590814_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ อสุรกายแก้วคือ ธรรมกายเก๊.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2559
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์342 KB
วันที่แก้ไข30 มีนาคม 2567

เนื้อหาในไฟล์

590814_วิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ อสุรกายแก้วคือ ธรรมกายเก๊

ส.ฟ้าไทว่า… วันที่ 14 สิงหาคม พศ.2559 ที่ บวรราชธานีอโศก เมื่อวานเรามีงานวันแม่ขึ้น …..ตอนนี้ ที่ราชธานีอโศก เน้นว่าเด็กกลับไปที่บ้านควรรับประทานอาหารมังสวิรัติกันทุกคน เลยชวนผู้ปกครองมารับประทานอาหารมังสวิรัติกันด้วย เราต้องการสร้างคนให้มีคุณภาพในสังคม ที่ชาวอโศกทุ่มเททำ เพื่อสร้างคนดีให้กับสังคม วันนี้พ่อครูจะเทศน์เกี่ยวกับ อสุรกายแก้ว พ่อครูว่า คือธรรมกายนี่ เขาใช้คำว่าแก้วนี่ ขยายทุกอย่าง ถ้าเป็นแก้วนี่เขาถือว่าเป็นอะไรที่เลิศประเสริฐศรีทั้งนั้น อุบาสิกาแก้ว กัลยาณมิตรแก้ว ฯลฯ เราก็เลยเอาคำว่าแก้วมากำกับคำว่าอสุรกายด้วย คือเขาเป็นอสุรกายก็คืออสุรกายแก้ว ก็ตามใจเขา ส.ฟ้าไทว่า...เป็นความเมตตาของพ่อครูอย่างหนึ่ง ที่พยายามจะช่วยมนุษย์ให้กลับตัวกลับใจมาในทิศทางโลกุตระ พ่อครูว่า...ที่ท่านฟ้าไทเกริ่นมาว่า อาตมามา ทำงานเพื่อสร้างคน นั้น อาตมามีความจริงใจเช่นนั้นจริงๆ ส่วนฝีมือในการสร้างคนของอาตมานั้นได้เท่าไหร่ ก็เท่าที่ได้มา ทำงานตลอด 45 ปี ไม่เคยมีวันเสาร์-อาทิตย์นะ ตั้งแต่เป็นฆราวาสแล้ว อาตมาทำงานไม่มีวันหยุด เสาร์ อาทิตย์ ตอนนั้นได้เงิน แต่มาทางนี้ ไม่ได้เงิน แต่ทำทุกวัน ไม่มีวันหยุด ทำตลอด ก็เต็มใจจะทำ ตั้งใจทำตลอด ไม่ได้ว่างเว้น ยังจะพยายามฝืนประคองสังขารไปให้ไกล ให้ตัวเองไม่ตายง่ายๆ งานที่อาตมาทำคือ งานสร้างคน สร้างผู้ใหญ่แล้ว ก็มารวมเด็ก ขออนุญาตตั้งโรงเรียน ให้เด็กมาเรียน ตั้งมา 20 กว่าปีแล้ว ก็ตั้งใจจะสร้างคนให้เป็นคนดีแก่สังคมแก่ประเทศ แก่โลก มีเจตนาทำงานนี้ แล้วทำงานนี้งานเดียว ไม่ได้เจตนาสร้างคน แล้วให้คนนี่ไปหาเงิน แล้วเอาเงินมาโปรย ทำเงินให้อาตมา สร้างคนให้เก่ง เป็นคนดี แต่ดีตื้นๆ แต่มองลึกแล้ว

อ่านต่อ

ไม่ดี เพราะว่าต้องไปกอบโกยเอาเงินได้ จากคนอื่นให้ได้มากๆ แล้วเอาเงินนั้นมาทำทาน ให้แก่ผู้สอน ให้แก่ผู้สร้าง ผู้บอกนี่แหละ ชัดๆก็คือ อย่างอาตมา หรือชาวอโศก อาตมาสร้างคน จนกลายเป็น บ้าน วัด โรงเรียน มีกลุ่มหมู่ ในความลึกซึ้งซับซ้อน พฤติชาวอโศก สร้างคนอย่างนี้ ที่อื่นเขาก็สร้าง เช่น เขาพยายามสอนคนให้ดีขึ้น แต่ที่เป็นรูปร่างได้มวลมากคือ ธรรมกาย ธรรมกายก็สร้างคน แต่เขาสร้างคนได้ต่างจากชาวอโศก ต่างมาก เดินกันคนละทิศทางเลย ทิศที่ชาวอโศกเดินไปคือ ทิศที่เดินไปในทิศทางเดียวกันกับของพระพุทธเจ้า เอาพระไตรปิฎกมาเทียบเคียงเลย ขยายความเห็นเลยว่า เป็นไปตามพระไตรปิฎก ส่วนธรรมกายนี้ สร้างคนมาไม่ได้ตามพระไตรปิฎกเลย ขุดพระไตรปิฏก ตู่ธรรมะพระพุทธเจ้า ขุดทำลายธรรมะ พระพุทธเจ้าทิ้งเลย ที่อาตมาใช้คำว่า “ ขุด ” คือคำบาลีว่า “ ขนสิ ” 8. มหาตัณหาสังขยสูตร ว่าด้วยสาติภิกษุมีทิฏฐิลามก [440] พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรสาติ ได้ยินว่าเธอมีทิฏฐิอันลามกเห็นปานนี้เกิดขึ้นว่า เราย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้นั่นแหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น ดังนี้ จริงหรือ? สาติภิกษุทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ย่อมรู้ทั่วถึงธรรมตามที่พระผู้มีพระภาคทรงแสดงว่า วิญญาณนี้แหละ ย่อมท่องเที่ยว แล่นไป ไม่ใช่อื่น ดังนี้ จริง พระผู้มีพระภาคตรัสถามว่า ดูกรสาติ วิญญาณนั้นเป็นอย่างไร? สาติภิกษุทูลว่า สภาวะที่พูดได้ รับรู้ได้ ย่อมเสวยวิบากของกรรมทั้งหลาย ทั้งส่วนดี ทั้งส่วนชั่วในที่นั้นๆ นั่นเป็นวิญญาณ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรโมฆบุรุษ เธอรู้ธรรมอย่างนี้ที่เราแสดงแก่ใครเล่า ดูกรโมฆบุรุษ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น เรากล่าวแล้วโดยปริยายเป็นอเนกมิใช่หรือ ความเกิดแห่งวิญญาณ เว้นจากปัจจัย มิได้มี ดูกรโมฆบุรุษ ก็เมื่อเป็นดังนั้น เธอกล่าวตู่เราด้วยขุดตนเสียด้วย จะประสพบาปมิใช่บุญมากด้วย เพราะทิฏฐิที่ตนถือชั่วแล้ว … ฯลฯ ปัจจัยเป็นเหตุเกิดแห่งวิญญาณ [444] ดูกรภิกษุทั้งหลาย วิญญาณอาศัยปัจจัยใดเกิดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยปัจจัยนั้นๆ วิญญาณอาศัยจักษุและรูปทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่า จักษุวิญญาณวิญญาณอาศัยโสตและเสียงทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าโสตวิญญาณ ... วิญญาณอาศัยฆานะและกลิ่นทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าฆานวิญญาณ ... วิญญาณอาศัยชิวหาและรสทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่าชิวหาวิญญาณ ... วิญญาณอาศัยกายและโผฏฐัพพะทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่ากายวิญญาณ ... วิญญาณอาศัยมโนและธรรมารมณ์ทั้งหลายเกิดขึ้น ก็ถึงความนับว่ามโนวิญญาณ ... เปรียบเหมือนไฟอาศัยเชื้อใดๆติดขึ้น ก็ถึงความนับด้วยเชื้อนั้นๆ ไฟอาศัยไม้ติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟไม้ ... ไฟอาศัยป่าติดขึ้น ก็ถึงความนับว่าไฟป่า ไฟอาศัยหญ้าติดขึ้น ก็ถึงความนับ ว่าไฟหญ้า ฯลฯ (เล่ม 12 ข้อ 444 มหาตัณหาสังขยสูตร) พ่อครูว่า… อย่างธัมมชโยเที่ยวไปอวดอุตริมนุสธรรมว่ารู้ว่า ใครตายแล้วไปอยู่ไหนๆ แต่ว่าเมื่อคนมาแกล้งทดสอบ ก็เลยทายไม่ถูก เดาเอาหมด ทำให้รู้เลยว่า ธัมมชโยนี่โมเม เดาเอาทั้งนั้น อย่างจิตวิญญาณนี้ ไม่ใช่เป็นวิญญาณล่องลอยไปทั่ว แต่เป็นพลังงานจิตที่เกิดตอนสัมผัส เกิดเป็นลักษณะจิตวิญญาณเทวดา หรือมาร หรือพรหม เป็นต้น จาตุมหาราช นี้ คือยักษ์ คือมาร คือผีแน่นอน เพราะว่าเป็นพลังงานจิตวิญญาณอวิชชา คือมี อุปาทานหลงเป็นดาวดึงส์ เป็นเทวดาที่ ยิ่งตกต่ำแต่หลงว่าสูง ยามาก็ต่ำลงไปอีก ดุสิตก็ต่ำลงไปอีก นิมมาฯก็ต่ำอีก ปรนิมฯก็ยิ่งต่ำสุด อย่างธัมมชโยนี่คือ ปรนิมมิตวสวัตตี คือผู้บงการอยู่ใต้ก้นบึ้งเลย เป็นความเข้าใจผิดของสมีธัมมชโย ที่ตนนึกว่าถูก ก็เลยปรุงแต่งคิดอ่านหลอกคนซับซ้อนให้ผิดไปใหญ่ จึงกลายเป็นจตุมหาราชที่ต่ำที่สุด โดยการอธิบายธรรมะแบบนี้ เพราะเขาเข้าใจในเรื่องของจิตวิญญาณไม่ได้ เขาเข้าใจจิตวิญญาณผิด เหมือนภิกษุสาติ ไม่ได้เข้าใจจิตวิญญาณ ที่มีผัสสะเกิดในปัจจุบัน แล้วอ่านวิจัยในขณะนี้ว่าเป็นสัตว์นรก เทวดา อย่างไร จะทำให้เป็นอุบัติเทพ วิสุทธิเทพอย่างไร เขาไม่เข้าใจเลย พระพุทธเจ้าท่านด่าภิกษุสาติว่า ดูกรโมฆบุรุษ เธอรู้ธรรมอย่างนี้ที่เราแสดงแก่ใครเล่า ดูกรโมฆบุรุษ วิญญาณอาศัยปัจจัยประชุมกันเกิดขึ้น เรากล่าวแล้วโดยปริยายเป็นอเนก มิใช่หรือ ความเกิดแห่งวิญญาณ เว้นจากปัจจัย มิได้มี ดูกรโมฆบุรุษ ก็เมื่อเป็นดังนั้น เธอกล่าวตู่เราด้วยขุดตนเสียด้วย จะประสพบาปมิใช่บุญมากด้วย เพราะทิฏฐิที่ตนถือชั่วแล้ว ดูกรโมฆบุรุษก็ความเห็นนั้นของเธอ จักเป็นไปเพื่อโทษไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน กสฺส นุ โข นาม ตฺว โมฆปุริส มยา เอว ธมฺม เทสิต อาชานาสิ นนุ มยา โมฆปุริส อเนกปริยาเยน ปฏิจฺจสมุปฺปนฺน วิฺาณ วุตฺต อฺตฺร ปจฺจยา นตฺถิ วิฺาณสฺส สมฺภโวติ อถ จ ปน ตฺว โมฆปุริส อตฺตนา ทุคฺคหิเตน อเมฺห เจว อพฺภาจิกฺขสิ อตฺตานฺจ ขนสิ พหฺุจ อปฺุ ปสวสิ ตฺหิ เต โมฆปุริส ภวิสฺสติ ทีฆรต อหิตาย ทุกฺขายาติ ฯ

พระพุทธเจ้าตรัสว่าภิกษุสาติ เป็นโมฆบุรุษ ถึงสี่ครั้งเลยในย่อหน้านี้

อาตมาว่าถ้าเป็นธัมมชโยนี่ คงจะต้องกล่าวว่า เป็นโมฆบุรุษมากกว่านี้อีก ยุคนั้นภิกษุสาติก็ไม่ได้ร้ายเท่ายุคสมีธัมมชโย ที่หนักมาก ดื้อด้าน ดึงดันปรุงแต่ง ปลอมแปลง บิดพริ้ว ทำลาย ตู่พระพุทธเจ้า คำว่ากล่าวตู่นี้ บาลีว่า อพฺภาจิกฺขสิ ที่เขาพูดนี้ ไม่ใช่ธรรมะพระพุทธเจ้า แต่เขาอ้างว่าเป็นของพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเลยบอกว่าขี้ตู่ธรรมะพระพุทธเจ้า และก็ขุดตนเสียด้วย อตฺตานฺจ ขนสิ คือย่ำยีทำร้ายตัวเองแหลกราญเลย หมาป่าจะให้คนเห็นว่ายิ่งใหญ่ ก็ต้องเอาหนังราชสีห์มาหุ้มห่อ ฉันเดียวกับธัมมชโย ตนเองเป็นเหมือนหมาป่า แต่ต้องการให้คนบอกว่าตนเองดี ก็ต้องเอาดีมาหุ้มห่อ ก็มีคนต่างประเทศมาให้รางวัล ก็เพราะว่าสังคมมีคนโง่มากกว่าคนฉลาดเป็นธรรมดา ตั้งแต่ยุคพระพุทธเจ้าแล้ว อย่างพระสารีบุตรมาพบพระพุทธเจ้า ตอนนั้นเป็นต้น ที่ภิกษุสาติทำนั้นบาป หรือมีวิบากน้อยกว่าที่ธัมมชโย แต่ธัมมชโยนี้ บอกว่าตนเองเหนือกว่าพระพุทธเจ้าด้วย ทำตนเหมือนปูเฉสวน ที่ทิ้งเปลือกหอยเก่า ไปหาเปลือกใหม่ไปเรื่อยๆ ไปตู่พระพุทธเจ้า ตู่คำสอนพระพุทธเจ้าเอายี่ห้อพุทธศาสนาไปอย่างเดียว นอกนั้นเป็นการตู่ท้วงเอาหมดเลย ใส่ร้ายหมดเลยคือ อพฺภาจิกฺขสิ เขาทำความไม่ถูกต้องในธรรมพระพุทธเจ้า ทำให้ผิดรูป แปลงร่างไปหมดเลย ซึ่งมันไม่จริง คือการกล่าวตู่ ใส่ร่าย ไปยัดสิ่งไม่จริงว่าเป็นของพระพุทธเจ้า ทำให้สิ่งจริงเสียหายแล้วตนเองก็ขุดตนเองด้วย อตฺตานฺจ ขนสิ อาตมาเอาทานสูตรมาเป็นตัวยืนยันว่าเขาผิด

ทานสูตร [49] พ. ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ จาตุมมหาราชิกา = ทำทานเพราะ 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) 3.สนฺนิธิเปกโข ( สั่งสม) 4.อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ (ให้ข้ามภพชาติ) ธัมมชโยเอาข้อนี้แหละคือ ทำทานแล้วจะได้สั่งสม มุ่งหวัง ข้ามภพข้ามชาติ มาหลอกคนให้มาทำทานให้ตน เป็นจิตที่ตั้งไว้ผิด โจรหัวโจกเห็นโจรหัวโจก ก็หรือคนมีเวรเห็นคนผู้เป็นคู่เวรกัน พึงทำความฉิบหายและความทุกข์ใดให้ จิตที่บุคคลตั้งไว้ผิด พึงทำบุคคลนั้นให้เลวยิ่งกว่าความฉิบหายและความทุกข์นั้น (ทิโส ทิสัง ยันตัง กยิรา เวรี วา ปน เวรินัง มิจฉาปณิหิตัง จิตตัง ปาปิโย นัง ตโต กเรติ) (ธรรมบท เล่ม 25/13 และโคปาลสูตร เล่ม 25/92 ) พ่อครูว่า… ธัมมชโยตั้งจิตไว้ผิด แล้วไปล้างสมองคน คนก็โง่ก็เชื่อ ก็เลยกลายเป็นมวล เกิดในโลก อันนี้เลวร้ายกว่าโจรหัวโจกทำร้ายกัน แต่นี่เหนือกว่าโจรหัวโจกอีก คนที่ตั้งจิตไว้ผิดนี่ เลวกว่าอีก โจรธรรมดาก็เลวระดับหนึ่ง โจรหัวโจกก็เลวสองชั้นแล้ว นี่จิตที่ตั้งไว้ผิด เลวกว่าอีก เป็นชั้นที่สาม เขาประกาศว่าเป็นพุทธ แล้วขยายผลไปในประเทศทั่วประเทศ นอกประเทศอีก อธิบายผิดๆอย่างที่เขาอธิบาย เป็นการกล่าวตู่พระพุทธเจ้า ใส่ร้าย ทำลายพระพุทธเจ้า ทำร้ายศาสนาพุทธ เป็นการขุดตนเองให้จมดิ่งอเวจี ธัมมชโยนี้สอนสี่อย่างนี้ ทำทานเพราะ 1.สาเปกฺโข( มุ่งหวัง ) 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต( ผูกพัน ) 3.สนฺนิธิเปกโข ( สั่งสม ) 4.อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ( ให้ข้ามภพชาติ ) ให้คนเชื่อเช่นนี้ นี่เป็นของธัมมชโย ไม่ได้ทำเหนือไปกว่านี้เลย เนื้อหานี้ เป็นบาปอย่างยิ่ง นะ สี่ประเด็นนี้

พระพุทธเจ้า ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ยังมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทาน มุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปจักได้เสวยผลทานนี้ เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์ แก่สมณะหรือพราหมณ์ ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สารีบุตร อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ แต่ธัมมชโยนี้เอาเงินอย่างเดียว ประยุกต์ไปจากที่พระพุทธเจ้าตรัสแล้ว เอาเงินมาแล้ว ฉันจะสร้างเองหมด พระพุทธเจ้า ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลมีความหวังให้ทาน มีจิตผูกพันในผลให้ทานมุ่งการสั่งสมให้ทาน ให้ทานด้วยคิดว่าตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้วเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นจาตุมมหาราช สิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังมีผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ดูกรสารีบุตร ส่วนบุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่มีหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่คิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แล้วให้ทาน แต่ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์แก่สมณะหรือพราหมณ์ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สารีบุตร อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พระพุทธเจ้า ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า ตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ แต่ให้ทานด้วยคิดว่า ทานเป็นการดี เขาผู้นั้นให้ทานนั้นแล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่าทานเป็นการดี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า บิดามารดาปู่ย่าตายายเคยให้เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี เขาให้ทานคือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นยามา เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่แล้วยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า บิดา มารดา ปู่ ย่าตา ยายเคยให้เคยทำมา เราก็ไม่ควรทำให้เสียประเพณี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากิน สมณะและพราหมณ์เหล่านี้ ไม่หุงหากิน เราหุงหากินได้จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้ไม่หุงหาไม่สมควร เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นดุสิต เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่ แล้วยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่าเราหุงหากินได้สมณะและพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ เราหุงหากินได้ จะไม่ให้ทานแก่สมณะหรือพราหมณ์ผู้หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษี วามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษีวาเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษี และภคุฤาษี บูชามหายัญ ฉะนั้น เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นนิมมานรดี เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนอย่างฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี ฯลฯและภคุฤาษี แต่ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้ จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส เขาให้ทาน คือ ข้าว ฯลฯ ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นปรนิมมิตวสวัสดี เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศหมดความเป็นใหญ่แล้ว ยังเป็นผู้กลับมา คือ มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ฯ ดูกรสารีบุตร บุคคลบางคนในโลกนี้ ฯลฯ ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานอย่างนี้จิตจะเลื่อมใส เกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทาน คือ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก ประทีปและเครื่องอุปกรณ์แก่สมณะหรือพราหมณ์ดูกรสารีบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้พึงให้ทานเห็นปานนี้หรือ ฯ สารีบุตร อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พระพุทธเจ้า ดูกรสารีบุตร ในการให้ทานนั้น บุคคลผู้ไม่มีความหวังให้ทาน ไม่มีจิตผูกพันในผลให้ทาน ไม่มุ่งการสั่งสมให้ทาน ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราตายไปแล้วจักได้เสวยผลทานนี้ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า การให้ทานเป็นการดีไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า บิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยายเคยให้เคยทำมา เราไม่ควรทำให้เสียประเพณี ไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เราหุงหากินได้ สมณะหรือพราหมณ์เหล่านี้หุงหากินไม่ได้ จะไม่ให้ทานแก่ผู้ที่หุงหากินไม่ได้ ไม่สมควร ไม่ได้ให้ทาน ด้วยคิดว่า เราจักเป็นผู้จำแนกแจกทาน เหมือนอย่างฤาษีแต่ครั้งก่อน คือ อัฏฐกฤาษี วามกฤาษีวามเทวฤาษี เวสสามิตรฤาษี ยมทัคคิฤาษี อังคีรสฤาษี ภารทวาชฤาษี วาเสฏฐฤาษี กัสสปฤาษีและภคุฤาษี ผู้บูชามหายัญ ฉะนั้น และไม่ได้ให้ทานด้วยคิดว่า เมื่อเราให้ทานนี้ จิตจะเลื่อมใสจะเกิดความปลื้มใจและโสมนัส แต่ให้ทานเป็นเครื่องปรุงแต่งจิต เขาให้ทานเช่นนั้นแล้ว เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทวดาชั้นพรหม เขาสิ้นกรรม สิ้นฤทธิ์ สิ้นยศ หมดความเป็นใหญ่แล้ว เป็นผู้ไม่ต้องกลับมา คือ ไม่มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ดูกรสารีบุตร นี้แลเหตุปัจจัยเป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก ไม่มีอานิสงส์มาก และเป็นเครื่องให้ทานเช่นนั้นที่บุคคลบางคนในโลกนี้ให้แล้ว มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ฯ อานิสงส์คือ ประโยชน์ แล้ว อานิสงส์ของศาสนาพุทธ คือ การทำใจให้หมดภพชาติ สรุป ทาน 7 แบบ ในทานสูตร เล่ม 23 ข้อ 49 1.จาตุมมหาราชิกา = ทำทานเพราะ 1. สาเปกฺโข( มุ่งหวัง ) 2. ปฏิพทฺธจิตฺโต( ผูกพัน ) 3. สนฺนิธิเปกโข ( สั่งสม ) 4. อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ( ให้ข้ามภพชาติ ) 2. ดาวดึงส์ = ให้ทานเพราะ เห็นว่าเป็นสิ่งดี 3. ยามา = ให้ทานเพราะ ทำตาม ปู่ย่าตายาย บรรพบุรุษ 4. ดุสิต = ให้ทานเพราะเห็นว่า สมณะหุงหาอาหารมิได้ 5. นิมมานรดี = ให้ทานเพราะทำตามฤาษีใหญ่ 6. ปรนิมมิตวสวัตตี = ให้ทานเพราะ อยากได้ความปลื้มใจ (อตฺตมนตาโสมนสฺ) 7. พรหม = ให้ทานอย่างมี จิตฺตาลงฺการ จิตฺตปริกฺขารํ (ต้องทำปุญญาภิสังขาร) ใน เทวดาจาตุมมหาราชิกา ยังมีแบ่งเป็น สี่ทิศ ที่เหมือนมีผู้เป็นใหญ่ อยู่สี่ทิศคือ ท้าวกุเวร ท้าววิรุฬหก ท้าวธตรฐ ท้าววิรูปักษ์ ชื่อเป็นเทวดาแต่พฤตินั้น เป็นภูติผีมารยักษ์

อสุรกาย“แก้ว” คือ ธรรมกาย“เก๊”

(1) “ อสุรกาย ”คือชื่อผู้ สัตว์นรก คนที่ชั่วสกปรก นั่นแล้ โลภหลอกเล่ห์โกหก ครบสูตร เทพบุตรแต่มารแท้ ผงาดท้าสัจธรรม (2) ไทยกำลังกวาดล้าง อธรรม แต่ชั่วยิ่งก่อกรรม เก่งกล้า เลวได้ไม่รู้สำ- นึกสัก หน่อยเลย ซ้ำกระหน่ำย้ำท้า เยาะเย้ยกฎหมาย (3) “ธรรมกาย”นั้นชื่อผู้ ตถาคต จงอย่าโอ่โป้ปด ชั่วช้า สะกดจิตอยากรวยหมดลาภยศ ดังเด่น เอาแต่สอนบ้าบ้า ช่องนี้ช่องเดียว (4) เยียวยายากยิ่งแล้ว คนวิกล จิตถูกสะกดจน สุดแก้ เล่ห์ครูสั่งให้ขน เงินทุ่ม ทานเลย ถูกรีดหมดตัวแท้ กลับซึ้งคำยอ (5) กว่าหมอดูกว่าฟ้า ทำนาย ตัวต่ำอสุรกาย ว่า“แก้ว” ธรรมกาย“เก๊”กว่าขาย ของเน่า กว่านรกแม่นแล้ว สัตว์“แก้ว” ธรรมไถล (6) หากแม้นไม่ชั่วแท้ กลัวใด หลบอยู่ในรูไฉน ไม่กล้า เก่งรู้เก่งฤทธิ์ไป ไยหด หัวเวย อวดเก่งเบ่งว่าข้า นี่เฮ้ย“คนดี” (7) ฉะนี้กายอสุระแท้ เต็มตัว กายสัตว์ซุกหางหัว ห่อนแย้ง เป็นสัตว์ที่ก่นกลัว จริงสุด แล้วเฮย เอาแต่ร้องถูกแกล้ง โธ่ธั้ง“ธรรมกวย”

“สไมย์ จำปาแพง” 13 ส.ค. 2559

เทวดา นั้นคือ ของเก๊ เทวดาคือ ความสุข รสสุข มันเป็นของเก๊ของหลอกของเท็จ อย่างอาตมา แต่ก่อนกินพริกขี้หนูก็อร่อย แต่ตอนนี้แตะเข้าไปแสบอย่างเดียวเลย อันอื่นก็เหมือนกัน อันนี้มันหวาน อันนี้เปรี้ยว ปะแล่มๆ ก็ไปติดรส อัสสาทะ นี้ไป มีแต่ในโลกีย์ แต่โลกุตระแล้ว ไม่มี มัน ไม่มีตัวตน ความจริงมัน อนัตตา ส่วนมันมีรสเปรี้ยว ก็ได้รับเหมือนกันหมด ไม่ว่าอรหันต์ หรือปุถุชน กลิ่นอย่างนี้ สัมผัสพระพุทธเจ้าอรหันต์ปุถุชน ก็สัมผัสเดียวกัน แต่ตัวที่เกิดจากความโง่ อวิชชาเป็นรสสุข รสอร่อย นั่นต่างหาก ที่ไม่มีเหมือนกัน อรหันต์หวานก็ หวาน แต่ไม่มีอร่อย ไม่มีอัสสาทะ ไม่มีหอม กลิ่นนี้ได้ชื่อว่าหอม ต่างกับเหม็น แต่ความ ชอบใจ กับ ไม่ชอบใจ นี้ เป็นของคนสมมุติ แล้วคนที่มีก็มีจริงๆ คนที่ไม่หมดก็หมดจริง นี่คือนิพพานคือ อนัตตา ไม่ใช่ไปนั่งสมาธินึกคิดเอา ว่านิพพานคือ พุทธเกษตรอย่างธรรมกายสอนนี่ เป็นการขุด เป็นการตู่พระพุทธเจ้า คนใดที่สอนแบบธัมมชโยนี่เลิกเสีย ตนเองลงนรกลึกไปเรื่อยๆ ธัมมชโยนั้นเป็นภูติ มาร ผี เดรัจฉาน ยักษ์ ให้คนทำทานอย่าง ทำทานเพราะ 1.สาเปกฺโข(มุ่งหวัง) 2.ปฏิพทฺธจิตฺโต(ผูกพัน) 3.สนฺนิธิเปกโข ( สั่งสม) 4.อิม เปจฺจ ปริภุญฺชิสฺสามีติ(ให้ข้ามภพชาติ) เขาดีใจที่ตนได้เป็นภูติมารผีเดรัจฉานยักษ์ เขาก็ไม่เลิกเป็น ...จบ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน