรียกว่า “ปัญญา” เพราะความรู้ที่ฉลาดหากไม่ได้เกิดจากการพัฒนาพลังงานจิตที่อภิสังขารจาก “อายตนะ 6 ” ความรู้อย่างนั้น แม้จะเรียกว่า “ฉลาด” และฉลาดปานใดๆก็ตาม ก็แค่ฉลาดที่ต้องเรียกว่า “เฉกหรือเฉโก” ผู้ไม่มี “ฉฬายตนะ”(อายตนะ 6 )ทำงานสังขารกันเกิด ก็เกิดแค่ความฉลาดที่มี “กิเลส”หรือ “อวิชชา”เป็นตัวการบ่งการให้ฉลาด ต้องทำการกำหนดรู้ให้ครบรอบถ้วน รูปฌาน จนถึงอรูปฌาน ต้องผ่านการตรวจสอบด้วย เนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา จึงจะดับ เนวสัญญานาสัญญายตนสัตว์ได้ หรือผ่านภูมิเนวสัญญานาสัญญายตนภูมินี้ให้ได้ จึงจะเป็น วีติกมะคือล้วงพ้น การนั่งสมาธิก็มีประโยชน์นะ เช่น เป็นการตรวจสอบ แม้อยู่ในภวังค์ในภพ เช่น หน้าเธอลอยมา หรือขนมลอยมา แล้วเราก็ศึกษาไปสิ จะให้หยุดก็ได้หรือจะศึกษา การทำเจโตสมถะก็มีประโยชน์ ทุกวันนี้อาตมาไม่ได้นั่งเจโต แต่ก็ตอนนอนไป สักตีสอง เทวดาก็จะมาสนทนา ก็เป็นของตนเอง ไม่ใช่ของคิดเอาเองหรือตรรกะ

( 50 ) “คน”จึงยังหลงอยู่กับ “ความฉลาด”ที่เฉกาส่วนมาก แค่ “ความฉลาด”นี่แหละ ถ้าคนแยกไม่ได้ ก็จะหลง “วิปลาส” ไปกับ “ความฉลาด” และหลงไปสร้าง “จิต”ตนให้ฉลาดอย่าง “เฉโก”ทำ “เฉกา”ใส่ “จิต”ตนไป เพราะ “วิปลาส”ในคำว่า “ปัญญา”กับ “เฉกา” แม้ “พีชนิยาม”จะยัง “รู้”ไม่ถึงขั้น “ฉลาด” เพราะมันยังไม่มี “ตาหูจมูกลิ้นกายใจ” มันมีแต่ “พลังงานรู้”ตามประสาในฐานะของมัน แต่มันก็สามารถพัฒนา “ตัวตน”(self)ของมัน โดยเริ่มจาก “ปรทัตตูปชีวี”ในตัวมันเอง ให้เจริญก้าวหน้าจนสามารถข้ามขีดขั้น “พีชนิยาม”ขึ้นไปเป็น “จิตนิยาม”ได้ เยี่ยงเดียวกัน “ปรทัตตูปชีวี”จึงมีทั้งในความเป็น “พลังงาน”ของ “พีชนิยาม” และทั้งในความเป็น “พลังงาน”ของ “จิตนิยาม” พลังงาน “อุตุนิยาม”กว่าจะพัฒนามาเป็น “ธาตุรู้”ก็ต้องผ่านความเป็น “ปรทัตตูปชีวี”จึงจะได้ก้าวข้ามขึ้นมาเป็น “พีชนิยาม” และ “พีชนิยาม”ก็ต้องก้าวขั้นสู่ “ปรทัตตูปชีวี”ขั้นสูงของพลังงานระดับ“พีชนิยาม”เองอีกที จึงจะข้ามขึ้นสู่ “จิตนิยาม”ได้สำเร็จ ส่วน “จิตนิยาม”นั้นแน่นอนย่อมมี “ปรทัตตูปชีวี”ในตัวเองอยู่จริงทุกคน แต่ถ้าใครไม่ศึกษาอย่างสัมมาทิฏฐิก็ไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็น “ปรทัตตูปชีวี”ของตนได้ แถมจะ “วิปลาส”ในความเป็น “ปรทัตตูปชีวี”กันได้ง่ายๆเอาด้วย เพราะมันขั้นละเอียดยิ่ง-ลึกมาก คนที่ยังมีภูมิไม่สูงพอจึงรู้จากขั้นหยาบไปหาละเอียด จากขั้นตื้นไปหาขั้นลึก เป็นธรรมดา ดังนั้น เมื่อความรู้ยังไม่พอจึงไปยึดได้แค่ความหยาบ-ความตื้น จึงเห็น “ปรทัตตูปชีวี”เป็นพลังงานที่หยาบเป็นตัวตนของ “ธาตุรู้”ที่มี “วิสัย”หรือ “อนุสัย”ต่ำหยาบขั้นหนึ่ง

( 51 ) ตัวตนที่ยึด “ตนเอง”มีทั้ง “พีชนิยามและจิตนิยาม” ความเป็น “วิสัย”ก็ดี หรือเป็น “อนุสัย”ก็ดี คือ ความยึดความเป็น “ตนเอง” ซึ่งคำว่า “สัย”ตัวนี้หมายถึง “ตนเอง หรือเอง หรือโดยตนเอง” หรือ “สก,สัก”ก็ความหมายเดียวกัน “สัย”หรือ “สย”นี้ ที่เป็น “อนุสัย”ก็ดี “อาสัย”ก็ดี “นิสัย”ก็ดี “วิสัย”ก็ดี มีความหมายที่น่าจะได้เรียนรู้ เพราะล้วนสำคัญในคน ซึ่งความเป็น “ตนเอง”(สย)นี้ ตนเป็น “ผู้ทำเอง”(สยังกร) “ทำด้วยตนเอง” (สยกตะ) “เกิดจากตนเอง”(สยชาติ) “เป็น “ผู้เลือกเอง”(สยังวร) ทั้งนั้น หากสัมมาทิฏฐิ และพากเพียรปฏิบัติให้สัมมาปฏิบัติ ก็จะเกิดผล จนถึงขั้นเป็น “สยัง อภิญญา”ได้ทีเดียว และสูงสุดแห่งที่สุดของความเป็นคนทำได้ถึงขั้นเป็น “สยัมภู” ดังนั้น ถ้าได้เรียนรู้พุทธธรรม แล้วสามารถ “สำรวมตนเอง,ควบคุมตนเอง”(สยตัตตะ) อย่างสัมมาทิฏฐิ คำที่หมายถึง “เองหรือตนเอง”หรือ “ของตน”นี้ มีอยู่หลายคำ สกหรือสัก ก็ใช่ สยหรือสัย ก็ใช่ สว ก็ใช่ เช่น สักกาย, อาสัย, อาสวะ เป็นต้น คำว่า “สักกาย”นั้นก็หมายถึง กายของตน, องค์ประกอบของรูปกับนามของตน ผู้ยังไม่เรียนรู้ “กาย”ซึ่งมีกิเลสประกอบอยู่ด้วยก็มี “กิเลส”เป็นตัว “จัดการตน”ไปตามธรรมดาสามัญของคน “อาสัย”ก็หมายถึง ที่พัก, ที่พึ่ง, สภาพจิตที่นอนอยู่[รากศัพย์เหมือน “อนุสัย”], กิเลสที่ไหลไป ซึ่งก็คือ ชีวิตที่ยังมีกิเลสพักอยู่กับตน และตนก็พึ่งอยู่ มันก็ย่อมพาเราเป็น พาเราไปกับมันอยู่นั้นแหละ “อาสวะ” ก็หมายเอา สิ่งที่ไหลออกหรือสู่, น้ำหมักดอง, กิเลสหมักดอง ซึ่งต่างหมายถึงว่า ภาวะนั้นหยาบใหญ่ขึ้นถึงขั้นเป็น “ธาตุน้ำ”(จากอากาสเริ่มเป็นอาโป)กันแล้ว แต่ก็ยังเกี่ยวกับ “ภาวะสำคัญในตัวคน เป็นพลังงานออกฤทธิ์กับตนเอง”นั่นเอง ทุกคำจึงล้วนหมายถึงภาวะที่เกี่ยวกับ “ตนเอง”ทั้งสิ้น ทุกคำในที่นี้ คือ “อาการ”ของ “ธาตุเล็กละเอียดยิ่ง”ทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น “พีชนิยาม”หรือ “จิตนิยาม” มีการเริ่มต้นด้วยภาวะที่เล็กละเอียดยิ่งของตนตามฐานะของตนๆ ที่จะยึดเป็น “ตนเอง”ทั้ง “พีชนิยาม”ทั้ง “จิตนิยาม” เพียงแต่ฐานะของ “พีชนิยาม” หรือฐานะของ “จิตนิยาม”นั้น มันมีปริมาณคนละปริมาณ(quantity) มีคุณภาพคนละคุณภาพ(quality) ซึ่งมีมากมีน้อย มีดีมีไม่ดี มีสูงมีต่ำต่างกันไปแล้วเท่านั้น

( 52 ) ภาวะที่เริ่มก่อตัวเป็น “ตัวตน”หรือ “ตนเอง”ยิ่งๆขึ้น เริ่มแค่ “ส” ก็คือ “ของตน, ตัวเอง”แล้ว ซึ่งหมายถึง กับ, เป็นไปกับ, มี, ประกอบด้วย, เหมือนกับ, เป็นไปกับภาวะนั้นภาวะนี้ที่ประชุมกันเข้าเกิดภาวะ “ตนเอง” ออกฤทธิให้กับตนเองนั่นเอง “พีชนิยาม”พลังงานของมันที่ยึดเป็น “ตนเอง”ไม่ถึงขั้น “อนุสัย” เพราะมันไม่มี “ธาตุรู้”ได้ถึงขั้น “อวิชชา” คนปุถุชนหรือสิ่งอื่นที่ไม่ใช่ตัวมันเอง ก็ทำให้มันหมดสิ้นความเป็น “ตนเอง”ของ “พีชนิยาม”ได้ ส่วนความเป็น “จิตนิยาม”นั้น มี “อนุสัย”นี่เองที่เป็น “ตนเอง”ตัวร้าย ซึ่งจะต้องกำจัดให้สิ้นซาก สิ้นธุลีละออง ซึ่งต้องด้วยตนเองเท่านั้นที่จะกำจัด “อัตตา”ของตนเองได้สำเร็จ คนอื่นไม่มีสิทธิ์เด็ดขาด “อนุสัย” คือ ความเป็น “ตนเอง” ที่เริ่มเล็กยิ่ง ละเอียดลึกยอด และสุดท้ายลับเหลือหลาย ผู้อื่นจึงไม่มีสิทธิ์จะรู้จะสัมผัสได้เลย “อนุสัย”หมายถึง ตัวแรกด้วย และตัวปลายด้วย “อนุสัย” ภาวะที่เริ่ม “อาศัย”มีทั้งตัวแรกทีเดียว ก่อนใดอื่น แล้วจึงสะสมกันเพิ่มขึ้นๆ ซึ่งมันก็จะปรุงแต่งกัน หรือหมักดองกันเข้า แตกตัวออกไปๆเพิ่มยิ่งๆขึ้น เป็น “ตัวของตนเอง” ไปตามลำดับเป็น “นิสสัย” สั่งสม “นิสัย” ตกผลึก ควบแน่นกันเข้าไปเรื่อยๆ จนกระทั่งที่สุดแนบแน่น แน่วแน่ ปักมั่น ก็ชื่อว่า “วิสัย” และ “อนุสัย”เป็น “ตัวปลายสุดด้วย ถ้าหมายถึง “ตัวปลายสุด” ก็คือ สิ่งที่ฝังใส่ตัวเองไว้เอง อยู่ในรากลึกของพลังงานในตน ตัวนี้ยิ่งลึก ยิ่งเล็ก ยิ่งละเอียด ยิ่งลับ ยิ่งมีฤทธิ์แรงแกร่งแน่นหนักสุดๆ “ตนเอง”ของความเป็น “จิตนิยาม”จะเป็นผู้ศึกษา “ตัวเอง”จนเกิด “วิชชา 8 ”ได้ จึงจะสามารถละล้าง “ตนเอง”ให้หมดไปสำเร็จ โดยการรู้จักรู้แจ้งรู้จริงใน “ธรรมนิยาม 5 ”อย่างสัมมาทิฏฐิ ไปตลอดความเจริญถึงสุดจนกระทั่งเป็นที่สุด สุดๆ เพราะผู้มี “จิตนิยาม”สามารถมีภูมิรู้ถึงขั้น “กรรมนิยาม”และ “ธรรมนิยาม”ในขั้น “โลกุตรธรรม”ที่สัมมาทิฏฐิ ก็จะกำจัดละล้าง “อนุสัย”ของ “ตนเอง”(สย)ได้หมดสิ้นเกลี้ยงสำเร็จจริง จึงจะชื่อว่า การอภิวัฒน์พัฒนา “จิตในจิต”ตามแบบพุทธ

( 53 ) “ตนเอง”เท่านั้นกำจัด “อนุสัย”ของตนได้หมดสิ้นแท้ ส่วนคำว่า “อาสัย”นี้ คนไทยจะเขียนเป็น “อาศัย” หมายถึง “ที่อาศัย” หรือภาวะรูปกับนาม หรือกายกับใจที่ตนเองอาศัยเป็นชีวิต อันมี “เหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัย”ทั้งมวล ซึ่งแสนวิเศษก็เหลือหลาย-สุดสาหัสวิตถารก็หลากล้น ประดามีอยู่ในโลก ในสังคมมนุษยชาติ หรือ “พลังงาน”ที่เป็น “จิตนิยาม”นี้แหละ ตัวสำคัญที่เราจะได้ “อาศัย”เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ได้ “อาศัย”ดีหรือชั่ว ได้ “อาศัย”เป็นคุณหรือเป็นโทษ ได้ “อาศัย”เป็นโลกียะหรือเป็นโลกุตระ หรือได้เป็นแค่กุศลขั้นกัลยาณธรรมหรือเป็นได้ถึงกุศลขั้นอาริยธรรม ก็ “จิตนิยาม” นี้เอง ที่ “ตนเอง”จะต้องจัดการเองของตนเองในตนเองด้วยตนเอง ผู้ “สัมมาทิฏฐิ”ที่เริ่มรู้จักรู้แจ้งรู้จริง “โพธิปักขิยธรรม 37 ” และสามารถแยกแยะ “กายในกาย-เวทนาในเวทนา-จิตในจิต-ธรรมในธรรม”ได้สัมมาทิฏฐิแท้ จึงจะสามารถสร้าง “พลังงาน”อันเป็น “นามธรรม”ให้ “ตนเอง”ใช้ “อาสัย”ได้จริง และหากเจริญพัฒนาขึ้นเป็น “อาริยธรรม”ขั้น “โลกุตรธรรม” แล้วสั่งสมลงไปใน “ตนเอง” ก็ก้าวหนัาขึ้นเป็น “นิสัย”ไปตามลำดับ ยิ่งขึ้นๆๆๆ “นิสัย”หมายถึง จิตตนเองที่ได้สั่งสม “พลังงานดีหรือชั่ว “ เป็น “โลกียะ”แค่นั้น ยิ่งๆขึ้น ก็เป็นการเจริญได้เพียง “กัลยาณธรรม” หรือจะก้าวข้าม “โลกียะ”ขึ้นเป็น “โลกุตระ”ได้ คุณธรรมต้องถึงขั้นเป็น “อาริยธรรม” แล้วสะสมเข้าไปใน “ตนเอง” จนมันตกผลึกไปตามลำดับ น้อย แล้วก็มากขึ้นๆ กระทั่งมีอำนาจในตนไปตามเท่าที่มันมี-มันได้ แล้วสั่งสมทั้งมาก ทั้งแน่น ทั้งแกร่งกล้า ทั้งมีประสิทธิภาพ ยิ่งๆขึ้น ก็เข้าขั้นเป็น “วิสัย” “วิสัย”หมายความว่า “นิสัย”ที่สั่งสมลงเป็น “ความมาก ความแน่น ความแกร่งกล้า ความมีประสิทธิภาพ”ยิ่งๆขึ้น จนเป็นความยั่งยืนเที่ยงแท้ถาวรไม่เปลี่ยนแปลงแล้ว ไม่มีอะไรหักล้างได้ ไม่กลับกำเริบอีกแล้ว ตลอดกาล นิรันดร “อนุสัย”จึงเป็น “ของตนเอง” ทำเอง สั่งสมเอง และต้องละล้างเอง กำจัดเอง ปรุงแต่งเอง เจริญเอง เสื่อมเอง ทั้งสิ้น ไม่มีใครจัดการกับ “อนุสัย”ของตนเองได้เลยเป็นอันขาด

( 54 ) “สย”เป็น “อนุสัย”ทั้งในขั้นแรกเริ่ม ทั้งขั้นปลายสุด ถ้า “วิสัย”นี่แหละที่ยิ่งๆขึ้นหนักจัด สูงส่งมาก แล้วจะใช้ศัพท์เรียกขานกันว่า “อนุสัย”อีกที ก็หมายความว่า ความเป็น “ตนเอง”ที่มีความเป็น “อนุ”หรือ “อณุ”หรือ “อณู”คือ น้อย,เล็กน้อย และ “อนุสัย”นี้ก้าวหน้าถึงขั้น “ปรมาณู”(อะตอม, Atom ซึ่งแปลว่า เล็กยิ่งๆขั้นยอด) ความเป็น “ปรมาณู”ที่ชาว “โลกียะ”ไปใช้ในทางเลวร้ายนั้น มันก็ร้ายเลวกันอย่างที่สังคมโลกเห็นกันอยู่แล้ว ซึ่งแตกต่างจาก “ปรมาณู”ของชาว “โลกุตระ”อย่างตรงกันข้ามทีเดียว ความเป็น “อนุหรืออณู”ขั้น “ปรมาณู”ของ “โลกุตระ” จึงพิเศษสุด ยิ่งเป็น “อนุสัย”ขั้น “ปรมาณู”ก็ยิ่งสุดวิเศษยอดประเสริฐ ยิ่งมีประโยชน์ต่อคนในสังคมอย่างสุดประมาณทีเดียว (ความวิเศษยอดประเสริฐสุดประมาณของ “โลกุตรธรรม”นี้ จะขยายความในโอกาสต่อจากนี้ไป ตอนนี้พูดถึง “อนุสัย”แรกเริ่มกันก่อน อ่านต่อๆไปเถิดก็จะขยายต่อไปเอง) “อนุสัย”แรกเริ่มนั้น คือ “พลังงาน”แรกเริ่มก่อตัวขึ้น ยังไม่เป็น “ตัว” ถ้าเป็น “ชีวะ”ก็แค่ขั้น “เซลล์ปฐมภูมิ”(primary cell) เป็นเซลล์ที่หนึ่งเซลล์เดียวเท่านั้น ซึ่งเป็นพลังงานขั้น “วิญญาณขั้นอนุสัยในช่องว่าง”(คัพภ,niche) ที่เล็กมากขั้นแรกคือ “กลละ”ที่เกาะอยู่ในมดลูก เป็นต้น และต้องติดอยู่เกาะอาศัยอาหารจากที่นี้เท่านั้น ยังไม่เป็นอิสระในตนเอง ยังอาศัยผู้อื่นเลี้ยงชีพอยู่ ยังลอยไปไหนโดยอิสระในตัวเองไม่ได้ “อนุสัย”นี้จึงไม่สามารถมีความร้าย-ความแรงอะไรกับใครได้ ไม่ว่าจะเป็น “พีชนิยาม”หรือ “จิตนิยาม”ก็มีภาวะของ “เชื้อชีวะ” ที่มี “พลังงานแรกเริ่ม”ที่มีภาวะ “เชื้อชีวะ”แต่ละชนิด ซึ่งยังไม่เป็น “ตัวตน”(self) มีแค่ “พลังงาน”ยังไม่เป็น “ธรรม 2 ”เลย นี่คือ “ปรทัตตูปชีวี” ที่ชาวพุทธทุกวันนี้หลงผิด “เชื้อชีวะ”ที่ยังอาจจะไม่ได้เป็น “ชีวะ”ต่อไปก็ได้ แต่ผู้ที่หลงผิดเพี้ยน ภาวะเรียกว่า “ปรทัตตูปชีวี”นี้ไปเป็น “ตัวตน”ของความเป็น “สัตว์”ที่มีองคาพยพประกอบกันมากกว่า “หนึ่งเซลล์”(ปฐมภูมิ,primary cell)นี้ไป จึงหลงผิดและพาลวิปลาส จึงเป็น “ความวิปลาส”ที่หมดทางที่จะเรียนรู้ปฏิบัติถึงนิพพาน ฉะนี้คือ “อนุสัย”ที่เริ่มต้นแรกสุด และ “อนุสัย”ขั้นต้นนี้ก็จะเป็น “อาสัย”อวิชชาก่อ “นิสัย”ไปจนกระทั่งเกิด “วิสัย” และสูงสุดก็เป็น “อนุสัย”ขั้นปลายที่สุดร้ายสุดเลวมหามหันต์จนได้ “อนุสัย”จึงเป็นได้ทั้งขั้นต้นแรก และเป็นได้ทั้งขั้นปลายสุด เป็นได้ทั้งเลวร้าย และเป็นได้ทั้งดีวิเศษ

( 55 ) “อนุสัย”ที่เป็นขั้นปลายสุดนั้น สุดๆทั้งร้ายและทั้งดี และถ้า “อนุสัย”เป็นขั้นปลาย หากมีฤทธิ์แรงที่เลว ก็เลวสุดๆ หากมีฤทธิ์แรงที่ดี ก็ดีสุดๆ สำหรับ “อนุสัย”ขั้นปลายสุดนั้น ถ้าเป็น “โลกียธรรม”ก็ยากจะแก้ไข แม้จะศึกษาเล่าเรียนจนสัมมาทิฏฐิ ก็ยังจะต้องกำจัด “พลังงาน”ที่ได้สั่งสมกระทั่งเป็น “อนุสัย”นี้กันอีกยากและนาน พอได้ยินคำว่า ยากและนาน ผู้ที่ยังเป็นโลกียชนอยู่ก็อย่าท้อเสียล่ะ เพราะจะอย่างไรมันก็ต้อง “เริ่มต้น” จึงจะสามารถทำให้หมดสิ้นได้ ไม่มีอะไรที่ไม่เริ่มต้นโดย “ตนเอง”ในความเป็น “ตน” ขืนไปท้อแล้ว “ไม่ฮึด”เริ่มต้นกันสักที เลยยิ่งเติม “โลกียธรรม”ใส่ตนหนักหนา หนักหน้าขึ้นไป อีกๆๆๆๆๆๆๆๆๆ แล้วจะรอเมื่อไหร่กันเล่า จึงจะเริ่มฮึดสู้...??????? มันก็ยิ่งหนักหนาสาหัสเข้าไปใหญ่ ใช่มั้ย? คนฉลาด ที่เข้าใจได้จริง จึงไม่รอช้าแน่นอนเด็ดขาด ก็เพราะไม่ยอมฉลาดกันเสียทีนี่เอง จึงยังสั่งสม “อนุสัย”ที่ยิ่งร้าย ยิ่งแรง ยิ่งลึก ยิ่งลับ แม้แต่ตนเองก็ยิ่งไม่รู้สีรู้สาหนักเข้าไปใหญ่ จึงยิ่งน่าสงสารคนผู้ไม่รู้สีรู้สา ที่ว่านี้จริงๆ ส่วนคนที่ “รู้สีรู้สา” หรือเข้าใจ๊เข้าใจดี แต่ไม่เริ่มสักทีนั้น มันก็สุดที่จะสงสารแล้ว ก็ต้องปล่อยเขาไป ที่ชอบๆกันเท่านั้นแหละ ความร้ายและความแรงของฝ่ายเลว ฝ่ายไม่ดีจึงยากยิ่งด้วยประการฉะนี้ โลกจึงยังมี “เหตุ-นิทาน-สมุทัย-ปัจจัย”เกิดขึ้นในโลกอยู่ร่ำไป ยิ่งโลกใกล้กลียุคนี้ ยิ่งอภิบรมมหายากเย็นจริงๆ ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน