580514_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ การศึกษาที่เป็นเอกของโลกคือไตรสิกขา.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์23 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580514_ธรรมาธรรมะสงคราม บ้านราชฯ การศึกษาที่เป็นเอกของโลกคือไตรสิกขา

วันนี้วันพฤหัสบดีที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๕๘ เป็นวันเปิดเรียนของนักเรียน ก็มีนร.ใหม่ ที่เป็นลูกหม้อไปจากสมุนพระรามก็มีเยอะ จากข้างนอกก็มี มาจากใต้ เหนือ และภาคกลางก็มี ตั้งใจมาศึกษาที่นี่ก็ดีแล้ว ชีวิตคน จะต้องศึกษา หลวงปู่เคยนิยาม ชีวิตเกิดมาทำไม เกิดมาเพื่อศึกษา แล้วศึกษาไปทำไม? ก็ศึกษาไปเพื่อเอาความเจริญประเสริฐของมนุษย์หรือว่า อาริยะ

อาริยะคือความเจริญของมนุษย์ จะเกิดมากี่ชาติ พระพุทธเจ้าตรัสรู้ความประเสริฐแท้ของมนุษย์ ได้จากการศึกษาที่เรียกว่า ไตรสิกขา ทุกชีวิตต้องศึกษาอันนี้ที่ถูกต้องแต่คนไม่ค่อยรู้ไม่เข้าใจไม่เชื่อถือ แม้เป็นชาวพุทธเองก็ไม่เชื่อว่า การศึกษาที่มนุษย์ควรได้คือ ไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา

ศาสนิกของอิสลาม เขาเชื่อเลยว่าเกิดมาต้องศึกษาศาสนา ต้องเรียนอัลกูรอาน ต้องเข้ารร.ปอเนาะ คือเขายังดำเนินตามพระศาสดา ส่วนจะเรียนทางโลกประกอบก็มี เขาจบดร.ก็เยอะ แต่เรื่องการศึกษาศาสนา ทุกคนต้องเรียนเท่าที่จะทำได้ ได้ธรรมะสูงสุดตามที่เขาจะได้ เขามีข้อจำกัด หลักเกณฑ์เต็มที่ ศาสนาเขาจะยังอยู่และแพร่เร็ว แต่ชาวพุทธนี่เหลวใหลลงทุกวันไม่ได้ศึกษาตามพระพุทธเจ้า เพราะศาสนาพุทธเป็นศาสนาอิสรเสรีภาพ ไม่กดข่มกดดัน แล้วก็เป็นธรรมะทวนกระแสด้วย

ทวนกระแสคือ ฝืนใจ ใจเรามันชอบกิเลส ศาสนาพุทธนี่สู้กิเลส กำจัดกิเลสก็เลยทวนกระแสใจคน คนก็เลยไม่ค่อยชอบไม่ค่อยอยากเอา ถ้าผู้ไม่มีปัญญาถึงขีด จะไม่เอาไม่ใส่ใจศาสนาพุทธ จึงได้แต่ว่ามีชื่อเป็นชาวพุทธ เขาบอกว่ารักศาสนา แล้วว่าดี แต่ไม่รู้ว่าดีอย่างไร ไม่ได้ใส่ใจฝึกฝน รุ่นแล้วรุ่นเล่า พ่อแม่ ปู่ยาตายายเป็นพุทธก็เสื่อมไป ศาสนาพุทธเป็นศาสนาทวนกระแสโลกธรรม ถ้าไม่เอาใจใส่ กระแสโลกก็กิน

อ่านต่อ

ตัว ไปจนจะหมดแล้ว หลวงปู่เลยพยายามมาพลิกฟื้นศาสนาพุทธ ต้องดึงกลับมา ผู้มีธุลีในดวงตาน้อยก็มาเอา ที่นี่ให้เรียนอยู่ฟรีเลย เป็นโรงเรียนประจำ ให้อยู่เป็นบ้านเลย ให้รับรู้ว่า มาเป็นชาวอโศกมีสาธารณโภคี เป็นการเจริญเป็นอาริยะ มนุษย์ประเสริฐ

อโศกเราทำสาธารณโภคี เป็นรูปร่างแล้วแต่เจริญได้อีก ใครจะมาช่วยพัฒนาก็เชิญ หลวงปู่ได้ช่วยกันทำกันมา ตั้งโรงเรียน ตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม แม้อุดมศึกษาก็พยายามต่อยอด ความรู้แบบโลกเราก็ไม่ให้ด้อยกว่ามาตรฐานที่โลกมี แต่เรื่องศาสนา ธรรมะหลวงปู่ตั้งใจพากเพียรให้ศึกษาให้ได้ความรู้ทางนี้ฟื้นกลับมา เอาธรรมะแท้จริงของพระพุทธเจ้าคืนมาให้มากที่สุดเท่าที่ได้ ก็ต้องขอบคุณหลายผู้หลายท่านที่ได้ช่วยกัน

การศึกษาต้องได้ธรรมะเป็นหลัก ส่วนความรู้ที่ใช้เลี้ยงชีพนั้น ทางศาสนาโดยตรงมีอยู่แล้ว แต่ทางโลกเขามามีเทคนิควิธีการหลากหลาย มันใส่เข้ามาหลายอย่างมากมาย ที่มันสูญเปล่า เป็นงานฟุ่มเฟือย เละเทะ ทำลายมนุษยชาติมากกว่ามากซ้อนเข้าไป งานเทคนิคฝีมือ ที่จะสร้างอยู่สร้างกิน อาศัยให้แก่ชีวิตที่จำเป็น หลวงปู่พยายามนำมาให้พวกเราได้เรียนรู้ เท่าที่เราไม่ใช่กลุ่มคนมีเงินทุนมาก ไม่มีอิทธิพลทางสังคมด้วย แล้วก็ยังอยู่ในฐานะที่ด้อยด้วย แม้แต่การสนับสนุนของสังคมวงกว้าง ก็ด้อยด้วย เราพูดไม่ได้ต่อว่านะ แต่เข้าใจ

เขากำหนดหลักสูตรมา เราก็ทำให้ได้ไม่ได้ด้อยกว่าเขา ทำมา ๒๐ กว่าปีแล้ว ปรากฏว่าเด็กของเราที่จบออกไป ตั้งแต่รุ่นแรกก็อายุย่างเข้า ๔๐ แล้ว ก็ไม่เห็นว่าจะได้ข่าวคราวว่าผู้ที่จบไปจะทำเรื่องเดือดร้อนเสียหาย แต่ว่ามีที่ทำดีมากกว่าอีก สู้สังคมเขาได้ อาจสบายกว่าเขาได้ สบายตรงที่ว่า พวกเรามีธรรมะพอสมควร ไม่ตกเป็นเหยื่อให้โลกมอมเมา ครอบงำให้หลงทางต่ำ ที่เรียกว่าอบาย ก็เลยอยู่ดีกันพอได้ ดูค่ารวม เด็กพวกเรามีจำนวนเท่านี้ จบไปทำงานยังชีพในสังคม และฐานะของเด็กที่จบออกไปจากเรา ดูแล้วเป็นระดับฐานชั้นกลางค่อนจะดีด้วย เท่าที่ตรวจสอบ ถ้าตั้งใจศึกษา พวกเราจะเป็นผู้มีทางรอดพ้นจากสังคมที่แย่งชิง เอาเปรียบเอารัดกัน จะอยู่ได้ดี

เมื่อมวลประชากรของประเทศ มีคุณธรรมอย่างที่หลวงปู่พาทำมากขึ้น สังคมก็จะค่อยยังชั่ว แล้วอโศกจะยืนยาวไปอีก หลายร้อยปี ประชาชนจะมีคุณสมบัติเหล่านี้ไปเอง เป็นไปโดยเนื้อแท้ของคุณภาพคุณธรรมของศาสนาพุทธ ที่เป็นอาริยสัจจะ คือเป็นธรรมะที่ประเสริฐ

ในตนเองแข็งแรงยั่งยืน แล้วการแพร่สู่สังคม จะยากและช้า แต่โลกียะ นั้นแพร่ได้เร็วและง่าย ทั้งแบบกิเลส หรือศาสนาแบบอื่น เขาก็เร็วและง่ายกว่าพุทธ อัตราก้าวหน้าของพุทธจะช้ากว่าศาสนาอื่น

เรารู้ว่าดีก็เลยมาเรียน เมื่อเข้ามาแล้วก็ต้องตั้งใจเอาดีนั้นให้ได้ ตั้งใจศึกษา จะเป็นจากสมณะ สิกขมาตุ พี่ป้าน้าอา ทุกคนเป็นครูสอนเราได้ทั้งนั้นปรารถนาดีต่อเราทั้งนั้น

การศึกษาของพระพุทธเจ้าคือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นเนื้อแท้ เป็นสูตรวิชาการธรรมะของพุทธโดยตรง หลวงปู่เลยแปลงมาเป็น ศีลเด่น เป็นงาน ชาญวิชา ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นแหละ

ศีลเด่น กับ คำว่าศีลก็ตรงกัน เราต้องปฏิบัติศีล นร.ที่นี่มีอย่างน้อยศีล ๕ ใครผิดศีลก็ลงโทษกัน ใครผิดมากเราก็ให้ออก

สมาธิ กับคำว่า เป็นงาน ... คำว่าสมาธิ หมายถึง จิตใจ รวมทั้งความรู้ พลังใจด้วย คนที่มีกรรมการกระทำ แต่ละคน นั่นก็คือชีวิต กรรมหรือการกระทำก็คือชีวิต สัตว์ทุกตัวมีการกระทำเป็นชีวิต สัตว์เดรัจฉานทุกตัวก็ทำงาน ทำงานเพื่อยังชีพ แม้แต่มนุษย์ก็เช่นเดียวกัน ถ้าไม่ทำงานยังชีพ คนแท้ๆนี่เลวกว่าสัตว์เดรัจฉาน ไปเที่ยวเบียดเบียนเกาะคนอื่นกิน ที่ตนเองไม่มีพฤติกรรมคุ้มกับตนกินตนใช้ ถ้าเป็นคนไม่สมประกอบก็แล้วไปมันไม่รู้ไม่บริบูรณ์ พึ่งตนเองไม่รอด เป็นความจำนน แต่ผู้ที่เบียดเบียน โกง ไปเอาเปรียบเอารัดคนอื่น อันนี้ไม่น่าชื่อว่ามนุษย์ เพราะขนาดสัตว์เดรัจฉานแต่ละชนิดมันก็ทำมาหากินของมัน ไม่เห็นจะไปเบียดเบียนเอาเปรียบกัน มันจะมีความรู้ กับกำลัง พลังใจที่จะออกมาเป็นกายกรรม วจีกรรม ไม่มากเท่าคน คนใช้วจีกรรมเยอะกว่าสัตว์มากมาย สัตว์มีน้อยที่จะใช้ภาษา มันก็ต้องทำงานรู้ว่าอะไรจำเป็นต่อชีวิต อะไรอาศัยยังชีพ มันเป็นสัญชาตญาณของสัตว์

คนก็เช่นกัน คนที่จะมีความรู้ มีทั้งแรงใจ มีทั้งเจโตและปัญญา ที่แข็งแรง ที่เรียกว่าสมาธิ คือรู้จุดเป้าหมายของงานเลี้ยงชีพตนที่ดี เรียกว่า สัมมาอาชีพ แต่คนทำงานเหลวไหล ผลาญพร่าเยอะ คนมาศึกษาศาสนาพุทธจะรู้ว่างานอะไรควรทำ งานอะไรเกินเลี้ยงชีพแต่ควรทำ ก็จะรู้ เป็นกัมมันตะ อาชีวะ พระพุทธเจ้าวางระบบไว้หมด เช่นว่างานเลี้ยงชีพ แบบกุหนา ลปนา อย่าทำแล้วทำการศึกษาตั้งแต่เนมิตกตา จนจบการศึกษามีความรู้สามารถ พึ่งตนรอด เป็นอาริยะแท้ รู้เหตุที่พาเสื่อมพาโง่

ตั้งแต่อบาย จนสามารถมีปัญญารู้แล้วทำตนเป็นผู้เจริญ เป็นอาริยะจริงตามลำดับ จนสูงสุดเป็นคนพ้นมิจฉาอาชีวะข้อที่ ๕ เป็นคนทำงานฟรีได้ คนทำได้ขนาดนี้เป็นอาริยะระดับหนึ่งเลย เป็นผู้มีการศึกษาตามหลักสูตรพระพุทธเจ้าแล้ว ส่วนจิตวิญญาณจะมีผลได้ก็แล้วแต่คน ตามจริง

แม้แต่สัมมาอาชีพที่ว่า ในศาสนาพุทธ คนก็เป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่ง แต่เลี้ยงชีพแบบอาริยะ ทำงานฟรี ไม่เอาอะไรแลกเปลี่ยน อันนี้จึงสมกับความเป็นสัตว์โลก เพราะสัตว์เดรัจฉานไม่ทำงานเพื่อแลกเปลี่ยน คนก็ต้องทำได้ด้วย ยิ่งมนุษย์มีปัญญาฉลาดแท้จริง อย่าว่าแต่ทำงานฟรีเลย แต่ทำแล้วให้เกินเหลือเกินกินใช้ แล้วเผื่อแผ่คนให้ได้มากที่สุด คือผู้ประเสริฐ เป็นมนุษย์ประเสริฐแท้จริง

นอกจากงานอาชีพแล้วก็มีงานกัมมันตะ ยุคนี้มีงานเยอะกว่าสมัยก่อน คนมันเยอะก็เลยต้องแบ่งกันทำ แล้วมีส่ิงเกินกินใช้เยอะ ก็เลยต้องไปทำสิ่งเหล่านั้น มันติดจนล้างไม่ได้ง่ายก็เลยต้องทำให้เขา พระพุทธเจ้ามีหลักว่า งานเลี้ยงชีพมี ๕ หลัก ส่วนงานทั่วไปมี ๓ หลักคือกัมมันตะ ๑.อย่าฆ่าสัตว์ ๒.อย่าไปเอาของคนอื่น ๓.อย่าสำส่อนทางเพศ

ธรรมดาสัญชาติญาณสัตว์โลกต้องมีคู่ก็มีผัวเดียวเมียเดียวก็พอ นี่คือไม่ใช่งานเลี้ยงชีพ แต่เป็นงานที่ต้องกระทำทั่วไป คืออย่าให้เป็นโทษภัยต่อสัตว์โลก และ สองไม่ต้องไปเอาเปรียบหรือโกงเขา ถ้าจะให้ลึกซึ้ง ศีลข้อ ๒ นอกจากไม่โกงไม่ทุจริตเอาของคนอื่นแล้วก็อย่าเอาเปรียบด้วย การเอาเปรียบคือผิดศีลข้อ ๒ ทำงานก็ถ้าเอาส่ิงแลกเปลี่ยนก็เอาแค่เท่าทุนไม่ได้เป็นคนเลวกว่าเดรัจฉาน ก็อยู่ในสังคมได้ เป็นคนเท่าทุน แต่เป็นคนแล้วก็น่าจะเจริญกว่านั้นทำงานเกินกินใช้แล้วเสียสละให้แก่สังคม มากหรือน้อยก็ทำไป

นอกจากงานอาชีพแล้วที่เป็นสัมมาอาชีพแล้ว สัตว์โลกทุกตัวต้องอาศัยอาหาร ต้องกินกวฬีการาหาร มันสูงสุด เป็นหนึ่งในโลก ชาวอโศก ถ้าเอางานอาชีพที่ทำอาหารให้แก่โลกได้ทุกคน หลวงปู่จะดีใจมาก อันอื่นๆเป็นองค์ประกอบ แต่ทุกวันนี้งานก็ต้องแจกแจงไปเยอะกว่าแต่ก่อน ก็ต้องทำ นอกจากปัจจัย ๔ แล้ว มันต้องมีเฉลี่ยกันก่อน แต่เดี๋ยวนี้งานมันมีมากกว่าปัจจัย ๔ แต่แค่ปัจจัย ๔ ก็รอดแล้ว

หลักสูตรของท่านมันหยั่งถึงรากของความเป็นสัตว์โลกคือมนุษย์นี่แหละ ที่จะเป็นคนดีที่สุดและร้ายที่สุดได้ คนดีที่สุดคือไม่เบียดเบียนใดๆแก่แผ่นดิน แต่กลับเสียสละให้แก่คนอื่นได้ทั้งชีวิต ไม่ยึดเป็นตนเป็นของตนเลย ตนเองแค่อาศัยใช้สอยให้ชีวิตดำเนินไปแค่นั้น แล้วทำให้คนอื่นไม่เอาให้แก่ตนเลย มนุษย์ผู้ใดสำเร็จการศึกษาตามหลักสูตรพระพุทธเจ้าจะเป็นมนุษย์มีชีวิตเป็นคุณค่าแก่ตนมากและให้ประโยชน์แก่สังคมอย่างสำคัญ ประโยชน์ที่เป็นอุปสงค์ที่ต้องการของสังคมที่สุดด้วย

สิ่งที่เป็นอุปสงค์หรือเป็นความต้องการสูงสุดของโลกคือ? สิ่งที่เป็นที่ต้องการหรืออุปสงค์ในสังคมสูงสุดคือ คุณธรรม ที่จะให้คนไม่เห็นแก่ตัวได้เก่งที่สุด ดีที่สุดจริงที่สุดจนจบความไม่เห็นแก่ตัวเลย มีแต่เห็นแก่คนอื่น นั่นคือสุดยอด เมื่อมีอะไรจำเป็นเราก็ต้องขจัดส่ิงไม่จำเป็นบ้างแล้วเอาส่ิงที่จำเป็นมาก่อน โลกทุกวันนี้ถูกกลบเกลื่อนครอบงำไปไกลมาก จนหลงผิดไปเห็นว่าอบายเหลวไหลเลวร้ายเป็นสิ่งน่าได้น่ามีน่าเป็นกันทั่วโลก เขาเข้าใจเช่นนั้นจริงๆว่าน่าได้น่ามีน่าเป็๋น

เช่น สิ่งที่เขาว่าน่าได้น่ามีน่าเป็นคือ ต้องไปรวย ต้องไปเป็นใหญ่ในสังคม ซึ่งเป็นแบบโลกๆ จนโลกเชื่อ คิด เข้าใจ จะเอาเช่นนี้ให้ได้ จะต้องได้รวย ได้ใหญ่ ก็ต้องหาวิธีที่ซับซ้อนมาก จนสามารถเป็นคนรวย ทุกวันนี้ตรวจสอบสถิติกันตลอดว่าใครจะรวยที่หนึ่งของโลก แล้วก็จะตรวจเพื่อยกย่องเชิดชู ชักจูงให้คนชิงตำแหน่งนี้ให้ได้ อันนั้นแหละเป็นวิธีการของชาวอภิมหาบรมสัตว์นรกทำกัน ที่ไปหาเครื่องเชิดชูกัน เป็นวิธีที่เลวร้ายที่สุด

ในหลวงประเทศไทยเราเป็นพระโพธิสัตว์ กล่าว The great word คือต้องมาเอาแบบคนจน อย่าไปเอารวย พูดออกมาแล้วเป็นคำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก แต่ยังไม่มีใครขานรับ แม้แต่ในกระแสของศาสนาพุทธ ที่เป็นศาสนาที่พาคนมาจน ก็ยังงมงายอยู่เลย ถ้าคนไม่โง่เกินไป เปิดใจก็จะรู้ว่าพระพุทธเจ้าพามามักน้อยสันโดษไม่สะสม มีบัญญัติภาษาเก็บไว้ทุกอย่าง แต่ปัญญาหรือความฉลาดความเข้าใจไม่ได้แล้ว มีแต่อวิชชา สุดที่จะไปฝืนบังคับคนให้มีปัญญา บังคับไม่ได้ บังคับคนให้ฉลาดแบบปัญญานะ และก็ล่อหลอกก็ไม่ได้ หากล่อหลอกก็ไม่จริงไม่ตรง มันต้องเปิดเผยความจริงนำพาฝึกฝนอบรมให้เข้าถึงความจริงให้ได้

โลกทั้งโลกทุกวันนี้ ลึกๆโดยปัญญาก็เข้าใจว่าคนมักน้อยสันโดษ เสียสละไม่กอบโกยก็ดี คนเข้าใจได้ทั้งนั้น สามัญเข้าใจได้กัน ว่าเป็นคนเสียสละ สุขภาพดี ชีวิตดีเบิกบานร่าเริงแข็งแรง สร้างสรรเสียสละให้โลก คนๆนี้ประเสริฐ เขารู้กันทั่วโลก แต่ก็พอให้เอาจริงๆก็ไม่เอากัน กลับขบถต่อความจริง

โลกมันใกล้กลียุค ไปหาทางเสื่อมหนักหนาสาหัส จึงยากมากที่จะทำความเข้าใจหรือพยายามให้เข้าใจ แต่หลวงปู่ไม่เคยท้อที่จะทำ ยากเท่าไหร่ก็จะทำ เพราะได้ตัดสินใจแล้วจะไม่เลือกงานอื่น มีอยู่คือ ถ้าอยู่ก็ได้ทำงานนี้ ถ้าไม่ได้ทำงานนี้ก็ตาย มีอยู่สองอย่างเท่านั้นในชีวิต ตอนนี้มีคนให้ทำงานร่วมด้วย แม้จะมีคนต้านอยู่ มีคนด่าทอ ก็เข้าใจเขา

ตั้งแต่ประกาศอรหันต์ไปก็มีคนด่ามากกว่าชม ที่บอกไปก็มีเหตุปัจจัย ก็เคยบอกนัยมาว่าประกาศโพธิสัตว์ ที่จริงก็คือว่าจะเป็นโพธิสัตว์ได้ต้องเป็นอรหันต์ก่อน โพธิสัตว์คือพี่อรหันต์ แต่เขาไม่รู้ก็เลยอยู่ได้มา ขนาดไม่ประกาศโต้งๆเลย ก็ทำงานยืนยัน จนมีผลพอสมควร เขาเลยจะโค่นอาตมาให้ได้ โค่นไม่ให้เผยแพร่ต่อ แต่เขาก็ทำได้สุดฤทธิ์เท่าที่เขาสามารถทำได้แล้ว เสร็จเท่าที่เขาสามารถแล้ว จากวันนั้นอาตมาก็ทำมาเรื่อยๆ จะเห็นได้ว่าอัตราการก้าวหน้าของเราที่จะนำธรรมะสู่สังคมนั้นมีอัตราการก้าวหน้ามาเรื่อยๆ ก็มีผู้มีปัญญาเห็นดีด้วยมากขึ้น ผู้ที่เคยเข้าใจผิดก็คลีคลายมา หรือผู้จองเจรจองกรรมกันก็ตายไปเยอะ ผู้อาฆาตมาดร้ายก็ตายไปบ้าง เหลืออยู่น้อยลงๆ ก็ยิ่งจะน้อยลงเรื่อยๆ ถ้าอาตมาอยู่ถึง ๑๕๑ ปีก็คงตายไปหมด มันต้องอาศัยเวลา และลูกอึด ไม่งั้นไม่ได้ต้องใช้แบบนี้ ยังไง ๆก็ช่วยอาตมากันบ้างนะ ทุกวันนี้อาตมาอยู่ได้ก็เพราะพวกเราช่วย

พ่อครูตอบข้อความมา ไลน์ จากผู้ชมรายการ ธรรมาธรรมะสงคราม ๑๓ พ.ค. ๕๘ ควรกำหนดรู้อะไรก่อนในการปฏิบัติธรรม? มีคำถาม ถามพ่อครูมาว่า....ผมรู้สึกประทับใจกับคำสอนของพ่อท่านคืนนี้มากครับ เพราะมีรายละเอียดในการปฏิบัติน่าสนใจมาก แต่ผมก็เข้าใจได้แค่ในระดับนึง(คงเพราะไม่มีสภาวะจริงมารองรับ) เท่าที่ผมซึมซับได้ การเข้าสู่ความเป็นโสดาบันขั้นแรกต้องเข้าใจเรื่อง กาย เป็นพื้นฐานก่อน (ซึ่งผมก็เข้าใจว่าหมายถึง องค์ประชุมของ รูป สิ่งทึ่ถูกรู้ และ นาม ตัวที่เข้าไปรู้) ทีนี้มาถึงเรื่องที่ผมสงสัยต่อจากนั้นนั่นก็คือ การกำหนดสัญญาว่าจะต้องรู้อะไรก่อนเมื่อเกิดผัสสะขึ้น ผมไม่ทราบว่าควรกำหนดรู้เวทนาก่อนหรือกำหนดรู้อาการของจิตก่อน( เช่น จิตมีโทสะ จิตมีราคะ จิตโลภ จิตอยาก ฯลฯ) สำหรับการพยายามฝึกในชีวิตจริงของผมจะจับอาการของจิตก่อนเพื่อนเลยเพราะมันชัดกว่าและไม่ต้องผ่านกระบวนการคิด เช่น พอได้อาหารที่สั่งมาแล้วตักเข้าปากด้วยความอยาก(ตะกละ) หรือเห็นความโกรธเมื่อถูกขัดใจ ส่วนการดูเวทนา( ดูว่าจิตเป็นสุข ทุกข์ หรือ เฉยๆ) ผมจะดูในบางครั้งก็ต่อเมื่อผัสสะมันผ่านไประยะหนึ่ง คือมันต้องผ่านกระบวนการคิดก่อน หรือ ในกรณีผัสสะที่เกิดขึ้นมันค่อยเป็นค่อยไปไม่ได้เกิดอย่างทันทีทันใด เช่น เดินไกลๆแล้วเหนื่อยจึงเห็นว่าจิตเป็นทุกข์ ขอเรียนถามท่านสมณะครับว่า ผมควรจะกำหนดสัญญาการกำหนดรู้อย่างไรจึงจะถูกต้องครับ (หมายเหตุ ผมตามฟังพ่อท่านมาแต่ไม่เคยมีโอกาสได้สอบทานว่าเราเข้าใจได้ถูกต้องหรือเปล่า)

พ่อครูตอบว่า... ถามว่า ประเด็นเขาจับต้นว่า การเข้าสู่โสดาบันต้องรู้เรื่องกายก่อน ก็ถูกต้อง ก็ขอขยายก่อนว่า...พระพุทธเจ้าตรัสว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตระ แล้วก็มีหลักฐานว่าโลกุตระนั้นมี ๔๖ เร่ิมต้นจุดแรกที่จะเริ่มทำงานปฏิบัติ เพื่อจะเดินสู่โลกุตระ ๙ เร่ิมที่โสดาปัตติมรรค

โลกุตระ ๙ คืออธิวจนะ ๙ชื่อของผู้มีมรรคผลของพุทธ จาก ๙ นี้ท่านก็มีข้อปฏิบัติให้ถึง มี ๓๗ ข้อ เริ่มต้นตั้งแต่ กายในกาย จึงจะเริ่มเป็นโสดาปัตติมรรค ต้องรู้ว่าทางที่จะไปอย่างนี้ได้คือทำอย่างไร? แล้วที่คุณว่า จะต้องกำหนดรู้อะไรก่อน? ที่ถามมานะ

อาตมาตอบตรงนี้ก่อน ที่ถามว่าควรกำหนดรู้เวทนาก่อนหรืออาการจิตก่อน คำ บัญญัติว่า เวทนา หรือบัญญัติว่าจิต มีชื่อว่าจิต คำว่าชื่อ ภาษาบาลีคืออธิวจนะ คำว่า เวทนาก็คืออาการหนึ่งของจิต จิตเป็นธาตุรู้ คำที่เป็นบัญญัตินี้เราก็อาศัยชื่อบัญญัติ ว่า จะรู้เวทนาหรือจิตก่อน ในหลักของโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ก็ มี กาย เวทนา จิต ธรรม ก็ต้องรู้ เวทนาก่อนจิต

คำว่าเวทนานี่ลึกซึ้ง รวมลงที่เวทนา ในมโนปวิจาร ๑๘ ของเนกขัมมะกับเคหสิตะ อาการของเวทนานี่แหละ ตัวที่จะบ่งบอกว่าก่อน ไม่เช่นนั้นคุณแยกเนกขัมมะกับเคหสิตะไม่ได้ เนกขัมมะคือปฏิบัติออกจากโลกีย์ โลกีย์คือเคหสิตะ ก็ต้องรู้กระแสโลกุตระ โสตาปันนะคือเข้าสู่กระแส ก็ต้องรู้ก่อน รู้เวทนาและอาการที่บ่งบอกเวทนาว่าคือเจตสิกของวิญญาณ ถ้าเราอ่านไม่ออก อ่านไม่เป็น มันไม่มีจุดเริ่มต้นต่อ

จริงๆแล้ว เวทนายังเป็นตัวที่ช้าเสียด้วยซ้ำ เราไม่ได้รู้จิตก่อน เรารู้ก่อนจะรู้อันอื่นต้องรู้สังขาร เพราะคความไม่รู้คือไม่รู้สังขาร ตามปฏิจจสมุปบาท ไม่รู้มันเลยปรุงปุ๊บเลย เช่น ที่ว่า จิตมีราคะ โทสะ โมหะนี่มันคือตัณหา อยู่หลังเวทนาด้วยซ้ำ มันปรุงเป็นอารมณ์ แล้วมีเหตุในจิต ก่อนเวทนามันสังขารก่อน สัมผัสปุ๊ปเป็นกายสังขาร จิตสังขาร วจีสังขารเลย เราแยกไม่ออกเอง

ก่อนอื่นต้องรู้กายก่อน กายอะไร? ก็กายสังขาร ต้องรู้สักกายะก็คือรู้กาย ก็คือรู้สังขาร คือสังขารที่เป็นกายก่อน แล้วค่อยเรียนพิจารณา กายในกาย ก็คือ เวทนานั่นเอง จากเวทนาก็มีเหตุคือ สราค สโทส สโมห ในจิต คือเจโตปริยญาณ ๑๖ คำตอบตรงนี้ก็ขยายความแล้ว ไม่ใช่แค่รู้เวทนาก่อน ไม่ใช่รู้จิตก่อนเวทนา ที่จริงต้องรู้สังขารคือกายสังขารก่อน กายคืออะไร? อาตมาก็อธิบายเจาะลึกเลย มีต้นเชื้อของกายอีก เชื้อนี้คืออย่างภาษาbiology คือ gene แล้วก็แจกเป็น Genome อีก อาตมาว่าศาสนาพุทธจะอยู่ต่อไปอีกสองพันกว่าปี อาตมามีหน้าที่ทำให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะครบได้ อาตมาตายไปจะได้มีสิ่งเหลือสืบต่อไป ถ้าอย่างนั้นไม่ใช่สยังอภิญญาไม่ใช่ปัจเจกก็จะรู้เองไม่ได้ ศาสนาพุทธต้องมีการฟังจากสัตบุรุษผู้รู้มาก่อน ถ้าไม่มีผู้รู้มาก่อนศาสนาพุทธเกิดเองไม่ได้ มันมีเจ้าของ คือพระพุทธเจ้า ซึ่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์คือ ธรรมสามี เป็นเจ้าของแท้ เป็นสยัมภู แล้วมีผู้รับสืบทอดมา มีของจริงในตนแล้วมาวนเวียนสืบทอดไปนี่ แม้ที่สุดศาสนาพุทธจะหมดเชื้อในยุคนั้นนะ แต่ในมหาจักรวาลไม่หมดหรอก แต่ว่าศาสนาพุทธจะต้องหมดเชื้อในยุคพุทธันดร คือระยะที่ไม่มีพุทธในวัฏสงสารของโลกที่หมุนนี่ มันมีสองช่วงที่ไม่มีศาสนาพุทธคือช่วงที่คนเลวร้ายสุดรับศาสนาพุทธไม่ได้ พระพุทธเจ้าสมณโคดม เป็นพระพุทธเจ้าองค์สุดท้ายในยุคภัทรกัปป์แล้ว เป็นยุคที่มีคนรับศาสนาพุทธได้น้อยที่สุดแล้ว อาตมาก็มารับช่วงต่อ จากนั้นเป็นพุทธันดร จะมีการล้างโลกเลย และอีกช่วงจะเข้าสู่ยุคที่ไม่มีคนเลวร้ายเลย โลกจะเข้าสู่บูรณปฏิสังขารเอง ธรรมชาติมีเยอะ คนก็น้อยไม่เกิดแย่งชิงกันอีกนาน ก็เป็นพุทธันดร คือช่วงคนดีมากพอ พุทธไม่ต้องมาช่วย การปฏิบัติของพุทธเร่ิมต้องมีฉันทะ ๑. ฉันทะเป็นมูล ไม่มีฉันทะไม่มีทางสำเร็จได้ ๒. มนสิการเป็นแดนเกิด เมื่อมาเรียนรู้แบบพุทธแล้วต้องรู้การทำใจในใจคือที่ๆจะเปลี่ยนแปลงจิต ๓.ผัสสะ เป็นเหตุแห่งการปฏิบัติ หากไม่มีผัสสะไม่ใช่ศาสนาพุทธต้องมี ทวารทั้ง ๖ กระทบสัมผัส ที่จริงมีแต่ใจท่านไม่เรียกว่าโผฏฐัพพารมณ์ แต่เรียกว่าธรรมารมณ์ แต่เขาปฏิบัติไปเอาแต่ภายใน ตัดทวารทั้ง ๕ ที่จะผัสสะไปหมด เอาแต่ภายใน ทั้งที่ภายในมันอยู่ด้วยกันแล้ว เป็นธรรมายตนะกับมนายตนะ มันสัมผัสกันเองเลย ๔.เวทนา เป็นสโมสรณา ทุกอย่างรวมลงที่เวทนาแล้วก็ต้องปฏิบัติตรงนี้ จนเป็นฌานเป็นวิมุติ เป็นสมาธิ เป็นผู้จบก็มีอมโม คือเป็นผู้ได้ฐานของความไม่ตาย ฆ่ากิเลสไปได้ตามลำดับ ได้เอกัคคตาจิตไปตามลำดับ เป็นปุงลิงค์ แล้วก็ทำต่อให้เป็น นปุงสกลิงค์ คือไม่มีเพศ เป็นผู้ไม่มีเพื่อนสอง อมรโคยาน คือไม่มีธุลีละอองกิเลสไปเรื่อยๆ ผู้ใดปฏิบัติเวทนาในเวทนา ตั้งแต่เวทนา ๒จนถึง เวทนา ๑๐๘

เวทนา ๒ คือต้องรู้ กายยิกเวทนาก่อน แล้วก็มีเจตสิกเวทนา ก็ต้องรู้กายก่อน ด้วยการกำหนดรู้ นาม/รูป เมื่อสามารถทำเวทนาในเวทนาจบสมบูรณ์จนถึงขั้น อปรันตะ (อนาคต) กับปุพพวิเทหะ (อดีต) ที่สุดแห่งอมรโคยาน ก็คืออมตะ จนถึงที่สุดคืออดีต ผ่านปัจจุบัน ทั้งอดีตและอนาคต เป็นเอโกธัมโม จากธรรมะสอง แล้วก็ปฏิบัติ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) อาศัยไม่เป็นเพศแล้ว ตนเองไม่เป็นบวกเป็นลบ ไม่ไปไม่มา กลาง ศูนย์แล้ว แต่ต้องอาศัยกับสิ่งที่เป็นหนึ่งที่เรียกว่าเพศก็คือเพศชาย (ปุงลิงค์) เป็นอุตมปุริสะ อยู่อย่างนั้น ถ้าตราบที่ยังอยู่ ก็อยู่อย่างผู้สืบสานก็อาศัยคำว่ามี

_ถามว่า ถ้าเราเลิกกับคนหนึ่งแล้วไปคบกับอีกคนหนึ่งจะเรียกว่า เจ้าชู้ไหม ? ตอบ ...ที่ถามแสดงว่ายังมาใหม่อยู่นะ ถ้ามาเก่าไม่กล้าถามหรอก... ตอบ...ใช่ นั่นแหละเจ้าชู้ ถ้าเราคบกันผู้เดียว ไม่สำส่อนไม่มากมาย เกาะคนนั้นไปคนนี้ นั่นแหละคือไม่เจ้าชู้ อย่าทำ อย่าเป็นคนเจ้าชู้มันเป็นบาป ไม่ได้เป็นบุญไม่ได้เก่งอะไรเลย ถ้าจะตอบตรงๆคือเจ้าชู้คือความเลว อย่าปฏิบัติ ถ้ารู้ว่าเราเป็นต้องหยุดให้ได้อย่าทำ ถ้าจะดีกว่านั้นไม่ต้องไปคิดเรื่องเพศ เรื่องพวกนี้เลย ก็อาจยังยากก็ฟังไป อย่างน้อยคู่เดียวก็ดีแล้ว

_สมัยคือช่วงแห่งการเรียนรู้ ก็คือปัจจุบัน หากหมดสมัยก็คือหมดปัจจุบัยไม่มีช่วงให้เรียนรู้ได้

_ความผูกพันความรัก ระหว่างแม่กับลูก กับความผูกพันระหว่างแม่กับลูก อันไหนมากกว่ากัน ? ตอบ ...ความผูกพันเป็นกิเลส ไม่ใช่สัจจะ คำว่าผูกพันก็แล้วแต่คนแต่ละคน ใครไปยึดมั่นถือมั่นในเชิงไหน ไปยึดมั่นถือมั่นในคู่ก็เพราะมีกิเลสกาม ส่วนความยึดมั่นถือมั่นในพ่อแม่ลูกผูกพัน ที่ ซิกมัน ฟรอย เขาว่า ความรักพ่อ แม่ ลูก ก็คือกาม การที่พ่อแม่ กอดจูบลูกก็คือกาม ที่จริงแก่ก็พูดถึง มันบำเรอการสัมผัส จริงๆแล้ว ความรักของพ่อแม่ ลึกซึ้งกว่า คือเสพอันหนึ่งคือเสพอัตตา ถ้าพ่อแม่ลูกนี่เป็นการผูกพันอย่างอัตตา แต่ถ้าคู่รัก มันผูกพันทางกาม ขั้วของกามกับอัตตา เป็นสองขั้วหลักของธรรมะ

ถ้าพ่อแม่กับลูกนี่ ถ้าติดคุกแล้วก็แทบจะไปติดคุกแทนกันได้ แต่ผัวเมียแค่ไม่เห็นด้วยก็แยกกันแล้ว ใครติดกามมากก็รักผัวรักเมียมากกว่า พ่อแม่ด้วย อย่างที่เคยเล่าว่ามันต้องการเสพกามแค่นั้น แต่พอมีลูกมันก็เอาไปทิ้งเลย คนก็โหดร้ายมาก แต่พ่อแม่ลูกไม่ได้จัดจ้านเช่นนั้น แต่อัตตาก็กินลึก

ในเรื่องอจินไตย เรื่องคู่ที่จะเป็นผัวเมียกันนี่ มันสืบทอดวิบาก สำสอนได้มาก ส่วนพ่อแม่ลูก มันจำกัด เป็นความสืบต่อยาวและมากกว่ากัน คือคู่ผัวตัวเมีย สำสอนเยอะ ไม่ลงหลักปักแหล่ง แต่พ่อแม่ลูกนี่ผูกกันกันนานกว่า แต่ผัวเมียนี่ผูกพันอย่างเละเทะกว่า ฟังสองอย่างนี้ คือความรักของพ่อ แม่ ลูกนี่จริงกว่าความรัก ผัวเมียนะ

สรุปว่า การศึกษา จะเกิดอีกกี่ชาติๆก็ตาม ก็ต้องมาศึกษาเอาสัจธรรมอันนี้ ที่จะทำให้คนเราประเสริฐนี่แหละสูงสุด การศึกษาเทคนิตโลก มันหลอกด้วยโลกธรรมอามิส ก็ไปหลงกัน คนที่รู้แล้วก็ไม่ไปหลงเสพ แต่เอาใช้เป็นประโยชน์ต่อตนต่อผู้อื่น แต่ถ้าเอาเป็นเอกต้องการศึกษาไตรสิกขานี่แหละ แต่ทุกวันนี้เขาไปหลงความหลอกความลวงมาเป็นความรู้เอก ส่วนที่ควรทำเป็นเอกไม่รู้เอาไปไว้ไหน สังคมเลยเดือดร้อน....จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน