580516_ ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ ไขรหัสพันธุกรรมของนามธรรม ๒.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์26 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580516_ ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ ไขรหัสพันธุกรรมของนามธรรม ๒

วันนี้วันเสาร์ที่ ๑๖ เดือน ๖ ปีมะแม แรม ๑๔ ค่ำ เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๘ ตอนนี้เรากำลังถอดรหัสพันธุกรรม จิตวิญญาณ หรือกำลังถอดรหัสDNA ของจิตวิญญาณให้ละเอียดขึ้น ให้เข้าถึง Genome ให้เห็นถึงพลังงานที่ลึกซึ้งซับซ้อนมาก ตามความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

พลังงานพีชนิยามนั้นมีหน้าที่กำหนดรู้(สัญญา)ว่าอะไรเป็นอะไรตามรหัสความจำ (สัญญา)ของอาการแต่ละอาการ ชีวะของพีชนิยามก็คือ ทำหน้าที่ให้มีชีวะตามรหัสแห่งภาวะแต่ละอาการนั้นๆ จัดการสร้างปรุงแต่ง(สังขาร)ให้เกิด ให้เป็นภาวะตามที่ตนมีรหัสเท่านั้นได้ก็เอา ไม่ได้ก็ไม่หงุดหงิดรำคาญหรืออึดอัดกังวลใดๆเลย

พลังงานพีชนิยามนี้ยังไม่มีอารมณ์ชอบหรืออารมณ์ชัง ยังไม่ถึงขั้นยึดเป็นตนหรือทำร้ายสิ่งที่ไม่ใช่ตน

ขณะนี้เรากำลังถอดรหัสพันธุกรรมของจิตวิญญาณ หรือกำลังถอดรหัส DNA ของจิตวิญญาณให้ละเอียดยิ่งขึ้นเข้าไปถึงจีโนม (genome) ให้เห็นความเป็นพลังงานที่ลึกยิ่งซับซ้อนยิ่งของจิตวิญญาณว่า มันมีอีกมากกว่ามาก ใน DNA ของจิตวิญญาณทั้งหลาย ตามความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

พีชนิยามมีพลังงานลักษณะแม่เหล็กคือ มีพลังดูดดึง หรือพลังงานลักษณะไฟฟ้าคือ ย่อยสลายและสร้างสรรภาวะแห่งเผ่าพันธุ์ที่สืบต่อมาตามรหัสที่ตนมีเท่านั้น ไม่ไประรานสิ่งอื่นส่วนอื่นนอกตน นอกจากย่อยสลายเอาสิ่งที่ได้มาแล้วใช้สร้างตนเองก่อตัวเองให้เกิดให้เป็นอยู่เท่านั้น พีชนิยามมี DNA ที่ชื่อว่า สังขารแต่ยังไม่เข้าขั้นจิต ยังไม่เข้าขั้นวิญญาณ จึงเป็นสังขารที่ไม่มีวิญญาณครอง

มนุษย์มีอาการ ๓๒(ทวัตติงสาการ)เป็นองคาพยพ บางอาการเคยเป็นชีวะขั้นพีชนิยามมาแล้ว แต่ใน DNA ยังไม่มียีนที่เข้าขั้นเวทนาธาตุ จึงยังไม่ชื่อว่า จิตนิยาม เพราะยังไม่มีพลังง

อ่านต่อ

านที่มีอาการของเวทนา ยังไม่มีอารมณ์สุขหรืออารมณ์ทุกข์ เป็นต้น ก็ยังไม่เข้าขั้นเป็นวิญญาณหรือจิต

พีชนิยามจึงยังไม่มีรักมีชัง ยังไม่พยาบาท หรือยังไม่ผูกพันเกินรหัสที่ตนมี จึงยังไม่เข้าขั้นจิตนิยาม

อาการ ๓๒ในคนส่วนใดที่พลังงานขั้นวิญญาณเข้าไปทำงานร่วมด้วยไม่ได้ ก็ไม่ชื่อว่ากาย ส่วนนั้นมี DNA แค่ขั้นพืช สังขารที่ยังไม่มีเวทนาจึงเป็นแค่สิ่งที่ปรุงแต่งกันอยู่เป็นชีวะระดับหนึ่งแต่ยังไม่มีวิญญาณครอง(อนุปาทินนกสังขาร)

พลังงานชีวะระดับนี้ จึงยังไม่มีวิบากกรรม ยังไม่นับว่าทำกรรมแล้วมีผลเป็นวิบากของตน พลังงานชีวะระดับนี้ทำกรรม แค่ตามรหัสที่ตนมีเท่านั้น ไม่นอกเหนือไปกว่ารหัสที่มี ไม่ต้องเป็นทายาทของกรรม จึงยังไม่มีผลของกรรม(วิบาก)ที่จะสืบต่อผูกพันไปถึงชีวิตของมันในชาติต่อๆไปเพราะพลังงานระดับพีชนิยามนี้จะไม่เอาธาตุอี่น(ปร)ที่นอกรหัส มาเป็นอาหารใส่ตน เนื่องจากพลังงานพีชนิยามยังไม่มีคุณสมบัติหรือยังไม่มีสมรรถภาพที่พิเศษกว่า เก่งกล้ากว่าพลังงานที่สูงกว่าตน

พลังงานพีชนิยามจึงไม่สามารถจะบังอาจเบียดเบียนรุกรานพลังงานขั้นจิตนิยามได้ หรือจะมองไปในแง่ว่าพีชนิยามสุภาพดี ไม่ไปละลาบละล้วงจิตนิยาม ก็ได้

ซึ่งแตกต่างจากชีวะที่เป็นจิตนิยามสำคัญมากในประเด็นนี้ คือ พลังงานที่เป็นชีวะขั้นจิตนิยามนั้น ถ้ามันมีความผยองหรือมันถือดีคะนองถึงขีด มันเบียดเบียนหรือรุกรานชีวะอื่น แม้จะเป็นชีวะที่มีฐานะสูงส่งกว่าตัวมัน มันก็ไม่ไว้หน้า ถ้ามันเป็นจิตนิยามที่ชั่วที่เลว เว้นแต่จิตนิยามที่ดีจึงจะไม่ทำ-ไม่เบียดเบียนรุกรานผู้อื่น

จิตนิยามที่ประเสริฐสูงสุด(อรหันต์)นั้นไม่เบียดเบียนรุกรานผู้ใดเลย

และพลังงานพีชนิยามมันก็ไม่ทำ เด็ดขาด มันยังไม่มีรหัสนี้ในตัวมัน เพราะมันยังไม่มีตัวตนหรือมันยังไม่ถือตัวถือตนว่าตนใหญ่ตนผยองพองขนจนรุนแรงถึงขีด

สังขารที่เป็นชีวะขั้นพีชนิยามนี้จึงไม่มีพลังงานที่ทำอะไรแปลกแยกออกไปเป็นอื่นอีก(อปร) จึงยังไม่มีอปรโคยาน ยังไม่เป็นพลังงานที่ทำเกินหน้าที่ หรือเกินรหัสจากกรอบแห่งพลังงานตามรหัสที่จำกัดความเป็นชีวะขั้นนี้มีกรอบขอบเขตอยู่แค่นี้ จึงเป็นพลังงานที่ใช้พลังงานอยู่ในกรอบของสัญญาและสังขารเท่านั้น

สัญญาของพีชนิยามนี้คือ ขอบเขต ความสามารถที่กำหนดรู้ด้วยสมรรถนะเท่านี้ ยังไม่มีความสามารถยิ่งกว่านี้ที่จะกำหนดรู้ภาวะที่สูงส่งกว่านี้-ยากกว่านี้ได้ยังไม่มีพลังงานกำหนดรู้รหัสอื่น(ปร)-พลังงานที่จะทำงานอื่น(ปร)เกินกว่านี้และไม่มีพลังงานรุนแรง-ร้ายกาจที่จะทำการรุกรานหรือทำร้ายทำแรง แม้แต่เบียดเบียนแก่พลังงานทั้งที่สูงกว่า-ทั้งที่ต่ำกว่าตัวเอง มันจะยังไม่มีพลังงานอย่างนี้

ซึ่งแตกต่างจากจิตนิยามที่มีสัญญา แตกต่างจากสัญญาของพีชนิยามอย่างมีนัยสำคัญ คือจิตนิยามจะมีพลังงานละเอียดลึกซึ้งรอบรู้ชาญฉลาดที่จะรู้และจะทำการเบียดเบียน ทำการรุกรานหรือทำร้ายทำแรงแก่พลังงานที่สูงกว่าตัวเองก็ตาม ที่ต่ำกว่าตัวเองก็ตาม ได้ ถ้าพลังงานนั้นชั่วหรือเลว

และจิตนิยามนั้นมีสัญญาที่แตกต่างจากสัญญาของพีชนิยามอย่างมีนัยสำคัญประเสริฐยิ่งก็คือ จิตนิยามจะมีพลังงานละเอียดลึกซึ้งรอบรู้ชาญฉลาดที่จะทำการช่วยเหลือ สงคราะห์ เกื้อกูล เสียสละ แก่พลังงานที่สูงกว่าตัวเองก็ตาม ที่ต่ำกว่าตัวเองก็ตาม ได้ ถ้าพลังงานนั้นดี เป็นกุศลจิต

ดังนั้น พีชนิยามจึงเป็นเผ่าพันธุ์ความเป็นพลังงานอยู่ตามรหัสเดิม ยังไม่มีรหัสอื่น(ปร) นอกจากรหัสที่ตนมีอยู่และทำกรรมกิริยาได้เท่าที่ตนมีรหัส เหมือนหุ่นยนต์แต่ละตัวที่มีประสิทธิภาพเท่าที่ตนมีรหัส ยังไม่มีอปรโคยาน คือไม่มีรหัสใดเลยที่จะเป็นพาหะพาให้พีชนิยามหรือชีวะขั้นนี้ ใช้พลังงานทำอะไรออกไปเกินกรอบแห่งชีวะที่ตนมีรหัสเท่าที่ตนมีจึงเป็นได้แค่สังขารที่ไม่มีกรรมครอง-ไม่มีวิบากครอง(อนุปาทินนกสังขาร) จนกว่าพลังงานแห่งพีชนิยามนั้นจะพัฒนาก้าวหน้าถึงขีดเข้าข่ายจิตนิยาม

หุ่นยนต์เป็นอุตุนิยาม มันมีแต่สัญญา ส่วนสังขารนั้นแทบจะไม่ปรุงเอง เขาสั่งเขาโปรแกรมไว้หมดก่อนแล้ว ปรุงไว้ก่อนแล้ว หุ่นยนต์นี้ต่ำว่าพีชะแต่คนพยายามผลักดันให้หุ่นยนต์เหนือพีชะ เขาทำไปโดยไม่รู้ซึ้ง เขาจะดันทุรังทำไปอย่างไรก็ไม่ได้ เพราะข้ามขั้นไปไกลเลย หุ่นยนต์เป็นได้แค่อุตุ จะให้มาเป็นพีชนิยาม เป็นจิตนิยามยากหรือไม่ได้เลย ส่วนคนนั้นแม้มีจิตนิยามก็ยังมีที่ไม่รู้กรรม ต่ำกว่าสามัญ รู้ว่าชั่วก็ยังทำ ทำร้ายเบียดเบียนคนอื่นได้ เลยยิ่งกลายเป็นตีกลับ ต่ำกว่าพีชะ ต่ำกว่าเดรัจฉานอีก

พีชนิยามจึงไม่สามารถจะมีพลังงานเกินรหัสที่ตนมี อะไรที่เกินกว่าสัญญาคือความจำในรหัสที่ชีวะนี้มี มันทำไม่เป็น มันไม่ทำ จึงเป็นพลังงานที่มีอัตโนมัติเฉพาะความเป็นชีว ะ ระดับพีชนิยามนี้แค่นั้น ยัง ไม่มีพลังงานดูด(อารมณ์ชอบ,อิฏฐารมณ์)-พลังงานผลัก(อารมณ์ชัง,อนิฏฐารมณ์)ที่เกินกว่ารหัสตนมี มีแต่พัฒนาตนอยู่ในตนเท่านั้น

แม้จะพบหรือสัมผัสอะไรอื่น(ปร)เกินกว่ารหัสที่ตนมีแล้วต้องอยากได้(ตัณหา)เพิ่มขึ้นมาปรุงแต่ง(สังขาร)ใส่ความเป็นตนให้ยิ่งใหญ่จากรหัสที่ตนมีเข้าไปอีก พีชนิยามนี้ยังไม่มีการยึดเกินกว่าที่กำหนดไว้(สัญญา)นั้น

หรือพีชนิยามมีการยึดว่า นี่คือเรา ตามรหัส ถ้าสิ่งใดที่ไม่ใช่เราเข้ามาแตะ-เข้ามาสัมผัสก็จะไม่ชอบใจ แล้วก็มีเจตนาถึงขั้นต้องทำลายหรือทำร้ายสิ่งนั้น อันเกินกว่ารหัสที่ตนมี พีชนิยามนี้ก็ไม่ทำ พีชนิยามจึงป้องกันตัวเองได้น้อยมาก

แม้แต่การได้เหตุปัจจัยมาใส่ตนให้เป็นชีวะอยู่ของพีชนิยามนั้น มันก็รู้แค่ตามรหัสที่กำหนดแล้วก็ทำในตนเท่านั้น จะมีความรู้สึกว่า หากได้เหตุปัจจัยมาก่อเกิดความเป็นชีวะตามรหัสที่มีแล้ว มันก็มีความรู้สึกชอบใจดีใจ เป็นสุข ก็ยังไม่มี แม้แต่ไม่ได้มาตามรหัสที่มีอยู่แล้วเสียใจ ก็เป็นทุกข์ อย่างนี้ก็ไม่มีพีชนิยามนี้จึงไม่มีทั้งอารมณ์สุข-ไม่มีทั้งอารมณ์ทุกข์ ยังไม่มีเวทนาฉะนี้แล

ธาตุสังขารขั้นพีชนิยามนี้จึงยังไม่ถึงขั้นวิญญาณ เพราะพลังงานระดับนี้ยังไม่มีความเป็นเวทนา ไม่รู้สึกหรือไม่มีอารมณ์ พีชนิยามนี้จึงไม่มีทั้งความอยากได้มา เกินกว่ารหัส ก็ไม่มีกิเลส ไม่มีบาป

พีชนิยามจึงไม่จำเป็นต้องใช้บุญมากำจัดบาปใดๆ พีชนิยามจึงเป็นภาวะที่ไม่มีทุกข์(เวทนา)ไม่มีสุข(เวทนา) ไม่มีบาปไม่มีบุญ

พลังงานขั้นนี้มันมีแค่พีชนิยามเพราะประสิทธิภาพยังไม่มีองค์ประกอบของรูปและนาม(กาย)ถึงขั้นพลังงานจิตนิยาม

จิตนิยามต้องมีรูป-มีนาม ครบรูปนามขันธ์ ๕คือ มีทั้งรูป ๑ และมีทั้งนาม ๔ คือ เวทนา-สัญญา-สังขาร-วิญญาณ แต่พีชนิยามนั้นมีแค่รูป ๑ กับนาม ๒(แค่รูป-สัญญา-สังขาร ไม่มีเวทนา-วิญญาณ)

พีชนิยามจึงยังไม่มีความเป็นกายจนกว่าพลังงานนั้นจะมีอาการที่เรียกว่าเวทนา องค์ประชุมของพลังงานกลุ่มนี้จึงจะเรียกอาการแห่งชีวะนั้นว่า วิญญาณหรือจิต จึงจะมีคุณสมบัติถึงขั้นกาย

วิญญาณหรือจิตนั้นต้องมีเจตสิก ๓ คือ เวทนา-สัญญา-สังขารและต้องมีสัมผัสอยู่กับรูปภายนอกอยู่เสมอด้วย จึงจะชื่อว่า กาย หากไม่มีสัมผัสก็ไม่ชื่อว่ากาย

ดังนั้น กายจึงต้องมีองค์ประกอบครบคุณภาพดังกล่าวแล้วจึงจะชื่อว่า กายหากไม่มีประสาทเข้าไปเชื่อมและมีจิตหรือวิญญาณเข้าไปร่วมทำหน้าที่เป็นองค์รวม ก็ยังไม่เป็นจิตนิยาม และในคนมีอาการที่ ๓๓ [ตาวติงสาการหรือโลกดาวดึงส์ ที่ คนผู้อวิชชาหลงยึดนามธรรม(อาการที่ ๓๓ คืออาการสุขในจิต)นี้กัน] อย่างมั่นใจอย่างสนิทใจจริงๆ ว่า อาการ ๓๓นี้เป็นความจริง-เป็นของจริงที่สุขที่ทุกข์กันจริงๆ ไม่เชื่อว่า ไม่จริง เข้าใจไม่ได้ ว่า มันไม่มีจริงได้อย่างไร ก็ในเมื่อเรายังมีสุข-มีทุกข์นี้อยู่ เพราะคราใดมีเหตุปัจจัยประชุมสัมผัสกันขึ้นเมื่อใด สุขก็มีขึ้นมาให้ตนมีอยู่ ทุกข์ก็มีขึ้นมาให้ตนมีอยู่ ไม่ได้หายไปจากความมีในจิตใจเราอย่างถาวรยั่งยืนเลย

เพราะยังไม่สามารถเรียนรู้และฝึกฝนจนกระทั่งหยั่งเข้าไปถึงความจริงว่า อาการสุข-อาการทุกข์ในใจตนที่เคยมีอยู่นั้น มันไม่เที่ยง มันเป็นตัวเหตุที่เราหลงว่ามันมีอยู่เกิดอยู่ในตัวเราอยู่ ต่างหาก

ทั้งๆที่มันไม่ได้สุขอยู่อย่างนั้นตลอดเวลาเลย มันมีเป็นคราวๆ มันเปลี่ยนไปเป็นอื่นอยู่เสมอ แต่เราอวิชชาอยู่ คราใดที่มีเหตุปัจจัยมาประชุมกันครบตามอุปาทานเท่านั้นต่างหากที่มันหลงว่าเป็นสุข แล้วหลงว่าต้องทำให้ได้เป็นสุขทิพย์ วรรณะทิพย์ อายุทิพย์อีกให้นานเท่านาน

ถ้าภาวะใดที่ยังไม่เคยยินดีจนอุปาทานไว้ มันก็ไม่มีภาวะสุขนั้นเกิดที่เราหรอกแม้มีสุขนั้นขณะใด มันก็ไม่ได้มีสุขนั้น อยู่อย่างนั้นตลอดไปที่ไหน เดี๋ยวมันก็มี แล้วเดี๋ยวมันก็ลดลง หรือมากขึ้น และสุดท้ายก็หายไป

ถ้าเอาผีตองเหลือง มาในเมือง ให้ดูผู้หญิงที่ใส่เสื้อผ้าสวยเต้นรำ อย่างนี้ผีตองเหลืองก็ไม่ได้เห็นว่างามว่าสวย ไม่เป็นสุข เรพาะจิตใจไม่ได้ยึดติดมาก่อน อย่างฝรั่งมาเมืองไทย ไม่เคยสุขกับรสเผ็ดมากินอาหารไทยๆมีพริกก็ทรมาน แต่พออยู่นานไปถูกครอบงำให้ชอบพริก พอเวลากลับไปต่างประเทศต้องศึกษาวิธีปลูกต้นพริก เพราะติดเข้าเสียแล้ว

ผู้ที่ได้ศึกษา และสามารถอ่านความจริงที่ว่านี้ได้จากการปฏิบัติ จนเห็นจริงชัดเจน ว่าเมื่อเราปฏิบัติสัมมาทิฏฐิจริงๆก็เห็นว่า มันจางลงคลายลง มันลดลงอย่างเห็นได้ สัมผัสอยู่โต้งๆหลัดๆขณะนั้นจึงเชื่อว่า รู้ด้วยปัญญา-ความรู้ของตนแท้ๆ

และที่สุดในจิตใจของเราก็จะรู้ได้ด้วยตนเลยว่า แม้จะสัมผัสกับเหตุภายนอกที่เคยสุขเคยทุกข์นั้น ก็ไม่มีอาการสุข-ไม่มีอาการทุกข์(อุทกขมสุขที่เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา)นั้นในจิตใจเราอีกแล้ว กระทั่งพิสูจน์ได้ว่า ไม่มีเกิดอาการ(หรืออารมณ์)สุขอย่างที่เคยสุขหรือทุกข์อย่างที่เคยทุกข์นั้นในองค์ประชุมของรูปนาม(กาย)ขณะนั้นความไม่มีสุขไม่มีทุกข์(อุเบกขา)ขณะนั้น อันคือองค์ประชุมของรูปนามจึงชื่อว่ากาย มันมีกายของสัตว์โอปปาติกะในจิตของเราตายไปจากความรู้สึก(เวทนา)ส่วนหนึ่ง

ถ้าผู้ใดทำเนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนาให้เกิดในจิตได้สำเร็จจริง นี้แลคือ อาการความเป็นนิพพานปรากฏในใจด้วยสามารถ อาการที่เป็นสุขนั้นจะเกิดเป็นจริง เป็นแท้ ก็ต่อเมื่อมีอาการ ๓๒ทำงานสัมพันธ์กันและเกิดความรู้สึกในใจว่า เป็นสุข ความรู้ที่รู้ขณะนั้นคือปัญญา(ไม่ใช่แค่สัญญาที่มีเฉพาะการเกิดขณะที่มีแต่องค์ประชุมของภายใน) เป็นความรู้ที่รู้ครบครันทั้งภายนอกภายใน เรียกว่ามีกายสักขี คือ มีองค์ประชุมของรูปและนามสำเร็จอิริยาบถอยู่โทนโท่ หลัดๆ เป็นสักขีพยาน จึงชื่อว่า รู้ด้วยปัญญาที่สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย

เพราะถ้าเรียกว่า กาย ในความเป็นกายนั้นจะต้องมีพลังงานของนามธรรมเกี่ยวข้องร่วมด้วยอยู่เสมอ พร้อมทั้งสัมผัสอยู่กับรูปธรรมนั้นด้วย จึงจะเป็นกาย หากขาดจากรูปธรรมสัมผัสอยู่ด้วย ไม่ชื่อว่า กาย ไม่เป็นกาย

ความรู้ของปุถุชนคนสามัญทั่วไปที่ยังอวิชชาอยู่เท่านั้น ที่เข้าใจว่ากายคือ อาการที่มีแค่รูปธรรมภายนอกส่วนเดียวเท่านั้น

แต่...ฟังดีๆ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดๆอีกว่า ถ้าคนใดยังมีอวิชชาอยู่ ไม่ว่าจะเป็นบัณฑิตหรือเป็นคนโง่(พาล)ก็ตาม แม้เขาจะตายคือร่างกายแตก(กายัสสะ เภทา)ไปแล้ว เขาก็ยังมีความเป็นกายหรือเข้าถึงกาย(กายูปโค โหติ)อยู่ ยังไม่หมดสิ้นความเป็นกายไปได้(พระไตรปิฎก เล่ม ๑๖ ข้อ ๕๙)

เมื่อยังมีกายหรือยังเข้าถึงกายอยู่ ก็ยังไม่พ้นจากชาติ ชรา มรณะ โสก ปริเทวะ อุปายาส เพราะผู้นั้นยังมีอุปาทาน ยังไม่พ้นอวิชชา

เมื่อมี ชาติ ชรา มรณะ โสก ปริเทวะ อุปายาส ก็คือ ยังมีทุกข์ ไม่ว่าเป็นหรือตาย

ชัดเจนมั้ย.. ผู้ยังมีทุกข์คือผู้ยังมีกาย

นัยสำคัญคือกายนี้แลถ้าไม่มีพลังงานของนามธรรมเกี่ยวข้องร่วมด้วย ภาวะนั้นก็ไม่ใช่ กาย เมื่อไม่มีกายก็ไม่มีทุกข์

ประเด็นนี้ เป็นประเด็นหลักที่สำคัญมาก ถ้าหากผู้ปฏิบัติธรรมของพุทธเข้าใจความเป็นกายนี้ ไม่สัมมาทิฏฐิ โดยไปหลงผิดเข้าใจว่า กายคือ รูปร่างภายนอก หรือส่วนของวัตถุธรรมเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับนามธรรมเลย ไม่เกี่ยวกับจิตกับวิญญาณเลย

ผู้นั้นย่อมมิจฉาทิฏฐิแน่นอน เมื่อมิจฉาทิฏฐิก็ไม่สามารถจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริง ความเป็นสักกายอันเป็นสังโยชน์ข้อที่ ๑ เมื่อผู้ใดมิจฉาทิฏฐิแล้วอย่างนี้ ผู้นั้นจึงไม่สามารถปฏิบัติเรียนรู้กายในกายได้อย่างเป็นสัมมาทิฏฐิ และไม่สามารถปฏิบัติเรียนรู้กายคตาสติให้เป็นสัมมาทิฏฐิได้แน่ คนผู้นี้ย่อมไม่มีมรรคผลเด็ดขาด

ดังนั้น ผู้มิจฉาทิฏฐิดังกล่าวนี้ เมื่อมาพบพระวจนะของพระพุทธเจ้าที่ตรัสไว้ว่าปุถุชนผู้มิได้สดับ จะพึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต ๔ นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะเหตุว่า ความเจริญก็ดี ความเสื่อมก็ดี การเกิดก็ดี การตายก็ดี ของร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูต ๔ นี้ย่อมปรากฏ ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงเบื่อหน่ายบ้าง คลายกำหนัดบ้าง หลุดพ้นบ้าง ในร่างกายนั้น แต่ตถาคตเรียกร่างกาย(กายัสส)อันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง

ปุถุชนผู้มิได้สดับ ไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้นได้เลย ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะว่าจิตเป็นต้นนี้ อันปุถุชนมิได้สดับ รวบรัดถือไว้ด้วยตัณหา ยึดถือด้วยทิฏฐิ ว่า นั่นของเรา นั่นเป็นเรา นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้ ตลอดกาลช้านานฉะนั้น ปุถุชนผู้มิได้สดับ จึงไม่อาจเบื่อหน่าย คลายกำหนัด หลุดพ้นในจิต เป็นต้นนั้น ได้เลย (พระไตรปิฎก เล่ม ๑๖ ข้อ ๒๓๐)

จากพระวจนะที่ว่า ตถาคตเรียกร่างกายอันเป็นที่ประชุมแห่งมหาภูตทั้ง ๔ นี้ว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง นั้น ย่อมเห็นชัดแล้วว่า กาย(กายัสสะ)นั้นจะเรียกว่าจิต ว่ามโนว่าวิญญาณ หรือแม้จิตก็ดี มโนก็ดี วิญญาณก็ดีนั้น จะเรียกว่ากาย ก็ต้องมีทั้งรูปและนาม มิได้แยกจากกัน

เพราะกายที่เป็นทุกขอาริยสัจนั้น ไม่ใช่หมายเอาร่างกายภายนอกที่บาลีว่าสรีระเท่านั้น แต่หมายเอาส่วนที่เป็นกายภายในส่วนที่เป็นนามต่างหากที่มันเป็นแดนเกิดอาการทุกขอาริยสัจ ดังนั้น การพิจารณากายคตาสติจึงต้องพิจารณาองค์ประกอบของนามธรรม แท้ๆ จึงจะสามารถรู้ทุกข์-สมุทัย ขาดไม่ได้

เพราะเหตุนี้เอง พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า กายนั้น ตถาคตเรียกว่า จิตบ้าง มโนบ้าง วิญญาณบ้าง เพราะทุกขอริยสัจอยู่ที่นี่

ในพระไตรปิฎก เล่ม ๑๐ ข้อ ๖๐ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธัมมา ทฺวเยน เวทานย เอกสโมสรณา ภวันติ) องค์ประกอบของภาวะ ๒ หรือของธรรมะทั้ง ๒ นั้น มีนามธรรมประกอบอยู่ด้วย คือมีเวทนา ซึ่งเป็นภาวะของชีวะขั้นจิตนิยามแท้ๆ มิใช่พีชนิยามแน่นอน

พีชนิยามคือพลังงานและสสารที่มีการปรุงแต่งกัน(สังขาร)ถึงขั้นพืชคือ บรรดาพืชทั้งหลาย ที่มีรูป-สัญญา-สังขารแค่นั้น

ไม่มีเวทนาคือ อารมณ์หรือความรู้สึก ไม่ทุกข์ ไม่สุข ไม่รัก ไม่โกรธ ไม่จองเวรใคร หรือจองเวรอะไร แม้ในปัจจุบันนี้ก็ไม่มี ดังนั้นยิ่งข้ามชาติไปก็ยิ่งไม่มีอะไรจะจองเวร พืชจึงไม่มีบาป-ไม่มีบุญ ไม่มีกุศล-ไม่มีอกุศล

ผู้มีธาตุรู้ขั้นสามารถรู้ในปรมัตถธรรมจริงๆ จึงจะรู้ว่า พืชมีรูป(สิ่งที่ถูกรู้ได้ด้วยสัมผัส) รู้ว่าที่เป็นพืชนั้น เพราะอะไร?

ในตัวพืชเอง มันก็จะมีพลังงานชีวะที่รู้ว่า นี่คือ สิ่งที่พืชต้องเอามาทำชีวิตของตนให้ยังอยู่ได้ต่อไปเจริญดี คงรูปของมันตามรหัสแห่งพันธุกรรมเดิม(DNA)ของพลังงานชีวะที่เป็นพืช หรือของพีชนิยาม

เรากำลังเรียนรู้ลึกเจาะลงไปในหน่วยแห่งพันธุกรรม(gene)ของพีชนิยาม ว่า มันมีรายละเอียดในพันธุกรรม อย่างไร? แค่ไหน?

เราก็ได้รู้จักข้อมูลแห่งพันธุกรรมทั้งหมดที่จำเป็นใช้และจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างปกติของชีวะระดับพืช

ซึ่งเราจะรู้ความจริงในข้อมูล ว่า รหัสแห่งพันธุกรรมของพืช(DNA)นี้มันมีแค่รูป-สัญญา-สังขาร ที่เป็นยีน(gene)ทำงานอยู่ในชีวะของพืช แม้จะมีจีโนม(genome)คือพลังงานย่อยอื่น(ปร) เกิดในตนก็ยังไม่ถึงขั้นมีคุณภาพพอที่จะก้าวพ้นออกไปเป็น DNA ใหม่ได้ มีแค่กำหนดรู้เรียกว่าสัญญา แล้วพืชเองมันก็ทำสังขาร ชีวิตของมันก็อยู่ในรูปของมันไปเท่านั้น และมีเกิดมีตาย และตายไป ก็ไม่มีจองเวร-จองกรรมอะไรใคร

DNA(deoxyribonucleic acid) คือ สารที่มีการดำรงอยู่ ตามกรอบของรหัสพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิต(gene) อยู่ในฐานะของ potential energy ที่ศัพท์ภาษาไทยว่า พลังงานศักยะ

Gene คือ รหัสพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิต ซึ่งอยู่ในฐานะของ kinetic energy ที่ศัพท์ภาษาไทยว่า พลังงานจลนะ

Genome(จีโนม) คือ ข้อมูลทางพันธุกรรมทั้งหมดที่จำเป็นใช้ในการสร้างและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตอย่างปกติของสิ่งมีชีวิตชนิดใดชนิดหนึ่ง

จีโนม(genome) อยู่บนดีเอ็นเอ(DNA) ซึ่งในสิ่งมีชีวิตชั้นสูง จีโนมก็คือ ชุดของดีเอ็นเอทั้งหมดที่บรรจุอยู่ในนิวเคลียสของทุกๆเซลล์นั่นเอง [nucleus = ส่วนที่เป็นใจกลางของเซลล์,มวลที่มีประจุบวกภายในอะตอม ประกอบด้วยนิวตรอนและโปรตรอน]

จีโนม(genome)ของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน จะแตกต่างกัน และสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดมีขนาดของจีโนมแตกต่างกัน

จีโนม(genome) เทียบได้กับแบบพิมพ์เขียว(blueprint)ของสิ่งมีชีวิต

ในจีโนม(genome)ของ มนุษย์ พืช และสัตว์นั้น นอกจากดีเอ็นเอในส่วนซึ่งเรียกกันว่ายีน(gene)แล้ว ยังมีส่วนของดีเอ็นเอที่ไม่ใช่ยีนอยู่อีก และยังไม่ทราบหน้าที่ที่แน่ชัดทั้งหมด แต่ในการศึกษาจีโนมนั้นต้องศึกษาทั้งหมดทั้งส่วนที่เป็นยีน และไม่ใช่ยีน

ในคนปกติจะมีจีโนม ๒ ชุด โดยมา จากทางพ่อ ๑ ชุด จากทางแม่ ๑ ชุด ในชีวะปกติทั้งของพีชนิยามและทั้งของจิตนิยามจะมีจีโนม(genome) ๒ ชุด โดยมาจากทางปุริสินทรีย์(จากพ่อ) ๑ ชุด จากทางอิตถินทรีย์(จากแม่) ๑ ชุด

เพราะนี่คือภาวะที่มันจะมากขึ้นหรือจะน้อยลงจนถึงขั้นมีฤทธิ์เป็นตัวแปรสำคัญของสภาวธรรมทั้งหลายจนกลายเป็น DNA ใหม่ หรือมีรหัสพันธุกรรม(gene)ใหม่เกิดขึ้นเปลี่ยนยีนหรือเปลี่ยน DNA นั่นเอง

ซึ่งวิทยาศาสตร์ของโลกสามารถแยกยีนที่เป็นรหัสเพศแม่แตกต่างจากยีนที่เป็นรหัสเพศพ่อในความเป็นสัตว์ก็แยกได้ แม้ในความเป็นพืชก็แยกได้สำเร็จ

แต่ไม่สามารถทราบหน้าที่ที่แน่ชัดทั้งหมดของจีโนมได้ ดังที่วิทยาศาสตร์ทางโลกยอมรับอยู่แล้วนั้น วิทยาศาสตร์ของโลกจึงไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงจีโนมที่มีองค์ประกอบของรูปและนาม(กาย) ซึ่งต้องมีความรู้(วิชชา) ขั้นอภิสัญญาขั้นวิชชา กำหนดรู้อาการ-เพศ(ลิงค์)-นิมิต-อุเทศ จึงจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงว่า จีโนมที่มีคุณสมบัติอย่างนี้แบบนี้ถึงจะอยู่ในภาวะ ยีนของพืช(พีชนิยาม) คุณสมบัติอย่างนี้ๆ

ต้องขั้นนี้ถึงจะเข้าขั้นยีนของสัตว์(จิตนิยาม)ซึ่งต้องพ้นอวิชชา จึงจะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นจีโนม ด้วยอาการ-เพศ(ลิงค์)-นิมิต-อุเทศ และรู้หน้าที่อย่างแน่ชัด

เช่น หน้าที่ของรูป อย่างไร? แค่ไหน? หน้าที่ของนาม อย่างไร? แค่ไหน? และองค์รวมหรือองค์ประกอบ(กาย) ของความเป็นรูปนั้นอย่างไร? แค่ไหน? ของความเป็นนามนั้นอย่างไร? แค่ไหน? จึงจะสามารถรู้แจ้งรู้จริงความเป็น จีโนมที่ยังเป็นแค่พีชนิยาม หรือจีโนมที่เป็นจิตนิยามได้แล้ว

ผู้มีวิชชา(พ้นอวิชชา)อย่างนี้จึงจะรู้แจ้งรู้จริงเส้นแบ่งความเป็นพีชนิยามกับจิตนิยาม ออกจากกันได้ จากจีโนมนี่เอง

เพราะยังไม่รู้(อวิชชา) หรือยังมิจฉาทิฏฐิในอาการ-เพศ(ลิงค์)-นิมิต-อุเทศของรูปธรรมกับนามธรรม โดยเฉพาะยังไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในอาการของความเป็นกาย ที่มีทั้งความเป็นรูปและเป็นนาม โดยเฉพาะรูปและเป็นนามของเวทนา และเวทนาในเวทนาทั้งหลาย จึงไม่สามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงความเป็นจีโนม(genome)หรือนามธรรมขั้นชีวะนี้ที่ทำหน้าที่แน่ชัด คือหน้าที่เป็นเพศแม่(มาตา) และหน้าที่เป็นเพศพ่อ(ปิตา)ในการแยกความเป็นสัตว์โอปปาติกะ(จิตนิยาม) กับความเป็นพืช(พีชนิยาม) ซึ่งรู้ได้จากความเป็นจีโนมอันมีหน้าที่ชัดเจนนี้แล

DNA ก็ดี ยีนก็ดี จีโนมก็ดี ที่เป็นจีโนมระดับพีชนิยาม หรือระดับจิตนิยามที่พระพุทธเจ้าทรงรู้ยิ่งเห็นจริงจึงเป็นความตรัสรู้ของพระองค์ที่ทราบหน้าที่แน่ชัดทั้งหมด ถึงขั้นทรงยืนยันทฤษฎียิ่งใหญ่ได้ว่า มโนปุพพังคมา ธัมมา มโนเสฏฐา มโนมยา

การปฏิบัติธรรมของพุทธจะสามารถเรียนรู้ไปถึงความเป็นอิตถีเพศและต้องสามารถถึงขั้นมีการทำใจในใจ(มนสิการ)ของตน จนกระทั่งจัดการ(อภิสังขาร)ให้ความเป็นอิตถีเพศกลายเป็น(ภวันติ)ปุริสเพศหรือเป็นเอกบุรุษ อย่างถูกต้องถ่องแท้(โยนิโส)

นั่นคือ ต้องมีสัมมาทิฏฐิในข้อที่ ๗ ได้แก่ ความเป็นเพศแม่(มาตา) และข้อที่ ๘ ได้แก่ ความเป็นเพศพ่อ(ปิตา) ในความเป็นรูปและนามกันจริงๆ จึงจะปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะปฏิบัติมรรค อันมีองค์ ๘ได้ผลจริง(พระไตรปิฎก เล่ม ๑๔ ข้อ ๒๕๒ เป็นต้นไป)

ความเป็นเพศแม่(มาตา) เพศพ่อ(ปิตา)ในขั้นนี้เป็นเรื่องอภิธรรมหรือปรมัตถธรรมกันแล้ว ผู้ที่ยังเข้าใจไม่สัมมาทิฏฐิ ก็ยากที่จะปฏิบัติธรรมของพุทธบรรลุผลจริงได้กระทั่งจัดการทำความเป็นอิตถีลิงค์ (เพศแม่)ให้กลายเป็น(ภวันติ)ปุงลิงค์(เพศพ่อ) ได้สำเร็จ ไปตามลำดับ กระทั่งที่สุดจัดการทำความเป็นปุงลิงค์ ให้กลายเป็น(ภวันติ)นปุงสกลิงค์(ไม่มีเพศ คือไม่เหลือเพศพ่อ) ก็ถือว่า เป็นอุตตมโปริส(อุตตมบุรุษ) ซึ่งสูงถึงยอดสุด,ความเป็นของสูงสุด(อุตตมตา)

ยังมีความสามารถที่มีนัยสำคัญยิ่งไปกว่านั้น คือ ผู้เป็นโพธิสัตว์จะสามารถอนุโลมปฏิโลมเข้าอาศัยเพศแม่-เพศพ่อ-ไม่มีเพศ ซึ่งคือ สภาวะ ๓ เพศ(ไตรลิงค์)ได้เท่าที่โพธิสัตว์แต่ละท่านจะสามารถทำได้ตามบารมี ก็มีอีกเป็นความพิเศษยิ่งๆขึ้นไปที่เป็นประโยชน์แก่โลก-แก่คนอื่นยิ่งๆขึ้น ซึ่งพ้นความเป็นประโยชน์ตนไปแล้ว(ไม่มีอัตตา)ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมจะต้องศึกษาเรียนรู้ภาวะรูป ๒(ปุริสินทรีย์และอิตถินทรีย์) อันมีความแตกต่างกันหรือมีเพศ(ลิงคะ) หรือยังมีความเป็น ๒ ด้วยนัยสำคัญ คือ ธรรมะ ๒ (เทฺว ธัมมา)นี้กันจนสามารถสัมผัสรู้จักรู้แจ้งรู้จริงภาวรูป ๒ ด้วยปัญญาอย่างมีของจริงหรือความจริง จึงจะชื่อว่า ผู้มีมรรคผล

เช่น เราสามารถรู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความเป็นสัญญาก็ดี สังขารก็ดีโดยเฉพาะเวทนา ซึ่งเป็นภาวะที่จะต้องมีให้ผู้ปฏิบัติธรรมเรียนรู้อย่างยิ่ง จึงจะบรรลุธรรมได้ หากไม่มีเวทนาหรือไม่มีความรู้สึก-อารมณ์ให้ศึกษาเรียนรู้ ก็หมดสิทธิ์จะรู้แจ้งความเป็นนิโรธหรือไม่ใช่นิโรธอย่าไปหลงเอาแต่นั่งหลับตาเข้าไปในภวังค์ แล้วก็ไปดับเวทนา กระทั่งเป็นคนไม่มีความรู้สึก เป็นคนไม่สามารถรับรู้อะไรเลย แล้วหลงว่านี่คือ ภาวะความเป็นนิโรธ ของศาสนาพุทธ อย่างนั้นมันมิจฉาทิฏฐิ ขอยืนยัน

นิโรธที่สัมมาทิฏฐิของพุทธนั้น มันมีเวทนาที่เป็นธรรมะ ๒(เทฺว ธัมมา) และสามารถทำให้เป็นหนึ่ง(เอกัคคตา)อย่างเห็นๆ ไม่ใช่ความดับอย่างไม่รู้ไม่เห็น แต่เป็นความดับที่รู้ๆเห็นๆอย่างแจ้งๆ(สัจฉิ)

พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุรุษมีตัณหา เป็นเพื่อน

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน