580519_ธรรมาธรรมะสงคราม ไขรหัสพันธุกรรมของนามธรรม ๓.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์24 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580519_ธรรมาธรรมะสงคราม ไขรหัสพันธุกรรมของนามธรรม ๓

พ่อครูว่า...วันอังคารที่ ๑๙ พ.ค. ๕๘ วันขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๗ มีมะแม การเรียนปรมัตถ์ชัดเจน ที่ว่าชัดเจนคือเรากำลังเอาความจริง ความรู้ในสัจธรรม มาตีแผ่ เจาะลึกละเอียดเข้าไป จะมีโครงสร้างคล้ายกับวิทยาศาสตร์ที่เขาก็เรียนรู้ละเอียดลึกไปถึง DNA ถึง gene ถึง Genome เขาไปสุดทางที่ Genome มันเป็นพลังงานละเอียดที่มีอาการ ลีลา เป็นพลังงาน อย่างเช่น เขาบอกว่า Genome อยู่บน DNA จะเรียกว่าอยู่ใน แต่เขาก็ยังไม่มั่นใจ

ในสิ่งมีชีวิต ที่ชั้นสูง ก็ยิ่งเป็นจิตนิยาม ที่ทางวิทยาศาสตร์ทางโลกเขาเข้าไม่ถึง เขาเข้าถึงแต่อุตุนิยาม ส่วนพีชนิยามเขาก็พอเข้าถึง สามารถแยกเพศได้ สามารถตัดต่อพันธุกรรมได้ รู้เพศพ่อ เพศแม่ สามารถที่จะนำมาเปลี่ยนพันธ์ได้ แต่พอถึงขั้นสัตว์เขาก็ไปไม่ค่อยได้เขาก็พยายามเปลี่ยนพันธ์ เขาแยกเพศ แล้วก็พยายามจะเป็นเจ้า ก็เพราะ Genome คือชุดของ DNA ทั้งหมดที่บรรจุใน นิวเคลียสของทุกเซลล์ มันละเอียดไปก็ยากที่จะรู้แล้ว

เขาก็รู้ว่า Genome อยู่ใน DNA เวลาเขาตรวจ DNA จะเป็นเป็นแถบ เขาชี้ได้ว่า นี่แถบนี้เพศชาย นี่เพศหญิง ถ้าจะเทียบกับ DNA ระหว่างสองคน จะเห็นว่า นับได้เลยตรวจได้เลย ถ้าเป็นเชื้อเดียวกัน กรรมพันธ์เดียวกัน ของสองคนจะตรงกัน ส่วนที่จะไม่ตรงกันคือเศษที่ไม่ใช่ความเต็มของเพศชายและหญิง เป็นเศษเล็กเศษน้อยที่เหลือจากตัวหลัก แต่เขาก็ยังจับไม่ได้ว่า Genome พวกนี้จะชัดเจนอย่างไร มันไม่คงที่ ไม่เหมือน gene และ DNA

คือ DNA นี่ เทียบได้กับ อนุสัย พลังงานทางชีวะของจิตเลย ซึ่งการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ที่รู้จักDNA นี้เขาค้นพบหลังจากพระพุทธเจ้านาน แต่พระพุทธเจ้าเจอมารู้มานานหลายพันปีแล้ว ท่านก็อธิบายยืนยันไว้

อนุสัยคือพลังงานตกผลึก เ

อ่านต่อ

ป็นตัวถาวร เป็นตัวยั่งยืน นิจจัง ทุวัง แต่ที่จริงมันเปลี่ยนได้ แต่เมื่ออวิชชาก็เปลี่ยนมันไม่ได้ DNA นี่จึงเทียบได้กับอนุสัยของพลังงานจิต ส่วน Gene คือพลังงานอาสวะ ผู้จะรู้อนุสัยอาสวะได้ต้องเรียนรู้ขั้นสูงจึงแยกได้ แต่ขั้นต้นก็แยกไม่ได้ ก็จะดูว่าเหมือนกันทั้งอนุสัยและอาสวะ แต่ผู้รู้สูงขึ้นจะรู้ว่า อนุสัย ต่างกับอาสวะ

อนุสัยมันเท่ากับ potential energy มัน Static มันนิ่งสงบ เกินกว่าระดับ gene เพราะ gene มันยังมีเคลื่อนไหว ส่วน DNA เป็น static energy

จาก Gene ก็มาเป็น Genome เป็นพฤติกรรมของพืชและสัตว์ ของพืชนี่ทำแล้วไม่สะสม ทำอยู่กับปัจจุบันแล้วจบ ไม่มีพลังงานที่มากพอจะไปตกผลึกเหมือนจิตนิยาม มันจึงไม่เกิดความก้าวหน้า จนถึงมีความรู้สึก อารมณ์ ซึ่งอารมณ์นี้แหละคือกิเลสของสัตว์ ตั้งแต่สัตว์เซลลเดียว จนเป็นหลายเซลล์

เซลล์คือหน่วยของชีวะ พอเกิดแล้วมันก็แสดงอาการ มันมีพลังงานอยู่สองหน่วย เริ่มต้นคือพลังงาน ๐ และ ๑ เป็นธรรมะสอง คือ เทวฺ ธัมมา ก็ยังไม่มีเรื่องอะไรมาก แต่พอมาเป็น ๑ กับ ๒ ก็ชักมีพลังงานเป็นตัวตนมากกว่า ๐ และ ๑ แต่ก็ไม่ยึดมาก แต่พอมาเป็น ๑ ๒ ๓ ก็จะมีอะไรมาก เป็น Gene แล้ว

๐ กับ ๑ ก็คือมีรูปกับนาม = กาย ซึ่งทางโลกเขารู้ ๐ กับ ๑ คือรู้ นิวตรอน กับ โปรตรอนในนิวเคลียส ซึ่งธาตุที่เขารู้สูงสุดคือเขารู้นิวเคลียส ที่ในนั้นมี โปรตรอน และนิวตรอน ยังไม่มี อิเล็กตรอนนะ มีแค่ ๐ กับ๑ ก็ไม่มีการเคลื่อนอะไรมากเลย

พลังงานทางจิตนี้ละเอียดกว่ามาก ไม่สามารถรู้ได้ ท่านใช้ศัพท์คำว่า ต้องรู้ได้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต และการศึกษาต้องได้รับฟังอุเทส จากสัตบุรุษจากผู้รู้จริง จึงสามารถปฏิบัติพิสูจน์ตามได้ ไม่เช่นนั้นไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่สามารถหยั่งลงไปได้ แล้วต้องใช้ปัญญาที่มีสติมันโต มีองค์ประกอบพร้อมคือสุรภาโว มีครบอาการ ๓๒ ( ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า กับ มันสมอง ดี เสลด หนอง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา เปลวมัน น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ มูตร หากเรานับรวม ปฐวีธาตุ และ อาโปธาตุ ก็จะได้ 32 อย่าง เราจึงเรียกว่า อาการ 32 ซึ่งตรงกับภาษาบาลีว่า ทวัตติงสาการ ) มันเป็นอาการที่รวมการปรุงแต่งทั้งร่างกาย ผม ขน ฟัน เล็บ หนัง กระดูก ไปจน น้ำเลือด น้ำหนอง ของเหลว ไปจนหมด แยกได้ ๓๒ อาการ แล้วมันก็จะมีภาวะเคลื่อน เพราะมันเป็นชีวะแล้ว แล้วมันเคลื่อนด้วย จึงเรียกว่ามันมีอาการ จะเรียนรู้ต้องมีการกำหนดรู้ด้วยนามธรรมคือธาตุรู้เรา จากจิตวิญญาณที่ท่านเรียกว่า สัญญา

สัญญาเป็นตัวกำหนดรู้ หมายรู้ว่า อาการดิ้นอย่างนี้คืออาการ แล้วเราก็จับอาการนี้ได้ เราก็จะกำหนดหมายเองเองเป็น นิมิต จนรู้ว่าอาการนี้เป็นอย่างนี้ เช่นอาการโกรธ มันเป็นนามธรรม ถ้าโกรธแรงก็รู้ง่าย แต่โกรธน้อยๆไม่ค่อยรู้ ก็มีอาการที่มีเครื่องหมายบอกว่า อาการโกรธต่างจากโลภ ต่างจากกาม

เราแยกได้ว่าเป็นเพศแม่ เพศพ่อ หรือทางวิทยาศาสตร์แยกเป็นบวก ลบ หรือทางพุทธศาสนาก็แยกอาการที่มันมีในตัวของมันเองเป็นชีวะเป็นนิยามชีวิตแล้ว ทั้งผม ขน ฟัน เล็บ หนัง นี่ทำงานได้ทันทีเลย มันไม่ใช่ของแปลก ขนาดนั้นยังมีของแปลก เช่น เอาปอดคนนี้ไปใส่คนอื่น บางทีมันไม่รับไม่เข้ากันสนิท พอไปได้แต่ไม่เต็มที่ แต่ถ้าตระกูลเดียวกันก็รับกันได้ ในตัวอาการ ๓๒ นี้ มันก็มีพลังงานในตัวของมันเอง ขนาดนั้นมันก็มี Genome ในตัวรูป นามของแต่ละเผ่าพันธุ์แต่ละตระกูล

ถ้าตระกูลใกล้กันก็ทำงานกันได้ แต่ถ้าต่างตระกูลกันต้องให้ใกล้เคียงกันมากจึงใช้ได้ ถ้าไม่เหมือนกันก็ใช้ได้ไม่นาน

นามธรรมก็มีสภาพคล้ายกัน มีทั้งรูป/นาม กาย/จิต ถ้าเป็นรูป ที่ไม่มีนามมาประกอบด้วย ก็เป็นรูปได้ อย่างมหาภูตรูป ๔ไม่มีนามเลย แต่พอมาเป็นปสาทรูป นี่แหละ ตับไตไส้พุง เลือด เซลล์ประสาท อันนี้แหละ เป็นองคฺ์ประชุมของกาย ถ้ามันมีรูปเฉยๆมีแต่มหาภูตรูป ๔ ก็ไม่เรียกว่ากาย พอเป็นปสาทรูป อันนี้แหละมีช่องว่างที่มีพลังงานจิตนิยามเข้าไปร่วมด้วยได้ ในพีชะ มีได้ระดับหนึ่ง แต่พลังงานพีชะไม่เรียกว่าปสาทรูป แต่มันก็เป็นอุปกรณ์ให้ทำงานได้เช่นกัน ก็เรียกประสาทของพืช ก็ยังยาก แต่มันก็มีเส้นทางของมันไป มันมี protoplast มี cytoplast อีก แต่อาตมาไม่ได้ศึกษาละเอียดมาก

อุตุนิยาม มีแค่มหาภูตรูป แต่พอเป็นพีชะ จะมีปสาทรูปก็น่าจะไม่เหมือนกับที่ใช้กับปสาทรูปในจิตนิยาม

ในคำว่า ปสาทรูป นั้นเฉพาะปสาทรูป ก็เป็น gene ตัวหนึ่ง ที่ไม่มีพลังงานระดับ genome ไปช่วยแล้ว มันเต็มของมันแล้ว มีทั้ง ใน DNA และ gene คำว่า Genome คือกาย มีรูป/นาม แล้วอยู่ใน gene เป็นขันธ์ที่ลงตัวแล้ว

ขันธ์ _ธาตุ_ อาการ คำว่าธาตุ นี่จับตัวกันแข็งกว่าขันธ์ ส่วนอาการ นี้คือรูปนามที่สังเคราะห์กันลงตัว DNA มีเลขได้ ๑ ถึง ๖ ได้ แต่ไม่ถึง ๗ แต่ถ้าถึง ๗ ก็ปัดไปทาง Gene แล้ว มันจะกลายเป็นเผ่าพันธ์ุนั้นในจิต แต่แค่ ๑ ๒ ๓ ก็ยังบอกอะไรไม่ได้ แต่พอเป็น ๔ ก็เร่ิมบอกเพศได้ อย่างในการก่อตัวของตัวอ่อน จากหนึ่งเป็นสอง เป็นสามเป็นสี่ เป็นห้า มีปัญจสาขาก็จะบอกเพศได้

อย่างอัลตร้าซาวด์กำหนดรูปร่าง กำหนดด้วยเสียงก็วัดได้เป็นทางฟิสิกส์ แต่ทางนามธรรมต้องกำหนดจากอาการ แล้วก็แบ่งความต่างกันจากอาการ นี่คือศาสนาพุทธรู้ได้ถึงอาการ จนถึงแยกเพศได้ อิตถีลิงค์/ปุงลิงค์

อิตถีลิงค์ คือมีสภาวะพลังงานต่างจาก ปุงลิงค์ คำว่าปุงลิงค์คือแข็งแรงเป็นเอก เป็นหนึ่งได้ ร่วมกับอันอื่นได้ก็มีสอง มันจะเป็นพลังงานที่เป็นเจ้าหรือเป็นนาย แล้วเอกหรือหนึ่งนี่สูงกว่านั้นมันมี ๐ ทางโลกเขาก็เดาได้ว่ามี ๐ คือ นิวตรอน แต่มันก็ไม่เกิดอะไรไม่เกิดการผสมพันธ์ แต่พอจะแตกตัวอันนี้ได้ต้องใช้พลังงานมาก เคมีธาตุตัวไหนที่จะให้เปลี่ยนสภาพก็ต้องใช้พลังงานให้มากพอถึงจุดเปลี่ยนมันได้

นามธรรมก็เช่นกันต้องมีพลังงานปัญญาที่จะสามารถมีพลังงานลึกละเอียดไปแยกอาการได้ว่าเป็นเพศผู้เพศเมีย จนถึงหมดความเป็นแม้แต่ทำให้พลังงานเพศชายให้หมด ทำปุริสภาวะให้เป็นนปุงสกลิงค์ เป็นนิวตรอน นี่คือตัวจุดระเบิด คือตัวสุญญตา

ทางโลกเขาสามารถรู้นิวตรอนรู้ได้ด้วยความคิด เขาเข้าไม่ถึงมันได้ แต่พอเขาทำลายนิวเคลียส ที่มี ๐ กับ ๑ ได้ จะเกิดพลังงานมหาศาล มีกัมมันตภาพรังสีที่เขาควบคุมไม่ได้ มันเลยเป็นพิษร้ายแรง ไม่มีสิทธ์ป้องกันตัวจากพิษนี้ได้ นัยเดียวกัน ถ้าความเลวร้ายของพลังงานระเบิดทางนามธรรมที่เป็นความโกรธเต็มที่รักเต็มที่มันห้ามต้านไม่ได้เหมือนกัน ถ้าดูดก็กลืนกินเลย ถ้ารักมาก ถ้าชังมากก็แตกสลายอย่างไม่มีชิ้นดีเลย พลังสองอย่าง พลังผลักกับพลังดูด

ของพระพุทธเจ้านี้สามารถเรียนรู้อย่างสัมผัสของจริง มีอาการ ๓๒ สัมผัส แล้วเรียนรู้พลังงานตัวร้าย ทำลายพลังงานตัวร้ายไปตามลำดับ วงจรความหมุนก็จะลดลงๆจนหยุดหมุนในเผ่าพันธุ์ใดเรียกว่าชีวะ จะเรียกว่า gene หรือ chromosome จึงทำลาย gene นั้น ทำลาย chromosome นั้นได้

ถ้าเป็นพลังงาน DNA ก็เป็นพลังงานนิ่ง อยู่ในนิวเคลียสที่เป็นองค์รวม แต่ในนั้นมี potential energy วิทยาศาสตร์เข้าไปเรียนรู้ไม่ถึง แต่เขารู้ว่ามี ๐ กับ ๑ มีโปรตรอนกับนิวตรอน แต่นามธรรมของพระพุทธเจ้ารู้แจ้งทั้งหมดได้ สามารถทำให้เป็นเอก ให้โปรตรอนกลายเป็น นิวตรอน เป็น ๐ ได้ และขณะที่ทำให้กลายเป็น ๐ ได้ ถ้าเผื่อว่าจะปรารถนาใช้งานอยู่ก็ใช้ได้เพราะควบคุม ๐ ได้ อาศัย ๐ ได้ อาศัย ๑ ได้ สุดท้ายก็มีธรรมะสองได้ คือ ๐ กับ ๑ เมื่อทำให้เป็นเอกัคคตา ในธรรมะสองนี้เรียนจากอาการที่เป็นเวทนา ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ )

ถ้าใครทำให้เวทนานี้กลายเป็น ๐ ได้ ในผู้ปฏิบัติธรรมใด อาการของเวทนาเช่นอาการสุขเวทนา เกิดจากอะไร เกิดจาก genome ที่ชื่อว่า อกุศลจิต ก็ทำลายอกุศลจิตตัวนั้นเสีย เมื่อทำลายหมด เวทนาสุขทุกข์ก็หมดไป แต่เวทนาก็ยังมีอยู่ ในตราบที่มีชีวะ มันไม่ได้หายไปเพราะถูกทำลายหรือถูกแช่แข็งให้หยุดกิริยา แต่วิธีการเทวนิยมเขาหยุดกิริยา พานั่งสมาธิหลับตาให้จิตเอกัคคตาสะกดให้แช่แข็ง แต่ของพุทธไม่ได้แช่แข็ง แต่แยกแยะกุศล อกุศล ตัวใดไม่ดีก็ทำลาย ยิ่งทำลายอกุศลจิตเท่าใด พลังงานจิตก็ยิ่งเป็นพลังงานเต็ม ไม่ได้ถูกแช่แข็งไว้และเป็นพลังงานสติมันโต รู้ตื่น จึงทำลายพลังงานแทรกซ้อนที่เป็นอาคันตุกะที่เป็นผีร้ายนี้ออกไป เป็นพลังงานที่มีประสิทธิภาพมาก ต่างจากเทวนิยมที่บังคับให้หยุดรู้ ไม่สามารถแยกเพศของ Genome ได้

เจตสิกนั้นก็คืออาการของอกุศลจิตที่แยกแยะออกไปได้มากมาย ในเจตสิกต่างๆมีชื่อเรียกอีกเยอะแยะ

อาตมาพูดมาถึงขั้นนี้แล้วสรุปได้ว่าเซลล์คือรูป/นาม เป็นหน่วยพลังงานชีวิตที่เล็กที่สุด เซลล์ปฐมภูมิ คือหน่วยชีวิตที่เกิดแล้วก็แสดงอาการในกาย อยู่เฉยๆ ไม่มีอะไรมากเรื่อง ปฐมภูมิของเซลล์ ในเซลล์นี่มีสอง คือองค์ประชุมรูป/นาม ตัวเซลล์ปฐมภูมิคือ รูป คือprimary cell

ส่วนเซลล์ทุติยภูมิ มันเป็นหน่วยชีวิตที่มีการยึดตัวตนแล้ว คำว่า เทวฺ ธัมมะของพระพุทธเจ้านี่จับคู่ได้ทุกระดับ แม้แต่ในระดับที่ทางโลกเขาจำนน อย่างในนิวเคลียสเขาแยกได้ว่ามีโปรตรอน กับนิวตรอน เขาก็ได้แค่นั้น เขาก็แค่จะสลายนิวเคลียสนี้ได้ แต่พอสลายก็เกิดพลังงานร้ายแรง จับทิศมันไม่ได้ ไม่เหมือนของพระพุทธเจ้าที่ค่อยๆลดพลังงานลง จนอาการอ่อนแรง จนคุมได้เลย คุมได้ว่าเป็น ๑ ก็ได้ สุดท้าย ๑ ก็อยู่กับ ๐ จริงๆแล้ว พอมาถึง ๑ นี้หมดเพศแล้ว เป็นเอกเพศ เพราะอิตถีเพศหมดไปแล้ว เหลือแต่ปุริสเพศ แล้วยังมีชีวะอีก แต่ชีวะต้องมี ๒ ดังนั้นเอกบุรุษจึงอยู่กับ ๐ เป็นอุตมปุริสสะ เป็นอุตมเพศ สูงสุด

ถ้าไปแข่แช็งนามธรรม สะกดจิตให้นิ่ง คุณจะไม่รู้ ๑ ไม่รู้ ๐

๑ ของพระพุทธเจ้าคือญาณปัญญา วิชชาที่รู้จักรู้แจ้งรู้จริง ๐ คือรู้ความไม่มี ความหมดอาการอินทรีย์ของชีวะ มาถึงขั้นเป็นเพศ ๒ จนทำให้เพศเมียหมด เหลือแต่เพศผู้คือเพศเอก เป็นบุรุษเพศ

ถ้าขยับเขยื้อนอยู่ก็มี ๒ แต่ที่รู้อยู่เป็น ๑ คือญาณปัญญาทัศนวิเศษ ก็รู้ว่าเพศเมียที่ตายไปได้ คือ ๐ เป็นเช่นนี้ เราดับพลังงานเพศอิตถีได้ ที่จริงมันมี ๒ แล้วเราทำให้เหลือ ๑ ได้ แต่ก็ยังมีส่วนสองนะ

จะเรียกว่าเพศ ๐ กับ ๑ เป็นเพศเดียวกัน เป็นแต่เพียง มันจะโตกว่ากันอันไหนแค่นั้น ถ้าเป็น ๓ ก็ยังมีตัวตน แต่ถ้าเป็น ๔ แล้วอยู่ไม่ได้หรอก จะต้องดิ้น แยกองศาออกไปอีก เกิดหน่วยที่สองคือ ๔ ๕ ๖ แล้วก็เกิดสองหน่วยใหญ่ ที่จะแตกเป็น ๗ ก็เริ่มหน่วยที่ ๓ อีก พระพุทธเจ้าจับได้ว่าเมื่อมันเป็นหน่วยที่ ๔จะมี Genome เพ่ิมขึ้นเรื่อยๆ พอเป็น ๕ ก็เกือบแบ่งเพศแล้วแต่ ๕ มันคือครึ่งหนึ่งของ ๑๐ แต่ก็เกินครึ่งของ ๙ ก็เกือบแล้ว จะเป็นหญิงหรือชายก็อยู่ที่ ๕ มันเป็นตัวกลางของ ๙ แต่ถ้าเป็น ๑๐ จะหมุนเต็มตัวเลย

๑๐ นี่คือเท่ากับ ๑ ๒ ๓ ไม่ยอมใคร ๑ ก็ไม่ยอม ๒, ๒ ก็ไม่ยอม ๓

สรุปแล้ว สภาวะที่เล็กละเอียดก็แยกได้เป็นสองทั้งนั้น อันหนึ่งนิ่ง/เคลื่อน เบา/แรง นิ่ง/ดิ้น เมื่อไปถึงปุริสเพศ เป็นหนึ่งไม่มีเพื่อนสองเลย ศาสนาพุทธสามารถทำพลังงานจิตให้เป็นหนึ่งไม่มีเพื่อนสองเลย แม้แต่สามารถทำปุงลิงค์ให้เป็นนปุงสกลึงค์ได้ ทำ ๐ ได้นั้นเอง

พระอรหันต์สามารถอยู่กับไตรลิงค์ ท่านจะเป็นอนุโลมเป็นเพศหญิงก็ได้ เพศชายก็ได้ ไม่มีเพศก็ได้ (ไตรลิงค์) อรหันต์จะมีความสามารถเช่นนั้น จึงเป็นผู้รู้แจ้งหมด รู้ละเอียดหมด พระพุทธเจ้าใช้คำว่า รู้คุณ รู้โทษ สมบูรณ์ รู้กิเลสหมด ทำกิเลสตายหมด เป็นเอกบุรุษ

อนาคามีก็นับว่าเป็นเอกบุรุษ เหลือเศษในตนเท่านั้น อนาคามีไม่เป็นพิษภัยกับใครแล้ว ไม่มีอปรโคยานแล้ว ถ้าอนาคามีตายจากร่างกายนี้ไป แล้วไม่ตั้งจิตต่อ มีแต่ค่อยๆเสื่อมๆๆ แล้วปรินิพพานเอง ส่วนจะใช้เวลานานเท่าไหร่กว่าจะสลายตัวหมดก็ไม่รู้ท่านแยกเป็น ๕ แบบ ก็ต้องศึกษาตอนเป็นๆ ๑. อันตราปรินิพพายี (ผู้เพียรทำปรินิพพานในระหว่างภพ) ๒. อุปหัจจปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานด้วยสามารถ) ๓. สสังขารปรินิพพายี (ผู้ทำปรินิพพานโดยต้องใช้ความเพียรมาก ประกอบปุญญาภิสังขารในภพตนให้มากๆ) ๔. อสังขารปรินิพพายี (ผู้ปรินิพพานโดยไม่ต้องใช้การปรุงแต่งอภิสังขารให้มากนัก) ๕. อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี (สภาวธรรมไม่เป็นสองรองใคร หรือไม่เป็นน้องใครอีก แล้วปรินิพพานไว)

ผู้ตั้งจิตต่อคือผู้อยู่สุทธาวาส แต่พระพุทธเจ้าท่านไม่เลือกเป็นแบบนี้ ท่านถึงบอกว่าไม่เคยอยู่สุทธาวาส ท่านจะต่อภพภูมิ ตายแล้วเกิดมาทำงานต่อ ไม่ดักดานในสุทธาวาส อาตมาตั้งจิตมาเกิดอีก เราจะนิพพานก็ด้วยปณิหิตตังจิตตัง

สุญญตนิพพาน(ปรินิพพาน), อปณิหิตตนิพพาน, และอนิมิตนิพพาน มีนิพพาน ๓ แบบ

อาตมานั้นเกิดมารับหน้าที่ ถ้าจะเป็นspecialist ก็เฉพาะตาขวาไม่ค่อยเก่งตาซ้าย ทางสสารอาตมาไม่ค่อยนำมาใช้ อาตมาใช้ทางนามธรรมมากกว่า แต่ก็พอรู้ว่าตาซ้ายเป็นอย่างไร แต่ถนัดตาขวามากกว่า

ในธรรมะสอง ถ้าสามารถทำให้อิตถีเพศกลายเป็นบุรุษเพศ แล้วทำให้ถึงหมดบุรุษเพศ เป็น ๐ ได้ อีก นี่คือสุดยอดแล้ว จะควบคุมอาการของนามธรรมได้ละเอียด รู้ตัวละเอียดที่เคลื่อนไหวในรูปธรรมที่เป็นชีวะ จนสุดท้ายรูปธรรมที่หมดความเป็นชีวะเป็น ๐ จึงหมดชีวะ แล้วหมดชีวะในฐานะที่คุณยังไม่แตกสลาย คุณยังมีส่วนสอง คุณก็จะมี ๐ กับ ๑

ในจิตนิยาม มีอกุศล กุศล มีดี/ชั่ว และดี/ชั่วนี่แหละมันยึดสุข/ทุกข์ มันรู้เลว/ดี รู้ค่าของความต่าง ปัญญาที่รู้เลว/ดีชัด จึงหยุดเลว ชั่วสนิท แล้วดับให้ตายสนิทได้ ในจิตนิยาม ให้ทุกอาการใน genomeมันหยุด ไม่มีเกิดอีกในgenome อกุศล ของพุทธดับ genome ชั่ว ดับไม่รู้คือดับอวิชชา ไม่ใช่ดับอวิชชาแล้วยิ่งมืดไม่ใช่ แต่ยิ่งดับอวิชชายิ่งรู้เพิ่ม ดับอกุศลจิตได้จิตที่เหลือยิ่งฉลาด แต่วิชาที่ไปหยุดกิริยาไปหมด ให้ดับมืด อสัญญีไปหมด นึกว่าดับจบ นี่คือมิจฉาทิฏฐิ สายฤาษี ไม่กระจ่างในรายละเอียดทั้งหมด

ของพระพุทธเจ้ารู้ละเอียดทั้งหมดรู้ตัวเล็กที่สุดที่เป็นพลังงานชีวะ ส่วนพลังงานไม่ใช่ชีวะ เป็นอุตุมันไม่มีพิษ แม้แต่ชีวะระดับพีชะก็ไม่เป็นโทษภัยกับใคร เพราะมันไม่มีรูป/นามถึงตัวกูของกู มันรู้แค่ว่านี้ใช่ก็เอามา ถ้าแย่งกับเขาแย่งไม่ได้ก็ไม่โกรธ

ถ้าเราทำพลังงานจิต ที่มีสัญญา ที่รู้ว่าอันไหนจำเป็นต่อร่าง แต่มันไม่มีเวทนา ไม่มีอารมณ์ มีแต่ธาตุรู้ เจตนา จะบอกว่าอยากได้ก็ไม่มีอยาก ไม่ต้องการเป็นเราเป็นของเรา แต่มันต้องทำงานไปเรื่อยๆ ถ้ามีเหตุปัจจัยครบก็ทำงาน ถ้าไม่มีเหตุปัจจัยครบก็อ่อนแรง ชรตา ถึงขีดพลังงานหมดก็ตาย แต่ถ้ามีเหตุปัจจัยก็มีแรงต่อทำงานต่อไปได้ แล้วมันจะต้องเป็นอุปจยะ สุดท้ายก็อยู่ที่อุปจยะหรือชรตาได้ พระพุทธเจ้าควบคุมสันตติได้ จะให้เกิดหรือตายก็ได้เป็นอมตบุคคล จะให้ genomeของเราเกิดหรือไม่ให้เกิดก็ได้ พลังงานไม่ดีท่านทำให้ตายหมดแล้ว เหลือแต่พลังงานดีให้ทำกรรมกิริยาน้อยหรือมาก จัดการทำได้อย่างลหุตา จะมากหรือน้อยก็ประมาณเอา แล้วมีมุทุตา มีกัมมัญญตา ท่านก็อาศัยวิการรูป(คือรูปที่มีการงานอย่างยิ่ง) ทำการงานอันดียิ่งประเสริฐไม่เป็นโทษ มีแต่ประโยชน์ ออกไปเป็น กายวิญญัติ กับวจีวิญญัติ ได้จาก วิการรูป ๓ อย่างนี่แหละ

แม้แต่ลักขณรูป อาตมาก็อธิบายถึงปริเฉทรูปก็ตัดจบ คุณควบคุม วจีสังขารได้ ก็สามารถให้วจีสังขารออกไปแบบที่คุณจัดการได้ ก่อนจะออกไปเป็นวจีกรรมหรือกายกรรม ส่วนวจีสังขารเป็นมโนกรรมในจิต ผู้ปฏิบัติธรรม นิโรธจึงดับ วจีสังขารก่อน เกิดองค์รวมเต็มของพลังงานจิต จิตสังขารก็บริบูรณ์ เวลาจะให้เกิด จิตสังขารก็พาเกิด แล้วพาวจีสังขาร เป็นวจีกรรม กายกรรม เมื่อได้ผลนิโรธดับกิเลสได้จริง ถึง สังขาร ๓ นี่ถึงขั้น genome ได้ พระพุทธเจ้าจัดการให้หมดเพศได้ ให้เป็นนปุงสกลิงค์ได้ เป็นสุญญตา ไม่มีเพศ ใช้เป็นพลังงานอาศัย ถ้ามีอยู่ก็ต้องมี ๒ ทั้งนั้น แม้ในนิวเคลียสก็มี นิวตรอนกับโปรตรอน ทางวิทยาศาสร์หมดภูมิแล้วแม้แต่ในคำอธิบาย genome นั้น นอกจาก DNA หรือ gene ยังมีส่วน DNA ที่ไม่ใช่ gene อยู่อีกยังอยู่ในการศึกษา genome จริงๆเขาไม่ไปเรียกในธาตุวัตถุ เขาเรียกแต่ใน พืช สัตว์ อยู่ในชีวะ เขาเข้าไปจัดการไม่ได้เพราะนิวเคลียสของทางฟิสิกส์ มันไม่สามารถเข้าไปจัดการโปรตรอน นิวตรอนของมันได้แต่ทางนามธรรม มันคือโปรตรอน นิวตรอนได้ แม้อิเล็กตรอนก็จัดการได้เพราะมันหยาบกว่า นิวตรอน โปรตรอน คือจัดการความดีดดิ้นของมันได้ ไม่ต้องแสดง woman touch เลย มีแต่บุรุษเพศแล้ว ก็คือจัดการกิริยาหญิง มารยาหญิงได้

อาตมาใช้ภาษาของเขามาเปรียบเทียบให้เข้าใจเพ่ิม

DNA เหมือน อนุสัย เป็น static energy หรือ พลังงานศักย์ Gene คือ อาสวะ เป็น kinetic energy หรือ พลังงานจลน์ Genome คือ กาย คือองค์รวมของรูป/นาม

เพราะกายนี้ละเอียดกว่า อนุสัย อาสวะ ทางโลกเขาศึกษาไม่ถึง genome แต่ทางนามธรรมนั้นพุทธศึกษากายได้ ละเอียด คือองค์ประกอบของรูป/นาม เป็น เทวฺ ธัมมา ถ้ากายลักษณะใดมีชีวิตินทรีย์เป็นอิตถีเพศต้องรู้ด้วย อาการ ลิงค นิมิต อุเทส คุณเรียนภาษานี้แล้วไปเรียนรู้ศึกษา เราจะไม่ให้เกิดโอปปาติกสัตว์ไม่ให้มันหยั่งลง หรือดับเชื้อดับเหตุมันก็ไม่เกิด อย่าให้มันสังขารเลย คุณดับสังขารได้ ไม่ปรุงไม่แต่ง แม้มันจะสัมผัสกัน แต่ไม่สังขารไม่ปรุงแต่ง มันก็ไม่มีอะไรเกิดอยู่ด้วยกันได้ไม่สังขารไม่สืบพันธ์ไม่ต่อเผ่าพันธ์ุ แต่เอาพลังงานมาสร้างสรรได้ เปลี่ยนพลังงานมาใช้ประโยชน์

เรื่องกามก็ไม่ต้องเอามาใช้ เรื่องอัตตาก็ไม่ต้องเอามาใช้ เมื่อไม่ต้องใช้พลังไปกับกามกับอัตตาก็จะมีพลังงานเหลือมากไปใช้ได้อีกเยอะ วิธีของทางสายศาสนานั่งหลับตาสมาธิ เขาไปแช่แข็งจิต ไม่มีจิตวิเคราะห์รู้รูป/นาม อกุศลจิตที่หยาบถึงละเอียดถึงรูป ถึงอรูปได้ แต่ของพุทธนั้นเรียนรู้หมด มีลำดับ ถึงละเอียด มีการกระทบสัมผัสกับของจริง เราก็รู้ว่าอะไรคืออะไรแต่เราไม่ไปทำอันตรายกับใคร

เช่นในเหตุการณ์ที่เราอยู่ในสนามรบ ฝ่ายที่มาปราบตั้งใจเอาให้ตาย เขาเหนือกว่าทุกอย่าง เขาจะฆ่าไม่เลือก จนอาตมาเอง เขากลัวว่า เวลาเขาฆ่าจะฆ่าหัวหน้าก่อน เขาก็จะให้อาตมาหนี อาตมาก็ว่าอาตมาหนีไม่ได้หรอก อาตมาเคยผ่านชีวิตเป็นเจ็งกิสข่านมานะ เป็นผู้นำจะหลบได้อย่างไร ก็ต้องทำหน้าที่ก่อน ไม่ได้ตกใจตื่นเต้น ก็ยังพูดได้บอกได้ว่าให้ไปช่วยกัน

สรุปคือมีพลังงานพิเศษเรียกว่า พลังงานบารมี เราไม่รู้เลยว่าอะไรทำให้เขาถอยไป เราไม่ได้ตอบโต้ แต่มีแรงตอบโต้ไม่รู้ใครส่งมา ก็ไม่มีทั้งป็อบคอร์นนะ ทำไมเขาถอยไป เป็นอจินไตยที่อธิบายว่า

ถ้าจะมีก็มีพลังงาน อิทธิพลเหนือกว่าที่ทำให้เขาต้องถอยออกไป เราไม่รู้ว่าพลังงานแฝงนั้นอยู่ที่ไหน แต่ถ้าไม่มีพลังงานนี้ เขาไม่หยุด เขาเดินหน้าปราบเรียบเลย อาตมาเดาว่าตัวผู้บัญชาการสั่งให้หยุด แล้วทำไมเขาให้หยุด มีอำนาจเหนือกว่ามาสั่งหรือไม่?หรือตัวผู้สั่งการสำนึกได้เอง คือแม้ผู้บัญชาการสูงกว่าสั่งแต่เขาเห็นว่าเรานั่งพนมมือสวดมนต์ ทำให้เขาสำนึกได้สั่งให้ถอย แต่ก็อาจมีเหตุตำรวจเขาตายด้วย นี่คือพลังแฝง ทุกอย่างมีมาแต่เหตุ เหตุทั้งทางโลก เหตุทั้งเวลา โอกาส ที่ทำให้เขาหยุดได้ อาตมาไม่สงสัยและไม่สงสัยแม้กระทั่งว่า สมเด็จปู่แสดงฤทธิ์ ตำรวจเห็นแสงจากมือสมเด็จปู่ ไปหยุดเขา นี่ก็เป็นมโนมยอัตตาได้ เราควรตายแต่ไม่ตาย มันจึงเป็นปาฏิหาริย์ มันเป็นนามธรรมทั้งจิตวิญญาณและนามธรรมอรูปที่เราไม่สามารถรู้ได้

อาตมายังนึกเลยว่า ถ้าอาตมาจะตายเหมือนโมคคัลลานะก็ต้องตายนะ ตายไปอาตมาก็จะเกิดมาทำงานอีก แล้วก็จะดีกว่าเก่าด้วย ชาติหน้าได้อุปกรณ์ดีกว่านี้อีก กลัวทำไม? ไม่ใช่ของลึกลับ แต่เป็นของลึกล้ำลึกซึ้ง

อาตมาพยายามเปรียบเทียบให้เห็นบอกเทียบให้ฟัง ทางวิทยาศาสตร์เขาไม่มีนามธรรม แม้ในนิวเคลียสของวัตถุ ไม่รู้ ๐ ไม่รู้๑ ของมันเอง แต่ทางนามธรรมมี ๑ มี๐ แต่รู้ ๐ รู้ ๑ ของตน จึงมีพลังงานเหมือนรูปธรรม เพราะแม้ในรูปธรรม นิวเคลียสแตกตัวอย่าง E= mc 2 นั้นก็ได้พลังงานมหาศาล แต่ทางนามธรรมนั้น E= mc 2 + A ไปด้วย คือที่คุณสามารถใช้ได้อย่างไม่งมงาย ประมาณเองได้ด้วย จัดสัดส่วนให้พอดี อนุโลมปฏิโลมได้ ถ้าเสียไม่ทำ ประมาณให้ทำแล้วไม่เสีย แล้วไม่อวดดี ถ่อมตนไว้ด้วย เป็นสัจจะจริงๆ แล้วรู้ด้วยว่าอาการประมาทคืออะไร แม้ในกายกรรม วจีกรรม แม้ในวจีสังขารที่ประมาทก็ควบคุมได้ ผู้รู้จริง จริงใจ ท่านทำอย่างไม่ต้องอิงอามิสอะไร จะประมาททำไม ทำแค่นี้ก็พอ จึงรวมลงที่ ประโยชน์สูง_ประหยัดสุด ประหยัดแบบพอเหมาะด้วย

อาตมาจะสรุปให้ฟังอันหนึ่งที่ ท่านสมณะพิสุทธิ์ ส่งมาให้... เทียบคำแปล วิโมกข์ ๘ จากเล่มอื่นๆ

[๖๖] ดูกรอานนท์ วิโมกข์ ๘ ประการเหล่านี้ ๘ ประการเป็นไฉน คือ [๖๖] อฏฺ โข อิเม อานนฺท วิโมกฺขา ฯ กตเม อฏฺ ฯ

๑. รูปี รูปานิ ปสฺสติ อย ปโม วิโมกฺโข ฯ

- ผู้ได้รูป ฌาน ย่อมเห็นรูป นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่ ๑ เล่ม10/66 - ภิกษุเห็นรูป อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่หนึ่ง ฯ เล่ม10/101 - บุคคลเห็นรูปทั้งหลาย อันนี้เป็นวิโมกข์ข้อที่หนึ่ง ฯ เล่ม11/350 - ผู้ได้รูป ฌาน ย่อมเห็นรูป นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่หนึ่ง. เล่ม13/340 - บุคคลผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย นี้เป็นวิโมกข์ ประการที่ ๑ เล่ม23/163 ตกลงอาตมาอ่านทั้ง ๕ สำนวนนี้แล้ว สำนวนที่ว่า บุคคลผู้มีรูป ย่อมเห็นรูปทั้งหลาย อันนี้สมบูรณ์สุด ยกตัวอย่าง คนตาบอด ย่อมไม่เห็นรูปทั้งหลาย คนตาบอดไม่ใช่ รูปี ดังนั้น รูปีคือ ต้องมีจิตวิญญาณนามธรรมที่รู้ได้

๒. อชฺฌตฺต อรูป สฺี พหิทฺธารูปานิ ปสฺสติ อย ทุติโย วิโมกฺโข ฯ

- ผู้ไม่มีความสำคัญในรูปในภายใน ย่อมเห็นรูปในภายนอก นี้เป็น วิโมกข์ข้อที่ ๒ เล่ม10/66 - ภิกษุมีความสำคัญใน อรูป ภายใน เห็นรูปภายนอก อันนี้เป็นวิโมกข์ ข้อที่สอง ฯ 10/101 - ผู้หนึ่งมีความสำคัญใน อรูป ภายใน เห็นรูปภายนอก อันนี้เป็น วิโมกข์ข้อที่สอง ฯ 11/350 - ผู้ ไม่มีรูปสัญญา ในภายใน เห็นรูปในภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ข้อที่สอง. 13/340 - คนหนึ่ง มี อรูปสัญญา ในภายใน ย่อมเห็นรูปทั้งหลายในภายนอก นี้เป็นวิโมกข์ประการที่ ๒ 23/163

อย่างคำว่า อปุญญาภิสังขาร ท่านแปลว่า ปรุงเป็นบาป อาตมาก็ว่าเจ๊งเลย แปลอย่างนี้ อาตมาว่า อภิสังขารคือปรุงให้เป็นบุญคือกำจัดกิเลสได้ จนกำจัดกิเลสหมดก็ไม่ต้องทำปุญญาภิสังขารแล้วจึงเป็น อปุญญาภิสังขาร ก็ทำให้แข็งแรงมั่นคงเป็นอเนญชาภิสังขาร ท่านจบแล้วเป็น ผู้ไม่ทำบาป ทำแต่กุศล บุญก็ไม่ต้องทำ ปุญญาปาปปริกขีโณ อรหันตฺ์ไม่ทำบุญทำแต่กุศล นี่เดาไม่ได้นะ ต้องมีสภาวะถึงเข้าใจแล้วอธิบายได้ ที่พูดนี่ไม่ได้ข่มเบ่งนะ แต่พูดด้วยสัจธรรม....จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน