361018 คนไม่มีสังขารเป็นอย่างนี้ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก.docx

โฟลเดอร์เทศนารายการหลักพ่อครู 2536
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์362 KB
วันที่แก้ไข22 พฤษภาคม 2569

เนื้อหาในไฟล์

361018 คนไม่มีสังขารเป็นอย่างนี้ โดย พ่อท่านโพธิรักษ์ ณ สันติอโศก

คนไม่มี "สังขาร" เป็นอย่างนี้ โดย พ่อท่าน สมณะโพธิรักษ์ เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2536 ณ พุทธสถานสันติอโศก

ตอนนี้งานการที่เราทำ สัมมาอาชีพต่างๆก็ดี กิจการอะไรต่างๆก็ดี ในชาวอโศกเรามีเป็นรูปเป็นร่าง นี่เกิดจากการปฏิบัติธรรมทั้งสิ้น ที่อาตมาเห็นว่ามันตรงร่องตรงรอย เพราะว่าเราปฏิบัติสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีพ และชาวพุทธมีทั้งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา หมายความว่าครบพร้อมทั้งสมณะ ภิกษุ นักบวช และครบพร้อมทั้งฆราวาส ปฏิบัติธรรมด้วยกันหมด ฆราวาสก็ปฏิบัติสังกัปปะ วาจา กัมมันตะ อาชีวะ ปฏิบัติมรรคองค์ 8 เป็นทางเอกทางเดียว ที่จะนำไปสู่มรรคสู่ผลที่แท้จริง ไม่ใช่ทางอื่น ไม่มีทางอื่น พระพุทธเจ้าท่านตรัสยืนยัน ตรัสอย่างนั้น เราก็เคยเอามายืนยันกันเป็นหลักฐานต่างๆ เพราะฉะนั้นเมื่อการปฏิบัติธรรม ศีล สมาธิ ปัญญา หรือปฏิบัติมรรค 8 นี้ เป็นผลขึ้นไปจริงๆ ก็มีกำลัง มีอินทรีย์ มีพละ มีศรัทธินทรีย์ วิริยินทรีย์ สติน ทรีย์ สมาธินทรีย์ มีปัญญินทรีย์หรือมีพละ 5 มีศรัทธา วิริยะ มีสติ มีสมาธิ มี ปัญญา และเราปฏิบัติโดยหลักของโพธิปักขิยธรรมที่แท้จริง เมื่อปฏิบัติมีสติปัฏฐานระลึกรู้ตัว สังวรทวาร 6 ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ รู้ตัวสังวร แล้วก็มีการกระทบสัมผัส เพราะเรามีตา เราก็มีรูปสัมผัสเป็นปกติชีวิต มีหูก็มีเสียง มีอายตนะนอก มีอายตนะในอย่างแท้จริง แล้วก็เกิดวิญญาณ ถ้าทางตาก็เรียกวิญญาณทางตา หูก็เรียกวิญญาณทางหู จมูกก็เรียกวิญญาณทางจมูก สามอัน นี้จากทุกขสูตรเราก็เอามายืนยันกันแล้ว สามอันนี้เกิดขึ้นเมื่อใด เมื่อนั้นก็เรียกว่า เกิดผัสสะ เกิดผัสสะแล้วเราก็รู้เท่าทันว่าสติปัฏฐาน 4 ของเรานี่ เมื่อมันประชุม กันขึ้นมาเป็นผัสสะ

อ่านต่อ

ประชุมกันขึ้นมาเป็นเวทนา กายะนี่ประชุมขึ้นมารวมแล้วก็ เป็นรูปให้เรารู้ นามก็คือจิตใจของเรา วิญญาณของเรา สามารถที่จะวิจัยวิเคราะห์ สามารถที่จะอ่าน ซึ่งมีความสามารถในการฝึกรู้เท่าทัน พิจารณาจริงๆ ถ้าไม่ เรียนไม่รู้หรอก แต่มันจะเกิดความรู้สึกเป็นเวทนาแท้ ถ้าไม่เรียนนะ จะเกิดเป็น เวทนาธรรมดาธรรมชาติ เป็นเคหสิตะ จะเกิดโทมนัส หรือโสมนัส หรืออุเบกขา ก็เป็นเคหสิต เป็นเคหสิตโทมนัสเวทนา เป็นเคหหสิตโสมนัสเวทนา หรือเป็นเคหสิตอุเบกขาเวทนา ก็ตามแต่มันจะเกิด แล้วเขาก็ไม่รู้เรื่องอะไร มันออกมาอย่างไร มันปรุงออกมาอย่างไร ประชุมออกมาอย่างไร รวมออกมาอย่างไร มันเป็นเวทนาอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถ้าเราเรียนแล้วนี่ เรียนกาย เรียนเวทนา มีสติปัฏฐาน เรียน อย่างนักเรียน อย่างนักศึกษา รู้จริงๆเลยว่าเมื่อองค์ประชุมนี้เกิด เราก็วิจัยซ้อนลงไปเลย ในองค์ประชุมนี่เราเรียกว่ากาย เจาะลงไปถึงเวทนาขององค์ประชุม จับเวทนาเจาะลงไปถึงจิต วิเคราะห์จากจิตนั่นแหละ วิเคราะห์วิจัยออกมาให้ได้ว่าในเวทนานั้น อะไรคือตัณหา อะไรคืออุปาทาน วิเคราะห์ จะเรียกว่ากิเลส เราก็วิเคราะห์อาการเหล่านั้นออกมา อย่างมีปัญญาวินิจฉัย ปัญญาวิจัย มีปัญญาหรือมีเจตสิกของเรา มีตัววิจัย ตัววิเคราะห์ออกจริงๆเลย เรารู้จักเวทนาได้วิเคราะห์ก็เรียนมาแล้วจนกระทั่งถึง 108 เวทนา เราอธิบายกันไปแล้วนะ มันมาจากตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็รู้แล้ว หลักใหญ่ก็ เวทนาที่แยกออกไป อย่างหลักจริงๆ ก็สามนั่นแหละ ทุกข์ สุข อุเบกขา นั่นแหละ เสร็จแล้วก็ มันมาจากตา หรือหู จมูก ลิ้น กาย มาจากทวารใด มันมาจากทวารใดทั้ง 6 แล้วเป็นสุข หรือทุกข์ เฉยๆ นั่นแหละ ก็เป็น 18 แล้ว รวมกันเข้า แยกเป็น 36 แบ่งเป็นเคหสิตะหรือเนกขัมมสิตะ หมายความว่ามันเป็นเวทนาอย่างโลกๆธรรมดาอย่างที่เราเคยฝึกเป็นเคหสิตะ เป็นโลกียรส หรือเป็นเคหสิตรสนั่นแหละ เป็นรสชาวบ้านรสธรรมดาๆของมนุษย์ธรรมดาชาวบ้านๆ เมื่อเราได้ฝึกปรือแล้วมีสัมมัปปธาน 4 มีอิทธิบาท 4 เรียนรู้ฝึกสติปัฏฐาน 4 สามารถใช้สัมมัปปธาน 4 ด้วยอิทธิบาทของเรานะ สังวรระวัง สังวรปธาน ปหานปธานก็มี สามารถทำ ให้ลดละ ด้วยความสามารถเลยล่ะ ฝึกปรือ ต้องมีฝีมือ มีวรยุทธในปหานปธาน สังวรก็รู้ตัวทั่วพร้อม รู้เข้าใจได้เมื่อใดๆ ถี่ให้มากขณะที่สุด พยายามเสมอที่เราฝึกให้เป็นผู้ปฏิบัติธรรมที่มีภาคปฏิบัติอยู่ในตัว ไม่ใช่เผลอไผล ปล่อยปละละเลย สำนึกสังวรเสมอให้มันเร็ว ให้มันสัมพันธ์กับชีวิตประจำวันทุกเวลา ไม่ว่าจะเวลาคิดอยู่ เวลาพูดอยู่ เวลาที่เราได้ทำงานการอะไรอยู่ทั้งหมด หรือประกอบกิจกรรมอาชีพ แม้อาชีพนั้น โอ้โฮ วันนี้ขายกันมือเป็นหวัดเลยนะนี่ โอ้โฮ วันเกาอ่วงเจ วันอาทิตย์ด้วย แหม มากันขายกัน กระทบสัมผัสไวเท่าไหร่ เราก็สามารถเปิดจิตวิญญาณที่แววไว มีมุทุภูตธาตุ มีมุทุภูเต กัมมนิเย ฐีเต ก็สั่งสมลงเป็นอเนญชับปัตเต ไปได้เรื่อยๆ ผลที่ได้นะ อันไหนสู้ไม่ได้ก็ไม่สั่งสมละ อันไหนที่มันยังแพ้กิเลสอยู่ เราไม่ได้สั่งสม อันไหนที่สั่งสมได้ก็ลงมือไปหาฐีเต ไปหาตัวที่มันตั้งมั่น สั่งสมลงไปหา ตั้งมั่นๆ เข้าไปเรื่อยๆ แล้วก็ค่อยเก็บเป็นอเนญชัป ปัตเตๆๆ สั่งสมลงไป จิตใจก็ทั้งตัวเร็ว ตัวที่รู้ด้วยปัญญาวิเคราะห์วิจัยออกว่า นี่แหละคือสิ่งที่เราจะฆ่า ไม่ใช่ไปดับจิตอย่างศาสนาฤาษี สะกดจิตให้ดับๆ หนักเข้าอากิญจัญญายตนะ หรือไม่ก็อสัญญีสัตว์ไปเลย ไม่ใช่อย่างนั้น ของพระพุทธ เจ้าไม่ใช่ดับสะกดจิตให้มันหยุดนึก จะคิดอะไรก็ไม่ได้ นั่นไม่ใช่ นึกคิดได้เร็ว มุทุภูตธาตุยิ่งจะแววไว ยิ่งจะมีอำนาจในการที่จะดับ จิตสามารถที่จะปรับให้มันเป็นจิตสะอาด สจิตปริโยทปนัง รู้ดีรู้ชั่ว รู้ผิดรู้ถูก รู้กิเลส รู้สัจจะ รู้สิ่งที่มันไม่จริง ท่านใช้ศัพท์คำว่าไม่เที่ยงหรือไม่แท้ นี่มันแปลเป็นไทย อนิจจัง อนิจจะ นี่ แปลว่าไม่เที่ยง นิจจะ นิจจังนี่ แปลว่า เที่ยง อนิจจะแปลว่าไม่เที่ยงหรือแท้ ไม่เที่ยงไม่แท้ เราก็เคยได้ยินสำนวนไทยๆพูด มันไม่จริง มันไม่อยู่อย่างนี้นิรันดร์ เมื่อพิสูจน์แล้วจึงจะเห็นว่ามันไม่แท้ มันเป็นตัวนั้นๆอยู่ เป็นตัวที่มันมาร่วม มาเกาะมากุมอยู่ เป็นอัตตา จะเห็นได้ว่า มันไม่ใช่ตัวนั้นแท้ ไม่ใช่ตัวอัตตาตัวที่เป็นนิรันดร์ ตัวที่มันจะต้องไม่สูญหายเลย ไม่ใช่ พิสูจน์แล้วไม่ใช่ตัวแท่งก้อนนั่น ที่อยู่กันนิรันดร์ได้หรือมีรากมีเหง้า เหมือนกับศาสนาที่เขามีปรมาตมันหรืออาตมัน คืออัตตานั่นแหละ เป็นสภาพที่เกาะกุมอยู่ จนกระทั่งกลายไปเป็นของเที่ยงแท้นิรันดร์ มีฤทธิ์เดช มีลักษณะปรมาตมันก็คือวิญญาณใหญ่ ตัวจิตวิญญาณนี่ ความจริงมันไม่ใช่ โดยเฉพาะเมื่อเราล้างกิเลสออกหมดแล้ว เหลือแต่จิตวิญญาณ จะรู้เลยว่า จิตวิญญาณนี่ เป็นแต่เพียงสิ่งที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป ไม่ใช่ปรมาตมันที่ เป็นตัวอัตตาเที่ยงแท้อีกเลย จะเห็นว่าจิตวิญญาณเป็นอย่างนั้น จิตวิญญาณนี่มันหยุด เมื่อสามารถที่จะไม่ปรุงแล้วให้มันหยุด ฝึกให้หยุดก็หยุดได้ ไม่ต้องคิดไม่ต้องนึก ไม่ไปอะไร สะอาด ว่างโล่งไปเฉยๆ ทีนี้เขาตัดลัด พยายามมีวิธีสะกดจิต สะกดกิเลสเอาไว้ชั่วคราว ด้วยวิธีนั่งสมาธิ เสร็จเแล้วก็เห็นจิตมันว่างๆ ก็โปร่งก็ใสดี เวลาคุณทำเจโตสมถะ คุณก็จะเห็นเป็นอย่างนั้น ลักษณะมันขึ้นมาทำงาน แต่ตัวที่นอนเนื่อง ตัวที่กดกัก ตัวที่เก็บเอาไว้ เราไม่รู้หน้าตา ไม่เรียนรู้ที่แท้จริง ไอ้พวกนี้สามารถหมักดอง สามารถที่จะนิ่งอยู่ภายใต้ก้นบึ้งของจิต ทำงานอยู่ด้วย แตกตัวอยู่ด้วย มีสภาวะเหมือนกับเครื่องหมักดอง มียีสต์ ตัวยีสต์ ที่อาตมาเคยบอกว่า อาตมาพยามตั้งชื่อใส่ว่าเป็นชีรนุปาทิ ชีรานุปาทิ หรือชีวานุปาทิ มันมีทั้งสองตัว มันแตกตัวอยู่ข้างใน ตัวที่แก่ก็เป็นชีรานุปาทิ ตัวไม่แก่ก็แตกตัวขึ้นเจริญงอกงามขึ้น ชีวานุปาทิ อยู่ในอาสวะนั่นแหละ หมักดองแตกตัว ทำปฏิกิริยาอยู่ อันนี้ถ้าเผื่อว่าไม่เรียนรู้ ไม่เห็นจริงนะ ประมาท พระพุทธเจ้าถึงไม่ยอมรับฤาษีที่นั่งสะกดจิต เก่งขนาดไหนก็ตาม เก่งจนเหาะได้นะ สะกดจิตได้เก่ง จนกระทั่งเหมือนคนไม่มีกิเลสเลย จนเหาะได้ ท่านไม่ยอมรับแม้แต่โสดาบัน ไม่นับเข้าข่าย เพราะฉะนั้นดูแล้วเหมือนฤาษีที่สะกดจิตได้นิ่งเหมือนท่านไม่มีกิเลสอะไรแล้วนี่นะ ส่วนพระโสดาบันของเรา ยังเห็นอยู่เลย โผล่อยู่เลยน่ะ โลภ โกรธ หลงน่ะ และก็ยังมีอยู่พอสมควร ยังเห็นอยู่เลย ดับในอบาย โดยเฉพาะอบายมุข หรืออบายในนรกต่ำๆหยาบๆ ที่รู้กันสามัญง่ายๆ ที่ดับได้แค่นั้น พฤติกรรม หรือว่าสามารถอยู่เหนือมัน ไม่มีฤทธิ์ที่จะมาเล่นงานอะไรอีกแล้ว มีแต่จะฝ่อเป็นชีรานุปาทิ เป็นส่วนเหมือน อนาคามี มันอ่อนแรง มันเก่าแล้ว มีแต่จะเสื่อมหายไป เหมือนคนเก่าจะเอาให้ฟื้นขึ้นมาสดใหม่ กลับไปหนุ่มใหม่อีก เวียนวนอีก ไม่ได้หรอก แก่แล้วแก่เลย แก่แล้วก็มีแต่ทางเอียงลงไปหาตาย เวียนวนมาเกิดใหม่อีกได้ มีแต่จะตายมีแต่จะสูญ มีแต่จะดับไป แม้ไม่ทำอะไรมันก็จะดับไปเองได้ เหมือนจิตในระดับอนาคามีภูมินี่ก็ตาม ประมาทไม่ได้ โสดาบันต้องรู้ เรียนรู้เข้าใจ มันยังมีเศษเล็กเศษน้อย แต่โสดาบันจริงๆญาณจะไม่ละเอียดลออเก่งถึงขนาดนั้นหรอก จะไปรู้ตัวที่เป็นอนุสัยกิเลส เรียกว่ากิเลสระดับเล็ก ระดับละเอียด วิติกมกิเลส ปริยุฏฐานกิเลส อนุสัยกิเลส แม้ระดับอนุสัยกิเลสนี่ โสดาบันที่ไม่ฝึกปรือ ยิ่งไม่ฝึกปรือ จะไม่รู้เลย สามารถตัดละกิเลสอันอื่นที่ซ้อนๆๆ มีอัตตามานะ มีโน่นมีนี่ทำเพิ่ม กิเลสหยาบของกามก็ทำ เพิ่ม ลดกิเลสหยาบของกามไปให้มีปริมาณ เพราะสิ่งเหล่านี้มันจะซับซ้อน คุณ ภาพ ประสิทธิภาพสูง ญาณเราก็จะสูงด้วย เพราะฉะนั้นในวิชชาต่างๆ วิชชาที่ จะเป็นฌาน เป็นวิปัสสนาญาณ เป็นมโนมยิทธิญาณ เป็นอิทธิวิธญาณ เป็นทิพยโสตญาณ เป็นเจโตปริยญาณพวกนี้ เราจะเก่งขึ้นเรื่อยๆ และเราก็ยิ่งมีเตวิชโช ระลึกทบทวน ทำจิตให้นิ่งสนิทดี มีเจโตสมถะ นั่งฝึกเก่งด้วย สามารถที่จะทำเจโตสมถะ เพื่อจะทำเตวิชโช คือนั่งสมาธิหลับตานี่แหละ แล้วก็มีเจโตสมถะ แล้วก็ใช้จิตที่นิ่งสนิทสะกดไว้ชั่วคราว เพื่อจะทำงานอีกชนิดหนึ่ง เตวิชโช ระลึกดูผลดูอะไรต่ออะไร จะละเอียดลออ ญาณก็จะแหลมคมขึ้น เหมือนได้ลับมีดเพิ่มเติมขึ้น ได้ลับด้วยเครื่องมือที่สามารถทำให้มีดคมมากขึ้น มันจะเป็นการฝึกฝนซ้อนๆ บุพเพนิวาสานุสติญาณก็จะเก่งขึ้น จุตูปปาตญาณล่วงรู้การเกิดการดับ ไม่ว่าจะ การเกิดการดับของอะไร การเกิดการดับของญาณ การเกิดการดับของกิเลส การเกิดการดับของจิต มันจะเข้าใจ มันจะรู้เห็นของจริงตามความเป็นจริง ไม่ใช่ เดาถูก มันจะเห็นระลึกได้ แม้จะเอาความจำ ก็จะเป็นความจำจากประสบการณ์ที่เราผ่านมา ประสบการณ์ที่ยิ่งใหม่ๆ ยิ่ง โอ้โฮ ระลึกออกเลย ระลึกได้ว่ากิเลสมาเกิดอย่างนั้น มันจะรู้อาการอย่างนั้น นิมิตอย่างนั้น มันแตกต่างกันอย่างนั้น มันจะรู้อาการ ลิงค นิมิต อุเทศ ถ้าสามารถมีพยัญชนะ มีความรู้ที่เราสามารถฟังไปแล้ว จากหัวข้อที่ฟังจากท่านนี้เทศน์ให้ฟัง ยกขึ้นมาอธิบายให้ฟัง อุเทศนั้นยกหัวข้อนั่นมาขยายความให้ฟัง อย่างอาตมากำลังสอน กำลังอธิ บายอยู่นี่ เอาหัวข้อนี้ขึ้นอธิบายด้วยว่า อุเทศหัวข้อต่างๆ อธิบายออกไปเรียกว่านี่นิเทศ แสดงออกไป หรือเรียกว่าเทศน์ รวมแล้วเรียกว่า อุเทศกับนิเทศนี่แหละเรียกว่าตัวเทศน์นะ อุเทศหรือนิเทศน่ะ เรียกว่าเทศนาหรือว่าบรรยายเข้าไปหมดเลย ถ้าอุเทศก็เอาหัวข้อมา นิเทศก็คือขยายความออกไป รวมแล้วนี่แหละเทศนา เราได้ฟังเทศน์เอง หรือเราเทศน์เองก็ตาม เราเทศน์เอง ก็เกิดญาณปัญญาแตก ฉานได้เหมือนกัน บรรลุธรรมในตัวเอง เป็นผู้เทศน์ก็ยังบรรลุธรรมได้ สรุปง่ายๆ ก็ได้รายละเอียดและมีหัวข้อและมีรายละเอียดต่างๆของความหมาย ของบัญญัติเอามาเทียบเคียงเลย อาการ ลิงค นิมิต เอามาเทียบเคียงกับสิ่งเหล่านี้ด้วย มันก็ยิ่งดีใหญ่ ก็สามารถที่จะรู้นิเทศ รู้อุเทศ รู้ความหมายคำ อธิบายรายละเอียด เราสามารถรู้ได้ รู้ได้ด้วยการฟัง การอ่าน การศึกษา เป็นบัญญัติ เป็นปริยัติ จำได้ ก็ยิ่งมันตรงกัน เทียบเคียงกัน มีรายละเอียดบอกความหมายต่างๆ ก็ยิ่งชัดเจน ที่อาตมาอธิบายรายละเอียดต่างๆ คุณเข้าใจได้แค่ใด ไอ้สิ่งเหล่านั้นเราจำได้ บุพเพไว้ได้ บุพเพเอาปริยัติไว้ได้ คือความจำในบุพเพก็มี ระลึกได้ในความจำของเรา แม้เป็นบัญญัติก็จำได้เหมือนกัน สภาวะจริงที่เราเกิดผ่านมาจริงๆ มันก็จำได้ ก็เอามาเทียบเคียง ก็เอามาพิจารณาไตร่ตรอง มันก็จะเกิดญาณพวกนี้แหละ แหลมคม วิชชา 9 ประการนี่เกิดตาม ปฏิบัติก็เกิดตามจากความเป็นจริงเหล่านี้ นี่มันซ้อนๆ มีสภาวะซับซ้อน ที่เป็นสมังคี เกิด สนับสนุน อุปถัมภ์กันและกันนะ เมื่อเราปฏิบัติจริงๆ สัมมัปปธาน ก็มีผลแหลมคมขึ้น สังวรก็ได้เก่ง ปหานก็ได้เก่ง เกิดผลภาวนาปธาน ก็มีผลของการปฏิบัติที่ดี หมายความว่าฆ่าข้าศึกศัตรูได้บ่อยได้เสมอขึ้นมา เรียกว่ามีภาวนาปธาน เสร็จแล้วก็เก็บเข้าเซพ อนุรักขณาปธาน เก็บเข้าเซพรักษาไว้นะ รู้แล้วว่าเราได้อะไร อย่าไปทำได้แล้วทิ้งขว้าง เหมือนกับชาวอีสานมาหากินในกรุงเทพฯ เหมือนกับจีนมาจากแผ่นดินใหญ่ เสื่อผืนหมอนใบ มาในเมืองไทย ขยันหมั่นเพียร ตั้งแต่เป็นจับกังอยู่ จนกระทั่งทำโน่นทำนี่ เก็บหอมรอมริบ ไม่สุรุ่ยสุร่าย ไม่ได้เอาไปกินทิ้งกินขว้าง กินเหล้ากินยา กินโน่นกินนี่หมด เขาเป็นเจ้าสัวไปเลย ส่วนชาวอีสานมาจากแดนอีสานมาหากินในกรุงเทพฯ เป็นจับกังบ้าง ขายส้มตำข้างถนนบ้าง ไอ้โน่นไอ้นี่บ้าง ทำกันเต็มไป เสร็จแล้วก็เอาไปกินเหล้ากินยา ไปสุรุ่ยสุร่ายหมด ไม่เหมือนคนจีน เราจะต้องอนุรักขณาปธาน ต้องเก็บงำ รู้จักสะสม รู้จักอย่าทำให้เสื่อม ทำให้งอกให้เงยได้อีก อนุรักขนาปธาน สัมมัปปธาน 4 พอได้ผล มีสังวรปธาน มีสามารถปราบ สามารถฆ่ากิเลสได้จริง เป็นผลภาวนาปธาน แล้วก็เก็บเข้าเซพ รักษาไว้ที่จะเอามาเป็นทุนรอน หรือว่าใช้สอยอะไรหมุนเวียนอย่างมีระบบ มีความสามารถ มีความรู้ที่เอามาใช้ ก็จะกลายเป็นทุนรอน เกิดเป็นกำลัง เกิดเป็นสิ่งสั่งสมที่เป็นสมบัติที่แท้จริง สัมมัปปธาน 4 ก็ทำด้วยหมายอย่างนี้แหละ แล้วก็รู้ในกาย ในเวทนา ในจิต ในธรรม รู้จักนิวรณ์ รู้จักขันธ์อันที่มีอุปาทาน อุปาทานขันธ์ 5 อย่างไรเรียกว่าอุปาทาน สุดท้ายก็ตีอุปาทานนั่นแหละแตก หมดความยึดมั่นถือมั่น หมดความยึดถือเป็นตัวตน ยึดถือแค่สมาทาน สุดท้ายก็ยึดถือแค่สมาทาน จะมีก็ได้ จะยึดก็ได้ ยึดได้อย่างเก่งเลย สมาทานยึดได้อย่างสมะ ได้อย่างสุดยอด ยึดได้อย่างผู้สงบ ยึดได้ยึดเป็นสมะ อาทาน นี่ อาทานก็แปลว่ายึดไว้ ฉวยไว้ สงบเป็นผู้อยู่เหนือ ไม่ได้หลงผิด ก็ยึดไว้ตรงนั้นเอง มันไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเราจริงๆ ยึดเอาไว้ได้อย่างเก่ง สามารถด้วย ก็เพราะว่าฝึกหัดยึด ฝึกหัดวาง ฝึกหัดยึด ฝึกหัดวาง อย่างที่มีตัวญาณรู้เลยว่า ถึงยึดอย่างไรมันก็ไม่ใช่ตัวตนเรา ไม่ใช่ตัวของเรา จะปล่อยเมื่อไหร่ก็ปล่อยจริง ปล่อยนี่ก็สูญ ปล่อยก็เลิก ทดสอบซิ คุณจะยึดอะไรเดี๋ยวนี้ ควรจะยึดสังขาร ปรุงแหละ จะยึดตัวนี้ ปรุงแหละ คุณก็ยึดได้ทางจิต สังขารทางจิต ไม่ใช่สังขารทางกายก็ตาม กายคุณอาจจะบอก โอ๋ย มันยึดอย่างไร มันยึดของมันเองนะ เรายึดไม่เป็นหรอก ไอ้สังขารนี่มันยังไม่ตาย อันนี้ก็อาจจะจริง นี่ยาก แต่สุดท้ายมันก็ยึดกันเอาไว้ไม่ได้ เหมือนกันแหละสังขารร่างกายนี่ ธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ สักวันหนึ่งก็แยกตัวสลายตัวไป อันนี้ก็ปล่อยเขา มันไม่มีปัญหา แต่ทำให้ได้ พิสูจน์ให้ได้ ท่านบอกว่า เอหิปัสสิโก สามารถพิสูจน์ได้ ก็คือสังขารจิตนี่แหละ เราจะไม่ยึด เมื่อไหร่ หัดวางบ้าง โดยเฉพาะอัตตา จะเอาดังใจกูนี่แหละ แหม มันจะต้องได้ดังใจกู กูเก่งนี่ กูต้องถูก หัวไอ้เรือง เอาอย่างกูนี่แหละ หัดวางเสียบ้างซิ ยึดมันอยู่ได้ ไม่ยึดมันก็วาง มันก็ปล่อย ก็สบายโล่งเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ใครจะมีอย่างไรก็ปล่อย เราไปร่วมสังขารกับเขาอีกก็ยังได้อีก วางไอ้ที่เราเป็นแล้วไปสังขารกับเขา สมมุติว่าเรายึคอย่างนี้ถูก อย่างนี้ไม่ถูก เราวางอย่างนี้เลย มายึดอย่างเขา เอาอย่างที่เราว่าไม่ถูกนี่แหละ เราวางแล้วอย่างถูก หมดเราไป มาเป็นอย่างนี้เต็มใจเอาด้วย เอาอย่างคุณนี่แหละ ลองทำดูซิ ไม่ตายๆ แต่ แหม มันใจจะขาด อื้อฮือ กูไม่ได้ดั่งใจกู ใจจะขาด โอ้โฮ กูไม่ยอม เสียศักดิ์ศรี เสียหน้า ต่อให้ถูกให้ดีอย่างไร ก็หัดวางดูบ้าง รับรองไม่ตายหรอก สิ่งที่จะเกิดก็คือเกิดมานั่นแหละ มันก็เป็นสมมุติ ดีก็ดี ดีก็สมมุติ ชั่วก็สมมุติ เออ มันชั่วก็ชั่วด้วยกัน ไหนๆจะร่วมหัวตาย ร่วมหัวจมท้ายกันเลยไปด้วยกัน โดยเรามีหลักการ ไม่ใช่เล่นๆ ก็เมื่อมติหมู่เอาอย่างนี้แล้วก็เอาซิ ผิดก็ผิดด้วยกันจะเป็นไรไปเล่า หมู่เอาอย่างนี้ ซึ่งอาตมาก็อธิบายๆตัวนี้ หัดวางถึงจะได้เห็นความหมดตัวตน เมื่อทำตัวนี้ลงไป คุณก็จะมั่นใจ เกิดศรัทธินทรีย์ เกิดศรัทธา อ๋อ อย่างนี้เองหรือ เออ ละวางอย่างนี้ ไม่ใช่เราไม่ใช่เขาอย่างนี้ เลยยิ่งไม่มีตัวไม่มีตน มันโล่ง มันปล่อย มันวาง มันก็ไม่เห็นมีอะไร จิตนี่แหละ หรือตัวอาการของจิต ให้มันเกิดบทบาท การงาน การกระทำ ถ้าบทบาทการงานผิด มันก็เป็นกิเลส บทบาทการงานถูก มันก็ปล่อยวางไป เราจะเห็นว่าจิตเองมันเป็นเหตุปัจจัยเท่านั้นเอง เกิดมาตามเหตุตามปัจจัยเท่านั้น มันไม่เป็นอะไรมันเองหรอก มันจะยึดดีมันก็ยึดได้ มันจะยึดชั่วมันก็ยึดได้ เสร็จแล้วเราก็เรียนรู้ดีชั่วให้มันดีจริงๆ เสร็จแล้วเราก็นำพาดีไป เราก็ได้แต่จะยึดดี คุณก็ต้องรู้ฐานะ อย่างอาตมาออกจากเถรสมาคม มายึดดีของอาตมา อาตมายึดอย่างนี้มีศิลปะ มีการประมาณ มีธรรมะ มีอรรถะ มีอัตตะ มีมัตตะ มีกาละ มีปริสสะ และมีปุคคลปโร มีการประมาณด้วยสัปปุริสธรรม 7 ประการ นี่ก็ทำมา พิสูจน์ยืนยันว่าชีวิตของเรานี่จะอยู่ได้ไหม ยึดไว้อย่างไม่ให้เขามาฆ่ามาแทง เขามีอำนาจกว่าเรานะ แต่เราสามารถอยู่ได้โดยที่ได้พัฒนาอะไรมาได้ ก่อสร้างหมู่กลุ่ม สภาพเผ่าพันธุ์ สภาพมวล สภาพคุณภาพ เกิดทั้งคุณภาพ เกิดทั้งมวลดีขึ้นมา เกิดทั้งวงจักรของสังคมมนุษยชาติขึ้นมาได้ อินทรีย์พละเจริญขึ้นเรื่อยๆ ศรัทธาก็ เชื่อมั่นๆ นอกจากเชื่อถือเชื่อฟังก็ลองเอาไปปฏิบัติตาม เชื่อฟังก็คือถึงขั้นปฏิบัติ ตาม คนเชื่อฟังนี่ คนปฏิบัติตาม สภาพนี่เจริญขึ้นมาเรื่อยๆ ศรัทธาก็เป็นศรัท ธินทรีย์ ศรัทธาพละ มันเป็นความเป็นจริงขึ้นมาเรื่อยๆ มีญาณ มีปัญญา และความเพียรนี่จะตามมา วิริยะนี่ อินทรีย์ 5 พละ 5 นี่เป็นตัวสภาพที่ยืนยันความเจริญ ความประเสริฐของมนุษย์ เพราะฉะนั้นผู้มีศรัทธาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โดยเฉพาะเราเป็นสงฆ์ตามพระพุทธเจ้า คือพระอาริยะนะ จะเป็นฆราวาสก็เป็นสงฆ์ ถ้าจะนับโดยปรมัตถ์ นับด้วยสัจจะอันที่เป็นสัจจะลึกๆจริงๆ โดยรูปธรรม สมมุติก็เอาละ ใครเขาว่าไม่ใช่สงฆ์เป็นฆราวาส แต่โดยปรมัตถธรรมเราเป็นอาริยบุคลหรืออาริยสงฆ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ หรือหนึ่งในแปด บุคคล 4 บุคคล 8 ของพระพุทธเจ้าคือ สาวกสังโฆ คือสาวกของเรา ท่านนับเป็นสาวก เมื่อคุณจะต้องมีโสดาปัตติมรรคนะ เป็นปุถุชนขี้หมูไหลขี้หมาแห้งอย่างนี้เยอะ ท่านบอกว่าอย่างนี้ไม่ใช่สาวกของเราหรอก ท่องอยู่ทุกวัน จะเป็นสาวกของท่าน จะเป็นลูกท่าน จะเป็นเหล่ากอเผ่าพันธุ์ของท่านนี่ ต้องมีเนื้อแท้ ต้องมีเชื้อนี้นะ เชื้ออาริยะ ถ้าไม่มีเชื้ออาริยะนี่ ยังอยู่นอกเขตเทศบาล รู้จักนอกเขตเทศบาลหรือเปล่า ที่ไปทำผิดยี่ห้ออยู่ทั่วบ้านทั่วเมือง ฉันพุทธจ้า แต่เป็นพุทธนอกเขตเทศบาล พระพุทธเจ้าไม่ได้นับเข้าเป็นสาวกสังโฆด้วย เมื่อมีของจริงพวกนี่แหละ อินทรีย์พละมันเกิดจริงๆ ศาสนาของพระพุทธเจ้าต้องมีความขยัน มีอิทธิบาท อย่างที่เอาหลักฐานของพระสูตรต่างๆ ผู้มีอายุคือคนยังไม่ตาย อะไรเป็นเครื่องแสดง สงฆ์ของท่านมีอะไรเป็นเครื่องแสดง ผู้มีอายุ สงฆ์ของท่านนี่ เอาอิทธิบาทแสดง เอาความเพียรหรือวิริยะ เพราะฉะนั้นศาสนาของพระพุทธเจ้านั่น เป็นศาสนาเป็นไปเพื่อความหมั่น เพียร ไม่ใช่เป็นไปเพื่อความขี้เกียจ พิสูจน์ได้ชัดเลย คนขยัน คนเพียร คนมีอิทธิบาท คนมีฉันทะ เป็นคนเบิกบานร่าเริงแจ่มใส ไม่ใช่เห็นงานแล้วก็หน้าบูดมู่ฮู่ หน้านี่ หน้าบูดนี่ไม่ใช่ เห็นงานแล้วนี่เบิกบานร่าเริง เห็นการเจริญ เห็นคุณค่า เห็นประโยชน์ เป็นคนมีญาณปัญญาฉลาด เออ เราเกิดเป็นคนนี่มันต้อง สร้างสรร ต้องทำงาน ต้องกอร์ปก่อ ขยันหมั่นเพียร จิตใจจะเป็นอัตโนมัติเลย เป็นความยินดีเบิกบาน เออ เราเป็นชีวิตที่มีค่า ไม่ใช่เดรัจฉาน ไม่ใช่คนโง่เง่า ไม่ใช่คนไม่มีปัญญาอันดีงาม ฉลาดสร้างสรรๆ อย่างซ้อนอีก สร้างสรรอย่างไม่ใช่ประเภทที่มาแลกคืน อย่างที่อาตมาพูดซ้ำซาก เป็นปุถุชนทุนนิยม สร้างสรร แล้วก็แลกเปลี่ยนคืนมาเป็นเงินเป็นทอง เป็นตัวเงินตัวทอง รู้จักตัวเงินตัวทองไหม ภาษาไทยนี่สวยจริงๆ เรียกตัวเงินตัวทองนี่ คนที่ทำได้เก่งๆนี่ เขาถือเป็นตัวเงินตัวทอง คนที่สามารถมากๆนี่ เขาเรียกว่าเป็นตัวเงินตัวทอง พูดแล้วหนำใจเลยนะ โอ้โฮ จริงหนอ ยิ่งเป็นตัวเงินตัวทองแท้ๆ ตัวเงินตัวทองมากๆ ตัวใหญ่ๆ โอ้โฮ ยิ่งหางแดงเลย ยิ่งหางมีสีอะไรเลยอย่างนี้ นี่ยิ่งชัดเจน สูตรไหนๆ เอามาขยายความแล้วมันยิ่งชัดเจนว่า มีอายุ วรรณะ สุขะ โภคะ พละ อะไรเป็นเครื่องแสดง ผู้ยังไม่ตายมีความเพียรเป็นเครื่องแสดง มีอิทธิบาทเป็นเครื่องแสดง วรรณะมีอะไรเป็นเครื่องแสดง มีศีลเป็นเครื่องแสดงวรรณะ ศีลมันสูงขึ้น ศีลมันวิจิตรขึ้น ศีลยิ่งละเอียด ยิ่งเป็นอธิศีล ยิ่งเป็นอาริยกันตศีล ยิ่งเป็นปาริสุทธิศีล ยิ่งเป็นอเสขศีลเลย เป็นศีลอันอเสขะ ศีลอันเป็นตัวบุคคล ศีลบุคคล บุคคลผู้มีศีลอันใดๆ อันนั้นยิ่งสูงยิ่งละเอียดเท่าไหร่ เราก็เป็นอันนั้นได้ทันทีๆ โดยไม่ต้องไปปฏิบัติอีกแล้ว ได้สมบูรณ์ ได้ง่ายดาย ได้โดยไม่ยาก เขาว่าศีลข้อนี้ วินัยข้อนี้ตั้งขึ้นมาหรือทำได้ จะตั้งขึ้นมาใหม่ก็ได้ กำหนดวินัยข้อนี้ ศีลข้อนี้ขึ้นมาทำได้ พระอรหันต์จะทำได้โดยง่ายดาย ไม่ฝืดไม่ฝืนหรอก เป็นไปด้วยขัดเกลา ศีลต่างๆ เป็นเครื่องขัดเกลาที่แท้ เป็นศีลบุคคล เป็นวรรณะ มีวรรณะโดยมีศีล ศีลนี้จับ จับเมื่อไหร่ท่านก็บริสุทธิ์ศีลนี่ได้ ปฏิบัติได้ อยู่ในหลักเกณฑ์นี้ อยู่ในวินัยนี้ อยู่ในระเบียบนี้ อยู่ในข้อสมมุติตกลงกันอันนี้ ขยายความให้ครบ ก็เป็นหนึ่งเดียวกัน เสมอสมานกัน ครรลองเดียวกัน ลงเรือลำเดียวกัน เป็นเหมือนๆกัน เป็นสมานัตตตา หรือเป็นศีล เป็นสามัญตา ลงกัน อย่างนี้ เป็นต้น มีสุข อะไรเป็นเครื่องแสดง จำได้ไหม ฌานเป็นเครื่องแสดง ฌานก็คือระบบ ฌานก็คือมีมุทุภูตธาตุ มีกัมมนิยธาตุ มีฐีติธาตุ มีอเนญชัปปัตธาตุ มีธาตุที่มั่นคง แข็งแรง ไม่หวั่นไหว เหมือนกับเดินอยู่ในที่ว่าง ต่อให้สิ่งที่อยู่ล้อมรอบกระทุ้ง กระเทือน กระแทก ผุฏทัสสะ โลกธัมเมหิ จิตตังยัสสะ ก็อเนญชา หรือ นกัมปติ ไม่มีหวั่นไหว ไม่มีคลอนแคลน ไม่มีเคลื่อน ไม่มีย้าย ไม่มีอะไร ปริโยทาตา ก็สะอาดบริสุทธิ์อยู่อย่างนั้น เหมือนเดิม อย่างที่ว่าง คือ เหมือนไม่มีตัวตน invisible เหมือนไม่มีตัวตนอยู่ เขาทำอะไรไม่ได้ เขาทำอะไรก็เหมือนไม่ถูกตัวเรา เพราะเราไม่มีเรา นี่เป็นภาษาโวหารพูดอย่างนี้ เป็นอย่างนั้นจริงๆ มันไม่ถูกตัวเราหรอก ทำอย่างไรก็ไม่ถูกตัวเรา เพราะเราไม่มีเราจริงๆ ทนได้แข็งแรง มีพลัง มีอินทรีย์ มีพละด้วย มีพลังอยู่ในตัว ทำร้ายไม่ได้ ทำให้เปื้อนก็ไม่ได้ ให้ซึมให้ซับ ไม่หลงเป็นโลกียะด้วย ไม่หลง เป็นผู้ไม่หลงแล้ว หมดโมหะแล้วเห็นชัดเจน ช่วยเขาได้ด้วย อยู่กับโลกียะ ต่อให้เป็นโลกียะ เป็นกิเลสแรงขนาดกองภูเขาขนาดไหน ก็เดินเหมือนอยู่ในที่ว่าง เดินผ่านไปผ่านมา ยิ่งกว่าแสงผ่านกำแพง ยิ่งกว่าเสียงผ่านกำแพง ผ่านไปผ่านมา ทะลุได้ยิ่งกว่าเสียงผ่านในวัตถุหยาบๆ อะไรอย่างนี้ ผ่านได้อยู่เหมือนที่ว่าง เป็นลักษณะที่บริสุทธิ์สะอาด เป็นสิ่งที่มีฤทธิ์เดชปาฏิหาริย์ เหมือนไม่มีตัวตน แต่ก็มีตัวตน เป็นอรหัตตา เป็นตัวตนของพระอรหันต์ ตราบที่ยังไม่ปรินิพพาน มันก็มีสิ่งนี้อยู่ ปรินิพพานไปแล้ว เลิกล้มไป ทุกอย่างสลายแยก ก็อีกเรื่องหนึ่ง ถ้ายังไม่สลายแยก ยิ่งมีรูปนามขันธ์ 5 ยังมีอะไรอยู่ครบครัน มีสุรภาโว สติมันโต ก็ยิ่งมีพรหมจรรย์ จบพรหมจรรย์อยู่ตรงนี้ ได้อาศัยอยู่ตรงนี้เท่านั้นเอง อาศัยสร้างสรร มีพลังอยู่อย่างนั้น มีพละกำลังเต็มที่ มีวิริยะ มีความเบิกบานร่าเริง มีศรัทธา มีอิทธิบาทก็พร้อมเต็ม มีจิตตะ ทำอะไรไม่ใช่เป็นคนเหยาะๆแหยะๆจับจด ทำอะไรก็มีจิตใจดี ตั้งใจดี เอาใจใส่ทุกอย่าง มีตัววิมังสา ตัวพิจารณา ไตร่ตรอง ตรวจสอบ ไม่ใช่ทำหลวมๆ มีความประณีต มีความสุขุม มีปณีโต มีนิปปุณา นิปปุโณ มีตัวละเอียดสุขุม ปณีโตนี่ ความละเอียดเหมือนกัน ความสุขุม ประณีต ละเอียดเหมือนกัน นิปปุณานี่ ละเอียดซ้อนยิ่งกว่า เพราะนิปปุณานี่ละเอียดในระดับของนิพพาน นิปปุณาบางทีท่านก็เรียกนิพพานนะ เป็นตัวธาตุของพระอาริยเจ้า ธาตุจิตวิญญาณที่ละเอียด ญาณก็ละเอียด ความแข็งแรงก็แข็งแรงยิ่ง ความรู้เท่าทันกิเลสของตัวเองหมด สำหรับจะรู้โลก โลกวิทู พหูสูต ก็ศึกษาเพิ่มเติมอีก

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน