590927_พุทธศาสนาตามภูมิ สันติฯ การศึกษาที่ไม่ลดกิเลสกู้ประเทศไม่ได้.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์350 KB
วันที่แก้ไข1 เมษายน 2567

เนื้อหาในไฟล์

590927 พุทธศาสนาตามภูมิ สันติฯ การศึกษาที่ไม่ลดกิเลสกู้ประเทศไม่ได้ พ่อครูว่า...ที่สันติอโศก วันนี้วันอังคารที่ 27 กันยายน 2559 แรม 11 ค่ำเดือน 10 ปีวอก ผ่านแรม 10 ค่ำเดือน 10 มาเมื่อวานนี้ วันเวลาก็ผ่านไปผ่านไป ใครที่สำคัญในกาละเวลาแล้ว ทำกาละเวลานั้นเป็นกรรมให้ดีให้เจริญคนนั้นก็ไม่สูญเปล่าในการเกิดมาเป็นคน คนเราเกิดมาเป็นชีวิตอยู่ในสังคม ก็อยู่ในกาละที่มีกรรมเป็นของๆตน ตนเป็นทายาทของกรรม ชีวิตคนเราเกิดมาสำคัญที่สุด คือกรรมกับกาละ ถ้าใครไม่รู้จักจัดการกรรมของเราให้เป็นกรรมที่ยิ่งใหญ่ มีทั้งบุญและกุศล บุญ คือกรรมที่สามารถกำจัดกิเลสได้ กุศลก็เป็นสิ่งที่ดีงาม เป็นสมมติสัจจะ ส่วนบุญนั้นเป็นปรมัตถสัจจะ ผู้ใดทำได้ครบเป็น 2 ส่วน อุภยัตถะ ผู้นั้นกำไรๆๆ อาตมาเกิดมาในยุคนี้ขอกล่าวว่า ในฐานะที่อาตมาเป็นผู้จะต้องนำสัจจะนี้กลับคืนมาให้ได้ เพราะว่าคำว่าบุญได้ถูกชาวพุทธเราทำลายไปอย่างชัดเจนแล้ว หมดค่า เอาไปเป็นเหตุปัจจัยในการหลอกลวงผู้อื่นทำลายศาสนาพุทธเสียยับเยิน เอาไปหลอกเป็นความหมายทางด้านสมบัติ ซึ่งมันผิด บุญมีคุณลักษณะด้านวิบัติ ทำความทำลาย มนุษย์มีความเลวร้ายอันใด คุณก็มีหน้าที่จัดการ จึงเรียกว่าผู้ใช้บุญถูก ทำบุญเป็น บุญนั้นเป็นสัจจะที่แท้จริงเป็นผู้มาปราบมารที่แท้จริง คนที่เอาบุญไปหลอกมนุษยชาติเป็นมารตัวจริง แล้วมาอ้างว่าตัวเองจะมาปราบมาร นี่คือความเสื่อมสุดๆของยุคสมัย อาตมาจึงได้เรียกว่าจะมาปราบมารวันนี้ แต่ไม่ได้ปราบอย่างผู้ร้าย จะมาปราบอย่างผู้ดี ใช้สัจจะในการปราบอย่างเดียว มาถึงยุคนี้ศาสนาของพระพุทธเจ้าผ่านมา 2559 ปี เสื่อมมาเกือบหมด เกือบไม่เหลือเชื้อของความเป็นพุทธ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศีล เรื่องทาน เรื่องสมาธิเรื่องปัญญาเรื่องวิมุติผิดหมด จึงจำเป็นต้องมากู้กลับเอา

อ่านต่อ

สิ่งที่ถูกต้องกลับคืน สิ่งที่ผิดแล้วก็ต้องเลิก ก็ผู้ที่มีธุลีในดวงตาน้อยก็สามารถปฏิบัติได้ มาเกาะกลุ่มกันมาเอง น้ำก็ไหลไปหาน้ำ น้ำมันก็ไหลไปหาน้ำมัน แล้วมีผู้ปฏิบัติตาม อาตมาพานำ ตั้งแต่ตัวคนเดียว ควงดาบอยู่ตั้งนาน ที่รำดาบนี้เป็นพระราม รำวืดๆอยู่ตั้งนาน จนกว่าจะมีผู้รู้ผู้เห็นมารวมตัวกัน อาตมาจริงๆก็ได้สร้างกองทัพธรรมขึ้นมา โดยที่อาตมาปางนี้ชาตินี้ เป็นผู้นำที่อยู่เบื้องหลังตลอดมา จริงๆอาตมาเป็นประธานกองทัพธรรมแต่ไม่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นประธานกองทัพธรรมเลย นี่เป็นเรื่องอจินไตยเป็นเรื่องสัจจะ เป็นการพิสูจน์ว่าจิตอาตมาจะมั่นคงไหมจะ ริษยาไหม ไหมจะชิงดีชิงเด่นไหม อาตมาเองต้องทดสอบ เป็นโจทย์ให้อาตมาทดสอบ เชื่อไหมว่าอาตมาสอบผ่านมาถึงวันนี้แล้ว ถือว่าครึ่งอายุแล้วนะ 82 ย่าง 83 ปี ก็จะพยายามไปอีกครึ่งอายุเพื่อที่จะทำงาน มันยาก เป็นยุคปลายภัทรกัปป์ นับตั้งแต่ตรงนี้ แล้วก็ไปสู่ปลาย ปลายก็เสื่อม เริ่มต้นก็ดีๆๆๆ ดีแล้วก็เสื่อม มาถึงปลายสุดก็เสื่อม อาตมาจะเป็นผู้ส่งท้ายเก็บเพชรพุทธ นี่ขึ้นมาปัด แล้วก็นำขึ้นหิ้งใหม่ มันถูกย่ำยีทำลายไป เสียหมองไปหมด แต่เพชรนี้ไม่มีใครทำลายได้ แข็งที่สุด ทรงสภาพแวววาว เป็นเพชรที่สมบูรณ์แบบ ไม่มีเสื่อมง่ายๆ แข็งมาก แต่ว่าถูกย่ำยีหมองหม่น ถูกกลบ ถูกปลอมแปลง ก็ต้องเอามาคืน มาถึงยุคนี้ เป็นยุคซับซ้อนคือ คนเรามีสัญญา คนจะเกิดในยุคแต่ละกัปป์ จะวนเวียนแต่ละยุคพอสมควร พวกเราเกิดแล้วตาย ตายแล้วเกิด ก็วนเวียนสร้างสัญญา หรือว่าสร้างสัญชาติญาณ สร้างความจำที่มีทั้งความดีความชั่ว มีทั้งถูกและผิด มีโลกีย์และโลกุตระ สำหรับพวกคุณมีโลกุตระอยู่ในสัญญา อยู่ในสัญชาตญาณก็เลยมาทางนี้ได้ แค่คนไทยเกือบเจ็ดสิบกว่าล้าน ในยุคของจอมพลป.ยังไม่ถึงยี่สิบล้านแค่ 18 ล้านคนแพร็บเดียวเกือบเจ็ดสิบล้าน มาถึงยุคนี้คนที่มี DNA ของพุทธ จะมาเกิดในกลุ่มพุทธ นอกจากคนที่มีวิบากลำบากถูกเตะไปเกิดในดินแดนที่เป็นศาสนาเทวนิยมก็จะลำบากมาก ถ้าคุณไม่มีบาปมากก็จะเกิดมาวนเวียนอยู่ในกลุ่มพุทธ คุณจะชั่วจะเลวอย่างไรก็ตาม เมื่อ DNA ของคุณเป็นพทธ คุณก็จะต้องมาวนเวียนอยู่ในนี้ มารับวิบากอยู่ในนี้ แม้คุณจะเป็นพุทธที่ชั่วก็ตาม ก็จะอยู่ในนี้ เป็นสัจจะที่ซับซ้อน พูดไปเป็นอจินไตยเข้าใจยาก ก็ค่อยๆอธิบายสู่ฟังไปทีละเล็กทีละน้อย วันนี้ตั้งใจจะพูดถึงปัจจุบันธรรมของสังคมขณะนี้ ที่กำลังเกิดการปฏิรูป กำลังจะเปลี่ยนแปลงประเทศโดยมีสำนึก มีสำเหนียก และตั้งใจจะพัฒนาสังคม โดยพฤติกรรมของสังคมจะเป็นผู้บริหารผู้นำ หรือในระดับ ผู้รู้ในสังคม เข้าใจแล้วที่อาตมาสรุปว่า การศึกษาที่ไม่ลดกิเลสกู้ประเทศไม่ได้ เขาพอเข้าใจแล้วแต่มันยังปรับยังไม่ได้ เขาจะมาบีบบังคับให้ถือศีล 5 ทำไม่ได้ แต่โรงเรียนของเรานี้ทำได้นะเด็กเล็กๆ ก็ทำได้เป็นสังคมที่ถือศีล 5 ละอบายมุขไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ตั้งแต่เริ่มต้นทำมาก็มีผลสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ แล้วศีล 5 ของพวกเรานี้เป็นศีล 5 ที่จริงๆ ไม่ใช่ศีล 5 แบบที่สมเด็จช่วงทำ ตั้งหมู่บ้านศีล 5 เขาทำไม่ได้หรอก มันไม่ใช่เรื่องง่าย มันจะต้องมีบุคคลจริง ถ้าไม่มีบุคคลจริงก็เล่นลิเกใส่ชุดแล้วก็ถอดทิ้ง แล้วไม่รู้ว่าชุดเอาไปทิ้งที่ไหน เขาเอาชุดศีล 5 มาให้ใส่แล้วก็ถอดออกใส่ได้ครั้งเดียวหายไปเลย ในศีล 5 นี้มีทั้งกายกรรมวจีกรรมมโนกรรมครบพร้อม ศีลข้อที่ 1 2 3 เป็นกายกรรม คำว่า กายะ นี้คลุมทั้งกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรมด้วย ส่วนวจีกรรมก็มีแต่วจีกับมโน เพราะว่ามโนกรรมเป็นประธาน สามข้อแรกเป็นกายกรรม ศีลข้อที่ 4 เป็นวจีกรรม ศีลข้อที่ 5 มีมากที่สุดคือมโนกรรม ต้องแบ่งไปอีกเป็น 3 ชั้น ทำรวดเดียวไม่ได้ เป็นสุรา เมระยะ มัชชะ สามขั้น ในศีล 5 คลุมไว้หมดเลยกาย วาจา ใจ อ่าน sms ของวานนี้ก่อน SMS วันที่ 26 กันยายน 2559 0893867xxxอ.ดร.ฯพูดถูกที่พวกเราต้องฟังธรรมะเดิมๆซ้ำๆ เพราะ จิตคนเราวนเวียนอยู่กับวัฎฏะจักรเดิมซ้ำๆซากๆอยู่กับเรื่องเดียว คือกิเลสที่หลง ติดอยู่กับโลกธรรมตลอดชีวิต! ขอบคุณคำถามเด็กสัมมา ทำให้ได้คำตอบพ่อครูถึงอารมณ์ร้ายวาจาดุดันขึงขังแต่เปิดเผยจิตใจปรารถนาดีแท้ต่อทุกคน ยังดีกว่าคำพูดของคนบางคนเหมือนผลไม้กวนที่มีรสเค็ม? เอามาจากวลีโลก! ขอบคุณบุญนิยมกับธรรมมือของคนที่เอื้อเฟื้อประโยชน์สุข คือมือที่มีอำนาจโดยธรรม วาจาของคนปรารถนาดี คือวาจาที่มีสัจธรรมแท้จริง!จรธ.สกก .

_เราอยู่ในยุคที่... ...ความจริงไม่มีวันเป็นข่าว แต่ความเท็จถูกเสพอย่างจริงจัง ...คนเป็นไม่มีค่า แต่คนตายคือชีวิตจิตใจ ...คนชั่วแต่มีตังค์สมควรเป็นผู้นำมากกว่าคนดีแต่จนเพราะมีคุณธรรม ...สังคมบังคับให้ยอมรับความวิปริต แต่ความคิดที่มีจริยธรรมถูกมองว่าล้าหลัง ...ให้ท้ายคนไม่มีจุดยืน เพราะกลัวว่าคนจริงจะทำให้ชีวิตตัวเองวุ่นวาย ...บูชาสิ่งที่ไม่มีชีวิต แต่ไม่เคยคิดจะเหลียวแลผู้ให้ชีวิตตน ...เห็นดีเป็นชั่วชั่วเป็นดี ขาวเป็นดำ ดำเป็นเทา ทำให้ไม่สงสัยเลยว่าทำไมชาวโลกียะ จะมีมากกว่าชาวโลกุตตระ/buyago

_กราบนมัสการท่านค่ะ ตอนนี้โยมมาอยู่สวิตฯต้องดูรายการจากเน็ต ถ้าปกติอยู่พัทยาจะติดตามจากเคเบิ้ลทิพย์มณี ค่ะ/Sompratana

_จากไลน์ คุณดีชัด กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูง ได้ติดตามฟังพ่อครูมา ตั้งปี 2527 ไปเจอโครงสร้างชุมชนปฐมอโศกครั้งแรกก็ใช่เลย นี่ชุมชนอาริยะเมืองพระศรีอารย์ ฟังพ่อครูเทศน์ ย้ำ ซ้ำ ๆ ด้วยความรื่นเริง ตอนนี้ได้เปิด พตปฎ.อ่านมีความเข้าใจชัดขึ้น แต่ยังไม่มีสภาวะที่จะเข้าถึงในแต่ละความหมาย อย่างคำว่า กาย หมายถึง จิต มโน และวิญญาณ กายสภาพที่เป็นจิต กับกายที่เป็นสภาพ มโน แตกต่างกันตรงไหน ส่วนกายที่เป็นสภาพวิญญาณก็เข้าใจ วิญญาณเป็นธาตุรู้ และคำว่า รูป ใน พตปฎ.มี 3 ลักษณะ 1.รูปที่เห็นได้และกระทบได้ (จากตา) 2.รูปที่เห็นไม่ได้แต่กระทบได้ (ผัสสะจาก หู จมูก ลิ้น กาย) 3.รูป ที่เห็นไม่ได้และกระทบไม่ได้ (ผัสสะจาก มโน) และได้อ่าน พตปฎ ได้ความกระจ่าง จากการฟังเทศน์จากพ่อครู กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูง ครับ ตอบ...นี่ก็ดี มีการตอบรับ หลายคนแนะนำเพิ่มเติมให้อาตมา ก็ขอบคุณจริงๆ เพราะบางทีอาตมาก็ค้นคว้าไม่ทัน เอามาให้อาตมาก็ได้เจาะลึก ไม่หมดง่ายๆหรอก ทีนี้ก็ มีผู้ส่งมา จากพระไตรปิฎก เล่ม22 ข้อ43 และพระไตร เล่ม11 ข้อ346

3. อิฎฐสูตร พระไตรปิฏก ล.22 ของ 43 [43] ครั้งนั้น ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกับท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า ดูกรคฤหบดี ธรรม 5 ประการนี้น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้โดยยากในโลก 5 ประการเป็นไฉน คืออายุ 1 วรรณะ 1 สุขะ 1 ยศ 1 สวรรค์ 1 ดูกรคฤหบดี ธรรม 5 ประการนี้แล น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้โดยยากในโลก ฯ ธรรม 5 ประการนี้ น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้โดยยากในโลก เรามิได้กล่าวว่าจะพึงได้เพราะเหตุแห่งความอ้อนวอน หรือเพราะเหตุแห่งความปรารถนา ถ้าธรรม 5ประการนี้ น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ หาได้โดยยากในโลก จักได้เพราะเหตุแห่งความอ้อนวอน หรือเพราะเหตุแห่งความปรารถนาแล้วไซร้ ในโลกนี้ ใครจะพึงเสื่อมจากอะไร ดูกรคฤหบดี อริยสาวกผู้ต้องการอายุ ไม่ควรอ้อนวอนหรือเพลิดเพลินอายุ หรือแม้เพราะเหตุแห่งอายุ อริยสาวกผู้ต้องการอายุ พึงปฏิบัติปฏิปทาอันเป็นไปเพื่ออายุ เพราะปฏิปทาอันเป็นไปเพื่ออายุที่พระอริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้อายุ อริยสาวกผู้นั้นย่อมได้อายุที่เป็นของทิพย์ หรือเป็นของมนุษย์ อริยสาวกผู้ต้องการวรรณะ ไม่ควรอ้อนวอนหรือเพลิดเพลินวรรณะ หรือแม้เพราะเหตุแห่งวรรณะ อริยสาวกผู้ต้องการวรรณะ พึงปฏิบัติปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อวรรณะ เพราะปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อวรรณะ ที่อริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้วรรณะ อริยสาวกนั้นย่อมได้วรรณะที่เป็นของทิพย์ หรือเป็นของมนุษย์ อริยสาวกผู้ต้องการสุข ไม่อ้อนวอนหรือเพลิดเพลินสุข หรือแม้เพราะเหตุแห่งสุข อริยสาวกผู้ต้องการสุขพึงปฏิบัติปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อสุข เพราะปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อสุขที่อริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้สุข อริยสาวกนั้นย่อมได้สุขที่เป็นของทิพย์หรือของมนุษย์ อริยสาวกผู้ต้องการยศ ไม่ควรอ้อนวอนหรือเพลิดเพลินยศ หรือแม้เพราะเหตุแห่งยศ อริยสาวกผู้ต้องการยศ พึงปฏิบัติปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อยศเพราะปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อยศที่อริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้ยศอริยสาวกนั้น ย่อมได้ยศที่เป็นของทิพย์ หรือของมนุษย์ อริยสาวกผู้ต้องการสวรรค์ ไม่ควรอ้อนวอนหรือเพลิดเพลินสวรรค์ หรือแม้เพราะเหตุแห่งสวรรค์อริยสาวกผู้ต้องการสวรรค์ พึงปฏิบัติปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อสวรรค์ เพราะปฏิปทาอันเป็นไปเพื่อสวรรค์ ที่อริยสาวกนั้นปฏิบัติแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อให้ได้สวรรค์ อริยสาวกนั้นย่อมได้สวรรค์ ฯ ชนผู้ปรารถนาอายุ วรรณะ ยศ เกียรติ สวรรค์ ความเกิดในตระกูลสูงและความเพลินใจ พึงทำความไม่ประมาทให้มากยิ่งขึ้น บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญความไม่ประมาทในการทำบุญ บัณฑิตผู้ไม่ประมาทแล้วย่อมยึดถือประโยชน์ทั้งสองไว้ได้ คือ ประโยชน์ในปัจจุบัน และประโยชน์ในสัมปรายภพ ผู้มีปัญญา ท่านเรียกว่าบัณฑิต เพราะบรรลุถึงประโยชน์ทั้งสองนั้น ฯ จบสูตรที่ 3 พระพุทธเจ้าท่านยืนยันว่าผู้ไปได้ภพ ภพที่มีด้วย ลาภยศสรรเสริญ ด้วยเกียรติ ได้อายุ วรรณะ เกียรติ ยศ สวรรค์ อาการของจิตที่มีความชื่นใจสบายใจเป็นดาวดึงส์ซึ่งเป็นภพเก๊ ภพที่ 33 แต่เมื่อเป็นมนุษย์มันก็สบายใจ ก็ได้อาศัย

มาอ่านสูตรที่ 2 ต่อ ล.11 ข้อ [346] ทานุปบัติ 8 อย่าง 1 . ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมให้ข้าว น้ำ ผ้ายาน ดอกไม้ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พักและสิ่งที่เป็นอุปกรณ์แก่ประทีป เป็นทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ตนถวายไป เขาเห็นกษัตริย์มหาศาล พราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดีมหาศาล ผู้เพรียบพร้อมพรั่งพร้อม ได้รับการบำรุงบำเรอด้วยกามคุณห้าอยู่ เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า โอหนอเบื้องหน้า แต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของกษัตริย์มหาศาลพราหมณ์มหาศาล หรือคฤหบดีมหาศาล เขาตั้งจิตนั้นไว้ อธิษฐานจิตนั้นไว้อบรมจิตนั้นไว้ จิตของเขานั้นน้อมไปในสิ่งที่เลว มิได้รับอบรมเพื่อคุณเบื้องสูงย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในที่นั้น ก็ข้อนั้นแล เรากล่าวสำหรับผู้มีศีล ไม่ใช่สำหรับผู้ทุศีล ผู้มีอายุทั้งหลาย ความตั้งใจของผู้มีศีลย่อมสำเร็จได้เพราะเป็นของบริสุทธิ์ ฯ 2. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมถวายข้าว น้ำผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พักและที่เป็นอุปกรณ์แก่ประทีปเป็นทานแก่สมณะ หรือพราหมณ์ เขาย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ตนถวายไป เขาได้ยินมาว่า พวกเทพเหล่าจาตุมหาราชิกา มีอายุยืน มีวรรณะมากด้วยความสุขดังนี้ เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของพวกเหล่าจาตุมหาราชิกา เขาตั้งจิตนั้นไว้อบรมจิตนั้นไว้ อธิษฐานจิตนั้นไว้ จิตของเขานั้นน้อมไปในสิ่งที่เลว มิได้รับอบรมเพื่อคุณเบื้องสูง ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในที่นั้น ก็ข้อนั้นแล เรากล่าวสำหรับผู้มีศีล ไม่ใช่สำหรับผู้ทุศีล ผู้มีอายุทั้งหลาย ความตั้งใจของผู้มีศีลย่อมสำเร็จได้เพราะเป็นของบริสุทธิ์ ฯ 3. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก บุคคลบางคนในโลกนี้ย่อมถวายข้าว น้ำ ผ้ายาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอนที่พักและสิ่งที่เป็นอุปกรณ์แก่ประทีป เป็นทานแก่สมณะหรือพราหมณ์เขาย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ตนถวายไป เขาได้ยินมาว่า พวกเทพเหล่าดาวดึงส์มีอายุยืน มีวรรณะ มากด้วยความสุขดังนี้ เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของพวกเทพเหล่าดาวดึงส์ เขาตั้งจิตนั้นไว้ อธิษฐานจิตนั้นไว้ อบรมจิตนั้นไว้ จิตของเขานั้นน้อมไปในสิ่งที่เลวมิได้รับอบรมเพื่อคุณเบื้องสูง ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในที่นั้น ก็ข้อนั้นแลเรากล่าวสำหรับผู้มีศีล ไม่ใช่สำหรับผู้ทุศีล ผู้มีอายุทั้งหลายความตั้งใจของผู้มีศีล ย่อมสำเร็จได้เพราะเป็นของบริสุทธิ์ ฯ ในภพทั้ง 6 คือ จตุมหาราชิกา ดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี ก็เป็นภพทั้งสิ้น แต่พุทธศาสนานั้นเป็นศาสนาดับภพจบชาติ ไม่มีใครปรารถนาจะได้ภพของนรก แต่ทำไมพระพุทธเจ้าบอกว่าคนนั้นตกนรกมากกว่าขึ้นสวรรค์ทำไม ไม่มีใครสักคนเดียวต้องการนรก มันจะเอาสวรรค์ 6 ชั้นนั้นให้ได้ ก็มุ่งมั่นจะได้กัน ทั้ง 6 ภพ ส่วนพรหมคือต้องดับทั้ง 6 ภพนี้แหละคือพรหม แล้วมันจะดับภพทั้งหมด ก็ดับผิด ก็เลยกลายเป็นนรก ส่วนคนที่ไม่รู้ไปหลงสวรรค์ทั้ง 6 ชั้นอันนั้นแน่นอนก็เต็มไปด้วยภพชาติๆๆซ้ำซ้อนๆๆตกผลึกหนาเปรอะไปเรื่อย เมื่อมาดูแล้วเข้าใจแล้วก็มาปฏิบัติจบภพจบชาติ ก็มาเป็นเพราะ แต่ดันไปเข้าใจดับภพจบชาติผิดๆ เช่น _มีจม.ว่า...กราบพ่อครูอธิบายคำสอนนี้เขียนมาให้พ่อครูเต็มๆเพราะวันก่อนเขียนมาแต่ว่า อย่าส่งจิตออกนอกอันนี้เขียนมาให้อธิบายคำสอนนี้เติมเต็มว่า ความรู้ที่ออกจากจิตที่สงบนั่นแหละเป็นความรู้ที่ลึกซึ้งที่สุดให้มันรู้ออกมาจากจิตเองนั่นแหละมันดี คือจิตมันสงบทำจิตให้มันเกิดอารมณ์อันเดียว อย่าส่งจิตออกนอกให้จิตอยู่ในจิต แล้วให้จิตภาวนาเอาเองให้จิตเป็นผู้บริกรรมพุทโธพุทโธอยู่นั่นแหละ แล้วพุทโธนั่นแหละจะผุดขึ้นในจิตของเรา เราจะได้รู้จักคำว่าพุทโธนั้นเป็นอย่างไรแล้วรู้เองเท่านี้แหละไม่มีอะไรมากมาย หลวงปู่ดุลย์ อตุลโล ก็น่าจะถูกที่ว่าทำอารมณ์ให้เป็นหนึ่งและประโยคอื่นพ่อครูจะเห็นอย่างไร ตอบ... ก็ขออธิบายว่านี่คือความหลงผิด มันมีทิศอยู่สองทิศทางใหญ่ ซึ่งออกมารู้คือของพระพุทธเจ้า ส่วนพวกไม่ให้รู้คือของพวกฤาษีต่างๆ ดับสนิท สงบนิ่ง ไม่มีสองไม่นึกไม่คิดอะไร นี่คือที่สุดของที่สุด จะมีพิธีใดๆที่เขาจะทำให้ได้เขาก็คนนี้ คนเหล่านี้จึงไม่มีภาวะธรรมะสอง ที่จะมีanalysis จะมีแต่hypnosis จะต้องรู้ธรรมะ 2 ที่เป็นปฏิกิริยาลูกโซ่ขยายไปยกกำลังเพิ่มเติมขึ้นได้เรื่อยๆ การนั่งสงบจิตสงบนิ่งนี่แหละคือเขาคิดว่าเป็นพรหม แต่ยิ่งทำยิ่งดำยิ่งมืด แล้วเขาก็คิดว่าน่ามีน่าได้น่าเป็น เป็นโชคดีเรียกว่าสุภะ แต่เป็นกิณหะได้ดำมืด เรียกสุภกิณหพรหม สุภกิณหะคือการสะกดจิต แล้วยังมีพวกสะกดจิตที่ใช้เลขภายนอกอีกอย่างธรรมกาย สะกดจิตแล้วเอามาผนวกกับความสว่างภายนอก มีความรู้สึกสงบสว่างสวยงามหรูหราและอยู่ในภพดับ คำอธิบายข้างนอกเป็นสิ่งที่สุภาพระเบียบเรียบร้อย ตัวอย่างของธรรมกายเป็นของตื้นตื้นเอามาหมดแล้ว ใหญ่โตหรูหรา เป็นระเบียบเรียบสะอาด สะอาด หอมหวลพริ้งพราวฟุ้งฟริ้งไปหมดเลย รูปภาพมากมาย เขาเสี่ยงโชคดีมากฉากไว้หลอกคน ไม่มีรู้สึกว่าทำให้รู้สึกว่านี่ขาวใสนะ แต่เสร็จแล้ว เป็นจาตุมหาราชิกา + ดาวดึงส์ + ดุสิต + ยามา +นิมมานรดี +ปรนิมมิตวสวัตตี เป็นเทวดาหน้า 6 ภพ ในมนุษย์มีมีโทษติด 2 อย่างคือ อย่างแรกคือโทษของความระริกระรี้รื่นรมย์ คือขิฑฑาปโทสิกะ อีกอย่างหนึ่งชื่อพวกที่หลงยึดอยู่ในจิต เป็นมโนปโทสิกะ สะกดจิตดำแต่ทำจิตเป็นโทษ ส่วนพวกขิฑฑาปโทสิกะ เป็นพวกระริกระรี้รื่นเริงเบิกบาน พวกสว่างนี้เปิดข้างนอก เอาหมดลาภยศสรรเสริญโลกียสุขหลอกลวงได้ก็จึงใช้ความฉลาดของโลกะวิทู แต่เป็นความฉลาดที่ใช้แบบโลกียะ มีตัวกูของกู มีความเป็นใหญ่ มหัปปปิจฉะ บานเป็นปากกรวยไม่มีหยุด ธรรมกายเขาไม่มีหยุดจะขยายผลไปต่างประเทศอีกเยอะ แต่ตอนนี้เขาไล่ทันแล้วก็รอแต่จังหวะเมื่อไหร่จะได้เห็นขาโต พวกมโนปโทสิกะ คือพวกทำดับจิตหมดรวมเลย อีกพวก ขิฑฑาปโทสิกะ จะเป็นพวกหลงระเริง จะใหญ่บานปลายไปมาก เขารู้ว่าหยาบ เขาจะไม่เอาความหยาบความเปื้อน เราก็ไม่อยากได้ด้วย ใครก็ไม่ต้องการหยาบ อโศกยังดูหมองๆ แต่ของเขานี้ดูขาวสะอาดสว่างสงบ สุภาพ เรียบร้อย ก็เข้าใจง่าย ใครก็โอ้โหว่าอย่างนี้คือผู้ดี ผู้ที่ตั้งจิตน้อมไปทางจตุมหาราช คือน้อมใจไปในสิ่งที่เลว หรือ จะน้อมใจไปดาวดึงส์ ยามา ดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัตตี ก็น้อมใจไปในส่ิงที่เลวทั้งนั้น

8. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอีก บุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมถวายข้าว น้ำผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พักและสิ่งที่เป็นอุปกรณ์แก่ประทีปเป็นทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ เขาย่อมมุ่งหวังสิ่งที่ตนถวายไป เขาได้ยินมาว่าพวกเทพที่นับเนื่องในหมู่พรหม มีอายุยืน มีวรรณะมากด้วยความสุขดังนี้ เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เราพึงเข้าถึงความเป็นสหายของพวกเทพที่นับเนื่องในหมู่พรหม เขาตั้งจิตนั้นไว้ อธิษฐานจิตนั้นไว้ อบรมจิตนั้นไว้ จิตของเขานั้นน้อมไปในสิ่งที่เลว มิได้รับอบรมเพื่อคุณเบื้องสูง ย่อมเป็นไปเพื่อเกิดในที่นั้น ก็ข้อนั้นแล เรากล่าวสำหรับผู้มีศีล ไม่ใช่สำหรับผู้ทุศีล สำหรับคนที่ปราศจากราคะ ไม่ใช่สำหรับคนที่ยังมีราคะ ผู้มีอายุทั้งหลาย ความตั้งใจของผู้มีศีลย่อมสำเร็จได้ เพราะปราศจากราคะ ฯ

คือเข้าใจว่าต้องทำจิตให้สะอาด ว่างจากภพ แต่เมื่อไปประพฤติปฏิบัติเข้ากลับเป็นการกระทำที่ตั้งภพไว้ สังเกตพวกเราไหมว่าเผลอไหม มี 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) ทาน เทติ 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) ทาน เทติ 3.สนฺนิธิเปกฺโข(สั่งสม) ทาน เทติ 4.อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ตายไปแล้วจะได้เสวยผลข้ามชาติ) ทาน เทติ อยู่ไหม?

_คำถามจากดูแลและหน้าต่าง..ความรักสิบมิติเป็นอย่างไรคะ เราเกิดมาทำไมคะ แล้วทำไมคนเราต้องตาย ตอบ...ความรักสิบมิติ ก็อธิบาย ความรักมิติที่ 1 เป็นความรักระหว่างเพศ ในโลกนี้มีเรา 2 คน เป็นเมถุน ไม่เห็นกับใครเลยเห็นกับเราสองคน เป็นความเห็นที่คับแคบเป็นความรักที่คับแคบ ไม่มีคุณค่าไม่มีประโยชน์เลยตามมา แม้มีลูกก็ไม่เห็นแก่ลูกเห็นแก่สองคน พระพุทธเจ้าเคยอธิบายจนกระทั่งถึงว่า สองคนนี้มีลูกแล้วก็เดินไปด้วยกัน เมื่อเดินทางไปเสบียงหมด เสร็จแล้วฆ่าลูกตัวเองกิน เพื่อที่จะไปสู่จุดที่ต้องการ เป็นเรื่องของเพศเป็นเรื่องของกรรมเป็นเรื่องของราคะหลงอยู่ตรงนั้น ความรักมิติที่ 2 มีลูกก็รักลูกเผื่อแผ่แก่ลูก แต่ยังแคบอยู่ให้ลูก ความรักมิติที่ 3 ให้กับญาติ กว้างขวางเผื่อแผ่ให้แก่พี่ป้าน้าอาปู่ย่าตายายลูกหลานเหลน แต่คนอื่นๆที่ไม่ใช่สายเลือดก็ไม่เห็นแก่เขา ขี้เหนียวรักแค่นี้ ก็ยังไม่สูง ความรักที่ดีที่ 4 ก็ขยายเพิ่มมิตรสหาย เพื่อผู้อื่นที่ไม่ได้เป็นสายเลือดเดียวกัน ความรักมิติที่ 5 ขยายไปสู่สังคม ไปสู่รอบกว้าง จนถึงระดับประเทศ ความรักมิติที่ 6 เป็นระดับประเทศ ความรักมิติที่ 7 เป็นความรักระดับจักรวาลระดับพระเจ้า ระดับที่เพื่อทุกคน ไม่ละเว้นแม้แต่สัตว์ เป็นความรักที่ไม่จำกัด หาประมาณไม่ได้ ความรักไม่ติดที่ 8 เป็นความรักของพุทธ คือจะต้องรู้หมดในระดับที่ 1 ถึง 7 และพัฒนาตนเองให้สูงมาเป็นลำดับ ถ้าของศาสนาเทวนิยมเขาขึ้นสูงแล้วก็ลงต่ำอีก แต่ของพุทธนั้นไม่ลงต่ำ ไม่ถอยหลังกลับ ความรักมิติที่ 9 โพธิสัตวภูมิ ความรักมิติที่ 10 เหมือนกับความรักของพระเจ้ารักทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เป็นคนที่จริงมีการประพฤติปฏิบัติจริง แต่ของศาสนาเทวนิยมนั้นพระเจ้าอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เป็นไอเดียลิสท์ เป็นความนึกคิดไม่มีตัวจริงมาปฏิบัติได้ แต่ของพุทธะนั้นมีตัวจริง _แล้วคนเราเกิดมาทำไมทำไมคนเราถึงต้องตาย ตอบ...อันนี้เป็นของจริงที่ไม่มีอะไรเลยเกิดมาแล้วจะไม่ตาย แล้วทำไมคนเราจึงต้องเกิด เพราะคนเราโง่ เพราะฉะนั้นเกิดเป็นสัตว์ เป็นจิตนิยาม มีพลังงานระดับตัวตน แต่ก็รักตัวตนก็จะต้องเกิด จะยังไม่รู้จักการดับ ก็เกิด เกิดอย่างไรก็ต้องตายตามอายุของสัตว์แต่ละชนิด สัตว์บางชนิดนั้นอายุเป็นล้านปีคือไวรัส สรุปคือเมื่อไม่รู้ก็เกิดมาเป็นจิตนิยาม อย่างอุตุก็เป็นของมันนานมากกว่าจะพัฒนามาเป็นพีชะ มันจะมีพลังงานที่ได้รอบของมันเอง โดยที่มันเองก็ไม่รู้ตัวเองที่จะต้องพัฒนามา แล้วมาเป็นจิตนิยามอีก มันไปตามยถากรรม พอมาเป็นจิตนิยามสัตว์ไหนก็ไม่อยากตาย จะพัฒนาตัวเองให้ยามาๆๆ จะพัฒนาให้ใหญ่โตขึ้นไป ให้มีสวรรค์ 6 ชั้นนี้ให้นานๆ จนกว่าจะรู้ตัว จนกว่าจะมาเป็นโลกุตระ คนที่จะตายมันถึงเวลาต้องตาย แต่คนที่รู้จักตายอย่างไม่เกิด ตายเลิกไปเลยนั่นคือการปรินิพพาน

_ล.22 10. นาคิตสูตร [30]พระผู้มีพระภาคตรัสถามท่านพระนาคิตะว่า ดูกรนาคิตะ ก็พวกใครส่งเสียงอื้ออึงอยู่นั้น คล้ายพวกชาวประมงแย่งปลากัน ท่านพระนาคิตะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พราหมณ์และคฤหบดีชาวบ้านอิจฉานังคละเหล่านั้น พากันถือของเคี้ยวของฉันเป็นจำนวนมาก มายืนประชุมกันที่ซุ้มประตูด้านนอก เพื่อถวายพระผู้มีพระภาคและภิกษุสงฆ์ ฯ พ. ดูกรนาคิตะ เราไม่ติดยศ และยศก็ไม่ติดเรา ผู้ใดแลไม่พึงได้ตามความปรารถนาไม่พึงได้โดยไม่ยาก ไม่พึงได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ สุขอันเกิดแต่วิเวกสุขอันเกิดแต่ความสงบ สุขอันเกิดแต่ความตรัสรู้ ที่เราพึงได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่ยาก ได้โดยไม่ลำบากนี้ ผู้นั้นพึงยินดีสุขที่ไม่สะอาด สุขในการนอน และสุขที่อาศัยลาภ สักการะ และการสรรเสริญ ฯ นา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ ขอพระผู้มีพระภาคทรงรับ ขอพระสุคตจงทรงรับบัดนี้ เป็นเวลาที่พระผู้มีพระภาคจะทรงรับ พระผู้มีพระภาคจักเสด็จไปทางใดๆ พราหมณ์และคฤหบดีชาวนิคมและชาวชนบท ก็จักหลั่งไหลไปทางนั้นๆ เหมือนเมื่อฝนเม็ดใหญ่ตกลงมา น้ำก็ย่อมไหลไปตามที่ลุ่ม ฉันใดพระผู้มีพระภาคจักเสด็จไปทางใดๆ พราหมณ์และคฤหบดีชาวนิคมและชาวชนบทก็จักหลั่งไหลไปทางนั้นๆ ฉันนั้น ข้อนั้นเพราะเหตุไร เพราะศีลและปัญญาของพระผู้มีพระภาค ฯ พ. ดูกรนาคิตะ เราไม่ติดยศ และยศก็ไม่ติดเรา ผู้ใดแลไม่พึงได้ตามความปรารถนา ไม่พึงได้โดยไม่ยาก ไม่พึงได้โดยไม่ลำบาก ซึ่งสุขอันเกิดแต่เนกขัมมะ สุขอันเกิดแต่วิเวก สุขอันเกิดแต่ความสงบ สุขอันเกิดแต่ความตรัสรู้ ที่เราพึงได้ตามความปรารถนา ได้โดยไม่อยาก ได้โดยไม่ลำบากนี้ ผู้นั้นพึงยินดีสุขที่ไม่สะอาด สุขในการนอน และสุขที่อาศัยลาภ สักการะและการสรรเสริญ ดูกรนาคิตะ อาหาร ที่กิน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มแล้วย่อมมีอุจจาระและปัสสาวะเป็นผล นี้เป็นผลแห่งอาหารนั้น ความรักมีโสกะ ปริเทวะ ทุกข์โทมนัส และอุปายาส ที่เกิดขึ้นเพราะสิ่งที่รักแปรปรวนเป็นอื่นเป็นผล นี้เป็นผลแห่งความรักนั้น ความเป็นของปฏิกูลในอสุภนิมิต ย่อมตั้งอยู่แก่ภิกษุผู้ขวนขวายการประกอบตามอสุภนิมิต นี้เป็นผลแห่งการประกอบตามอสุภนิมิตนั้นความเป็นของปฏิกูลในผัสสะ ย่อมตั้งอยู่แก่ภิกษุผู้พิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในผัสสายตนะ 6 อยู่ นี้เป็นผลแห่งการพิจารณาเห็นว่าไม่เที่ยงในผัสสายตนะนั้นความเป็นของปฏิกูลในอุปาทาน ย่อมตั้งอยู่แก่ภิกษุผู้พิจารณาเห็นความเกิด และความดับในอุปาทานขันธ์ 5 นี้เป็นผลแห่งการพิจารณาเห็นความ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน