150206 อุภโตภาควิมุติ-พ่อท่าน-วัดมหาธาตุ.txt

โฟลเดอร์2515 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (text/plain)
ขนาดไฟล์446 KB
วันที่แก้ไข17 เมษายน 2568

เนื้อหาในไฟล์

วันอาทิตย์ที่ 6 กุมภาพันธ์พ.ศ 2515 แข่งกันเอาล่ะวันนี้ก็มาได้เวลากันอีกคราวหนึ่งที่เราจะมาพูดมาคุยอะไรต่ออะไรกันด้วยความเป็นจริงแล้วล่ะก็ถ้าใครที่ติดตามฟังอาตมาได้พยายามที่จะเล่าคุยหรือว่าพยายามที่จะเกื้อหนุนเกื้อกูลซึ่งกันและกันในเรื่องของธรรมะมาเรื่อยๆตามลำดับนั้นหลายอย่างที่มันจะรู้สึกว่าบางอย่างนั้นอาตมาพูดไปนั่นน่ะเกินขอบเขตแห่งสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังบางอย่างนั้นนอกจากจะเกินขอบเขตที่เราจะได้ยินได้ฟังแล้ว ที่แสลงหูแสลงใจแก่เราด้วยเพราะฉะนั้นสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังสิ่งที่มันแสลงหูแสลงใจอะไรนั่นก็ตามแต่สิ่งเหล่านั้นก็เผื่อว่าผู้ฟังทำใจให้เป็นกลางเหมือนอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านได้จัดเอาไว้แล้วท่านบอกว่าถ้าเมื่อเราฟังอะไรเราต้องฟังด้วยใจเป็นกลางแล้วเราจะเกิดอานิสงส์เราจะได้รู้ได้ว่าสิ่งที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังก็จะได้ยินได้ฟังหนอนี่เป็นอานิสงส์ข้อที่ 1 ข้อที่ 2 สิ่งที่ได้ยินได้ฟังเมื่อโยนิโสมนสิการตามด้วยดีหรือตั้งใจฟังแล้วก็ทำมาวิริยะแยกแยะด้วยดีเราก็จะเข้าใจธรรมนั้นเพิ่มขึ้นสิ่งที่ไม่เข้าใจเรา เข้าใจเพิ่มขึ้นอันนี้เป็นอานิสงส์ข้อต่อๆไปที่พระพุทธเจ้าท่านเคยจัดเอาไว้แล้วว่าอานิสงส์ในการฟังมันจะมีอย่างนั้นก็ตามผู้ที่ไม่เข้าใจแล้วก็ไม่ยินยอมฟังไม่ยอมยืนในสมณกิจการตามเอาแต่คิดว่าเฮ้ยนี่ไม่ใช่ไอ้นี่ไม่ถูกนั้นก็หมายความว่าไม่ยอมพิจารณาเลยก็แน่นอนจะไม่ยอมเข้าใจและจะไม่ยอมรู้ได้สิ่งที่เรารู้ได้นั้นเรารู้ได้หมดทุกสิ่งทุกอย่างเรารู้ทั้งสิ่งที่ผิดที่โลกเขาเรียกว่าผิดเรารู้ทั้งสิ่งที่โลกเขาเรียกว่าถูกโดยความแท้จริงในโลกนี้ไม่มีทั้งผิดไม่มีทั้งถูกบริษัทจะภาวะโดยสัจจะสภาวะไม่มีไม่มีทั้งผิดไม่มีทั้งถูกมันเป็นของสมมุติโลกเท่านั้นโลกสมมุติว่าไอ้นี่ผิดโลกสมมุติว่า ถูกด้วยความเป็นจริงไม่มีอะไ

อ่านต่อ

รผิดไม่มีอะไรถูกนี่โดยสัจธรรมแต่นั่นแหละถ้าโลกเขาสมมุติว่าไอ้นี่ถูกโลกุตระจะสมมติว่าไอ้นั้นผิดฟังให้ดีนะถ้าโลกสมมุติว่าไอ้นี่ถูกโลกุตระจะสมมุติว่าไอ้นี่ผิดนี่พูดในคำว่าสมมุติถ้าเราจะโลกว่าไอ้นี่ผิดโลกุตระจะสมมุติว่าไอ้นี่ใช้ได้ใช้ได้แต่รถกูจะรักโดยความแท้จริงจะไม่มีคำว่าถูกเลยในโลกุตระแปลกไหมในโลกกูจะรับไม่มีเลยคำว่าถูกไม่มีมีแต่คำว่ากุศลและ ดีขึ้นมีแต่คำว่าดีขึ้นกุสลาเนี่ยหมายความว่าดีขึ้นไม่ได้หมายความว่าถูกเปรี้ยงถ้าถูกเปรี้ยงแล้วก็คือสัจจะสัจจะสัจจะตัวสุดท้ายก็คือ 0 ไม่มีอะไรมันไม่มีอะไรเลยมันเป็นสัจจะไม่มีอะไรเลยทีนี้ความคำว่าไม่มีอะไรเลยนี่ภาษาพูดเราพูดว่าไม่มีอะไรเลยแต่สภาวะจริงๆแล้วเราก็ถ้าเรายังไม่หายตายหายหรือว่าสูญละลายไปในจากโลกนี้แล้วมันก็ยังมีมันยังมีตัวตนมันยังมีคนมันยังมีเราแม้แต่พระพุทธเจ้าองค์สมณะโคนมในสมัยพุทธกาลก็มีองค์พระพุทธเจ้าองค์สมณโคดมนั่นแหละเป็นสิ่งที่มีอยู่ซึ่งเราก็เห็นร่างของท่านเห็นจิตของท่านเห็นกายกรรมของท่านเห็นว่าตีกรรมของท่านเห็น มโนกรรมของท่านถ้าเราสามารถเห็นนะนั่นน่ะเรียกว่ามีเป็นของที่มีหรือแม้กระทั่งเดี๋ยวนี้พ.ศ 2515 แล้วเราก็ยังนึกว่าเราก็ยังยังสมมุติไม่ใช่นึกแล้วอย่างสมมติตามว่าพระพุทธโคดมยังมีแต่มีอย่างที่เรียกว่าสืบต่อมาด้วยสิ่งที่มีชัดๆแจ้งๆอยู่ก็ 1 พระสงฆ์ที่สืบต่อพระพุทธองค์มา 2 พระธรรมที่พระสงฆ์ได้ช่วยกันแบกช่วยกันหามาหรือช่วยกันโดนเย็ดกันดันช่วยกันพยายามที่จะดึงมาทำความเกี่ยวทางความโยงทำความติดต่อสืบต่อทำเป็นสันติให้มันเลื่อนให้มันเคลื่อนจากพ.ศที่ยังไม่มีพ.ศ จนกระทั่งพระพุทธเจ้าปรินิพพานลงแล้วเส้น 1 ปีนับเป็นพ.ศ 1 จนกระทั่งถึงพ.ศ 2515 เดี๋ยวนี้เราก็ยังยืนยันว่าพระสมณโคดมองค์นั้นน่ะที่มีกายมีร่างเป็นพระพุทธเจ้าหรือครั้งที่ยังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าเราชื่อว่าพระสิทธัตถะอะไรเนี่ยก็มีเป็นต้นซึ่งมันก็เลือนลางเต็มทีแล้วบางคนจนกระทั่งถือว่าเฮ้ยนี่เป็นสมมุติฐานน่ะสมมุติบางคนถือว่าอย่างนั้นซะด้วยไปนะแต่นั่นแหละในโลกนี้มันก็มีสิ่งที่สมมติทั้งนั้นสมมุติฝั่งซ้ายสมมติฝั่งขวาสมมุติฝั่งสูงสมมุติฝั่งต่ำสมมุติฝั่งดีสมมุติฝั่งชั่วและสมมุติฝั่งถูกสมมติฝั่งผิดนี่เป็น 2 ฝ่ายของภาษาโลกเพราะฉะนั้นเราก็ต้องตามๆกันไปใครจะเห็นว่าอาตมาพูดแรงไป ใครจะเห็นว่าอาตมาพูดไม่ถูกเรื่องถูกราวๆก็ได้ก็ไม่เป็นไรเพราะว่าเจตนาอาตมาไม่ได้มาเพื่อที่จะยกตนข่มท่านไม่ได้มีเจตนาเพื่อที่จะมาทำอะไรอวดอ้างฤทธิ์เดชหรือว่าจะมาทำตนเองเพื่อความร่ำรวยในลาภจะมายกยศให้ตัวเองจะมาหาสรรเสริญให้ตัวเองเปล่าอาตมาไม่ได้ทำอย่างนั้นเพราะฉะนั้นใครจะเข้าใจอย่างไรก็ไม่เป็นไรนะจะโกรธจะเกลียดจะอะไรก็อยู่ที่ใจของผู้นั้นผู้นั้นไม่ได้อยู่ที่อาตมาเลยใครโกรธคนนั้นก็ทุกข์เพราะมันเป็นโทรศัพท์กิเลสโทรศัพท์กิเลสอยู่ที่ใครคนนั้นก็ทุกข์ถ้าใครเกลียดก็เหมือนกันเกลียดก็โทรศัพท์กิเลสตัวเดียวกันเพราะฉะนั้นใครเป็นอย่างนั้นคนนั้นก็ทุกข์ไม่เป็นไรหรอกถ้าใครเห็นว่าเป็นประโยชน์คนนั้นก็รับเอาและอาตมาก็ไม่ได้ยินดีด้วยหรอกว่า เขาจะรับเอาไปแล้วเป็นประโยชน์ของเขาก็เป็นไปเท่านั้นเองอาตมาก็ตั้งใจเจตนาเกื้อกูลเท่านั้นเองแต่มันก็ดีกว่าเขาไม่รับล่ะอาตมาเองควรจะรู้ว่าถ้าเขารับมันก็ดีกว่าที่ไม่รับแต่ถ้าเขาไม่รับอาตมาก็ช่วยไม่ได้ไม่รักก็ช่วยไม่ได้แม้เขาจะรับอาตมาก็ได้ช่วยแล้วแล้วเขาก็รับไปแล้วเท่านั้นเองไม่มีอะไรอาตมาได้พูดถึงเรื่องศีลซึ่งเป็นหลักสำคัญหลักการศึกษาของพระพุทธเจ้าเบื้องต้นพูดมาแล้วจนกระทั่งเอาพระไตรปิฎกเรียงหมวดว่าได้ศีลเอามาอ่านสู่ฟังซึ่งเป็นภาษาของพระพุทธเจ้าอ่านไปจนกระทั่งมากมายแล้วนอกจากได้เอาศีลมาอ่านแล้วก็ขยายความไปหมดแล้วว่าเราจะต้องรู้จักศีลอย่างนั้นอย่างนั้นเพื่อกำชับกัญชากันว่าพระพุทธเจ้าสอนศีลแล้วก็เดินไปหาสมาธิ แล้วก็เดินไปหาปัญญาอย่างนั้นพระพุทธเจ้าไม่ได้สอนอื่นซึ่งก็ได้ว่ากันไปแล้วจนหมดจนกระทั่งต่อมาอาตมาก็ได้เอาเรื่องของศีลที่เรารู้กันง่ายๆจำง่ายๆ 10 หัวข้อคือศีล 10 ตั้งแต่ปาณาติปาตาเวระมะณีจนกระทั่งไปจบเอาที่ชาตะรูปะระชะตะปฏิคคหณาเวรมณีมาอธิบายอย่างละเอียดและละเอียดจนกระทั่งศีล 10 ข้อนะอาตมาอธิบายถึง 3-4 ชั่วโมงก็แล้วกันล่ะเพราะฉะนั้นศีล 10 ข้ออธิบายเอาอะไรมาอธิบายกันนักหนา 10 ข้อมีความหมายแค่ไหนและเป็นไปอย่างไรมันก็หมายความว่าต้องมีคำที่มาอธิบายมันถึงยืดเยื้อไม่ได้ถึง 3 ชั่วโมง 4 ชั่วโมงก็ได้อธิบายให้ฟังไปแล้วอาทิตย์นี้เมื่อจบทั้งเรื่องเอาพระสูตรหรือเอาพระธรรม พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้เป็นเนื้อหาสาระมันเน้นหรือไม่มาอ้างอิงยกหลักยกฐานพระพุทธเจ้าท่านพูดไว้แล้วว่าถ้าใครจะเอาพึงอธิบายทำจะพูดธรรมะแม้แต่พระพุทธองค์เองพูดธรรมะก็พูดอิงหลักอิงธรรมอิงวินัยเองหลักฐานอิงทำเองวินัยเสมอถ้าไม่ได้พูดเปล่าเมื่ออาตมาเอามาอ้างอีกแล้วและได้พูดไปแล้วจนกระทั่งเอาภาษาของพระเจ้ามาขยายแล้ววันนี้ก็จะเอามาขยายต่ออีกสิ่งที่จะมาขยายต่อก็ก้าวหน้าไปจากคราวที่จะคราวที่ได้ผ่านมาแล้วโดยวันนี้อาตมาให้ชื่อสิ่งที่จะขยายนี้ว่าสมาธิที่เป็นอภิสิทธิ์จะต้องมีศีลเป็นเบื้องต้น เป็นชื่อหัวข้อคล้ายๆกันนะเป็นชื่อหัวข้อสมาธิที่จะเกิดอธิจิตจะต้องมีศีลเป็นเบื้องต้นอันนี้จะไม่ใช่คำอธิบายของอาตมาในวันนี้แต่ว่าจะเอาเนื้อหาใหญ่ๆมาจากพระสูตรหรือมาจากพระไตรปิฎกเอามาอ่านให้ฟังแล้วอาตมาจะคลี่คลายขยายความต่อไปเรื่อยๆเราจะก้าวขึ้นสู่สมาธิล่ะเออสมาธิต่างๆนานาที่เราเรียนกันมานั้นสมัยก่อนพระพุทธเจ้าสมาธิก็มีมาแล้วสมัยพระพุทธเจ้าสมาธิก็ยังมีอยู่แต่สมาธิมันมีความเข้าใจไม่ตรงกันเรียกว่าไม่ตรงกันโดยประสานมนุษย์แต่มีส่วนตรงกันในเนื้อหาบางอย่างและมีส่วนที่ยังไม่ตรงกันในบางอย่าง สมาธิของสมัยพระพุทธเจ้าที่ก่อนพระพุทธเจ้าก็ตามเป็นสมาธิที่เน้นหนักไปในทางเจโตชานและหนักไปในทางเจโตชานคือเน้นหนักไปในทางทำจิตอย่างเดียวเขาพยายามที่จะเน้นหนักไปในทางจิตอย่างเดียวเช่นทำไม่หมดเขาก็ทำไม่หมดที่จิตเรียกว่ามีเจโตวิมุติอย่างเดียวทีนี้พระพุทธเจ้าเกิดมาไอ้ตอนนี้จะเข้าหลักฟังให้ดีนะถ้าใครเคยฟังเคยเรียนพระพุทธศาสนามาแล้วจะเข้าใจอย่างดีทีเดียวพอพระพุทธเจ้าเกิดมาแล้วท่านมาศึกษาค้นคว้าของท่านเองจนกระทั่งรู้เพิ่มเติมขึ้นมาว่านอกจากจะมีเจโตวิมุติอันเดียวแล้วมันยังไม่พอเลยในลัทธิของการประพฤติธรรมมันจะต้องมี มีปัญญาวิมุติเข้าไปอีกตัวนึงมันจะต้องมีปัญญาวิมุตเข้าไปอีกตัวหนึ่งอันนี้แหละเป็นปัญญาที่คุณพระปัญญาที่คุณของพระพุทธเจ้าที่ได้มาตรัสรู้รู้แจ้งเพราะพระพุทธเจ้าเข้าใจทั้งตัวเจโตวิมุติของลัทธิศาสดาอื่นๆทั้งหมดนอกจากจะเข้าใจเจโตวิมุติแล้วพระพุทธเจ้าเข้าใจปัญญาวิมุติเพิ่มเติมมาอีกหน่วยหนึ่งเป็นของที่เพิ่มมาอีกเพราะฉะนั้นที่อาตมาใช้ภาษาว่าสิ่งที่เหมือนกันก็มีและสิ่งที่ไม่เหมือนกันก็มีนั้นสิ่งที่พระพุทธเจ้าเราได้มาจึงเป็นก้อนโตมีทั้งเหมือนกันกับลัทธิศาสนาอื่นที่เขาค้นพบหรือศาสดาองค์อื่นก็ค้นพบคือตัวเจโตวิมุติเขาพระพุทธเจ้าก็รู้เจโตไปหมดเหมือนอย่างที่ลัทธิศาสดาอื่น ก็ได้ค้นพบด้วยแล้วพระพุทธเจ้ายังค้นพบปัญญาวิมุติอันนึงรวมเป็น 2 อันการตรัสรู้ด้วยวิตทั้งสองนี้พระพุทธเจ้าตั้งชื่อรวมว่าอุปโภควิมุตพระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นอุปโภคของวิมุตอุปสรรคหมายความว่าสองพาคณะหมายความว่าส่วนหรือฝ่ายอุปถัมภ์ก็หมายความว่าหรืออบตพาข้าก็หมายความว่า 2 ส่วนหรือสองฝ่ายนี่เป็นของที่พระพุทธเจ้าเราได้ได้ทั้ง 2 ส่วน 2 ฝ่ายครบเพราะฉะนั้นสมาธิที่เราจะเรียนอย่างเจโตวิมุติอย่างเดียวก็เรียนได้ถ้าใครจะปักหลักนะมุ่งดิ่งไปเลยเรียนอาวุธอย่างเจโตวิมุติอย่างเดียวได้เหมือนกันแต่ถ้าเผื่อว่าใครจะเอากำไรเมื่อเราเป็นลูกศิษย์ตถาคตแล้วเราควรจะเอาปัญญา และพระพุทธเจ้าก็ยืนยันปัญญานี่แหละสำคัญกว่าไปทำเจโตวิมุตติตัวเดียวเพราะเห็นว่าอันนี้เป็นปากดิ่งไปทำได้เกิดได้เป็นได้แต่ไม่รู้เช่นเดียวกันกับคนที่ทำมาหากินเลี้ยงชีวิตทำมาหากินทำไปจริงจะทำไอ้โน่นทำไอ้นี่ทำไอ้โน่นทำไอ้นี่ไปตั้งแต่อายุ 10 ขวบ 20 ปีอายุ 30 ปีอายุ 40 ปีอายุ 50 ปีเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีรวยพอรวยแล้วเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีก็มีคนมาถามว่านี่ท่านโอ้โหท่านมีเงินตั้งเป็นสิบๆล้านบาททำมาหากินยังไงมาถึงได้รวยเป็นตั้ง 10 10 ล้านอย่างเงี้ยเศรษฐีผู้นั้นก็ตอบว่าไม่รู้ไม่รู้มันรวยมาได้ยังไงมันรวยมาเองแต่รวยซะแล้วนี่ พูดได้เจโตวิมุติได้อย่างนี้มันรวยซะแล้วนี่มีแล้วเต็มเลยบ้านช่องของฉันมีตั้ง 10 ล้าน 10 กว่าล้านรวยซะแล้วแต่ถามว่าคุณทำยังไงคือคุณถึงรวยคุณทำอะไรมาบ้างมีหลักอะไรใหญ่ๆหรือว่ามีคติแห่งชีวิตยังไงคุณถึงทำให้ตัวเองรวยได้หรือรายละเอียดคุณทำอย่างนู้นอย่างนี้มีเหตุผลยังไงคุณถึงได้ไอ้หนูกำไรไอ้นี่กำไรหรือคุณถึงได้เงินมาสะสมมาจนกระทั่งได้ 10 ล้านคนนี้บอกว่าไม่รู้อธิบายไม่ได้อธิบายไม่ออกเลยแต่รวยซะแล้วรู้แต่ว่าตัวเองรวยนี่แหละศาสนาอื่นกับศาสนาพุทธแตกต่างกันตรงนี้ส่วนศาสนาพุทธนั้นพอคนนี้ทำงานมาตั้งแต่อายุ 10 ขวบ 20 ปี 30 ปีอายุจนกระทั่ง 50 ปีรวย 10 ล้านเหมือนกันแต่ว่าพอใครไปถามว่า อธิบายให้ได้เป็นฉากฉากฉากด้วยและพร้อมกันนั้นฉันก็รวย 10 ล้านแล้วซะด้วยพร้อมกันนั้นมีอธิบายให้คนอื่นฟังได้ด้วยว่าทำอย่างนี้สิอย่างนี้อย่างนี้เหตุผลทำอย่างนี้มันจึงเป็นอย่างนี้ทำอย่างนี้มันจะเป็นอย่างนี้นี่คือศาสนาพุทธนี่คือศาสนาพุทธไม่ใช่ว่าศาสนาอื่นลัทธิอื่นที่นั่งหลับตาบำเพ็ญฌานอย่างเดียวเขาจะไปเป็นคนรวยไม่ได้ไม่ใช่นะได้รวยได้เหมือนกันแต่รวยได้อย่างไม่รู้รวยได้ยังไม่รู้และยากด้วยยากด้วยเพราะปัญญาที่มันจะช่วยให้ดีขึ้นไม่ดีขึ้นเหลี่ยมมุมอะไรต่างๆไอ้นี่มัวแต่ทำเสียเวลาเปล่าๆไอ้นี่มันน่าทำอย่างนี้มันไม่รู้หรอกมันไม่รู้เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธนี่แหละเป็นตัวรู้ว่าอ้อทำไอ้นี่ไม่ค่อยดีแล้วเลิกอันนี้วางอันนี้ไม่เอาอันนี้ไม่ค่อยเข้าท่ามาทำไอ้นี่ดีกว่าให้มันเข้าท่ากว่าแล้วมันจะ เร็วกว่าหรือทำไอ้นี่จะรวยเร็วกว่าแล้วก็ไปได้ดีกว่ารู้มีปัญญาตรองหนทางมีปัญญาตัดสินให้ตัวเองตลอดเวลาเรื่อยไปเลยจนกระทั่งถึงที่สุดนี่คือลักษณะของศาสนาพุทธเพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาท่ามกลางศาสนาที่มีสมาธิแบบเจโตชานหรือแบบเจโตวิมุตติมาแล้วเยอะแยะพระพุทธเจ้าจึงไม่ตั้งหลักศาสนาของท่านว่าจบวิมุติแก่โตท่านไม่ตั้งท่านไม่ตั้งจบปี 17 แต่ท่านตั้งว่าต้องปฏิบัติศีลสมาธิสมาธิอันนี้จะต้องเป็นสมาธิจะก่อให้เกิดปัญญาไม่ใช่สมาธิจะก่อให้เกิดวิมุตฟังให้ดีนะเพราะฉะนั้นศาสนาพุทธท่านที่มีไตรสิกขานี้ท่านไม่เอาคำว่า ได้เลยเพราะสมัยนั้นวิมุตมันเสือถ้าจะเอาแค่นี้เอาศีลและทำสมาธิที่เป็นสมาธิจะก่อให้เกิดปัญญาเท่านั้นอย่าไปนึกถึงมีมดวิมุตมันจะตามปัญญาเองมีมุกมันจะตามปัญญาเองแท้ที่จริงอ่ะของพระพุทธเจ้าท่านมีศีลสมาธิปัญญามีบุตรวิมุตตามหลังปัญญาของพระพุทธเจ้าเพราะฉะนั้นถ้ามีอย่างนี้แล้วนะมีบุญไม่ต้องกล่าวถึงมีมุกมันจะเกิดเองเป็นเองเมื่อมีปัญญาเป็นมรรควิมุติจะเป็นผลตามเองพอได้ปัญญาเป็นนักสืบตามผลวิมุตตามเป็นผลไม่ต้องกลัวเพราะงั้นพระพุทธเจ้าท่านละวิมุตไว้ในฐานที่เข้าใจจึงเน้นหนักและก็สอนคนด้วยปัญญาศาสนาพุทธจึงได้ชื่อว่าพุทธะเพราะว่าคำว่าพุทธะหมายความว่าผู้รู้ผู้สว่างไสวไม่มืดบอด เป็นผู้รู้แจ้งเห็นจริงไม่ใช่เป็นผู้งมงายเป็นผู้บรรลุจริงๆบรรลุอย่างสว่างไสวแจ้งกระจ่างทั่วไปหมดนี่แหละคือตัวพุทธะหรือตัวความรู้ศาสนาพุทธจึงได้นามนั้นนะแต่แต่นะแท้ที่สุดจริงๆที่สุดแห่งที่สุดแห่งที่จะจบลงไปโดยสุดท้ายจริงๆนะพระอรหันต์ทุกองค์ก่อนจะดับขันเป็นอนุปริญญาสันนิษฐานธาตุก่อนจะดับทันจริงๆเป็นอนุปฏิเสธสันนิษฐานธาตุพระอรหันต์ต่างๆเหล่านั้นก็จะทำตนเองให้หมดลงจบลงที่เจโตวิมุตินั่นแหละจบที่นั่นจบที่เจโตไปหมดนั่นแหละเป็นที่สุดแห่งที่สุดที่สุด ในขณะที่ยังไม่ตายจึงยังไม่ดับเป็นอุปสรรคอนุปาทิเสสนิพพานธาตุเนี่ยอย่าเพิ่งไปทำนะอย่าเพิ่งไปจับมันถ้าดับแล้วเป็นขี้เกียจดับแล้วเป็นคนหลงไม่ให้ดับเพราะเรายังไม่ตายจริงเรายังมีทางที่จะไปอีกเราจะมีทางที่จะไปอีกอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้แล้วในเทวทูตในเกย์วัดตัดสูทก็ตามนอกจากแกวัดประสาทเอาไว้อีกในอีกสูตรหนึ่งคือในมัชฌิมาปั่นนามหานิกายมันจะมาปีหน้ามหานิกายท่านตรัสเอาไว้อีกว่าในเกณฑ์วัดสุทัศน์เอาไว้ว่าอันนั้นตังค์คือไม่มีที่สุดณที่ใดเป็นอนันตังทั้งสิ้นไม่มีที่สุดนะที่ใด นอกจากศูนย์นี้แล้วในสมาชิกตรัสเอาไว้ว่าไม่มีส่วนสุดณที่ใดที่จะถึงที่ผู้ใดจะถึงด้วยการไปด้วยการไปสำนวนที่ชัดๆไม่มีส่วนสุดเนื้อที่สุดณที่ใดที่จะถึงที่ผู้ใดจะถึงด้วยการไปไม่มีไม่มีเพราะฉะนั้นถ้าใครเข้าใจ 2 สูตรนี้แล้วผู้นั้นจะไม่มีความประมาทไม่มีความประมาทผู้นั้นจะพยายามปฏิบัติประโยชน์ตนประโยชน์ท่านเรื่อยๆๆไปด้านที่พระพุทธเจ้าเสด็จเป็นมาแล้วพระพุทธเจ้าท่านทำประโยชน์ตนประโยชน์ท่านด้วยไปท่านไม่เคยหยุดท่านหยุดก็ต่อเมื่อเอาล่ะพอแล้วนะถ้าตรงอายุสังขารแล้ว อีก 3 เดือนต่อไปนี้ท่านจะไม่ทันเลิกละวางละถึงขนาดนั้นนะสุภัททะยังอุตส่าห์ไปตั้งแล้วอาพาธอยู่อย่างหนักก็ยังอุตส่าห์ไปกวนท่านพระอานนท์ไม่ให้เข้าไปแล้วพระพุทธเจ้าได้ยินอ้าวปล่อยเขามาเถอะแล้วยังโปรดท่านองค์นี้เป็นสุดท้ายอีกเลยคิดดูสิขนาดนั้นยังเป็นประโยชน์ท่านแม้วาระจะสุดท้ายท่านยังเป็นประโยชน์ท่านนี่แหละคือพระพุทธเจ้าของเราแหละเป็นตัวอย่างอันสูงสุดที่เราควรจะนับถือยกย่องบูชาพระคุณของท่านให้สูงสุดเหลือเกินเพราะเหตุนั้นเราจึงต้องพยายามทำความเข้าใจถึงพระปัญญาคุณเข้าเราจะเข้าใจถึงพระกรุณาธิคุณของท่านให้ได้อย่างมากมายอาตมาจะพยายามเปิดดูซิว่าไอ้สูตรที่อาตมายกตัวอย่าง ปีนี้แก่วัดหลักสูตรการมัชฌิมประเทศ 2 อันที่ว่านั้นน่ะมันอยู่ที่ไหนพร้อมกันนั้นยังมีอีกอันนึงคือเจโตวิมุตติเป็นส่วนๆอันสุดท้ายที่คนผู้ใดจะถึงเมื่อตอนตายนั้นน่ะมันก็มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้ที่พระพุทธเจ้าที่พระพุทธเจ้าท่านพุทธทาสเจออันนี้ก่อนอันนี้ก่อนนะที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ว่าส่วนสุดที่สุดแห่งศาสนาจริงๆแต่ตอนสุดท้ายเรียกว่าปรินิพพานหรือพระอรหันต์องค์นั้นทำอนุปาทิเสสนิพพานธาตุให้แก่ตนนั้นน่ะเป็นไปอย่างไรท่านตรัสไว้ว่าอย่างนี้สั้นๆภิกษุทั้งหลายพรหมจรรย์นี้มิใช่มีลาภสักการะและเสียงสรรเสริญเป็นอานิสงส์นี่อันหนึ่งพรหม วันนี้มิใช่ความถึงพร้อมแห่งศีลเป็นอานิสงส์อีกอันหนึ่งคือชั้นที่สุดอย่างเก๊ที่สุดเนี่ยใครศึกษาในศาสนานี้หรือใครประพฤติพรหมจรรย์หรือใครประพฤติบำเพ็ญธรรมในศาสนานี้มิใช่เพื่อลาภสักการะและเสียงสรรเสริญเป็นอานิสงส์นะเป็นประโยชน์นะไม่ใช่มีประโยชน์แค่ได้ลาภได้ได้เสียงสรรเสริญเท่านั้นนะและแม้กระนั้นพรหมอาจารย์นี้ก็มิใช่มีเพียงถึงพร้อมแห่งศีลเป็นอานิสงส์เท่านั้นน่ะไม่ใช่นะแค่นี้ศีลดีแล้วเท่านั้นก็ยังไม่พอพรหมนี้มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งสมาธิเป็นอานิสงส์และแม้กระนั้นผู้ใดจะถึงพร้อมสมาธิแล้วก็ยังไม่ใช่อานิสงส์ที่สุดไม่ใช่อานิสงส์ที่แท้ของพรหมจรรย์นี้นะ พรหมจรรย์นี้มิใช่มีความถึงพร้อมแห่งญาณทัศนะเป็นอานิสงส์แม้ถึงกระนั้นก็ตามพรหมจรรย์นี้ก็ยังไม่ใช่ความถึงพร้อมแค่ได้ญาณทัศนะหรือปัญญานั่นเองศีลสมาธิอันนี้ปัญญาญาณทัศนะนี่คือปัญญาแม้แต่แค่ปัญญาแค่นี้ก็ยังไม่ใช่อานิสงส์ที่แท้นะภิกษุทั้งหลายก็เจโตวิมุตติอันไม่กำเริบอันใดมีอยู่ฟังให้ดีนะก็เจโตวิมุตติอันไม่กำเริบอันใดมีอยู่พรหมจรรย์นี้มีเจโตวิมุตติที่มุ่งหมายเจโตวิมุตติของพรหมจรรย์ชัดเจน ชัดเจนมั้ยนี่แหละคือคำยืนยันของพระพุทธเจ้าที่ท่านตรัสเอาไว้อันนี้อยู่ในมหาสาโรปมสูตรอยู่ในมหาสารคามอสูตรท่านสัตว์เน้นเอาไว้อย่างนี้เพราะฉะนั้นแม้เราจะได้ศีลก็ยังไม่แท้อย่าได้แค่สมาธิก็ยังไม่แท้แม้ได้ปัญญามาหรือญาณทัศนะมันก็ยังไม่แท้จะต้องรู้วิมุตชัดเจนด้วยวิมุติอีกด้วยมันจึงจะชัดเจนยิ่งกว่าหรือว่าจึงจะจริงยิ่งกว่าต่อต่อต่อต่อต่อต่อต่อต่อต่อต่อต่อเป็นลำดับลำดับเรื่อยไปอย่างนั้นนะเนี่ยอาตมาเอาขึ้นมาอ่านให้ฟังจากพระสูตรที่นี่อีก 2 อันเดี๋ยวลองเปิดดูซิคงจะไม่ยากนักอาตมาเคยเปิดอยู่บ่อยๆเหมือนกันแหละ ที่ท่านตรัสเอาไว้ว่าศาสนานี้ไม่มีที่สุดน่ะอาจจะช้าหน่อยนะเพราะว่ามันไม่ได้ไม่ได้อาตมาไม่ได้เตรียมไว้ก่อนเหมือนกันเราจะไม่ต้องมาเปิดอันนี้แต่มันอยู่ติดกัน 2 อันนี้มันอยู่ติดกันแค่นี้ท่านพุทธทาสท่านรวมเอาไว้ติดกันท่านแปลเอาไว้รวมติดกันซึ่งมันง่ายแก่การที่จะมายกอ้างอิงเพราะมันมีความหมายกินความเหมือนเหมือนกันซึ่งเราเรียนไปเราก็ยก หลักฐานไปอ้างอิงหลักอ้างอิงทำอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านพาเราที่จะเล่าเรียนศึกษาเราจะเชื่ออะไรเราไม่เชื่ออะไรหรอกเราเชื่อใจตัวเองถ้าใจเราเองเนี่ยเราเข้าใจเราชัดแจ้งไม่มีใครเถียงเราแล้วเราเองนั่นแหละจะเป็นผู้เข้าใจมากคนมองไม่เห็นเพราะไอ้คำพูดว่าวิมุตนี่มันไปทำบุญธรรมดาเอายังไงก็ได้เดี๋ยวอาตมาจะอธิบายให้ฟังซะก่อนก็ได้นะแล้วก็ค่อยต่ออันอื่นที่เราจะต่อกันต่อไปที่จริงมันน่าจะเจอแล้วเปิดมาตั้งมากมายจนป่านนี้แล้วมันน่าจะเจอไอ้แอนเมื่อกี้นี้ ว่ามันอยู่ตรงไหนมันน่าจะเจอแล้วคนอื่นเปิดก็ไม่ได้ซะด้วยนะอาตมาต้องเปิดเองเพราะอาตมามากเองเขียนเองเดี๋ยวถ้ามาจะอธิบายเรื่องนี้ให้ฟังเมื่อกี้นี้ผมกลับมากระซิบกระซิบว่าคนอยากจะรู้ว่าไอ้วิมุติที่เป็นภาษาพูดนี่เราพูดด้วยภาษาทีนี้สภาวะวิมุติมันเป็นอย่างไรจริงๆอาตมาก็เคยพูดหลายทีแล้วล่ะอธิบายลักษณะของแม่มดมาตั้งหลายทีแล้วแต่ว่ามันก็ต้องอธิบายกันหลายทีแหละเพราะว่าธรรมะนี่มันไม่ใช่ของเข้าใจได้ง่ายๆนักพอพูดเพราะเข้าใจพวกทันทีง่ายๆมันก็บรรลุกันหมดง่ายๆกันมานานแล้วล่ะแต่ทีนี้เพราะเหตุเพราะว่ามันพูดไปแล้วพูดไปอีกพูดไป พี่พูดไปแล้วมันก็ยังไม่แทงมันไม่แทงมันไม่มันไม่ทะลุเข้าไปให้จำแจ้งแจ๋ๆกันสักทีนึงแล้วให้มันถึงต้องได้พูดซ้ำซากๆๆเข้าใจแล้วก็รู้สึกออกจะเบื่อเพราะว่ามันแหมมันวนเวียนวนเวียนเหลือเกินพูดแล้วไม่เห็นมันมีอะไรออกไปจากนี้ที่จริงมันออกไปนะออกไปเรื่อยๆเหมือนกันแหละแต่ว่าเราเองเราไม่รู้เท่านั้นเองเออแท้ที่จริงมันน่าจะเจอแล้วไม่ใช่คำศัพท์อยู่ในพุทธประวัติฮานี่เจอแล้วเจอแล้วเอาล่ะเอออยู่ใน อันนี้อยู่ในประถมฟันหน้าไม่ใช่มัชฌิมาขวัญนาคอยู่ในประถมฟันหน้าอังคุตตรนิกายนะท่านตรัสไว้ว่าอย่างนี้ภิกษุทั้งหลายเมื่อคืนนี้ราตรีล่วงไปมากแล้วเทวบุตรชื่อโลหิตตัดมีวรรณะอย่างยิ่งส่องชาติตะวันทั้งสิ้นให้สว่างอยู่ได้เข้ามาหาเราถึงที่อาศัยบางคนฟังแล้วจะออกสงสัยว่าเทวบุตรที่ชื่อโลหิตมีวรรณะอย่างยิ่งก็หมายความว่ามีข้อความสว่างไสวมีผิวขับส่องสว่างเลยทีเดียวนี่เป็นเรื่องของเทพบุตรเทพบุตรก็หมายความว่าเป็นเรื่องอุปปาติกะแล้วนะเป็นเรื่องของวิญญาณแล้วถ้าเผื่อว่าเราพยายาม ยังไม่ต้องไปเข้าใจอะไรให้มากหรอกเป็นแต่ฟังๆไปซะก่อนในฐานะที่เรายังไม่รู้เห็นจริงว่ามันเป็นอย่างไรก็ไม่ต้องไปทำความสงสัยมากแต่ฟังไปก็แล้วกันว่าสิ่งเหล่าใดที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้แล้วมันเป็นอยู่มีอยู่ได้แต่ว่าเป็นอยู่มีอยู่ถ้าผู้รู้ก็รู้ได้ถ้าผู้ยังไม่รู้ก็ไม่เป็นไรหรอกเรายังไม่รู้เราจะพึ่งไปดันทุรังไม่งั้นมันจะยุ่งหัวสมองเรามากไปส่องเชตวันให้ทั้งสิ้นให้สว่างอยู่หมายความว่ามีพอมาปรากฏตัวแล้วก็รู้สึกว่าสว่างไสวไปหมดในสถานที่นั้นได้เข้ามาหาเราถึงที่อาศัยไหว้เราแล้วก็ยืนอยู่ณที่ข้างหนึ่งได้กล่าวกับเราว่าพระองค์ในที่สุดในโลกแห่งใดมีภาษาก็ถามในที่สุดโลกแห่งใดหมายความว่าที่ไหนอ่ะที่สุดของโลกที่ไหนอ่ะหมายความว่างั้นซึ่งสัตว์ ไม่เกิดหมายความว่าที่จะไม่เกิดจริงๆจังๆอ่ะที่สุดอยู่ตรงไหนที่แท้ๆที่สัตว์จะไม่เกิดเรียกว่าไม่มีความเกิดที่แท้จริงเลยนะฟังให้ดีนะภาษาศัพท์อันนี้ในที่สุดโลกแห่งใดซึ่งสัตว์จะไม่เกิดไม่แก่ไม่ตายไม่จุติไม่อุบัตินั้นใครใครอาจเพื่อจะรู้จะเห็นจะถึงที่สุดโลกแห่งนั้นด้วยการไปได้หรือไม่เนี่ยฟังให้ดีนะก็ถามมาด้วยการไปได้หรือไม่นี่เขาถามว่าอย่างนี้พระพุทธเจ้าท่านก็จัดตอบว่าภิกษุทั้งหลายเพราะบุตรกล่าวอย่างนี้แล้วเราได้ตอบว่าเนี่ยเธอที่สุด โลกซึ่งสัตว์จะไม่เกิดไม่แก่ไม่ตายไม่จุติไม่อุบัตินั้นเรากล่าวว่าเรากล่าวว่าด้วยนะพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าพระพุทธเจ้าองค์เดียวกล่าวคนอื่นไม่เกี่ยวนะเรากล่าวว่าใครใครไม่อาจรู้ไม่อาจเห็นไม่อาจถึงที่สุดโลกนั้นด้วยการไปได้เลยชัดเจนไหมนี่แหละพระพุทธเจ้าต่างๆอย่างนี้เรากล่าวว่าใครใครไม่อาจรู้ไม่อาจเห็นไม่อาจถึงที่สุดโลกนั้นด้วยการไปได้เลยถ้าใครเข้าใจให้ดีแล้วคำสัตย์อันนี้ไม่ได้หมายความว่าอย่าว่าแต่พระอรหันต์เลยที่ไม่ถึงด้วยการไปเหล่านั้น แม่ตถาคตเองแม้แต่พระพุทธเจ้าเองก็ไม่ถึงด้วยการไปนั้นไม่ถึงด้วยการไปนั้นนะแต่พระพุทธเจ้าท่านไม่ถึงด้วยการไปแต่ท่านถึงด้วยการรู้ไม่ถึงด้วยการไปแต่ท่านถึงได้การรู้นะอันนี้อาตมาเพิ่มให้อีกนิดนึงเพราะพระพุทธเจ้าท่านไม่ถึงด้วยการไปแต่ท่านถึงด้วยการรู้และการรู้ของท่านนั้นรู้ยิ่งยอดยิ่งแทงทะลุกว่าพระอรหันต์องค์อื่นๆด้วยถ้าทีนี้แต่ท่านก็ตัดต่อไปอีกว่าสิ้นสุดทั้งหลายเรากล่าวดังนี้แล้วเทวบุตรนั้นได้กล่าวสืบไปว่าพระองค์อัศจรรย์จริงไม่เคยมีเลยคือคำกล่าวที่พระองค์ตรัสนี้เทวดาก็ แหมไม่มีใครเคยกล่าวอย่างนี้เลยไม่อัศจรรย์จริงหนอใครที่จะพูดยืนยันถึงอย่างนี้ไม่เคยได้ยินเลยข้าแต่พระองค์ในการก่อนข้าพระองค์เป็นฤาษีโลหิตตัดจะพูดมีฤทธิ์ไปได้โดยอากาศความรวดเร็วของข้าพระองค์เช่นเดียวกับลูกธนูของอาจารย์ผู้คล่องแคล่วลือชาในการยิงธนูขนาดหนักสามารถยิงถูกขนทรายได้ในระยะอสุภะ 1 ที่ยิงตลอดเงาแห่งการโดยขวางด้วยลูกศรอันเบาปลิวฉะนั้นสามารถยิงธนูด้วยเอาลูกศรนี้มาขวางกับไอ้คันศรแล้วยิงเข้าไปช่วงลูกตาลยังถูกขนทรายได้เก่งขนาดไหนคนธรรมดายิงลูกศรต้องเอาลูกศรพาดตามแหล่งด้านแหลมอย่างนี้ยิง ขนาดถูกคนตายนี่ก็ไม่ใช่ของย่อยๆแล้วอย่ามาเฝ้าที่เขายิงเป้ากันอยู่ในงานกาชาดเลยนะคนตายเนี่ยมันไม่ใช่มันใหญ่โตนะขนของตัวเนื้อทรายเนี่ยเขายิงด้วยทางแหลมแล้วก็เพลงแล้วก็เล็งแล้วก็ยิงอย่างนี้ยังยากนี่บอกว่าด้วยทางขวางนะสามารถยิงคนตายด้วยลูกศรขวางเอามาขวางคันธนูและยิงยังสามารถถูกขนทรายนั้นได้เก่งขนาดไหนนะนี่เขาไม่ใช่โม้นะนี่เรื่องของสมัยโบราณนะเพราะฉะนั้นในสมัยนี้จะแค่เห็นเขายิงปืนหลับตาแล้วก็ยิงส่องกล้องหรือว่ายิงหลับตายิงไปข้างหลังสมัยนี้เก่งแค่นั้นพวกเราก็คงเห็นยิงปืนแล้วก็ส่องกล้องแล้วก็ยืนปิงข้างหลังก็เขาเก่งแล้วนะนี่สมัยโบราณเก่งกว่าเราอีกมากมายจนคิดไม่ถึงเลยว่ายิ่งยังไงยิงลูกศรขวาเข้าไปถึงขนทรายได้ การก้าวเท้าของข้าพระองค์ประมาณเท่าจากสมุทรปราการออกสมุดนะมหาสมุทรแล้วการก้าวไกลถึงเช่นนี้ถึงสมุทรปราการตกเก้าจากตะวันออกข้ามไปฝั่งตะวันตกนี่เขาก้าวได้พรวดเดียวเลยถ้าแต่พระองค์เมื่อประกอบด้วยความรวดเร็วและการก้าวไกลถึงเช่นนี้ข้าพระองค์เกิดความปรารถนาว่าเราจะถึงที่สุดโลกด้วยการไปให้จงได้เขาสามารถขนาดนี้มีฤทธิ์ขนาดนี้นะขนาด 9 ข้ามมหาส

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน