321028 กำลังพุทธ หยุดภัยผอง (ตอน 3) โดยพ่อท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2532
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์352 KB
วันที่แก้ไข23 กันยายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

321028 กำลังพุทธ หยุดภัยผอง (ตอน 3) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานสันติอโศก

กำลังพุทธ หยุดภัยผอง (ตอน 3) โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 32 ณ พุทธสถานสันติอโศก

เจริญอภัย ท่านพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ตอนนี้นี่ อาตมากำลังนำเรื่องของกำลัง เรียกว่า พละหรือกำลัง ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเราไว้ใน”พลสูตร”นะ ในพระไตรปิฎก เล่มที่ 23 ข้อ 209 อาตมากำลังนำเรื่องนี้มาทบทวน อาตมาเคยเทศน์มาแล้ว แต่ว่าตอนนี้จะตั้งใจเทศน์ให้ละเอียด ให้มันเข้าใจไปเป็นเรื่องของปกติชีวิตให้ได้ชัดๆ เพราะภาษาธรรมะนี่มันลึกซึ้ง ความที่ว่ากำลังนี่ เรายังเข้าใจกันยังไม่ได้มากมายเลย แม้แต่คำว่ากำลัง สูตรนี้พระพุทธเจ้าท่านสอนเราว่า กำลัง 4 ของพระพุทธเจ้านี่น่ะ กำลัง 4 ประเภทนี่ กำลัง 4 ประการนี่ ถ้าเผื่อว่าเราได้สร้างกำลังนี่ให้แก่ชีวิต มีกำลังใน 4 ประการนี้จริงๆ อย่างสมบูรณ์แล้วละก็ เราจะพ้นภัย 5 ประการ กำลัง 4 ประการจะทำให้เราพ้นภัย 5 ประการ ถ้าพ้นภัย 5 ประการนั่นหมด ก็พ้นทุกข์ทุกอย่าง เป็นพระอรหันต์เลยแหละ ถ้าเผื่อว่าทำได้จริงๆ อย่างสมบูรณ์แล้ว เพราะสูตรนี้นี่สอนแล้วก็ถึงขั้นพระอรหันต์ทั้งนั้นแหละ แต่คนเข้าใจไม่ได้ลึกซึ้ง ไม่ได้ละเอียดพอ ก็เลยเห็นว่า ท่านสอนเอาไว้คล้ายๆ กะว่าตื้นๆ เราเข้าใจตื้นๆ ก็ได้ เพราะศาสนาของพระพุทธเจ้านี่ มีทั้งตื้นๆ กลางๆ ลึกๆ สูงสุด มีทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้นเราก็มาพยายามฟังธรรมนี่ ให้มันได้ตั้งแต่ตื้น ไปจน กระทั่งถึงลึกซึ้งสูงสุดก็ได้ แล้วเราค่อยปฏิบัติไปเรื่อยๆ อย่างแท้จริงน่ะ อาตมาเห็นว่า พระสูตรนี้นี่รวมเอาไว้ถึงว่า ชีวิตของมนุษย์นี่ ชีวิตประจำวันที่ปฏิบัติ พากเพียรปฏิบัติธรรม ทั้งการงาน ทำแล้วเสร็จ สูตรนี้รวมไว้ครบ บรรยายเห็น อาตมาบรรยายได้ เห็นได้เลยว่า โอ้! พระ

อ่านต่อ

พุทธเจ้านี่ท่านรอบถ้วนลึกซึ้งสมบูรณ์ หัวข้อที่ย่นย่อลงมาครบครัน ในรายละเอียดก็มีสัมพันธ์กันอย่างกลมกลืน สอดคล้อง ส่งเสริม สอดร้อยกันอย่างบริบูรณ์ สมบูรณ์ทั้งนั้นเลยนะ อาตมาเทศน์มาแล้วตั้งแต่อยู่ปฐมอโศกมา 2-3 ครั้งแล้ว เท็ป ม้วนนี้อาตมาตั้งชื่อเอาไว้ เรื่องนี้มันจะติดต่อกันไปอีกหลายชุดแหละนะ นี่ก็เทศน์ไปแล้ว 2-3 ครั้ง ก็ตั้งชื่อเอาไว้ ครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 เขาก็ตั้งเป็นครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 นั่นแหละ ชื่อว่า กำลังพุทธ หยุดภัยผอง ถ้าใครจะไปตามหาเท็ปชุดนี้ก็ไปตามหาชื่ออันนี้นะ กำลังพุทธ หยุดภัยผอง ท่านติกขวีโร ท้วงหน่อยนึงว่า ทำไมไม่ชื่อ ผองภัย อาตมาว่า ผองภัยก็หมายความว่า ภัยทั้งหลาย ถ้าเผื่อว่า ภัยผองนี่ก็คือภัยทั้งหลายด้วย และก็ภัยทั้งหมดด้วย ภัยผองนี่หมดเลยนะ หมดเลย ภัยผอง กำลังพุทธ หยุดภัยผอง เราจำง่ายๆว่า กำลัง 4 พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่า ถ้าเผื่อว่าผู้ใดมี กำลัง 4 ประการนี้ ย่อมไม่กลัวต่อภัย 5 ประการ กำลัง 4 ประการ นั้นคือ 1.ปัญญา 2.ความเพียร 3.การงานอันไม่มีโทษ 4.การสงเคราะห์

กําลัง 4 1. ปัญญาพละ (กําลังของปัญญา) 2. วิริยพละ (กําลังของความเพียร) 3. อนวัชชพละ (กําลังของการงานอันไม่มีโทษ) 4. สังคหพละ (กําลังของการสงเคราะห์) เมื่อมีกําลัง 4 นี้ย่อมพ้นภัย 5 (จิตหลุดพ้นความกลัวภัย 5) คือ 1. อาชีวิตภัย (ภัยเนื่องด้วยการเลี้ยงชีพ) 2. อสิโลกภัย (ภัยจากการถูกติเตียน) 3. ปริสสารัชชภัย (ภัยที่สะทกสะท้านในบริษัท) 4. มรณภัย (ภัยจากความตาย) 5. ทุคคติภัย (ภัยที่ไปสู่นรกทางเสื่อม) (พระไตรปิฎก เล่ม 23 “พลสูตร” ข้อ 209)

กำลัง 4 นี่ ฟังๆ ดูแล้ว มันเป็นกำลังได้ยังไง มันเป็นกำลังปัญญา กำลังแห่งปัญญา กำลังแห่งความเพียร กำลังแห่งการงานอันไม่มีโทษ กำลังแห่งการสงเคราะห์ เราฟังภาษาแล้ว หัวข้อฟังแล้ว มันตื้อๆ อยู่บ้าง แต่ใครมีปฏิภาณก็คงพอเข้าใจได้นะ นี่แหละกำลัง 4 ประการนี่ยิ่งใหญ่มากนะ ยิ่งใหญ่มาก อาตมาว่า มันสมบูรณ์อยู่ในตัวของมันเองแล้วว่ามนุษย์เรามีกำลัง มีพละ มีอินทรีย์พละ หรือมีกำลัง ให้มันได้ในเงื่อน ไขนี้แหละ เงื่อนไขปัญญา กำลังที่ว่า ปัญญามีกำลังเป็นยังไง ความเพียรมีกำลังเป็นยังไง การงานอันไม่มีโทษมีกำลังเป็นยังไง หรือการสงเคราะห์มีกำลังนี่เป็นยังไง ท่านบอกเงื่อนไขด้วยว่า กำลังต่างๆ พวกนี้ ปัญญามันจะเป็นปัญญายังไง มีเงื่อนไขหลัก ปัญญานั่นหมายถึงอะไร ปัญญาเป็นตัวหลักเลย ท่านก็บอกไว้นะ หรือแม้ความเพียร มีความเพียรยังไงเป็นหลัก หรือว่าการงานอันไม่มีโทษนี่ การงานอันไม่มีโทษมันเป็นยังไง ลักษณะยังไง การงานอันไม่มีโทษ วิเคราะห์วิจัยได้ยังไง การงานอันไม่มีโทษ มันเป็นอย่างไรกันแท้ หรือการสงเคราะห์ การสงเคราะห์คืออะไรกันบ้าง ท่านก็บอกหัวข้อไว้ อาตมาสัมผัสหัวข้อแล้ว โอย! เข้าใจ แล้วก็อธิบายได้เป็นคุ้งเป็นแคว อธิบายได้ จนตายก็อธิบายได้ กำลัง 4 ประการ เพราะมันรวมไว้หมด เสร็จแล้วเราจะพ้นภัย 5 ก็อีกแหละ พ้นภัย 5 ก็พ้นทุกอย่าง ภัยทุกอย่าง ภัย 5 ประการนี่แหละ ในชีวิตที่ยังไม่เป็นพระอรหันต์ คือ 1. อาชีวิตภัย คือภัยอันเนื่อง ภัยที่มันเกิดจากการชีวิตเนื่องเกี่ยวอยู่กับอะไรต่างๆ อยู่นี่ พูดสั้นๆ ก็คือ ภัยคือเนื่องด้วยชีวิต เนื่องด้วยความมีชีวิต ภัยอันเนื่องด้วยความมีชีวิตอยู่ ถ้าจะให้สมบูรณ์กันขึ้นก็ยังมีชีวิตอยู่ มันจะเนื่องเกี่ยวแก่อะไรล่ะ เนื่องเกี่ยวแก่การหายใจ เนื่องเกี่ยวแก่การกินการอยู่ เนื่องเกี่ยวแก่ชีวิต เนื่องเกี่ยวแก่ดิน น้ำ ไฟ ลม เนื่องเกี่ยวกับการบ้านการเมือง เนื่องเกี่ยวแก่อะไรทุกอย่าง มันเนื่องเกี่ยวกับสังคม เนื่องเกี่ยวแก่กิเลส ถ้าจะว่าแล้ว มันข้อเดียวอธิบายได้หมดแล้ว อาชีวิตภัย มันเป็นภัยอยู่ มันไม่อภัย มันไม่ถึงขั้นอภัย มันยังเป็นภัยอยู่ งั้นคนเราไม่รู้สิ่งเหล่านี้ก็กลัว กลัวว่าชีวิตมันเนื่องกะไอ้นั่นไอ้นี่ ไม่มีความแกล้วกล้าอาจหาญ ยังเป็นคนเป็นทาส หรือเป็นคนยอมแพ้ หรือเป็นคนที่จะตกอยู่ใต้อำนาจสิ่งเหล่านั้นๆอยู่ นี่แหละเรียกว่ายังเป็นภัย 2. อสิโลกภัย ภัยคือการติเตียน เพราะฉะนั้นคนเราเกรงกลัวนะ กลัวภัยอันมีการติเตียน แต่ถ้าผู้ใดกำลังดี มีกำลังครบสมบูรณ์แล้ว จะไม่กลัวการติเตียน แต่ก็ไม่ใช่บ้าๆ บอๆ นะ ไม่ใช่พวกห่ามๆ หน้าด้านๆ เขาติเตียนก็หน้าด้านๆ ไม่ใช่อย่างนั้น จะเป็นคนไม่กลัวการติเตียน แล้วจะรับการติเตียนเป็น การติเตียนจะกลายเป็นขุมทรัพย์ การติเตียนจะกลายเป็นประโยชน์ให้แก่เราได้ด้วยซ้ำ ไม่ใช่กลัว ไม่ใช่ถือเป็นภัย ถือเป็นคุณด้วยซ้ำ การติเตียนเป็นคุณ 3. ปริสารัชภัย ภัยคือการสะทกสะท้านในบริษัท มีความสะทกสะท้านในบริษัท คือเป็นคนไม่กล้าหาญนั่นเอง เป็นคนไม่องอาจแกล้วกล้า เป็นคนที่อยู่เข้ากับบริษัท เข้ากับหมู่กลุ่ม เข้ากับสังคม ไปในที่ไหนๆ บางทียิ่งไปเจอเอาคนที่เขามีฤทธิ์มีแรงกว่า คนที่เขาเหนือชั้นกว่า สั่นเลย จะทำโน่นทำนี่ จะพูดนั่นพูดนี่อะไรต่างๆนานา งกๆ เงิ่นๆ สะเทิ้น สะท้าน ไม่เต็มตัว ไม่เป็นตัวเราอย่างสมบูรณ์ ไม่อิสรเสรีภาพ มันถูกอำนาจอะไรครอบงำอยู่ในตัวได้ นี่เรียกว่า ปริสารัชภัย ภัยที่สะทกสะเทิ้นสะท้านในชุมชน หรือในบริษัท 4. มรณภัย ภัยคือความตาย อันนี้ก็เดี๋ยวขยายความ ก็คงไม่ยากนักนะ ภัยคือความตายนี่ กลัวกันทั้งนั้นแหละ กลัวความตาย มีแต่คนบ้าๆ บอๆ อารมณ์จิตเสียทั้งนั้นแหละ ฆ่าตัวตาย มันอยากตาย พวกจิตเสีย พวกอารมณ์ปกติ จิตปกติไม่มีใครอยากตายหรอก แต่แท้จริงแล้ว ก็ไม่ใช่อยากตาย หรือไม่อยากตาย พระอรหันต์เจ้าท่านไม่อยากตายและก็ไม่ได้กลัวตาย ไม่ได้อยากตายเรียกว่ามรณภัย อันสุดท้าย 5. ทุคติภัย อันที่ 5 ก็คือ ทุคติภัย ทุคติภัยก็คือ ภัยคือนรก กลัวนรก ภัยก็คือนรก หรือความตกต่ำ การดำเนินไป คตินี่แปลว่าการดำเนินไป การไปสู่ความตกต่ำ ไปสู่ที่ต่ำ ไปสู่ความเสื่อม เรียกว่าทุคติ กลัวจะตกต่ำ กลัวจะไปสู่ที่เสื่อม กลัวจะไปสู่ที่ทุกข์ร้อนเดือดร้อน กลัวจะไปสู่ที่ที่นรกนั่นแหละ กลัวจะไปสู่ที่ต่ำ ที่เดือดร้อน ที่ไม่เจริญ ที่ไม่ประเสริฐ ทุคติ กลัวจะดำเนินไป พอตายแล้วหรือเป็นอยู่ก็ตาม ดำเนินไปแต่ละขณะ แต่ละเวลานี่ คนเรากลัวจะดำเนินไปสู่ที่ต่ำ ไปสู่ที่ไม่เจริญ ไปสู่ที่ไม่สุข ที่ไม่ประเสริฐ กลัว แต่ถ้าผู้ที่มีกำลัง 4 ประการนั้นแล้ว ไม่กลัว ดำเนินชีวิตไปอย่างมีสติสัมปชัญญะ ปัญญาสามารถนำพาตนไปใน สติดี สัมปชัญญะดี ปัญญาดี เลือกเฟ้นดี มีธัมมวิจัยดี มีความเพียร อุตสาหะวิริยะที่จะเดินทางไป ทำอะไรก็ไม่มีโทษ ทำการงาน กรรมทุกกรรม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม นั่นก็คือการงาน พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ อธิบายไว้ว่า อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมอันหาโทษมิได้ นั่นคือการงานอันไม่มีโทษ กาย วจี มโน มีกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันหาโทษมิได้ นั่นแหละ นั่นแหละคือตัวสมบูรณ์ คือตัวที่มีการงานอันไม่มีโทษ มันก็รวมหมดแล้ว ทีนี้การงานอันไม่มีโทษนี่แหละ เดี๋ยวอาตมาจะได้ขยายความพูดละเอียดลอออะไรสู่คุณฟัง คุณจะได้เข้าใจชัดๆ อ๋อ! เราก็เป็นอยู่นี่ แต่เราไม่รู้ว่ามันเป็นโทษ อะไรอย่างนี้เป็นต้นนะ เรื่องปัญญาเอาไว้ก่อนน่ะ บอกก่อนก็ได้ บอกก่อนเล็กน้อยว่า ปัญญานั่นตัวหลักที่พระพุทธเจ้าท่านไขเอาไว้ ก็คือ จะมีธัมมวิจัย โดยเฉพาะธัมมวิจัยนั้นเป็นธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ด้วย นี่ตัวเหตุแห่งปัญญาที่จะเฉลียวฉลาดและก็รู้ซึ้ง

ปัญญา 6 สัมมาทิฏฐิของพระอริยะที่เป็นอนาสวะ เป็นโลกุตระ เป็นองค์มรรค / สัมมาทิฏฐิ ขบวนการเกิดปัญญา 1. ปัญญา 2. ปัญญินทรีย์ 3. ปัญญาพละ 4. ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ 5. สัมมาทิฏฐิ 10 6. มัคคังคะ องค์แห่งมรรค (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 258 มหาจัตตารีสกสูตร)

ปัญญาอันนี้อันหนึ่ง อีกอันหนึ่งก็คือรู้ผล ไอ้นี่ปัญญารู้เหตุ เหตุที่คนเราจะเดินไปดีก็คือ มีธัมมวิจัย สามารถที่จะสัมผัสตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ หรือสัมผัสอะไรแล้วมันก็วิจัยออกว่า นี่ดี นี่ชั่ว นี่กุศล นี่อกุศล นี่มีโทษ นี่ไม่มีโทษ มันวิจัยออกจริงๆ เลยนะ สัมผัสพับมันจะมีตัวเร็ว ตัวธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ นี่ฝึกสัมมาทิฐิ มิจฉาทิฐินี่มีองค์ธรรม 6 ประการ 1.ปัญญา ทิฏฐินี่จะกลายมาเป็นปัญญา ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล ทีนี้ ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล นี่มันจะเจริญได้เป็นปัญญินทรีย์ ปัญญาผลได้อย่างไร ได้เพราะธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ เมื่อวิจัยได้ดีๆ แล้ว มันก็จะปฏิบัติซับซ้อน เกิดผล เกิดผลแล้วจะเกิดญาณเห็น เมื่อเห็นดีเห็นชอบขึ้นมา มันก็จะเกิดทำให้ทิฏฐิของเรานี่ยิ่งมั่นใจ เป็นทิฏฐิที่จริงจัง ตอนแรกเป็นแต่แค่ตรรกศาสตร์ แต่แค่เหตุผล แต่แค่รู้เหตุผล พอปฏิบัติไป มันก็จะมีผล เหตุก็สมบูรณ์ ผลก็สมบูรณ์ ญาณหรือทิฏฐินี่มันก็จะสูงขึ้นเป็นฐานของทิฐิ เป็นฐานของการก่อเกิดปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล เพราะฉะนั้น ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฐิและก็องค์แห่งมรรค มัคคังคะ นี่เป็นองค์ 6 ของทิฏฐิ จะเป็นสัมมาทิฐิก็จะต้องมีองค์แห่งมรรค 6 อันนี่ มันเจริญนั่นเอง มีปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผลเจริญ หรือธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สัมมาทิฐิที่ไม่ใช่สัมมาทิฐิตัวต้น สัมมาทิฐิตัวที่จะเกิดผลตามหลังธัมมวิจัย ตามหลังญาณปัญญา สูงขึ้นมาเรื่อยๆ จะเกิดผลได้ก็เพราะการปฏิบัติครบองค์มรรค คือ มัคคังคะ มรรคมีองค์ 8 นั่นแหละ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ นั่นแหละ มันจะสั่งสมลงมาเป็นสัมมาญาณ หรือเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาผล ปฏิบัติแล้วมันจะซับซ้อนลงไปยังงั้น ตัวธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์เป็นตัวหลักเลย เพราะฉะนั้น ต้องหัดมีสติและก็วิจัย วิจัยดี วิจัยชั่ว วิจัยมีโทษไม่มีโทษ วิจัยดำ วิจัยขาว วิจัยว่า อันนี้ควรเสพ อันนี้ไม่ควรเสพ หรืออันนี้สามารถทำความเป็นอริยะ อันนี้ไม่สามารถทำความเป็นอริยะ มันจะมีตัวที่วิจัยอย่างงั้นจริงๆ เลย ฝึก ฝึกจริงๆ ฝึกวิจัย เออ! อันนี้จะพาให้เราได้ไปสู่อริยะ เป็นการเจริญไปทางปรมัตถ์ อันนี้ดี อันนี้ไม่ดี แม้จะเป็นสมมุติสัจจะก็ตาม มันจะวิจัยไปทุกอย่างๆ เมื่อวิจัยดีและก็ประกอบกรรมนั้นต่อไป สั่งสมลง เกิดญาณ เห็นผล เรียกว่า ญาณทัสสนะ หรืออธิปัญญา ปัญญาที่เห็นของจริงตามความเป็นจริง เราเรียกว่าปัญญา หรือเรียกว่า ญาณทัสสนะ เราเรียกว่า อภิญญาก็ได้ มันจะเป็นความรู้อันวิเศษ อันเป็นของจริง อันเป็นสัจจะ ปัญญาจะมีกำลังด้วยประการฉะนี้ จะมีกำลังเพราะการสั่งสมอย่างนี้ เพราะฉะนั้น อันใดที่มันรู้ชัดรู้เจนว่า อันนี้มีโทษ ไม่มีโทษ อันนี้วิจัยออกว่า ถ้าอย่างนี้แหละมีโทษ ถ้าอย่างนี้แหละไม่มีโทษ ถ้าอย่างนี้เป็นกุศล อย่างนี้เป็นอกุศล อย่างนี้เป็นความเจริญที่แท้ที่จะพาไปสู่ความเป็นอริยะจริงๆ นะ อย่างนี้นะอริยะปลอม อย่างนี้ไม่ใช่อริยะหรอก เช่น แต่ก่อนนี้เราเคยวิจัยเหมือนกัน ถ้าอย่างนี้ โอย! ว่าอย่างนี้ดี ควรเอา ควรเสพนะ ควรต้องการ คืออย่างนี้มันได้เปรียบ อย่างนี้ซิรวยลาภ รวยยศ แต่ก่อนเราเคยคิดอย่างนั้น ใช่ไหม ตามอัตราสังคมก็ตาม อัตราการที่เขาเข้าใจตามสังคมนี่เป็นอัตราอย่างนี้ถือว่าอัตราสุจริต สังคมเขาเรียกว่าสุจริตแล้วนะ แต่ในทางธรรมที่ลึกซึ้งขึ้นมานี่ โอ๋! อย่างนี้ไม่สุจริตหรอก อันนี้ไปเอาเปรียบเอารัดเขาน่ะ ไม่ได้เสียสละหรอกอย่างนี้ เราไปเอาเปรียบเขาอยู่ ถ้าเราจะเสียเปรียบโดยรู้ๆนี่นะ ไม่ใช่เสียรู้ มันจะดีกว่าไหม เดี๋ยวนี้พวกเรานี่ปฏิบัติธรรม หรือศึกษาธรรมะที่อาตมาพาทำนี่เข้าใจขึ้น และกล้าเสียสละยิ่งขึ้น มันจะสอดคล้องไปถึงการสงเคราะห์ กำลังข้อ 1 ปัญญา กำลังข้อ 2 ความเพียร กำลังข้อ 3 การงานอันไม่มีโทษ กำลังข้อ 4 คือการสงเคราะห์ การสงเคราะห์มีอะไร การสงเคราะห์ก็มี สังคหวัตถุ 4 นั่นแหละ มีทาน มีเปยยวัชชะ มีอัตถจริยา แล้วก็สมานัตตตา ซึ่งอาตมาก็เคยนำมาอธิบายแล้ว มันเป็นเรื่องสำคัญนะ

สังคหวัตถุ 4 คือการช่วยเหลืออันเป็นน้ำใจยึดเหนี่ยวกันไว้ 1. ทาน (การแบ่งปันให้กัน) 2. เปยยวัชชะ (การพูดติให้เป็นของที่ควรดื่ม) หรือ ปียวาจา (การพูดวาจาเป็นที่รัก) 3. อัตถจริยา (การประพฤติประโยชน์) 4. สมานัตตตา (การทำตนเสมอสมานเข้ากันได้) (พระไตรปิฎก เล่ม 21 "ลังคหสูตร" ข้อ 32)

จริงๆ ก็คือมาให้ มาเสียสละนั่นแหละ คือมาทานนะ จะพูด พูดให้คนทาน พูดให้ตัวเองได้ทาน ขัดเกลาผู้อื่น เปยยวัชชะ แปลว่า คำอันควรตำหนิ ทำแรงๆ ซิ ถ้าทำค่อยๆ อยู่ มันก็ช้า ทำแรงๆๆๆ เอาให้เต็มที่ เพราะฉะนั้นจะต้องมีกำลังความเพียรนี่แหละ คือทำให้แรงๆ กำลังความเพียร ปัญญาหรือทิฏฐิเป็นตัวนำ วิจัยวิเคราะห์ให้เป็นธรรม ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ให้ถูกว่าเป็นองค์แห่งการตรัสรู้ เป็นความถูกต้องที่แท้ชัด จนไม่วิจิกิจฉาได้ คุณจะช้าทำไม ถ้าคุณไม่วิจิกิจฉา ไม่สงสัยหรอก โอย! ทำอย่างนี้มันดีแน่ๆ เลย แต่ค่อยๆ ทำ ว้า! ก็ดี อย่างนี้มันดีแน่ๆ เลย ไม่สงสัยเลย ชัด แรงๆ ทำ ใช้สำนวนใหม่ อย่าไปค่อยๆ ทำอยู่นั่นแหละ มันแน่แล้วจะไปทำค่อยๆ ทำไมเล่า กลัวจะได้ดีเหรอ กลัวจะได้ดีเร็วไปหรือไง ทำ รีบๆทำ แล้วก็ทำให้มีน้ำหนักเลย จึงจะเรียกว่า แรงความเพียร หรือความเพียรมีกำลัง ก็เพราะคุณเข้าใจอย่างนี้ซิ ยังมิจฉาทิฐิอยู่ ค่อยๆ ทำ ค่อยๆ ทำนี่เป็นมิจฉาทิฐิชนิดหนึ่ง เพราะฉะนั้นต้องทำให้อย่างอุตสาหะ ทำให้อย่างมีน้ำหนัก ตั้งตนอยู่บนความลำบาก คนเรานี่กลัวความลำบาก ความลำบากไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว ความลำบากในสัมมาทิฐิ ในการอุตสาหะพากเพียรที่จะทำสิ่งนี้ ที่เราแน่ใจ ชัดแล้วว่าดี ถูกต้องแล้ว ลำบากไปเถิด จะเหนื่อยก็ต้องเอา จะหนักก็ต้องแบก จะร้อนก็ต้องทน ต้องเอาแล้วละ ต้องเข้าใจให้ถูกทิศทางอย่างงี้ จึงจะเกิดความเพียรที่เป็นกำลัง เพราะเข้าใจผิดอยู่ ความเพียรจึงไม่เป็นกำลังสักทีหนึ่ง ได้แต่หน่อยๆ นึง เสร็จแล้วก็ถูกแรงของกำลังของผี กำลังของความชั่วดัน พอแหย่มาหน่อยนึง กำลังความชั่วมันก็ดันตอบปึ๊งเข้ามา ถอยหลังกรูดอีก เลยไม่ต้องเดินไปไหน นี่อาตมาพูดเป็นรูปธรรมให้ฟัง ใช่ไหม มันจะเป็นอย่างงั้นน่ะ เหยาะแหยะอยู่อย่างนั้นน่ะ ไม่ได้ ต้องอุตสาหะ ตั้งตนในความลำบาก เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าก็ต้องสู้ ข้อสำคัญ สัมมาทิฐิ หรือการวิจัย วิจัยให้รู้ว่า อย่างนี้นี่ดีแน่ๆ ถูกต้องแน่ๆ เป็นความประเสริฐของมนุษย์ ถูกจริงๆเลย คุณแน่ชัด ไม่วิจิกิจฉาแล้ว ตั้งตนอยู่บนความลำบาก ทำความเพียรให้มีฤทธิ์แรง น้ำหนักมากๆ เรียกว่าให้ความเพียรมีกำลัง ฟังให้ดีนะ ความเพียรนี่ บุคคลยังฉันทะให้เกิด พยายามปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้ เพื่อได้ธรรมะเหล่านั้นสมบูรณ์ ที่อาตมาอธิบายเป็นภาษาคนแล้วยัง (อิทธิบาท 4 พตปฎ. เล่ม 10 ข้อ 200) นี่คำตรัสของพระพุทธเจ้า ท่านบอกว่า บุคคลยังฉันทะให้เกิด คือยินดีในสิ่งนั้นน่ะ ยินดีในกรรมนั้น ยินดีในสิ่งนั้นว่าดี เมื่อคุณยินดีแล้ว พยายามปรารภความเพียร มันพูดภาษาซ้อนอีกแล้ว พยายามปรารภ ก็คือทำความเพียรนี้ให้มากๆ บ่อยๆ ซ้ำ ซากๆ ระลึกเสมอว่า เราเพียรไหม เพียรคือขยัน เพียรคืออุตสาหะ วิริยะ บากบั่น ใช่ไหม เพียรคือทำเข้าไว้ ประคองจิตไว้ อย่าให้มันเป๋ อย่าให้มันเอียง ให้ตรงเป๋ง อย่าให้ตรงเป๋ รู้จักตรงเป๋กับตรงเป๋งไหม ถ้าตรงเป๋แล้ว ไม่มีกำลัง ตรงเป๋แล้วประเดี๋ยวมันลงมานี่เลยนะ ถ้าตรงเป๋งนี่ อื้อฮือ! มันไม่มี น้ำหนักองศาที่มันตรงนี่มันแรง ถ้าองศาเป๋ๆนี่มันไม่แรงหรอก ไม่แรง เดี๋ยวก็ฉีก เดี๋ยวก็ตก เดี๋ยวก็เพี้ยน เพราะฉะนั้นเอาให้ตรงเป๋งเลย ประคองจิตไว้ ก็คือทำจิตให้ตรง ให้มีน้ำหนัก อย่าให้เพี้ยนนะ ตั้งจิตไว้ ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้เพื่อให้ได้ธรรมะ เพื่อให้ได้สิ่งที่เราหมาย เพื่อให้ได้ เรารู้แล้วว่าผลจะต้องเป็นอะไร เพื่อให้ได้ผลนั้นนั่นเอง ให้ได้ธรรมะเหล่านั้น ซึ่งอาตมาอธิบายไปแล้วเมื่อกี้นี้ ถ่ายทอดเป็นภาษาไทย อธิบายขยายความ ไปเป็นภาษาง่ายๆ ไปหมดแล้ว ไม่ได้เป็นภาษาสั้นๆ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส นี่คือความเพียร แล้วความเพียรจึงจะชื่อว่าเกิดกำลัง ที่อาตมาย้อนแย้งว่า ค่อยๆ ทำน่ะ ความหมายของคุณ ค่อยๆ ทำน่ะ มันภาษาของเขาหมายความว่าอย่างนี้ อาตมารู้ แต่ว่าอาตมาพยายามจะตีความนั้นให้ออกไปว่า ค่อยๆ นี่เหมือนมันไม่แรง เหมือนมันไม่เอาจริง มันไม่มีน้ำหนัก อาตมาก็เลยตีแง่นี้ ประเด็นนี้ ความหมายนี้ไปเสีย ที่จริงค่อยๆ ก็หมายความว่า ทำให้สมตัว ค่อยๆทำนี่คือ ทำให้ตามฐานะของเรา ให้สมตัว อย่าไปผลีผลาม คำว่าค่อยๆทำนี่ คือความหมายอันนี้ เมื่อเราแน่ใจว่า ฐานะของเรา เราสมาทานแล้วสมบูรณ์ เราทำสมาทานให้เคร่งครัด ให้เต็มที่ ให้ความเพียรนั้นมีกำลัง ให้น้ำหนักเต็มที่ เมื่อเราสมาทานอย่างสมตัวแล้ว ขนาดนี้เราทำได้ขนาดนี้ สมาทานศีล สมาทานข้อปฏิบัติให้ได้ขนาดนี้ ทำให้เต็มที่ ไม่ใช่ค่อยๆ ทำอีก ค่อยๆ เลยแปลว่า ย่อๆหย่อนๆ ไม่ใช่ ต้องแรงๆ แรงๆ ขนาดที่เรากะให้ตัวเอง สมาทานให้ตนเอง นี่ก็คงความกินความครบแล้วนะ ทีนี้การงานอันไม่มีโทษตัวนี้แหละ มรรคองค์ 8 จริงๆ เลย สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ นี่คือการงาน การงานอันไม่มีโทษ ก็จะไม่มีโทษได้ ก็เมื่อกี้นี้ ปัญญา ก็บอกแล้วว่าท่านให้วิจัยอะไร อันนี้มีโทษ อันนี้ไม่มีโทษ อันนี้ถูกแน่ อันนี้ไม่ถูกแน่ อันนี้ดีแน่นะ ให้ชัดเจนลึกซึ้ง อย่างที่อาตมายกตัวอย่างมาแล้วว่า แค่เอาเปรียบกับเสียสละนี่ แต่ก่อนเราก็พอเข้าใจนะ แต่จริงๆ แล้วก็เหมือนคนเมา พอเวลาไปปฏิบัติการงาน หรือไปกระทำ กรรมนี่แปลว่าการงาน หรือแปลว่าการกระทำ พอเราไปกระทำจริงๆ เป็นไง กระทำไปในทิศทางที่มีโทษ กระทำไปในทิศทางที่จะเอาเปรียบ กระทำไปในทิศทางที่จะไม่เสียสละ ใช่ไหม นั่นน่ะมันเป็นเรื่องตลบตะแลงแล้ว เป็นเรื่องไม่ตรงแล้ว การงานอันมีโทษโดยไม่รู้ตัว โดยไม่ตั้งใจ โดยไม่ให้เพียรมันไปตรง ตั้งจิตไว้ ประคองจิตไว้ให้ตรงตามความเห็นที่เราได้เข้าใจ แล้วทำความเข้าใจให้เป็นกำลังเลย เป็นปัญญาเลย ทำความเข้าใจให้มันลึกซึ้ง ให้มันแน่นอนจนพ้นวิจิกิจฉา ชัดเด่นแล้ว น้ำหนักมันจะเกิด แล้วก็มาวินิจฉัย วิจัยกรรมกิริยาเราด้วย ไม่ใช่วิจัยแต่เหตุผล มาวิจัยในขณะปฏิบัติด้วย ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์นี่ ตัวปฏิบัติด้วย ปฏิบัติในขณะที่เราทำไปนี่ เอ๊! นี่เราทำอย่างนี้มันตรงหรือเปล่า ตั้งกายวาจาใจไว้ตรงไปตามที่เราได้มุ่งหมายไหม ถ้าไม่ตรงนี่ย่อหย่อนแล้วนะ นี่เอนเอียงแล้ว ซูเอี๋ยแล้วนะนี่ ชักจะ แน่! มันจะรู้ ใช่ไหม ที่อาตมาพูดนี่ เอ๊! มันชักจะไม่เอาเต็มกำลังแล้วนะ มันจะย่อหย่อน มันจะ เอาน่า หยวนน่า เอาหน่อยน่า มันจะอย่างนี้น่ะ มันก็ไม่มีแรง ไม่เกิดกำลัง เพราะฉะนั้นทำงานอันไม่มีโทษนี่ จะต้องประกอบไปด้วยปัญญาด้วย ประกอบไปด้วยความเพียรด้วย ประกอบไปด้วยให้เกิดผลงาน การงานอันประกอบไปด้วยกายกรรม นี่ท่านได้อธิบายเอาไว้แล้วว่า อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วย กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม อันหาโทษมิได้ มันสั้นจุนจู๋นิดเดียว แต่ก็คือกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมนั่นเอง ให้ประกอบ ให้มีโทษมิได้ ไม่ให้มันเป็นโทษ ก็คือให้มันตรงตามทิฏฐิ หรือปัญญาที่เราเห็น ให้มีกำลังนั้นไปเกิดผลเร็วๆ เกิดผลอย่างทันทีทันใดได้ สมคุณภาพของมัน ที่มันครบพร้อมคุณภาพของมัน ให้ได้ ทันทีทันใด ได้เท่าไหร่ นั่นแหละเรียกว่า การงานนั้นก็เจริญงอกงาม กรรมนั้นก็เจริญงอกงาม เมื่อตรง มันก็ไม่มีโทษเมื่อนั้น และทำมาเพื่ออะไร ทำการงานมาเพื่ออะไร เพื่อประโยชน์ผู้อื่น เพื่อสงเคราะห์ผู้อื่น ประโยชน์ตนอันสูงสุดคืออะไรรู้ไหม ประโยชน์ตนอันสูงสุดก็คือ การไม่เหลือความเห็นแก่ตนเลยจนสูญสุด ประโยชน์ตนนี่คือ เราทำประโยชน์ท่าน หรือประโยชน์แก่ผู้อื่น อย่างไม่เหลือความเห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ตนเลยจนสูญสุด อันแรกคือ ประโยชน์ตนอันสูงสุดก็คือ การไม่เหลือความเห็นแก่ตนจนสูญสุด อันหลังนี่สูญสุดนะ ไม่ใช่สูง อันแรกนี่ ประโยชน์ตนที่สูงสุด ก็คือ การกระทำประโยชน์แก่ผู้อื่น อย่างไม่เหลือความเห็นแก่ตนจนสูญสุด เพราะฉะนั้น พระอรหันต์เจ้าก็คือ ตัว”พหุชนหิตายะ พหุชนสุขายะ โลกานุกัมปายะ” พระอรหันต์นี้ ทุกองค์ ทุกรูป คือผู้ที่ทำประโยชน์เกื้อกูลมวลชนเป็นอันมากอยู่ ทำให้คนอื่นเป็นความสุขอยู่ สำหรับท่านเองท่านไม่สุขไม่ทุกข์แล้ว ท่านอุเบกขา แต่ท่านไม่ใช่อุเบกขาเด๋อนะ อุเบกขามีการงานนะ มี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา (องค์คุณอุเบกขา 5 พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 690 ธาตุวิภังคสูตร) เป็นคนมีการงานอันสละสลวย ทำการงานได้ดี ทำการงานได้ ไม่เป็นการงานอันมีโทษนั่นเอง และทำทำไม? ทำให้เขา ทำเพื่อสงเคราะห์โลก อนุเคราะห์โลก อนุเคราะห์มนุษยชาติ อนุเคราะห์สังคม อนุเคราะห์ดิน น้ำ ไฟ ลม อนุเคราะห์ต้นหมากรากไม้ อนุเคราะห์สัตว์ อนุเคราะห์โลกทั้งโลก โลกนี้จะมีอะไรบ้างอนุเคราะห์หมด ถ้าจะทำได้ต้องทำ เจออะไรก็ช่วย เจอน้ำช่วยน้ำ เจอดินช่วยดิน เจอลมช่วยลม เจอไฟช่วยไฟ เจอทุกอย่าง เจอพืชผักผลไม้ เจอต้นไม้ เจอแม้กระทั่งธรรมชาติใดๆ สัตว์ตั้งแต่ประเภทสัตว์ชั้นต่ำจนถึงสัตว์ชั้นสูงถึงมนุษย์ ที่จะช่วย จะสงเคราะห์ให้เป็นคนประเสริฐ ช่วยโลกซ้อนกันขึ้น เราคนหนึ่งช่วยได้แล้ว ก็สอนให้คนอื่นมาช่วยโลกไปอีก ช่วยโลกไปอีก ไม่ใช่ช่วยคนหรือไม่ใช่แต่ว่าพาคนไปผลาญโลก พาคนไปทำลายโลก มันจะไม่ใช่อย่างนั้นเลย

ธรรมนิยาม ๕ คือการกําหนดธรรมชาติของสรรพสิ่ง ๑. อุตุนิยาม (กําหนดธรรมชาติของดิน-น้ำ-ไฟ-ลม หรือสสารและพลังงานทางฟิสิกส์-เคมี) ๒. พีชนิยาม (กําหนดธรรมชาติของพืช) ๓. จิตนิยาม (กําหนดธรรมชาติของจิต เวไนย-อเวไนย ให้เกิดกรรมตามโอปปาติกะาเป็น) ๕. กรรมนิยาม (กําหนดธรรมชาติของกรรม บทบาทหรืออาการแห่งสัตว์ จิตนิยาม) ๕. ธรรมนิยาม (กําหนดธรรมชาติของธรรม สภาวทั้งหมดของทุกสรรพสิ่ง) (อรรถกถาแปล เล่ม ๗๒ “จิตตุปปาทกัณฑ์” หน้า ๘๑-๘๒)

การสงเคราะห์นั้นก็ว่าไปแล้ว การสงเคราะห์ก็คือ สังคหวัตถุ 4 มี ทาน มีเปยยวัชชะ มีอัตถจริยา มีสมานัตตตา นั่นเอง มีการที่จะเป็นผู้ที่สงเคราะห์เขาได้จริงๆ ทาน ทานอันใดก็สู้ธรรมทานไม่ได้ ธรรมทานนี้เลิศกว่าทานทั้งปวง “เปยยวัชชะ”นั่นก็บอกว่า บุคคลผู้ที่ตำหนิคน “เปยยะ”นี่แปลว่าของควรดื่ม “วัชชะ “แปลว่าอันควรตำหนิ สิ่งใดอันควรตำหนิก็ตำหนิ เมื่อตำหนิแล้วให้คนอื่นเขาดื่ม ให้คนดื่มคำตำหนิได้นี่ มันยอด มันเลิศ จริง เราพูดให้คนเป็นที่รัก ไม่ใช่ไปด่าไปดุ ไปว่าเขา ไปกล่าวให้เขาขายหน้า พูดไม่ให้ขายหน้า ถ้าสามารถที่จะชมเชย พูดให้เป็นไพเราะอ่อนหวาน หรือว่า เป็นที่รักของคนได้ คำว่าเป็นที่รักนี่กลางๆนะ บางคนก็ชอบตำหนิ ว่า เออ! ตำหนินี่เป็นที่รัก บางคนนี่ไปชมเขานี่เหนียม ไม่ชอบหรอก ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ชอบหรอก มาชมๆ เหนียม ในพวกเรานี่ สายอโศกเรานี่ ก็ยังมีเลือดที่ชอบการสรรเสริญเยินยอเหมือนกัน แต่คนที่เขาถึงขีดว่า เออ! ไม่ชอบการสรรเสริญเยินยอล่ะ ช

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน