590815_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ฝันหรือนิมิตเป็นเช่นไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
590815_ พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ฝันหรือนิมิตเป็นเช่นไร
พ่อครูว่า...วันนี้ วันจันทร์ที่ 15 สิงหาคม 2559 ที่ บวรราชธานีอโศก ปีวอกไม่ต้องแวก อย่าวอกแวก ที่บอกว่าอย่าวอกแวกคือ ไม่มีสติสัมปชัญญะ ไม่อยู่กับสิ่งสำคัญในปัจจุบัน ก็เลยไม่ได้ผล ไม่ได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นพวกเราได้มาศึกษาเรียนรู้โดยเฉพาะ เป็นความรู้ของปราชญ์เอกของโลกคือ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่เอาความรู้มาประกาศให้คนเห็น คนรู้ คนได้เอามาประพฤติปฏิบัติใส่ตนเองให้ได้ อาตมาว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดแล้วที่จะมีบุคคลค้นหาอะไรได้ ได้มาเป็นสิ่งที่ประเสริฐที่สุดของมนุษย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ได้ สิ่งที่สุดยอดสุดประเสริฐในความเป็นมนุษย์ ที่พึงได้ พึงไป ควรได้ ควรเป็น แต่ทำไมคนเราไม่ค่อยเห็นความสำคัญตรงนี้ โดยเฉพาะในประเทศไทยเป็นชาวพุทธถึง 95 เปอร์เซ็นต์ แต่ไม่ค่อยเห็นจะเอาใจใส่ กิจการกิจกรรมของวัดต่างๆของนักบวชต่างๆในประเทศไทย ที่ทำกันทุกวันนี้ มันไม่ใช่กิจของศาสนา ที่สอนกันในวัดต่างๆ ก็ไม่ใช่แบบพุทธ คนที่จะไปวัดนั้น ก็จะไปเมื่อเป็นประเพณี หรือประเพณีที่จะต้องไป หรืองานที่วัดจัดขึ้น ซึ่งก็ไม่ใช่กิจกรรมของศาสนาพุทธ แต่เป็นประเพณีที่ประกอบประยุกต์ขึ้น หรือที่บอกว่าจะต้องไป เช่นตาย ก็ต้องหามเข้าวัด เป็นประเพณีก็ไม่ใช่กิจกรรมของศาสนาพุทธ ที่จะทำเลยเถิดกันขนาดนี้ อาตมาเอาชีวิตมา เพื่อที่จะสืบทอดศาสนาพุทธ ก็ไม่ได้มีอาจารย์ที่ไหนมาสอน จากเดิมที่เคยทำมาหากิน ก็มารู้ว่า ไม่ใช่เรื่องสำคัญของศาสนาพุทธเลย ไม่ใช่ที่จะต้องมาหาลาภยศสรรเสริญโลกียสุข จะต้องมาทำอะไรอะไรเลยไม่ใช่ อาตมาจึงทิ้งสิ่งที่ตัวเองสามารถหาเงินหาทองอยู่ทางโลกได้ ไม่ได้พ่ายแพ้ทางโลกเลย สร้างรายได้สร้างฐานะของตัวเอง ไปได้ เจริญด้วย อายุ 36 ปี ก็เข้าใจ ว่า คนควรจะ
อ่านต่อ
อยู่กับอาริยธรรม มีชีวิตมีพฤติกรรมเช่นนี้ จะทำอาชีพก็ต้องทำอย่างสัมมาชีพ มีสัมมากัมมันตะเช่นนี้ มีสัมมาวาจาเช่นนี้ แต่ก่อนอาตมาก็มีอาชีพพูดอยู่หน้าจอทีวีเช่นนี้ แต่ตอนนี้พูดคนละเรื่องเลย ตอนนั้นพูดให้คนนิยมชมชอบ จะได้เงินได้ทอง ได้รับยศ สรรเสริญ ก็ดัดจริตเสียไม่มี พิธีกรที่ออกหน้าเวทีนั้น ดัดจริตทุกคน แต่ดัดจริตแบบโลกโลก แต่ตอนนี้อาตมาก็มาพูดอยู่หน้าจอ ไม่มีดัดชัดๆเลย มีแต่พูดอย่างจริงใจ มีแต่ต้องระมัดระวังว่าจะแรงไป เพราะว่าการพูดจริง ก็มีทั้งติทั้งชม อาริยธรรมของพระพุทธเจ้าคือ สิ่งที่เรียกว่า วิชชาสมบัติ จรณสมบัติ เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านค้นพบ ตรัสรู้แล้ว เอามาให้แก่มนุษย์ ให้ได้ เป็นสมบัติประจำตัว สมบัตินี้จึงเป็นทั้งคุณสมบัติ ที่เป็นคุณธรรม เป็นคุณวิเศษ เป็นคุณลักษณะ เป็นคุณประโยชน์ เป็นคุณค่า พูดแล้วก็เลยเห็นว่าคนเราเกิดมาเป็นพุทธศาสนิกชนแท้ๆ บางคนอายุมากแล้ว 70 ปี 80 ปี ตลอดเวลาที่มีชีวิต ไม่ได้ใส่ใจที่จะได้สิ่งเหล่านี้เลย เลยจนตายไปไม่รู้กี่ล้านๆคนแล้ว แม้ศาสนาพุทธประกาศมากกว่า 2600 ปีแล้ว น่าเศร้าจริงๆ พวกคุณนี่น่าอนุโมทนา สาธุ หรือผู้ที่ใส่ใจฟังหน้าจอตอนนี้ ที่เห็นว่าตนเองต้องศึกษาเช่นนี้แหละ หรือศึกษาจากที่อื่นอีก ก็น่าอนุโมทนา แม้ไม่ไปที่อื่น เอาจากหน้าจอบุญนิยมทีวี ก็มีวิชชาสมบัติ จรณสมบัติ กองใหญ่เลย เป็น วิชชาจรณสัมปัณโณ ที่จะต้องเข้าถึงให้ได้ อาตมาก็คงต้องพูดในมุมนี้มากขึ้น ว่าทำไมพุทธศาสนิกชนแท้ๆ ไม่คำนึงว่าอันนี้เป็นสมบัติที่ควรได้ ควรเป็น ยิ่งกว่าไปได้ยศศักดิ์เงินทอง มากกว่าโลกธรรม หรือสมบัติใดๆ แต่นี่คือโลกุตรสมบัติ ที่พระพุทธเจ้าท่าน
มาดู sms 0893867xxx… ผู้น้อยส่งด่วนemsไปหลายวันมิทราบ ยาอมสมุนไพรจีนถึงมือท่านแล้วฤายัง? ขอให้พ่อครูมีเสียงใสกังวานเทศน์ให้พวกเราฟังไป100ๆปี สาธุ 0893867xxx… ธรรมนิมิตตัง สาธุรูปานัง กตัญญูกตเวทิตา! อันพ่อครูสอน ทำให้รู้ว่าพ่อแม่ที่ขาดศีลธรรม เป็นมิจฉาทิฐิสอนให้ลูกกตัญญูไม่ได้!แต่ลูกมีศีลธรรม ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิกตัญญูรู้คุณด้วยตนเองได้! 0893867xxx… กราบขอบคุณพ่อครูกับธรรม ที่มีศีลเป็นแม่ ปัญญาเป็นพ่อ เกิดโอปปาติกโยนิ เป็นลูก! คือการเกิดจิตวิญญาณ ที่จะเป็นอาริยะมิใช่จากกัมมโยนิ แต่เกิดที่ทิชาชาติ ที่ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิแล้ว สาธุ พ่อครูว่า …อาตมาอธิบายว่าลูกทุกคนเป็นลูกทางสรีรพันธุ์ของพ่อแม่ ไม่ใช่เกิดจากกรรมพันธุ์ของพ่อแม่แต่อย่างใด
_จากไลน์ คุณบุญเรือน… กราบเรียนถามค่ะว่าเวลาที่เราหลับ จิตของเราอยู่ที่ไหนคะ? พ่อครูว่า . ..ก็อยู่ที่ตัวคุณ หลับแล้วจิตจะไปไหน ไม่ไปไหนหรอก ถ้าจิตไม่อยู่ที่ตัว คุณก็ตายแล้ว แต่คนนอนหลับนั้น เป็นคนที่ปิดความเป็นสติ สัมปชัญญะทางทวารนอก ก็ไปอยู่กับจิต จิตก็อยู่กับตัวคุณ คุณมีอาการ 32 มีแท่งดินน้ำไฟลม เป็นรูปร่างกายก็มีจิตในนั้น นอนหลับก็จิตอยู่ในนั้น มีสองนัย คุณจะรู้สึกได้สองนัย นัยหนึ่งจะมีนิมิต หรือฝัน อีกนัยหนึ่งคือพักหยุดเฉย นอนหลับสนิทไม่รู้เรื่องก็พักหมดเลยทุกทวาร ทั้ง 6 หรือคุณก็เหลือแต่จิตที่รับรู้ เป็นฝันหรือนิมิต
ฝันหรือนิมิตเป็นเช่นไร? สายเถรวาทหลับตานั่งสมาธิ ก็ไปตีความว่าอรหันต์นอนหลับแล้ว ไม่มีฝัน ดับนิ่ง อาตมาก็ขออธิบายชัดๆว่า เวลาหลับจิตก็อยู่ที่เรา ที่เรียกว่าฝันเป็นภาษา ที่เรียกตามปุถุชน คือฝันแล้วมีอารมณ์ไปตามฝัน ก็สุขทุกข์ รุนแรงไปกับฝัน คือ มันจะมีเรื่องราวที่กระทบสัมผัส มีพฤติใด ถ้าจะโลภก็โลภ จะโกรธก็โกรธ แบบนั้นคือฝันของปุถุชน แต่อรหันต์ก็มีเรื่องราวในตอนหลับ แต่ไม่มีอารมณ์โลภ หรือโกรธในภาพเหล่านั้น เรียกว่ามีนิมิต อรหันต์จะหลับแล้ว ไม่มีนิมิตก็ได้ พวกนั่งหลับตาสมาธิก็ฝึกให้ดับได้เก่ง ก็เก่งจนนอนหลับ ก็ไม่ฝันได้ เขาก็พักได้มากกว่าที่จะมีเรื่องราว แต่ไม่ได้หมายถึงว่าการพัก ไม่มีนิมิตเรื่องราวนี้ จะเป็นเครื่องบ่งชี้ความเป็นอรหันต์ได้ ฤาษีชีไพรเขาก็ดับได้ แต่ไม่ได้นับเป็นโสดาบันเลย ตัดได้ ดับได้ ไม่ฝัน ไม่นึกคิดได้ ให้จิตหยุดสนิท หยุดทำงาน แต่อนุสัยอาสวะนั้นทำงานอยู่ แต่สำนึกข้างบนนี้หยุด แต่ไม่ได้ชำระกิเลส อนุสัยอาสวะก็ปรุงไป แต่คุณสะกดจิตไว้ ฝันก็คือ อาการที่ทุกคนเคยฝัน บางคนก็ละเมอ สะดุ้งสะเทือน สุขทุกข์มีกิเลสไปตามฝัน มีอาการโลภ ราคะ โกรธ ตามเรื่องราวในฝัน นั่นคือฝันปุถุชน เป็นโสดาบัน ก็ฝันน้อยลง ถึงเรื่องโลภ ราคะ โกรธ เป็นสกิทาคามีก็มีโลภ ราคะ โกรธ น้อยลงอีกในฝัน เป็นอนาคามีก็ยิ่งน้อย เป็น อรหันต์ก็หมดโลภ ราคะ โกรธ ในฝัน เลย เป็นเรื่องดีก็ได้ เป็นเรื่องไม่ดีก็ได้ แต่อรหันต์ก็ไม่เกิดอารมณ์ไปด้วย มีเรื่องราวก็จะรู้ว่าตัวละครทำให้เกิดกุศลหรืออกุศล แต่เรื่องราวเหล่านั้นไม่ทำให้เกิดอาการของจิตโลภ ราคะ โกรธ แม้ลืมตาพบคนต่างๆ มีเรื่องที่น่าโลภ ราคะ โกรธ แต่อรหันต์ท่านก็ไม่มี ตอนนอนมีนิมิตท่านก็ไม่มีเหมือนกัน ใน นิมิตของอรหันต์ จึง เป็นสื่อธรรมะให้ท่าน ที่ขึ้นมาในจิต เพราะไม่ได้เอาจิตไปเกี่ยวข้องรับรู้เรื่องภายนอก นอนหลับจึงมีแต่เรื่องส่วนตัว จึงเป็นการ รู้ธรรมะของนิมิตต่างๆ ยิ่งได้ธรรมะ เป็นนักปฏิบัติธรรม คุณจะอ่านอารมณ์ในฝันได้ อ่านให้ดี มันชี้บ่งว่าเรานอนหลับแล้วฝัน มีโลภ ราคะ โกรธ เหมือนเก่าหรือไม่ พระพุทธเจ้าถึงบอกว่า ถ้า ปฏิบัติมีมรรคผลจะนอนหลับฝันดีขึ้นเรื่อยๆ
_โรงพิมพ์ฟ้าอภัย ขอกราบนิมนต์พ่อครูช่วยประกาศแจ้งด้วยว่า.. หนังสือเล่มแจกพร้อม หนังสือเราคิดอะไร ฉบับที่ 316 พ.ย. 59 ในเดือนมหาปวารณา ครบรอบ 46 ปีของพ่อครู ชื่อว่า" โพธิสัตว์บนดิน " นำมาพิมพ์แทน เล่มศิลปะโลกกุตระ ซึ่งจะแจกในโอกาสต่อไป(ยังไม่กำหนด)
SMS 14 สิงหาคม 59 0897855xxx…ชุมชนอโศกต้นแบบของมนุษย์บนโลกที่ประเสริฐสุด พ่อครูว่า.. .ทำไมคนรู้ อาตมายอมรับด้วยว่าจริง เพราะว่าเป็นชุมชนแห่ง สาราณียธรรม 6 1. เข้าไปตั้งกายกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 2. เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 4. เข้าไปตั้งมโนกรรมประกอบด้วยเมตตา ทั้งลับ-แจ้ง 5. แบ่งปันลาภผลให้กับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ลาภา ธัมมิกา - มีลาภตามธรรม แห่งสาธารณโภคี) 6. มีศีลเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (สีลสามัญญตา) 7. มีความเห็นเสมอสมานกันกับเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย (ทิฏฐิสามัญญตา) (เล่ม 22 ข้อ 282-283)
แม้ว่าชาวอโศกจะไม่หมดกิเลสทุกคน แต่จะมีจิตสำนึกที่จะสังวรสำรวม พฤติกรรมทางวาจาก็จะไม่พูดว่า เงินของเราของเขาของฉัน จะถกเถียงกันเพื่อเอามาเป็นของข้า แม้แต่พฤติกรรม กัมมันตะก็ไม่ทำ มีแต่ให้กันช่วยเหลือกัน แบ่งแจกกันเหมือนครอบครัวเดียวกัน เป็นสังคมที่โลกทั้งโลกต้องการแน่ ไม่ได้บังคับ แต่มีทิฏฐิสามัญตา ชุมชนอโศกทุกแห่งมีหลักการเช่นนี้นะ อยู่อย่างสาธารณโภคี ไม่มีอบายมุขนะ มีศีลสามัญตา ไม่มีเดรัจฉานวิชชาเหมือนวัดทั่วไป สมณะชาวอโศกไม่มีละเมิด จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล อย่าว่าแต่สมณะเลย ฆราวาสก็ทำได้ พระพุทธเจ้าว่าถ้าจะชมเราให้ชมที่เรามีศีล ชาวอโศกก็เป็นผู้มีศีลจะชมก็ต้องชมว่ามีศีล เว้นขาดการรับใช้คือ เว้นขาดจากการรับจ้าง แต่การทำอะไรช่วยเหลือให้เป็นการรับใช้ ศาสนาพุทธนี่จะพยายามทำงานเพื่อช่วยให้ เรียกว่ารับใช้อย่างแท้จริง แต่ไม่รับจ้าง การทำฑูตกรรม คือผู้มีสิ่งลึกซึ้งไปให้ ฑูตคือผู้ไปให้เป็นธรรมฑูตก็เอาธรรมะไปให้ เป็นฆราวาสฑูตก็เอาคุณธรรมเอาสมบัติไปให้ ไม่ใช่เป็นผู้ไปเอา ใน จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ให้ เว้นขาดจากการรับใช้(รับจ้าง) แต่ทุกวันนี้เขารับจ้างไปหมด ต้องได้สิ่งแลกเปลี่ยนกลับมาทั้งนั้น แต่ธรรมะต้องเว้นขาดจากการรับจ้าง จึงเป็นผู้รับใช้โดยตรง สำคัญคือต้องเว้นขาดจากการรับจ้าง หรือเป็นฑูตที่ไปเอาอะไรจากเขา แต่ธรรมฑูตคือ ผู้มีธรรมะแล้วเอาธรรมะไปแจกก็ถูกต้อง มีเจตนาตรงอยู่ แต่ธรรมะที่เขาไปแจกจ่ายกัน คือที่ท่านเข้าใจว่าเป็นพุทธศาสนา ก็เลยแพร่ลัทธิเพี้ยนไปจากศาสนาพุทธ พวกเราเว้นขาดตาม จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล ได้มากเลย
_0893867xxx… สากลโลกประจักษ์ชัด พระธรรมคำสั่งสอนที่ถูกบิดเบือนโดยพวกมหัปปิจฉะมหิจฉะ ไม่มีวันทำให้สังคมโลกสุขสงบสันติไปได้เลย! ปราชญ์สากลโลกล้วนรู้จริงชัดแจ้งแก่ใจว่า มีแต่3สิ่งที่คุ้มครองโลกได้ คือใช้กฎหมายเป็นธรรม, ถือศาสนาถูก ตรง, ทำความดีบริสุทธิ์ใจ! แต่ไม่ทำให้ถูกต้องเอง เพราะเห็นแก่เงินมากกว่าเห็นแก่สันติภาพ! พ่อครูว่าจริงไหม? _0893867xxx… ธรรมะอันพ่อครูกล่าวว่าจิตที่ตั้งไว้ผิดนี่เอง ที่ไม่มีใครหยุดอาชญากรก่ออาชญากรรมทั่วสังคมโลกได้ เพราะผู้ถือศาสนาไม่ถูกตรง ผู้ถือกฎหมายไม่เป็นธรรม เป็นยิ่งกว่าโจรเสียเอง เอวัง! พุทธมังสะ ฯ คนทุศีลส่วนมากไม่เชื่อบุญบาป สบประมาทในกรรม! คิดว่ากรรมเป็นเรื่องไกลตัว ทั้งๆที่ทุกๆการกระทำดีชั่วนั่นแล คือกรรมใกล้ตัวตามติดดังเงา ทุกลมหายใจ! ฟังธรรมนึกถึงคำพ่อครูเก่าก่อนทีไร! พอเราหมดขุ่นมัว หมดความโกรธหมดความเคืองความแค้น! แม้หน้าเราจะไม่เหมือนพระจันทร์ ไม่เหมือนรูปไข่!จะเบี้ยวนิด โค้งหน่อยมันก็งาม! แม้ผิว ดำก็จะดูผ่องใส! ยิ้มทุกที! พ่อครูว่า ...สำนักธรรมกายนี้เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นชัดได้มาก ถึงความขุดตน ตู่คำสอน ใส่ร้ายคำสอน ตู่ธรรมะบิดเบือนธรรมะของพระพุทธเจ้า (ขนสิ=ขุดตน) เหมือนอย่างที่ พระพุทธเจ้าบริภาษภิกษุสาติ ที่เป็นภิกษุที่มีทิฏฐิลามก ผิดเพี้ยนไป พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรสาติ ได้ยินว่าเธอมีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้ เกิดขึ้นว่า เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น ดังนี้ จริงหรือ? สาติภิกษุทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้แหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น ดังนี้ จริง คือธัมมชโยก็ทำให้คนมามีจิตมุ่งหวัง สอนให้ทำทานเพราะ 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) 3.สนฺนิธิเปกโข ( สั่งสม) 4.อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) เหมือนภิกษุสาติ ก็เลยเป็นโมฆบุรุษ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสถึงภิกษุสาติ ธรรมใดวินัยใด เป็นไปเพื่อความมักมาก ธรรมนั้นวินัยนั้น ไม่ใช่ของเราตถาคต อันนี้ก็ชัดเลยว่า ที่ธัมมชโยสอนนี้ไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้า คิด หรือพูด หรือทำ เมื่อใดก็เป็นกรรม กรรมนี้เป็นข้อที่ 4 ของทิฏฐิ 10 ตั้งแต่มรรคองค์ 8 ก็กรรม ทิฏฐิ สังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะก็กรรม ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) กรรมทุกอย่าง ทำแล้ว เป็นผลวิบาก ทำแล้วเป็นของตน 1. กัมมัสสโกมหิ (มีกรรมเป็นสมบัติแท้ของตน) 2. กัมมทายาโท (มีกรรมเป็นทายาทรับมรดกของตน) 3. กัมมโยนิ (มีกรรมเป็นแดนเกิด-หรือพากำเนิด) 4. กัมมพันธุ (มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์, พันธุ์เทพ,พันธุ์มาร) 5. กัมมปฏิสรโณ (มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัยแท้ๆ) (พระไตรปิฎก เล่ม 14 ข้อ 581) ทำแล้วเป็นของตนเลย จะเป็นผลวิบากกุศล หรืออกุศล เราก็ทำเองทั้งนั้น ศาสนาพุทธเดี๋ยวนี้ เพี้ยนไปที่แบ่งกรรมกันได้ แบ่งบุญกันได้ ทำให้ศาสนาพุทธเพี้ยนไปอย่างสิ้นเชิง พระพุทธเจ้าบอกว่ากรรมเป็นของๆตน แบ่งให้กันไม่ได้ พ่อแม่จะแบ่งกรรมพันธ์ุมาให้ลูกไม่ได้ แบ่งมาเป็นเชื้ออะไรของลูกไม่ได้ ลูกต้องทำของตนเอง พ่อแม่ก็ต้องทำของตนเอง แล้วมรดกกรรมก็ของใครของมัน แล้วกรรมนี้พาเราเป็นเราเกิด โดยเฉพาะโยนิคือการเกิด การ เกิดทางจิตวิญญาณคือโอปปาติกโยนิ การเกิดทางสรีระไม่ได้แบ่งมาเลย แบ่งให้ไม่ได้ แบ่งกรรมมาให้ไม่ได้ มีส่วนที่จะออกมาก็คือ เรื่องของ Genetic ทางชีววิทยา แต่กรรมแบ่งกันไม่ได้ ให้กันไม่ได้ ยิ่งไปบอกว่าแบ่งบุญ ยิ่งไม่ได้เลย
บุญ คือ เครื่องชำระกิเลส มีหน้าที่ชำระกิเลส ไม่ได้เป็นสมบัติ จริงๆแล้วบุญมีหน้าที่ทำวิบัติให้กับกิเลส กำจัดทำลายกิเลส มีหน้าที่ทำลายบาป อกุศลจิต ทั้งกาย วาจา ใจ ก็ใช่ แต่บุญนั้น ทำลายที่อกุศลจิตโดยตรง ทำลายแล้วก็สูญไป ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับบุญอีก บุญมีหน้าที่ทำให้กิเลสหมดไป เป็นลำดับ โสดาบันก็ทำได้เป็นส่วนๆ ปุญญภาคิยา คือตนกำจัดกิเลสได้ กิเลสก็หมดไปกับตนได้ คำว่าส่วนบุญ เขาเข้าใจว่าเป็นสิ่งมีนั้นไม่ใช่ แต่บุญทำหน้าที่ทำความไม่มีถ่ายเดียว ทำสำเร็จคือกิเลสหมดไป ทำให้กิเลสศูนย์ แต่ไม่ศูนย์ก็ทำได้เป็นส่วนๆ เริ่มต้นทำ ก็ได้ส่วนบุญ ใน มหาจัตตารีสกสูตร [253] พระผู้มีพระภาคจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาสมาธิของพระอริยะอันมีเหตุ มีองค์ประกอบ คือ สัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นไฉนดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งประกอบแล้วด้วยองค์ 7 เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิของพระอริยะ อันมีเหตุบ้าง มีองค์ประกอบบ้าง ฯ [254] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาองค์ทั้ง 7 นั้น สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน ก็สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร คือ ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิรู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิความรู้ของเธอนั้น เป็นสัมมาทิฐิ ฯ [255] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็มิจฉาทิฐิเป็นไฉน คือ ความเห็นดังนี้ว่า ทานที่ให้แล้วไม่มีผล ยัญที่บูชาแล้ว ไม่มีผล สังเวยที่บวงสรวงแล้ว ไม่มีผลผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มี มารดาไม่มีบิดาไม่มี สัตว์ที่เป็นอุปปาติกะไม่มีสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้โลกหน้าให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในโลกไม่มีนี้มิจฉาทิฐิ ฯ พ่อครูว่า… อาตมามาประกาศตนเองเป็นอาริยะ หรือเป็นอรหันต์ เขาไม่สนใจเลย เขาไม่เชื่อแล้ว อย่างที่เขาบอกว่าเป็นกันในเมืองไทย เขาก็ไม่ค่อยเชื่ออยู่แล้ว อาตมามาประกาศ คนก็ไม่ค่อยเชื่อไปใหญ่ แต่คนหลอกอย่างธรรมกายนี้ ทำไมก็มีคนไปเชื่อมากมายเลย ก็เห็นใจเขาว่า มันไม่มีผู้มีเนื้อแท้ของพุทธมาเปิดเผยนานมาแล้ว มาถึงยุคนี้เขาก็ไม่เห็นศาสนาว่ามีเนื้อหาอะไรให้เขาพึ่งได้ ก็เลยหันไปพึ่งอย่างอื่น พึ่งตนเอง แล้วเห็นว่าศาสนาเป็นประเพณี เอาไว้ทำพิธีเท่านั้น เขาไม่รู้ว่า สัตว์โอปปาติกะ เป็นอย่างไร เหมือนอาตมาก็ว่า ไม่รู้จักโปเกม่อนเหมือนกัน เขาไม่รู้จักแล้ว โอปปาติกสัตว์เขาก็ว่าไม่มีแล้ว ไม่รู้เรื่อง ทำไม่ได้หรอก แต่อาตมาศึกษามานี่ ต้องมีสัตว์โอปปาติกะ ต้องทำความเกิดความตายให้กับจิตวิญญาณให้ได้ ที่ท่านเน้นคำว่าเกิดทางจิตวิญญาณไม่เน้นคำว่าตาย เพราะว่า อกุศลที่จะต้องทำให้ตายนี้ไม่ใช่สิ่งอาศัยแม้แต่ตัวเราก็อย่ายึดมั่นเป็นตัวเราของเรา เป็นแต่สิ่งอาศัย ส่วนตัวอกุศลจิต ยิ่งไม่ต้องอาศัย ต้องทำให้หมดไปด้วยเลย กำจัดอกุศลได้จนหมด ก็เป็นอรหันต์ ส่วนเป็นอนาคามีขึ้นไปเรียกว่า ผู้อุปปาติกะ เพราะจิตของท่านได้ฆ่ากามภพ เหลือแต่กิเลสส่วนที่เป็นของท่านเอง ท่านต้องรับผิดชอบของท่านเอง เป็นอนาคามี เป็นผู้ไม่เกี่ยวกับโลก อนาคามีหากตายจากโลกกามภพไปแล้ว ก็เป็นผู้ไม่กลับมาสู่สภาพนี้อีก แม้ท่านไม่ตายตอนมีร่างนี้ ท่านก็ไม่เป็นแบบโลกๆอีก ไม่อาคามี คือกลับไปเป็นการแย่งโลกธรรมอีกแล้ว สรุปแล้วโอปปาติกะคือ สัตว์ทางจิตวิญญาณ หากไม่สามารถกำหนดรู้ มีญาณกำหนดรู้ จะรู้โอปปาติกะได้ด้วยอาการลิงคนิมิตอุเทส ไม่ได้รู้ได้ด้วย รูปร่าง เส้นแสงเงาสี แท่งก้อนไม่ได้ รู้ได้ด้วยอาการ เช่น อาการกิเลส อาการโกรธ หรืออาการโศกเศร้าเสียใจ อาการดีใจ อาการหลง ต่างๆ ต้องเรียนรู้อาการพวกนี้ให้ได้ ยิ่งอาการของจิตที่สะอาดขึ้นๆ จนที่สุดเป็นอาการของอรหันต์ ก็ต้องรู้ได้ด้วยอาการ มีเครื่องหมาย(นิมิต) ให้รู้ว่าอาการมันต่างจากโลกีย์ มีลิงคะ ที่ต่างกัน เราต้องเรียนอ่านมันให้รู้ ตั้งแต่กามภพ มันจัดจ้านทางทุจริต อกุศล เราต้องมีความรู้ว่าเป็นอกุศล เป็นเรื่องต่ำ อบาย ไม่เจริญ เราก็ต้องรู้ ว่ามีกรรมกิริยา ปรุงแต่งเห็นเรื่องราวเกี่ยวข้อง จะต้องไปร่วมสังสรรอยู่ โดยเฉพาะไปสังสรรแล้ว เราเกิดจิตเป็นรสชอบ ชื่นใจดีใจ ยังเสพรสนี้เป็นสุขอยู่ เช่นยังชอบการละเล่น กีฬา ตอนนี้ก็มีกีฬาโอลิมปิก จะต้องไปยุ่งเกี่ยว ต้องพนัน เสพ สนุกสนานเกิดรสชาติ เป็นชีวิตชีวา นั่นแหละเป็นอาการที่เกิดในจิตของคุณ คุณยังไม่หลุดพ้นจากสิ่งนั้น อาตมาเคยบอกว่ามันเป็นอบายเรื่องกีฬาพวกนี้ ไทยเราก็ส่งนักกีฬา เขาก็ดีอกดีใจ ในการมีคนเก่ง ทำชื่อเสียงให้เหรียญทอง แต่คนในประเทศที่พยายามทำงานสร้างคน ให้มีจิตอาริยะ ให้เลิกทุจริตที่คสช.กำลังปราบกันให้มีกุศลทำงานช่วยมนุษยชาติส่วนรวม ไม่เห็นแก่ตัว คนเหล่านี้น่าจะได้รับการดีใจมากกว่า ที่จะได้ดีใจ ไปชนะทางโน้น ทางนี้แม้เป็นงานที่ยาก ยากกว่าไปเตะลูกกลมๆ ยากกว่าตีลูกขนไก่เยอะเลย ทำให้คนเป็นคนดีคนประเสริฐ ในชาตินี้ยากกว่ามากเลย เขากลับไม่เห็นคุณค่า ว่าคนเช่นนี้ ตั้งใจทำกว่า แล้วได้แล้วได้ตลอดเลยนะ ไม่ใช่ไปนั่งแย่งโลกธรรมกับเขาด้วย ยิ่งสร้างสรร ทำให้สังคมดีขึ้นด้วย ขออภัยไม่ได้ทวงบุญคุณด้วยเลยนะ เป็นการอธิบายความเห็นเท่านั้น คือไม่เห็นสาระ เป็นสาระ แต่ไปเห็นอสาระ เป็นสาระไป เรื่องโอปปาติกะนี้เป็นแก่นของพุทธเลย จิตวิญญาณเป็นสัตว์ตั้งแต่สัตว์นรกชั้นต่ำ จนทำให้เป็นเทวดาคือ เจริญเป็น อุบัติเทพ จนเป็น วิสุทธิเทพ เป็นจิตวิญญาณพรหม ที่จะต้องศึกษาให้ดี แล้วสัตว์โอปปาติกะนี้จะเกิด มีพ่อแม่ให้เกิด มาตา ปิตา ในสัมมาทิฏฐิ ก็ต้องมีปัญญาเข้าใจว่าอะไรคือแม่คือพ่อ ไม่ได้หมายถึงตัวตนบุคคลเราเขาที่เป็นพ่อแม่ตัวตน แต่เป็นสภาวะที่เป็นพ่อเป็นแม่ทำให้เกิดลูกคือจิตวิญญาณใหม่ คำว่า ปโรโลโก หรือ ปรโลก คือ โลกหน้า คือ โลกทางจิตวิญญาณ ไม่ใช่โลกที่เกิดทางเนื้อหนัง แบบเกิดเป็นชาตินี้ ชาติหน้า แต่แท้จริงโลกหน้าคือ โลกโลกุตระ ที่ไม่ใช่โลกนี้ที่ปุถุชนเขาเป็นกันอยู่ โลกหน้าคือ โลกโลกุตระที่เป็นโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ ไปตามลำดับ ที่จะหยุดวนเวียนกับโลกเก่า ที่เป็นโลกอบาย โลกกามคุณ โลกธรรม โลกอัตตา อย่างอาตมาไม่ไปวุ่นวายกับโอลิมปิก ตอนนี้ประเทศไหนถือว่า มีเกียรติมากที่ได้จัดโอลิมปิก ถือว่าเป็นความเห็นที่เสื่อมมาก อาตมากขออย่าให้ประเทศไทยได้จัดโอลิมปิกเลย มันต้องเสียเงินไปทำเพื่อเกียรติยศที่ไม่ได้เรื่องอะไรเลย กีฬาคือการละเล่นของสัตว์ นรก ขิฑฑาปโทสิกะ เขาชอบ ผู้ใดที่ติดในอารมณ์สนุกสนาน รื่นเริง เป็น ขิฑฑา ที่ เป็นโทษ ปโทสิกะ คือ สัตว์นรก ขออภัยที่พูดเหมือนจรเข้ขวางคลอง อย่าไปเสียเวลาทุนรอนแรงงานกับสิ่งเหล่านั้น อย่าไปหลงตามโลกที่ไม่รู้โลกุตรธรรมของพุทธ มันเสียจริงๆที่ไปหลงเห่อไปกับเขา พูดไปเหมือนขวางเขา มีช่องไหนทีวีไหน ที่ไม่รายงานกีฬาโอลิมปิกกันนะ ก็มีแต่ช่องบุญนิยมทีวีนี่แหละ เขาว่างเป็นรายงานกีฬานี้เลย เขาได้สปอนเซอร์ด้วยนะ การจะรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอบายมุข คงหายากกว่าจับโปเกม่อนนะ เขาไม่รู้ว่าเป็นอบายมุข แล้วก็ไม่คิดจะจับ ปล่อยให้วุ่นวายอยู่ในจิตเขาอยู่นั่นเอง ก็ยิ่งจมในอบายจัดจ้าน หนักหนาสาหัส …จบ