580517_วิถีอาริยธรรม _อาชีพ_ ชีวิตจะเอาอะไร โง่_บ้า หรือเปล่า ที่เอาชีวิตมาทิ้งให้ธรรมะ.doc.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2558
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข25 มกราคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

580517_วิถีอาริยธรรม "อาชีพ" ชีวิตจะเอาอะไร โง่หรือเปล่า บ้าหรือเปล่า ที่เอาชีวิตมาทิ้งให้ธรรมะ

ท่านเดินดิน โง่หรือเปล่า บ้านหรือเปล่า

สด....ที่พูดอยู่นี่ก็คงไม่บ้านะครับ มิจฉาอาชีวะ ๕

อาชีพขั้นที่ ๕ แม้ตนจะทำงานกิจการส่วนตัว แต่ก็ยังทำงาน ลาภแลกลาภ ไม่ทำงานฟรี นี่คืออาชีพขั้นสูงสุด ถือว่ายังเป็นมิจฉาชีพ .... เป็นไปได้ไหมในยุคนี้ ก็นี่ไง เรียงลำดับให้ดู จบหมอก็มาทำฟรี จบครูก็มาทำงานฟรี อีกคนแม้เรียนไม่จบก็มา ถ้าไม่ได้มาทางนี้ จบดร.ก็ยังได้เลย แม่ก็หมายมั่นปั้นมือให้เป็นดร.เลย แม่ถึงกับตัดแม่ตัดลูกเลยตอนแรก แต่ท่านก็มีวิธีทำให้แม่สามารถมาเข้าใจศรัทธาศาสนาได

ไม่ใช่แค่ ๔ คน ในชาวอโศกมีคนที่ทำงานแบบไม่เอาลาภแลกลาภ เป็นค้นพ้นอาชีพ ๕ ได้ ทำงานให้ส่วนกลางฟรี กินใช้อยู่ในสาธารณโภคี พพจ.ว่า คือชีวิตที่ปรปฏิพัทธา เม ชีวิกา ทำงานอยู่กับหมู่ กินใช้ร่วมกันเป็นสาธารณโภคี สมัยพพจ.ทำได้แค่ในวงสงฆ์ แล้วชีวิตมอบตนอยู่กับคนอื่นๆเขาอยู่กับฆราวาสที่เขาทำงานมีลาภยศ เงินทอง แต่อะไรที่ทำงานช่วยชาวบ้านได้ สมณะ นักบวชก็ทำ ทำให้เขา ทำแล้วไม่ได้เอาอามิสหรือ ต้องการอะไรตอบแทน แต่งานที่ทำแล้วผิดวินัย เช่นพรากพืช ขุดดิน ก็ไม่ทำผิดวินัย แต่ทำเพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชน ยิ่งทำแล้วไม่ใช่มีคนทำคนเดียว แต่ทำเพื่อคนส่วนรวม โดยเอางานเป็นหลัก ว่างานนี้จำเป็น สำคัญ สมควรยิ่งในกาละนี้ และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

อาตมาจึงพาพวกเราทำงาน แม้แต่ไปรับใช้ส่วนกลาง พระเราไปล้างส้วมในการชุมนุม พวกเราเป็นพระเป็นเจ้าก็ไปทำส้วมให้ แต่เราไม่ได้ทำเพื่อเอาอะไรแลกเปลี่ยน แต่เราทำเพื่อส่วนรวม เราไม่ได้หลงรับใช้เฉพาะคนหรือกลุ่มใด เราทำเพื่อสาธารณะ เราไม่ได้ผิดวินัย คำสอนของพพจ.

ทุกวันนี้เขาอธิบายธรรมะเข้

อ่านต่อ

าข้างตนเอง จนนักบวชกลายเป็นศักดินา เป็นศักดิ์ศรี ซึ่งนักบวชเขาให้เกียรติ อาตมาทำงานให้นักบวชหญิงที่เป็นชี ไม่ได้เป็นภิกษุณีด้วย ให้ถือศีล ๑๐ ไม่ใช้เงินทอง ไม่สะสมเงินทอง มีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น ปรปฏิภัทธา เม ชีวิกา สิกขมาตุจึงทำงานได้กว้างกว่า เพราะไม่มีวินัยที่ไม่ให้พรากพืช สม.เลยทำหน้าที่ได้เยอะกว่าทำงานได้เยอะกว่า โดยไม่ได้รับใช้ฆราวาส และไม่ได้ผิดวินัย แต่ถือเคร่งที่พ้นมิจฉาอาชีวะ ข้อ ๕ จึงได้รับการเคารพกราบไหว้จากคน แม้แต่คนบางคนเขาว่า สม.ที่นี่กราบได้สนิทใจมากกว่ากราบพระสงฆ์บางที่ด้วย คนที่พูดนี้เป็นคนมีฐานะทางสังคมมีปัญญาด้วย

อาตมาก็ภาคภูมิใจในธรรมะของพพจ. ว่าในยุคนี้ยังอกาลิโก ยังมีคนมีภูมิปัญญาเห็นคุณค่าธรรมะที่ควรเคารพกราบได้ จะอยู่ในร่างหญิงหรือชายก็ตาม เป็นเรื่องพิสูจนยืนยันได้ เป็นอกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปนยิโก

คำว่า อาชีพ ทุกวันนี้คนทั่วไปเป็นอาชีพที่ขึ้นด้วยอามิส จิตยังต้องการอามิส แม้กิเลสของพวกเรา กิเลสของนักบวชหญิง ชาย หรือฆราวาสหญิง ชาย จะมีกิเลสเหลืออยากได้อามิส ลาภยศ สรรเสริญเหมือนกัน แต่มาทำตามระบบสาธารณโภคี ทำงานที่นี่วางหลักเกณฑ์ไว้ถึงทำอาชีพพ้นลาภแลกภาพด้วย ทางกายไม่มีแล้ว แต่ทางใจเราห้ามไม่ได้ คุณก็เรียนรู้ไปตามลำดับ ทฤษฎีของพพจ.ให้ลดลงๆ ไม่ได้กดข่มด้วย เราเป็นสังคมเปิด มีสื่อสารรู้ทุกอย่างว่าโลกเขาไปถึงไหน แต่เราก็สามารถมีภูมิคุ้มกันไม่ตกร่วง ไม่ตกต่ำ นี่คือสัจธรรมที่พิสูจน์สัจจะที่เป็นเศรษฐกิจ เศรษฐศาสตร์เป็นการกระทำ

ถ้าฤาษีดาบสที่มีทฤษฎีแบบที่ไม่มี กัมมันตะ ไม่มีอาชีวะ ไม่มีมรรค ๗ องค์ ไม่พูดจาไม่เกี่ยวข้อง หนีไปห่าง ไม่เกี่ยวข้อง ไม่มีมรรค ๗ องค์ที่จะสั่งสมสัมมาสมาธิ แต่ไปหนีไปมีสมาธิหลับตา ที่หนีโลก ไม่มีผัสสะ ศาสนาพุทธจึงอ่อนด้อย ไม่เป็นศาสนาสังคม กลายเป็นศาสนาคนป่าทิ้งสิ่งจริงของสังคม เพราะไม่เข้าใจเบื้องต้น ท่ามกลางบั้นปลายไปตามลำดับ

พอมาบวชแล้ว ก็บอกว่าให้ถือศีล ๒๒๗ ข้อ นี่ก็ผิดแล้ว มันไม่ใช่ ศีลนั้นคือ จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล แม้นี้ก็เป็นศีลของเธอประการหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้ไม่เอาศีลแล้วเหลือแต่วินัย

ที่ท่านต้องมีเดรัจฉานวิชชาหรือต้องละเว้นเพราะไม่รู้ จึงเต็มบ้านเต็มเมืองเลย แต่ของเราแม้ในฆราวาสเราก็ไม่ได้มีส่ิงเหล่านี้ นำโดยคณะนักบวช จนเป็นแผ่นดินพุทธเต็ม เพราะไม่มีกรรมที่ผิดจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ไม่มีเดรัจฉานวิชชา ไม่มีเดรัจฉานกถา ไม่มีจุดธูปเทียน ไม่มีรดน้ำมนต์ ไม่มีเรือนไฟไว้บูชา ไม่มีการละเล่นที่เป็นอบายมุข อาตมาก็ใช้การประมาณมา จนเกิดหมู่กลุ่ม จนมีพฤติกรรมสังคมถึงสาธาณโภคีได้ ซึ่งยุคพพจ.เป็นยุคสมบูรณายาสิทธิราช ทุกอย่างเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน ทำไม่ได้ แต่ยุคนี้ทำได้ เป็นยุคปชต. ที่เลือกได้มีอิสระ เมื่อเลือกได้ก็เลือกที่จะมาทำงานรับใช้สังคม ไม่ต้องไปเอาจากสังคม เราออกจากตำแหน่งทางโลกเราก็ละวางความแก่งแย่งจากเขาแล้ว เรามาทำงานให้ส่วนกลาง ก็มีส่วนเหลือไปรับใช้สังคมอีก รวมแล้วชาวอโศก แม้ฆราวาสก็พ้นลาเภนลาภัง นิชิคิงสนตา ทำงานไม่เอาลาภแลกลาภทำงานเสียภาษี ๑๐๐ % อาตมาว่าเป็นเรื่องสุดยอดของโลกแล้ว เป็นแต่เพียงเราทำให้มีคุณภาพและปริมาณเพ่ิมขึ้น แต่มันสุดยอดตามทฤษฎีได้แล้ว พาคนมาทำงานฟรีอย่างอิสระได้ แล้วอาตมาระวังที่จะไม่เอาอามิสล่อ บอกเลยใครมาก็มาจนมาหมดเนื้อหมดตัวตน ใครอยู่ในเกณฑ์มาได้ก็มา ใครไม่ถึงเกณฑ์ก็อย่าเพิ่งมา อิสรเสรีภาพ นี่คือสุดยอดของอาชีพในศาสนาพุทธ

คนเหล่านี้ไม่ได้โง่ไม่ได้บ้า ที่เอาชีวิตมาทิ้งในทางธรรมเช่นนี้ มีทิฏฐิสัมมาเช่นนี้ ทำมรรคมีองค์ ๘ อย่างนี้ กำหนดหมายไม่เหมือนเขาอย่างนี้

ประโยชน์ที่เอาชีวิตมาทิ้งในทางธรรม มองเห็นสิ่งที่ประเสริฐ น่ายืนยันกับสังคม เปรียบเทียบให้เห็นว่าทางโลกที่เขาเป็นมีมุมไหนทางไหนที่แต่ละคนจะมอง อย่าเกิน ๕ นาทีก่อนนะ

ส.เดินดิน..... ผมมาอยู่กับพ่อครู อยู่แบบฤาษีเก่า มาด้วยความอยู่แบบมีเจตคติแบบเถรวาทว่า เราจะช่วยคนอื่นได้ต้องทำตนให้บริสุทธิ์ก่อน เราคิดว่าทำงานก่อนแล้วกิเลสจะเกิด ต้องเข้าป่าอยู่แต่ผู้เดียว แต่ว่าไปอยู่ศีรษะอโศก จัดงานปลุกเสกฯ แล้วคนมามากก็ได้รับประโยชน์มาก ก็คิดว่าถ้าไปจัดที่นครสวรรค์ที่บ้าน ก็น่าจะดี ก็เลยมีงานปลุกเสกฯครั้งที่ ๑ และ๒ และ ๓ ต่อมาทำให้ผมต้องรับภาระในการจัดงานมาเกือบ ๔๐ ปีแล้ว ก็เป็นเหมือนอาชีพที่เราต้องจัดงาน ปลุกเสกฯ พุทธาฯ เราก็เลยเหมือนเป็นเพื่อนที่รบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเพื่อนมาตลอดก็เลย อาชีพผมก็เลยต้องจัดงานประจำปี ต้องรับผิดชอบ ก็เป็นอาชีพใหม่ที่ไม่มีอามิส และก็ต้องระวังเป็นทาสอัตตา

พค.ขยายความว่า ไม่เป็นทาสอามิสคือไม่เป็นทาสโลกธรรม ไม่บำเรออัตตาคือไม่บำเรอใจตนเอง ผยองพองขนว่าตนใหญ่ มันเป็นนามธรรมที่ไม่เกี่ยวกับลาภ ยศ สรรเสริญ มันเด่น ยกตนข่มท่าน เป็นอัตตาจริงๆ ก็ต้องระวัง

ส.ฟ. .... มาอยู่กับชาวอโศก ผมมีอาชีพก็คือ จบเรียนครูมา ตอนแรกเขาให้เป็นครูพุทธธรรมวันอาทิตย์ ผมเกิดมา แม่ฝันเห็นมีครูแต่งชุดนักเรียนมา พอมาบวชนานเข้าก็สอนเด็กพุทธธรรม สอนเด็กสัมมาสิกขา สุดท้ายมาเป็นอาชีพกรรมกร ก็รู้สึกว่า สบายดี แต่ก่อนผมก็อยากรวยนะ มาบวชแล้วยังอยากรวยอยู่เลย เรารู้ว่าเป้าหมายเรามาลดกิเลส แต่จิตเราก็ยังอยากรวย ก็เลยคิดว่าเราจะทำอะไร ก็เลยมาทำอาชีพโรงปุ๋ยเป็นหลัก มีภ.ถิรฯ บอกว่าชาติหน้าคงรวยนะ แต่ผมก็ว่ามาจนนี่ก็ดีแล้ว เบาสบายกว่า อย่างเพื่อนผม เขารวยแล้วมีหลายล้านก็บอกว่ารวยแล้วจะทำอะไรต่อนะ?... ผมก็ไม่ว่าอะไร สมบัติผมก็ไม่มีอะไรเลย ลาภ ยศ สรรเสริญ ผมก็ไม่มีอะไร ......

สส. ..

พค.ว่า...ที่พูดกันมันก็เป็นการบอกกล่าว กันมาเป็นความเฉลียวฉลาด ผู้ที่พูดกัน ก็พอรู้ได้ ว่าเราก็ ธรรมะพพจ.จริงตรงที่ถ้าสัมมาทิฏฐิ ว่าตราบใดยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบโลกไม่ว่างจากพระอรหันต์ ยืนยันว่า ทฤษฎีของพพจ.นี้เป็นไปได้ ไม่ได้มาอวดอ้างอะไร เราไม่ได้เจตนาเช่นนั้น ถ้าเจตนาเช่นนั้นเราก็ทำมากกว่านี้อีก

สม.กล้าข้ามฝัน ... ตอนใหม่ๆมาดิฉันเป็นคนไม่ค่อยพูด ทึ่มๆ แต่พอเห็นพ่อครูทำงาน แม้ดึกดึ่นก็เปิดไฟ ทำงานอีก ทุกอย่างพุ่งเป้าถึงพ่อท่าน เราอยู่มานาก็คิดว่า น่าจะกตัญญูต่อพ่อท่าน ก็เลยลองไปพูดกับคน แล้วรับรู้ปัญหา ช่วยแก้ปัญหาบ้าง ที่คิดว่าน่าจะทำได้ ก็เลยคุยไปก็เลยเป็นคนพูดได้มากขึ้น จนพูดมาก ก็เลยต้องลดลงมาอีก จนพอดี แล้วมันจะเกิดความมุทุภูเต ที่เกิดจากการอยากจะตอบแทนบุญคุณ เกิดจากการเอาภาระหมู่กลุ่ม ตอนบวชได้ ๒ ถึง ๓ ปีก็เริ่มตื่นมาเอาภาระหมู่ ตอนเขาทำนากันสมณะไปไม่ได้ ดิฉันก็ไปทำกับเขา พอสันติอโศกตั้งโรงเรียนปัญหาเยอะ ไม่มีความรู้มากแต่ว่า ไปฟังปัญหา ก็ค่อยช่วยกันไป เราก็ค่อยพูดกันไปเรื่อย ก็ร่วมกับหมู่กลุ่มไป อย่างมาราชธานี น้ำท่วมได้ขนของ การทำงานได้พัฒนาทั้งความเฉลียวฉลาดแววไว ไม่เหนื่อยมากนะ เพราะว่าใจเรามุ่งช่วยคนอื่น รู้สึกว่า ภาระค่อยๆเติมมา รู้สึกว่าเราแบ่งเบาหมู่กลุ่มหน่อยไหม อย่างท่านเดินดิน ท่านบินบน ท่านรับภาระมากมาย เราจะช่วยแบ่งเบาได้ไหม ก็เติมไปทีละหน่อย พอมาอยู่ราชธานี ดินฟ้าอากาศไม่เที่ยงเลย เราก็ค่อยๆดู มันเติมความสามารถความฉลาดให้ดิฉัน

ยิ่งมาศึกษาปรมัตถ์ คำว่าบุญ นี่ยังไม่ซึ้งเท่ากับกาย ทำไมกายเรามันวุ่น ตอนนี้ทำไมไปทำงานโรงปุ๋ยบ่อยๆก็กลับไปเป็นกรรมกร เรารู้สึกว่า ขยะในโลกนี้ ถ้าชาวอโศกบุกเบิกขยะไปทำเป็นปุ๋ย ไปทำประโยชน์ได้ จะทำให้หมู่กลุ่มชาวอโศกดีขึ้นเจริญขึ้น โลกเจริญขึ้นด้วย มีคนบอกว่า ร่างกายดิฉันก็แข็งแรงดี เขาบอกว่าท่านดูไม่แก่ลงเลย เราคิดว่าทำงานออกแรงด้วย ใช้สมองด้วย ทำงานกับเพื่อนพี่น้องด้วย อ่านกาย ออก ถ้าเราฟังธรรมไปด้วยแล้วทำงานไปด้วย ก็ได้นะ แต่ว่าไม่เหมือนฟังอย่างตั้งใจ แล้วก็เอาไปใช้กับการทำงาน ผัสสะแล้วเกิดอะไรขึ้น ทำใจในใจอย่างไร เรารู้สึกว่า ทุกปัจจุบัน เป็นการได้ฝึกฝนตลอด ได้พัฒนาตนเองตลอด

พ่อครู สมณะ สิกขมาตุให้โอกาสทำงาน ทำผิดทำถูกก็ให้โอกาส จนตอนนี้ก็ทำถูกมากกว่าผิด เราก็เห็นว่าน้องคนไหนทำได้ก็ให้ทำต่อไป เราก็จะได้ไปทำงานอื่นที่เพิ่มความสามารถเราอีก ปัญญาทำให้เกิดปัญญา ทั้งฉลาดแข็งแรง เจริญก้าวหน้า จิตวิญญาณและทางโลก ต้องมีสัมมาอาชีวะ

พค.ว่า...อาตมาจะทำอย่างไร ให้คนที่ เกิดความเข้าใจว่า ปัญญาคืออะไร ปัญญาคือความเห็นจริงๆ เช่นมาเห็นว่า เรามาทางนี้เป็นคนจนไม่เบียดเบียนคนอื่น ช่วยเหลือคนอื่น ทำอย่างไรจะให้คนเข้าใจได้จริงๆ จึงเห็นความหมายคำว่า ปัญญา คือความรู้ยิ่ง มันมุ่งมันทำอย่างนี้ เกิดอย่างนี้เราเป็นสุขด้วย พอใจด้วย ซึ่งลองเทียบกับคนที่มีมากได้เปรียบเพิ่มทับทวี กับแบบที่มามักน้อย มาจนมาเสียสละ สร้างให้ได้มากๆ เสียสละก็ได้มากขึ้น ใจก็สบาย มีปัญญาเห็นจริงมากขึ้น ตัวใครตัวมันก็มีปัญญาของตนเอง แล้วคนละเรื่องกับทุนนิยมเลย ตัวเจ้าของปัญญามันเห็นด้วยตน

ลักษณะสัจธรรมของพพจ.ที่เป็นตัวปัญญา รู้เห็นเอง อาตมาชื่นใจที่ในหลวงตรัส สอดคล้องกับเมืองพุทธ ท่านเป็นพุทธมามกะองค์ยิ่งใหญ่ของประเทศที่มีพระปัญญาธิคุณของท่านเอง ถ้าท่านไม่แน่ใจก็ไม่ตรัสออกมาแน่ เป็นสุดยอดเลย อาตมาก็ยังเห็นว่าประเทศไทยจะทำอย่างไร ให้คนเห็นอย่างในหลวงว่า เอาแบบคนจน ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา มันขยายความเศรษฐกิจพอเพียง แต่ทำไมคนไม่มีปัญญากันนะ

ถ้าคนมีปัญญาเห็นเช่นนี้มา พวกเราจะมีคนเข้ามาเป็นมวลอีกมาก เป็นผู้มีเกียติทางสังคม มีฐานะทางสังคมแล้วเห็นดีว่ามาเป็นคนจนนี่ดี แม้มาเป็นไม่ได้แต่ก็ส่งเสริมให้ทฤษฎีนี้เจริญขึ้นไป อย่างนั้นอาตมาก็ว่าน่าปลื้มใจพอใจแล้ว อาตมาทำงานมา ๔๕ ปีก็ยังอืดเหมือนเรือเกลือ ยังไปไม่ถึงไหนเลย แต่ไม่ท้อ ยังมั่นใจว่าได้แค่นี้ก็ยังดี เพราะมั่นใจว่าผู้ที่มานี้มาจริง จิตมันเป็นจริงบรรลุธรรม มั่นใจว่าเป็นลักษณะจริง ยุคนี้ก็เป็นได้ คนมาจนได้รับใช้สังคมอย่างอิสรเสรีได้

คนเช่นนี้หากไปเป็นนักการเมือง เป็นข้าราชการ มันก็จะมีในอนาคต ที่มีผู้มีปัญญาทิศทางนี้ เมื่อมีมากพอจะสอดรับประสานกันไป จะเป็นจริง แม้ที่สุดจะไปทำหน้าที่บริหารชั่วคราว ไปปรับระบบ นักการเมืองที่ถูกเลือกตั้งไปก็จะมีหน้าที่ ปรับระบบ คือผู้ตรวจสอบนักการเมืองประจำ ไม่ใช่ไปฮั้วหรือข่มเบ่งนักการเมืองประจำเสียอีก นี่คือรัฐศาสตร์ของอาตมา อาตมาถึงพยายามให้พวกเราทำตามทฤษฎีนี้

พวกเราก็มาเลือกอาชีพ

สรุปตรงที่ว่าธรรมะมันมีหลายนัย นัยอย่าที่อโศกเราเป็นอาตมามั่นใจว่าสัมมาทิฏฐิแบบพพจ.พาทำ มีคนทำได้เป็นร้อยเป็นพันหรือเป็นหมื่น จนสามารถสู่ความเข้มข้นความเจริญเป็นหมู่กลุ่ม จะมารวมด้วยปัญญา ด้วยความรู้ เห็นควรว่าจะเป็นอย่างไร เป็นหมู่มิตรดีสหายดีสังคมสิ่งแวดล้อมดี นี่คือสิ่งที่เกิดในประเทศไทยก็ยืนยันกับสังคมว่ามีสิ่งนี้เกิดขึ้น เป็นสิ่งที่สังคมเป็นได้ พิสูจน์ทฤษฎีของพพจ.ที่เป็นได้ เชิญผู้ที่ได้ยินก็เชิญมาตรวจสอบ สอดแนม ล้วงลึกว่ามีอะไรแฝงปิดบัง มีอะไรควรตรวจสอบก็เชื้อเชิญให้มาดูได้ เอหิปัสสิโก พพจ.ยืนยันว่าธรรมะของพพจ.เป็นเช่นนั้น .....

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน