231225-2-271 ทางเอกภาค2-ตอน271(หน้า521)-พ่อท่าน-สันติอโศก-ท055.txt
เนื้อหาในไฟล์
วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคมพุทธศักราช 2523 พ่อท่านพระโพธิรักษ์อบรมธรรมวัดเช้าบรรยายทางเอกภาค 2 ที่พุทธสถานสันติอโศกเรามาต่อจากที่ได้อธิบายไว้ตอนนี้เราอธิบายรายละเอียดไปเรื่อยๆของปริวัตร 3 อาการ 3 บ้างอาการ 6 บ้างอาการก้าวบ้างอาการ 12 บ้างอะโดยหลักโดยหลักแรกแรกที่สุด เราหมายเอาอริยสัจทั้ง 4 คือเรารู้ตัวสำคัญเรียกว่าตัวทุกข์และเราก็รู้ต่อลงไปอีกคือตัวเหตุแห่งทุกข์เราจะต้องจับรูปของทุกข์รู้รูปของทุกข์รู้รูปของเหตุแห่งทุกข์และรู้รูปของนิโรธพร้อมกันนั้นก็รู้รูปของสภาพสุดท้ายเป็นรูปที่ครบพร้อมคือมักองค์ 8 หรือเป็นประสบการณ์แล้วเป็นสภาพที่อยู่เหมือนอยู่อย่าง มนุษย์ธรรมดาดังที่เคยอธิบายไปแล้วเราก็เหมือนมีปฏิปทาเหมือนคามินีมีปฏิปทาเหมือนชาวบ้านนั่นแหละแต่เราไร้ทุกข์เรามีทุกข์นิโรธแม้เราจะเป็นเหมือนจะมีกิริยาจะมีการงานจะมีกรรมมีวาจาเป็นผู้ที่ทรงส่งอะไรต่ออะไรอยู่เหมือนอย่างกับคนอื่นมีชีวิตเหมือนคนอื่นเหมือนชาวบ้านอยู่กับชาวบ้านแต่เราไม่เหมือนชาวบ้านแม้เราจะอยู่กับชาวบ้านเพราะเราเป็นคนพ้นทุกข์หรือมีทุกข์นิโรธอริยสัจทั้ง 4 มีทุกข์แล้วก็ทุกข์สมุทัยมีทุกข์ในโลกแล้ว นิโรธคามินีปฏิปทาหรืออันที่ 4 ที่ว่าทุกข์นิโรธสังขารไม่มีปฏิปทานี้เราเรียกโดยคำกริยาว่าสัมมารีมะโก 8 มรรคองค์ 8 จึงคือผลของพระอริยเจ้ามรรคองค์ 8 ที่บริบูรณ์สมบูรณ์แล้วคือผลที่มีทั้งสัมมาทิฏฐิกับสัมมาสมาธิครบถึงสัมมาสมาธิครบไม่ใช่หมายความว่ามรรคนั้นคือทางเดินเข้ามาอธิบายว่ามักคือทางเดินนั้นคือหมายความว่าเป็นสติปัฏฐานพระองค์ 8 นี้เป็นสติปัฏฐาน องค์ทั้ง 8 นี้เป็นสติปัฏฐานคือเริ่มต้นมีสัมมาทิฏฐิสัมมาทิฏฐิก็คือวิโมกข์แรกเห็นรูปของทุกข์อยากรู้ชัดเป็นปริญญารู้คือจะรู้ยังฉลาดรู้ยังมีปัญญาแจ้งจริงๆไม่ใช่หมายความว่าแค่ฟังแค่รู้แค่คิดแค่ตามค
อ่านต่อ
นอื่นเท่านั้นแต่เราเกิดปกติเกิดรูปีรูปไปติก็เห็นรูปของทุกข์จริงๆรูปของทุกข์ไม่มีตัวตนมันไม่ใช่ดินน้ำไฟลมมันเป็นอุปาทายรูปไม่ใช่มหาภูตรูปเป็นอุปาทายรูปเป็นรูปที่เกิดขึ้น ต่อเนื่องกันมาจากดินน้ำไฟลมที่ประชุมกันเป็นแท่งก้อนนี้เท่านั้นเป็นเรื่องของจิตวิญญาณเป็นอนัตตาเป็นอัสรีรันนะไม่มีรูปโฉมไม่มีโฉมกายไม่มีสีไม่มีสันไม่มีแท่งไม่มีก้อนไม่มีคิ้วไม่มีค้างไม่มีหนวดไม่มีผมอะไรหรอกแต่ว่ามีอาการมีลิงคะมีนิมิตมีอุเทศมีอาการที่เราจะสามารถจับได้รู้ได้แตกต่างกันอย่างก็แตกต่างกับกลางๆก็แตกต่างกับละเอียดด้วยเชิงกลับกันเลยเชิงอย่างนู้นเชิงอย่างนี้อะไรแตกต่างกันต่ำสูงผิดแผกกันไปอย่างโน้นอย่างนี้ดีชั่วรู้ได้มีเครื่องหมาย ใครมีข้อแม้มีส่วนมีสัตว์อะไรต่ออะไรต่างๆที่เราสามารถจะรู้ได้เองเมื่อเรารู้ว่าอย่างนี้คือทุกข์ผู้จะรู้ผู้จะเข้าใจผู้จะเห็นนั้นไม่ใช่ง่ายเราหลงมันว่าเป็นสุขมาด้วยซ้ำตั้งแต่ปุถุชนพอเราเข้าใจแจ้งเราจึงเห็นว่าโอ้มันเป็นทุกข์เมื่อรู้ว่ามันเป็นตัวทุกข์เราจะปล่อยทันทีมันไม่ได้เพราะมันไปติดที่จิตเป็นตัณหาเป็นความเคยชินเป็นอุปาทานหรืออุปทานในสภาพที่ยังเกี่ยวกับอยู่ยังช่วยเอาไว้มันเป็นสภาพที่ยังต่อเนื่องอยู่ยังล้างไม่หมดล้างไม่ออกนั่นน่ะ เรารู้แล้วชัดแล้วเชื่อมั่นแล้วว่านี่เป็นทุกข์ใจเราจะปล่อยจะคลายเราก็พยายามจะปล่อยจะคลายจริงๆแต่มันก็ยังปล่อยไม่ออกคายไม่ออกเราก็พยายามใช้อุบายอะโกโก้สวนต่างๆใช้มีสรณะใช้เครื่องอุบายเครื่องออกต่างๆมาประพฤติปฏิบัติทั้งพิจารณาทั้งพยายามอดทนกดข่มเสพคุณในทิศทางที่มันควรจะเป็นไม่เสร็จคนในทิศทางที่ไม่ควรจะเป็นกระทำเข้าไปพิจารณาซ้ำซ้อนเห็นด้วยปัญญาจับมั่นไม่ใช่ดาวเลยปฏิบัติมีชิ้นมีเชื้อมีสิ่งที่จะจับติดมีสภาวะธรรมเมื่อ เราก็จะเห็นความจางคลายเกิดอนิจจาอุปสรรคสีเกิดมีราคาลูกปัดสีจนถึงขั้นนิโรธศรีหรือปกตินั่นเองตัวเดียวกันปัดสีหรือพลาสติกแปลว่าเห็นไม่ใช่เห็นแต่ลูกกะตาเห็นด้วยญาณทัศนะวิเศษเห็นด้วยความรู้ของเรายิ่งเลยสัมผัสแม่นแม่นชัดใครปฏิบัติมาได้สัมผัสสภาวะธรรมมีสภาวะธรรมรองรับเราจะรู้ที่พูดนี่ไม่ใช่ลอยลมไม่ใช่พูดแล้วไม่มีชิ้นไม่มีตัวพูดและมีชิ้นมีตัวสัมผัสได้เพราะเนี่ยในสภาพของอริยสัจทั้ง 4 ทุกข์สมุทัยทุกสมุทัยคำเต็มๆมีคำว่าทุกข์นำหน้าทุกตัวทุกเต็มๆและก็ทุกข์สมุทัยคือเหตุ ทุกข์นิโรธคือดับทุกข์ไม่ใช่ดับอะไรนิโรธไม่ใช่ไปดับจิตฟังดีๆในอริยสัจ 4 นี่ไม่ใช่หมายความว่าจิตตะนิโรธไม่ใช่ทุกขณะตัวต้นเป่าจริงๆคือตัวทุกข์ที่ไม่ค่อยรู้ได้ง่ายๆเราไปหลงมันด้วยว่าเป็นสุขเราไปหลงไปด้วยว่าเป็นสุขตัวทุกข์เนี่ยภาษาสนามพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นดับอะไรอื่นดับทุกข์ตัวเหตุแห่งทุกข์คือกิเลสเพราะฉะนั้นดับกิเลสทุกข์หายไปด้วยหรือจับเป้าทุกข์นั้นก็รู้ว่าทุกข์มันมีอยู่เพราะกิเลสมันยังมีผักกิเลสไม่มี ทุกข์ก็ไม่มีทุกข์ไม่มีเพราะความหลงได้คำว่าทุกข์ไม่มีเพราะความหลงคือเข้าใจผิดเป็นมิจฉาทิฐิไปหลงเอาอะไรต่ออะไรเป็นทุกข์พระองค์เอาอะไรต่ออะไรเป็นสิ่งที่กลบเกลื่อนทุกข์หลงว่ามันเป็นสุขวันศุกร์ไม่ใช่อริยสัจสุขไม่ใช่เรื่องสัจธรรมที่แท้จริงสุขเป็นโลกีย์ยาลมเมื่อเรารู้ว่านิโรธเป็นอย่างนี้เห็นนิโรธว่าทุกข์มันนิโรธไปนิโรธจะแปลว่าดับสนิทก็ตกลงทุกข์มันดับสนิทแต่ไม่ใช่ดับแบบโลกีย์ยาลมแบบบำบัดแบบมาทดแทนหรือเสพสมไม่ใช่เสพสมแต่ว่า ปูผสมหรืออุปสโมมันระงับระงับทุกระงับเหตุแห่งทุกข์ไม่ใช่เอาอะไรอารมณ์อื่นมากลบเกลื่อนเอาสุกเอาอารมณ์อื่นอะไรมาข่มขืนไม่ใช่มันระงับจากการดีดดิ้นจากการเสพสมระงับจากการเสพการเสวยเมื่อเราเห็นทุกข์ดับเห็นอยู่เป็นนิโรธสีตามรู้ตามเห็นอยู่ที่เดียวไม่ใช่นั่งคาดคะเนต้นดาวคิดนึกไม่ใช่ปฏิบัติไปแล้วเราก็จับได้จับที่เห็นจะว่างโปร่งโล่งเป็นอาสานันทาจะนะมีลักษณะอาการสานันท์จายทัศนะมีลักษณะว่า ว่างๆโล่งๆไม่มีอะไรขัดไม่มีอะไรของโลกไม่มีที่สิ้นไม่มีที่สุดวิญญาณัญจายตนะมีธาตุรู้ที่รู้อยู่ชัดเจนเป็นวิญญาณนางนันทนาอนันตังสะโตปะทังเป็นวิญญาณที่ใสแจ๋วรู้ไม่มีที่สิ้นไม่มีที่สุดเหมือนกันจะบอกให้คนอื่นยากอยู่สำหรับคนที่ไม่ค่อยเก่งยังไม่เคยรู้แจ้งรู้ละเอียดจะหยิบจะจับจะบอกอธิบายให้คนอื่นนี่ก็ลำบากเห็นแต่อยากรู้ได้ยากแต่มันก็รู้ได้เมื่อเราถึงวาระรู้เป็นวิญญาณมีวิญญาณรู้ว่าสะอาดอยู่สำหรับกิเลส เหตุนี้ปัจจัยนี้ตัวทุกข์อันนี้เนื่องมาจากเหตุอันนี้เป็นทุกข์สมุทัยอันนี้แล้วก็ได้ดับแล้วอย่างนี้อย่างนี้เรารู้เราเห็นของเราชัดแจ้งดับได้แล้วจนกระทั่งเราก็เป็นคนอย่างเดิมเป็นทุกอย่างกลับมาอย่างเดิมเราไม่ได้ผิดแปลกไปจากคนเดิมมีอารมณ์รู้อย่างคนเดิมไม่ใช่ไม่รู้ไม่ใช่ลืมไม่ใช่ทิ้งไม่ใช่ขว้างไม่ใช่อะไรแต่ว่าเราอยู่เหนือมันแล้วแต่มันอยู่มันก็เล่นงานเราไม่ได้พุทธศาสนาโลกกระทำต่างๆนี้อยู่ณกัมปิยังสถานการณ์จิตของเราก็ไม่ได้หวั่นไม่ไหวอะไรนอกจากเมื่อวานไม่ไหวแล้วเศษ ที่ต่างๆเป็นอโศกอ่ะเป็นวิริยะก็ไม่มีแม้แต่ธุลีหมองธุลีเริงก็ไม่เหลือเราจะรู้เธอไปหรือแม้แต่มันมีธุลีหมองธุลีเริงมันก็ไม่แรงอะไรสำหรับบางคนบางคนมีอินทรีย์พระแก่กล้าหรือไม่แก่กล้าก็ทนได้บางคนก็รู้อยู่บางคนไม่รู้ว่าเป็นธุลีว่าเป็นเศษส่วนเป็นอะไรที่เหลือก็ต้องตรวจให้หมดจนทุเรียนหมอนทุเรียนอะไรก็ตรวจให้ชัดเมื่อเรารู้ชัดดังกล่าวนี้แจ้งชัดจนกระทั่งถึงขั้นสุดท้ายเป็นอริยสัจองค์ที่ 4 เราก็จะรู้ว่าเราเห็นไปสัมมาทิฏฐิเรามีสัมมาวายามะเป็นสัมมาวาย พระที่ได้เพียรปฏิบัติมาเป็นสติปัฏฐานพรั่งพร้อมมันก็จะได้รอบ 3 รอบ 6 รอบ 9 รอบ 12 มาเรื่อยๆเทวดาได้ปริวัตรรอบ 3 ก็คือคำว่าทุกข์ก็รู้สัจจะว่าเป็นทุกข์รู้สัจจะว่าเป็นทุกข์พอไปปฏิบัติดูทำจิตทำการที่จะจางคลายลงก็รู้ว่าตัวทุกข์มันจางคลายลงจนกระทั่งเห็นรูปของเหตุขึ้นไปตอนแรกกฎของมนุษย์ดื้อก็รู้ว่ากดลงบ้างกดไม่ลงบ้างจนวิปัสสนาเข้าใจไปเรื่อยๆเกิดญาณเกิดปัญญาเห็นรู้ต่อไปว่าเหตุมันเป็นอันนี้เหตุมันเป็นอย่างนี้นั่นคือ ถึงจิตเรื่อยไปรู้ที่จิตด้วยไปเหตุมันก็อยู่ที่จิตความโง่ความหลงความอวิชชาต่างๆอยู่ที่จิตเราก็จะรู้เหตุตัวจิตเราเองนี่มันยังไม่แจ้งยังไม่ชัดยังไม่เชื่อมั่นว่าให้กิเลสนี้แล้วมันจะสบายหมดกิเลสนี้แล้วมันจะประเสริฐมันจะไม่เหลือความเห็นแก่ตัวเห็นแก่ตนมันไม่เชื่อแล้วมันก็ยังติดอารมณ์ที่เคยเสพที่ว่ามันเป็นสุขเป็นของหน้ายึดหน้าถือหน้าได้นะมีเราก็มันหลงอยู่จนกระทั่งพอปฏิบัติไปวิปัสสนาไปด้วยคือทำปัญญาให้แจ้งขึ้นนั่นเองวิปัสสนาเห็นด้วยเหตุเห็นด้วยผลเห็นด้วยของจริงความจริงมันไม่มีตัวตนหรอกที่พูดนี่ มีรูปรถมันไม่มีรูปตัวรูปตนไม่มีอะไรแต่มันมีองค์ประกอบอยู่เรื่อยเพราะเราคลายออกคลายออกแล้วรื้อออกรื้อออกเป็นยาแทงทะลุเข้าแทงทะลุเข้าก็จะเห็นว่าจิตตัวที่ไม่มีอะไรแต่มันมันทำให้มันมีอะไรจังเลยเรารื้อมันออกได้เรื่อยๆมันไม่มีตัวตนนะแต่ว่ามันก็ไปเกาะกันได้มันมายึดมาถือกันได้เราก็รื้อออกรื้อออกคลี่ออกคลายออกทางออกไล่ออกไล่ออกก็จางออกจางออกเบาออกเห็นว่าเหตุมันพังลงเรื่อยๆคือจิตนั่นเองจิตไม่มีตัวตนแต่แม่งมันเกี่ยวเกาะกันอยู่มันพังออกด้วยสูงเข้าเป็นรอบที่ 6 คือมีกิจ เห็นว่าทุกลดลงไอ้ชินแล้วไปแล้วก็แล้วไอ้ที่ยังไม่แล้วไอ้ที่เหลือเศษเหลือส่วนที่มันยังมีอยู่ก็เหลือไปมันยังไม่แล้วทีเดียวกะตะยานยังไม่เกิดหมดยังไม่สิ้นบริบูรณ์แต่วันแล้วก็มีแล้วจะว่ายังไม่หมดก็ยังมียังไม่หมดเพราะฉะนั้นรอบ 3 ก็หมายความว่าพอเราเริ่มรู้พอเราเริ่มละไอ้ตัวทุกข์เป็นอย่างนี้ไอ้ตัวเหตุเป็นอย่างนี้ก็ได้ละเหตุหรือละทุกข์ละทุกข์ละเหตุไปด้วยมันเนื่องกันเกี่ยวกันเพราะจิตทั้งสิ้นทุกอาทิตย์เหตุแห่งทุกข์ก็ติดๆวิชาก็เกิดปัญญาก็เกิดญาณก็เกิดขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งถึงขั้นเรียกมันว่า นิโรธดับดับทุกข์ดับเหตุแห่งทุกข์มันก็เป็นรอบ 9 เป็นรอบสูงขึ้นไปอีกเป็นรอบ 9 คือมันรู้ความจริงขึ้นอีกสัจจะจะยิ่งลึกซึ้งขึ้นอีกสัจธรรมยิ่งจะแจ่มชัดขึ้นอีกจิตที่ได้ทำก็ทำจริงมันจึงจะเป็นจริงจิตไม่ได้ทำอย่ามานั่งโม้เพราะฉะนั้นได้ทำจิตจริงสัจจะก็จึงใหญ่ขึ้นสัจจะก็จึงชัดขึ้นสัจจะก็จริงๆขึ้นยิ่งมีสัจธรรมยิ่งพบสัจธรรมยิ่งได้สัจจะเพราะฉะนั้นปัญญาที่เห็นสัจจะนั้นเกิดสัจจะยานเกิดปัญญาที่เห็นสัจจะจึงไม่ใช่การเห็นเพราะคดีคำนวณคาดเดาฟังเหตุผลจากคนอื่นเล่าอะไรไม่ ไม่ใช่เพราะเราได้พยายามเพราะเราได้ปฏิบัติประพฤติปฏิบัติประพฤติไปพร้อมๆกับธรรมดานี่แหละมันจะไม่ต้องกลับไปกลับมาแต่ถ้าคนที่จะต้องกลับไปกลับมาต้องพากันไปค่อยตรวจค่อยคิดค่อยอ่านแล้วก็คอยสัมผัสทีละน้อยทีละน้อยตั้งแต่ยังไม่มีเหตุปัจจัยอะไรมากตาหูจมูกลิ้นกายก็ไม่เป็นเชื้อเป็นเหตุจนกระทั่งตาหูจมูกลิ้นกายค่อยๆวนเวียนกลับมาก็เอารูปนั้นเองกลับมาสัมผัสสัมผัสกับโลกเขาเอาอัตราเหตุสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายเหตุต่างๆค่อยๆสัมผัสเข้านี่ก็ปฏิเสธขัดทั้งรูปเป็นสำรอง Motion แต่ถ้าคนที่เข้าใจจริงแล้วสติปัฏฐานสู้มันอยู่ตรงนี้สัมผัสอยู่ตรงนี้มีตาหูจมูก ใจนี่แหละเป็นตัวการตัวหลักสัมผัสเป็นปัจจัยรู้วิญญาณรู้อะไรเกี่ยวข้องอยู่ตรงนี้รู้ทั้งรู้ทั้งเป็นวิญญาณรู้ทั้งเหตุอยู่ในนี้เป็นปัจจัยแล้วรถมันได้จริงๆจนนิโรธก็เห็นอยู่เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าผู้ใดปฏิบัติมาโดยเห็นนิโรธอยู่แล้วก็ปฏิบัติไม่ต้องได้ถอยได้เปลี่ยนในฉากไปที่ไหนเลยมีทวารทั้ง 6 ปฏิบัติเป็นปัจจัยสัมมารีมรรคองค์ 8 จึงถือว่าเดินไปพร้อมกันไม่ได้ถดถอยไปไหนปฏิบัติองค์ 8 อยู่ตรงนี้อยู่ที่นี่อยู่กับเหตุปัจจัยเดี๋ยวนี้รู้ทุกข์รู้เหตุปัจจัยและก็เห็นความจางคลายและเห็นนิโรธาราม เพาะทำในขณะเดียวนี้ตลอดเวลาลมหายใจเข้าออกปฏิบัติอยู่ตลอด 24 ชั่วโมงไม่ใช่ไปนั่งหลับตาโดนดาวมีบุพเพนิวาสานุสติญาณเอาจนเกิดเห็นเกิดรู้เกิดเข้าใจว่าตัวเองลดละได้ก็เกิดศรัทธาเลื่อมใสมีญาณเกิดบุพเพนิวาสานุสติญาณรู้ความเกิดรู้ความดับเพราะว่ากิเลสไปเป็นระลึกเอาจากที่เราได้กระทำมาผ่านมาระลึกย้อนสัญญาเดิมเห็นความกิเลสเกิดและเห็นความกิเลสดับที่เราได้ปฏิบัติมาทบทวนหรือแม้มารู้ในรายละเอียดอีกทีนึงมันก็ปล่อยได้อีกมันก็ลดได้บ้างเพราะฉะนั้นการที่จะไประลึกเป็นเตวิชโชว์แล้วนึกย้อนดูความเก่ารู้ความเกิดความดับของกิเลสของจิตที่เราเองเราเป็นเรามี และประพฤติปฏิบัติอยู่ตลอดเวลาผ่านมาทบทวนเราก็จะรู้ว่าเราได้ลึกหรือไม่ลึกถึงขั้นอาสวะอนุสัยหรือไม่แต่ถึงขั้นอาสวะอนุสัยเราก็จะรู้จะเห็นอาสวะอนุสาวอ้ออาสวะจางคลายอาสวะดับแล้วอาสวักขยญาณเกิดเราก็จะรู้ว่าอ๋ออันนี้อาสวักขยญาณเกิดไม่ใช่เกิดอาสวะขยะแล้วก็ไม่รู้ตัวไม่รู้เรื่องไม่เคยรู้ไม่เคยทำทำมันประพฤติไปปฏิบัติไปจับจิตจับจิตเฉยจับจิตรู้จิตแล้วก็ปล่อยวางสัมผัสรู้แล้วก็ปล่อยสัมผัสรู้แล้วก็ปล่อยปล่อยเป็นแบบพวกสติปัญญาที่มีสติเน้นแต่สติตัวเดียวมีโพรงหนึ่งทำมาวิจัยก็ไม่มีแต่มีของแถมอีกเป็นโทษส่ง 2 คือมีวิริยะมีความเพียรปฏิบัติเหมือนกัน จะมีสติมีแต่ให้สติรู้ตัวรู้ตัวรู้แล้วปล่อยวางรู้ปล่อยวางไม่มีธรรมะวิจัยโพชฌงค์ขาขาเกโพดชมเท้าแหว่งเดินไม่มีขาเดินขาแหว่งมันก็เลยไปไหนไม่รอดมันได้แต่สมถะลืมตาได้แต่มีสติแล้วก็เพี้ยนนะมีวิริยะมีองค์เพียรที่จริงในเรื่องอะไรก็ต้องมีองค์เพียรเท่านั้นถ้าไม่มีองค์เพียรไม่สำเร็จแม้จะสร้างสติสัมมนากันโตเกิดสติเกิดตั้งมั่นด้วยสติแต่ไม่มีปัญญาแต่ไม่มีธรรมะวิจัยไม่มีความรู้อื่นเพราะฉะนั้นจะไปรู้อะไรดีปิติจะไปรู้ได้อย่างไรตัวดีจะไปรู้ได้ยังไงภาษาที่เป็นตัวสงบระงับลงเพราะทุกสงบเพราะเหตุแห่ง สงบลงจะไปรู้ตัวเหตุจะไปรู้ตัวทุกข์ได้อย่างไรอริยสัจไม่มีปฏิบัติไปมีแต่สติสติสติคนที่อยู่กับสติแล้วก็ปฏิบัติแต่สติแบบนี้เป็นสมถะอยู่เพราะอะไรก็สมถะเป็นสติสติปล่อยมีอะไรก็ทิ้งหมดทิ้งหมดทิ้งหมดพวกนี้ไม่เรืองปัญญาในใจที่ปรารถนาแล้วเขาก็หลงว่าวิปัสสนาเขาก็อธิบายกันอยู่เดี๋ยวนี้กลมๆเยอะไปเขาก็ยืนยันว่านี่รู้แล้วก็ไม่ต้องไปคิดไม่ต้องพิจารณาไม่ต้องไปเพ่งรู้แล้วปล่อยรู้แล้วปล่อยรู้แล้วปล่อยรู้แล้วปล่อยเป็นบอกแบบทิ้งอะไรในโลกขว้างโลกทิ้งหมดแล้วเขาก็ไม่รู้รายละเอียดไม่รู้อะไร ตัวเองเป็นอย่างไรก็ไม่รู้มีแต่มีสติสติสติสติสติสติก็แข็งแรงดีนะไวสติรู้แล้วก็ไม่รู้เรื่องรู้แล้วก็ไม่ฉลาดรู้ก็เท่าที่รู้ตัวเองมีภูมิเท่าไหร่ก็เท่านั้นมันจะมีความรู้โลกเท่าไหร่ก็โลกเท่าเดิมเพราะไม่พิจารณาแล้วมาพิจารณาโลกไม่เอาเรื่องก็โรคเพราะงั้นติดอยู่เท่าไหร่ก็ติดอยู่เท่าเดิมแต่แท้จริงไม่หรอกกิเลสมันไม่หยุดกิเลสมันพระติดมากขึ้นมากขึ้นก็ไม่รู้ตัวเพราะเราไม่มีปฏิภาณในการที่จะรู้ว่าอะไรเพิ่มมาในรถมีแต่รูเราปล่อยรูแล้วปล่อยแล้วกิเลสมันก็ไม่ได้หยุดกิเลสนี่มันมันเป็นเชื้อแล้วมันจะต่อไปเรื่อยโดยตัวเองไม่รู้ตัวยิ่งไม่มีปัญญารู้ว่ากิเลสคืออะไรทุกข์คืออะไรสมุทัยคืออะไรตัณหาคืออะไรอุปทานการยึดถือคืออะไรไม่รู้เพราะไม่ได้พิจารณานี่ ระหว่างรู้ระหว่างยังเป็นแต่เพียงสร้างสติสร้างสติเท่านั้นแล้วก็เข้าใจคำความหมายคำว่าสติอยู่นิดๆหน่อยๆไม่กว้างขวางไม่พิสดารคำว่าสติของเขาก็เป็นสติอยู่ในวงแค่วงแคบหรือเขตขอไปจะไม่เป็นสติที่เนื้อเรื่องสำคัญไปกับสติสัมปชัญญะปัญญาและตัวปัญญานี่เข้าไปแทงรู้อะไรต่ออะไรอีกเป็นปฏิเวธทำอีกมากมายไม่เกิดเลยไม่เกิดเลยก็อยู่แค่นั้นเองนะเพราะเมื่อเราปฏิบัติเป็นขั้นตอนเป็นสภาพที่รู้ตัวทุกข์เป็นระดับๆเหตุแห่งทุกข์รู้ชัดขึ้นชัดขึ้นการดับทุกข์ชัดการจบก็รู้จบ เราปฏิบัติไปพร้อมกันกับสัมมาอริยมรรคองค์ 8 ก็ถือว่านี่เป็นระบบของพระพุทธเจ้าสูงสุดซ้อนมันซ้ำซ้อนอยู่ในตัวผู้มีอินทรีย์พละแก่กล้าปฏิบัติได้ทันทีจับจิตจับอารมณ์เป็นมีแต่จิตเจตสิกรูปนิพพานเป็นพูดถึงปรมัตถ์จับได้สัมผัสก็รู้ตัวมีทวารทั้ง 5 มันก็สัมผัสปุ๊บมันก็เกี่ยวข้องไปถึงจิตรู้อารมณ์ตนปรับอารมณ์ตนได้ตลอดเวลาปรับจิตใจตลอดเวลาก็ได้ปฏิบัติธรรมยืนเดินนั่งนอนปฏิบัติอยู่ตลอดเวลาเป็นสติปัฏฐานระยะทางระหว่างเสมอมีความรู้ชัดแจ้งว่าต้องเป็นอย่างนี้จิตต้องเป็นอย่างนี้รอพระเป็นอย่างนี้โทรศัพท์เป็นอย่างนี้โมหะเป็นอย่างนี้จะรู้ชัดแจ้งขึ้นด้วยเรื่อยๆอย่างนี้เราทำได้ดีขึ้นแล้ว แต่มันก็ยังหนักอยู่มันเป็นภาษาอังกฤษต่างวิกฤตตังเป็นภาษาอังกฤษต่างๆเป็นวิธีทางจิตตังมันดีขึ้นอยู่แต่มันก็ยังดึงมันยังไม่อยู่มันยังหลุดไปได้เลยว่าไปคิดตังค์คิดตังค์หรือว่ามันอึดอัดไงมันก็กดต้องคมต้องระวังอยู่เดี๋ยวภาษาอังกฤษตั้งจิตตั้งแต่ก็ไม่เลวไม่เละเทะเกินไปแต่ใจเราอย่างหนักรู้แล้วเราก็รู้ยิ่งขึ้นไปมาหักกะไปหากะอันนี้จิตของเราดียิ่งขึ้นนะมหากัสเป็นไปได้ยิ่งยิ่งขึ้นยิ่งขึ้นอยู่ด้วยเดินหน้าก้าวหน้าอยู่ด้วยเป็นมหากษัตริย์ก็รู้ตอนที่ไม่เป็นอ่ะมันไม่เป็นมหัศจรรย์ก็รู้มีลิงมีความมีความเทียบเคียงมีความวัด แจ้งว่ามันต่างกันมีลักษณะต่างกันเพศได้เพศเสียหรือเพศดีเพศไม่ดีเพศสมรูปสมร่างกับไม่สมรูปไม่สมรางจะรู้แหล่งขายรู้ความแตกต่างมีเหตุปัจจัยตรงใดมีแม่มีเงื่อนตรงใดมีความแตกตรงใดต่างตรงใดผิดแปลกกันตรงใดมีเครื่องหมายรู้ของเราเองเป็นนิมิตคนอื่นไม่รู้นิมิตกับเราหรอกคนอื่นไม่รู้เครื่องหมายของเรานิมิตรไม่ใช่ว่าเป็นมั่งปั้นสร้างนิมิตไม่ใช่ว่านั่งหลับตาแล้วก็สร้างวิมานฟันรูปฟันชมสวรรค์เป็นอย่างนี้วิมานเป็นอย่างนี้ความเป็นนิพพานเป็นอย่างนี้แล้วก็ปั่นกลุ่มนิติมาแล้วก็ไปเสวยส่ง ปณิธานบางคนนิพพานเป็นเมืองบางคนนิพพานเป็นตัวเป็นตนแล้วก็ไปเสวยเป็นด้วยอารมณ์อย่างนั้นอย่างนั้นปั้นเป็นมโนอัตราขึ้นมาเสวยบางคนก็เป็นอรูปไม่อยากอัตราว่างๆลูกไม่มีลูกไม่มีร่างสวยแสบบางคนเป็นเมืองเลยเป็นรูปเป็นร่างเลยก็เรื่องของการไปสร้างนิมิตคำว่านิมิตรหมายคำว่าเครื่องรู้เครื่องหมายรู้เพราะฉะนั้นนี่เป็นเครื่องหมายให้รู้ว่ากิเลสเป็นอย่างนี้ไร้กิเลสเป็นอย่างนี้ละเอียดละออมาจนกระทั่งความแตกต่างกันเป็นอย่างไรเราจะรู้ชัดขึ้นเรื่อยๆเออเราได้อันนี้ไม่ได้อันนี้ดีเป็นอย่างนี้ไม่ดีเป็นอย่างนี้เกิดการนำหน้าไปประกอบเกิดของจริงที่เราคอยได้พิสูจน์ตามญาณอย่างนี้เรียกว่าสัตว์สังคม พระจิตตังอย่างนี้เรียกว่าอนุตตรจิตตังรูปมาอย่างนี้เป็นจิตที่ก็ดีแล้วล่ะแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้มันรู้โดยยานของเราเองดีกว่านี้ได้อีกนานมันยังไม่ใช่จบแค่นี้หรอกเป็นสาวอุตรดิตถ์จิตที่ดียิ่งกว่านี้ยังมีอีกรู้เลยมันรู้ของเราเองแล้วเราก็ทำเพียรต่อไปเราไม่โกหกตัวเองเป็นสัญชาติในคนตรงอย่างนี้ดียิ่งและตามภูมิของเรานี่แหละเราไม่ต้องพยายามเสแสร้งอะไรเห็นได้ชัดเห็นในลึกอย่างนี้ดียิ่งแล้วเราจะรู้ว่าเราดีขึ้นแล้วแต่แท้จริงเพราะทำต่อไปต่อไปอีกตั้งนานนานขึ้นนานจะรู้เลยว่าเรานึกว่าจิตนี้เป็นอันตรายจิตตังแล้วยังไม่ใช่เพราะฉะนั้น รอบ 3 รอบ 6 รอบ 9 รอบ 12 มันจะสูงขึ้นมาเป็นลำดับลำดับจริงๆมันจะรู้ว่าโอ้นี่เราพ้นทุกข์แล้วนี่เราพ้นเหตุแล้วนี่เราดับแล้วนิโรธและดีแล้วแล้วเราก็ปฏิบัติไปต่อต่อต่อต่อต่อต่อต่อไปพอต่อไปแล้วเราจึงรู้จะรู้สึกว่าอ่อยังมีเศษมีเหลือติดยอนแต่รู้อ๋ออันนั้นเรานึกว่าเราสุดแล้วมันมีละอองธุลีมันมีสิทธิส่วนเหลือเราจะเก็บตามไปอีกเป็นรอบใหม่รอบใหม่ไปอีกเราจะรู้ด้วยเราเพราะฉะนั้นสระอุจจาระจิตตังก็รู้ตอนแรกนี่ก็รู้ด้วยญาณที่เราประมาณตอนนี้เรานึกว่าหมดแล้วอนุสราอังกฤษเราเข้าใจว่าของเราว่ามันหมดโอ้จิตนี้ไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่าอีกแล้วอนุตตรธรรมไม่มีจิตใจยิ่งกว่าจิต อีกละนี่จิตสุดละเป็นจิตที่ผ่านเป็นจิตครบเป็นกระยานแล้วแล้วก็ว่าจะเป็นจักรยานของเราแต่ปฏิบัติต่อไปปฏิบัติต่อไปอีกมีสภาวะที่ปฏิบัติได้แล้วก็สลับคืนไม่ยึดไม่ถือแล้วก็เป็นไปโดยอย่างนั้นอย่างนี้อีกอะไรต่ออะไรอีกเราจะแข็งแรงแคล่วคล่ององอาจเจ้ากล้าเป็นสมาธิแม้จะหม่นหมองก็จะเบิกบานขึ้นเป็นอภิปประมาทพยายามจะรู้จิตสังขาราอย่างชัดแจ้งเป็นสมาชิกแต่ก่อนเคยเหนื่อยเหมือนคนแก่ทำอะไรพอเวลามาปฏิบัติธรรมตอนแรกแรกรู้สึกว่าเหนื่อยไปพอปฏิบัติเข้าก็เข้าคล่องขึ้นเป็นราหูทานกับพี่ก็กล่าวคล่อง ขาดตกบกพร่องไม่ค่อยมีเป็ดประปาต่างๆไม่ทำอะไรให้เราลำบากเพราะงั้นถ้าทำมันยังลำบากอยู่บางทีก็ถึงป่วยเป็นภาระอาพาธจนเป็นอัปปาพาทางเป็นอัปปาต่างๆลงอุทานมีพลังเพราะวิมุตมันแท้ขึ้นทุกทีจะเกิดพลังพลังและเป็นอยู่ผาสุขหรือผาสุขวิหารรังขึ้นมาทุกทีเป็นเอกกระทํา ตั้งอยู่หรือนั่งอยู่บนแท่นแห่งสมาธิเอกาทศรถอยู่บนแท่นของความเป็นเอกเสน่ห์นางทำอธิษฐานไม่มีตัวตนบุคคลเราเขาไม่มีคนไปนั่งดูมีแต่ธรรมะนั่งอยู่บนธรรมะฟังให้ดีนะเป็นธรรมดาที่ฐานเป็นฐานของธรรมะไม่ใช่ฐานของตัวตนบุคคลเราเขาไม่ใช่ดินน้ำไฟลมพลเอกกาสะลิงอากาศที่แปลเป็นธรรมะเป็นธรรมาธิษฐานนี้เข้าใจให้ถึงสภาพมีอัตราภาษี มีสภาพนั้นจริงเป็นอาหารอันเอกเป็นอาหารอันเลิศที่เราทำได้แล้วเราทำเป็นอันเดียวได้แล้วเป็นอาการเป็นเอกลักษณ์ด้วยแล้วก็เป็นสภาพของอะไรที่เรียกกินมื้อเดียวหนังที่หนังอย่างเดียวแปลอย่างสำนวนผู้ที่แปลเอาไปภาษาสู่ภาษาก็แปลว่ากินได้ในที่นั่งแห่งเดียวคือพยายามที่จะแปลให้มันเชื่อมโยงไปหารูปไปหาดินน้ำไฟลมมีตัวคนนั่งลุกจากที่นั่งไปแล้ว ก็ได้กินก็ไม่กินอะไรอีกเป็นของลูกก็ได้พยายามแปลมาใช้ภาษาไทยๆพยายามเชื่อกินในที่นั่งแห่งเดียวที่จริงไม่ใช่หรอกเอกราชแปลว่ามันการกินหรือการได้อาหารเป็นอาหารกันเองแล้วเป็นอาหารเอกแล้วเป็นอาหารอันเป็นสูงสุดและเป็นเอโกะธัมโมแล้วส่งไว้ซึ่งเอกอาหารเข้าอาหารออกอาหารส่งไว้อะไรต่างๆมันก็เป็นเอกลักษณ์มีอารมณ์เป็นเอกที่อธิบายได้ด้วยความหมายอธิบายได้ด้วยอุเทนอธิบายได้โดยอดเพศว่าไม่มีป่วยเจ็บไม่มีป่วยไม่มีเจ็บไม่มีลำบากหมดความลำบากกับปลาพาท่านประธาน หมดความบกพร่องบทความไม่เรียบร้อยไม่มีเรียบร้อยหมดอัปปาต่างๆโลหิตทานังแคล้วค้องว่องไวกระปรี้กระเปร่าเบากายเบาใจหมดละสุดท้ายหนังอยู่ในฐานะของผู้บ่าวอยู่ในฐานะของผู้ครองอยู่ในฐานะของผู้รวดเร็วว่องไวไม่ใช่ลักษณะอึดอัดไม่ใช่ลักษณะนิสัยเหนื่อยไม่ใช่ลักษณะอย่างที่ตรงกันข้ามกันความเข้ากับพี่กระเป๋าเบาง่ายเป็นตัวพลังเราจะเห็นได้ว่ามันเป็นทิศทางมาสู่พลังเป็นตัวพลัง มีพลังจริงๆเพราะมีวิมุติมีวิมุตมีพลังไม่ใช่ไร้พลังไร้ริดร้ายแรงไม่ใช่มีฤทธิ์มีแรงมีพลังมีการเดินบทเดินงานเดินกิจมีจริงๆและตัวผู้นั้นยืนยันได้ว่าเป็นอยู่พระศุกร์แม้จะมีงานมีกิจจะมีความเร็วมีแรงมีเที่ยวมีบทบาทกระปรี้กระเปร่าคล่องแคล่วอยู่ยังไงก็ยืนยันได้ว่าผาสุวิหารหลังเป็นอยู่ผาสุขผาสุกพระจิตมันมีชั้นต่อวิหารมันมีทิศทางสู่ความเสียหายมีฌานมีวิมุติมีเข้าไปเรื่อยเราจะเห็นสูงขึ้นในระบบของปริวัตร 3 ฉันรู้ว่าอันนี้เป็นสัจจะเท่านี้หนอที่เราทำผิดมาได้เท่านี้แล้วมาได้เท่านี้แล้วมาได้รอบนึงก็เป็น 3 ทุกเป็นอย่างนี้สมุนไพรเป็นอย่างนี้นิโรธเป็นอย่างนี้เออเราคืนได้แล้วสลัดคืนได้เป็นเท่านี้มีอาการ 4 มีสภาพอาการ 3 มีสภาพอริยสัจ 4 เราก็คำนวนของเราประมาณเราได้ว่านี่เป็นทุกข์แล้วเราก็พยายามปฏิบัติมาเราก็ว่าเราลดเหตุที่ใจของเรามาได้เรื่อยๆและเราก็เห็นสภาพนิโรธของเรามาเรื่อยๆแล้วเราก็บอกว่าเราสลัดคืนได้เรื่อยๆเราก็ได้มาเรื่อยๆแต่มันยังไม่สุดเพราะวันนั้นเพราะบางเพราะฉะนั้นบางคนบางคนจะปฏิสนธิจะกลับคืนจะให้เป็นมนุษย์ธรรมดาจะให้เป็นอย่างที่ผู้ที่ท่านเป็นได้แล้วก็มา ก็ยังไม่เหมือนเก่าเราเองเราเคยเป็นอย่างนี้นะแต่ก่อนเราเป็นชาวบ้านเป็นคามินีปฏิปทาสมมุติว่าเราเองเราเก่งในทางพิมพ์ดีดแต่ก็พิมพ์ดีดโอ๊ยสบายทำด้วยจิตใจมีปิติยินดีเป็นสุขได้เงินได้ทองแลกเปลี่ยนมีลาภยศสรรเสริญแลกเปลี่ยนก็อยู่กันดีสบายไม่ขี้เกียจไม่เหนื่อยหน่ายไม่เบื่ออย่างนั้นพอตอนนี้เราจะมาทำพิมพ์ดีดดังกล่าวว่าเหนื่อยเบื่อเพลียไม่ทนเพราะมันไม่มีอามิสแต่ก่อนมีอามิสล่อเราก็ทำยิ่งให้เงินเดือนแพงยิ่งจ้างพิเศษป่ะเอาใหญ่แต่ตอนนี้ไม่เป็นแล้วก็ประเด็นที่สำคัญกลับคืนมาทำดูเราจะรู้ว่าเราไม่เป็นเหมือนอย่างเก่าใจ มันไม่เป็นเหมือนอย่างเก่าใจมันมีปิติยินดีอย่างเก่าไม่เป็นเพราะฉะนั้นไม่มีฌานอาศัยไม่มีการพิจารณาไม่รู้พฤติกรรมไม่รู้วิจารณญาณเหตุผลก็ไม่เป็นวิตกไม่มีเหตุผลที่ชัดเจนจนกว่าเราจะมีเหตุผลที่ชัดเด่นมีวิตกมีวิตกกับอัญชันเห็นเหตุผลที่ชัดด้วยปัญญาวิปัสสนาญาณครูอ้ออย่างนี้เองนะเรายึดมั่นอย่างนี้เองเรานึกว่าเราจะต้องได้อย่างเก่านึกว่าสิ่งนี้เป็นของน่ารังเกียจการงานเป็นของน่ารังเกียจพระพุทธเจ้าตรัสว่าสัมมากัมมันตะเป็นของประเสริฐการงานสัมมากรเป็นที่สุดเป็นของประเสริฐคนไร้การงานไม่ได้ทำได้วินัยใดทำให้เป็นไปเพื่อความขี้เกียจทำได้วินัยใดๆเป็นไปเพื่อความเกียจคร้านทำนั้นวินัย เช็คของเราตถาคตมันซ้อนอยู่อย่างนี้เพราะฉะนั้นเรามามีการงานเหมือนชาวโลกแทนที่จะเป็นอย่างแต่ก่อนแต่ก่อนเราก็ขี้เกียจนะแม้เงินทองให้ก็ยังไม่เอามาแลกเปลี่ยนหน่อยมันขี้เกียจหรือว่ามีงานไม่ใช่งานหรอกมีเรื่องเล่นไปเที่ยวไปเล่นไปบันเทิงตรงนู้นตรงนี้วันแรกไม่เอาแล้วงานแม่จะให้เงินก็ไม่เอาไปเสียเงินดีกว่าก็ไปแต่ก่อนเป็นคนอย่างนั้นมันไม่รู้เหตุผลที่ดีมันไม่รู้พฤติ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive