590926_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ถอดหัวโขนรู้ความจริงตามความเป็นจริง.docx
เนื้อหาในไฟล์
590926 พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ถอดหัวโขนรู้ความจริงตามความเป็นจริง
อ.กุ้งว่า…วันนี้เราอยู่ที่พุทธสถานปฐมอโศก ตรงกับวันจันทร์ที่ 26 กันยายน 2559 ตรงกับแรม 10 ค่ำเดือน 10 ปีวอก พ่อครูจะอยู่ไปถึงร้อยห้าสิบเอ็ดปี วันนี้มาดูพ่อครูดูหนุ่มขึ้นจริงสิ พิสูจน์ได้ พุทธศาสนาเป็นของที่พิสูจน์ได้ไม่ใช่สิ่งที่ลึกลับ เป็นวิทยาศาสตร์ เดือนนี้เป็นเดือนกันยายน เป็นเดือนสิ้นสุด อายุราชการของข้าราชการ แต่พ่อครูไม่มีเกษียณ โดยทั่วไปอายุ 60 ปีก็เป็นวัยที่เกษียณ ตรงนี้ อยากซักถามพ่อครู ให้ขยายความถึงศีลข้อที่ 5 สุราเมระยะมัชชะปมาทัฏฐานาเวรมณีสิกขาปะทังสะมาทิยามิ ที่ผ่านมาพ่อครูได้พูดถึงเรื่องความซ้ำซาก บางครั้งซ้ำเท่าไหร่กิเลสก็ยิ่งหนาขึ้น ทำให้เบื่อหน่ายมากขึ้นท้อแท้มากขึ้น คนจะเกษียณ ไม่ต้องตื่นมาทำงานไปทำงานอีกแล้ว แต่สิ่งที่พ่อครูสอนว่าจะต้องอยู่ต่อไป เอาคำซ้ำซากนี่แหละมาตีให้เป็นประโยชน์ ให้คิดเชิงบวก บางคนเดือนนี้ก็จะได้เลื่อนตำแหน่ง สถานการณ์ประเทศไทยตอนนี้มีเรื่องเกี่ยวกับโฆษณาที่เกี่ยวกับทศกัณฐ์ เป็นการพูดถึงหัวโขนที่ใส่แล้วก็เอามาเต้นๆ แล้วก็ถอดออก ซึ่ง ไม่ใช่ความเป็นจริง ความเป็นจริงนั้นอยู่ที่โลกุตรธรรม การไปรับตำแหน่งใหม่ก็เหมือนกับการใส่หัวโขนเต้นไปตามโลก พ่อครูได้พูดถึงการชิมผลไม้ชนิดหนึ่งมันมีรสของความแท้ แต่มันมีรสที่ไม่แท้อยู่ด้วย หัวโขนที่คุณได้สวมนั้นมันเป็นความแท้จริงหรือไม่ จะมีมิติมุมมองอย่างไรไม่ให้เกิดความมัวเมา พ่อครูว่า...อาตมาก็ฟังดูหลายเรื่อง ที่พูดมา ก็ขอขยายความที่เอ่ยถึงสุรา เขาก็แปลแค่ว่าน้ำเมา ซึ่งเป็นความเพี้ยนในศาสนามานานแล้ว แม้แต่จะมีหลักฐานอธิบายว่าสุราก็คือความเมา แต่ไม่แปลว่าความเมา กลับไปแปลว่าน้ำเมา คือสุรา แล้วเมืองไทยก็ตั้งชื่อน้ำเมาว่าสุรา ไ
อ่านต่อ
ปเข้าใจว่าน้ำสุรา ก็คือน้ำเมา ดื่มเข้าไปแล้วทำปฏิกิริยากับประสาทของคนถูกฤทธิ์ของแอลกอฮอล์สะกดเอา จนประสาทใช้งานไม่ได้ สติตก ไม่เต็ม ไม่รู้สึกตัว ควบคุมตัวเองไม่ได้ ทำให้ตัวเองถูกอำนาจของกิเลสในอนุสัยขึ้นมาทำงานเต็มที่ กลับกลายเป็นคนเลอะเทอะไป แสดงอะไรที่เป็นกิเลสดิบๆ สดๆ ต่างๆ นานา เป็นความเสียหายของคนนั้น ที่ไปดื่มน้ำเมาแล้วทำได้ เป็นความเสื่อมความตกต่ำ ประเด็นของศีลข้อที่ 5 มันหมายถึงความเสพติด ศีลข้อที่ 1 2 และ 3 เป็นกายกรรม ศีลข้อที่ 4 เป็นวจีกรรม ศีลข้อที่ 5 เป็นมโนกรรม ถ้ารู้จักการประมาณค่าสัจจะชัด แล้วก็เลิกไปตามลำดับ กาย วาจา ใจต้องเลิกเป็นพื้นฐานเบื้องต้นไม่ออกอาการหยาบทางกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม คำว่าสุราแปลว่า กล้า แปลว่าแรง อบายมุขคือ สิ่งที่ควรจะเลิก จิตใจควรเลิกเสพติดอย่างแรง อะไรที่มันรุนแรงกับเราความเสพติดนั้นมันมาก อันนั้นแหละเราเห็นแล้วว่าเป็นสิ่งที่เราไปเสพติด ท่านก็ยกตัวอย่างเช่น อบายมุข ที่แปลว่าสุรา คือน้ำเมาก็เป็นสิ่งเสพติด ในอบายมุข ทั้ง 6 ถ้าไปเสพติดก็เป็นความต่ำ เป็นเรื่องเสื่อมเสียแล้ว อย่าไปเสพติดสิ่งเหล่านั้น แปลสุราว่าคือน้ำเมาไม่ผิดแต่ไม่ครบ ความประพฤติที่หยาบต่ำ ที่เลว ที่หยาบต่ำเป็นอบายมุขทั้งนั้น เช่นการโกงการทุจริตก็เป็น อบายมุข ควรเลิกควรตัด เป็นต้น ในความหมายของธรรมะต่างๆ ผ่านมาถึง 2600 ปีแล้ว ความเพี้ยน ความผิดในคำบรรยายต่างๆ ผ่านมานานแล้ว ความเพี้ยนผิดมีมาก จนกระทั่งกลายเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับความถูกเลย มันวนรอบจนความผิดกลายเป็นความถูก ความถูกกลายเป็นความผิดเลย การไปหลงผิดว่าศาสนาพุทธปฏิบัติธรรมต้องไปออกสู่ป่า หรือการปฏิบัติธรรมต้องนั่งสมาธิ ซึ่งเป็นความผิด ที่ตรงกันข้ามกันเลยกับศาสนาพุทธ ศาสนาพุทธเป็นศาสนาโลกวิทู รู้จักโลกรู้จักสังคม แต่กลับไปสอนให้หนีจากโลกจากสังคม ไปเข้าป่า เอาพระไตรปิฎกมายืนยัน เขาไปแปลพระบาลี ไปเป็นไทย เป็นความเพี้ยน ทั้งที่ สมาธิของพระพุทธเจ้าคือ สมาธิลืมตาพร้อมไปด้วยสัมผัสทั้ง 6 มียืนยันในพระไตรปิฎกหลายแห่ง ต้องมีสัมผัสอยู่พร้อมในปัจจุบันตื่นรู้ เขาก็ฟังไม่ขึ้น อาตมาพูดเท่าไหร่
_มีคนถามมาว่า วัดพุทธในประเทศไทย ในบางวัดยังมีการสอนกันว่าเอาสติอยู่กับตัว รู้ก็สักแต่ว่ารู้ เห็นก็สักแต่ว่าเห็น ทำเพียงเท่านี้ก็ไปนิพพานได้ หรือไม่ก็บริกรรมพุทโธ แล้วพุทโธจะผุดขึ้นในจิตของเราจะได้พุทโธเป็นอย่างไรแล้วรู้เอง แล้วพ่อครูบอกว่าประเทศไทยจะเป็นมหาอำนาจจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ต้องไปด้วยกัน แต่คนไทยยังหลงอีกเยอะ บุญคือการชำระกิเลสให้หมดจากจิตสันดาน อรหันต์คือผู้สิ้นบุญสิ้นบาป และพระอรหันต์วัดจานบินที่เป็นผีบุญคืออย่างไรคะ ความจริงที่ว่าอย่าส่งจิตออกนอกมีความถูกต้องบ้างหรือไม่ ถ้าทำจิตภายในไม่ส่งออกไปให้จัดการกับกิเลสภายในของตัวก็น่าจะใช่หรือเปล่า ตอบ. .. อันหลังนี้น่าจะเข้าท่า ให้มาจัดการกิเลสที่เป็น อกุศลจิตภายในของเรา อันนี้เป็นเจตนาเลยใช่เลย เราต้องรู้จักตัวกิเลส พระพุทธเจ้าให้อ่านปัจจุบันธรรม ของความจริงปัจจุบันคือ ตากระทบรูปแล้วอ่านก็ไปถึงจิตใจว่า ในจิตใจมีอาการชอบหรือชัง ความชังก็คือการอยากทำลาย ความชอบคืออยากเข้ามา แทนที่จะสัมผัสแล้วรู้ความจริง ว่ารูปอันนี้ใหญ่หรือเล็ก สีเป็นสีอะไรตามสภาพความเป็นจริงของมัน ไม่ว่าใครสัมผัสก็จะรู้เห็นเหมือนกันอย่างนี้ตามที่มันมีมันเป็น นั่นคือความเป็นจริงตามความเป็นจริง คือปัญญารู้ความจริงตามความเป็นจริง เรียกว่าปัญญา แต่ถ้าเกินจากปัญญาแล้วก็มีสิ่งที่เข้าไปร่วมกลุ่ม ว่าอย่างนี้เราชอบหรือไม่ชอบ อาการเราชอบหรือไม่ชอบนี่แหละ เป็นอาการผี จะเรียกว่าผีบุญก็ได้ บุญคือการชำระ แต่นี่คือกลับไปผูกพันชอบหรือไม่ชอบ ก็ไม่ได้ชำระเลย แล้วเขาก็ไม่ได้สอนชัดเจนว่าให้เรียนรู้อันนี้ ได้ลดกิเลสอารมณ์ชอบหรือไม่ชอบนี้ ถ้าเราไม่เรียนรู้ตัวนี้และพยายามให้ระงับ ตรวจที่ไม่ใช่ของจริงไม่ใช่ปัญญาจริง มันเกินไปเป็นชอบหรือไม่ชอบ มาเรียนรู้ให้ลดละเลิก อาการของจิตที่ไม่ชอบหรือชอบนี้ให้ได้ ต้องทำซ้ำทำเสมอ ทำให้บ่อย เพราะตาเราก็ต้องเห็น หูก็ต้องได้ยินเสียง จมูกก็ต้องได้กลิ่น ลิ้นต้องรับรสเสมอเราต้องวิเคราะห์วิจัยกิเลสให้ออก ต้องพิจารณาว่าความจริงแล้วสิ่งที่เราสัมผัส ตาเห็นรูปนี้ อันนี้มันจริงอยู่หลัดๆ ตาเราก็กระทบนี้ แต่ที่มันปรุงแต่งว่าชอบหรือไม่ชอบ นั่นแหละคือของไม่แท้ คือของที่จะพาเราทุกข์ การชอบหรือไม่ชอบนี้มันจะพาเราเป็นทุกข์ และมันไม่มีตัวตน แต่ตาเรากระทบนี้สัมผัสอยู่นี้เป็นความจริงกว่า ทุกคนก็เห็นเหมือนกันมีเหมือนกัน แต่ที่มันเกิดขึ้นมาปลอมนี้ คือความชอบหรือไม่ชอบเป็นความปลอม สมมุติว่าสัมผัสส้มโอ อาตมาสัมผัส ถ้าอาตมามีความชอบ อาตมาก็เกิดอารมณ์ชอบ คุณเองก็สัมผัสส้มโอเหมือนกัน แต่คนไม่ชอบส้มโอ ความชอบหรือไม่ชอบเป็นของปลอม คุณก็ไม่ชอบ อาตมาก็ชอบ แต่ความจริงส้มโอก็เป็นส้มโอ เห็นเหมือนกันอย่างนี้ มันเป็นการเกิดที่ไม่เที่ยงแท้ เดี๋ยวมันเกิดแล้วก็หายไปแต่ตาคุณก็ยังสัมผัสอยู่ คุณก็จะเห็นของจริงอยู่อย่างนี้ แต่อารมณ์ที่ชอบหรือไม่ชอบมันแปรปรวนคุณควรเปลี่ยนแปลงไป อารมณ์อย่างนั้นทำให้เกิดความทุกข์ เป็นเหตุแห่งทุกข์ แล้วทุกข์นี้ มันไม่เที่ยงแท้ มันคืออนัตตาไม่มีตัวตนจริง เป็นอารมณ์ที่คนสร้างขึ้นมาเอง คนหนึ่งชอบคนหนึ่งไม่ชอบ ก็สร้างขึ้นมาเองทั้งคู่ อาการสัมผัสที่จริงก็จริงทั้งคู่ ท่านให้เรียนอันนี้ แล้วเลิก ให้เรียนอนิจจังทุกขังอนัตตา แต่การเป็นนักสะกดจิต ดับความรับรู้นั้นไม่ได้เรียนรู้กับของจริง สมาธิแบบหลับตาสะกดจิตเป็นของลัทธิอื่นที่มีมาประจำโลกนี้ มีมาตลอดกาล ถ้าพระพุทธเจ้าไม่เกิดก็ไม่มีสมาธิแบบพระพุทธเจ้า ขออภัย ถ้าอาตมาไม่เอาความจริงนี้มาย้ำอีก ซึ่งจะย้ำไปตลอดตายจนกว่าอายุ 151 ปี เขาก็จะเข้าใจว่าหลับหูหลับตาปฏิบัตินี้เป็นของศาสนา อาตมาว่าอาตมามาทำหน้าที่นี้
อ.กุ้งว่า...ถ้าจะศึกษาพุทธแท้ๆ ต้องมาล้างสิ่งที่เคยเข้าใจและไปยึดมั่นไว้ ก็ต้องเททิ้งไปแล้วมาศึกษาใหม่ ผมเคยศึกษาบทที่ 1 คืออายตนะ พ่อครูว่า..สฬายตนะหรือฉฬายตนะ ที่มันเพี้ยนมาเป็นคำว่าฉลาด แท้จริงคือฉฬายตนะมีอายตนะรู้รอบทั้ง 6 ทวาร แต่ไปไปปิดทวาร รู้อยู่ทวารเดียวนั้นไม่รู้รอบแล้ว ที่พูดมานานถึง 40 กว่าปีแล้ว วันนี้ก็พูดให้คิดว่าศาสนาพุทธมีสัจจะเช่นนี้ พูดทวนซ้ำซาก ตากระทบเห็นรูปนี้ ตอนนี้ศึกษาตาก่อน ตาเห็นรูปเห็นส้มโอเห็นข้าวโพด เห็นของจริง และเป็นความจริงตากระทบเป็นปัจจุบันธรรม มีรูปมีนาม เป็นธรรมะ 2 ทุกคนถ้ามีตาที่ไม่เพี้ยน ก็เห็นเหมือนกันหมด ทุกคนที่มีตามาสัมผัสก็รู้เหมือนกัน นี่คือความจริง แต่จิตใจที่ไปรู้เพิ่มเติม รู้แถมขึ้นมาเป็นอารมณ์ 2 อารมณ์จริงก็คืออันนี้ เห็นเหมือนกัน ถ้าเกิดอารมณ์สองขึ้นมา อารมณ์นั้นแหละที่จริงไม่ควรให้มี ผู้ที่ดับอารมณ์นี้ได้ก็ไม่มี การจะดับได้ต้องไปตามหาเหตุ ที่เราไปหลงเชื่อตามๆ กันมา ไปยึดถือเป็นอุปทานไว้ ท่านให้ไปสัมผัสและก็เรียนรู้พิจารณาว่าอารมณ์นั้นมันไม่แท้ มันอนิจจัง อนัตตาเป็นเหตุแห่งทุกข์ ความชอบความชังนี้เป็นเหตุแห่งทุกข์ มันไม่จริง อนัตตา มันไม่มีตัวตนเลย
อ.กุ้งว่า...เราเคยสัมผัสและรับติดยึดเป็นอุปาทานไปแล้ว แล้วก็มานึกทีหลังว่ามันเป็น สุขขัลลิกะแล้ว เป็นสุขเท็จแล้ว พอเราปอกเปลือกออกมาจินตนาการว่าอร่อยเราก็กิน พอกินแล้วมันไม่เหมือนที่เรายึด มีอุปาทานไว้มันก็ไม่ชอบ แต่ถ้าเรากินแล้วชอบรู้ตัวทีหลังก็ค่อยคิดได้ว่าสุขเท็จ ถ้าไม่มีจริงสอนไม่ได้อย่างนี้แน่ ผมเชื่อใจมั่นใจ ตั้งแต่สมณะ พ่อครู คนในอโศกมีระดับอาริยะ พ่อครูเคยใช้คำว่าแม้แอบก็ไม่แอบเสพ พ่อครูว่า..แอบคือสำนวนจิตเรายังแลบเลียเสพอยู่ คือใช้สำนวนว่า แอบ มีอาการเสพอยู่บ้าง ทั้งที่มันแรง ก็ไม่เอาแล้ว แต่มีแอบเล็มลิ้มเลียในใจอยู่
อ.กุ้งว่า..ถ้าเห็นไตรลักษณ์นี้ชัดก็ไม่แอบเพราะเท่าทันผัสสะ
พ่อครูว่าว่า...ต้องเรียนรู้สึกปฏิบัติให้มีกำลังความรู้ ความเห็น มันเป็นกำลังเป็นอำนาจเป็นตัวเองที่รู้อย่างนี้ ไม่ไปแวบรู้อย่างอื่น ให้มันรู้ตรง ไม่รู้ผิดเพี้ยน พยายามฝึกฝนเข้าไป โดยให้เห็นความจริงว่าเราเข้าใจหรือยัง เข้าใจแล้วก็ต้องฝึกให้เป็นอย่างนั้น ด้วยการให้จิตใจเราไม่ต้องมีอาการอย่างที่เราจะไม่เอา ให้มีอาการอีกอย่างที่เราจะเป็น แล้วต้องเข้าใจว่า ทำไมเราต้องไปเห็นอย่างนั้น มันเป็นจริงอย่างที่เราว่าไม่จริง มันไม่จริงอย่างไร ก็ต้องพยายามเห็นว่า มันไม่จริงอย่างไรวิเคราะห์วิจัย ยกตัวอย่างซ้ำ ตาที่กระทบส้มโอ ใครๆ ที่มาเห็นก็เห็นเหมือนกัน จะเรียกว่าเป็นสัญญา เป็นเวทนา มันก็ตรงกันว่าเป็นอย่างนี้ แล้วเวทนาหรืออารมณ์ มันเป็นอารมณ์ซ้อนขึ้นมา มันมีอารมณ์ 2 คืออารมณ์ชอบ ผิวดีสวยท่าทางรสมันน่าจะหวานดี มันก็เป็นอารมณ์ที่เพี้ยน มันเป็นอารมณ์ไม่จริง ทำไมเราไม่เอาอารมณ์เดียว คืออารมณ์ที่รู้ความจริงตามความเป็นจริง ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) โดยการทำอารมณ์ที่ไม่แท้ให้หมดไป ให้กลายเป็นอารมณ์ที่แท้อย่างเดียว ต้องเอาปัญญามาพิจารณาตามนี้ ทำซ้ำๆ ทำย้ำๆ ว่าจริงมันคืออันเดียว อีกอันมันเป็นอารมณ์เก๊ อารมณ์ชอบไม่ชอบ มันเป็นอารมณ์ผี ต้องพิจารณาฝึกฝนไป ก็จะเข้าใจความจริงตามนี้ นี่คือการทำเอกกัคคตาจิตของพุทธ ทำจนมันเป็นได้ มันเป็นอารมณ์เดียวของจิต นี่คืออรหัตตผล ไม่มีอารมณ์แฝง มีอารมณ์เดียวเลยไม่มีอะไรผิดเพี้ยน เป็นหนึ่ง นี่แหละอารมณ์อรหันต์
อ.กุ้งว่า...พระอรหันต์จึงเป็นคนที่ชื่อไม่มีความซับซ้อนแฝงอะไร พ่อครูว่า..อันนั้นเป็นอารมณ์ที่ผิดเพี้ยนเป็นความโง่ ต้องรู้ความจริงอย่างเดียว ต้องอย่าให้มีอารมณ์ที่แฝงหลอกนี้เกิด ด้วยปัญญาก็ได้ แต่การกดข่มนั้นไม่ใช่ของศาสนาพุทธ ต้องอ่านอารมณ์ที่แฝงมาเป็นตัวไม่แท้ มันเป็นอนัตตา ถ้ามันไม่มีแล้วตาคนก็เห็นรูปอย่างเดียวกันหมด รู้สึกรับรู้เหมือนกันหมด เป็นปัญญาที่แท้เห็นความจริงตามความเป็นจริง อาตมาว่าอาตมาอธิบายได้ชัดง่ายและจบ อ.กุ้งว่า...ฟังแล้วทำให้นึกถึงการที่คนที่นี่ไม่ต้องใส่ใจกับคำพูด คำติฉินนินทา เราเห็นเป็นสัจธรรม เราเข้าถึงสัจธรรม เราไม่เสแสร้ง การถูกติฉินนินทาว่าร้ายให้กล่าว ก็ไม่ระคายเคืองในอารมณ์ตน อารมณ์ก็จะไม่ขึ้นไม่ลง หัวโขนใส่แล้วต้องถอด แต่ว่า บางคนไม่ยอมถอด ตำแหน่งหน้าที่ ในวันที่ 1 ต.ค.นี้หลายคนหน้าที่ก็หายไป แต่กิเลสบางคนก็ติดยึดยศตำแหน่งที่เคยสวมหัวโขนไว้ คนใหม่ก็ใส่หัวโขนใหม่ มาเต้นใหม่ พ่อครูว่า...ก็ต้องมาศึกษาธรรมะจริงๆ คนยึดติดอันนั้น หัวโขนนั้นไม่ใช่ตัวเราจริงๆ มันไม่ใช่ตัวเรา คำว่าตัวเราคือความเป็นจริง เช่นตากระทบรูปอัน ก็รู้อันนี้ไม่มีอารมณ์ที่ 2 การที่เขาให้ตำแหน่งเรา คือให้เราไปทำงานให้แก่ทุกคน คนที่ทำงานราชการก็ให้ไปรับใช้ตามหน้าที่ ที่เขาให้ทำ หน้าที่ของตนคือหน้าที่ที่จะต้องมีชีวิต แต่หน้าที่ที่เป็นข้าราชการ ใบสมัครแล้วเขาก็รับหน้าที่ให้ทำหน้าที่ หน้าที่นั้นไม่ใช่หน้าที่ของเรา นั่นแหละคือหัวโขน หน้าที่นี้เขาเห็นว่าเรามีความรู้ความสามารถที่จะทำงานหน้าที่นี้ได้ ยกตัวอย่าง หน้าที่จะให้ไปทำไม้ให้เป็นไม้จิ้มฟัน คนๆนี้มีความสามารถ เขาก็จ้างให้ทำไม้นี้เป็นไม้จิ้มฟัน เราก็ทำหน้าที่นี้ มันไม่ใช่งานของเราเหมือนเขาสวมหัวโขนให้เรา เพราะเรามีความสามารถทำไม้เป็นไม้จิ้มฟันได้ เขาก็ให้ทำ แต่ชีวิตจริงๆ ของเราคือชีวิตที่จะยังชีพที่ดี ดำเนินไปยังชีพไปเหมือนสัตว์เดรัจฉาน มันก็ออกไปทำงานที่ตัวมันเอง แล้วก็หากินของมันเอง แต่คนที่ยกตัวอย่างเป็นข้าราชการ จะได้กินก็จะต้องได้เงินจากการรับจ้าง ยกตัวอย่างเป็นคนมีความสามารถทำไม้ให้เป็นไม้จิ้มฟัน ก็ต้องทำงานจะได้รับเงินเอามา ก็เอาเงินซื้อข้าวกิน มันไม่เหมือนสัตว์เดรัจฉานที่ไปหากินโดยตรงเลย วัวจะออกกินหญ้าก็ไปเดินไปหาหญ้ากินโดยตรง มันไม่มีอะไรซับซ้อนเหมือนคน แต่คนมันซับซ้อนหลายชั้น ยิ่งเป็นนายทุนก็ซับซ้อนหลาย มันเป็นสิ่งที่ไม่สั้น ไม่ตรงแท้ เป็นความซับซ้อนที่มีคนอื่นมาร่วมแฝง มาแบ่งตัด หัวกะทิ ส่วนอะไรที่ควรจะได้เต็มๆไปบ้าง หรือเอาไปหมดด้วยซ้ำไป เอาเศษเอากากมาให้เรา ชีวิตของคนเรา เราไปทำงานหรือว่าทำหน้าที่อะไร โดยเราไม่รู้ตัวว่า อันนั้นคือหน้าไปทำให้เขา แต่หน้าที่ๆแท้จริงเราคือต้องมีสิ่งที่ยังชีพ มีปัจจัย 4 ให้แก่ชีวิต แต่สิ่งเหล่านี้ไม่มีปัญหาอะไร ถ้าเราไม่ได้ไปหลงกับหัวโขนนั้น ที่ยกตัวอย่าง ถากไม้ให้เป็นไม้จิ้มฟันนั้น ถ้าเราไม่ไปยึดถือว่าอันนี้ทำให้เราได้ชื่อเสียงลาภยศ รับตำแหน่งสูงขึ้น ก็เป็นคนดูแลให้เขาถากไม้เป็นไม้จิ้มฟัน ก็เป็นหัวโขนที่เท่ห์ขึ้นใหญ่ขึ้น แล้วได้ราคาเพิ่มขึ้นด้วยนะซับซ้อนไปใหญ่เลย ก็เลยหลงว่ามีอำนาจสั่งการได้ เราไม่ต้องทำเอง สองได้เงินมากขึ้นกว่าเก่า หัวโขนก็เลยอ้วนพองขึ้นเรื่อยๆได้ด้วย อ.กุ้งว่า...ชาวอโศกที่ดำเนินงาน การดำเนินชีวิตแบบบุญนิยมนี้ไม่มีเกษียณ ไม่มียศศักดิ์ตำแหน่งมีแต่การเสียสละแรงกายแรงใจร่วมกันเอาเป็นของกองกลางดูมันต่างกัน เป็นคนละมิติเลย พ่อครูว่า..มันคนละขั้วเลย พวกเรานี้เข้าใจแก่นสารของชีวิตเหมือนสัตว์มันก็ทำมาหากินให้ชีวิตมันอยู่ส่วนอันอื่นที่เป็นของเคียงข้างมันเกี่ยวเนื่องกับคนอื่นๆ เกี่ยวกับลาภยศสรรเสริญพอกเข้าไปอีกมากมาย เป็นหัวโขนที่พอกเพิ่มขึ้น อ.กุ้งว่า...ในการพอเพียงและพึ่งตัวเอง ตอนนี้นโยบายของรัฐก็กำลังดีขึ้น ผมก็จะต้องไปเกี่ยวเนื่องกับการทำแนวประชารัฐ ในหลักของประชารัฐ มีหลักการอยู่ 5 ข้อ ข้อสำคัญข้อหนึ่งคือการทำธุรกิจไม่แสวงหากำไร ซึ่งเข้าเป้าของที่นี่เลย มีเงินที่ระดมมาเป็นกองกลาง ให้จัดการ โดยไม่ต้องขายแข่งกัน แต่จะต้องนำพาชุมชนให้ดำเนินไป ไม่มีการเอากำไรมาแบ่งกันตามหุ้น แต่เอาผลกำไรกลับมาขยายกิจการต่อไป ซึ่งเป็นระบบคิดที่เหมือนกับบุญนิยม ที่ที่นี่มีอยู่แล้วเป็นตัวแบบที่ประสบความสำเร็จด้วย แต่เพียงใช้ศีลเป็นหลัก พ่อครูว่า...การคิดวิธีการนั้นดี แต่มันจะบานปลาย เพราะคนที่มาทำนั้นไม่คำนึงถึงการตัดกิเลส เป็นการไปทำตามวิธีการที่ออกแบบมาแล้วทำอย่างนั้น ให้เกิดการไม่รับส่วนกำไรมากเกินกว่า จะได้เอาเงินที่เป็นส่วนเกินนี้มาทำอะไรต่ออีก แล้วหมาไปเห็นขี้จะไปห้ามไม่ให้มันกินขี้ได้หรือไม่ มันแอบกินขี้แน่ๆ ดีไม่ดีมันกินต่อหน้าด้วย ไม่เหลือหรอก คือสรุปแล้วเป็นวิธีที่ออกแบบมาแล้วทำไม่สำเร็จผลหรอก มันไม่เป็นอย่างที่คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น มันไม่เป็นหรอก มันจะสูญเสียแล้วเกิดการทุจริตอีกเยอะแยะ มันต้องตรงเป้าว่ามาเรียนรู้การตัดกิเลส ถ้าตัดกิเลสได้จะสำเร็จผล ถ้าคนยังมีกิเลสแล้วไปทำแบบนั้น เขาก็เอาที่ออกแบบมาไปทำตามกิเลสไม่เหลือหรอกทุน มันจึงเป็นเรื่องทุกวันนี้ ต้องชดใช้คืนกันกี่พันล้านกี่แสนล้าน อ.กุ้งว่า..ข้อสังเกตของพ่อครูคือให้ดูแลกิเลสของคนที่จะมาร่วม พ่อครูว่า...การให้การศึกษาของคนแล้ว ถ้าไม่ลดกิเลสเท่ากับสร้างอาวุธใส่มือ ศาสตราแปลว่าอาวุธ แล้วเอาอาวุธไปขี้โกง เข่นฆ่า แย่งชิง ทำชั่วกันทั้งหมด อาตมาถึงสรุปว่า การศึกษาที่ไม่ลดกิเลสกู้ประเทศนี้ อาตมาเห็นทั้งโลก มีการศึกษา และมีการศึกษาที่ห่างออกจากศีลธรรม ห่างออกไปจากการลดกิเลส แต่เป็นการศึกษาที่เสื่อมไปมากมาย เป็นการศึกษาที่สอนให้คนเอาเปรียบโลก ใครได้การศึกษาสูงก็คือ คนได้เปรียบ อ.กุ้งว่า...มีคนที่อยู่กำแพงเพชรถามมาว่า บุญนิยมคือปริยัติ สาธารณโภคีคือตัวปฏิบัติ ความพอเพียงคือปฏิเวธใช่ไหม พ่อครูว่า...ถ้าเข้าใจว่าบุญนิยมคือทฤษฎีเป็นหลักปฏิบัติ แล้วก็มาปฏิบัติให้เป็นผล แล้วเป็นสาธารณโภคี แล้วไปสรุปว่าสาธารณโภคีคือเศรษฐกิจพอเพียง อาตมาก็พอ หยวนได้ ว่าเศรษฐกิจพอเพียงเป็นผลสำเร็จของสังคม อย่างชาวอโศกเป็นเศรษฐกิจพอเพียงทั้งนั้น คือคำว่าพอ พอตรงไหน พอตรงที่ว่า ชาวอโศกเป็นขั้นสาธารณโภคีเต็มๆ คือทำงานอยู่ในชุมชนแล้วเอาเข้าส่วนกลางหมด ใจเราที่ไม่เอาคือความพอ ทำแล้วเอาเข้ากองกลางหมด ดังนั้นสาธารณโภคีนั้นยิ่งใหญ่กว่าความพอเพียงด้วยซ้ำ ให้อาตมาเข้าใจว่าสังคมเราพอเพียง ก็สงบ สังคมใดบริหารปกครองต้องการให้สังคมสงบทั้งนั้น ไม่มีเรื่องวุ่นวาย ให้ต่างคนต่างอยู่ต่างคนต่างทำอย่างประสานงานกันไป เชื่อมโยงกันไปแล้ว ไม่ต้องทะเลาะแย่งชิงกัน ไม่ต้องมีเรื่องราว คนนั้นได้มาก คนนั้นได้น้อย คนนี้ถูกคนนี้ผิดมันก็ถูก ต้องการเป้าหมายใหญ่กว่า อโศกทำได้แล้ว ทำได้แล้วว่าให้ทุกคนสูญหมด ไม่ต้องมี ได้มากหรือน้อยก็ไม่ทะเลาะ ถึงเวลาให้กินก็กิน ถึงเวลาทำงานก็ไปทำ ถึงเวลาไปนอนก็นอน ถึงเวลาทำงานก็ทำ จะทำงานรวมก็รู้ จะทำงานบางอย่างส่วนตัวก็ไป อาตมาภาคภูมิใจที่เอาธรรมะของพระพุทธเจ้ามาทำจนได้ผล อ.กุ้งว่า...ถ้ามีเอกกัคตาจิตปฏิเวธนั้นออกมาให้เห็นผลเลย พ่อครูว่า...ความจำเป็นนั้นบางคนไปสร้างให้คนหลงว่าเป็นความจำเป็นเช่นการแต่งหน้าตา หลอกสำเร็จว่าสวยด้วย ก็มีนัก creative เกิดขึ้นมามากมายในโลกจึงเป็นภาระหนักเติมขึ้นมาได้เรื่อยๆ อ.กุ้งว่า...ส่งเสริมให้กิเลสเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พ่อครูว่า...ก็เอามาอวดกันเสริมกิเลสเพิ่มขึ้นด้วย ให้โง่ ให้ถูกหลอกเพิ่มขึ้นได้เรื่อยๆ อ.กุ้งว่า...ถ้าเข้าถึงสาธารณโภคีหลักบุญนิยมจริงๆ จะเข้าถึงโลกะวิทู เข้าสู่ธรรมะที่แท้จริง เช่นดูส้มโอนี้ ของจริงคือต้องทำอยู่ทำกินกันเป็น พ่อครูว่า...อาตมาพาตั้งโรงเรียนมีเด็กมาเรียน ทุกวันนี้เด็กในโรงเรียนของเรา เด็กจะต้องไปปลูกข้าว จะต้องไปทำงานเกี่ยวข้าว ต้องไปทำนา เป็นเจตนาที่ดึงมาจากที่พาให้ นักเรียนหรือเด็กเฟ้อไปไกล สังคมทุกวันนี้เอาเวลาไปตามหาโปเกม่อน จะบ้าหรือ เสียเวลาเสียแรงงานเสียทุน ที่ควรจะเอามาทำข้าวกิน เอามาทำงานที่เป็นสาระ เช่นที่เรา พากันมาฝึกที่เป็นสาระ ที่เป็นจริงกว่า อ.กุ้งว่า...หลักสูตรของสัมมาสิกขานี้ทำก่อนรัฐบาล ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้นะ พ่อครูว่า... เป็นสาระของชีวิตที่ชัดเจนกว่า ขออภัยที่พูดไม่ได้ยกตัว ชาวอโศกที่ให้การศึกษาเป็นโรงเรียนกว่า 20 ปี นโยบายมีวิธีการนั้น ล้ำหน้ากว่าของที่อื่นไปเยอะแล้ว ไกลมาก ขอพูดสัจจะความจริงหน่อย อาตมาคิดอ่านสร้างโรงเรียน เอาเด็กมาสอนมาเรียน ตั้งหลักการศีลเด่นเป็นงานชาญวิชา ให้เขาได้รับศีลธรรม 40% ทำงาน 35% วิชาการตามหลักสูตรของกระทรวง 25% เราก็สอนให้เด็กรู้เท่าที่เขากำหนดมาไม่ให้ตกหล่น 25% นี้เท่ากับ 100 ของที่อื่นเขา เด็กที่อื่นเขาเรียนวิชาการกลับบ้านก็ไปทำการบ้านเรียนวิชาการ 100% ของเราที่เรียนอยู่นี่ก็ให้เขาเรียนรู้ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์เท่ากับเด็กที่เดินอยู่ข้างนอก แต่เราแถมให้เขาเป็นงานด้วย ให้มีศีลธรรมเพิ่มเติมให้แก่เด็ก อาตมาตั้งโรงเรียนเพื่อช่วยเหลือประเทศชาติ ทำหน้าที่ช่วยรัฐบาลในการให้การศึกษาแก่เยาวชน เพราะรัฐบาลมีหน้าที่ให้การศึกษาแก่เยาวชน ทำอย่างไม่ได้ด้อยกว่าหลักสูตร ที่รัฐกำหนด แต่แถม เยาวชนให้มีคุณสมบัติอย่างที่ว่า โดยเจตนาเลย ไม่สร้างโรงเรียนมาเพื่อหาเงินทอง ให้อาสาสมัครมาสอนเพื่อสร้างเด็กนักเรียน เด็กที่ดีๆก็ทนได้ เรียนจบม.6 เด็กที่สู้ไม่ไหว เขารู้ว่าข้างนอกไม่ต้องหนักหนาสาหัสเช่นนี้ เช้าก็ไปเข้าห้องเรียนไม่ต้องทำงานกัน ไม่ต้องคำนึงถึงศีลแล้วทำอะไรคุณครูก็สอนไปแล้วก็กลับมาที่บ้านแค่นี้ ที่พูดนี้อธิบายให้ฟังถึงเนื้อผ้าเนื้อหา ว่าเราก็สร้างเด็กทำให้เยาวชน ให้แก่ประเทศชาติ เราไม่ได้ไปหาเงินทองอะไรจากเด็กเลย เด็กที่มาเรียนที่นี่ไม่ได้เสียเงินเลย ปัจจัยสี่ให้เขา ตั้งแต่เด็กจนโต พูดไปก็เกรงใจขออภัยเหมือนพูดทวงบุญคุณ มีเจตนาเช่นนี้ทำเช่นนี้ อาตมาภาคภูมิใจที่ทำสิ่งนี้ ถือว่าเป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่ของประเทศ ขออภัยที่เหมือนโม้โอ้อวด แต่อาตมาว่าอาตมาพูดความจริง ผู้ที่อาสาสมัครมาช่วยนี้ขอบคุณจริงๆ เปิดมาเก้าโรงเรียนมา 20 กว่า ปีแล้ว อ.กุ้งว่า...เป็นการให้เข้าสู่สัจธรรมนะครับ พ่อครูว่า...พูดไปคนก็ไม่ค่อยเข้าใจได้ง่ายๆ แต่เจตนาอย่างนั้นให้เข้าสู่สัจธรรม _ที่มีคนถามมาว่า วัดพุทธในประเทศไทย ในบางวัดยังมีการสอนกันว่าเอาสติอยู่กับตัว รู้ก็สักแต่ว่ารู้ เห็นก็สักแต่ว่าเห็น ทำเพียงเท่านี้ก็ไปนิพพานได้ หรือไม่ก็บริกรรมพุทโธ แล้วพุทโธจะผุดขึ้นในจิตของเราจะได้พุทโธเป็นอย่างไรแล้วรู้เอง แล้วพ่อครูบอกว่าประเทศไทยจะเป็นมหาอำนาจจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ต้องไปด้วยกัน แต่คนไทยยังหลงอีกเยอะ บุญคือการชำระกิเลสให้หมดจากจิตสันดาน อรหันต์คือผู้สิ้นบุญสิ้นบาป และพระอรหันต์วัดจานบินที่เป็นผีบุญคืออย่างไรคะ ความจริงที่ว่าอย่าส่งจิตออกนอกมีความถูกต้องบ้างหรือไม่ ถ้าทำจิตภายในไม่ส่งออกไปให้จัดการกับกิเลสภายในของตัวก็น่าจะใช่หรือเปล่า ตอบ...ที่อาตมาพาทำนี้คือทำเข้าหาสัจธรรม แต่ที่คุณพาทำนี้ออกนอกสัจธรรม ประเทศชาติศาสนาพระมหากษัตริย์ก็ควรจะมีคุณธรรมทั้งนั้น อาตมาก็เดินเข้าหาสัจธรรมคุณธรรม คุณก็มาช่วยกันทำหน่อยสิ คุณเห็นนี้ดีแล้ว แต่คนอื่นหาว่าอาตมาทำนอกทาง แต่อาตมาไม่แคร์หรอก ว่าไปเถิด อาตมาจะทำสิ่งนี้ ชาตินี้อาตมาเกิดมาทำสิ่งนี้ขอยืนยัน อ.กุ้งว่า...มีผู้หลักผู้ใหญ่ฟังรายการนี้ ก็ขอบคุณที่ฟังรายการธรรมะพ่อครู ทุกคนก็บอกว่าดี แต่ทำไมคนบางคนไม่กล้าเผยแพร่ต่อ พ่อครูว่า…เป็นความซวยของมหาเถรสมาคม ที่มาตีอาตมาทิ้ง แล้วไม่กล้าแก้กลับ อาตมาไม่มีหัวโขนมีแต่หัวแท้ พูดจริงๆจังๆ เขาก็หาว่าอีก วัดไหนก็สอนแต่ว่าอย่าเอาจิตออกนอกตัว ให้นั่งสมาธิ ทำจิตสงบ แล้วนิพพานจะปรากฏเอง อาตมาย้ำหนักเลยว่าอย่างนั้นมันผิด ตอกหัวตะปูด้วยฆ้อน 10 ปอนด์ อาตมาทำงานมา 46 ปีแล้ว แต่เถรสมาคมไม่ยอมรับว่าตนเองผิด คณะก่อนที่ทำนี้ไม่ค่อยเหลือแล้ว แต่คณะใหม่นี้ก็ไม่ได้เป็นคนทำอาตมาหรอก แต่แก้กลับได้ไหม เอาตามอาตมาก็จะได้แก้ไขได้ _แล้วบอกว่าอรหันต์คือผู้สิ้นบุญสิ้นบาป และพระอรหันต์วัดจานบินที่เป็นผีบุญคืออย่างไรคะ ตอบ..ก็คือผีบุญ บุญคือการชำระกิเลสไม่ใช่กุศล คำว่าบุญนี้เข้าใจผิดไปมาก เอามาทำมาค้าขายหมด เอาบุญไปทำมาหากิน วัดไหนก็ทำแบบนี้ อาตมาว่ายังเป็นกุศลอยู่มากว่าในพจนานุกรมบาลีไทย ยังมีฉบับภูมิพโลภิกขุ คำว่าปุญญะ ท่านธัมมปาละ แปลว่า สันตานังปุนาติวิโสเทติ อาตมาว่าวิเศษมาก อาตมาก็หยิบจากนั้น ไม่มีพจนานุกรมฉบับอื่นที่เก็บตกไว้ได้ สุดยอดเลย อาตมาจึงเอามาขยายผล อาตมาพูดเองใครไม่เชื่อน้ำยาก็ต้องหยิบจากสิ่งที่มีอยู่แล้วมาขยาย ว่าบุญคือ แปลว่าสิ่งที่ชำระกิเลส บุญไม่ได้หมายถึงกุศล เพราะว่าถ้าบุญหมายถึงกุศล ผู้เป็นอรหันต์ แต่ท่านยังมีกรรมกิริยา ท่านก็ต้องทำกรรมเป็นบุญต่อ แต่นี่ไม่ใช่ แล้วมีพยัญชนะว่า ปุญญปาปปริกขีโณ ก็มี แล้วพระพุทธเจ้าก็ตรัสว่าท่านเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป มีอรหันต์พระโมฆราชก็ยืนยันว่า
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive