580522_ธรรมาธรรมะสงคราม เรื่อง อะตอมคืออัตตา.doc.docx
เนื้อหาในไฟล์
580522_ธรรมาธรรมะสงคราม เรื่อง อะตอมคืออัตตา
พ่อครูว่า...วันศุกร์ที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๘ขึ้น ๕ ค่ำเดือน ๗ ปีมะแม รายการธรรมาธรรมะสงครามจากราชธานีอโศก เริ่ม ๑๘.๐๕ น.
เราได้เรียนกันไปไกล ที่เรียนกันถึงแก่นแกนเลย เราเอาภาษาวิทยาศาสตร์มาเรียก ดูจากสภาวจิต เปรียบเทียบภาษาวิทยาศาสตร์หรือบาลีก็ตาม ก็เห็นถึงแก่นจริงๆของหน่วยของธาตุ
ในอะตอม เป็นพลังงานแยกแจกออกไป แม้แต่อะตอมเองก็แจกไปเป็น มีนิวเคลียส ที่มีโปรตรอนกับนิวตรอน อยู่ภายใน และมีอิเล็กตรอน ที่วิ่งอยู่รอบๆ นิวเคลียส และในนิวเคลียสนี่ ถ้ามันแตกตัว มีการเคลื่อนที่ แตกตัว เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ จากนิวตรอน กระทบนิวตรอนธาตุตัวอื่น มันจะเกิดแตกตัว เป็นพลังงานที่ออกมาอย่างมหาศาล หาที่สุดมิได้ อัปปมาณ นับอนันตังเลย เกิดเป็นธาตุใหม่ แปรรูปไป จำนวนนิวตรอนต่างๆที่ถูกกระแทกแตกกระจายเป็นลูกโซ่ ซึ่งไม่เสถียรเรียกว่า isotope ซึ่งมันจะมีปริมาณที่ลดลงเป็นเวลาหนึ่งๆ ที่ลดลงกึ่งหนึ่ง เรียกว่า half life ซึ่งมันก็จะลดลงไปเรื่อยๆแต่จะไม่เป็นศูนย์ได้ มันแค่ลดลงกึ่งหนึ่งไปเรื่อยๆ แต่ไม่หมดไป
ทางรูปธรรมนี้มันไม่สามารถที่จะสูญได้จริง มันแตกตัวลดลงไปเรื่อยๆ จนเขาทิ้งไปแล้ว เหมือนมันไม่มีเลย เขาว่ามันจะแตกตัวไปอย่างไม่สิ้นสุด เป็นนิรันดร นี่คือเรื่องของธาตุวัตถุเป็นนิรันดร ไม่มีที่จบ ไม่มีวันสูญ แต่มันก็จะน้อยลงๆ
อันนี้ทางวิทยาศาสตร์เขาเรียนรู้ถึงสภาวะที่พอสุดท้ายแล้วมันก็สูญทิ้งไปในตัวได้ เขาทำสูญไม่เป็น แต่สสารไม่มีสูญหายไป แต่มันแปรรูปไป จากสสารเป็นพลังงาน แต่ชีวะสามารถทำให้สูญได้สำหรับผู้มีความรู้ แต่ผู้ไม่มีความรู้ ก็เช่นเดียวกันกับสสาร ไม่สามารถจะสูญได้ เขาสามารถทำได้ในนามธรรม สามารถทำนิโรธแล้วเหมือนมันดับ เขาดับความรู้สึก ทำให้พลังง
อ่านต่อ
านตัวละเอียดเป็น potential energy ที่เขาไม่รู้ ไม่ทำให้สูญได้จริง แล้วเขาก็หลงว่าเหมือนมันดับไม่ทำงาน ทำจิตตนให้เป็นเหมือน potential energy ที่ตนเองไม่สามารถหยั่งรู้ ที่เขาเรียกว่านิโรธ แต่ที่จริงพลังงานข้างในมันทำงานอยู่ เรียกว่า อาสวะ ถึงเวลาหนึ่งมันก็กลับฟื้นคืนมาได้
ต่างกันของพระพุทธเจ้า ที่สามารถทำให้มันน้อยลง จนมันหยุด แต่ของพุทธทำให้จิตวิญญาณถึงขนาดนี้ได้เทียบกับพลังงานระดับอนาคามี แต่วัตถุไม่สูญ แต่อนาคามี นี้เหมือน isotope เหมือนจิตที่เป็นรูปาวจร อรูปาวจร จะไปอีกนานเท่านานเลย ทางโลกเขาบอกว่าสสารไม่มีทางสูญได้ แต่ทางธรรมนี้ ชีวะนี้ สามารถกลับลงไปเหมือนอุตุนิยามได้ อย่างอนาคามีนี้พลังงานเหมือนชีวนิยามแล้ว เพราะเป็นพลังงานไม่เป็นพิษภัยต่อภายนอกแล้ว จบอปรโคยานแล้ว ไม่มีกรรมวิบากกับอะไรใครอีก
แม้ว่า พลังงานจิตอนาคามี จะไม่จัดการ ไม่มาเกิดในชมพูทวีป เพื่อปฏิบัติประพฤติในมนุษย์ชมพูทวีปที่มีอาการ ๓๒ พร้อมอาการ ๓๓ เมื่อไม่มาเกิดมาใช้อุปกรณ์นี้มันก็น้อยลงๆ เหมือน isotope มันน้อยลงก็ได้ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ๑. อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) ๒. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) ๓. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ) ๔. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่งอภิสังขารให้มากนัก) ๕. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว)
อนาคามี จิตที่เหลือเป็นพีชะ สำหรับผู้ที่ไม่สามารถมีอมรโคยาน มันมีชรตาเสมอๆ เพราะมันไม่สันตติแล้ว สุดท้ายแล้ว มันก็มีการเกิด แล้วก็มีการต่อ สันตติ ถ้าผู้ใดไม่รู้จักการตัดสันตติ พลังงานก็จะหมุนไปตามธรรมชาติ หมุนไป สุดท้ายก็หมดสภาพของมันเอง แต่มันนานจนเขาบอกว่าไม่สูญ ไม่หายไปจากอุตุนิยาม มันแต่เปลี่ยนสถานะเท่านั้น แต่ว่า ความเป็นชีวะมันจบ มันลงไปสู่ความเป็นอุตุ ก็จบ
พระพุทธเจ้าตรัสว่า ถ้าเราเองปรินิพพานเป็นปริโยสาน เหมือนพวงมะม่วงหลุดจากขั้วแตกกระจาย ความเป็นชีวะของเราก็สูญ มะม่วงก็แตกกระจาย เหมือน H 2 O ที่แตกออกแล้วก็ไม่เป็นน้ำแล้ว เป็นธรรมะสองที่รวมลงเป็นหนึ่ง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) เป็นจากหลายมาเป็นสอง แล้วจากสองก็กลายเป็นหนึ่ง เอโก ปิ หุตฺวา พหุธา โหติ, พหุธาปิ หุตฺวา เอโก โหติ
ถ้าเป็นจิตอวิชชา มันจะไม่หยุดปฏิฆผัสโส มีสภาพที่สัมผัสกระทบกัน ยิ่งกระทบกันข้างนอกก็ยิ่งจริง ไม่มีวันสูญ เลย ปฏิกิริยาแตกตัวไปเรื่อย แต่ถ้าจิตนิยามที่มีวิชชาก็จะสามารถหยุดปฏิฆผัสโส เรียกว่าผัสสะดับ ทุกอย่างดับหมด อายตนะดับ นามรูปดับ สังขารดับ อวิชชาดับ
นิวเคลียสมี genome ซึ่งมีลักษณะสองเพศ พุทธสามารถจัดการให้ความเป็นเพศนี้หมดไป คือความเป็นอิตถีเพศกับบุรุษเพศหมดไปได้ สูงสุดก็เป็นนิวตรอน คือพลังงานเข้มเข้มแข็งมากเลย มีพลังงานอัดในนั้นใครไปแตกระเบิดมันก็มีพลังงานมหาศาล แต่ของพุทธสามารถลดพลังงานลงตามลำดับ ไม่ใช่แบบสะกดไว้อัดไว้นะ ในทางโลกีย์ยิ่งกดดัน ยิ่งอัดไว้ยิ่งระเบิดแรง แต่ของพระพุทธเจ้าทำให้มันเล็กลงๆ หมดกิริยาไปเพราะตัดพลังงานเหตุ พลังงานบวกกับพลังงาน ๐ นี่เป็นพีชะ เป็นอนาคามี ไม่มีพิษภัยกับใครแล้ว
พัฒนาพลังงานจากหญิงมาเป็นบุรุษเพศ ให้ลดลงๆ พอมาเป็นเอกบุรุษ ก็เจาะลงไปในวงวนซ้อนภายในก็จับคู่นิวเคลียสที่ซ้อนกันอีกวงหนึ่ง บุรุษเพศก็จะกลายเป็นอิตถีเพศอีก เป็นปุงลิงค์กับนปุงสกลิงค์ใหม่ พอ นปุงสกลิงค์เกิดใหม่ เจาะไปในวงวนซ้อนอีก นปุงสกลิงค์ก็กลายเป็นปุงลิงค์อีก ก็ทำให้เป็นนปุงสกลิงค์อีก จนเหลือคู่สุดท้าย คือธรรมะสอง ทำให้เป็นหนึ่งเสีย สุดท้ายก็เป็นเอก เป็นปุงลิงค์(+) กับนปุงสกลิงค์ (๐) เป็นอุตตมโปริสสะ เป็นตัวสูงสุดคืออรหัตตผลยอดเลย
เป็นการดับที่มีธาตุรู้ จากอวิชชา เปลี่ยนเป็นวิชชาหมด รู้สภาพ ๐ รู้สภาพมี พระพุทธเจ้าตรัสในพระไตรปิฎกเล่ม ๑๖ ว่า มีแต่ความมีกับความไม่มี ท่านทำนปุงสกลิงค์ได้แล้ว ๐ได้แล้ว แต่ท่านก็ยังยอมมีอยู่เพื่อทำงาน ท่านจะไม่มี จะสูญเมื่อไหร่ก็ได้
จะเรียกว่าอะตอม นิวเคลียสหรือgenome หรือ นิวตรอนที่เป็น isotope ก็รู้แจ้ง isotopeของนิวตรอนก็คือgenome ของนิวตรอน ถ้าคนไม่รู้นิวตรอนก็จับตัวเป็น gene จับตัวแข็งแรงเป็นเพศผู้เพศเมียแล้วgenome คือ DNA Gene และ Genome ก็หมุนเวียนอยู่ในโลก นี่คือลงท้ายที่สุด แล้วก็มีทางโลกทางวิทยาศาสตร์เขาไม่สามารถกำจัดกัมมันตภาพรังสีได้ เพราะเขาไม่สามารถทำให้มันดับได้
เขายิ่งทำให้มันกลายเป็นภาวะที่แข็งตัวเป็นธาตุหนัก เหมือนสร้างให้มันเป็น ยูเรเนียม เหมือนพวกนั่งสมาธิ ทำให้กลายเป็นธาตุที่แน่นมีพลังอัด ใครทำให้ยูเรเนียมระเบิดอีกก็ทำลายโลกได้ อาตมาพยายามเอาพยัญชนะทางวิทยาศาสตร์มาใช้ประกอบ พยายามเอามาเทียบวัดความเป็นวัตถุธาตุ มาเป็นโครงสร้างของนามธาตุ และอธิบายได้ดังที่อาตมาเทียบ ส่วนผู้รู้ที่ย่ิงกว่าอาตมา อันใดผิดพลาดช่วยให้ความรู้อาตมาด้วยจะขอบคุณยิ่ง
เมื่อทำให้ถึงนปุงสกลิงค์ก็หมดความเป็นชีวะก็จบ ส่วนจะเหลือเป็นอุตุนิยามหรือพีชนิยามก็หมดหน้าที่ของพิษภัยแล้ว แม้อนาคามีก็หมดพิษภัยแล้ว พลังงานนั้นหมดพิษภัย หน้าที่ของผู้ใดก็แล้วแต่ ถ้าจะทำแค่อนาคามี แล้วไม่ต่อภพภูมิ ตายไปแล้วไม่ขอเกิดมีขันธ์ ๕ อีก ไม่เป็นมนุษย์ชมพูทวีปอีกก็ไม่เป็นไร ก็สามาถรสูญได้ แม้ไม่สูญจะไปเป็นพีชะก็ได้ อยู่กับพืชพันธ์ไหนก็เรื่องของคุณไม่เกี่ยวกับสภาพสัตว์โลกที่หมุนเวียนในมหาจักรวาลอีก ชีวะที่เป็นโทษภัยสุดคือจิตนิยาม
เมื่อได้พัฒนาพลังงาน ตั้งแต่อุตุนิยามมาเป็นพีชนิยามมาเป็นจิตนิยาม เร่ิมตั้งแต่เซลล์เดียวพัฒนามาเรื่อยๆ มีแต่อันอื่นทำให้มันเปลี่ยนแปลง แต่พีชนิยามมันตัวของมันเองทำให้ตัวมันเปลี่ยนไม่มีพลังงานออกไปทำร้ายใคร genome ของมันไม่มีกัมมันตภาพรังสีไปทำร้ายอันอื่น แต่ในตัวของมันเองเป็นพิษภัยด้วยตัวของมันเองนะ ใครไปรับพิษจากมันก็เป็นพิษได้ บางอย่างถึงตายเลยก็ได้
เริ่มเรียนรู้ตั้งแต่อะตอมของชีวะ ที่พระพุทธเจ้าสอน ทำให้จริงแล้วก็เหลือพลังงานแรงที่สุด คือนิวตรอนที่จะแตกตัว นี่ พลังงานนิวตรอนที่จะแตกตัวได้พลังงานมหาศาล แต่ทางพุทธนี้ก็สะสมพลังงานได้แค่ควบคุมได้อย่างจริง เอามาใช้เป็นประโยชน์ได้ เหมือนหมอที่เอาพิษมาทำยารักษาได้ จะเอาไซยาไนด์มาเป็นยาก็ได้ ถ้ามันปวดมากๆเขาจะให้อันนี้ ให้ steroid ก็ใช้ประโยชน์ได้แต่มากไม่ได้ จึงควบคุมได้ หรือจะใช้เป็นมอร์ฟีน เป็นวัคซีนก็ได้ คือสามารถควบคุม รู้จักประมาณ มัตตัญญุตา พลังงานที่มีความแรงความเบาอย่างไรก็ได้
ผู้ศึกษาก็จะรู้อาการของมัน รู้การของมันที่จะทำงานเรียกว่า วิการรูป จึงสามารถรู้ฤทธิ์ที่เบาที่สุด รู้ได้ประมาณได้ จึงเป็นผู้คุม ลหุธาตุได้ เบาแค่ไหนที่จะใช้ เมื่อสามารถรู้จักเบา ก็สามารถที่จะทำให้เอาไปทำงานเต็มรูป เกิดวงวน เต็มรูปมีมุทุตา เป็นตัวหมุนแล้ว เป็นตัวอะตอมแล้ว เป็นพลังงานแล้วจะมีธาตุบวก ธาตุลบ ธาตุ ๐ ที่จะปรับเองได้ เร็วไว เมื่อสามารถคุมมุทุธาตุ ทำจิตหัวอ่อนได้ ทำอะตอมของจิตให้แก่ตน ตนเองทำได้ก่อนแล้วก็จะช่วยคนอื่นได้ อย่างไม่เป็นพิษ เพราะรู้สัดส่วนที่จะให้พอเหมาะ จึงเป็นหมอที่ทำให้คนหายทุกข์ได้ ทำให้มีกัมมัญญตาได้ดีที่สุด พลังงาน ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา เป็นสามเส้าที่ทำงาน ออกมาเป็นกายวิญญัติ วจีวิญญัติ
จากสังขารในมาเป็นกายสังขารก็มาเป็นกายวิญญัติ ในวิการรูป ๕ ก็สามารถควบคุม ลหุตา มุทุตา กัมมัญญตา กายวิญญัติ วจีวิญญัติได้ เป็นผู้ประมาณให้ออกมาเป็นพลังงาน ทำการได้อย่างวิเศษ เป็นผู้รู้กิริยาอาการทั้งหมด สุดท้ายจะอยู่ในลักษณะอุปจยะ ไม่ให้เกิด หรือให้ชรตา มันก็เสื่อม ถ้าถึงขีดอนาคามีภูมิขึ้นไปหรือเป็น isotope แต่ทางวัตถุรูป isotope ไม่สูญ แต่เปลี่ยนจากพลังงานเป็นสสาร แต่ของพุทธนี้ทำให้สูญได้ในพลังงานที่ไม่ดี แต่เป็นพลังงานสร้างสรรได้ประเสริฐสุด หรือจะเป็นอนาคามีแล้วปล่อยให้ไปเรื่อยๆก็สูญได้แต่ถ้าเป็นอนาคามีสดๆ ก็ทำให้เป็นอรหันต์เสียเลย จะทำงานให้โลกก็ไม่มีกิลมถะ ไม่มีอปายาสะ แม้จะทุกข์น้อยก็ตาม ก็ให้มันเหลือแต่ทรถะ เป็นทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ก็แค่นี้ จะอยู่ไปนิรันดรก็เชิญ
พลังงานในโลกนี้เป็นพีชนิยาม เป็นจิตนิยาม แล้วตัดตอนกันที่ไหน จากพีชะไปเป็นจิตก็ตัดกันที่การมีเวทนา ความเป็นจิตที่จะมีลักษณะพีชนิยาม คือการเป็นอนาคามี แล้วอนาคามีจะให้หมดอนาคามีก็ต้องมาเรียนรู้รูปภพ อรูปภพ รู้ปุงลิงค์ ทำให้เป็นนปุงสกลิงค์สดๆ มีprotoplasm กับ cytoplasm ทำสดๆไม่ใช่เดาอย่างสัญญาแห้งๆ ไม่เต็มสติมันโตสุรภาโว มันช้า แต่ถ้าทำมันสดๆปัจจุบันนี่จะพ้นไปเป็นอรหันต์ได้ง่ายกว่า
อัตตานี่คืออะตอม แล้วอัตตามีทั้ง โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา สำหรับคนอวิชชามีทั้ง ๓ และกินตัวตลอด นอกจากนั้นยังมีกาย มีgenome อยู่มันก็มีกัมมันตรังสี เรียกว่า กาย กายนี่คือ จิต คือมโน คือวิญญาณ ในโอฬาริกอัตตา เทียบได้กับ อิเล็กตรอน แล้วอิเล็กตรอนนี่คือเพศหญิง ส่วนมโนมยอัตตาคือ โปรตรอนคือเพศชาย ส่วนนิวตรอนคือพลังงานสูญมีนัยทั้งแบบสันติและเลวร้าย คนสามารถควบคุมอะตอมได้คือคนอภิสังขารได้ แปรตัวอกุศลเป็นกุศล ได้ ส่วนสายนั่งหลับตาทำให้พลังงานหยุดไปหมดเลย แต่ของพุทธแปรตัวจากพลังงานไม่ดีมาเป็นตัวดี จึงทับทวีต่างกัน
อะตอมของอวิชชาควบคุมอิเล็คตรอนไม่ได้ควบคุมเพศหญิงไม่ได้ ควบคุมโอฬาริกอัตตาไม่ได้จึงเกิดสภาพอะตอมที่เป็นปรมาณู เพื่อทุกข์ เพื่อความไม่สงบ คืออะตอมของอวิชชา ส่วนอะตอมของผู้อภิสังขารได้ จัดการตัวร้ายมาเสริมเป็นตัวดีได้ จึงเกิดพลังงานที่แม้แต่กัมมันตภาพรังสีก็เป็นสันติภาพได้ นี่คือปรมาณูเพื่อสันติแท้จริงแต่ไม่ใช่ทางวัตถุ แต่เป็นปรมาณูทางชีวะ เพราะฉะนั้นคนที่สามารถ เป็นเจ้าหน้าที่พลังงานปรมาณูของตนได้ จึงเป็นพลังงานปรมาณูเพื่อสันติได้อย่างแท้จริง เมื่อคนมีปรมาณูเพื่อสันติในตนก็จะไปควบคุมพลังงานปรมาณูเพื่อสันติของโลกได้ เพราะเป็นผู้มีพลังงานพระเจ้าที่ซื่อสัตย์ไม่ให้เกิดพลังงานมาร ซาตานแล้วท่านไม่มีแล้ว เพราะศาสนาพุทธรู้มาร ซาตาน แล้วฆ่าได้จริง ตายจริงหมดจริง จึงสามารถควบคุมมารทางชีวะได้ ส่วนวัตถุ เมื่อคนมีจิตวิญญาณไม่มีมาร ในชีวะ จึงควบคุมพลังงานทางวัตถุได้
เมื่อมีปฏิฆผัสสโส แตกตัว แม้ในทางชีวะหรือวัตถุ ทางวัตถุ ชีวะเป็นผู้ควบคุม เมื่อเราจัดการที่มนุษย์ตัวร้ายได้ เราหยุดสร้างระเบิดนิวเคลียร์กันเถิด เพราะมันทำลาย ตัวเราไม่สร้างแล้วก็ไปบอกให้คนอื่นไม่ทำด้วย ถ้าจะเป็นมหาอำนาจ ก็ไม่สร้างนิวเคลียร์แล้วช่วยคนตกทุกข์ได้ยาก จะมีบุญคุณสูงสุด ก็บอกคนที่เขาเชื่อได้ว่าไม่ให้สร้างนิวเคลียร์ เพราะผู้เป็นที่พึ่งสูงสุดไม่สร้างนิวเคลียร์ แล้วก็ไปช่วยคนอื่นอีก
เหมือนขณะนี้หมู่บ้านหมู่ที่ ๑๐ ราชธานีอโศก กับหมู่บ้านอื่น หมู่บ้านราชธานีอโศกพัฒนาเร็วโตเร็วกว่าเขาทั้งหมด แล้วก็ขอยืนยันด้วยว่า แม้แต่พฤติกรรมสังคม หมู่บ้านราชธานีอโศกก็ช่วยเหลือ
เช่นตอนนี้เราก็พยายามสร้าง ๓ อาชีพกู้ชาติ อย่างเราจะช่วยทางสาธารณูปโภค เราไม่รวยแต่ก็พยายามช่วยกัน อย่างเราจะทำประปาจากน้ำธรรมชาติ เราได้นำ้ซับจากธรรมชาติ เราได้ใช้ในหมู่บ้านแล้วแต่เราก็จะทำเพื่อให้หมู่บ้านอื่นใช้ได้ด้วยเราไม่ได้ทำเพื่ออามิส แต่ทำเพื่อประโยชน์ต่อคนอื่น
เขาก็ว่าอาตมาทำมิจฉาทิฏฐิ เขาก็ว่าเอาตามของเขาทำ ส่วนอาตมาก็เห็นว่าที่อาตมาทำนี้ดี เขาก็ว่าของเขาดี ก็เหมือนนกเค้าท้วงตาแม่ หรือลูกปูท้วงแม่ปู ว่าเดินเอียง แล้วใครตัดสินว่าจริง ก็ตัวเราเอง แล้วอะไรเป็นตัวตัดสิน ก็คือปรมัตถสัจจะของแต่ละคน คุณเป็นอาริยบุคคลขั้นไหนก็มีปรมัตถสัจจะขั้นนั้นตัดสิน ย่ิงเป็นอรหันต์ก็ยิ่งมีปรมัตถสัจจะสูงสุดตัดสิน รู้แล้วไม่ต้องให้ใครเชื่อ ใครจะเชื่อคุณก็เชื่ออาตมาเอง อาตมาไม่คิดราคาค่าเชื่อ
ต่อไปเป็นการตอบประเด็น _ใน DNA นี้ก็มีทั้งลบและบวกทำงานในนี้ มีเพศผู้และเมียทำงานในนี้ แล้วมี genome ที่เขาไม่รู้จักหน้าที่สมบูรณ์ของมันอีก แต่พุทธสามารถรู้genome แล้วจัดการให้มันเป็น ๐ ได้ รู้จักเพศผู้เพศเมียได้ เป็นภาวะสองทำให้เป็นหนึ่งได้แล้วใช้แบบเป็นสองได้ ใช้พลังงานปฏิกิริยาลูกโซ่ได้ ใครจัดการได้มากก็ทำได้มากเหมือนพระพุทธเจ้าท่านจะทำให้พระสุรเสียงส่งเสียงดังไปทั้งโลกธาตุนั้นท่านทำได้ตามบารมีแต่อาตมานี้ เป็นอนุเสียง คนฟังประมาณนี้ คนสนใจที่พอรับก็ได้เท่านี้ตามบารมี ต้องทำให้เกิดปโหติ(เหมาะควร) รู้จัก รูป/นาม มหาจัตตารีสก(๔๐) จึงจัดได้เหมาะควรในการอยู่กับโลก ผู้จบแล้วเป็นผู้ทำสัมมัตตะ ๑๐ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ สัมมัตตะ๑๐ คือมรรค ๘ ผล ๒ รู้เคหสิตเวทนา/เนกขัมมสิตเวทนา จัดการของตนได้แล้วประมาณในการอยู่กับโลก
_พระอวโลกิเตศวรเป็นพุทธหรือไม่แล้วเป็นพระอรหันต์ด้วยหรือไม่?แล้วที่ตรัสนี้เป็นไปได้ไหม? ตอบ ....เป็นพุทธเป็นโพธิสัตว์ใหญ่ แล้วเป็นไปได้หรือไม่นี่ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องไปคิด คิดจะหัวแตกตายได้ เป็นอจินไตย
_ในน้ำคำ ฟังมาแล้วสงสัย ถามมา...genome กับ isotope เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร? ตอบ ...genome คือพลังงานเล็กๆอีกส่วนหนึ่ง DNA คือตัวตนของตนเป็นเพศสมบูรณ์แล้ว ส่วน Gene ก็เป็นตัวตนอีกตัวตนแล้ว เป็นแต่เพียงว่าในธาตุเพศชายมีพลังงานสมบูรณ์เต็ม เพศหญิงยังไม่เต็ม แต่เพศชายนี่เต็มแต่ไม่แสดงออก ไม่อวดโอ่ ไม่มีลีลาฟุ้งกระจาย ไม่มีตัวแสดงออก จึงไม่มีลักษณะแสดงกิริยาแค่ woman touch เลย แต่gene นี่ก็ยังมีคู่ แม้แต่ genome ก็ยังมีคู่ แต่พระพุทธเจ้าค้นพบลักษณะของอิตถีภาวะ/ปุริสภาวะได้ และสามารถทำให้อิตถีภาวะเป็นปุริสภาวะ แล้วลงไปเป็นนปุงสิกลิงค์ หมดเพศเลยได้ นี่คือธรรมของพุทธ
genome ของนิวตรอน แปลว่าว่าว่าง คำว่าว่างนี้คือว่าง เช่นศาลานี้ว่างจากช้าง สูงกว่านั้นศาลานี้ว่างจากคน แต่ศาลานี้ยังมีเสา มีพื้น มีฝุ่น ก็ว่างลงไปอีก ตามฐานะแห่งบุคคล ตามฐานะของนิวตรอนแต่ละอย่าง แล้วพลังงานของนิวตรอนแต่ละขนาดแต่ละธาตุก็มีพลังงานเท่าของแต่ละฐานะ
genome กับ isotope เหมือนกันหรือต่างกันอย่างไร? พอนิวตรอนแตกตัวก็เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่มหาศาล พลังงานใดจะจับตัวเป็นเพศผู้หรือเมียก็แล้วแต่เป็น DNA กับ gene ส่วนที่เหลือคือ genome มีหลายหลาย ซึ่ง isotopeนี้เขาไม่สามารถทำอะไรกับมันได้ เขารู้แค่ว่ามันมีชีวิตแค่half life เขาจัดการมันไม่ได้ แต่ของพระพุทธเจ้านี้จัดการมันได้ ไม่ใช่แบบกดข่มพลังงานด้วย แบบที่เขาทำแบบฤาษีกดไว้ ให้พลังงานมันอัดไว้ ตายไปก็ยังเป็นมนุษย์พืช ตายแล้วไม่เน่า เล็บก็ยังงอก ผมก็ยังงอก เลยกลายเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เกจิอาจารย์นี้ตายแล้วไม่เน่า จริงๆแล้วไม่มีความรู้ทางพุทธเลย ถ้าแบบพุทธจะไม่ยึดไว้แช่เป็นก้อนไม่ไปไหนอย่างนี้หรอก
กาย ขาดรูป/นาม ไม่ได้ หรือรูป/นามร่วมกันเป็น นิวเคลียสคือ ๐ กับ ๑ เป็นธรรมะ คือมนกับธรรมะ ที่ไม่มีอายตนะ ไม่มีปฏิฆผัสโส ไม่กระทบกระแทกจนเกิดพลังงานใหม่ เกิดแตกตัวเป็น isotope ก็เป็นนิวตรอนอยู่เช่นนั้นเป็น ๐ กับ๑ เป็นว่างกับ๑ เป็นนิวตรอนกับโปรตรอนเท่านั้น
ในนิวตรอนนั้น มันจะจับตัวกันเองมาเป็น อิเล็คตรอนกับโปรตรอนแต่เมื่อไม่รู้ก็เป็นพลังงานศักย์ (นิวตรอน) ก็พอคุณไปกระแทกมันก็แตกระเบิดเป็นพลังงานมหาศาล ในนิวตรอนก็มี genome ในโปรตรอนก็มี genome เป็นพลังงานที่เล็กที่สุดแล้ว พระพุทธเจ้าสามารถจัดการ พลังงานให้สูญสนิทได้ จนเป็นอรหันต์ได้สูงสุด ถ้าเป็นอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเป็น ๐ หรือนิวตรอนที่เข้มข้นขนาดไหน คือว่างหายไปเลย ยิ่งว่างกว่าว่าง ใสยิ่งกว่าใสอีก ก็ยิ่งกว่าเข้าไปนี่คือสัจจะแห่งสัจจะที่เดาไม่ได้แต่มีพลังงานนั้นจริง
ทางวัตถุเขาเอานิวเคลียสของธาตุที่เล็กๆๆเอามาใช้ได้ แม้แสงเขาก็เอามาใช้ได้ เสียง แม่เหล็กไฟฟ้าเขาก็เอามาใช้ได้ มันมีอะตอมต่างๆ ในอะตอม มี DNA มี Gene มี Genome พระพุทธเจ้าสามารถทำให้เป็นนิวตรอนได้ ทางโลกเขาควบคุมพลังงานระเบิดไม่ได้ แต่พระพุทธเจ้าไม่มีหน้าที่ไปควบคุมพลังงานวัตถุ แต่พระพุทธเจ้าสามารถให้คนควบคุมพลังงานนามธรรมได้ เป็นพลังงานกรรมวิบากที่เป็นพลังงานจริง พอเป็นชีวะมันเกาะกุม แตกตัวยาก แต่พระอรหันต์สามารถทำให้แตกตัวได้สูงสุด จนเป็นอุตมโปริสสะ เป็นหนึ่งเท่านั้นกับเป็น ๐ ถ้ามีชีวะก็อยู่ไป ทำงานเหมือนพืช แต่ไม่ใช้อปรโคยาน เป็นอมตะแล้วเป็นวิมุติแล้วเป็นการงานที่ไม่มีโทษภัยแล้ว เป็นธาตุอุตตมตาแล้ว ถ้ายังคุมไม่ได้ ธาตุนั้นเรียกว่า อตัมมยตา เป็นอปรโคยาน ถ้ามันคุมไม่ได้เราไม่เอา เราทำแต่ที่ควบคุมได้เป็นอุตตมตา ....จบ