580515_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ ไขรหัสพันธุกรรมของนามธรรม ๑.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์24 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580515_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ ไขรหัสพันธุกรรมของนามธรรม ๑

พ่อครูว่า... วันนี้วันศุกร์ที่ ๑๕ พ.ค. ๒๕๕๘ ... ก่อนจะได้บรรยาย วันนี้จะลองเจาะลึก ลงไปในgenome ของธรรมะ รหัสพันธุกรรม ของจิต ของเชื้ออนุสัย จิตในจิตของเราเลย จะมีแง่มีเชิงมีมุมอย่างไร ทางด้านฟิสิกส์ในโลก ก็มีบัญญัติภาษา มีชื่อเรียก แต่ทางธรรมก็มีชื่อเหมือนกัน แต่ว่า คนเขาไม่ค่อยรู้จักชื่อ ก็เลย นำชื่อเขามาใช้ ซึ่งโครงสร้างเหมือนกัน

ทางโลกเขาได้รู้ นิวตรอน แต่เขาไม่สามารถได้นิวตรอนด้วยตัวเอง มันเป็นนิวตรอนโดยธรรมชาติ เป็นพลังงานไม่ไปทางไหน ไม่บวกไม่ลบ มันได้ตามธรรมชาติ แต่ของพระพุทธเจ้าทำได้อย่างถาวรเลย อย่างภาษาคำว่า ว่างนี้ของท่านเยอะ ถ้าจะเรียกตามโลก เรียกสภาพของจะเรียกว่า ธาตุที่เป็นธาตุทาง เพศ เขาก็เรียกได้ เป็นเพศชายเพศหญิง ก็เรียก และสุดท้ายทำให้หมดเพศชาย เพศหญิง เป็นนปุงสกลึงค์เขาทำไม่ได้ ไม่บวกไม่ลบเลย กลางๆ สิ่งเหล่านี้ก็คล้ายกัน มันใช้ภาษาฟิสิกส์ทางโลกมาเรียกก็พอเข้าใจกันได้

ก่อนจะได้บรรยายก็บอกข่าว คุณวัชราภรณ์ สุขสวัสดิ์ เป็นโรคไตวายเรื้อรัง มานานเป็น ๑๐ ปี แล้ว ฟอกไตสัปดาห์ละ ๒ ครั้ง ปกติไปฟอกไต รพ.คลองตัน ต่อมามีหลอดเลือดอักเสบ หัวใจวาย ต่อมาก็มีแผลที่เท้า ต้องคว้านเนื้อออก รักษาภาวะหลอดเลือดอักเสบ ที่รพ.ราชวิถี และขณะเดียวกันต้องล้างไตด้วย อยู่ห้องรวม ๖ เตียง เขาก็อนุญาตให้เฝ้าได้ เพราะคนป่วยช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ผู้ดูแลก็ช่วยเหลือ

เขาไม่ได้เอ่ยปากช่วยนะ เขาเกรงใจ แต่ก็ผู้ไปเยี่ยมเห็นว่าน่าช่วยเหลือ ผู้จะช่วยติดต่อได้ที่คุณอ่าน 083-1983102

ใครที่พอจะช่วยได้หน่อยบั้นปลายชีวิตแล้ว น่าสงสาร ช่วยบอกต่อด้วย เลขที่บัญชี ออมทรัพย์ สาขาสุขุมวิท101คุณสุวัฒนา สุขสวัสดิ์ ธ.กสิกรไทย เลขที่

อ่านต่อ

035-2-43475-2

โทรศัพท์ คุณวัชราภรณ์ คุณปิยนาถผู้ดูแลเป็นคนรับสาย083-198-3102,081-918-1925

มาเข้าสู่ธรรมะ วันนี้จะใช้ภาษาใหม่ ที่อาจแปลกหู ... ที่เรากำลังพูดกันเรื่อง รูป/นาม เรื่องกาย อาตมาได้พยายามบอกว่า การศึกษาของพุทธ เมื่อศึกษาอย่างสัมมาทิฏฐิจะรู้ไปตามลำดับ เข้าใจรายละเอียดของจิตเจตสิกรูปนิพพาน ละกิเลสไปตามขั้นตอน เร่ิมต้นที่ ฐานแห่งความจริง คือฐานที่มีทุกอย่างครบ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เปิดรับครบทุกทวาร มีสติตื่นรู้รับทั้งนอกและใน ไม่หรี่ ไม่อยู่ในภพไหนๆ อยู่กับกามภพนี่แหละ จะรู้กามภพที่ปรุงแต่งเป็นโลกหมุนวนที่หยาบต่ำที่สุดคือ อบาย มันหยาบ หนักใหญ่ แรงหนัก ก็ควรจะรู้ได้ง่ายกว่า และเรียนให้จริง ว่าเราติดให้แล้ว มีสุข/ทุกข์ เป็นเวทนา

ที่จะเจาะลึกคือ เวทนา เป็นหลัก ที่จะประชุมกัน ฌานของพระพุทธเจ้า ได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก ส่วนฌานที่ไม่ใช่สัมมาสมาธิ ได้โดยยากลำบาก ช้า ต้องใช้สถานที่ เป็นเรื่องยาก ไม่อัตโนมัติ แต่ของพุทธเรียนรู้ได้ละได้ก็ได้เลย ได้แล้วก็อยู่กับทุกอย่างเหมือนเดิม โลกอบายก็มีอยู่เราก็อยู่ด้วย แต่เรามีโลกุตรจิต มีจิตเหนืออบายได้

เรามีฌานขั้นไหนเราก็รู้ เราจะใช้พลังงานที่เรียกว่า ฌาน ๑ ใช้การจัดการ ทำงานปรุงอยู่ลงแรงลงมืออย่างเข้มข้น อย่างคุมเข้ม เราก็ทำการจัดการ สังขาร ปรุงแต่ง เป็นฌาน ๑

เบากว่านั้นลงมา มีใจแถมเป็นปีติ ยินดี สนุกๆได้ อนุโลมได้ก็มี เป็น ฌาน๑ อยู่

ฌาน ๒ เคร่งคุมอยู่แต่น้อย มีสบายใจ ร่าเริง พระพุทธเจ้าใช้คำว่า อภิปโมทยัง จิตตัง ปราโมทย์หรือปีติ เป็นสภาพอาการจิต เราเองเป็นผู้ที่ทำให้ได้ เป็นฐานพักอาศัย ซึ่งอาการของจิต ลักษณะที่จิตเป็น ที่ใช้บัญญัติมาจับ แล้วแต่ละคนก็ไปทำให้เป็นได้อาการเหมือนบัญญัติ เป็นอภิปโมทยังอย่างไรก็แล้วแต่ใครกำหนด คำจำกัดความอย่างนี้ก็ไปกำหนดเอา เรากำหนดสภาพเรียกว่า นิมิต เป็นเครื่องหมาย

แต่ละคนก็จะไม่ตรงกันเป๊ะ ถ้าอย่างหยาบก็อาจตรงกันได้ อย่างเช่น สว่างก็สว่างเหมือนกันแต่ลักษณะที่ต่างกันก็มี ถ้าเป็นแสงจากวัตถุ มันก็รับได้เหมือนกัน แต่ถ้าแสงที่ปั้นในฌาน ในภพ มันไม่เหมือนกันหรอก เขาทำใจสว่างเหมือนกันแต่ไม่เท่ากัน แม้จะนำพากันทำอย่างธรรมกาย ว่าโสดาฯ ใสอย่างนี้ สกิทาฯก็ใสลึกกว่านี้อีก อนาคาฯก็ใสลึกเข้าไปอีก คุณก็ปั้นเข้าไปสิ ไม่มีอะไรยืนยันได้ เป็นมโนมยอัตตา เป็นภพชาติที่ไปปั้นเอง ที่จริงหลับตาแล้วมันไม่มีแสง แต่คนอุปาทานก็จะเห็นแสงมากมายเยอะแยะ

สรุปแล้ว ฌาน สมาธิของพระพุทธเจ้า นั้นได้โดยไม่ยากไม่ลำบาก ไม่ต้องเตรียมตัว เป็นเรื่องสำคัญเรื่องลึก แต่คนเขาฟังเผินๆ ว่าได้โดยไม่ยากได้โดยไม่ลำบาก อก ดูดด สิรลาภี(ได้โดยไม่ยาก) อกิจฉลาภี(ได้โดยไม่ลำบาก) แต่ทางที่ไม่ใช่ของพุทธได้โดยยากได้โดยลำบาก ท่านใช้คำว่า นอกิจฉะ นอกสิระ

สิ่งที่อาตมาหยิบมาพูด เป็นเรื่องใหญ่นะคือโลก กับอัตตา แล้วมันก็มีชีวะของโลก กับชีวะของอัตตา ถ้าเราไปเกี่ยวพันเข้า เป็นจิตนิยามก็จะมีสภาพนั้น

ความเป็นโลก หมายถึงสภาวะหนึ่งๆ คำว่าโลกน้อยใหญ่ แค่ไหน คือสภาวะหนึ่งๆที่มีมวลธาตุ รวมกันขึ้นมา แล้วองค์รวมนั้นพากันเคลื่อนไป โลกนี้หมุนรอบตนเองแล้วหมุนรอบอื่นๆซ้อนกันไป แล้วมีวงโคจรของตนเองอยู่ในมหาเอกภพ หรืออาศัยไปกับหมู่อื่นที่โคจรอยู่บ้าง

อย่างดาวหาง มันมีวงโคจรของมันเองไปทั่ว ส่วนใหญ่นอกนั้นก็จะอยู่กับหมู่ อยู่กับ galaxy อยู่กับ จักรวาลน้อยใหญ่ โคจรเป็นวงกลมบ้าง หรือวงรีบ้าง มันเป็นเรื่องซับซ้อนมาก ไปเรียนรู้ก็เท่านั้นมันไกลตัวเรา อย่างเขาเรียนดาราศาสตร์จนออกนอกโลกได้ ทุกวันนี้เขาบอกว่าไปโลกลูกอื่นได้ แล้วจะไปอยู่ได้หรือไม่ก็ไม่รู้ อยู่แล้วเป็นสุขหรือทุกข์อย่างไรก็ไปกันใหญ่

โลกก็ประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ ยึดกันเป็นองค์รวม จับตัวเป็นรูปร่าง ด้วยพลังงาน อย่างโลกที่เราอยู่ เราก็นับหยาบๆไม่ถือว่าเป็นชีวะ เป็นแค่อุตุนิยาม โลกนี้ถ้าเป็นทรงกลมดิกจะหมุนได้เร็วกว่านี้ แต่มันมีวงรีบ้าง แต่มันหมุนไปเร็วเมื่อดูไกลๆ ถ่ายภาพไปดูเหมือนว่ามันกลม คุณเอาลูกอะไรเบี้ยวๆ ไปหมุนเร็วๆก็เห็นว่ามันกลมได้ คนเห็นโลกจากภายนอกก็จะเห็นเป็นลูกกลมๆ แต่สิ่งใดไม่มีนามธรรมไปประกอบด้วย ไม่เรียกว่ากาย ต่อให้มีพลังงานยิ่งใหญ่ขนาดไหน อย่างพระอาทิตย์ที่มีพลังมหาศาล เป็นอุตุนิยาม มันจะมีพลังงานวิเศษพิลึกอย่างไรก็ยังไม่ใช่ ชีวะ ยังไม่ใช่พีชนิยาม ไม่ใช่จิตนิยามและรูปทรงนี้ไม่เรียกว่า กาย

เป็นองค์รวมกลุ่มก้อน แต่ไม่เรียกว่า กาย เพราะเป็นมวลที่มีแค่วัตถุ ประกอบเป็นองคาพยพของมนุษย์ พระพุทธเจ้าตรัสว่ามีอาการ ๓๒ ทวัตติงสาการ รวมกันตั้งแต่ภายนอกไปถึงภายใน ๓๒ ท่านแยกส่วนต่างๆไว้ ท่านเรียกว่า อาการไม่เรียกส่วน เพราะทุกอาการนั้นเป็นชีวะ ที่ท่านเรียก ๓๒ อาการ อาตมาตั้งข้อสังเกตให้ฟังแล้ว ว่า ผม ขน เล็บ ฟัน ผิวหนัง นั้นตัวผิวหนังเป็นตัวที่ชิดกับประสาทมาก ซึ่ง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นี้ เขาสอนกันให้พิจารณา แต่ว่าไม่สอนว่าพิจารณาอย่างไร

ก็ต้องพิจารณาว่ามันไม่ใช่กาย ถ้ามันหลุดไปเราก็ไม่รู้สึกอะไร ถ้ามันไม่หลุดไปมันอยู่กับเราก็ไม่ใช่กาย ไม่มีนามธรรมเข้าไปร่วมได้ถึงแล้ว แต่มันเคยมีประสาทรวมมาก่อน เล็บก็เคยมีประสาทรวม แต่พอมันออกมามันหลุดจากชีวะ หลุดจากชีวิตินทรีย์แล้ว ไม่เกี่ยวแล้ว ไม่เจ็บ นอกจากคุณเสียดาย ว่าของฉัน ทั้งที่ความรู้สึกทางประสาทไม่มี นอกจากคุณจะเจ็บใจเอง อย่างเพลงว่า เจ็บใจ คนรักโดนรังแก ข้าจะเผาเมืองแปรให้มันวอดวาย เขายึดเลย รู้สึกเจ็บแทน เจ็บยิ่งกว่าที่เขาโดนเองด้วย มีอุปาทานขนาดนั้นเลย

ถ้ายังเรียกว่ากาย อยู่ก็คือมีนามธรรมร่วมด้วย อย่างอานาปานสติ แม้จะหลับตาเข้าดูภายใน แต่ต้องมีสติรู้ลมหายใจ อย่างนี้ยังเรียกว่ามีกาย แต่ถ้าดับอีกไม่รับรู้ลมหายใจก็ไม่เรียกว่า กาย ถ้าสิ่งที่ถูกรู้เรียกว่ารูป ก็ไม่มีรูปกระทบ ไม่มีโผฏฐัพพะ ถ้าดับทวารนอกหมด หมดทวารทั้ง ๕ เลย แบบนี้ถ้าขาดลมหายใจก็ผิด ไม่รับรู้แม้ลมหายใจ ที่เหลือรูปภายนอกจาก มหาภูตรูป ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม เมื่อไม่รู้ก็ผิด

ปสาทรูปกับโคจรรูป เมื่อทำงานร่วมกัน สัมผัสกันกระทบกันเป็นองค์รวม จึงจะเรียกว่า กาย เมื่อมีอายตนะเกิดขึ้น แต่ถ้ากระทบกันแล้วไม่มีจิต มโน วิญญาณ กระทบกันก็เฉยไม่เกิดอะไร ไม่รับรู้อะไรเลย อันนั้นก็ไม่เรียกว่าเป็นกาย จะเรียก กาย เป็นสัมผัส ๓ ก็ต้องมีวงจรเกิด จะเรียกว่าจิต มโน วิญญาณ เข้าร่วมจึงเรียกว่า สัมผัส ๓ เกิดกายแล้ว

พลังงานฟิสิกส์ทำหน้าที่ในอาการ ๓๒ นี้เป็นพลังงานอุตุนิยาม มีอยู่ประจำแต่ยังไม่เป็นชีวะ และกระทั่งเป็นชีวะ แต่หากยังไม่ถึงขีดแห่งความเป็นจิตนิยาม ก็นับว่าเป็นชีวะระดับพีชนิยาม เช่นมนุษย์พืช บางพวกที่ยึดมั่นถือมั่นเป็นอัตตาลึกในใจ นั่งสมาธิเก่ง จนมีพลังงานสูงยึดสูง ตายแล้วยังไม่ยอมตาย จิตที่เป็นพลังงานระดับจิตนิยามไม่มีแล้ว ก็เหลือแต่อาการ ๓๒ เป็นพีชนิยาม พวกสายหลับตานั่งสมาธิเก่งๆตายแล้วไม่เน่า เพราะยังเป็นชีวะ แต่ถ้าหมดพลังงานที่จะดูดเอาธาตุไปเลี้ยงได้มันก็แห้งไป กว่าจะแห้งก็นาน เพราะไม่ใช่พลังงานอะไร คนไม่ขยับแล้ว เหมือนคนนั่งสมาธิเก่งๆ เอาไปฝังดิน ๒๖ วันออกมายังไม่ตาย ยังสดอยู่แล้วก็มาฟื้นมีชีวิตอีก ถ้าไม่เข้าใจพลังงานพวกนี้ ตอบไม่ได้นะว่าทำไมไม่เน่า

มันก็เหมือนคนที่ตายไปแล้วเป็นมนุษย์พืช ก็ให้อาหารทางสายยางก็ไปได้อีกระยะหนึ่ง หรืออยู่นานได้ รักษาร่างนี้ไปได้แต่ก็จะลดลงไปตามสัดส่วน แต่ไม่เป็นจิตนิยามแล้ว จริงๆแล้วพระพุทธเจ้าจะอยู่ไปอีก เกินกัปก็ได้ แต่พระอานนท์ไม่อาราธนา พระพุทธเจ้าให้นิมิตตั้ง ๑๖ ครั้ง ก็รับปากมารแล้ว

พระพุทธเจ้าจำกัดความเป็นชีวะได้ ๒ ประเภท คือ พีชนิยาม และอีกอย่างคือ จิตนิยาม

พลังงานที่ประกอบกันอยู่ยังไม่ครบถ้วนพอเรียกว่า เวไนยสัตว์หรือมนุษย์หรือเทวดา เพราะยังไม่มีภาวะถึงขั้นสูร(สุรภาโวหรือสุรกาย)ประชุมกันเต็มพร้อมถึงขั้น "ตาวติงสาการ" (อาการ ๓๓)ซึ่งท่านนับเอาตั้งแต่ "ผม ขน เล็บ ฟัน ผิวหนัง ไปจนถึงเนื้อ เอ็น กระดูก กระทั่งถึงน้ำมูก ไขข้อ มูตร มันสมอง" พร้อม "สัญญาและใจ" ที่เป็นองคาพยพของความเป็น "ชีวะ" พลังงานนั้นก็ยังไม่ใช่พลังงานระดับ จิตนิยาม

เทวดาคือความเป็นสวรรค์ก็คือจิตวิญญาณเราเป็น แต่ก่อนเรารู้แค่ว่าเจริญคือได้โลกธรรมมาก ได้บำเรอกามบำเรออัตตามาก ก็ไม่รู้ ก็มีเงื่อนไขอย่างเดียวว่า อย่าทำชั่วอย่าทำทุจริต ถ้าทำดีมากเขาถือว่าได้สวรรค์ทั้งนั้นเป็นสวรรค์โลกีย์ กัลยาณธรรม

ส่วนโลกุตระก็มี โลกธรรม มีอยู่กับกามคุณ แต่จิตท่านเจริญกว่ากัลยาณชน เจริญที่มันไม่มีหรือลดความมีอาการสุข/ทุกข์ไปกับโลกธรรม ถ้าลดได้ยิ่งสมบูรณ์เลย คือโลกุตรจิต ไม่มีรสที่เป็นโลกียรส เราได้ลาภมา ก็มีได้ มียศได้ ถามจริงๆ อาตมามียศไหม?...มียศเป็น พ่อครู หรือผู้นำ อะไรก็แล้วแต่ จะไปจะมาจะกินจะอยู่เขาก็ยกให้สูงอยู่เรื่อย มียศนะ มีสรรเสริญ มีรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสไหม? มี เขาเอามาประเคนให้อยากให้ได้ดีๆตามที่เขาว่า เป็นรูปดีๆ รสดีๆ กลิ่นดีๆ เสียงดีๆ เอามาถวายให้ท่านก็มีทั้งนั้น แม้จะให้หลงเหลิงในอัตตา ก็ให้ตลอด แต่เราเองเป็นผู้ที่รู้ทันแล้วไม่ติดยึดแล้ว เราก็จะเป็นผู้รู้

มันอาจเป็นส่วนที่เคยติดกับกาย คือมีประสาทรับรู้มาก่อน แต่ว่าพอมันเลื่อนออกมา มีอาการนะ เช่นผมยาวออกมา แม้ไม่มีจิตมาประกอบ มันก็มีพลังงานระดับพีชะเลี้ยง เราเรียกว่า protoplasm หรือ cytoplasm มีพลังงานความสด เป็นภาษาทางชีววิทยาเขา ถ้าเมื่อมีสัญญาและใจ มีธาตุนามธรรมเข้าไปร่วมก็เป็นอาการที่ ๓๓ เป็นตาวติงสา ส่วนที่ ๓๓ จึงมีพลังงานระดับ เวทนา เมื่อมีเวทนาจึงจะเป็นดาวดึงส์ แต่ถ้ายังไม่มีเวทนา ยังไม่เป็นดาวดึงส์ไม่เป็นสัตว์เทวดา ไม่เป็นจิตนิยาม ยังอยู่ในส่วนพีชะ ไม่ยินดียินร้ายไม่สุขไม่ทุกข์ไม่ชอบไม่ชัง ไม่มีพยาบาท ไม่ผูกพัน มีแต่ยึดรูปธรรมของตน ไม่มายึดนาม ยึดความเป็นอัตตา เป็นตน

พลังงานพีชนิยาม นั้นมีหน้าที่กำหนดรู้ (สัญญา) ว่า อะไรเป็นอะไร ตามรหัส ความจำ(สัญญา) ของอาการแต่ละอาการ "ชีวะ" ของ "พีชนิยาม" ก็คือ ทำหน้าที่ให้มี "ชีวะ"ตามรหัสแห่งภาวะแต่ละอาการนั้นๆ จัดการ สร้างปรุงแต่ง(สังขาร) ให้ "เกิด" ให้ "เป็น" ภาวะตาที่ตนมีรหัสเท่านั้น แต่ละอย่างมีรหัส จะเรียกเต็มๆก็คือ รหัสพันธุกรรมของแต่ละยีนส์ แต่ละโครโมโซม แต่ละ genome

ทำการปรุงแต่งทำหน้าที่ของมัน ไตก็ทำหน้าที่ไต ปอดก็ทำหน้าที่ของปอดไป มันมีรหัสพันธุกรรมของมันทุกอัน พลังงานพีชนิยามนี้ยังไม่มีอารมณ์ชอบหรือชัง ยังไม่ได้ยึดอะไร ได้ก็เอาไม่ได้ไม่หงุดหงิดรำคาญอะไร ไม่ได้ก็คือไม่ได้ ได้ก็เอามาทำหน้าที่สร้างตนเท่านั้นเอง ได้มาก็ไม่ได้ยึดเป็นตน มันทำหน้าที่เสร็จแล้วก็จบ

ขณะนี้เรากำลังถอดรหัสพันธุกรรมของจิตวิญญาณ หรือกำลังถอดรหัส DNA ของจิตวิญญาณ ให้ละเอียดยิ่งเข้าไปถึง "จีโนม" Genome ให้เห็นความเป็นพลังงานที่ลึกซึ้งซับซ้อนยิ่งของจิตวิญญาณว่า มันมีอีกมากกว่ามาก ในDNA ของจิตวิญญาณทั้งหลาย ตามความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า

พีชนิยาม มีพลังงานระดับแม่เหล็กคือ มีพลังดูดดึง หรือพลังงานลักษณะไฟฟ้า คือ ย่อยสลายและสร้างสรรภาวะแห่งเผ่าพันธ์ุ ที่สืบต่อมาตามรหัสที่ตนมีเท่านั้น ไม่ไประรานสิ่งอื่นนอกตน นอกจากย่อยสลายเอาสิ่งที่ได้มาแล้วใช้สร้างก่อนตัวเองให้เกิดให้เป็นอยู่เท่านั้น

พีชนิยามชื่อว่าสังขารที่ยังไม่เข้าขั้น จิต ยังไม่เข้าขั้นวิญญาณ จึงเป็นสังขารที่ไม่มีวิญญาณครอง อนุปาทินกสังขาร

องคาพยพมนุษย์ที่มีอาการ ๓๒ ในตน อาการ ๓๒ เคยเป็นชีวะขั้นพีชนิยาม มาแล้ว แต่ถ้ายังไม่มีพลังงานถึงขั้น วิญญาณ ก็จะไม่ชื่อว่า จิตนิยาม

เพราะยังไม่มีพลังงานที่มีอาการของเวทนา ยังไม่มีอารมณ์สุข/ทุกข์ เป็นต้น ก็ยังไม่เข้าขั้นเป็น วิญญาณ

พีชนิยาม จึงยังไม่มีรักไม่มีชัง ยังไม่พยาบาท หรือยังไม่ผูกพันเกินรหัสที่ตนมีจึงยังไม่เข้าขั้น จิตนิยาม

อาการ ๓๒ ในคนที่ยังไม่มีพลังงานชั้น วิญญาณ เข้าไปทำงานร่วม ก็มีแค่สัญญากับสังขาร เช่นมนุษย์พืช เป็นต้น

สังขาร ของอาการ ๓๒ นี้จึงเป็นสิ่งปรุงแต่งกันอยู่แต่ยังไม่มีวิญญาณครอง(อนุปาทินกสังขาร"

เราจะไปด่ามนุษย์พืชก็ไม่มีกรรมอะไรร่วมกับมนุษย์พืช มีแต่เราไปร่วมคือไปสร้างวิบากแก่ตนเอง แต่มนุษย์พืชไม่รู้เรื่อง หรือจะฆ่ามนุษย์พืชก็ไม่มีวิบากกรรมอะไร (พูดไปไม่ได้ยุแหย่นะแต่ให้เป็นความรู้วิชาการ)

พลังงานยึดนั้น ใครวางได้ปล่อยได้ปล่อยเลย ทั้งรักและชัง ความรักวางยากกว่าชัง จะวางจริงๆก็ต้องที่ใจเรา

พลังงานชีวะระดับนี้จึงยังไม่มีวิบากกรรม ยังไม่นับว่า ทำกรรม แล้วมีผลวิบากเป็นของตน พลังงานชีวะระดับนี้ทำกรรมแค่ตามรหัสที่ตนมีเท่านั้น ไม่นอกเหนือไปกว่ารหัสที่มี ไม่ต้องเป็น ทายาทของกรรม จึงยังไม่มี ผลของกรรม (วิบาก) ที่จะสืบต่อผูกพันไปถึงชีวิตของมันในชาติต่อๆไป

แม้ต้นกาฝากมันจะกินต้นไม้อื่นหรือว่าต้นโพธิ์ต้นไทรมันโอบบ้านเรือนจนพัง มันไม่มีวิบากนะ แต่ถ้าคุณจะจองเวรต้นโพธิ์ต้นไทรก็แล้วแต่คุณ คุณก็มีวิบากของคุณเอง

พลังงานพีชะ จะไม่เอาธาตุอื่น (ปร) ที่นอกรหัส มาเป็นอาหารใส่ตนเอง เนื่องจากพลังงานพีชนิยาม ยังไม่มีคุณสมบัติไม่มีสมรรถภาพที่พิเศษเก่งกว่า พลังงานที่สูงกว่าตน มันไม่เอาอื่นเกินรหัสของตน ตับไม่เอาของไต ไตไม่เอาของปอด เป็นต้น พลังงานพีชะไม่สามารถบังอาจไปเบียดเบียนรุกรานพลังงานจิตนิยามไม่ได้ หรือจะมองไปในแง่ว่า พีชนิยามนี้สุภาพดีไม่ละลาบละล้วงจิตนิยามดีก็ได้

ซึ่งแตกต่างจาก ชีวะที่เป็นจิตนิยาม สำคัญมากประเด็นนี้คือพลังงานจิตนิยามถ้ามีความผยองถือดีคะนองถึงขีด มันเบียดเบียนหรือรุกรานชีวะอื่น แม้จะเป็น ชีวะที่มีฐานะสูงส่งกว่าตัวมัน มันก็ไม่ไว้หน้า ถ้ามันเป็น จิตนิยาม ที่ชั่วที่เลว เว้นแต่ จิตนิยามที่ดี จึงจะไม่ทำ-ไม่เบียดเบียนรุกรานผู้อื่น ยิ่งเป็นอรหันต์จึงไม่เบียดเบียนรุกรานใครเลย และพลังงานพีชะก็ไม่ทำการเบียดเบียนเด็ดขาด เหมือนอรหันต์นะ

นี่เจาะถึง DNA จนถึง Gene จนถึง โครโมโซม คำว่า Gene เป็น kinetic energy ส่วน DNA เป็น Potential energy ใน DNA ก็มีอะไรอันนั้น และ ในGene ก็มี Genome อีกเยอะแยะ ที่ไล่รายละเอียดก็คือ ไล่ Genome ทั้งนั้น ที่มีการรุกรานไม่รุกรานเป็นต้น

จิตนิยามที่ประเสริฐสูงสุด(อรหันต์) นั้นไม่เบียดเบียนรุกรานผู้ใดเลย

และพลังงานพีชะนิยาม มันก็ไม่ทำเด็ดขาด มันยังไม่มีรหัส นี้ในตัวมัน เพราะมันยังไม่มีตัวตน หรือมันยังไม่ถือตัวถือตนว่าตนใหญ่ตนผยองพองขนจนรุนแรงถึงขีด

“สังขาร" ที่เป็นชีวะขั้นพีชนิยามนั้นไม่มีพลังงานอะไรที่แปลกแยกออกไปเป็นอื่นอีก(อปร) จึงยังไม่มี อปรโคยาน ยังไม่เป็นพลังงานที่ทำหน้าที่ไม่เกินหน้าที่ หรือเกินรหัสกรอบแห่งพลังงานตามรหัสที่จำกัด ความเป็นชีวะขั้นนี้ก็มีกรอบขอบเขตอยู่แค่นี้

จึงเป็นพลังงานที่ใช้พลังงานอยู่ในกรอบของสัญญา และสังขารเท่านั้น เหมือนหุ่นยนต์มันก็ทำได้แค่ระดับสัญญาที่เขาให้รหัสมา เขาไม่สามารถทำให้มีเวทนาได้

แม้แต่ในคอมพิวเตอร์ก็มีรหัสทั้งนั้น แต่มันไม่มีเวทนา มันไม่ใช่ชีวะด้วย จะเรียกว่าพีชะยังไม่ได้เลย มันจะข้ามชั้นไปเป็น พีชะ เป็นจิตนิยามไม่ได้หรอก

สัญญา ของ พีชนิยาม นี้คือ ขอบเขตความสามารถที่ กำหนดรู้ ด้วยสมรรถนะเท่านี้ ยังไม่มีความสามารถยิ่งกว่าที่จะกำหนดรู้ภาวะที่สูงส่งกว่านี้ ยากกว่านี้ได้

และยังไม่มีพลังงานร้ายกาจ รุนแรงที่จะไปทำการรุกรานหรือทำร้ายกาจเบียดเบียนกับพลังงานที่สูงหรือต่ำกว่าตัวเอง

ซึ่งต่างจากจิตนิยาม ที่มีสัญญาแตกต่างจากสัญญาของพีชนิยาม อย่างมีนัยสำคัญ คือจิตนิยามมีพลังงานละเอียดลึกซึ้งรอบรู้ ชาญฉลาด ที่จะรู้และทำการเบียดเบียน ทำการรุกราน หรือทำร้ายทำแรง หรือจะทำการสงเคราะห์ช่วยเหลือแก่พลังงานที่สูงหรือต่ำกว่าตนเองได้ ถ้าเป็นจิตนิยามที่ดี

พลังงานพีชนิยามจึงมีความเป็นพลังงานตามรหัสเดิม ยังไม่มีรหัสอื่นนอกจากที่ตนมีและทำกรรมกิริยาได้เท่าหุ่นยนต์ ๑ ตัว ทำได้เท่าที่ตนมีรหัส ยังไม่มีอปรโคยาน ไม่มีพาหนะพาให้พีชนิยาม ใช้พลังงานทำอะไรนอกกรอบรหัสที่ตนมี

จึงเป็นไดเแค่ สังขารที่ไม่มีกรรมครอง ไม่มีวิบากครอง (อนุปปาทินกสังขาร)

จนกว่าพลังงานแห่งพีชนิยาม นั้นจะพัฒนาก้าวหน้าถึงขีดจิตนิยาม พีชะนิยามไม่มีพลังงานเกินรหัสที่ตนมี อะไรที่เกินจากสัญญามันไม่ทำ เรานึกถึงหุ่นยนต์ที่เป็นแค่อุตุนิยาม ที่คนพยายามทำให้เป็นจิตนิยาม ข้ามขั้นพีชนิยามด้วย

พีชนิยาม เป็นพลังงานอัตโนมัติแค่นี้ตามรหัส ไม่มีพลังงานดูด อิฏฐารมณ์ ไม่มีพลังงานผลัก อนิฏฐารมย์ มีแต่พัฒนาตาไปตามรหัส ถ้าได้เต็มแล้วไม่เอาด้วย ถ้าเป็นไปไม่ได้ก็เลิก แม้จะพบหรือสัมผัสอื่นอีก(ปร) เกินกว่ารหัสที่ตนมี ต้องอยากได้(ตัณหา) เพิ่มมาปรุงแต่งสังขารใส่ตนให้ยิ่งใหญ่ขึ้นไปอีก พีชนิยามนี้จะไม่ทำเกินนั้น หรือพีชนิยามจะยึดว่าเป็นเราตามรหัส ถ้าสิ่งใดไม่ใช่เรามาแตะก็จะไม่ชอบใจหรือว่ามีเจตนาทำร้ายรหัสที่เกินกว่าตนมีก็ไม่ทำ พีชนิยามจะไม่ทำ เหมือนไม่ถือตัว ข้ามหัวเหยียบหัวได้ ใครเคยทำลายต้นไม้ไหม มันไม่มีที่จะตอบโต้เราเลย

พีชนิยาม จึงป้องกันตัวเองได้น้อยมาก

แม้แต่การได้เหตุปัจจัยมาใส่ตนให้เป็น ชีวะ อยู่ของ พีชนิยาม นั้น มันก็รู้แค่ตามรหัสที่กำหนดแล้วก็ทำในตนเท่านั้น

จะมีความรู้สึกว่า หากได้เหตุปัจจัยมาก่อเกิดความเป็นชีวะตามรหัสที่มี แล้ว มันก็มี ความรู้สึก ชอบใจดีใจ เป็นสุข ก็ยังไม่มี

แม้แต่ ไม่ได้ตามรหัสที่มีอยู่ แล้วเสียใจ ก็เป็นทุกข์อย่างนี้ก็ไม่มี

พีชนิยามนี้จึงไมมีทั้งอารมณ์สุข/ไม่มีทั้งอารมณ์ทุกข์ ยังไม่มีเวทนา ฉะนี้แล

ธาตุสังขารขั้น พีชนิยาม นี้จึงยังไม่ถึงชั้น วิญญาณ เพราะพลังงานระดับนี้ยังไม่มีความเป็นเวทนา ไม่รู้สึกหรือไม่มีอารมณ์

พีชนิยามนี้จึงไม่มีทั้ง ความอยากได้ มาเกินรหัส ก็ไม่มีกิเลส ไม่มีปาป พีชนิยามจึงไม่จำเป็นต้องใช้บุญมากำจัดบาปใดๆ

พีชนิยามเป็นภาวะไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข ไม่มีบาป ไม่มีบุญ ไม่มีองค์ประกอบรูป/นามถึงกาย ไม่มีวิญญาณเกิด จึงไม่เรียกรูป/นามของอันนี้ว่า กาย

จิตนิยามต้องมีรูป มีนามครบ รูป/นาม ขันธ์ ๕ คือมีรูป ๑ และนาม ๔ แต่พีชนิยามมีแค่รูป ๑ กับ นาม ๒ ไม่มีเวทนา มีแค่สังขารกับสัญญา พีชนิยามจึงไม่มีความเป็นกาย

จนกว่าพลังงานนั้นจะมีอาการเวทนา จึงจะเรียกว่า จิต เป็นคุณสมบัติถึงขั้นกาย วิญญาณหรือจิตต้องมีเจตสิก ๓ คือเวทนา สัญญา สังขาร ต้องมีเจตสิก ๓ ต้องมีสัมผัสอยู่กับรูปภายนอกเสมอด้วย จึงมีวิญญาณ แต่ถ้าไม่รับกระทบสัมผัส ก็ไม่มีเวทนา ก็ไม่ใช่วิญญาณ

แต่ถ้าสังขารแล้วเกิดวิญญาณ ครบกาย กายที่ว่านี้ครบองค์ประกอบจึงเรียกว่ากาย หากไม่มีประสาทเชื่อมและไม่มีวิญญาณรับรู้ก็ไม่เรียกจิตนิยาม เช่นฟัน หากเราไม่ขูดมันจนถึงประสาทมันก็ไม่รู้สึกอะไร

ในคนนอกจากมีอาการ ๓๒ ยังมีอาการ ๓๓ หรือตาวติงสาการ หรือโลกดาวดึงส์ ที่คนอวิชชาหลงยึดกัน คนมีอาการ ๓๓ อย่างมั่นใจสนิทใจว่าอาการ ๓๓ นี้เป็นของจริง เป็นความจริง คือที่สุข ที่ทุกข์กันจริงๆไม่เชื่อว่าไม่จริง เข้าใจไม่ได้ คนที่ฟังอาจเข้าใจเหตุผล แต่ไม่เข้าไปถึงใจ

อย่างอาตมาบอกว่ามันไม่ใช่ความจริง อธิบายอย่างไร คนมีปฏิภาณอาจเข้าใจได้แต่ไม่เข้าไปถึงจิตใจเลย น่าจะเรียกว่า ข้างใจ ไม่ใช่ เข้าใจ

เขาเข้าใจไม่ได้ว่ามันไม่จริงอย่างไร ก็เมื่อเรามีสุขทุกข์นี้อยู่ คราใดสัมผัสเจอสิ่งใดก็ยังมีสุขทุกข์อยู่ มันยังมีอยู่ เพราะไม่ได้ฝึกฝนหยังให้ถึงอาการสุขทุกข์นี้มันไม่เที่ยง มันมีเพราะมีเหตุในตัวเราอยู่ มันแค่หลงว่ามันยังมีอยู่ทั้งที่มันแค่มีอยู่ชั่วคราวเอง มันเปลี่ยนไปเป็นอื่นเสมอ แต่เราอวิชชาอยู่ คราวใดที่มันมีครบอุปาทานเท่านั้นที่มันมีอยู่ ถ้าภาวะใดที่ยังไม่เคยยินดีจนอุปาทานยึดไว้ มันก็ไม่มีภาวะสุขกับหรอก

อันไหนเราไม่เคยอุปาทานไว้ สัมผัสเมื่อใดก็ไม่สุข หรือแม้คุณเคยสุขมาแล้ว ถ้าคุณฆ่าอุปาทานได้ คุณมีปัญญาเข้าใจ ไม่ใช่แค่ข้างในนะ คุณก็ปล่อยวางแล้ว สัมผัสอีกมันก็ไม่สุข คนปฏิบัติเข้าถึงความจริงจะรู้

ทุกวันนี้มีอะไรปรุงแต่งมา มีอะไรใหม่มันก็ปรุงไปตามเขา สุขกับสิ่งใหม่ไป ปรุงจัดจ้านอย่างไร หากเราเข้าใจแล้ว ไม่ใช่แค่ข้างใจอย่างเก่านะ ก็ไม่สุขไม่ทุกข์กับมัน

แม้สุขนั้นขณะใด มันก็ไม่มีสุขนั้นตลอดไป เดี๋ยวมันก็ลดก็เพิ่มสุดท้ายก็หายไป ผู้ศึกษาปฏิบัติเห็นจริงชัดเจน เมื่อเราปฏิบัติสัมมาทิฏฐิจะจางลงคลายลง มันลดลงได้ สัมผัสอยู่โต้งๆเลย แต่อาการสุข มันลดจางลง อย่างมีปัญญารู้แท้ๆ เห็นด้วยปัญญา ซึ่งต่างกันสัญญา

สัญญาเป็นตัวปัจจุบันที่กำหนดรู้ แต่สัญญานี่มีพลัง มีกำลังที่จะลดอาการมันเลย แม้จะสัมผัสเหตุภายนอกก็ไม่มีอาการสุข ทุกข์ มีแต่อทุกขมสุขที่เป็นเนกขัมสิตะ กระทั่งพิสูจน์ได้ว่าไม่มีเกิดอาการอารมณ์ ทั้งที่มันยั่วยวนกระแทกอย่างไรก็ตาม ในองค์ประชุมของรูป/นามขณะนั้น ทั้งนอกและใน สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย ข้อ ๒ อัชฌัตตังอรูปสัญญี

องค์ประชุมกายขณะนั้นจึงไม่มีสุข/ทุกข์ กายของสัตว์โอปปาติกะที่เคยสุข/ทุกข์ มันตายไปจากความรู้สึกแล้ว ตอนนี้เราทำเวทนาอุเบกขาได้ เป็นเนกขัมมสิตอุเบกขา สัตว์โอปปาติกะมันตายไปแล้ว จากจิตเรา ถ้าผู้ใดทำเนกขัมสิตอุเบกขาในจิตได้สำเร็จ นี่แหละคืออาการนิพพานปรากฏในใจโดยสามารถ

ความรู้ขณะที่สัมผัสนั้นๆ ก็คือปัญญา เป็นความรู้ที่รู้ครบทั้งนอกและใน มีกายสักขี คือองค์ประชุมของรูป/นามสำเร็จอิริยาบถอยู่ มีสัมผัส มีลีลาอะไรมาก็รู้เต็ม มีสุรภาโวสติมันโต อยู่ จึงชื่อว่ารู้ด้วยปัญญาที่สัมผัสวิโมกข์ ๘ ด้วยกาย นี่ชื่อว่ารู้ด้วยปัญญา

ถ้าเรียกว่ากาย แต่ความเป็นกายต้องมีพลังงานนามธรรมร่วมด้วยเสมอ พร้อมสัมผัสนามธรรมนั้นด้วย จึงจะเรียกว่า กาย ซึ่งกายทิ้งภายนอกไม่ได้แต่ก็ต้องมีนามธรรมด้วย นอกจริงๆนั้นได้แล้วก็เข้าไปใน แล้วในชั้นนี้ก็เป็นนอกของชั้นในเข้าไปอีก จนเข้าหาศูนย์ ศูนย์ก็คือในของนอก

จบ...

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน