320811 น.ส.พ.นิวยอร์กสัมภาษณ์ การจับกุมสมณฯและสิกขมาตุ.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2532
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์344 KB
วันที่แก้ไข2 กุมภาพันธ์ 2569

เนื้อหาในไฟล์

320811 น.ส.พ. เดลินิวส์ในนิวยอร์ค สัมภาษณ์การจับกุมสมณะและสิกขมาตุ

น.ส.พ.เดลินิวส์ในนิวยอร์ค สัมภาษณ์สถานการณ์ การจับกุมสมณะและสิกขมาตุชาวอโศก เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 11 สิงหาคม พุทธศักราช 2532 สัมภาษณ์ พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ เรืองฤทธิ์ และ พ่อท่านโพธิรักษ์

นักข่าว : ขอเรียนถามอารุ่งโรจน์ เกี่ยวกับเรื่องเหตุการณ์ ในการจับกุมครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 สิงหาคม ในตอนบ่าย พลตำรวจตรีวิโรจน์ เปาอินทร์ ประธานกรรมการสอบสวนใช่ไหมคะ พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ : หัวหน้าคณะทำงานสอบสวน นักข่าว : หัวหน้าคณะทำงานสอบสวนได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ มีทั้งตำราจชาย และตำรวจหญิงประมาณ ประมาณกี่นายคะ ประมาณ 20 นายนะคะ มาที่พุทธสถานสันติอโศก...เพื่อ พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ : เรียกตัวสมณพราหมณ์แล้วก็สิกขมาตุไปที่กองกำกับการป้อง กันและปราบปรามจลาจล กองบังคับการสายตรวจ และปฏิบัติการพิเศษบางเขน นักข่าว : เรียกไปทำไมคะ พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ : เพื่อที่จะสอบสวน ส่วนหนึ่งเป็นผู้ต้องหา และส่วนหนึ่งเพื่อหาข้อเท็จจริงว่า เป็นพระที่บวชมาถูกต้องจากมหาเถรสมาคมจริงหรือไม่ นักข่าว : เป็นผู้ต้องหาในคดีอะไรคะ พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ : ในคดีที่แต่งกาย ใช้เครื่องแต่งกายที่แสดงว่า เป็นพระภิกษุโดยมิชอบ เพื่อให้คนอื่นเชื่อว่า เป็นพระจริงๆ เป็นพระภิกษุจริงๆ ความหมายก็เป็นอย่างนั้น ข้อหาที่ว่าแต่งกายที่เป็นพระภิกษุโดยมิชอบนี้ เขาเอาเฉพาะจำนวนที่บวชที่สันติอโศกจำนวน 59 รูป แล้วก็สิกขมาตุอีก 20 รูป รวมทั้งสิ้นเป็น 79 รูป ต้องหาในคดีเดียวกันในมาตรา ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 208 เหมือนกันทั้งสิ้น ไม่ว่าชายหรือหญิง นักข่าว : ค่ะ เนื่องจากคุณอานี้อยู่ใกล้ชิดกับเหตุการณ์ ขอให้คุณอาช่วยสรุปเรื่องการสืบสวนสอบสวน ตั้งแต่วันที่ 8 จนถึงวันที่ 11

อ่านต่อ

นี้ได้ไหมคะ สรุปสั้นๆว่า วันที่ 8 มีอะไร ทำอะไรบ้าง อะไรอย่างนี้ค่ะ พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ : โดยสรุปแล้วนี่ การมาเชิญตัวสมณพราหมณ์แล้วก็สิกขมาตุจากสันติอโศกกันในคราวนี้ เขาก็อ้างการสืบสวนของพนักงานสืบสวนตลอดมา โดยการมาถ่ายรูปขณะที่สมณพราหมณ์ของเราออกบิณฑบาตสิกขมาตุบิณฑบาต ในการถ่ายรูปนั้นก็ปรากฏบาตรอยู่ด้วย เขาว่าเรานี้บวชโดยไม่ถูกต้อง เพราะอุปัชฌาย์ไม่ได้รับแต่งตั้ง นักข่าว : ไม่ถูกตามอะไรคะ พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ : ตามกฎหมาย พ.ร.บ.คณะสงฆ์ นักข่าว : พ.ร.บ.คณะสงฆ์ พ.ร.บ.ที่เท่าไหร่ พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ : ครับ พ.ร.บ.คณะสงฆ์ 2505 เป็นฉบับ 2505 ซึ่งใช้จนปัจจุบันนี้ ไม่ถูกต้อง ทีนี้ก็ เมื่อบวชไม่ถูกต้อง โดยอุปัชฌาย์ที่ไม่ได้รับตราตั้ง พระที่บวชก็ไม่เป็นพระ ตามความเข้าใจของเขา จึงเอาตัวมาดำเนินคดี พระที่ถูกดำเนินคดีในคราวนี้ 59 รูป สิกขมาตุอีก 20 รูป ส่วนพระที่บวชมาแล้วโดยถูกต้อง จากมหาเถรสมาคม 26 รูปนั้น เขาก็เอาไปสอบสวนข้อเท็จจริงว่า บวชมาจากไหน ใครเป็นอุปัชฌาย์ แล้วก็ปล่อยตัวกลับมาในคืนวันเดียวกัน ต่อมาก็แจ้งข้อหา นักข่าว : ในวันเดียวกันใช่ไหมคะ พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ : แจ้งข้อหาสมณพราหมณ์ 59 รูป กับสิกขมาตุ 20 รูปนั้นเป็นผู้ต้องหา แล้วก็ควบคุมตัวเมื่อเวลาประมาณสัก 4 ทุ่ม คือ 22.00 น.ตกเป็นผู้ต้องหาตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา นักข่าว : ถ้าสมมุติว่าผิดจริงตามนั้นนี่ จะต้องถูกลงโทษอย่างไรบ้างคะ? พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ : ตามมาตรานี้ ก็จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 2,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราโทษที่อยู่ในอำนาจของศาลแขวง พนักงานสอบสวนมีอำนาจควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ในชั้นสอบสวนในระยะแรก ไม่เกิน 72 ชั่วโมง ถ้าหากสอบสวนไม่เสร็จ จะต้องไปขอผัดฟ้อง ฝากขังต่อศาล ศาลแขวงพระนครเหนือ นักข่าว : แล้วทราบว่า จะมีการยึดของกลางด้วยในวันนั้นใช่ไหมคะ พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ : การสอบสวนต่อมานั้น เนื่องจากข้อหาว่า ใช้เครื่องแต่งกายที่แสดงว่าเป็นพระภิกษุ เพราะฉะนั้นของกลางที่เป็นการแสดงว่ากระทำความผิด ก็คือเครื่องแต่งกาย คือเสื้อผ้าของพระ ของสมณพราหมณ์และของสิกขมาตุ เขาจึงขอยึดเครื่องแต่งกายทั้งชุด ของสมณพราหมณ์แต่ละองค์ แล้วก็สิกขมาตุแต่ละองค์เป็นของกลาง ซึ่งในชั้นแรก เราเห็นว่ามันไม่น่าจะถูกต้อง แต่เขาอ้างอำนาจของการเป็นพนักงานสอบสวน เราก็เพื่อไม่ให้มันมีเหตุความขัดแย้งกันเราก็ ทางฝ่ายเราก็ยอมให้ยึด แต่เมื่อยึดแล้วนี่ จะยึดบาตรด้วย โดยอ้างว่าบาตรนั้นเป็นส่วนประกอบของเครื่องแต่งกาย พวกเราเห็นว่าไม่ถูกต้อง เพราะว่าในกฎหมายนั้น เครื่องแต่งกาย มันเป็นคนละส่วนกับบาตร ซึ่งเป็นเครื่องใช้ เป็นของใช้ เราก็ไม่ยินยอมให้ยึด แต่การที่เราไม่ยินยอมให้ยึด และอ้างความชอบธรรมตามกฎหมายนั้น เขาไม่ฟัง เขาดื้อดึงจะใช้อำนาจของพนักงานสอบสวน ที่จะยึดของกลาง เราก็ไม่รู้จะทำยังไง นักข่าว : ก็เลยต้องยึดไป พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ : เขาก็ต้องยึดไป แต่ในการยึดนี้ เราก็ชี้แจงขอความเป็นธรรม ว่า สมณพราหมณ์ของเรากับสิกขมาตุนั้น ต้องใช้บาตรนะ ในชีวิตประจำวันทุกวัน เพราะว่าต้องใช้ใส่อาหารฉัน ก็ขอร้องว่าจะมีทางออกทางไหน ที่จะให้เราได้รับบาตรอันนี้มาใช้ได้ และก็ต้องใช้ในการบิณฑบาตด้วย ผลการต่อรองในที่สุด เมื่อพ่อท่านได้มีโอกาสพูดกับ พลตำรวจตรีวิโรจน์ เปาอินทร์ ทางโทรศัพท์ชี้แจงความจำเป็นเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ทางพลตำรวจตรีวิโรจน์ เปาอินทร์ก็เข้าใจ แต่บอกว่าหน้าที่ และระเบียบบังคับจำเป็นต้องยึด มีทางผ่อนผันได้คือยึดเป็นของกลาง แล้วก็ให้เราเซ็นรับมาเก็บรักษาด้วยตัวเอง ฉะนั้นข้อยุติจึงมีว่า ยึดเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายทั้งของสมณพราหมณ์และสิกขมาตนี่ไป องค์ละหนึ่งชุด บาตรยึดไปแล้วคืนกลับมา ให้เราเก็บรักษา ไม่ใช่คืนครับ ให้รับมาเก็บรักษาเป็นของกลาง ของกลางที่รับมาเก็บรักษานี้ จะไปทำสูญหาย เสียหายไม่ได้ มีความผิด เราได้รับการประกันตัว โดยต้องวางหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดิน ประเมินราคาไว้องค์ละ 8,000 บาท ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว เมื่อประมาณเกือบเที่ยงคืน นักข่าว : เที่ยงคืนของวันที่เท่าไหร่คะ วันนี้วันที่ 11 ของวันที่ 10 ใช่ไหมคะ ฉะนั้นวันที่ 9 น่าจะมีการต่อรองกันในเรื่อง วันที่ 9 นี่ทำอะไรคะ พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ : ตั้งแต่วันที่ 8 ที่เริ่มไปควบคุมตัวไว้ แล้วก็ เขาเริ่มทำการสอบ สวนตลอดมาเลยนะฮะ กลางคืนก็สอบสวน เพราะว่าจำนวนผู้ต้องหาเยอะนะฮะ จำนวนผู้ต้องหามาก วันที่ 9 ก็สอบสวนตลอดเวลาไม่ได้หยุดเลย นักข่าว : เอ๊ะ ใจความของการสอบสวนนี่ เขาสอบสวนอะไรบ้างคะ พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ : ก็ต้องแยกเป็น 2 พวก พวกแรก 26 รูปที่บวชโดยถูกต้องจากมหาเถรสมาคมนี้ เขาก็ต้องสอบสวนหาข้อเท็จจริง ไม่ได้สอบสวนเป็นผู้ต้องหา สอบสวนเป็นผู้ให้ถ้อยคำคือพยาน ก็สอบสวนความเป็นมาของการบวช ว่าเริ่มบวชที่ไหน จากใครยังไงเรื่อยมา เพื่อจะหาข้อยุติว่า ที่อ้างว่าบวชโดยถูกต้องนั้น จริงหรือไม่ เขาจะได้ตรวจสอบ เมื่อสอบสวนได้ข้อเท็จจริงแล้ว เขาก็ไม่มีหน้าที่ พ้นหน้าที่เขา เขาจะส่งข้อมูลอันนี้ให้ทางกรมการศาสนา แล้วก็ทางกรมการศาสนา ทางมหาเถรสมาคม ก็จะจัดการอีกส่วนหนึ่งต่างหาก ซึ่งตอนนี้เราก็รู้แล้วว่าเขาจะจัดการยังไง คือจะให้สึก ส่วนจำนวนที่เหลือนอกจากนั้นก็สอบสวน เป็นผู้ต้องหา ในข้อหาตามมาตรา 208 ประมวลกฎหมายอาญานี่ ก็สอบสวนถึงว่า บวชมายังไงเหมือนกัน เพื่อจะเอาความผิด นักข่าว : คดีนี้ใครเป็นโจทก์คะ พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ : ในชั้นสอบสวนนี้ เรายังไม่เรียกว่าโจทก์นะ เรียกว่าผู้เสียหาย หรือผู้ร้องทุกข์ ผู้กล่าวหาอะไรยังงี้ ผู้เสียหายหรือผู้กล่าวหาคือกรมการศาสนาโดยรักษาการอธิบดีกรมการศาสนานี่ เป็นผู้ร้องทุกข์ นายเสนาะ พ่วงภิญโญ นักข่าว : แล้วทราบมา ไม่ทราบว่าเป็นข้อเท็จจริงอย่างไร ซึ่งเจ้าหน้าที่กรมการศาสนา ก็มาสอบสวนด้วย พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ : มาสอบสวน ก็ไม่ใช่มา ไม่ถือว่ามาสอบสวน เพราะไม่ใช่พนัก งานสอบสวน แต่มาบันทึก มาซักถาม แล้วบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับสมณพราหมณ์ ซึ่งบวชมาโดยถูกต้อง เพื่อเขาจะนำไปประกอบการดำเนินการต่อไป นักข่าว : ทีนี้ ในฐานะที่ท่านนี่ก็เคยเป็นตำรวจนะคะ มองแบบ ไม่ได้มองแบบเป็นญาติธรรมนะคะ มองแบบตำรวจนี่ ขอให้ท่านวิจารณ์คดีนี้หน่อยได้ไหมคะ ในฐานะตำรวจ การกระทำของตำรวจในลักษณะนี้ท่าน ท่านหลุดออกจากความเป็นญาติธรรม มองแบบเชิงตำรวจนี่ค่ะ ช่วย ช่วยวิเคราะห์ให้หน่อย... พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ : จากการที่เราเข้าไปใกล้ชิดแล้วก็คุยกับพนักงานสอบสวน และ จากการที่ พลตำรวจตรีวิโรจน์ เปาอินทร์ ชี้แจงให้เราฟัง ถึงเหตุจำเป็นที่ต้อง ดำเนินคดีในเรื่องนี้ ท่านอ้างว่าโดยจิตใจของท่านแล้วไม่อยากจะทำ แต่จำเป็นต้องทำ เพราะว่าทางฝ่ายกรมการศาสนานี่มาแจ้งความร้องทุกข์ ทีแรกกรมการศาสนาต้องการจะให้จับในขณะบิณฑบาตเลย แต่ท่านไม่สามารถจะทำได้ จึงได้แต่เพียงจะเก็บหลักฐานถ่ายรูปอะไรไว้ แล้วก็มาทำเรื่องทำราวสอบสวนหาพยานหลักฐานรวบรวมไว้ แล้วจึงมาเรียกตัวเป็นผู้ต้องหา ไปจับ ทีนี้ผมก็มาคิดว่า เครื่องแต่งกายในขณะที่ถูกจับในคดีนี้ ที่เป็นของกลางนี่ เป็นเครื่องแต่งกาย ที่ไม่ใช่เครื่องแต่งกายของคณะสงฆ์ไทยแล้ว ดูโดยรูปแบบภายนอก ก็เห็นแล้วว่าไม่ใช่ ไม่เหมือนนะฮะ ไม่ใช่ ไม่เหมือนอย่างนั้น ในหลัก การสอบสวนแล้ว พนักงานสอบสวนเมื่อได้รับแจ้งแล้ว ก็น่าจะสอบสวนแสวงหา พยานหลักฐาน ข้อเท็จจริงทั้ง 2 ฝ่าย แล้วก็วิเคราะห์ด้วยความเป็นธรรมว่าอย่างนี้น่าจะผิดไหม ถ้าไม่ผิด ก็ไม่ต้องดำเนินคดีกับผู้ที่ถูกกล่าวหา ตามที่เขามาร้องทุกข์ แจ้งความร้องทุกข์อย่างนั้น แต่ผมว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของนโยบาย ที่มีการแจ้งความแล้วต้องตั้งเป้าเอาไว้ ต้องเอาความผิด ตามที่แจ้งความร้องทุกข์ กล่าวหานั้นให้ได้ เพราะฉะนั้นในการสืบสวนสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐาน จึงมุ่งไปที่เป้านั้น ว่าจะหาพยานหลักฐานยังไงประกอบ จึงจะทำให้มีมูล ฟังได้ว่าผู้ต้องหากระทำความผิด แล้วก็เอาตัวมาดำเนินคดีให้ได้ เมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว เราก็มองต่อไปว่า เราจะได้รับความเป็นธรรมจากการสอบสวนหรือไม่ ในเมื่อพนักงานสอบสวนมีเป้าอยู่แล้วว่า จะต้องเอาความผิดให้ได้ ผมก็ถามว่า ถามผู้เกี่ยวข้องรายหนึ่งว่า เรื่องนี้ ย่อมไม่มีโอกาสที่จะสั่งไม่ฟ้องใช่ไหม เขาไม่ตอบ เขาตอบแต่เพียงว่าคุณก็รู้อยู่ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ ก็จะต้องสรุปสำนวนการสอบสวน โดยมีความเห็น สั่งฟ้อง ไปให้อัยการ และผมก็เชื่อว่าในระดับต่อๆไป ก็คงจะมีหลักการอย่างเดียวกัน คดีนี้จึงแน่นอนที่สุดต้องขึ้นสู่ศาล เขาอ้างว่าถ้าไม่ผิด ก็ไปสู้คดีที่ศาล ผมแย้งว่า การไปสู้ที่ศาลก็เป็นหลักการที่ดี แต่ว่ากว่าผู้ต้องหาจะไปสู้คดีในชั้นศาล กว่าจะพิสูจน์ตัวเองได้ว่าบริสุทธิ์ เราก็บอบช้ำ มันไม่ใช่หลักการของขบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง ฝ่ายผู้กล่าวหาจะต้องเป็นผู้นำสืบ ว่าผู้ต้องหาทำผิด ไม่ใช่ให้ผู้ต้องหานี่ มาพิสูจน์ตัวเอง ว่าตัวเองไม่ผิด มันผิดหลักขบวนการยุติธรรม ก็อยากจะฝากเรื่องนี้ให้มวลชนทั้งหลายได้รับรู้ว่า ในขณะนี้ ในบ้านเมืองของเรานั้น เรากำลังหาที่พึ่งได้ยากเต็มทีแล้ว นักข่าว : ท่านมีความหวังอะไรไหม สักนิดหนึ่งไหมว่า จะได้รับความยุติธรรมบ้าง... พ.ต.ท.รุ่งโรจน์ : ขั้นสุดท้ายที่เรายังหวังอยู่นะ ขั้นสุดท้ายที่เรายังหวังอยู่ว่า..ใน..ชั้นศาลนั้นน่าจะได้รับความเป็นธรรมได้ เพราะสถาบันศาลเป็นสถาบันที่อิสระ เรายังหวัง...ที่นี่อยู่ นักข่าว : ไม่ถามท่านแล้วค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ นอกจากจะกราบเรียนถามพ่อท่านประโยคเดียวค่ะว่า คือชาวต่างประเทศ จะได้มีโอกาสได้รับทราบ ความคิดเห็นของพ่อท่าน ว่าพ่อท่านจะแสดงความคิดเห็นอย่างไร เกี่ยวกับกรณีนี้คะ ท่านโพธิรักษ์ : กรณีที่เกิดขึ้นนี้ เป็นกรณีที่พิเศษ เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศไทย กรณีแบบนี้เกี่ยวกับทางด้านศาสนา แล้วก็ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ หลายพันปีจะเกิดขึ้นสักทีหนึ่ง แล้วมันก็ต้องเกิด มองไปในแง่อย่างธรรมดาของมนุษย์ ธรรมดา ชาวบ้านทั่วไป ก็จะเห็นว่าเป็นกรณีที่...มองในแง่ดีก็ได้ มองในแง่เลวก็ได้ คดีที่เกิดขึ้นนี่ จะมองเห็นว่าเป็นคดี หรือว่าเป็นเรื่องเป็นราวที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นเรื่อง กลางๆ สำหรับคนธรรมดามองไม่ออกนะ สำหรับคนธรรมดามองไม่ออกว่า เป็นคดีเกิดขึ้นกลางๆ เพราะฉะนั้นจะมี 2 ด้านนะ คนที่มองเห็นว่า โอ้โห! เป็นคดีที่ไม่ ไม่ได้เรื่องเลย ร้ายแรง แล้วก็เป็นเรื่องที่น่ากลัว ขณะนี้จะเกิดความเห็นอย่างนี้ ถ้วนทั่วไปเป็นส่วนใหญ่ แต่มองในแง่ลึกๆซึ้งๆแล้ว เป็นกรณีที่เกิดขึ้นเพื่อความดีงามของสังคม มันจะมีผลกระทบ แล้วก็จะมีผลพัฒนา จะมีผลกระทบมีผลพัฒนาน่ะสำหรับสังคม กระทบสังคมโดยตรง กระทบองค์กรหรือสถาบันศาสนา แล้วก็จะพัฒนา เราจะเห็นได้ว่า พอกรณีนี้เกิดขึ้น แม้แต่ในคณะสงฆ์หมู่ใหญ่นะ คณะสงฆ์ไทยก็ได้เกิดการตื่นตัวนะ เกิดการพัฒนา ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แล้วก็เอาจริงเอาจังขึ้นมาน่ะ ถ้าเผื่อว่ากรณีนี้ยืดเยื้อนาน นานไปเท่าใด ทางคณะสงฆ์ใหญ่ก็จะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง จะต้องถูกบีบบังคับโดยเหตุการณ์น่ะ เพราะฉะนั้นทางด้านพวกอาตมานี่ จะถูกแบบนี้แหละ จะถูกเล่นงานๆๆเล่นงานยืดเยื้อๆ เล่นงานๆเล่นงาน ยืดเยื้อไปเรื่อยๆ เรารับหน่อย เราก็จะรับ แต่ทีนี้ แต่ถ้าเมื่อเหตุการณ์มันเกิดอยู่อย่างนี้ มีปฏิกิริยาอยู่อย่างงี้ ทางด้านโน้นเขาก็หยุดไม่ได้ เขาต้องพัฒนาของเขาขึ้นมาเรื่อยๆ แต่ถ้าเขาไม่พัฒนาของเขาขึ้นมาเรื่อยๆ มันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะเขาเองเขาก็รู้จุดบอด จุดบกพร่องอะไรของเขาอยู่ มันก็จะต้องกระทำการพัฒนาน่ะ พยายามที่จะสะสางชำระสิ่งที่เลวที่ร้าย ที่ไม่ถูกต้องไม่ดีไม่งาม มันจะมีไปเรื่อยๆตั้งแต่เริ่มต้น ยกตัวอย่างง่ายๆ แต่แค่ที่ทางด้านพระ ด้านสงฆ์นุ่งห่มจีวร สีมันผิดพลาดมาตั้งนานแล้ว ไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปี ตั้งแต่เมื่อไรก็ยังไม่รู้ เช่นมานุ่งห่มเป็นสีเหลืองยังงี้ๆ เดี๋ยวนี้วัดสำคัญๆตื่นตัวกันแล้ว เปลี่ยนเป็น ไม่นุ่งห่มแล้วสีเหลือง เปลี่ยนแปลงเป็นสีที่ถูกต้อง นี่เป็นรูปที่เห็น พัฒนาการง่ายๆมันต้องปรับปรุงแล้ว ต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว หรือคดีอะไรต่างๆนานาที่เห็นได้ในสังคมขณะนี้ เป็นคดีเรื่องเกี่ยวกะความเสียหาย เลวร้ายแทรกซ้อน แฝง...เช่นคดีที่...เกิดดังๆอยู่ในขณะนี้ ก็คงจะรู้กันถ้วนทั่ว อยู่ในประเทศไทย เพราะเป็นคดีขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์มากมายหลายเรื่องน่ะ ก็ยังติดต่อ ยังต่อเนื่อง ขณะนี้ก็ยังมีอยู่ แล้วก็จะต้องมีอีก ตราบใดที่เขายังพยายามที่จะทำเรื่องกับทางเราอยู่เรื่อยๆ เขาก็ต้องตื่นตัวของเขา เราก็พิสูจน์ความจริงไป เพราะว่าในสภาพที่เขาเองเขามาว่า มองเราว่าเราผิดเช่นนั้นผิดเช่นนี้ ผิดเช่นนี้น่ะ ถ้าเราไม่ผิดจริง โดยสัจจะเราก็ไม่ผิดน่ะ แต่ว่าในเรื่องของการวินิจฉัย ในการตัดสินความ ในการที่จะไปโปรประกันด้า เท่าที่เขาทำอยู่ โปรประกันด้า พยายามที่จะประชาสัมพันธ์ หรือว่าเขาพยายามที่จะทำให้คนเข้าใจ เป็นวิธีการให้คน หรือประชาชนในประเทศเข้าใจว่าเราผิด เราเลว เราร้ายอะไรต่างๆนานา เขามีเครื่องมือ เขามีอำนาจ เขามีโอกาส เขามีอะไรต่ออะไรมากมายหลายอย่างที่เขาจะทำได้ เขาก็ทำไป มันก็เป็นการกระทำที่ว่า ถ้าเผื่อว่าการโปรประกันด้านั้น เป็นการโปรประกันด้าที่ไม่ถูกต้อง มันก็เป็นความไม่ถูกต้อง มันก็ทำให้ประชาชนนั้นไม่ดีเอง มันไม่ใช่ความไม่ดีของเขา แต่ถ้าเผื่อว่าโปรประกันด้า ในสิ่งที่ถูกต้อง ในสิ่งที่ดี ถ้าเรา เลว เราร้าย มันก็ดีแล้ว ประชาชนจะได้รู้ความจริง จะได้รู้ความถูกต้องว่า เราเลว เราร้ายจริงๆน่ะ แต่ถ้าเผื่อว่าเราไม่ได้เลว ไม่ได้ร้าย เขาโปรประกันด้าไป เขาเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อประเทศชาติเอง แล้วเขาก็ทำ เขามีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ใหญ่ ข้าราชการ หรือว่าผู้บริหาร หรือว่าองค์กรต่างๆที่เขามีสิทธิ์หลายๆอย่าง ที่จะร่วมไม้ร่วมมือ มีโอกาสอะไรต่ออะไรทำ เพราะฉะนั้นเขาจะทำได้มากน่ะ เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราเลว เราร้ายก็ดีแล้ว ประชาชนก็จะได้รับประโยชน์มาก เราก็จะได้ถูกปราบปรามไป แต่ถ้าเผื่อว่าเราดี มันก็ไม่ใช่ความผิดของเราเลย ที่เรา...ถ้าเราดีจริงๆ เขาเข้าใจไม่ได้ เราต่างหากที่ไม่...ไม่สามารถที่จะทำให้เขาเข้าใจความจริงอันนี้ได้ ว่าเราถูกต้องนะ เราดีนะ เราไม่สามารถมันก็ ก็เป็นไปตามจริง ว่าเราไม่สามารถทำให้เขาเข้าใจได้ แต่ถึงจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ เราก็ ถ้าเผื่อว่าเราแน่ใจว่าเราทำสิ่งที่ดีจริงๆ ถูกต้องที่แท้จริง อันนั้นมันก็เป็นความจริงอยู่แล้ว มันก็ได้จริง ได้ดีอยู่แล้ว มันก็ไม่น่าจะเสียใจอะไร แม้ว่าจะ เราจะถูกปราบปรามจนสูญสลายไป หมด สูญไป ประเทศชาติก็ไม่มีสิ่งนี้เอง มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ มันก็เห็นว่าประเทศชาติมันมีคนเช่นนี้หนอเท่านั้นเอง ก็เหมือนกับเกิดเช่นนี้ให้แก่ประเทศชาติ ก็น่าสงสารประเทศชาติ ก็เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นอันนี้จึงควรต้องระมัดระวัง ควรจะต้อง อย่าลำเอียง ให้จริงใจเลยว่า ถ้าเราไม่ดีจริงๆ ก็ปราบลงไปก็ถูกแล้ว แต่ถ้าเราดีจริงๆ ก็ต้องพยายามดูซิ เอ๊! ถ้าเราดีจริงๆมันไม่น่าจะปราบปรามเราลงไปนะ มันน่าจะส่งเสริม มันน่าจะช่วยเหลือ มันน่าจะสนับสนุนเสียด้วยซ้ำ มันจะได้เป็นประโยชน์แก่ประเทศ ชาติ แก่อะไรต่ออะไรนี่ อันนี้แหละ ก็ฝากเอาไว้น่ะ เผื่อว่าเราจะเป็นคนดี เผื่อว่าเราจะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นคุณค่าแก่ประเทศชาติน่ะ มัน มันเป็นสิ่งที่น่าเสียดายของประเทศชาติ เพราะว่าปราบสิ่งที่ดี ที่ถูกต้องลงไป นักข่าว : ว่าจะถามคำถามเดียว แต่พอเวลาที่พ่อท่านพูดแล้ว มันเกิดความงงว่า...ว่า เอ๊ะ! ที่เขากล่าวหาว่าท่านไม่ดีน่ะ ท่านไม่ดีตรงไหน จากข้อกล่าวหาว่าเลียนแบบพระสงฆ์อะไรนั่นมันก็ไม่ ถ้าเลียนแบบแล้วดีก็ๆๆ ก็ไม่น่าจะเป็นอะไร ไอ้ตรงไหนที่จากความรู้สึกตามข้อกล่าวหาต่างๆ ท่านสรุปได้ไหมว่า ท่านถูกกล่าวหาว่าไม่ดีอย่างไร? ท่านโพธิรักษ์ : อาตมาสรุปได้ในข้อกล่าวหาที่ว่า เขาว่าอาตมาไม่ดี ก็คือตามที่เขาบอกมา แล้วเรา คุณก็รับทราบ...อาตมาก็ทราบ ที่จริง เพราะว่าเขาเผยแพร่ไปทั้งหมดว่า อาตมาไม่ดี อาตมาไม่ถูกต้องในเรื่องที่ว่า เขาเข้าใจว่าอาตมานี่มาบิดเบือนพระธรรม ทำให้พระธรรมวิปริตน่ะ แล้วก็นั่นหนึ่งเป็นข้อใหญ่ใจความ อาตมาไม่รู้จักธรรมะจริง มาอวดมาอ้างน่ะ พาให้คนหลงทางศาสนา แล้วทำให้ ศาสนาเสื่อมนั่นหนึ่ง ในเรื่องของธรรมวินัยสรุปง่ายๆ เป็นเรื่องของศาสนาโดยตรงว่าอาตมาไม่รู้จริง แล้วก็มาทำให้คนอื่นงมงาย หลงใหล ผิดพลาดน่ะ แต่เขาก็รับว่าอาตมานี่ทำงานกับ... ให้ประโยชน์แก่มวลชนว่า พาให้ประชาชนนี่เป็นคนดีนะ เขาก็ยอมรับเองเสียด้วยซ้ำว่าอย่างนั้นน่ะนั่นหนึ่ง ซึ่งก็เป็นความขัดแย้งของตัวของเขาเอง ซึ่งอาตมาก็ได้ ได้ย้อน ส่งคำถามเข้าไปเหมือนกันว่า เอ๊! ถ้าเราเข้าใจผิด ธรรมวินัยเป็นเหตุ เราเข้าใจธรรมวินัยผิด เป็นเหตุ ผิด มันไม่น่าจะมีผลทำให้คนดี เพราะมันค้านแย้งกัน ถ้าเผื่อว่าเราสอนธรรมวินัยนี้ผิด มันน่าจะทำให้คนชั่ว ไม่เป็นผลดีต่อคนที่ได้รับการอบรมสั่งสอน หรือว่าผู้ปฏิบัติ เราก็บอกเขาเท่านั้นเอง เขาก็ไม่รู้...แต่เขาเข้าใจ จะเข้าใจยังไงก็แล้วแต่ เราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปบังคับใครได้ เราก็ได้แต่บอกความจริงไปเท่านั้น เพราะว่าเราอยู่ในฐานะที่เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไปทำอะไร เขาจะยื่นข้อหาอะไรมานี่ก็โดยข้อหาเป็นข้อที่ 2 แล้วน่ะก็จะต้อง ข้อหาแรกก็ติดคุก 6 เดือน ข้อหาที่ 2 นี่ติดคุกอีกหนึ่งปี นี่อีกข้อหาหนึ่ง เดี๋ยวไปขึ้นศาลให้เขาสอบสวน โรงพักเขาสอบสวนในวันที่ 14 นี้ นักข่าว : ข้อหาที่ 2 นี้คือข้อหาอะไรคะ ท่านโพธิรักษ์ : ข้อหาที่ 2 พึ่งได้รับใหม่ๆสดๆนี่คือข้อหาว่า เป็นตัวการกระทำให้บุคคลอื่น แต่งกายเป็นพระภิกษุ สามเณร ในพระพุทธศาสนาโดยมิชอบ เพื่อให้บุคคลอื่นเชื่อว่าเป็นบุคคลเช่นว่านั้น นี่คือเนื้อความของข้อหา นักข่าว : แล้วก็ถ้าผิดอย่างนั้นจริง จะต้องถูกจำคุก 1 ปี รวมกับ 6 เดือนนั้นด้วยไหมคะ รวมกับข้อหาแรกด้วยไหมคะ ท่านโพธิรักษ์ : คนละคดีแล้ว คนละ...ถ้าเผื่อว่าตัดสินความออกมา อาตมาผิดจริง ก็ ก็ติดคุก 6 เดือน นักข่าว : คดีแรกนี่ข้อหาอะไรนะคะ ท่านโพธิรักษ์ : คดี คดีแรกนั้นข้อหาว่า อาตมานี่ ไม่สละสมณเพศภายใน 7 วัน ตามความเห็นของทางคณะสงฆ์โน้นได้ตัดสินตกลงกันมา อย่างเรียบร้อยโดยที่อาตมาไม่ได้รู้เรื่องอะไร ไม่ได้เข้าไปให้การ ไม่ได้อะไรต่ออะไรพิจารณากันมาเอง ตัดสินอาตมานี่ผิดน่ะ มีความผิดถึงขนาดที่ให้สึก แต่เขามีสิทธิ์ที่จะให้สึก ก็เลยมีกฎหมายบอกมาตรา 27 บอกว่ามีความผิดไม่ถึงสึก แต่ว่าเขาเห็นกันว่าควรจะต้องสึก ก็จะต้องให้สึก แล้วก็เลยสั่งมาให้สึกภายใน 7 วัน ถ้าไม่สึกมีความผิดในมาตรา 27 แล้วก็โทษจะต้องติดคุก 6 เดือน นักข่าว : ไม่มีคำถามอะไรแล้วค่ะ ท่านโพธิรักษ์ : เอ้า! ไม่มีแล้ว ก็ไม่มี นักข่าว : กราบขอบพระคุณค่ะ

จบ DAILY NEWS NEW YORK INTERVIEW 11.8.89 ถอดเท็ปโดย : นายประสิทธิ์ ฝ่ายทอง 15 ต.ค. 2532 ตรวจทาน 1 โดย : สิกขมาตุปราณี 16 ต.ค. 2532 พิมพ์โดย : พัชรินทร์ เฉิดฉันทวณิช 23 ต.ค. 2532 ตรวจทาน 2 โดย : โครงงานถอดเทป 24 ต.ค. 2532

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน