320222 โถ! ข่าวลือ เนื่องในงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 13 .docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2532
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์359 KB
วันที่แก้ไข14 กุมภาพันธ์ 2569

เนื้อหาในไฟล์

320222 โถ! ข่าวลือ เนื่องในงานปลุกเสกพระแท้ๆของพุทธ ครั้งที่ 13 โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ ศีรษะอโศก

โถ…ข่าวลือ! ดำเนินรายการโดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ ณ พุทธสถานศีรษะอโศก เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2532

ผู้ดำเนินรายการ : สำนึกดียิ่งกว่าปัจจุบันนี้ให้ยิ่งๆขึ้น หวังว่าคงไม่ลืมโศลกนะ พอดีก็ครบทุกคนนะ รายการวันนี้ โถ…ข่าวลือ! เปิดด้วยเพลง จบด้วยเพลง ดีมั้ย แหม ทำไมตอบเร็วเหลือเกิน โถ...คนที่ปล่อยข่าว ว่าเราเลวฉาวโฉ่ โอ้กรรมเจ้าเอ๋ย รู้แน่กันจริงหรือ หรือเพียงฟังใครเอ่ย ดีชั่วไม่เคยเห็นมากับตาตัวเอง โถ...คนที่ตื่นข่าว น่าสืบสาวเสียก่อนก่อนรุมข่มเหง เขาชั่วกันจริงหรือ หรือชังเลยช่วยเฉ่ง ไม่กริ่งไม่เกรงผลกรรมที่ทำหรือไร มันยุติธรรมแล้วฤา เพียงข่าวลือแล้วเชื่อ แล้วชวนกันใส่ไฟ ควรตามค้นจริงให้แน่ใจ มิใช่เอาแค่เชื่อใคร ไขด้วยเหตุผลก็พอ แม้น...จริงเป็นอีกอย่าง แต่ถูกพลางว่าผิดบิดเบือนล่ะหนอ ผลบาปก็เป็นแล้ว แล้วขืนใครทำต่อ ก็ก่อกรรมเอง รับเอง บาปเองของจริง

โถ…ข่าวลือ! ก็รออีกสักหน่อย อาจจะ coming soon ก็ได้ฟังมีทำนอง ทำเนิง นี่ทำนองก็แต่งแล้ว แต่ว่าอาตมาร้องในที่สาธารณะอย่างนี้ไม่เหมาะสม เพราะฉะนั้นก็ไม่ฮัมให้ฟัง อ่านเป็นเนื้อ เอาละ ก็คงจะรู้ว่าเราหมายถึงอะไรกันนะ ว่า โถ! ข่าวลือนี่มันก็เกี่ยวข้องกับวงการของอโศกเราอยู่ เราก็ลองพูดกันดูเพราะว่าเรื่องราวเหตุการณ์มันเกิดขึ้นจริงๆ มันมีข่าวโน่น มันมีเรื่องนี่ บางข่าวเราฟังแล้วก็ แหม! บางทีนะ อาตมานี่ฟังแล้วก็รู้สึกเหมือนกัน รู้สึกแล้วมันก็ประกอบเป็นข้อกับความรู้นั่นแหละ ก็รู้สึกว่า เอ๊อ! คนเรานี่มันขยันนะ มันช่างอย่างโน้น ช่างอย่างนี้ มันรู้ มันรู้สึกด้วยนะ รู้สึกว่าเอ๊อ! คนเรานี่น้ามันก็ โดย

อ่านต่อ

เฉพาะบางคนนี่ ทำอยู่ได้ซ้ำซาก ไม่ เปลี่ยน แปลง นอกจากไม่เปลี่ยนแปลงแล้วก็แรงขึ้น มันก็ให้รู้สึก ให้รู้สึกว่า เอ้อ! คนนี้นี่นะเป็นยังไงกับเรานะ มันทำให้อาตมานี่อยากจะระลึกชาติไปด้วยนะว่า เอ๊! เมื่อก่อนนี้ไปตีหัวเขามาหรือไงหนอ ทำไมไม่รู้จักหยุดจักหย่อน อะไรอย่างนี้เป็นต้น มันก็รู้สึกว่า ทำไมเขาไม่เหน็ดไม่เหนื่อย แต่ที่จริงโดยความรู้ อาตมาไม่มีปัญหานะ ด้วยความรู้นั้นก็บอกได้ว่า อาตมารู้สึกเหมือนกันว่า เอ๊อ! คนนี้นี่มันขยันนะ ไม่หยุดไม่ยั้ง แต่ว่าไม่ได้รู้สึกโกรธรู้สึกเคืองอะไร นี่ไม่ได้พูดคุยโอ่นะ ไม่ได้พูดคุยอ้างอะไร ไม่ได้อวดอุตริอะไรหรอก ก็พูดตรงความจริงให้ฟัง พวกคุณคงจะรู้ ถ้าเผื่ออาตมาโกรธก็คงรู้ล่ะว่าโกรธยังไง อาการก็ต้องตอบออกมา ไม่มีก็เล็กก็น้อย ไม่น้อยก็มาก ก็คงก็เคยก็ต้องเห็นล่ะนะ แต่มันก็รู้น่ะ ถามปัจฉาฯที่อยู่ใกล้ชิด นี่ปัจฉาฯแต่ละรูปๆของอาตมานี่ ทั้งสองรูปนี่ ท่านสุขฌาโนเคยบอกใคร ยกเว้นตอนที่เข้าไปอยู่ในห้องน้ำกับตอนนอนก็แยกกันนอน แต่คนละที่ แต่ก็ที่ใกล้ๆกันน่ะนะ นอกนั้นละก็สะกดรอยอยู่ตลอดเวลา ที่จริงไม่ได้สะกดรอยหรอกนะ ก็เป็นหน้าที่ก็ทำไปอย่างนั้นน่ะ เพราะฉะนั้นมันก็จะเห็น มันมียังไง เกิดอาการยังไง อารมณ์ยังไง มีอะไรกระทบสัมผัส แสดงอาการออกยังไง ก็ต้องเห็นตลอด เวลานะ มีข่าวมา มีโน่นมีนี่มา มีเรื่องราวอะไรมาก็ได้เห็น ทีนี้อาตมาก็อยากจะรู้ความรู้สึกของพวกเราด้วย มันมีข่าวมีเรื่องอะไรๆมา มันเป็นยังไงล่ะ บางคนได้ข่าวว่า บางที แหม! มันเป็นฟืนเป็นไฟ มันจุก มันยังโง้น มันยังงี้ เล่าสู่กันฟังบ้าง แล้วแก้ไขอย่างไร เล่าสู่กันฟังบ้าง ความรู้สึกของแต่ละคน แล้วแก้ไขยังไง มีวิธีแก้ยังไงบ้าง ถ้ามันแก้ไม่ดี อาตมาจะช่วยบอก ถ้ามันรู้สึกว่ามันยังแก้ไม่ได้ดี ถ้าแก้ได้ดี คนอื่นเขาจะได้รู้วิธีด้วย เพราะที่นั่งๆอยู่นี่ ก็คงจะรู้สึกตรงกับบางคน อาจจะรู้สึกตรงกับคนนี้ อาจจะรู้สึกตรงกับคนนั้น และเขาแก้ยังไง เราเองบางครั้งยังแก้ไม่ได้ ก็จะได้ อ๋อ! เขาแก้ได้ เขาแก้อย่างนี้เหรอ หรือบางทีอาตมาอาจจะเสริมอย่างที่ว่า และเราก็จะได้รับความรู้กันไปด้วย และเราก็จะได้รู้ด้วยว่า อันใดควรบอกควรกล่าวควรปรามกัน ว่าอย่าให้มันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมานะ มันจะไม่ดี เหตุการณ์มันก็จะได้ดีของสังคมบ้านเมือง หรือแม้แต่พวกเราด้วย จะได้ไม่ไปก่อบาปก่อเวรก่อภัยอะไรเพิ่มเติมขึ้น เอาละ อาตมาเกริ่นแล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องพูดอะไรให้มันมากนัก เพราะว่าเรารู้อยู่ว่าเราจะพูดเรื่องอะไร เพราะฉะนั้นก็วันนี้จะให้แต่ละคนแสดงประเด็นที่ว่า นั่นน่ะ รู้สึกยังไงเมื่อได้ยินข่าวคราว ตอนไหนบ้าง ตอนไหน เรื่องอะไร แหม! เรื่องนี้พอพูดมาอย่างนี้ พออ่านข่าว หรือได้ยินคนพูด มันเข้าหูอย่างโน้นอย่างนี้แล้ว โอ้! มันขึ้นมาเลยน่ะ มันเดือดเป็นน้ำในเตาไฟเลย หรือว่ามันอย่างโน้นอย่างนี้ หรือว่ามันไม่เดือด แต่มันมีอาการคันๆ มันมีอาการยังไง แล้วมันเป็นอย่างโง้น อย่างงี้ มันมีทุกข์ไปนานไม่นานอะไรยังไง บอกความรู้สึก แล้วก็ลองบอกวิธีแก้ปัญหาซิว่า แก้ปัญหาอย่างไรล่ะ ถ้าเป็นอย่างนั้นแล้วมันเป็นยังไง มันนานมั้ย มันแก้ปัญหายังไง หรือว่าแก้ยังไม่ได้ เอ้า! แก้ไม่ได้ก็จะได้บอกกันบ้าง หรือแก้แล้วมันหาย ยังงั้นยังงี้แล้วมันก็หาย จะได้เกิดความรู้ด้วยกัน แล้วก็จะได้รู้ด้วยว่า นี่ละคือผลกระทบของสังคม เอานางละม้าย บัญพานิช เอาก่อนเพื่อนเลย มา ไมโครโฟนอยู่ไหน เอ้า! ส่งให้ซิ เอ้า! นั่งท้ายสุด น่ะ! ก่อนเพื่อนเลย เอ้า! คนนี้ก็พอว่ากันเสร็จ คือจะพูดไปทีละคนๆเลย มีมากอาตมาก็จะตัด ถ้ามันไม่มาก มันน้อยๆก็ เอาละ ขนาดนั้น พอดีๆก็จะให้เอาแค่นั้น และก็ผ่านไปเลย ไม่ต้องวกกลับมาอีก เพราะหลายคน ประเดี๋ยวก็ไม่พอแน่ สองทุ่ม แต่สำหรับคุณละม้ายนี่ พอเสร็จแล้วก็อนุญาตให้ลงเวที ได้เลย เพราะว่ามันไม่สบายโดยส่วนตัว เพราะฉะนั้นเสร็จแล้วก็พักได้ เอ้า! ว่าเลย ละม้าย : กราบนมัสการพ่อท่าน หมู่สงฆ์ สิกขมาตุ เจริญธรรม ญาติธรรม ทุกท่านค่ะ ตอนที่อยู่ปักษ์ใต้ พอได้ทราบข่าวเรื่องของพ่อท่าน ก็จากหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ก็หมดแรงเลยค่ะ ผู้ดำเนินรายการ : หมดแรงเลย เรียกว่าอ่อนพับเพียบลงไปเลย เหรอ อ่อนไม่มีแรง โอ้โฮ! ละม้าย : อ่อนไม่มีแรง เข่าก็อ่อนไปหมดเลย สงสารพ่อท่านค่ะ ทั้งๆที่ทราบว่า พ่อท่านเป็นทองแท้ เป็นของดี แต่ก็อดหวั่นไหวไม่ได้ค่ะ ที่เขาใส่ร้ายพ่อท่านน่ะค่ะ ผู้ดำเนินรายการ : คนอื่นเห็นมั้ย อาการที่อ่อนแอป้อแป้ ละม้าย : ในครอบครัวเห็นทุกคนค่ะ ผู้ดำเนินรายการ : อ๋อ! มีอาการออกทางกายด้วยหรือ ละม้าย : ค่ะ แล้วก็นอนไม่หลับด้วยค่ะ นอนไม่หลับ ก็ได้อาศัยเท็ปของพ่อท่านชุดที่ไปกราบคารวะหลวงปู่พุทธทาส ตอนนั้นน่ะนะคะ ก็มานั่งดูค่ะ ผู้ดำเนินรายการ : วิดีโอสิ ละม้าย : ค่ะ ผู้ดำเนินรายการ : อ๋อ! เท็ปวิดีโอ ดูด้วย มีเสียงด้วย มีภาพด้วย ละม้าย : ค่ะ เสร็จแล้วก็คิดว่า โอ๋! พ่อท่านนี่อ่อนน้อมถ่อมตนจนถึงขนาดนี้แล้ว ก็ยังมีคนมาใส่ร้ายมาเกลียด อะไรอย่างนี้นะคะ แล้วก็นั่งร้องค่ะ ผู้ดำเนินรายการ : ร้องเพลง ละม้าย : ร้องไห้ ผู้ดำเนินรายการ : อ๋อ! ก็ไม่บอกว่าร้องอะไรนะ นั่งร้อง ละม้าย : เสร็จแล้วลูกๆกับพ่อบ้านน่ะ เมื่อก่อนเขาก็เคยต่อต้านนะ ตอนที่เข้ามาใหม่ๆค่ะ เขาต่อต้าน เขาไม่เห็นด้วยเลย เขาเข้าใจว่า โยมนี่มาหลงพระที่สันติฯอะไรนี่ค่ะ ถึง พอได้ข่าวเรื่องนี้ เขาก็คงจะสงสารสภาพของดิฉันนะค่ะ เขาก็เลยมาให้กำลังใจ บอกว่า คงไม่เป็นอะไรมั้งแม่ เพราะว่ามันเกี่ยวกับการเมือง เรื่องนี้นะฮะ พ่อท่านคงไม่เป็นอะไรหรอก พ่อบ้านเขามาพูดให้กำลังใจด้วยค่ะ ทั้งๆที่เมื่อก่อนน่ะ เขาก็ต่อต้านนะฮะ ผู้ดำเนินรายการ : โอ! มันกลับได้ผลดีหน่อยหนึ่งเหมือนกันนะ ละม้าย : ค่ะ เป็นผลดีกับครอบครัว กับตัวดิฉันเองค่ะ เมื่อก่อนมาวัดเขาก็ไม่ยอมให้มา เขาบอกว่าทำบุญที่ไหนก็ทำได้ วัดบ้านเราเยอะแยะไป ทำไมไม่ทำ ทำไมถึงต้องเดินทางมาไกลๆ เพราะ สุขภาพก็ไม่ค่อยจะดี พอกลับถึงบ้านก็ป่วยทุกครั้งเลยค่ะ แต่ก็ฝืนใจมาค่ะ ผู้ดำเนินรายการ : โอ้โฮ! แหม! ศรัทธา ละม้าย : ดิฉันบอกว่า ดิฉันเป็นนักเรียนก็ซ้ำชั้นอยู่นานจนถึง 30 ปีแล้วค่ะ ก็มาพบ ก็อยากจะขอเลื่อนชั้นเป็นมหาวิทยาลัยบ้าง ผู้ดำเนินรายการ : เขาไม่ว่าคุยโม้เหรอ ละม้าย : ถ้าคุณอยากจะเลื่อน คือความชอบมันไม่เหมือนกันนะคะ คุณชอบจะอยู่กับที่ ก็เป็นเรื่องของคุณ แต่ดิฉันนี้อยากใฝ่หาสิ่งที่ดีกว่า สูงกว่า ในเมื่อพบสิ่งที่ดีแล้วนี่นะ ดิฉันก็อยากจะซ้ำซากกับสิ่งนี้ค่ะ เพื่อให้เข้าใจ เพราะตัวเองก็ไม่ค่อยฉลาด และก็บอกพ่อบ้านว่า เวลาที่รับผิดชอบหรือทำหน้าที่ให้ครอบครัวนั้นน่ะ 30 ปี เวลาไม่ใช่น้อยค่ะ แล้วเวลาที่เหลืออยู่นิดหน่อยนี้ ขอได้มั้ย แล้วก็กราบเขาด้วยค่ะ กราบด้วยน้ำตาค่ะ ผู้ดำเนินรายการ : โอ้โฮ! ละม้าย : ซึ่งแต่งงานกันแล้วนี่ ไม่เคยได้ยกมือไหว้กันเลยค่ะ ผู้ดำเนินรายการ : ตอนนี้ต้องเสียสละเต็มที่เลยนะ ละม้าย : ค่ะ พอพบอโศกต้องกราบเขาด้วยค่ะ อ้อนวอน ผู้ดำเนินรายการ : อาตมาส่งเสริม ภรรยากราบสามีนี่ ส่งเสริมด้วย ไม่เป็นไร ไม่เสียอโศกเลย อโศกยิ่งดี ละม้าย : แล้วตอนนั้นพอพูดสรรเสริญ อ๋อ! เออ! ดิฉันบอกว่า พระที่สันติอโศกนี่นะฮะ รุ่นลูกๆของเราทั้งนั้น ในขณะที่ลูกเราน่ะ ติดอบายมุขทั้งนั้น ลูกชาย 3 คนน่ะนะฮะ ผู้ดำเนินรายการ : อ๋อ! ลูกของคุณเองน่ะนะ ละม้าย : ค่ะ 3 คน แล้วในขณะที่ลูกเราติดอบายมุข แล้วลูกผู้อื่นมาทำความดี แล้วลูกเราไม่ได้ทำความดี เราก็ควรจะส่งเสริมผู้ที่กำลังทำความดีอยู่ ให้เขามีกำลังทำงานศาสนาค่ะ เขาก็ ผู้ดำเนินรายการ : เหตุผลดีมาก ละม้าย : ค่ะ เขาก็นิ่งฟังเฉยค่ะ เขาไม่ว่าอะไร ผู้ดำเนินรายการ : สะดุดแล้วตอนนั้น โดนหมัดเข้าไป ละม้าย : แต่ว่าเขาเก็บกุญแจตู้เซ็ฟอะไรไว้หมดค่ะ ผู้ดำเนินรายการ : โอ! กลัวพระจะหลอก ละม้าย : เงินก็ไม่ให้ค่ะ ผู้ดำเนินรายการ : กลัวพระจะหลอก ละม้าย : ค่ะ เสร็จแล้วดิฉันก็โชคดีอยู่หน่อยที่ว่า สะสมเงินส่วนตัวไว้บ้าง ผู้ดำเนินรายการ : อ้อ! ยังมีอีกเหมือนกัน ละม้าย : เอาไปซื้อพันธบัตรไว้นิดหน่อยน่ะค่ะ ก็ได้อาศัยเงินก้อนนั้นมาใช้ค่ะ เวลาเขาจะอนุญาตไม่อนุญาต พอถึงเวลากำหนดของงานสันติอโศกดิฉันก็มาค่ะ โดยรีบไปยกมือไหว้เขาครั้ง แล้วก็จะอนุญาตหรือไม่อนุญาต ดิฉันก็มาแล้วค่ะ เตรียมตัวแล้วค่ะ ผู้ดำเนินรายการ : ถือว่ายื่นใบลาแล้ว อนุมัติหรือไม่อนุมัติ ออก ว่างั้นเถอะนะ ละม้าย : พอมาหลายๆครั้ง เขาก็ไล่ให้มาอยู่อโศก ผู้ดำเนินรายการ : อ้อ! ไล่อย่างประชดซินะ ละม้าย : ค่ะ เขาบอกว่า ไปบ่อยๆก็ไปอยู่ที่โน่นเสียเลย ถึงดิฉันบอกว่า การอยู่อโศกน่ะไม่ใช่ของง่าย ดิฉันสุขภาพก็ไม่ดี แล้วก็ปฏิบัติอะไรก็ไม่ได้ ลดละได้ของหยาบๆนิดๆหน่อยๆ เพียงแต่ว่าศรัทธาพ่อท่านและพระคุณเจ้าทั้งหลาย ที่ได้สั่ง สอนให้เกิดมีปัญญาให้พ้นทุกข์น่ะฮ่ะ เมื่อก่อนอยู่กับกองทุกข์ ทุกข์เรื่องลูกนี่ล่ะฮ่ะ ผู้ดำเนินรายการ : นั่นน่ะ บอกดังๆ ให้คนที่ยังไม่มี ให้รู้มั่ง ละม้าย : คือตั้งแต่แต่งงานได้ลูกแล้วนี่นะฮะ ไม่เคยมีความสุขกับเพื่อนเขาเลย เหมือนกับถูกขัง ผู้ดำเนินรายการ : ไม่มีความสุขกับเพื่อนเขาเลย ละม้าย : ไม่มีความสุข มีแต่ทุกข์อย่างเดียว ผู้ดำเนินรายการ : ไม่มีความสุขเหมือนกับเพื่อนเขาเลยน่ะ มีแต่ทุกข์นะ อาตมา ว่าคงไม่ใช่อย่างนั้นมั้ง คงเป็นว่า ไม่เคยมีความสุขเหมือนกับเพื่อนเขาเลยคงไม่ใช่ คงมันก็ไม่ มันไม่มีความสุขนี่ มันเหมือนกับเพื่อนเขาเลยตลอดเวลามา ไม่ใช่ไม่เหมือนมั้ง คือเพื่อนที่มีความสุขก็คงเหมือนกันนี่แหละ มันไม่มีความสุขเหมือนกันนี่แหละ ก็ควรจะบอกว่า ไม่มีความสุขเหมือนกับเพื่อนทั้งหลาย ควรจะเป็นอย่างนั้นน่ะนะ ละม้าย : ค่ะ ดิฉันจึงบอกว่า อายุที่ยังอยู่เหลือนิดหน่อยแล้วนี่ ขอให้ดิฉันเถอะ ดิฉันมีความสุขกับสันติอโศกแล้ว ที่พึ่งครั้งสุดท้ายของดิฉันก็คือสันติอโศก ให้ตายไปด้วยความเบิกบานน่ะ อย่าตายด้วยความทุกข์เหมือนเมื่อครั้งก่อน นับว่าดิฉันก็โชคดีที่ได้มาพบพระคุณเจ้าทั้งหลายนี่นะคะ โดยที่พ่อท่านพาทำ เสร็จแล้วพอถึงวันที่พ่อท่านถูกโจมตี แล้วพอดีคุณจำลองได้เป็นผู้ว่า กทม. เขาก็ส่งเสริม ตลอดมา ผู้ดำเนินรายการ : ส่งเสริมตลอดมา เมื่อคุณจำลองเป็นผู้ว่าฯ ส่งเสริมคุณจำลอง ละม้าย : ค่ะ เริ่มตั้งแต่คุณจำลองแล้วค่ะ ผู้ดำเนินรายการ : แล้วไม่ได้ส่งเสริมสันติอโศกเหรอ ละม้าย : ไม่ ตอนนั้นยังค่ะ ผู้ดำเนินรายการ : เดี๋ยวนี้ล่ะ ละม้าย : เดี๋ยวนี้ส่งเสริมแล้วค่ะ ผู้ดำเนินรายการ : ส่งเสริมแล้วเหรอ อ๋อ! ก็เรียกว่าใช้ได้ ผ่านไปนะ แล้วนี่เป็น การแก้ แล้วเป็นไง มันหายไอ้ที่มันเจอข่าวอะไรนั่นน่ะ ละม้าย : หายค่ะ คือเขาก็ คือทั้งลูก ทั้งพ่อ ทั้งเพื่อนของพ่อนี่ พยายามตัดข่าวจากหนังสือพิมพ์ ผู้ดำเนินรายการ : เออ! เข้าเรื่อง เมื่อกี้มันไม่เข้าเรื่องเท่าไหร่ ตอนนี้เข้าเรื่อง จากข่าว ละม้าย : ตัดข่าวจากหนังสือพิมพ์ แล้วเรื่องต่างๆที่เขาโจมตีพ่อท่านให้ดิฉันทราบน่ะค่ะ แล้วเขาให้กำลังใจ แต่ดิฉันบอกว่า แหม! ไม่อยู่แล้วที่บ้าน อยู่ก็ยังทุกข์อยู่น่ะค่ะ ไปอยู่ใกล้พ่อท่านดีกว่า ก็เข้ามาสันติฯค่ะ ก็มาถึงยิ่งแย่เข้าไปใหญ่อีก ผู้ดำเนินรายการ : อ้าว! ทำไมล่ะ ทำไมล่ะ ละม้าย : ก็พ่อท่านบอกว่า ใครจะไปก็ไปเถอะนะ อาตมาจะขอตายคนเดียว อะไรอย่างนี้ แล้วใครจะทำได้ล่ะคะ ผู้ดำเนินรายการ : อ้าว! ทำไมจะแย่ล่ะ ละม้าย : ก็สงสารพ่อท่านค่ะ ก็พ่อท่านจะขอตายองค์เดียวนี่คะ แล้วไม่ให้ลูกๆต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง อะไรอย่างนี้ ก็คงทำกันไม่ได้หรอกค่ะ ผู้ดำเนินรายการ : อ้าว! ทำไมเล่า มันจะทำไม่ได้ ก็ถ้าเผื่อว่า เขาจะฆ่าจะแกง อาตมาก็น่าจะตายคนเดียว คุณจะต้องมาตายทำไมล่ะ ก็อยู่ทำต่อไปสิ ทำงานต่อไป เขาไม่ฆ่าคุณ คุณก็ทำงานศาสนาต่อไป เขาจะเอาตายก็ให้ตายแต่อาตมาคนเดียวก็พอแล้วนี่ ละม้าย : ก็พวกเราไม่ฉลาดเหมือนพ่อท่าน ทำงานศาสนาคงไม่มีประสิทธิภาพเหมือนพ่อท่าน ผู้ดำเนินรายการ : มีหรือไม่มีมันก็จำเป็นน่ะ เอ้อ! เขาจะเอา ตกลงคำที่ด่ามันมียังไง เอามาทำประโยชน์ว่า เออ! ฟังคำเขาด่าก็เอามาทำประโยชน์ หรือฟังข่าวลือที่เขาใส่ความ หรือว่ามันถูกมันผิดยังไง เอามาเป็นประโยชน์ได้มั่งมั้ยล่ะ ละม้าย : เอาประโยชน์กับตัวดิฉันเองหรือคะ ผู้ดำเนินรายการ : ใช่ๆ ละม้าย : ได้ประโยชน์ในด้านที่ดิฉันเคยมีผัสสะกับทางบ้าน และกับกลุ่มค่ะ กับ กลุ่ม กับเพื่อนฝูงที่เขาเยาะเย้ยว่าบ้าแล้วค่ะ แล้วก็ทำอะไรก็เอาหน้า อะไรอย่างนี้ ผู้ดำเนินรายการ : อ้อ! ทำอะไรก็เอาหน้า ไปทำยังไง ละม้าย : ค่ะ คืออย่างนี้ค่ะ เวลาพระไปประชุมกลุ่มอะไรอย่างนี้นะคะ ดิฉันก็มักจะทำอะไรเยอะๆค่ะ เยอะๆ แต่คนในกลุ่มคิดว่า คนต่างจังหวัดก็มาประชุมที่สงขลาเยอะเหมือนกันนะคะ เขาทำอาหาร มาไม่ได้น่ะฮ่ะ ดิฉันก็ทำเผื่อเขา ผู้ดำเนินรายการ : เขาก็เลยว่าเอาหน้า ละม้าย : ฮ่ะ ใช่ค่ะ และบางทีไป มีอยู่ครั้งหนึ่ง ไปงานศพที่ภูเก็ตค่ะ พอดีท่านวินยธโรไปด้วยค่ะ และก็ญาติธรรมหลายคนก็ไป และดิฉันก็ป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินขับถ่ายไม่ปกติน่ะค่ะ และสงขลากับภูเก็ต ระยะทางถ้าไปรถธรรมดาก็ 8 ชั่วโมงค่ะ 8 ชั่วโมง ดิฉันคิดว่าถ้าจะนั่งรถเมล์มา เขาคงไม่หยุดให้เราเข้าส้วม ก็เลยตกลงกับพระว่า เราไปเครื่องกันดีมั้ยคะ เพราะว่าท่านก็ป่วยเกี่ยวกับโรคทางเดินอาหารอยู่ด้วยค่ะ ผู้ดำเนินรายการ : แล้วมันเกี่ยวกับปัญหา หรือว่ามันเกี่ยวกับข่าวลือนี่ยังไงล่ะ ละม้าย : เดี๋ยวซิคะ ก็ญาติธรรมเขาก็ตำหนิอีกว่าอย่างนี้ฮ่ะ ว่าพาพระขึ้นเครื่องบินน่ะไม่ดีอย่างโน้นอย่างนี้ ผิดนโยบายพ่อท่าน ว่าอย่างนั้นค่ะ ดิฉันโกรธฝังใจมาตลอดเวลา คิดจะออกจากกลุ่มหลายครั้งค่ะ ผู้ดำเนินรายการ : โอ! นี่แพ้ภัยตัว เขาว่าหน่อยไม่ได้ มานะมันขึ้น อัตตามันขึ้น แหม! เราหวังดีแท้ๆ ละม้าย : ค่ะ แต่สุขภาพเราไม่ดีนี่คะ เขาไม่เห็นใจ ผู้ดำเนินรายการ : เอ้า! เอาละ มีเหตุมีผล ละม้าย : พอหลังจากนั้นก็พยายามปรับใจ แต่ก็ยังเป็นตะกอน มันไม่หายฮ่ะ ไม่หาย พอเรื่องพ่อท่านเกิดขึ้น แล้วพ่อท่านไม่มีปฏิกิริยาอย่างใดตอบโต้เขาเลย ไม่โกรธ แสดงให้ลูกๆเห็นว่าไม่มีทุกข์อะไรเลย ดิฉันก็มาคิดได้ว่า โถ! พ่อท่านถูกว่าหยาบๆคายๆ แต่พ่อท่านยังยิ้ม ยังเป็นสุข ยังสบาย แล้วเรื่องเรานิดเดียวนี้มาโกรธเขาทำไม ผู้ดำเนินรายการ : อ้าว! นั่นดีๆ ละม้าย : เลยหายหมดเลยค่ะ ผู้ดำเนินรายการ : โอ! ดีมาก ดี ที่จริงทุกคนควรจะได้ประเด็นอย่างนี้เอาไปใช้จริงๆด้วยเหมือนกันนะ ไปเทียบให้เห็นเลยนะ มันเป็นตัวอย่างที่หายากเลยนะ อันนี้จริง จริงนะ ละม้าย : ก็เลยวางเฉย แล้วพระคุณท่านองค์หนึ่งก็เขียนจดหมายบอกไปว่า จะไปทุกข์ทำไมกับเรื่องของคนที่ว่าเราด้วย ก็ยังไม่สงบค่ะ แต่พอโดนเรื่องของพ่อท่านนี่แหละ ก็ได้สำนึกว่า โอ๋! ขนาดพ่อท่าน เขาว่าเจ็บๆเสียๆหายๆ หยาบๆคายๆ พ่อท่านก็ยังทนได้ แล้วของดิฉันนิดเดียว ผู้ดำเนินรายการ : โอ๊! จริง จริง อันนี้จริงนะ คิดว่าทุกคนคงจะได้ข้อคิดอันนี้อย่างสำคัญ เอาไปนึกทบทวนดีๆนะ เอาละ อาตมาว่าคุณละม้ายก็ใช้เวลาพอสมควร คิดว่าจะให้เวลาซักคนละไม่เกิน 10 นาที ใครไม่เกินได้ก็ดี ใครเกิน ถ้าว่าเรื่องราวอะไรพอเป็นไป ก็จะปล่อยไปหน่อยหนึ่ง แล้วก็จะซักนิดหน่อย แล้วก็ตัด นอกจากอะไรที่มันดีเยี่ยมก็เป็นพิเศษ ก็ค่อยว่ากันไปนะ เอาละ เราก็ได้เค้าพอสมควรนะว่า โดนข่าวอย่างนี้ ถึงขนาดขาอ่อนเลย พับเพียบเลย อะไรต่ออะไรเลย ก็หลายๆอย่าง แล้วก็ได้ประโยชน์จากอันนี้ด้วย แก้ปัญหาตกตรงที่คิดเห็น เกิดเหตุการณ์จริง อันนี้อาตมาว่าจริงนะ ไอ้โดนถล่มทลาย โดนด่า ประเภทที่ด่าใส่หนังสือพิมพ์เขียนออก ทั้งโอโฮ! ขึ้นหน้า ว่ากันไปทั่วประเทศ อะไรต่างๆนานาถึงขนาดนี้นี่นะ อาตมาว่า แหม! ไม่ใช่เรื่องเล่นๆนะ ถ้าว่ากันจริงๆมันหนักหนาสา- กรรจ์จริงๆนะ เล่นกัน โอ้โฮ! สมัยพระพุทธเจ้ายังไม่มีหนังสือพิมพ์ขึ้นอย่างนี้เลย โอ้โฮ! นี่เล่นกัน แหม! ถึงที่เลยจริงๆ จะว่ามีเกียรติก็เกียรติใหญ่เหลือเกิน โอ้โฮ! เล่นเราเหลือเกิน ใหญ่จริงๆนะ เอาหนัก มันหนักขนาดนี้ ที่จริงอาตมาก็เห็นว่า เออ! ถ้าเห็นจริงอย่างนั้นนะ แล้วอาตมาก็ ถึงแม้อาตมาจะมีอาการเจ็บปวด ไม่สบายใจ แต่ก็ไม่แสดงออก บำบัดได้ มันก็ยังเป็นความเก่งขนาดหนึ่งแล้วนะ ก็น่าจะเอาว่า เออ! ข้อคิดอันนี้นะ จะเอามาเป็นประโยชน์อย่างที่โยมว่า แล้วทำให้กิเลสของเราลดอย่างนี้ โอ! เราปล่อยเถอะ เราจะไปถือสาอยู่ทำไม เอาออกเถอะ ขอให้ทุกคนคิดมุมนี้ให้ดีๆนะ เป็นประโยชน์มากเลยนะ แม้ที่สุดอาตมาเอง อาตมาบอกได้ว่า อาตมาไม่ได้ไม่สบายอะไรหรอก ที่พูดไปเมื่อกี้นี้ สมมุติให้ฟังเท่านั้นว่า อาตมาแม้จะโกรธและข่มได้ มันไม่ได้ข่มแข่มอะไร ไม่ได้ออกแรงอะไรเลย อาตมาพูดยิ่งกว่านั้นด้วยซ้ำไป เดี๋ยวถึงเวลาปัจฉาฯ ปัจฉาฯจะเผยให้ฟังว่า อาตมาพูดยิ่งกว่านั้น อย่าว่าแต่อาตมาต้องข่มเลยนะ เดี๋ยวท่านจะรู้มั้ยว่า ท่านติ๊กไว้ องค์นี้ท่านติ๊กไว้เก่ง ถึงเขียนรายงานปัจฉาสมณะ คนชอบอ่าน ใครชอบมั้ย ของท่านสีลฯเขียน อยู่ข้างบนนี่ยังมีเลย ข้างๆคุณยังมี ข้างล่างก็มี เอา เอาละ มาคนที่ 2 เลยนะ คุณสุรพงษ์ นนทปานกุล คนนี้อยู่อุทัยธานีนะ รับราชการ ตอนนี้อายุ 60 ปี ก็มีข่าวอะไรก็ว่ากันดู แล้วข่าวเหล่านั้น เมื่อได้รับแล้วเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร แล้วก็แก้ปัญหายังไง สุรพงษ์ : กราบคารวะพ่อท่าน หมู่สงฆ์ สามเณร สิกขมาตุ และ เจริญธรรมสำนึกดี ญาติธรรมทุกท่าน ข่าวที่ทางบ้านเมือง หรือข่าวจากหนังสือพิมพ์ที่ผมได้รับซับทราบต่างๆ ในระหว่างที่เขาโจมตีพ่อท่าน หรือโจมตีสันติอโศกนี่ ทีแรกผมก็คิดว่า มันจะเป็นเรื่องจริงขึ้นมาได้ยังไง คิดในใจของผมเองนะ เพราะว่าพ่อท่านหรือพระคุณเจ้าทุกๆรูปนี่ ที่มาให้ธรรมะกับผู้ที่เข้ามาประพฤติปฏิบัติในแนวนี้น่ะ มันได้ดีทุกคนนะ ผู้ดำเนินรายการ : ไม่ได้ดีมั่งก็มี แต่อาจจะน้อย สุรพงษ์ : ยกตัวอย่างตัวผมเองนี่นะ ผมได้ดี ได้ดียังไง เมื่อก่อนผมนี่เป็น มันตกนรก พูดง่ายๆ ตกนรก คืออบายมุขทุกชนิดนี่ผมติดหมด ติดหมดเลย เมื่อมาได้เจอธรรมะแนวนี้ หรือจากพ่อท่านที่ได้มาให้นี่ ผมเลิกได้หมด เลิกได้หมดเลย ผู้ดำเนินรายการ : อย่างงี้นี่น้า เขาถึงหมั่นไส้ คุยเอ๊า คุยเอา สุรพงษ์ : นี่ผมพูดจากใจจริง และพูดจากสิ่งที่ได้จริง ผู้ดำเนินรายการ : สิ่งที่ได้จริงนั่นแหละ เขาว่าคุย อวด โอ่ สุรพงษ์ : ผมจึงตัดได้ว่า มันเป็นไปไม่ได้ที่จะมาถล่มทลาย หรือจะมาทำให้สิ่งที่ดีนี่ หรือสัจธรรมมันจะย่อยยับลงไป หรือถล่มทลายให้เป็นผุยผงไป อย่างที่ข่าวบางข่าวออกมาได้ ผมก็เชื่อมั่นในแนวนี้ แล้วก็ เขาบอกว่า ญาติพี่น้องผม หรือคนข้างเคียงผมบอกว่า มึงมันโง่ ไอ้พระ ไอ้ ขอโทษนะครับ พระที่บวชเองนี่ เขาว่างี้ บวชเองมันจะดียังไง เขาพูดอย่างนี้ ผมก็บอกผมมันศรัทธาแล้ว แล้วผมก็เห็นผลแล้ว ที่ท่านได้อบรมสั่งสอน และผมได้เอามาปฏิบัตินี่ มันเห็นผล เพราะฉะนั้น ถึงจะเป็นยังไง ผมก็สู้หัวยันฝา ผมก็จะปฏิบัติของผมไปจนชีวิตผมหมด ผมก็บอกเขาอย่างนี้ แล้วผมก็เลยไม่อยากไปอ่านหรอก ข่าวต่างๆ ไม่อยากอ่านเลย ผู้ดำเนินรายการ : แล้วกัน สุรพงษ์ : ส่วนมากผมจะมาอยู่วัดเลย อยู่วัดไพศาลีนี่ เปอร์เซ็นต์ที่ผมมาอยู่วัด ถ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์แล้ว ผมจะมาอยู่วัด 90 เปอร์เซ็นต์ อยู่บ้าน 10 เปอร์เซ็นต์ ผู้ดำเนินรายการ : ข่าวพาเข้าวัดเลย สุรพงษ์ : ครับ มาอยู่วัดไพศาลีโดยมาก ที่มาในงานนี้ก็ ผมก็ยังอยู่วัดไพศาลี ไม่ได้มาจากบ้าน บ้านผมอยู่อุทัยธานี แต่ผมมาอยู่ไพศาลีเป็นส่วนมาก มาช่วยทำงานหรือช่วยอะไรอยู่ที่วัดไพศาลี อยู่ที่พุทธสถานไพศาลี เพราะฉะนั้นข่าวลือต่างๆที่ผมแก้ก็แก้ด้วยวิธีนี้ครับ คือว่ามันจะเป็นยังไง ผมก็สู้ตาย หรือปฏิบัติไปจนวันตายเลยครับ ผู้ดำเนินรายการ : เอ้อ! เอาละ ได้ข้อสำคัญเลย วิธีแก้ของคนนี้นี่ และอาตมาก็คิดว่า ลองฟังๆดูซิ คนอื่นจะว่ายังไง จะอย่างนี้ด้วยหรือเปล่า วิธีแก้คือ เอาละ เราจะทำพิสูจน์ความจริงนี่ไปจนตาย ให้มันดูทีว่ามันจะเป็นยังไง ว่าอย่างงั้นนะ ข่าวออกมาก็ข่าว แต่ความจริง ตัวความจริงมันเอาตัวจริงขึ้นมาเกิดมาให้ได้ก่อนน่ะ อย่างนี้เลย เอาให้มันจนตายเลยน่ะนะ สุรพงษ์ : ครับ ผู้ดำเนินรายการ : ชั่วอะไรที่ดีไม่ดีอะไร เราจะละ จะละไปเรื่อยน่ะนะ ใช่มั้ย สุรพงษ์ : ครับ ศรัทธาแรงมาก คือศรัทธาไม่มีถอยเลย ไม่มี ผู้ดำเนินรายการ : เขามีเหตุผลดีมากมายนะ ไม่เชื่อเขามั่งเลยเหรอ สุรพงษ์ : ไฟทางนี้ไม่มีหรี่เลย ไฟศรัทธาในแนวนี้ ในแนวที่ท่านพาทำ พาปฏิบัติ ท่านให้นี่ มันได้ มีไฟที่จะกระทำ มีไฟที่จะปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ จนตลอดชีวิตครับ ผู้ดำเนินรายการ : โอ้โฮ! เอาละ สาธุ แหม! ลองๆดูซิ ลองคนอื่นดูซิ จะมีวิธีอะไรอย่างนี้หรือไม่ หรือมันจะเป็นการยืนยันยืนหยัดว่า วิธีนี้น่ะเป็นวิธีเดียววิธีเด่น หรือจะมีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ เดี๋ยวลองฟังรายอื่นดูอีกมั่ง เอาไปที่นายสมสวัสดิ์ แสนรัง เอ้า! ทางโน้น โน่นๆ เอ้า! นายสมสวัสดิ์ แสนรัง ลองดูซิ ว่าไง โดนข่าวคราวเข้ามาแล้วเป็นไง เข่าอ่อนเหมือนยังกับคุณละม้ายหรือเปล่า หรือว่ายังไง มีความรู้สึกยังไง และจะแก้ด้วยวิธียังไง ได้แก้มา ได้ทำมา หรือยังแก้ไม่ได้ เอ้า! ลองดู สมสวัสดิ์ : กราบนมัสการพ่อท่าน หมู่สงฆ์ และสิกขมาตุครับ สำนึกดีครับ ผมไม่เคยขึ้นเวที ผู้ดำเนินรายการ : เอาน่า ไม่เป็นไร ไม่เป็นไรหรอก เราคนกันเองทั้งนั้นแหละ สมสวัสดิ์ : ครับ ตั้งแต่เลือกผู้แทนเสร็จนะครับ ก็ได้จัดตั้งรัฐบาล ก็มี ส.ส. นครพนมนี้ได้เป็นรัฐมนตรี พอจัดเข้าไปเป็นรัฐมนตรีปุ๊บ เขาก็บอกว่าจะจัดการกับสันติอโศกนะฮะ ผมก็คิดว่า เอ๊! บ้านเราทำไมถึงจะทำอย่างนี้ ทีนี้พอเข้าไปแล้ว ผมก็ยังคิดอยู่นะ พอเข้าไปเขาก็ทำจริงๆครับ ทำจริงๆ แล้วผมก็คิดว่าไม่รู้จะทำยังไงนะ ใจมันก็ไม่ดีนะ คิดกลับไปกลับมาอยู่ แล้วมาวันหนึ่งมีหนังสือพิมพ์ลงหลายๆอย่าง ผมก็เอามาในร้านอาหาร มีญาติธรรมหลายคนมา ก็ปรึกษากัน แล้วมีหนังสือพญาครุฑนะฮะ ที่ว่าพ่อท่านแรงๆ รู้สึกว่าผม โอ้โห! มันคิดอยากจะ ออกไปตั้งสำนักวัดเส้าหลิน ผู้ดำเนินรายการ : อ้อ! ความรู้สึกคนนี้ถึงขั้นนี้ แล้วตัวเองมีวิชาอย่างสำนักวัดเส้าหลินแล้วหรือยัง สมสวัสดิ์ : มีครับ ผู้ดำเนินรายการ : นั่นแน่ สมสวัสดิ์ : มีครับ เมื่อก่อนมีค่ายมวยด้วยครับ ผู้ดำเนินรายการ : โอ้โฮ! นั่นแน่ จะไปตั้งสำนักวัดเส้าหลิน ปราบอธรรมเลยเหรอ โอ้โฮ! สมสวัสดิ์ : คือมันมีความรู้สึกอย่างนั้นฮะ คิดอยากจะสู้ แต่คิดไปแล้วมันก็ผิด กฎหมายด้วย ผิดคุณธรรมด้วย ก็ไม่รู้จะคิดยังไง ก็มีอยู่ที่คิดอยากจะตั้งวัดเส้าหลิน นี้คือ ในคอลัมน์ของนายอ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน